... สมาธิในฌานมันโง่ สมาธิในอริยะมรรคมันฉลาด ...

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย ปราบเทวดา, 5 มกราคม 2020.

  1. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    2,328
    ค่าพลัง:
    +9,324
    +++ ดูท่า "การใช้ภาษา" ของคุณ สิ้นสงสัย ยังไม่ค่อยชำนาญนะ
    +++ ตรงนี้ OK
    +++ ตรงนี้ OK
    +++ ตรงนี้ เริ่มไม่ OK ซะแล้ว (สัมมาสมาธิ ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ แน่ใจว่าใช้ภาษาได้ถูกต้องหรือเปล่า)
    +++ ตรงนี้ OK
    +++ ตรงนี้ ไม่ OK เต็ม ๆ เลย

    +++ สัมมาสมาธิ = โภชฌงค์ 7
    +++ โภชฌงค์ 7 = มรรคตัวที่ 8

    +++ ผมว่า คุณ สิ้นสงสัย คงต้องค่อย ๆ ไปไล่เรียง "การใช้ภาษา" ใหม่นะ

    +++ มรรคตัวที่ 7 คือ "สัมมาสติ"
    +++ มรรคตัวที่ 8 คือ "สัมมาสมาธิ"

    +++ สัมมาสติ คือ สติปัฏฐาน (ดำรงค์สติมั่น) ใช้ "การฝึก"
    +++ โดยการ "ดำรงค์ สติรู้" ควบไปกับ "กาย/รู้สึกกาย (รูป/นาม หยาบ)"
    +++ โดยการ "ดำรงค์ สติรู้" ควบไปกับ "จิต/รู้สึกจิต (รูป/นาม ละเอียด)"
    +++ แต่ท่านให้ "หมายลงตรงที่ สติรู้" ที่เรียกว่า "ดำรงค์สติมั่น"
    +++ โดยใช้ "รูป-นาม/หยาบ-ละเอียด" เป็นตัว หยั่ง/รู้
    +++ เมื่ออาการ "หยั่ง แยกออกจาก รู้" แล้ว ให้เอาที่อาการ "รู้" เป็นอาการเดียว
    +++ ให้ "อาการรู้ ตั้งอยู่ ด้วยตัวมันเอง" ตรงนี้เป็นอาการ "สัมมาสติ"

    +++ เมื่อ "สัมมาสติ ตั้งรู้ ด้วยตัวมันเองได้" โดยที่อาการ "หยั่ง" ยังอยู่กับ "ฐานทั้ง 4"
    +++ รูปกายหยาบ จะเริ่มเปลี่ยนเป็น "รูปกายละเอียด"
    +++ รวมทั้งนามกายหยาบ จะเริ่มเปลี่ยนเป็น "นามกายละเอียด" อีกด้วย
    +++ ตรงนี้ "สัมมาสติ ยังคงอยู่เช่นเดิม ไม่แปรเปลี่ยน"
    +++ แต่ส่วนที่ "แปรเปลี่ยน" จะอยู่ที่ "รูป-นาม/หยาบ-ละเอียด" นั้น ๆ
    +++ ตรงนี้เป็นอาการ "วิจารณะ (วิจารณ์)" อันมาจาก "วิตก (ตั้งอยู่)"
    +++ วิตกเป็น "สติรู้" ส่วนวิจารณ์ เป็นการ "แปรเปลี่ยน ของ รูป-นาม/หยาบ-ละเอียด"

    +++ เมื่อ "รู้จักอาการตรงนี้ได้" จึงจะรู้จัก ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ได้ ตามหลัก "สัมมาสมาธิ"
    +++ แต่หากเป็นพวก "ฌานฤษี" ก็จะเรียกว่า "วิตก/วิจารณ์" เหมือนกัน แต่เรียกว่า ฌาน 1
    +++ เพียงแต่ว่า "ฌานฤษี" จะอยู่ในส่วน "วิจารณ์ (แปรปรวน)" ไม่ได้อยู่ในส่วน "สติ"
    +++ สำหรับ "สัมมาสมาธิ" นั้น จะควบคุมอยู่ในส่วน "วิตก (ดำรงค์สติ)" ไม่ตกลงไปใน "วิจารณ์ (แปรปรวน)"
    +++ คำพูดสั้น ๆ ตรงนี้คือ "ดำรงค์สติมั่น รู้ ธรรมเฉพาะหน้า" (รู้ สภาวะ รูป-นาม แปรปรวน)

    +++ นี่เป็น "ข้อแตกต่าง" ระหว่าง "สมาธิพุทธ VS ฌาณฤษี"

    +++ อีกประการหนึ่งคือ คำว่า "พิจารณา" ที่ แอบอ้าง กันโดยทั่วไปนั้น
    +++ ไม่ใช่อาการ "วิตก VS วิจารณ์ (พิ/วิ จารณ์)(พิจารณะ/พิจารณา)" ในศาสนาพุทธ
    +++ มันเป็นอาการ "คิด/มโน เอาเอง เออเอาเอง"
    +++ ไม่มีอาการ "ดำรงค์สติมั่น รู้ ธรรมเฉพาะหน้า" เอาเลย

