สมาธิบำบัด - การการละลาย (การเผา) หรือการฉายแสง

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย nondanun, 16 พฤษภาคม 2016.

  1. nondanun

    nondanun เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    5,980
    กระทู้เรื่องเด่น:
    8
    ค่าพลัง:
    +32,570
    <table align="center" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="94%"><tbody><tr><td class="postbody" valign="top">[​IMG]

    สมาธิบำบัด
    การละลาย (การเผา) หรือการฉายแสง
    โดย พระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ



    ผู้ฝึก ผู้ป่วยควรจะรู้สภาพความเจ็บป่วยของตนเองว่ามีอาการหนัก หรือเพิ่งจะมีอาการ เพราะจำนวนครั้งและวิธีการบำบัดในแต่ละวันควรจะมีความสัมพันธ์กับอาการและ ชนิดของโรคที่เป็น เช่น ถ้ามีอาการหนัก ควรได้ทำสมาธิด้วยกันหลายวิธีอย่างน้อยวันละ 3-4 ครั้ง และแต่ละครั้งไม่ควรน้อยกว่า 45-60 นาที (สามารถนอนทำสมาธิได้) ถ้ามีอาการดีแล้ว หรือเพิ่งจะมีอาการควรได้ทำสมาธิวันละ 2-4 ครั้ง ครั้งละ 30-45 นาที บุคคลปกติควรได้ทำสมาธิการระบายของเสียและการเพิ่มภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย ทุกวัน แต่ละบุคคลควรจะตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ควรเร่งศึกษา “พลังจิต : ทางเลือกเพื่อสุขภาพ” ในขณะที่ร่างกายมีความสมบูรณ์แข็งแรง เพราะถ้าเมื่อใดกลายเป็น “ผู้ป่วย” สิ่งที่ต้องการทำเป็น “อยากนอน” เสียมากกว่า


    หลักการ

    การละลาย (การเผา) หรือการฉายแสง เป็นการดึงพลังงานบางชนิดเข้าสู่ร่างกาย หรืออวัยวะที่กำลังเจ็บ อักเสบ ทำให้ส่วนบกพร่องเหล่านั้นรู้สึกอุ่นจัด หรือร้อนขึ้น เพราะพลังงานกำลังทำการรักษาโดยการละลาย ความเจ็บ ความปวด และหยุดการลุกลามของโรคเหล่านั้น

    พลังงานที่นำเข้าสู่ร่างกายเพื่อการละลายหรือฉายแสงอาจจะมีหลายชนิด แต่ละชนิดเลือกมาใช้ให้สอดคล้องการภาวะการเปลี่ยนแปลงของชั้นบรรยากาศที่ เพิ่มความหนาแน่นของมลภาวะมากขึ้นทุกวัน จนในบางครั้งส่งผลให้ ต้องหยุด หรือเลิกใช้พลังงานบางชนิดชั่วคราว ฉะนั้นผู้ฝึก ผู้ป่วยจึงควรติดตามหรือสอบถามรายละเอียดบ้างเป็นครั้งคราวได้จากการฝึกอบรม

    สำหรับพลังงานที่นำมาใช้ได้ในทุกภาวะการเปลี่ยนแปลงของชั้นบรรยากาศและช่วยรักษาโรคได้ทุกโรค คือแสงกลางวันหรือแสงจักรวาล


    แสงกลางวัน หรือแสงจักรวาล

    ในบรรยากาศรอบๆ ตัวเรา ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืนประกอบไปด้วยอากาศธาตุหลายชนิด เช่น ออกซิเจน ไนโตรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ กระแสลมปราณ ฯลฯ รวมทั้งแสงสว่างชนิดหนึ่งซึ่งมีอยู่คู่กับสากลจักรวาล เป็นพลังงานที่ธรรมชาติมอบให้แก่มนุษย์ทุกคนโดยเท่าเทียมกัน เหมือนกับพลังงานกระแสลมปราณ

    แสงกลางวันคืออะไร พอจะมีคำตอบดังนี้

    1. แสงกลางวัน คือ แสงสว่างของจิต เป็นแสงที่มีอยู่คู่กับสากลจักรวาล ไม่มีต้นกำหนดแต่แสงจักรวาลนี้เป็นต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด

