สมมุติว่าโลกเกิดภัยพิบัติจริงๆ ผู้ปฎิบัติ

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย มีแปปเดียว, 4 สิงหาคม 2010.

  1. มีแปปเดียว

    มีแปปเดียว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 มกราคม 2010
    โพสต์:
    889
    ค่าพลัง:
    +3,876
    เคยหัด พิจารณาแบบนี้มั้ยครับ
    - บ้านที่เราอาศัยอยู่ว่าถ้ามันพังทลายลง
    - รถที่ใช้อยู่ถูกแผ่นดินไหวดูดไป ที่มีอยู่ก็ใช้ไม่ได้เพราะไม่มีปั้มน้ำมัน
    - เคยมีกินเหลือทิ้งเหลือขว้าง กลายเป็นแม้หาน้ำสะอาดกินยังไม่ได้
    - สังคมที่มีขื่อแป กลายเป็นแดนมิคสัญญีผู้คนแก่งแย่ง เข่นฆ่าเพื่อความอยู่รอดเหมือนสัตว์เดรัจฉาน
    - คนในครอบครัวตายหมด ลูกตาย เมียตาย
    - อารยธรรมปัจจุบันสูญสิ้นไปหมด กลับไปใช้ชีวิตเหมือนพันปีที่แล้ว
    บอกตัวเองหรือเปล่า ทำใจไว้หรือเปล่าจะอยู่ต่ออย่างไร
    คุณธรรม ศีลธรรมคิดว่าตัวเองที่มีอยู่ประจำใจจะหมดไปหรือไม่เพื่อเอาตัวเองให้รอด หรือจะยอมตายเพื่อรักษาธรรม
    อยากรู้ว่าพวกท่านคิดกันอย่างไรครับ
     
  2. rahool

    rahool Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    114
    ค่าพลัง:
    +59
    ปลงครับ ไม่มี ก็ไม่ต้องการ
     
  3. ชินมิน

    ชินมิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 พฤษภาคม 2009
    โพสต์:
    118
    ค่าพลัง:
    +558
    ยอมอดตายเพื่อรักษาธรรม

    สิ่งทั้งหลาย..ล้วนไม่เที่ยง...

    แม้แต่ร่างกายเราเองก็ไม่เที่ยง...

    ไม่มีสิ่งใดที่เป็นของเรา..อยู่กับเราได้ตลอดไป..

    นอกจาก..บุญและบาป..ที่จะเป็นตัวพิจารณาเราตลอดไป....

    รักษาธรรมไว้เทอดเป็นยอดดี
     
  4. paintkiller

    paintkiller เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    334
    ค่าพลัง:
    +946
    ถ้าถึงขนาดนั้น ผมไม่ยอมตายง่ายๆหรอกครับ ชิวิตมีค่ามากกว่าจะตายไปเปล่าสู้อยุ่แล้วทำความดีสร้างความดีในแบบต่างๆเท่าที่จะทำได้ เผยแพร่ธรรมมะ ที่ยังระลึกได้ อย่างน้อยๆคนที่กำลังจะตายเพิ่มถ้าได้ศึกษาธรรมมะอันน้อยนิดที่มีอยู่ ก็เป็นบุญ กุศลไม่ใช่เหรอครับ หรือจะยอมถอดใจตาย
     
  5. ตายแน่!

    ตายแน่! เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 กรกฎาคม 2009
    โพสต์:
    235
    ค่าพลัง:
    +509
    เป้นผมจะบวชตัวเองให้รู้แล้วรู้รอด(ตอนนั้นคงไม่มีวัดหรือพระบวชให้)เป็นปะขาวเป้นฤาษีไปเลยนั่งสมาธิ หาผลไม้หรืออะไรที่ไม่ได้เบียดเบียนผู้อื่น อยู้หรือไม่มีก็ขอนั่งสมาธิตาย
     
  6. มีแปปเดียว

    มีแปปเดียว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 มกราคม 2010
    โพสต์:
    889
    ค่าพลัง:
    +3,876
    ดูข่าวแผ่นดินไหวที่เฮติ
    ดูข่าวน้ำท่วมที่จีน ที่ปากีสถาน
    ดูข่าวสึนามิที่มีแต่ศพเกลื่อนกลาด
    เกิดอะไรขึ้นกับใจเราบ้างนอกจากแผ่เมตตาให้
    ถ้าเราต้องประสบเหตุต่างๆนั้นเองหละ
    ทำใจไว้บ้างหรือเปล่า
    เตรียมใจกันอย่างไรในวันนี้
    จะยอมเป็นผู้ฆ่าเพื่อไม่ให้ถูกฆ่า
    จะยอมลักขโมยเพื่อเลี้ยงครอบครัว
    หรือจะยอมถูกฆ่า ยอมอดทั้งครอบครัวเพื่อรักษาธรรม
    นี่คือแบบจำลองเพื่อพิสูจน์ธรรมในใจของผู้ปฎิบัติธรรม
    เวลาที่เราไม่หิว ไม่อยากเนื่องด้วยเรามีเหลือพอที่จะแบ่งปัน เราอาจเป็นคนใจบุญสุนทาน
    แต่เวลาที่เราอดหละ เราจะเปลี่ยนไปอย่างไร
    เทวบุตรมารทั้งหลายมาทดสอบ ทรมานผู้ปฎิบัติธรรมเพื่ออยากได้ตำตอบนี้แหละ
    ว่าสิ่งที่เรียกว่าตบะ ของท่านผู้ปฎิบัติจะเข็มแข็งพอหรือไม่
    ลองทดสอบอารมณ์ตนเองดูนะครับ
     
