สมาธิสาย กายคตาสติ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย bird180531, 5 กุมภาพันธ์ 2021.

  1. bird180531

    bird180531 นาย Bio

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2021
    โพสต์:
    417
    ค่าพลัง:
    +324
    สมาธิแบบนี้ เรียก "กายคตาสติ"
    การรู้สมาธิ อาศัยภาวนา เกิดเป็นสติ
    มี ฌาณ เกิดจากสมาธิ


    กายคตาสติ
    มาจากการสมาสของคำว่า กาย + คติ + สติ จึงหมายถึง การมีสติ ในการเห็นทางดำเนินและเป็นไปของกายอย่างปฏิกูลมนสิการบ้าง ธาตุมนสิการบ้าง หรือ นวสีวถิกาบ้าง เพื่อให้เห็นความจริงเกี่ยวกับกาย ว่าไม่งาม น่าปฏิกูล ของเหล่ากายทั้งปวง กล่าวคือพิจารณาให้เห็นความจริงที่เป็นไปทั้งในกายตนและในกายผู้อื่น เพื่อยังให้เกิดนิพพิทา จึงบรรเทาหรือดับตัณหาอันเป็นสมุทัยเหตุแห่งทุกข์, จัดเป็น ๑ ในอนุสติ ๑๐ ที่ควรระลึกถึงอยู่เนืองๆ

    และทั้งสติและสมาธิที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติกายคตาสติอย่างถูกต้องดีงาม ก็ย่อมคือสัมมาสติและสัมมาสมาธิในองค์มรรค(มรรคปฏิบัติที่มีองค์ ๘) ที่จักพึงยังให้เกิดสัมมาญาณ(สัมมาปัญญา)ในที่สุด อันเป็นมรรคองค์ที่ ๙ ในสัมมัตตะ ๑๐ หรือมรรคมีองค์ ๑๐ ของพระอริยเจ้าเป็นที่สุด

    อนึ่งพึงระวังอาการจิตส่งใน ด้วยส่วนใหญ่เข้าใจผิดไปว่าเป็นการปฏิบัติในกายคตาสติ หรือกายานุปัสสนาในสติปัฏฐาน ๔ จิตส่งในนั้นเป็นการปฏิบัติผิด ที่ส่งจิตไปคอยจดจ้องหรือแช่นิ่งอยู่ภายใน คอยเสพรสชาดอันแสนสบายที่เกิดขึ้นจากอำนาจของฌานสมาธิที่ยังให้เกิดความสุข หรือความสงบ หรือความสบายขึ้น (อันมักเป็นไปโดยไม่รู้ตัว หรือเข้าใจผิดๆไปว่าเป็นการปฏิบัติดีที่ถูกต้องแล้ว) จนติดเพลินขึ้นเป็นที่สุด(โดยไม่มีทางรู้ตัว)


    .เราปฎิบัติ
    มาสายนี่ ฌาณ เกิดขึ่นเองตามกำลังสมาธิ ที่ได้ทำไว้
    ทำสมาธิ รู้ ลมเข้าออก(นึกไว้)
    อะไรผุดขึ้นมา ก็หาธรรม มาดับ
    ไม่ต้องเอาจิต วิ่งไปไหน
    อยู่กับลมแค่นั้น

    ทำไปทำมา นอนสมาธิแม้งเลย ได้ทำได้นานๆ แต่จะเกิดสุข(สุขสบายไม่ดี)
    พอรู้ก็ควรละเสีย รู้ทุกข์ ไม่ติดสุข ทุกข์
    พึงรู้จักตนเอง จับลมไว้ เราเลยไม่ออกแรงหายใจ(ให้ร่างกายหายใจแทน
    แต่จะยึดขั้น5 ควรเข้าใจด้วย
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 กุมภาพันธ์ 2021
  2. bird180531

    bird180531 นาย Bio

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2021
    โพสต์:
    417
    ค่าพลัง:
    +324
    ความคิดเห็นส่วนตัว(บุคคล)
    (ย้ำความคิดเราเอง)
    ค่อยๆพิจารณา (เพราะไม่ได้ใส่จิต)
    หรือ ความรู้สึกลงไป