    2. แสงกลางวัน หรือ แสงจักรวาล ไม่มีสี มองไม่เห็นด้วยตา ไม่สามารถตรวจจับได้ด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์ใดๆ ในปัจจุบันนี้ แต่สามารถสัมผัสได้ด้วยความรู้สึก (จิต) ที่ละเอียดกว่าและความเชื่อว่ามีแสงนี้อยู่คู่กับสากลจักรวาล

    3. แสงนี้ไม่ใช่แสงของดวงอาทิตย์ หรือเป็นแสงจากแหล่งกำเนิดพลังงานใดๆ ทั้งสิ้นมีแทรกอยู่ในบรรยากาศรอบๆ ตัวเรา ความสว่างมีลักษณะเหมือนกับหรือคล้ายกับความเป็นกลางวัน มีอยู่แม้ในเวลากลางคืน พระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ จึงเรียกแสงนี้ว่า “แสงกลางวัน”

    ผู้ฝึก ผู้ป่วย อาจทดลองเปรียบเทียบหรือทดสอบลักษณะของ “แสง” ในร่างกายของตนเองซึ่งปรากฏ “สี” ให้เห็นที่ผนังเปลือกตา โดยการหลับตานอก และลืมตาข้างใน ทำความรู้สึก (จิต) ให้นิ่งคือมีสมาธิ และส่งความรู้สึก (จิต) ดูไปทั่วร่างกายหรือส่วนบกพร่องที่กำลังมีความเจ็บปวด เป็นการใช้พลังจิตเอ็กซ์เรย์ร่างกายตนเอง จะมีสีปรากฏขึ้นที่ผนังตา เช่น

    สีม่วง เป็นสีของรังสีอัลตร้าไวโอเลตที่ตกค้างภายในร่างกาย

    สีม่วงออกดำ (สีม่วงคล้ำ) เป็นสีของมะเร็งหรือเจ็บป่วยมาก

    สีดำคล้ำ เป็นสีของเซลล์ที่ถูกมะเร็งทำลายจนเน่า

    สีแดง เป็นสีของความบกพร่องทางเลือด

    สีชมพู เป็นสีของความรักต่อสายโลหิต

    สีฟ้า เป็นสีของความรักแบบชู้สาว

    สีน้ำเงิน เป็นสีของกามราคะ หรือความอยากเสพกาม

    สีเขียวตองอ่อน เป็นสีของสารพิษที่ตกค้างภายในร่างกาย

    สีเหลืองหรือสีเหลืองอ่อนๆ เป็นสีของเมตตา หรือร่างกายปกติ

    สีขาวนวลๆ เป็นสีของผู้มีใจบริสุทธิ์

    ดังนั้นผู้ฝึก ผู้ป่วยจะเห็นว่า “แสงกลางวัน” หรือ “แสงจักรวาล” จะมีลักษณะของแสงไม่เหมือนสีใดๆ การนำ “แสงกลางวัน” มาใช้เพื่อช่วยรักษา หรือช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย เพียงแต่ให้ผู้ฝึก ผู้ป่วย บันทึกหรือจำลักษณะของบรรยากาศที่อยู่รอบๆ ตัวเอง เช่น ในห้อง ในบ้าน ฯลฯ ว่าในขณะนั้นมีความสว่างแบบใด จำให้ได้ เมื่อหลับตาลงแล้วนึกถึงภาพความสว่างนั้นได้ติดตา ถ้าจำไม่ได้ ลืมตาดูอีกครั้งจนกว่าจะจำภาพความสว่างนั้นได้ตลอดไป


    วิธีปฏิบัติ

    1. ให้ผู้ฝึก ผู้ป่วยเริ่มต้นด้วยการคลายอารมณ์สักระยะหนึ่ง

    2. ให้ผู้ฝึก ผู้ป่วยลองเอ็กซเรย์ร่างกายตนเองโดยการหลับตานอก และลืมตาข้างใน ส่งความรู้สึก (จิต) ดูไปทั่วร่างกาย ความสมบูรณ์ หรืออักเสบ เจ็บปวดของร่างกาย จะปรากฏให้เห็นเป็นสีที่ผนังตา