  7. seberton

    seberton เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2006
    โพสต์:
    262
    ค่าพลัง:
    +655
    เคยคิดเหมือนกัน ก็คิดอยู่ว่าถ้ามาถึงเรา จะทำยังบ้างถึงจะอยู่รอด และไม่เบียดเบียนใคร
     
  8. วสุธรรม

    วสุธรรม พลังรักอมตะ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    2,323
    ค่าพลัง:
    +8,220
    จะนำธรรมะมาสั่งสอนแนะนำแก่ผู้ที่ยังเหลืออยู่
    จะรวมกลุ่มกันอยู่กับคนที่ดีมีศีลธรรม พวกเราสัญญากันจะไม่ทอดทิ้งกัน
    จะช่วยเหลือกันและแบ่งปันสิ่งที่เรามีแก่คนอื่นๆ
    จะแนะนำให้คนที่อยู่มีเมตตาเมตตาแก่คนอื่นเสมอ
    จะแนะนำให้คนที่ไม่มีสิ่งใดๆเหลือ อยู่ร่วมกัน ช่วยกัน ดูแลกัน ไม่เอาเปรียบกัน
    แล้วท่านที่อยู่รอดถึงวันนั้น จะดำรงชีวิตต่อไปได้ ไม่ต้องไปปล้นไปจี้ แย่งชิงกัน
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 สิงหาคม 2010
  9. บูชาพุทธ

    บูชาพุทธ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 พฤษภาคม 2010
    โพสต์:
    302
    ค่าพลัง:
    +858
    เคยคิดค่ะ ถ้าเกิดขึ้นมาจริง ๆ ก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะทำยังไง จะอยู่หรือต้องตายก็คงสุดแล้วแต่บุญ - กรรม ที่เคยทำมา แต่ที่แน่ ๆ ขอยึดมั่นในคุณงามความดี และคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง จนกว่าจะหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด
     
  10. g9Jkritg0hk

    g9Jkritg0hk สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 มกราคม 2010
    โพสต์:
    18
    ค่าพลัง:
    +8
    คนเราจะกลัวหรือไม่กลัว จะอยากหรือไม่อยากตาย ล้วนไม่ผิด
    ในแต่ละขณะทุกคนล้วนทำสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดี
    สิ่งสำคัญของแต่ละคนในแต่ละขณะอาจแตกต่างกัน
    ที่เจ้าของกระทู้ทำก็ประเสริฐดีอยู่แล้ว
    หากมีเสือหิวมาพบเจ้าของกระทู้ อยากกินท่าน ท่านบอกมันว่าท่านเป็นคนดี มันก็คงไม่ไว้ชีวิต ท่านจะทำอย่างไร

    ผมไม่ใช่ชาวพุทธ แค่แวะมาเที่ยวเล่น
     
  11. มีแปปเดียว

    มีแปปเดียว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 มกราคม 2010
    โพสต์:
    889
    ค่าพลัง:
    +3,876
    พิจารณาดูนะครับ ถ้าเป็นเราเองจะทำอย่างไร
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • t1main-quake2-gi.jpg
      t1main-quake2-gi.jpg
      ขนาดไฟล์:
      24.7 KB
      เปิดดู:
      77
    • tsunami.jpg
      tsunami.jpg
      ขนาดไฟล์:
      57.1 KB
      เปิดดู:
      69
    • crying.bmp
      ขนาดไฟล์:
      37 KB
      เปิดดู:
      43
  12. มีแปปเดียว