    ถ้าเรารู้ว่า การวางเฉย อยู่ที่ใด คงดี
    และทำอย่างไร เราถึงรู้ว่าการวางเฉย ต่อสิ่งทั้งปวงนั้น เกิดขึ้นมาได้อย่างไร
    ก่อนอื่น เราต้องดูว่า ทำไมจึงมีสิ่งของที่ต้องวาง
    ละสิ่งของเหล่านั้นมาจากไหน สิ่งของเหล่านั้น
    ก็เกิดขึ้นตามเรามา จนเรารู้สึกว่า มันหนักเกินไป
    เราจึงต้องปล่อยวาง ปล่อยวางจากอะไร ก็ปล่อยวางจากสิ่งที่เรา คิด อยากหลุดพ้น ยึดติดขั้น5(แต่ไม่ใช่การปิด)แต่เราต้องเปิดรู้ขั้น5 ละยับยั้งที่ต้นเหตุ (เพราะนี่คืออัตตา)ของเราเอง

    เหตุเพราะ (อนัตตา)ไม่ใช่ของเรา
    แต่เคยเป็นตัวเป็นตนเรามาก่อน

    เราจึงอธิบายแบบเราว่า

    !!! งหยุดคิดวาง. แค่ขยับไปบนหลังท้ายทอย
    ก็อาจจะเกิดเห็นรูปวิญญาณขึ้นมาได้ แต่มันต้องกลับมาศึกษา ว่าเหตุใดจึงไม่รู้ว่า ต้องวางตรงนั้น

    อยากหลุดพ้น อยากในที่นี่คือกิเลสมีความต้องการอยู่ ต้องการเป็นไปในสุข ที่สุด
    ถ้าเราต้องการพบ พระนิพพาน นั้นก็อีกแบบ
    เราค่อยไต่สวรรค์ ไปทีละชั้นๆ จนถึงสูงสุด
    ละลงมาจนถึง ชั้นต้น เหมือนเดิม เราอาจจะพูดบอกใครได้ว่า สวรรค์ชั้นนี้ ทำไงถึงได้ไป
    แต่พอไปถึงแล้ว เราเลยได้รู้ว่า ความจริงของการเกิดขึ้นมานั้น.. ก็ปรากฎ ผลที่ปรากฎ กลับทำให้เรา อยากเห็นตะวันอีกครั้งนึง
    อยากหลุดพ้น เท่าใด การยึดติดมากเท่านั้น
    ถ้าเราไม่ยึดติด เราก็หลุดพ้นจากกิเลส

    การไม่ยึดขัน5 อันนี้เป็นความเข้าใจ
    ผิดของเราเอง ว่า (ปิดการรับรู้) แต่พอเราเปิด
    การรับรู้ว่า ขั้นทั้ง5 จึงคิดว่ามีอะไรควบคุมอยู่
    อาจจะเป็น มาร(คล้าย.) จิต วิญญาญ แต่อะไรล่ะ


    จิตกะตา "ตา" จิตที่มีพลังงานส่ง ออกไป
    (.)วิ่งไปถึงวัตถุ...สะท้อนกลับมายัง(เกิดเจ.)จิตที่รับรู้(เกิดเป็นภาพขึ้น)ให้เราเห็น


    จิตกะหู "หู"รับ วัตถุวิ่งเข้ามา กระทบ "หู"
    มาถึง(.)จิตที่มีพลังงาน ส่งไปยัง(เกิดเจ.)
    จิตที่รับรู้ (เกิดเป็นเสียง)จึงได้ยิน

    !!!!จิตรับรู้ เพ่ง มากๆก็ปวด....
    จิตมีพลังงาน.รับดิ้นได้เมื่อเจ็บ..