    +++ หมั่นฝึกฝน หมั่นปฏิบัติ ไปตามหลัก "ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์"
    +++ ตรงนี้เป็น "วิริยสัมโพชฌงค์" เมื่อ "สิ้นสงสัย ไปทีละขั้นทีละตอน"
    +++ จะเกิดอาการ "ปีติสัมโพชฌงค์" เป็นอาการ โล่งอก ผ่านด่าน ไปเรื่อย ๆ
    +++ จนถึงอาการ "ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์" เป็นอาการ อิ่มใจ เฉยอยู่
    +++ ตรงนี้ จะมีอาการ "หน้ายิ้มแย้มนิด ๆ แบบพระพุทธรูป" ปรากฏมาเอง

    +++ ไม่ว่าจะมาทางใดก็ตาม เมื่อมาถึง "ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์" มันจะเป็นไปเอง

    +++ จากนั้น มันจะ "วางอาการต่าง ๆ ไปเอง" ตั้งมั่นอยู่เฉย ๆ เรียกว่า สมาธิสัมโพชฌงค์
    +++ จากนั้นจึงเป็น "รู้ ที่วาง สัพสิ่งไปเอง" เรียกว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์ (ไม่ใช่เฉยเฉื่อยชา)
    +++ ตรงนี้ต่างจาก "อุเบกขาของ ฌานฤษี ที่อยู่ใน อารมณ์เฉยเพียงอย่างเดียว"

    +++ จริง ๆ ก็ไม่ค่อยอยากจะระบุ วิธีทำ โดยละเอียด เพราะมันใช้เวลามาก
    +++ อีกทั้ง ผู้รู้จักประโยชน์ มีน้อยอย่างยิ่ง ส่วน ผู้เพ่งโทษ มีมากมายในเวปนี้
    +++ ก็คงบอกได้แค่ว่า "ทำ ๆ กันเอาเอง ก็แล้วกัน" นะครับ
     
  2. คนเมืองน้ำดำ

    คนเมืองน้ำดำ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 ธันวาคม 2019
    โพสต์:
    1,429
    ค่าพลัง:
    +162
    อธิบายเสร็จ มีแอบค้อนนิดๆ5555

    อารมณ์แบบ พูดจบ ชำเลืองมองด้วยหางตา..

    ท่านกล่องไม้ขีดไฟ ยืนอยู่ ตรงนั้นพอดี..


    ยังไงก็ ขออนุโมทนา..
     
  3. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    2,328
    ค่าพลัง:
    +9,324
    +++ อือ... เวนกำ มีแต่ "ค้อนปอนด์" เอาไว้ ทุป เท่านั้นแหละ
     
  4. คนเมืองน้ำดำ

    คนเมืองน้ำดำ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 ธันวาคม 2019
    โพสต์:
    1,429
    ค่าพลัง:
    +162
    อย่าเพิ่งใช้กำลัง เลย เดี๋ยว วัดจะไม่เสร็จ (วัตรไม่เสร็จ)

    กำลังสร้างโบสต์ อยู่พอดี..

    (สร้างโบสต์ ในใจ ส่วนพระประธานสร้างเสร็จแล้ว)
     
  5. Supop

    Supop เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    551
    ค่าพลัง:
    +3,111
    ขออนุโมทนาในธรรมทุกท่านด้วยความเคารพครับ

    ขออนุญาตคุณธรรมชาตินะครับ

    ตรงปัสสัทธิสัมโพชฌงค์นี้ ก็คือ จิตยิ้มที่มีบอกไว้ใช่ไหมครับ ที่ว่าเป็น อเหตุกจิต คือไม่มีความตั้งใจที่จะทำให้มันยิ้ม หรือ ไม่มีเหตุแต่มันยิ้มเองครับ

    ข้าพเจ้านั้นเมื่ออยู่เฉยๆหรืออยู่อย่างสงบมันจะมีสุขอยู่เป็นปกติ และจะแสดงออกทางสีหน้าคือยิ้ม แต่ถ้าไปสนใจในสุขนี้เข้า คือเพ่งดูในสุขนั้น มันจะเกิดปิติแผ่ขยายออกมาทันที (ส่วนการที่จะมีปิติอีกจากอาการอื่นๆก็เช่น การได้รู้จักธรรมใหม่ๆ รู้ในที่นี่คือรู้ด้วยตนเองนะครับ)
    แรกๆที่ข้าพเจ้าเป็น ข้าพเจ้าพยายามหาผ้ามาปิดปากไว้ เพื่อปกปิด เพราะคนทั่วไปที่เห็นหาว่าบ้ามั่ง หรือถามว่ายิ้มทำไม (แต่ปัจจุบันข้าพเจ้าไม่ได้สนใจรอบข้างแล้ว)

    จะเป็นไปได้ไหมครับว่า มันอาจจะเป็นแค่ยิ้มที่เกิดจากสุข ที่มันอาจจะดองแช่อยู่แค่นั้น แต่ไม่ใช่ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์