    3. ให้ผู้ฝึก ผู้ป่วย จินตนาการนึกถึงมวลของความสว่างคล้ายกลางวัน “แสงกลางวัน” ให้ได้ ถ้านึกความสว่างของกลางวันได้ยาก ให้ลองนึกสิ่งตรงกันข้าม คือ “ความมืด” ความมืดของกลางคืนมีลักษณะมืด เช่นไร ความสว่างของกลางวันจะปรากฏให้สัมผัสได้ทันที

    4. ให้ผู้ฝึกผู้ป่วย นึกดึงมวลหรือความสว่างของแสงกลางวันเข้าสู่ร่างกายพร้อมกับการนึกลมหายใจ เข้า โดยนึกให้แสงกลางวันเข้าทางศีรษะ และไปยังจุดอักเสบ เจ็บปวด เช่นตับที่กำลังเป็นมะเร็ง หรือจุดที่เป็นภูมิแพ้ หรือหัวใจที่กำลังเจ็บ แน่น หายใจไม่สะดวก ฯลฯ

    5. ความรู้สึก (จิต) ของผู้ฝึก ผู้ป่วย ต้องตั้งมั่นอยู่ที่แสงกลางวันและจุดบกพร่องในร่างกาย แสงกลางวันจะถูกดึงผ่านทางศีรษะ เข้าสู่จุดบกพร่อง และทำการรักษาอย่างต่อเนื่อง

    6. แสงกลางวันทำงานรักษาร่างกายด้วยการละลาย หรือการเผา ซึ่งการเผาในที่นี้ไม่ใช่การสันดาปที่เกิดขึ้นเหมือนกับการเผาไหม้ของวัตถุ สสาร แต่เป็นการให้พลังงานความร้อนช่วยละลายความเจ็บปวด และเชื้อโรค ผู้ฝึกผู้ป่วย จะรู้สึกว่าตัวร้อนขึ้น และคอแห้ง จะรู้สึกเจ็บมากในส่วนที่กำลังอักเสบ ของเสียในร่างกายจะถูกขับออกมาเป็นเสมหะ น้ำลาย ตลอดจนปัสสาวะ อุจจาระ

    7. ผู้ป่วยหนักควรทำสมาธิดึงแสงกลางวันเข้าสู่ร่างกายให้มากทำได้ในทุกอิริยาบท หลับตาหรือลืมตา จะช่วยให้ร่างกายทุเลาได้เร็วขึ้น ถ้าผู้ป่วยนึกดึงแสงกลางวันเข้าสู่ร่างกายได้มากพอกับความต้องการแล้ว แสงกลางวันจะหยุดไหลเข้าสู่ร่างกายโดยอัตโนมัติ จะใช้พลังจิตนึกดึงแสงกลางวันไม่ได้อีกต่อไป

    8. เมื่อผู้ฝึก ผู้ป่วย หยุดดึงแสงกลางวันแล้วให้กลับมาดูที่ผนังตาอีกครั้ง โดยการหลับตานอกลืมตาข้างใน จ้องไปที่ผนังตา ผู้ฝึก ผู้ป่วย จะเห็นสีที่ผนังตาเปลี่ยนแปลงไปเป็นสีเหลืองนวลๆ หรือดำคล้ำน้อยลงแสดงว่าเชื้อโรคต่างๆ ในร่างกายได้ถูกเผาทำลายไปบ้างแล้ว (สำหรับบางท่านที่จิตยังไม่ละเอียดมากพอที่จะสังเกตเห็นสีต่างๆ ปรากฏที่ผนังตา ไม่ต้องวิตกกังวลจนเกินไปเพียรฝึกปฏิบัติไปเรื่อยๆ จะสามารถสัมผัสกับสิ่งเหล่านี้ได้ในโอกาสต่อไป)


    คุณประโยชน์

    1. แสงกลางวัน สามารถปรับเปลี่ยนเป็นยารักษาโรคได้ทุกโรค โดยเฉพาะโรคที่ใช้ยารักษาให้หายได้ยาก หรือโรคที่ไม่มียารักษา เช่น เชื้อราเกิดขึ้นในที่ต่างๆ ของผู้ป่วย HIV (เอดส์), SLE (โรคภูมิแพ้ตัวเอง) , มะเร็ง , ไตอักเสบ , โรคที่มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสทุกชนิด ฯลฯ เป็นการฆ่าเชื้อโรคและละลายความเจ็บปวดในร่างกายช่วยให้อาการอักเสบลดลง