    มีแปปเดียว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 มกราคม 2010
    โพสต์:
    889
    ค่าพลัง:
    +3,876
    ผมเชื่อว่าผมเคยกินและถูกกินมานับไม่ถ้วน เพราะสังสารวัฎมันยาวจนหาต้นหาปลายไม่ได้
    บอกตามตรงนะว่าไม่กลัวตาย แต่ไม่อยากเจ็บหรือทรมาน กลัวมันฆ่าเราไม่ตายแล้วต้องพิการน่าสมเพชกว่าเยอะ
    ถ้าจะบำเพ็ญอุปบารมีคงหาวิธีฆ่าตัวตายแบบตายชัวร์ๆให้มันกินศพเราทีหลัง
    แต่ถ้าไม่บำเพ็ญบารมีก็ต้องหาทางหนีมันเผื่อจะพ้น รักษาชีวิตไว้เพื่อรักษาใจต่อไป
    สุดท้ายก็คือสัตว์โลกทั้งหลายเป็นไปตามกรรม ไม่มีอะไรหนีพ้นหรอก ถ้าต้องเป็นอาหารของสัตว์ร้ายผมอาจหนีเสีอตัวนั้นไปได้ในวันนี้เพื่อที่วันหน้าอาจถูกหมีตะปบตายอยู่ดี
    ตายดีหรือตายไม่ดีสุดท้ายก็ต้องตายอยู่ดี เหอๆๆๆๆๆ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 4 สิงหาคม 2010
  13. Nirvana

    Nirvana เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กุมภาพันธ์ 2005
    โพสต์:
    8,188
    ค่าพลัง:
    +20,870
    ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก ทำวันนี้ให้ดีที่สุด

    ใช้สติปัญญาพินิจตรึกตรองเอา นั่นแหละ ครับ
    ยิ่งไปตั้งธง ยิ่งจะสติแตกกู่ไม่กลับเอาง่ายๆ

    ปัญหาทุกอย่างแก้ไขได้ด้วยสติและปัญญา

    ที่แก้ไขไม่ได้ ก็เพราะคิดไม่ถึง คิดแล้วแต่ไม่ได้ทำ หรือทำแต่ไม่ทันกาล แค่นั้นแหละครับ
     
  14. สุภิญโญ

    สุภิญโญ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    167
    ค่าพลัง:
    +325
    เข้าป่าครับ
     
  15. ผู้เตือน warn

    ผู้เตือน warn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 มกราคม 2010
    โพสต์:
    561
    ค่าพลัง:
    +688
    สมมุติว่าผมรอด ไม่ตาย

    สมมุติ จขกท ตาย

    แล้ว สมมุติว่าผม ทำศพไห้

    จากนั้นมา ผมก็ไช้ชีวิตอย่างสงบสุข
     
  16. ผู้เลื่อมใสศรัทธา

    ผู้เลื่อมใสศรัทธา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 มีนาคม 2009
    โพสต์:
    911
    ค่าพลัง:
    +2,082
    ผมยังมีอารมณ์ของปุถุชน อยู่ครับ

    รู้สึก เจ็บ ปวด เสียใจ ตามปุถุชนธรรมดา ยังปลงไม่ได้

    ถ้าเกิดจริง คงคิดไม่ออกกละครับ
     
  17. มีแปปเดียว

    มีแปปเดียว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 มกราคม 2010
    โพสต์:
    889
    ค่าพลัง:
    +3,876
    ร่างกายนี้ เป็นของเปื่อยเน่า ไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น ฟุ้งไป เป็นของน่ากลัว ร่างกายนี้เป็นดุจซากศพอันปฏิกูลอย่างยิ่ง ฉาบทาไว้ด้วยเนื้อและเลือด เป็นที่อยู่แห่งหมู่หนอน

    * * * * * * * ** * * * * * * ** * * * * * * ** * * * * * * ** * * * * * * *

    เรื่องโดยย่อ เป็นพระประวัติของพระนางสุเมธา ราชธิดาของพระเจ้าโกญจะ ผู้ครองนครมันตาวดี พระชนกและชนนีได้ยกให้เป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าอนิกรัตต์ แต่พระนางสุเมธาพอพระทัยในการออกผนวช ได้ยกเหตุผลต่าง ๆ เพื่อให้พระชนกและพระชนนีทรงอนุญาต ดังข้อความต่อไปนี้:-

    ราชธิดา "ขอพระชนกชนนีทั้งสองโปรดฟังคำของหม่อมฉัน หม่อมฉันยินดีในนิพพาน เพราะว่าภพถึงแม้ว่าจะเป็นทิพย์ก็เป็นของไม่ยั่งยืน จะป่วยกล่าวไปไยถึงกามทั้งหลาย อันเป็นของเปล่า มีความยินดีน้อย มีความคับแค้นมาก

    กามทั้งหลายเผ็ดร้อน เปรียบด้วยอสรพิษ เป็นที่ทำให้คนพาลหลงหมกอยู่ คนพาลเหล่านั้นต้องถึงทุกข์ เดือดร้อน ยัดเยียดอยู่ในนรกตลอกกาลนาน

    อันเป็นเหตุให้คนพาล ผู้มีความรู้ชั่วไม่สำรวมกาย วาจา และใจ ทำความชั่วต่าง ๆ แล้วย่อมเศร้าโศกในอบาย ในกาลทุกเมื่อ