    ส่วนโพชฌงค์ในข้ออื่นๆ ข้าพเจ้าก็ปฏิบัติตามที่คุณธรรมชาติลงไว้อยู่ครับ

    ปล.ข้าพเจ้าต้องขออภัยหากล่วงเกินท่านใด ข้าพเจ้ามิได้มีเจตนาอวดสรรพคุณของตนเองใดๆ ที่ไม่มีอะไรเลย ข้าพเจ้าเพียงแค่สงสัยและอยากรู้ครับ

    ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปทุกท่านครับ
     
  6. คนเมืองน้ำดำ

    คนเมืองน้ำดำ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 ธันวาคม 2019
    โพสต์:
    1,429
    ค่าพลัง:
    +162
    คนเรานี่ก็ดื้อด้านจริ๊งๆ

    ยังไม่เข็ดอีกรึ..

    จิตที่เต็มไปด้วย อกุศล สัตว์โลกที่หลงยินดีในภพ

    อยากลองของอีกซะงั้น..

    "ชั่งเถอะ" แต่ เราไม่ชั่งเถอะแน่นอน
     
  7. คนเมืองน้ำดำ

    คนเมืองน้ำดำ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 ธันวาคม 2019
    โพสต์:
    1,429
    ค่าพลัง:
    +162
    ไปตาม ยถากรรมนั้นแหละ ถ้ารอดตายจากภัยทั้งปวงได้ ค่อยเจอกัน..
     
  8. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    2,328
    ค่าพลัง:
    +9,324
    +++ ครับ ใช่ ดังนั้น หลวงปู่ดูลย์ อตุโล จึงกล่าวไว้ว่าเป็นของ อริยะบุคคล
    +++ เหตุเพราะ อาการนี้มาจาก ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ในอริยะมรรค นั่นเอง
    +++ ตรงนี้จะเป็นอาการ "รู้อยู่เฉย ๆ แต่ หน้ามันยิ้มไปเอง" ไร้เจตนา
    +++ รู้อยู่ว่า ความรู้สึกกาย (นามกาย) อยู่ในสภาวะสุข ทั้ง ๆ ที่ ไร้เจตนา
    +++ เป็นอาการ "สัมปชัญญะ แปรเปลี่ยนเป็น สุข" แต่ "รู้อยู่เฉย ๆ"

    +++ คุณ Supop พยายาม "ใช้ภาษาไปทีละท่อน ทีละอาการ" ก็จะ ระบุ ได้ตรงอาการเองนะ
    +++ ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น "ผมเข้าใจ" แต่อยากให้คุณ Supop ขัดเกลาภาษาอีกสักนิด ก็จะเป็นประโยชน์ต่อคนหมู่มาก
    +++ ผมจะใช้ "ภาษา ตามอาการที่คุณ Supop กล่าวมาข้างบนนั้น" ดังนี้
    +++ 1. มันจะ "รู้" สภาวะ "สุข" นี้ ปรากฏมาเอง (ตรงนี้เป็น "รู้" ไม่ใช่สนใจ)(สภาวะ "สุข" มีใน ปัจจุบัณขณะ)
    +++ 2. "ย้าย เข้าไป อยู่" ในสภาวะ "สุข" นั้น (ตรงนี้ ความเป็น "ตน" เข้าไปใน สภาวะ "สุข" ทำให้ "สภาวะสุข แปรเปลี่ยน")
    +++ 3. สภาวะ "สุข" แปรเปลี่ยนเป็น สภาวะ "ปิติ" (ตรงนี้คุณ Supop หากยังครอง "รู้" อยู่ จะรู้ได้เองว่า "อาการหน้ายิ้ม" หายไป)

    +++ ดังนั้น ผมจึงกล่าวไว้ว่าเป็น "ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์" ไม่ได้เป็น "ปิติสัมโพชฌงค์" ให้ทำสักหลาย ๆ ครั้ง จะทราบได้เอง
    +++ ของคุณ Supop ตามที่กล่าวมา "หากถึงระดับ หาผ้ามาปิดปาก"
    +++ ตรงนี้ "ไม่ใช่ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์" เพราะ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ "ไม่เผยอริมฝีปาก"
    +++ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ จะเป็นอาการเดียวกันกับ "พระพุทธรูป" ทุกประการ

    +++ ของคุณ Supop ตามที่กล่าวมา จะตรงกับ "ธรรมารมณ์สุข ใน ฌาน 3"
    +++ สลับกับ "ธรรมารมณ์ ปิติ เบิกบาน ในฌาน 2" สลับกัน ไป/มา มากกว่า