    2. สำหรับผู้ป่วยมะเร็งเมื่อดึง แสงกลางวันไปยังจุดบกพร่องที่มีอยู่ วิธีการนี้ คือ การใช้พลังจิตตนเอง ฉายแสงรักษาตนเอง ถ้าผู้ป่วยมะเร็ง สามารถดึงแสงกลางวันได้ จะสามารถหยุดการลุกลามของเซลล์มะเร็งได้ทันที ในระหว่างทาสมาธิดึงแสงกลางวัน ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บอวัยวะส่วนที่เป็นมะเร็งมากขึ้นๆ จะมีกลิ่นเน่าเหม็นอันเนื่องมาจากแสงกลางวันทำหน้าที่เผาเนื้อร้ายเหล่านั้น

    3. สำหรับบุคคลทั่วๆ ไป เมื่อดึงแสงกลางวัน เข้าสู่ตัวทุกวันจะเป็นการสะเทินรังสีตกค้างทุกชนิดออกไปจากร่างกาย แม้อยู่ในไขกระดูกที่ลึกที่สุด เช่น รังสีอัลตร้าไวโอเลต , รังสีสารเคมีนานาชนิด ฯลฯ บุคคลผู้นั้นจะไม่มีโอกาสเป็นมะเร็ง

    4. แสงกลางวัน ทำให้เกิดความสดชื่น ร่างกายเบาสบาย ไม่ง่วงหลับ และที่สำคัญคือสามารถผ่อนคลายความเจ็บปวดและเหนื่อยล้าได้ดี

    5. แสงกลางวัน มีแต่ประโยชน์ ไม่มีโทษแม้แต่น้อย และวิธีดึงต้องใช้พลังจิตของตนเองซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่าจิตของตนเองย่อมไม่ ทำร้ายเจ้าของ แสงกลางวันเมื่อดึงเข้ามาสู่ร่างกายและได้ทำงาน คือ การรักษาโรคเรียบร้อยแล้ว จะกลับคืนสู่บรรยากาศโดยอัตโนมัติ


    อุปสรรค

    ผู้ฝึก ผู้ป่วยบางท่านทำสมาธิวิธีนี้ไม่ได้ เพราะ

    1. นึกภาพ หรือจินตนาการ แสงกลางวันไม่ได้

    2. ไม่เชื่อว่า แสงกลางวัน มีอยู่จริง

    3. มีความสงสัยเกิดขึ้นในระหว่างทำสมาธิดึงแสงกลางวัน เช่น แสงเข้ามาแล้วหรือยัง แสงมีสี มีลักษณะอย่างไร ตนเองทำผิดหรือถูก ให้ตัดข้อสงสัยกังวลเหล่านี้ออกไป ให้มีความมั่นใจในพลังจิตตนเอง


    ข้อควรจำ

    1. แสงกลางวัน ไม่ใช่แสงของดวงอาทิตย์หรือแหล่งให้กำเนิดพลังงานใดๆ ทั้งสิ้น มีอยู่รอบๆ ตัวเรา ทั้งเวลากลางวันและกลางคืน ไม่ต้องนึกว่าจะมีสีอะไร ขอให้เชื่อว่าแสงกลางวันมีอยู่แล้วจริงๆ ตามธรรมชาติ

    2. แสงกลางวัน นึกดึงเข้ามาสู่ร่างกายพร้อมกับจังหวะการนึกลมหายใจเข้า ไม่ใช่การสูดหายใจเอาแสงกลางวันเข้ามาและแสงกลางวันเข้าสู่ร่างกายทางศีรษะ

    3. เพื่อให้ได้ผลดียิ่งขึ้น หลังจากการทำสมาธิดึงแสงกลางวันแล้ว ผู้ฝึกผู้ป่วยควรจะทำสมาธิกระตุ้นเซลล์ สมาธิเดินกระแสลมปราณผ่าน 12 จุด ควบคู่กันไปด้วย เพื่อช่วยให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายเข้าสู่สภาวะปกติเร็วขึ้น


    http://www.geocities.com/healthmeditation/healthmeditation/health.html</td> </tr> <tr> <td> </td> </tr> <tr> <td class="postdetails" height="40" valign="bottom">
    </td></tr></tbody></table>ที่มา ::
     

แชร์หน้านี้

Loading...