    อันเป็นเหตุให้คนพาล ผู้มีปัญญาทราม ไม่มีความคิด ยินดีแล้วในทุกข์ และเหตุเกิดแห่งทุกข์ ไม่รู้จักธรรมอันพระอริยเจ้าแสดงอยู่ ทั้งไม่รู้จักอริยสัจ

    ข้าแต่เสด็จแม่ คนเหล่าใดไม่รู้จักสัจจะ อันพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทรงแสดงแล้วพากันชื่มชมภพ ปรารถนาการเกิดในเทวดา ชนเหล่านั้นมีอยู่เป็นอันมากในโลกนี้

    การเกิดแม้ในพวกทิพย์ ในภพอันไม่เที่ยง ก็เป็นของไม่ยั่งยืน พวกคนโง่เขลา ย่อมไม่สะดุ้งกลัวต่อการเกิดร่ำไป พวกเขาจึงประสบวินิบาต ๔ คติ ๒ ในกาลทุกเมื่อ และการบวชของคนที่ตกอยู่ในวินิตบาตทั้งหลาย ย่อมไม่มีในนรก

    ขอพระชนกชนนีทรงโปรดอนุญาตให้หม่อมฉันบวชเถิด หม่อมฉันจะเป็นผู้มีความขวนขวายน้อย พยายามเพื่อละการเกิด การตายจะเป็นประโยชน์อะไรด้วยภพ ที่พวกคนพาลพากันเพลิดเพลินเป็นโทษทางกายไม่เป็นแก่นสาร

    ขอพระชนกชนนีทรงโปรดอนุญาตเถิด หม่อมฉันจะบวชเพื่อดับตัณหาในภพ การเสด็จอุบัติแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย หม่อมฉันไม่ได้พบแล้ว ขณะอันเป็นขณะไม่ควร หม่อมฉันก็ได้พบแล้ว หม่อมฉันไม่พึงทำลายศีล และพรหมจรรย์ตลอดชีวิต"

    ลำดับนั้น พระชนกชนนีได้ตรัสกะนางสุเมธาว่า มารดาบิดาเป็นคฤหัสถ์ ถึงจะตกอยู่ภายใต้อำนาจของความตาย ก็จะไม่ยอมทอดทิ้ง มารดาเป็นทุกข์ร้องไห้ และบิดาก็ถูกความเศร้าโศกครอบงำแล้วเหมือนกัน พยายามปลอบโยนนางสุเมธา ซึ่งฟุบอยู่ที่แผ่นดินบนพื้นปราสาทว่า

    "ลุกขึ้นเถิดลูกรัก จะเศร้าโศกไปทำไม มารดาบิดาได้ยกเจ้าให้พระเจ้าอนิกรัตต์ ผู้มีรูปงามไปแล้ว เจ้าจะได้เป็นอัครมเหสี

    ลูกรักเอ๋ย ศีล พรหมจรรย์ และการบวชกระทำได้ยาก อำนาจในแว่นแคว้นของพระเจ้าอนิกรัตต์ ทรัพย์ ความเป็นอิสระ โภคะ ความสุขถึงสกุลนี้ และสกุลของพระราชสามีทั้งหมด ลูกปรารถนาแล้วก็จะอยู่ในเงื้อมมือของลูก แม้ลูกก็ยังเป็นสาว จงบริโภคกามทั้งหลายเถิด"

    ราชธิดา "อำนาจเช่นว่านี้ ขอจงอย่ามีเลย เพราะภพไม่เป็นแก่นสาร หม่อมฉันจะบวชหรือถ้าทรงขอร้องไว้ก็จะขอตายเท่านั้น

    หม่อมฉันรู้อยู่ว่า ร่างกายนี้ เป็นของเปื่อยเน่า ไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น ฟุ้งไป เป็นของน่ากลัว ตัวเป็นดุจกระสอบหนัง อันเต็มไปด้วยซากศพ เต็มไปด้วยของไม่สะอาด ไหลออกอยู่เนือง ๆ

    หม่อมฉันรู้อยู่ว่า ร่างกายนี้เป็นดุจซากศพอันปฏิกูลอย่างยิ่ง ฉาบทาไว้ด้วยเนื้อและเลือด เป็นที่อยู่ของหมู่หนอน เป็นเหยื่อเรือด พระชนกชนนีจะยกให้ใครทำไม กายนี้ไม่นานนัก มีวิญญาณไปปราศจากแล้ว อันหมู่ญาติเกลียดอยู่ ย่อมถูกทิ้งถมไว้ในป่าช้าเหมือนท่อนไม้ฉะนั้น

    มารดาบิดาของตนยังเกลียด พากันเอาซากศพนั้นไปทิ้งปล่อยให้เป็นเหยื่อของสัตว์อื่นในป่าช้า แล้วกลับไปอาบน้ำ จะกล่าวไปไยถึงประชุมชนทั่วไป ชนทั้งหลายยินดีแล้วในกายอันเปื่อยเน่า เป็นซากศพ ไม่มีแก่นสาร อันมีกระดูกมีเอ็นเป็นเครื่องผูกรัด เต็มไปด้วยน้ำลาย น้ำตาและเหงื่อไคล