    +++ ขอแนะนำ "การฝึกแบบ หักฌาน ดิบ ๆ" ด้วยวิธีทำง่าย ๆ คือ
    +++ ณ ขณะใดที่ อยู่ใน "ธรรมารมณ์สุข ฌาน 3"
    +++ ณ ขณะนั้น ให้ "ขยาย ธรรมารมณ์สุข ให้ เต็มภายในกาย" ข้างใน
    +++ ให้ "รู้" อยู่เฉย ๆ ว่า "ธรรมารมณ์สุข" ถูกบันจุ เต็ม ภายในกาย
    +++ แล้วอยู่อย่างนั้น จนกว่ามันจะ "อยู่ได้เอง" จน "สงบลงตัวไปเอง"

    +++ หากทำได้ ตามที่ผมกล่าวมา ก็จะทราบได้ด้วยตนเองว่า "ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์" มีอาการเป็นอย่างไร
    +++ แล้วอาการ "หน้ายิ้มแบบพระพุทธรูป" มีอาการที่แท้จริง เป็นอย่างไร อาการปรุงแต่งไม่อาจเกิดขึ้นได้
    +++ ทั้งหมด ขึ้นกับความสามารถในการ "หักดิบฌาน ของคุณ Supop" เท่านั้น ปรากฏการณ์ จึงเกิดได้
    +++ การกล่าว "ตามความเป็นจริง ที่ปรากฏขึ้นจริง ในตน" ไม่ใข่การ "อวดสรรพคุณ"
    +++ หากมีข้อสงสัย ว่า "อาการที่ปรากฏในตน" นี้ เป็นอย่างไร ต่อยอดไปทางไหน
    +++ ตรงนี้เป็นการ "ปรึกษา ในการปฏิบัติธรรม" เพื่อ "ความสุข ความเจริญ ในธรรม"

    +++ แต่หาก การกล่าว "สภาวะธรรมที่ไม่ ที่ปรากฏขึ้นจริง ในตน" นั่นเป็นกล่าวแบบ "อวดสรรพคุณ"
    +++ แม้แต่ "พระมหาเปรียญ ที่ยังอยู่ในเครื่องแบบ สงฆ์" ก็ตาม หากกล่าว "สภาวะธรรม ที่ไม่มี ในตน"
    +++ ก็ย่อมเป็นการ "กล่าวอวด อุตริมนุสธรรม" อันเป็น "ปาราชิก" โดยปริยาย
    +++ กฏแห่งกรรม หารห้ามมรรคผล ย่อมปรากฏ "ติดอยู่ ในความเป็นตน" ตลอดกาลนาน

    +++ น่าจะ "อีกไม่นาน" บทความในเรื่อง "จิตยิ้ม หสิตุปบาท ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์" นี้
    +++ จะไปปรากฏ ในเวป ในเพจ ของ "มหา แถว ๆ อยุธยา" อีกแน่นอน เพราะมัน "กำลังปั้นพระปลอม" กันอยู่

    +++ คุณ Supop ลองฝึกแบบ "หักดิบฌาน" ที่ผมกล่าวไว้ดูเอานะ ระดับของคุณ ควรจะทำได้
    +++ อาจจะยากในตอนแรก ๆ เท่านั้น แต่ถ้าหากชำนาญเมื่อไร การ "เข้า/ออก" ในสภาวะธรรม
    +++ ในช่วง "ธัมมะวิจัยยะสัมโภชฌงค์" ของคุณ จะถึงขั้น "สิ้นสงสัย" ในสภาวะธรรมทั้งปวง ได้เอง นะครับ
     
  9. Supop

    Supop เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    551
    ค่าพลัง:
    +3,111
    ขออนุโมทนาในธรรมทุกท่านด้วยความเคารพครับ

    ขอขอบคุณ คุณธรรมชาติครับ ด้วยความเคารพครับ

    ขอขอบคุณที่กล่าวถึงอาการให้ตรงตามหลักภาษาที่ใช้สื่อครับ อาการตรงตามนั้นเลยครับ ส่วนใหญ่ข้าพเจ้ารู้อะไรในธรรมก็ไม่ค่อยจะหาคำที่จะใช้สื่อสารสักไหร่ แค่ตัวเองรู้ก็จบกัน แต่ข้าพเจ้าอ่านการอธิบายของคนอื่นก็เข้าใจนะครับ แต่ตัวเองไม่ค่อยแปลความรู้ของตัวเองออกมาเพื่อสื่อครับ

    ส่วนเรื่องยิ้มนี่ ข้าพเจ้าก็ยิ้มเล็กน้อยที่มุมปากแบบพระพุทธรูปแหละครับ แต่คนแถวนี้เขาว่าบ้าครับ (ตรงนี้สำหรับคนที่เพ่งโทษ ซึ่งแถวนี้มีมาก) แต่ถ้าเป็นพระหรือบางบุคคลที่คลุกคลีกับข้าพเจ้า จะบอกว่า อยู่กับข้าพเจ้าแล้วเย็นดี ประมาณนี้ครับ

