สมาธิแก่กล้า สติต้องแก่กล้าด้วยหรือไม่ ?

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย tamsak, 18 ตุลาคม 2013.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. tamsak

    tamsak ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กันยายน 2004
    โพสต์:
    7,857
    กระทู้เรื่องเด่น:
    22
    ค่าพลัง:
    +161,188
    ถาม : สมาธิแก่กล้า จำเป็นไหมว่าสติต้องแก่กล้าด้วย ?

    ตอบ : ต้องไปด้วยกัน ปัจจุบันอาตมายืนยันเลยว่าบางสายปฏิบัติผิด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะเขาบอกให้ใช้เฉพาะอุปจารสมาธิหรือขณิกสมาธิเท่านั้น ท่านใช้คำว่า เมื่อเรากำหนดจดจ่อต่อเนื่องนานไปๆ เหมือนเราสะสมงาทีละเมล็ด นานไปก็มีเมล็ดงามากพอ ที่จะคั้นเอาน้ำมันไปใช้งานได้

    อาตมาเองฟังแล้วมานั่งเซ็ง ก็ตูมีงาทั้งเกวียนแล้วทำไมต้องมาเก็บทีละเมล็ด ? เขาบอกว่าไม่ได้ อินทรีย์ ๕ ต้องเสมอกัน ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ต้องเสมอกัน ถ้าไม่เสมอกันไม่สามารถจะใช้งานได้ อ๋อ..นี่ลอกพระไตรปิฎกมาเป๊ะๆ เลย

    ในเมื่อผมมีสมาธิอยู่แค่นี้ ทำไมไม่ปรับศรัทธา สติ วิริยะ ปัญญา ให้ขึ้นมาเท่ากัน ทำไมทะลึ่งให้ลดสมาธิลงไป ? คนเราใส่เกราะอยู่ดีๆ จะให้ถอดเกราะ ทิ้งอาวุธขึ้นไปต่อยกับ ไมค์ ไทสัน มือเปล่า ก็มีหวังตายฟรี ฉะนั้น..อาตมายืนยันว่า ถ้าปฏิบัติแบบนี้ ชาตินี้ไม่ต้องหาคนได้มรรคผลหรอก ถ้าเป็นพื้นฐานขั้นแรกจะได้ เพราะคนกำหนดสติจดจ่อต่อเนื่องอยู่กับปัจจุบันธรรมเฉพาะหน้า สติที่ดำเนินไปเฉพาะหน้าจะไม่ไปวุ่นวายกับกิเลส แต่ถ้าเผลอหลุดเมื่อไร เป็นโดนกิเลสตีหงายท้องทุกราย

    ก็เลยกลายเป็นว่าปัจจุบันนี้ เขาทำได้หน่อยหนึ่ง แล้วไปแนะนำอย่างนั้น พอสมาธิเริ่มสูงเขาให้กำหนดตัวรู้ กำหนดรูปนั่ง กำหนดรูปยืน กลายเป็นดึงสมาธิย้อนกลับมา คนขึ้นบันไดแล้วก็โดนลากกลับมาอยู่ขั้นแรกทุกทีเลย แล้วเมื่อไรจะถึงจุดหมายเสียที

    ถาม : ผู้ได้สมาธิแก่กล้าแล้วต้องมาเจริญสติให้มากขึ้น ?

    ตอบ : ควรจะเป็นอย่างนั้น แต่ว่าจริงๆ แล้วสมาธิขนาดนั้น สติต้องมีเต็มที่อยู่แล้ว ถ้าไม่มีศรัทธา ก็ไม่ปฏิบัติ วิริยะมีไหม ? ถ้าไม่มีก็ไปไม่ถึงขั้นนั้น เหลืออย่างเดียวคือปัญญา ว่าจะจัดการอย่างไร ?

    ถาม : เขาบอกว่า "วิริยะต้องสมดุลกับสมาธิ ถ้าสมาธิมีมากจะเกียจคร้าน" ผมไม่เข้าใจครับ ?

    ตอบ : การที่เรานั่งเฉยๆ เขาเห็นว่าเกียจคร้าน แต่จริงๆ แล้ว เขาทำไม่ได้เองก็เลยอธิบายมาแบบนั้น ถ้าทำเองจะเห็นว่า ในระยะที่สมาธิดำเนินไป ข้างในจะตัดรัก โลภ โกรธ หลง ไปโดยอัตโนมัติ แต่เขาเห็นว่าเรานั่งเฉยๆ เขาเลยบอกว่าต้องไปนับ ๑ ใหม่ ต้องอย่างนั้นถึงจะขยัน

    ถาม : ผมก็งง เพราะว่าพอเข้าสมาธิแล้วก็มีความขยัน ไม่เห็นจะลดละเลย ?

    ตอบ : ถ้าไม่ขยันใครจะไปนั่ง ? แต่คราวนี้เขายืนยันว่าทำให้เกียจคร้าน ทำให้เซื่องซึม อาตมาก็ว่าเข้าสมาธิแล้วสภาพจิตสดชื่น แหลมคม ว่องไวกว่าปกติ อะไรที่เข้ามารู้ทันหมด จะว่าอย่างนั้นก็ตามใจเขาเถอะ

    ถ้าเราไปว่าเขา ก็เท่ากับเราไปโจมตีสายการปฏิบัติของเขา อาตมาเลยมีความเห็นว่า สายการปฏิบัติทุกสาย ถ้าเอาคนเข้าวัดได้ก็ใช้ได้ คนเข้าวัดก็คือคนที่ขาดที่พึ่งทางใจ เหมือนกับคนหิว ถึงเวลาต้องการอาหาร อาหารจะรสชาติเฮงซวยอย่างไรก็ขอให้ได้กินเถอะ พออิ่มขึ้นมา ต่อไปเขารู้ว่าอาหารรสไม่ถูกปาก เดี๋ยวเขาก็ไปหาร้านที่ถูกใจเขาเอง ฉะนั้น..อันดับแรกให้เอาคนเข้าวัดได้ก่อน เพียงแต่ว่าใครไปสายโน้นก็เดินไกลหน่อย

    สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
    ณ บ้านวิริยบารมี ต้นเดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖


    ที่มา : http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=3864&page=4



    .
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...