    จิตก็รับไปมา1 เดียวไม่ได้ มีวิญญาณคอยดูแลใกล้ชิด มิให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว มีวิญ.
    บาป อยู่ บุญในตัว

    !!!มาร(คล้าย.) ไปเปิดอ่านเอา หรือ แม่มด หมอผี ราคะ กิเลส 4-5ตน ล้วนเป็นเหตุ ทำให้เกิด กิเลส อกุศล เสียงในหัว(ไม่ใช่เสียงที่หู)การอยากต่างๆ โลภะ โทสะ โมหะ เป็น ตา หู จมูก ลิ้น (กาย)ไม่แน่ (ไม่มีใจ) กำจัดปราบให้สิ้นซาก
    !!!สุดท้าย"ใจ"(.)(ยังสู้กะมันยู่)มันชอบดาเขา
    (แต่ไม่ใช่พยามาร)เดียวหาว่า.,......
    พยามารเดินมาหาไม่เจอ และก็จากไป



    เราหวังว่าสิ่งที่เรา ได้พบประสบเจอ อาจมีใครหลายคนเป็นเหมือนกัน ของใครก็ของคนนั้น
    ไม่เหมือนกันหรอก แต่รู้ก็คงจะ ดีกว่าไม่รู้

    ไม่งั้นเราจะรู้เรื่องราว ประวัติจากใครได้ชัดเจน

    ก็เพราะประวัติ พระพุทธเจ้า ไม่ได้ผิดเลย
    พระธรรมตรงทุกคำ ใครจะทำหน้าที่ได้ทุกอย่าง ใครจะจำได้หมด เราเลยตอบตามจริง
    และใครจะ จำแนก แจกแจงให้เข้าใจได้
    แต่ตัวเรานั้น ก็ยังเข้าใจคนละแบบเลย ขั้น5
    คือกิเลส ต้องกำจัด (มารกลบุตร)ให้สิ้นไป
    .

    .งดดราม่า เราเข้าใจแบบนี้(เรารู้แบบนี้)
    ถ้าผิด คุณเก่ง มาแก้ให้ถูกด้วย
    .

    หรือคำอาจขาดหาย(อาจเขียนตกไป)
    ใครพบเห็นช่วยเพิ่มเติมที
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 กุมภาพันธ์ 2021
  3. หมูไม้ละ5

    หมูไม้ละ5 # shawty, set me free

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มีนาคม 2016
    โพสต์:
    1,659
    ค่าพลัง:
    +1,626
    ความเห็นผม
    ความอยากพ้นทุกข์ มีกันเถอะครับ
    ไม่ใช่ความหลงอยากได้กาม หลงอยากได้ผัสสะ
    แต่ความอยากพ้นทุกข์
    เหมือนคนจมบ่อขี้ "อยาก"ตะเกียดตะกายออก
    ให้พ้นไปจากบ่อขี้
    เพราะเห็นความไม่น่าอยู่ เห็นโทษ จึง"อยาก"ออก
    จะมีซักกี่คน"อยาก"พ้นทุกข์จริง
    ส่วนใหญ่บอกอยากพ้นทุกข์ ก็เพราะอยากมี "สุข"
    ถ้าบอกว่าถ้าทุกข์หมด แล้วสุขหมดด้วยเอาไหม
    รับรองว่าแทบทั้งหมด "บอกไม่เอา"
    เพราะส่วนใหญ่ ไม่ได้อยากพ้นทุกข์
    แต่ เเค่ "อยากสุขไม่รู้จบ" เท่านั้น
    คนละแบบกับ "อยาก"ตะกายออกจากบ่อขี้
     
  4. bird180531

    bird180531 นาย Bio

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2021
    โพสต์:
    417
    ค่าพลัง:
    +324
    ช่างเปรียบเทียบนะ
    ก็แก้ด้วย สสาธี "กายคตาสิ"