    ส่วนอีกเรื่อง ถ้าข้าพเจ้าไปครองรู้ตรงสุขนั้นไว้หน้าจะเปลี่ยนครับ มันจะยิ้มกว้างขึ้นออกไปเรื่อยๆ จนต้องออกจากการรู้ตรงนั้น แล้วปล่อยไว้ตามแบบนั้นของมัน มันก็จะกลับมายิ้มปกติครับ ส่วนอาการจากสุขก็จะเริ่มไปสู่ปิติ แล้วขยายออกไปเรื่อยๆ แบบไร้ขอบเขตครับ. ประมาณนี้ครับ
    ข้าพเจ้าว่าคงจะเป็นสุขจากฌาณนั่นล่ะครับ

    แล้วข้าพเจ้าจะทบทวนและปฏิบัติต่อไปครับ

    ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปครับ
     
  10. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    2,328
    ค่าพลัง:
    +9,324
    +++ แสดงว่า "ไม่ สัปปายะ ทั้ง บุคละ และ เทศะ (บุคคล+สถานที่)"
    +++ หากอาการ "โดยรวม" ในบริเวณที่คุณ Supop ปฏิบัติอยู่ "ไม่สัปปายะ"

    +++ ในสมัยที่ผมยัง ธุดงค์ไปเรื่อย ๆ นั้น เพียง "ก้าวแรก" ที่เหยียบย่างลงไปในบริเวณ
    +++ ไม่ว่าจะเป็น ป่า เกาะแก่ง หมู่บ้าน หรืออื่น ๆ "ก้าวแรก" ที่เข้าไปในบริเวณ จะบอกได้เอง
    +++ หากมีอาการ "ไม่สัปปายะ ปรากฏ" ผมจะไม่บำเพ็ญเร่งความเพียร ในสถานที่บริเวณนั้น
    +++ เคยลองฝืน ๆ ทดสอบดู ก็ปรากฏว่า "ขั้นต่ำ" จะเร่งความเพียร "ไม่ก้าวหน้า" ติดอยู่กับที่
    +++ และอีกอย่างคือ "จิตในบริเวณสถานที่" จะมีอาการ "จ้องจับผิดสูงมาก"

    +++ และหาก "ก้าวแรก" ที่เหยียบย่างลงไป แล้วปรากฏคล้าย ๆ "เดินอยู่ในบ้านตัวเอง"
    +++ ให้ถือว่า "สถานที่นั้น สัปปายะ" เร่งความเพียรได้เร็ว "จิตในบริเวณสถานที่" จะมีอาการ "กองเชียร์"
    +++ ก็ให้ พิจารณา เอาตามสะดวกต่อการ เร่งความเพียร ก็แล้วกันนะ
    +++ ภาษาตรงนี้ "ถ้าข้าพเจ้าไปครองรู้ตรงสุขนั้นไว้หน้าจะเปลี่ยนครับ" ประโยคเดียว เป็นได้ หลายกรณี

    +++ หากเป็น "ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์" จะไม่มีอาการ "ครอง" สุขตรงนั้น ผลคือ "การยิ้มคงที่"
    +++ หากเป็น "ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์" จะมีอาการ "เข้า/ออก" สุขตรงนั้น ผลคือ "การยิ้มแปรเปลี่ยน"
    +++ ไม่น่าใช่ สุข/ปิติ ซะแล้วนะ
    +++ อาการ "ไร้ขอบเขต" นั้น "ยังมี เนื้อ สภาวะ" เหลืออยู่หรือเปล่า
    +++ หาก "ไร้เนื้อสภาวะใด ๆ" อาการนั้นเรียก "อุเบกขาสัมโพชฌงค์"
    +++ แล้วสามารถ "ตั้งอยู่ได้ด้วยอาการของ สภาวะเอง" เป็น "สมาธิสัมโพชฌงค์"

    +++ อาการ "ไร้ขอบเขต" นั้นย่อม "ไร้ รูป/ขอบเขต ของ เรือนกาย"
    +++ อาการ "ไร้ขอบเขต" นั้นย่อม "ไร้ สภาวะ รู้สึกรู้ ของ สภาวะอื่น ๆ (เนื้อฌาน)"
    +++ อาการนี้ ย่อม "ไร้รูป ไร้นาม" มีสภาวะคงอยู่ ด้วยอาการของสภาวะเอง

    +++ อาการนี้เป็น "แดนเกษม" ที่ไม่สามารถ "เกิด แก่ เจ็บ ตาย" ได้
    +++ อาการนี้เป็น "แดนเกษม" ที่ทุกข์ ไม่สามารถ ปรากฏได้
    +++ อาการนี้เป็น "แดนเกษม" ที่อาการ "ตายซาก ตายด้าน" ไม่มี

    +++ ที่สำคัญที่สุด คือ "อาการนี้ เป็น ตนที่แท้ ของเราเอง" หรือไม่
    +++ คุณ Supop ควรใช้การ "หักดิบสภาวะต่าง ๆ" ที่ผมกล่าวไว้ก่อนหน้านี้
    +++ เพื่อเป็นการ "ทดสอบ" จนเรียกว่า "ทำให้แจ้ง ทำให้สิ้นสงสัย" ให้ได้
    +++ ทำจนกว่าจะ "สิ้นสงสัย ด้วยการ หักดิบฌาน" นะ แล้วจะ "ชัดแจ้ง" ได้เอง
    +++ ให้ "สมปรารถนา ในธรรม" นะครับ
     