    ผู้ใดมาแยกกายนั้น ทำให้เห็นทั้งภายในและภายนอก ผู้นั้นก็ไม่อาจจะทนต่อกลิ่นกายได้ แม้มารดาของตนก็พึงเกลียด บัณฑิตทั้งหลายกล่าวไว้ด้วยอุบายอันแยบคายว่า

    ขันธ์ ธาตุ และอายตนะ อันปัจจัยปรุงแต่ง มีชาติเป็นมูลเหตุ เป็นทุกข์ไม่น่าชอบใจ เพราะเหตุไรหม่อมฉันจะพึงปรารถนาตามพระดำรัสที่ขอร้องได้เล่า

    หอก ๓๐๐ เล่มที่ลับแล้วใหม่ ๆ พึงทิ่มแทงร่างกายทุกวัน ๆ ความกระทบกระทั่งเช่นนี้ แม้เป็นไปสิ้นร้อยปียังประเสริฐกว่าฉันใด ความสิ้นไปแห่งทุกข์ก็พึงมีฉันนั้น

    ผู้ใด เป็นผู้รู้แจ้งในพระดำรัสของพระศาสดา โดยนัยตามที่กล่าวแล้ว พึงประสบความกระทบกระทั่ง แม้ความสิ้นทุกข์ของผู้นั้นพึงประเสริฐยิ่ง และสงสารของพาลเหล่านั้น ผู้ถูกชราพยาธิและมรณะเบียดเบียนบ่อย ๆ เป็นของยาวนาน ความคับแค้นอันหาประมาณมิได้

    บัณฑิตแสดงไว้ในเทวดา หมู่มนุษย์ กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน อสุรกาย เปรต นรก ในนรกมีทุกข์เป็นอันมาก ความต้านทานในหมู่เทวดาทั้งหลาย ไม่มีแก่สัตว์ผู้ไปในวินิบาต ผู้เศร้าหมอง สุจอื่นจากสุข คือ นิพพานไม่มี

    ผู้ใดขวนขวายในคำสั่งสอนของพระทศพล เป็นผู้มีความขวนขวายน้อย พยายามเพื่อละความเกิดและตาย ผู้นั้นชื่อว่าบรรลุนิพพาน

    ข้าแต่เสด็จพ่อ วันนี้หม่อมฉันจะออกบวชแน่นอน จะมีประโยชน์อะไรด้วยโภคสมบัติ อันหาสาระมิได้ กามทั้งหลายอันเสมอด้วยอาเจียน หม่อมฉันเบื่อหน่ายแล้ว กระทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน

    เมื่อนางสุเมธาราชธิดา ได้ทูลแก่พระชนกชนนีแล้ว ขณะนั้นพระเจ้าอนิกรัตต์ได้จัดกระบวนมารับนางสุเมธา เมื่อกาลจวนตัวเช่นนี้ ราชธิดาใจเด็ด จึงเอาพระขรรค์ตัดพระเกศาอันดำสนิท อ่อนสลวยงดงาม ปิดปราสาทแล้วเข้าปฐมฌาน เข้าสมาบัติ เจริญอนิจจสัญญาอยู่ในปราสาท นั่นเอง

    ขณะนั้นเอง พระเจ้าอนิกรัตต์มีพระองค์ประดับด้วยแก้วมณีและทองคำ ได้เสด็จมาถึง และทรงทราบว่านางสุเมธากำลังมนสิการถึงอนิจจสัญญาอยู่ในปราสาท ได้รีบเสด็จขึ้นสู่ปราสาท ทรงทำอัญชลี อ้อนวอนราชธิดาว่า

    "อำนาจ ทรัพย์ อิสริยยศ โภคะ ความสุขในราชสมบัติ หม่อมฉันขอมอบให้พระน้องนาง พระน้องนางยังเป็นสาว ขอจงบริโภคกามสุขเถิด กามสุขเป็นของหายากได้ในโลก ราชสมบัติหม่อมฉันยอมสละให้พระน้องนาง จงบริโภคโภคะทั้งหลาย จงให้ทานเถิด อย่าทรงโทมนัสเลย พระชนกชนนีของพระน้องนางทรงเป็นทุกข์"

    ราชธิดา "พระองค์อย่าทรงเพลิดเพลินในกาม จงทรงเห็นโทษในกามทั้งหลาย พระเจ้ามันธาตุผู้เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ เป็นผู้เลิศกว่าบุคคลผู้บริโภคกามทั้งหลาย ยังไม่ทรงอิ่มด้วยกามทั้งหลาย ก็สวรรคตไป ความปรารถนาของเธอยังไม่ทันบริบูรณ์เลย