    พระธรรม

    อนึ่งพึงระวังอาการจิตส่งใน ด้วยส่วนใหญ่เข้าใจผิดไปว่าเป็นการปฏิบัติในกายคตาสติ หรือกายานุปัสสนาในสติปัฏฐาน ๔ จิตส่งในนั้นเป็นการปฏิบัติผิด ที่ส่งจิตไปคอยจดจ้องหรือแช่นิ่งอยู่ภายใน คอยเสพรสชาดอันแสนสบายที่เกิดขึ้นจากอำนาจของฌานสมาธิที่ยังให้เกิดความสุข หรือความสงบ หรือความสบายขึ้น (อันมักเป็นไปโดยไม่รู้ตัว หรือเข้าใจผิดๆไปว่าเป็นการปฏิบัติดีที่ถูกต้องแล้ว) จนติดเพลินขึ้นเป็นที่สุด(โดยไม่มีทางรู้ตัว)

    เราก็ติดสุข มา2-3ปี จึงรู้สุขนี้ไม่ใช่ถึงเข้าใจ
    (สมาธิแบบ)นอน
     
  5. bird180531

    bird180531 นาย Bio

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2021
    โพสต์:
    417
    ค่าพลัง:
    +324
    การปฏิบัติฝึกหัดฝึกฝนอบรมจิตเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน บุคคลต้องฝึกฝนอบรมให้เป็นนิจ ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “บุคคลควรทำให้มาก อบรมให้มาก การปฏิบัติจึงจะได้ผล” คือ สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ การฝึกจิตก็เพื่อให้จิตสงบนิ่งเป็นปกติได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะอยู่ในที่ใด สถานการณ์เช่นไร เวลาใด จิตก็สามารถเป็นปกติอยู่ได้ไม่หวั่นไหว ไม่แสดงอาการดีใจ เสียใจ ไม่แสดงอาการชอบหรือชัง ไม่แสดงอาการรักหรือโกรธให้ปรากฏแม้จะกระทบกับอาการใดๆ ก็ตามในแต่ละวัน คือ ทำจิตให้เป็นปกติได้ในทุกอารมณ์ก็จะพบกับความสุขในชีวิตได้จริงๆ จะเป็นความสุขแท้
     
  6. bird180531

    bird180531 นาย Bio

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2021
    โพสต์:
    417
    ค่าพลัง:
    +324
    อะไรที่ติดตัวเราไปตอนตาย.......
    อยู่บนท้ายทอย เป็นจิตหุ้ม มีบาป บุญ
    ในตัวติดตามไปทุกที (เป็นของเราไหม)
    ถ้าจิตตก ทุกข์ทันที


    คนที่ทำผิด ใครจะรู้(บาป บุญ)ในจิตตนจะลงโทษเอง (ถ้าใครเคยเจอจะรู้)
    จิตก็จะตกลงมา ไม่ให้ได้ขึ้น หรือลงมาแทน

    คนที่ต้องการให้รู้ ก็ได้รู้แล้ว
    ส่วนเรา พูดมากไม่ได้(โดนเล่นงานแล้ว)

    ส่วนที่ไม่รู้ ก็อธิบายหมดล่ะ(ไหนยังมีทุกข์อีกหนอ)
    วิธีปฎิบัติ ก็ทำหมดล่ะ
    อุเบกขา ก็มีทีวางล่ะ
    ถ้ายังไม่รู้ ก็ศึกษา ทำให้แจ้ง


    .ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ต้องรู้ขนาดไหน
    ถึงจะสิ้นสุด แห่งความพอ เมื่อไม่พอ
    การเดินทาง ก็ยังไม่สิ้นสุดหรอก ก็ต้องเดินต่อไป จนกว่าเราจะพอใจ และอิ่มกับมันมั้ง


    เหมือนเราได้เลือกทางเดินแล้ว
    แล้วเราเดินไปถึงจุดหมายปลายทาง

    .
    .