  11. Supop

    Supop เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    551
    ค่าพลัง:
    +3,111
    ขอขอบคุณ คุณธรรมชาติอีกครั้งครับ ด้วยความเคารพครับ

    ข้าพเจ้าทำงานอยู่ รพ. ครับ วุ่นวายทุกวันและทั้งวันครับ เกิดแก่เจ็บตายเห็นทุกวัน และสถานที่สัปปายะสำหรับที่ทำงานของข้าพเจ้า คือ ห้องเก็บศพครับ วันไหนเป็นเวรข้าพเจ้าที่จะต้องดูแลห้อง ข้าพเจ้าจะมานั่งสมาธิทุกครั้งครับ
    ข้าพเจ้าตอนนี้จึงใช้การประครองไปเรื่อยๆครับ

    ส่วนเรื่องขยายออกไปแบบไร้ขอบเขต ก็เป็นอย่างนั้นครับ มีแต่สภาวะนั้นสภาวะเดียวครับ ไร้สิ่งอื่นใด และ ณ.ตอนนั้น มันไม่รับรู้ถึงกายแล้วครับ

    แล้วข้าพเจ้าจะปฏิบัติต่อไปโดยละเอียดครับ

    ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปครับ
     
  12. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    2,328
    ค่าพลัง:
    +9,324
    +++ ตอนสมัยวัยรุ่น ผมก็เคยเดิน เข้า-ออก ห้อง "ชันสูตรผลิกศพ" ที่ นิติเวช รพ ตำรวจ อยู่เหมือนกัน
    +++ มีพรรคพวกเป็น จนท ผ่าพิสูจน์และรายงานผลการชันสูตรต่อ ผบ ชั้นสูงขึ้นไป
    +++ นอกจาก เห็นศพแบบ อสุภะเต็ม ๆ ตา โดยไม่ต้องมโนเอาเองแล้ว ก็ยังเห็น "ทุกข์" จากญาติ ๆ ผู้ตายด้วย
    +++ ตรงนี้ให้ "รู้ทุกสภาวะรอบข้างไว้เฉย ๆ" ภาษาของคำว่า "ประคอง" ไม่จำเป็นต้องใช้
    +++ ให้เป็น "สภาวะรู้" แต่เพียงอย่างเดียว แล้วจะ "ค่อย ๆ รู้/เข้าใจ" ถึงอาการ "กำเนิด ของ เข้าใจ" ได้
    +++ แม้กระทั้งอาการ "กำเนิด ของการ ประคอง" ด้วย หากทำได้ สถานการณ์ในบริเวณนี้ จะอยู่ใน ปัจจุบันขณะ ทุกอย่าง

    +++ จะเห็น กำเนิด ของ ธัมมารมณ์ ที่ก่อกำเนิดอิทธิพลทำให้ สังขารจิต ปรากฏ ก่อนที่จะโดน "มโนคาบไปแด๊ก"
    +++ หากสามารถ "เท่าทัน" อาการตรงนี้ได้ ก็จะเห็นอาการ "ธัมมารมณ์/สังขารจิต" ปรากฏแต่ละครั้ง มันก็ เปลี่ยน "สังกัปโป" ไปทุกครั้ง
    +++ อาการตรงนี้จึงเรียกว่า "เห็นอาการ เกิด/ดับ" ตามความเป็นจริง "แต่" ยังไม่ถึงขั้น สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เกิด สิ่งนั้นย่อม ดับ ของพระอัญญาโกญทัญญะ

    +++ ตรงนี้ "ยังเป็น" "อาการดู" เกิด/ดับ ไปตามสภาวะที่ "ธัมมารมณ์/สังขารจิต" ปรากฏ
    +++ เรียกสั้น ๆ คือ "เห็น" การก่อกำเนิดของ "จิต+พลังจิต" นั่นเอง โดย "ผู้ดู เป็นตัวเราเอง"
    +++ ดังนั้น ตรงบริเวณที่ผมกล่าวมานี้ จึงยังไม่ถึง บริเวณที่ พระอัญญาโกณทัญญะ อุทานออกมา นะ
    +++ เพราะอาการตรงนี้ "ยังไม่ถึงขั้นที่จะทำการ อุทาน ออกมาได้เลย" เหตุเพราะยังมี "ความเป็นตน" อยู่
    +++ ตรงนี้ "ยังไม่พอ" เพราะ ยังไม่ได้ "ระบุถึงเนื้อฌาน ที่ "กอปร" ขึ้นมาเป็น ตน"
    +++ เนื้อฌานที่ "กอปร ขึ้นมาเป็น ตน" นั้นจะ มี/ไม่มี "รูปกาย/โครงกาย/ขอบเขตร่าง" ก็ได้
    +++ หาก "เนื้อฌานนั้น ๆ" มี "ขอบเขตโครง" ก็ยังจัดอยู่ในประเภท "รูป ภูมิ" เฉย ๆ
    +++ หาก "เนื้อฌานนั้น ๆ" มี "ไม่มีขอบเขตโครง" ก็ยังจัดอยู่ในประเภท "อรูป ภูมิ" อยู่ดี