    เทวดาผู้เป็นเจ้าแห่งฝน พึงบันดาลรัตนะ ๗ ประการ ให้ตกโดยรอบทั่วทั้งสิบทิศ ความอิ่มด้วยกามทั้งหลายก็มิได้มี นรชนทั้งหลายผู้ไม่อิ่มด้วยกามพากันตายไปหมด

    กามทั้งหลายเปรียบด้วยดาบและหลาว เหมือนหัวงูเห่า เปรียบดังเพลิงเผาอยู่เนือง ๆ เหมือนร่างกระดูก

    กามทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีทุกข์มาก เหมือนงูที่มีพิษมาก เหมือนก้อนเหล็กอันไฟติดทั่ว เป็นรากเหง้าแห่งทุกข์ มีทุกข์เป็นผล

    กามทั้งหลายเปรียบเหมือนผลไม้อันเป็นพิษ เป็นชิ้นเนื้อนำมาซึ่งทุกข์

    กามทั้งหลายเปรียบเหมือนความฝัน เป็นของหลอกลวงเหมือนของที่ยืมเขามา เปรียบด้วยหอกและหลาว เป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นความทุกข์ยาก เป็นความลำบาก เช่นดังหลุมถ่านเพลิง เป็นรากเหง้าแห่งทุกข์ เป็นภัย เป็นนายเพชฌฆาต

    กามทั้งหลายบัณฑิตกล่าวว่ามีทุกข์มาก มีอันตรายมากอย่างนี้ เชิญพระองค์เสด็จกลับเสียเถิด หม่อมฉันไม่มีความคุ้นเคยในสมบัติของตนเลย

    เมื่อไฟไหม้อยู่ที่ศีรษะของตน ผู้อื่นจะช่วยทำประโยชน์อะไรให้หม่อมฉันได้ เมื่อชราและมรณะติดตามแล้ว ควรจะพยายามเพื่อทำลายชราและมรณะนั้น

    ราชธิดาทอดพระเนตรเห็นพระชนกชนนีและพระเจ้าอนิกรัตต์ เสด็จมายังไม่ทันถึงประตูปิด ประทับนั่งร้องไห้อยู่ที่แผ่นดิน ราชธิดาจึงได้ทราบทูลว่า

    "วัฏฏะของคนพาลทั้งหลาย ผู้ร้องไห้ถึงมารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย และตนเองซึ่งตายแล้วในสงสาร เป็นสภาพยาวนาน ขอพระองค์ทรงระลึกถึงน้ำตา น้ำนม น้ำเลือด และกองกระดูกของสัตว์ทั้งหลายท่องเที่ยวอยู่ไปมา เพราะความที่สงสารมีที่สุดอันบุคคลรู้ไม่ได้

    ขอจงทรงนึกถึงมหาสมุทรทั้ง ๔ ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงน้อมเข้าไปเปรียบกับน้ำตา น้ำนม และเลือด

    ขอทรงนึกถึงกองกระดูกของคนหนึ่งในกัปหนึ่ง เท่าภูเขาวิบุลบรรพต

    ขอทรงนึกถึงแผ่นดินใหญ่ คือชมพูทวีป ที่พระพุทธเจ้าทรงเปรียบด้วยมารดา บิดา ของบุคคลผู้ท่องเที่ยวอยู่ในสงสาร แผ่นดินใหญ่ เมื่อแบ่งออกเป็นก้อนกลม ๆ เท่าเมล็ดพุทรา ยังไม่เพียงพอกับบิดามารดาเลย

    ขอทรงนึกถึงหญ้า ไม้ กิ่งไม้และใบไม้ ที่พระพุทธเจ้าทรงเปรียบด้วยมารดาบิดาของคน ผู้ท่องเที่ยวอยู่ในวัฏฏะ เพราะวัฏฏมีที่สุดอันรู้ไม่ได้ หญ้า ไม้ กิ่งไม้และใบไม้ ชิ้นหนึ่งประมาณเท่า ๔ นิ้ว ก็ยังไม่เพียงพอกับบิดามารดาเลย และชิ้นหนึ่งมีประมาณเท่านั้น ยังไม่เพียงพอกับ ปู่ ย่า ตา ยายเลย

    ขอจงทรงนึกถึงเต่าตาบอด และช่องแอกที่หมุนวนไปในทิศบูรพาและทางอื่น ๆ อีกในมหาสมุทร มาสวมศีรษะเต่าตาบอดตัวนั้น ข้อนี้อุปมาดังการได้อัตภาพมาเป็นมนุษย์

    ขอจงทรงนึกถึงโทษของรูป คือกายอันหาสาระมิได้ เปรียบเหมือนก้อนฟองน้ำ ขอทรงพิจารณาเห็นขันธ์ทั้งหลายอันไม่เที่ยง จงทรงนึกถึงนรก อันมีความคับแค้นมาก จงทรงนึกถึงสัตว์ทั้งหลาย ผู้พอกพูนอยู่ในป่าช้าบ่อย ๆ ในชาตินั้น ๆ จงทรงนึกถึงภัยอันเกิดแต่ท้อง