    .
    .
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 กุมภาพันธ์ 2021
  7. bird180531

    bird180531 นาย Bio

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2021
    โพสต์:
    417
    ค่าพลัง:
    +324
    อันความทุกข์ นั้นเปรียบถึง สิ่งที่เรา รู้สึกก็ดี
    ไม่ประสบ อารมณ์ก็ดี ไม่ได้ดั่งใจก็ใช่

    อันความสุข นั้น เปรียบถึง สิ่งที่เรา รู้สึกก็ดี
    ได้ประสบ อารมณ์ก็ดี ได้ดั่งใจก็ใช่

    ก็ทุกข์ ละ สุข นี้เอง ที่เกิดขึ้น
    อะไรที่ทำให้ท่าน มีความสุข สิ่งเหล่านั้น
    ก็ทำให้มีความทุกข์ได้ ทำไมจึงเป็นแบบนี้
    ก็เพราะ สิ่งเหล่านั้น ไม่มีที่ตั้งอยู่ เมื่อถึงเวลาดับ ก็จากไป บางคนก็หาสิ่งใหม่ บางคนก็ทำใจไม่ได้

    ก็เหตุของความ สุข เราเลยไม่นึกถึง ทุกข์
    พอมีความ ทุกข์ เราเลยไม่นึกถึง สุขนี่เอง
    เพราะสุข ได้ผ่านไปแล้ว พยยายามจะให้เหมือนเดิม แต่กี่ครั้ง ก็ไม่ได้เฉย

    สุขที่แท้จริง นั้น คือ ไม่มีทุกข์ อะไรละ
    สิ่งที่ติดตัวไปตาย ..,.,..บุญ บาป
    เราควรยึดอะไรรึ ...,.....ปัญญา
    เราไม่ควรยึดอะไร..........สุข ทุกข์

    บุญ เป็นกุศลของจิต ถ้าจิตมีบุญทำให้ปัญญาเกิดขึ้นได้ ละเป็นตัวนำพาไปสู่สิ่งดีงาม สิ่งที่ถูกต้อง

    จิตแท้ มีลักษณะ เป็นวงกลมเล็ก ที่อยู่นั้น
    อยู่ภายในจิต แต่ไม่เห็นเลยสักครั้ง
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  8. bird180531

    bird180531 นาย Bio

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2021
    โพสต์:
    417
    ค่าพลัง:
    +324
    มีความทุกข์ ก็ปลดปล่อยออกไป เปรียบดังอารมณ์ ที่รุ่มร้อน ถึงเวลาออก ก็พัดออกบินไปคล้ายหยอดน้ำ พ่นออกมา ถึงรู้คราวว่าจิตใจ
     
  9. bird180531

    bird180531 นาย Bio

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2021
    โพสต์:
    417
    ค่าพลัง:
    +324
    ปรมัต
    ปริยัต
    คือสุดยอด ของคำว่าที่สุด เปรียบประดุจ
    สำรวม อยู่ในใต้ลา เป็นจริยาของการดำรง
    ชีวะจิต ให้ประดิษฐ์สถิตใน อริยาบท ถูกต้องตามกำหนด คือสภาวะธรรม ของคำว่า
    สัญจะภารกิจ เปรียบดัจชีวิตที่เป็นทุกข์
    ถูกขจัดจนเป็นสุข แล้วอย่าลืม สัจจะธรรม
    ที่วกวน ในสากล จักระ...อันกว้างใหญ่..เอ๋ย
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 13 กุมภาพันธ์ 2021
  10. BENATO

    BENATO เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2013
    โพสต์:
    2,582
    ค่าพลัง:
    +1,918
    ..?

    o_Oo_O
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 13 กุมภาพันธ์ 2021

แชร์หน้านี้

Loading...