    +++ ตรงที่มัน "ณ.ตอนนั้น มันไม่รับรู้ถึงกายแล้วครับ"
    +++ ตรงนี้แหละ "ไม่มีรูปกาย แล้วตัวเนื้อกายล่ะ" รู้ด้วยหรือเปล่า

    +++ การปฏิบัติในบริเวณนี้ ให้ปล่อยให้ "สติมันเป็น ปัฏฐาน ดำรงค์อยู่ด้วยตัวมันเอง"
    +++ ไม่ต้องกลับมายัง "ฐานทั้ง 4 อีกต่อไป" ให้เป็นอาการของ "สติที่ไม่ต้อง พึ่งฐานอีก"

    +++ สิ่งที่สำคัญ ในบริเวณนี้ของคุณ Supop คือ "รู้เนื้อสภาวะ หรือ รู้เนื้อธาตุ"
    +++ จะเรียกว่า "รู้เนื้อ พลังจิต" ก็ได้ แล้วจับพิรุธให้ออกตรง "ใครมัน ดู ในบริเวณนี้"

    +++ ณ อาการ "จับพิรุธ" ให้ทำให้ละเอียด โดยเฉพาะ ณ ขณะที่ "จิต+พลังจิต" กำเนิด
    +++ ณ ขณะนั้น ๆ "ณ สังขารจิตกำเนิด จะเป็น 1 สังกัปโป (วาระจิต แห่ง ความเข้าใจ)"
    +++ แต่ให้ "มุ่งจับพิรุธ" ไปที่อาการ "พลังจิต ก่อกำเนิด" ตรงนั้น จะ "อยู่ข้างนอก รูปสังขาร"
    +++ เป็น "อาณาบริเวณ ห่อหุ้ม สังขารจิต" ตรงนี้ "ไม่มี รูป/ขอบเขต แต่ มี บริเวณ/จำกัด"
    +++ แถว ๆ นี้ "ให้จับพิรุธ แบบ สุขุมสุด ๆ" จึงจะเจอได้ จะมีอาการประดุจ "ไข่ขาวล้อมรอบไข่แดง"
    +++ ณ บริเวณไข่แดง หากปล่อยให้กำเริบ มันจะแปรสภาพเป็น "รูปธรรม"
    +++ ส่วน บริเวณไข่ขาว จะพัฒนาไปเป็น "นามธรรม" ที่เป็น "ธัมมารมณ์/พลังหล่อเลี้ยงจิต/พลังจิต"

    +++ หากคุณ Supop เข้ามาถึงบริเวณนี้ได้ ก็ให้จับพิรุธถึงอาการ "เข้าไปเสพ พลังจิต" ตรงนี้แหละ
    +++ ต้องสุขุมจริง ๆ จึงจะ "จับพิรุธได้ว่า เป็นตัวเราเอง ตัวกู/ของกู" นี่แหละ ที่ "วิ่งเข้าไปเสพ พลังจิต"
    +++ ณ อาณาบริเวณ พลังจิตที่เข้าไปเสพนั้น จะกำเนิดเป็น "อาการหนึ่ง" คือ "ความรู้สึก/ธัมมารมณ์"
    +++ หากคุณ Supop จับอาการนี้ได้บ่อย ๆ ตรงนี้จึงจัดเป็น "ธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐาน"
    +++ เป็น "ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์" ณ บริเวณที่เรียกว่า "กำเนิดภูมิ"

    +++ หากไม่จับพิรุธ ที่ไขาขาว แต่กลับไป จับพิรุธที่ ไข่แดง
    +++ ตรงนี้จะเป็น "จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน" เป็นเรื่อง "กำเนิด ภพ"

    +++ ที่สำคัญที่สุด คือ คุณ Supop ควรจับพิรุธ ตรง "ผู้ที่วิ่งเข้าไป" ตรงนี้แหละ
    +++ เจอตรงนี้เมื่อไร และ ได้อาการ "มันวิ่ง เรา ไม่วิ่ง" หรือ มันแค่วิ่ง "ในรู้"
    +++ ตรงนี้เท่านั้น จึงจะจำแนกได้ว่า คุณ Supop "เป็นสภาวะรู้" ได้เต็มตัวแล้ว

    +++ เอาแค่นี้ก่อนนะ พยายาม "เข้าใจคำศัพท์เฉพาะกรณี" ตรงนี้ด้วย
    +++ ที่แจงอธิบายมานี้ เป็นเพียงแค่การอธิบาย ประกอบวิธีทำ เฉพาะจุด เท่านั้น
    +++ สำหรับ คุณ Supop ก็ให้ "ตรวจสอบ ไปที่ละ step" ว่าจะเข้าใจ "คำศัพท์" ที่ผมระบุไว้ ได้หรือไม่
    +++ โพสท์นี้ เป็นแค่ระบุ "เฉพาะจุด เฉพาะประเด็น" ที่อยู่ในบริเวณของคุณ Supop เท่านั้น
    +++ คุณ Supop ก็ลองทำดูนะ ไม่น่าจะเกินความสามารถในบริเวณนี้ นะครับ
     