    ขอจงทรงนึกถึงอริยสัจ ๔ เมื่ออมตมหานิพพานมีอยู่ จะมีประโยชน์อะไรด้วยของเผ็ดร้อน ๕ ประการ ที่พระองค์ทรงดื่มแล้ว เพราะว่าความยินดีในกามทั้งปวง มีความเผ็ดร้อนกว่าของเผ็ดร้อน ๕ ประการเสียอีก

    เมื่ออมตมหานิพพานมีอยู่ พระองค์จะต้องการอะไรด้วยกามทั้งหลาย เพราะว่าความยินดีในกามทั้งปวง อันไฟ ๑๑ กองให้รุ่งเรืองแล้วให้เดือดพล่านแล้ว ให้กำเริบแล้ว ให้ร้อนพร้อมแล้ว

    เมื่อการออกจากกาม อันไม่มีข้าศึกมีอยู่ "ไฉนพระองค์จึงต้องการด้วยกามทั้งหลาย อันมีข้าศึกมากเล่า กามทั้งปวงมีข้าศึกมาก ทั่วไปด้วยพระราชา ไฟ โจร น้ำ และคนที่ไม่เป็นที่รัก

    เมื่อความพ้นจากกามมีอยู่ ไฉนพระองค์จึงต้องการด้วยกามทั้งปวง อันเป็นเหตุให้ถูกฆ่า และถูกจองจำเล่า เพราะว่าการถูกฆ่าและถูกจองจำก็เพราะกามทั้งปวง

    สัตว์ทั้งหลายได้เสวยทุกข์ต่าง ๆ ก็เพราะความใคร่ในกาม คบเพลิงหญ้าอันไฟติดโชน ย่อมไหม้คนผู้ถืออยู่และไม่ทิ้ง เพราะว่ากามทั้งปวงเปรียบดังคบเพลิง ย่อมไหม้คนที่ไม่ละ

    พระองค์อย่าทรงละสุขอันไพบูลย์ เพราะเหตุแห่งกามสุขอันเล็กน้อย พระองค์อย่าทรงเป็นเหมือนปลากลืนกินเบ็ดแล้วต้องเดือดร้อนในภายหลังเลย

    พระองค์อย่าทรงเห็นผิด เพราะกามทั้งปวง ดังสุนัขอันถูกเขาล่ามโซ่ไว้เลย สัตว์ทั้งหลายผู้มีความอยากเพราะกามจัด บริโภคกามนั้นเหมือนเสือปลาถูกความหิว ครอบงำได้สุนัขแล้วต้องถึงความพินาศฉิบหายฉะนั้น

    ถ้าพระองค์ทรงประกอบด้วยกาม จะต้องทรงเสวยทุกข์หาประมาณมิได้ และโทรมนัสแห่งจิตเป็นอันมาก จงทรงสละกามทั้งปวง อันไม่ยั่งยืนเสียเถิด

    เมื่อนิพพานอันเป็นธรรมไม่แก่ มีอยู่ ไฉนพระองค์จึงทรงต้องการด้วยกามทั้งปวง ที่มีความแก่เล่า เพราะการเกิดทุกชาติในภพทั้งปวง ประกอบด้วยความตายและพยาธิ

    นิพพานนี้ไม่แก่ไม่ตาย เป็นทางดำเนินไปถึงความไม่แก่ ไม่ตาย ไม่มีความเศร้าโศก ไม่คับแคบเพราะข้าศึก ไม่มีความพลั้งพลาด ไม่มีภัย ไม่มีความเดือดร้อน

    อมตนิพพานนี้ อันพระอริยเจ้าเป็นอันมากได้บรรลุแล้ว และอมตนิพพานนี้ อันบุคคลผู้พยายามโดยอุบายอันแยบคายจะพึงได้แม้ในวันนี้ แต่บุคคลผู้ไม่พยายาม ก็ไม่อาจจะได้แม้ในกาลไหน ๆ"

    ราชธิดาตรัสดังนี้ เพื่อไม่ให้ยินดีในสังขาร เพื่อจะทรงยังพระเจ้าอนิกรัตต์ให้ทรงยินยอม จึงทรงโยนพระเกศาที่ทรงตัดแล้วด้วยพระขรรค์ไปที่พื้นดิน

    พระเจ้าอนิกรัตต์เสด็จลุกขึ้น ทรงประคองอัญชลี ทูลขอกะพระบิดาของนางสุเมธาราชธิดานั้นว่า

    "ขอจงทรงโปรดปล่อยให้นางสุเมธาบวชเถิด นางจะเป็นผู้เห็นวิโมกข์และสัจจะ"
     
  18. มีแปปเดียว

    มีแปปเดียว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 มกราคม 2010
    โพสต์:
    889
    ค่าพลัง:
    +3,876
    ราชธิดา เมื่อพระชนกชนนีทรงปล่อยแล้ว เป็นผู้กลัวต่อภัยคือความโศก ได้เสด็จออกผนวชแล้ว เมื่อศึกษาอยู่ ก็ได้ทำให้แจ้ง ซึ่งอภิญญา ๖ กระทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล พระสุเมธาเถรี ได้ทรงเล่าอดีตกุศลกรรมของพระนาง ก่อนที่จะปรินิพานว่า

    ในศาสนาของพระพุทธเจ้า พระนามว่าโกนาคมน์ เสด็จอุบัติในโลก เมื่อตั้งสังฆารามใหม่ ๆ ข้าพเจ้ากับหญิงสองคน (คือ นางธนัญชานี นางเขมา แลข้าพเจ้า) ได้ถวายอารามให้เป็นที่อยู่ของสงฆ์

    ด้วยผลของกุศลกรรมนั้น ข้าพเจ้าทั้งสาม ได้เกิดในเทวโลก ๑๐ ครั้ง ๑๐๐ ครั้ง ๑,๐๐๐ ครั้ง ๑๐,๐๐๐ ครั้ง ไม่ต้องพูดถึงการเกิดในมนุษย์

    ข้าพเจ้าทั้งสาม เป็นผู้มีมหิทธิฤทธิ์ในเทวโลก ไม่ต้องกล่าวถึงในมนุษย์ ได้เป็นพระมเหสีนารีรัตน์ ของพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้มีรัตนะ ๗ ประการ

    การที่เราสร้างอารามถวาย ให้เป็นที่อยู่ของสงฆ์ นอกจากเป็นแดนเกิดแห่งทิพย์สมบัติแล้ว ยังเป็นรากเหง้า เป็นเหตุให้อดทนในคำสั่งสอน เป็นเหตุให้ตั้งมั่นครั้งแรกในศาสนา และเป็นที่สิ้นสุดแห่งความเพียรของข้าพเจ้าผู้ยินดีแล้วในธรรรม

    บุคคลเหล่าใด ย่อมเชื่อพระดำรัสของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีปัญญาไม่ต่ำทราม บุคคลนั้นย่อมกล่าวอย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายในภพ ครั้นเบื่อหน่ายแล้ว ย่อมคลายกำหนัด ฯ"

    สุเมธาเถรีคาถา ๒๖/๕๐๖

    ------------------------------------------------------------------------------

    มรณํ ธมฺมิกํ เสยฺโย ยญฺเจ ชีเว อธมฺมิกํ

    ตายอย่างชอบธรรมดีกว่า อยู่ไม่ชอบธรรม จะมีค่าอะไร

    ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้ว ด้วยอสุภสัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อมหวนกลับ งอกลับ ถอยกลับจากการร่วมเมถุนธรรม ไม่ยื่นไปรับการร่วมเมถุนธรรม อุเบกขาหรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่ เปรียบเหมือนขนไก่ หรือ เส้นเอ็นที่เขาใส่ลงในไฟ ย่อหดงอเข้าหากัน ไม่คลี่ออกฉะนั้น

    สัญญาสูตร ๒๓/๔๘

    ------------------------------------------------------------------------------

    คัดลอกจาก: พระไตรปิฎกฉบับเซ็น - ธรรมรักษา
    นิตยสารธรรมจักษุ ปีที่ ๓๘ ฉบับที่ ๓ ประจำเดือนกรกฎาคม ๒๕๓๗
    หน้า ๒๘ - ๓๕
     
  19. OLDMAN AND A CAR

    OLDMAN AND A CAR เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มีนาคม 2008
    โพสต์:
    823
    ค่าพลัง:
    +2,752
    ...ชอบใจ คำตอบนี้...เลย สมมุติต่อว่า...คงสงบสุขไม่นานหรอก...เพราะในที่สุด จะไม่มี มนุษย์ และสัตว์ตนใด รอดตาย....แต่คนและสัตว์ ที่ตายเป็นคนสุดท้าย ย่อมอาภัพหน่อย เพราะ จะ ไม่มีคนทำศพให้...ซ้ำ ยังต้องเหนื่อย ในการทำศพ ให้คนอื่น อีกต่างหาก...คิดดูซิ วันๆ ทำแต่ งานศพ มันจะ จะสนุกตรงใหน...น่าเบื่อออก...
     
  20. k.kwan

    k.kwan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2007
    โพสต์:
    15,900
    ค่าพลัง:
    +7,310
    เอ่อ...คุณน้องขรา
    แค่คิดได้และทำได้จริงตามนี้

    คงทำได้ ..แค่ทำใจจริง..ตายเป็นตายฟ่ะ

    แถวบ้านคุณพี่เรียกว่า ใช้สติปัญญา แร้วค่ะ คุณน้อง
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 สิงหาคม 2010

แชร์หน้านี้

Loading...