  13. แค่พลังงานที่มีความรู้สึก

    แค่พลังงานที่มีความรู้สึก เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    383
    ค่าพลัง:
    +204
    อนุโมทนาท่านธรรมชาติ ละเอียดจริงๆ
     
  14. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    2,328
    ค่าพลัง:
    +9,324
    https://palungjit.org/threads/705407/
    +++ ให้คุณ Supop อ่านในกระทู้ข้างบน "มุตโตทัย ของหลวงปู่มั่น"
    +++ ตรงอาการของ คำว่า "พิจารณา" ให้ดี ๆ

    +++ โดยเฉพาะ
    +++ ตรงนี้แล... ตรงกันกับอาการ
    +++ และนี่คือ สิ่งที่ผมพูดอยู่เสมอมา ว่า คำว่าพิจารณาของครูบาอาจารย์นั้น "ไม่ใช่การคิดเอาเอง เออเอาเอง"
    +++ ทั้งหมดเป็นเรื่อง "เดินจิต เข้า/ออก ตามสภาวะธรรม ต่าง ๆ"

    +++ บอกตามตรง การโพสท์ของผม โดน ก๊อปปี้ จาก "พระมหา" รายหนึ่งมาโดยตลอด
    +++ แม้แต่เรื่อง "กำเนิดวัฏสงสาร" ก็ ก๊อปปี้ แล้วจึงแปลงคำพูดเอาเอง เพียงแต่
    +++ สภาวะธรรมใน "ตน" ของพระมหา รายนี้ "ไม่มี" จึงทำให้ "ผิดเพี้ยนไปจาก ความเป็นจริง"
    +++ โดยกล่าวว่า "เนื้ออวกาศดั้งเดิม คือ นิโรธ" ซึ่งพระมหา "มโนเอาเอง" ล้วน ๆ
    +++ ส่วนอื่น ๆ มีคำพูดน่าเชื่อถือ เพราะ "อยู่ในเครื่องแบบสงฆ์"
    +++ ตัวพระมหาเองไม่สามารถ เดินจิตถึงระดับ "Prism of Lyra" ได้
    +++ จึงไม่สามารถ รู้ สภาวะ "เนื้อ" อวกาศ และ อวกาศดั้งเดิมได้ ตามความเป็นจริง

    +++ Prism of Lyra เป็นเรื่อง "การเดินทางออกทาง หลุมดำ" ซึ่งผมเคยโพสท์ ไว้ในเว๊บนี้
    +++ แล้วก็ ก่อใหเกิดการ ถกเถียงกันอย่างวุ่นวาย เลยต้องยุติไป
    +++ เพียงแต่ชี้ไว้คร่าว ๆ ถึงคำว่า "อัตตาจิต/ตัวดู/หลุมดำ/วิญญาณขันธ์" ไว้เฉย ๆเท่านั้น
    +++ ดังนั้น "ความรู้ในบริเวณนี้ จึงจัดว่า ไม่เหมาะสมกับคนในเว๊บนี้"
    +++ แต่ดันกลับ "โดนขโมย" ไปพูดในที่อื่น โดย "พระมหา รายหนึ่ง" แบบ หน้าตาเฉย
    +++ และเมื่อ "ดูหน้าตา" กันดี ๆ แล้วก็ "ชัดเจน" ว่า เป็นประเภทที่ "พระพุทธเจ้า ห้ามบวช" ตามเคย
    +++ เมื่อ "กรรม ไปจนถึงที่สิ้นสุดของมัน" "วิบาก ย่อมเริ่มก่อกำเนิด ย้อนรอยกลับมา"
    +++ ตามธรรมชาติของ วงจร ในวัฏฏะ นั่นเองแล...
     
  15. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    2,328
    ค่าพลัง:
    +9,324
    +++ กว่าจะถึงบริเวณนี้ได้ ด้วยตน ก็เหนื่อยมากอยู่
    +++ แต่การที่จะ กำหนดบอกระบุ "วิธีทำ" นั้น เหนื่อยกว่ากันมาก
    +++ เพียงแต่ว่า ผมใช้หนี้ธรรมในศาสนาพุทธ เสร็จหมดแล้ว
    +++ ติดภาระอีกนิดหน่อย หลังจากนั้น ก็จะเริ่ม "ออกท่องเทียว" แล้ว
    +++ ไม่มีหนี้ทั้ง ทางโลก/ทางธรรม เป็นอิสระ ดีกว่า
    +++ ทุกคนก็ต้อง ฝึกฝนกันเอาเอง นะครับ
     
  16. คนเมืองน้ำดำ

    คนเมืองน้ำดำ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 ธันวาคม 2019
    โพสต์:
    1,429
    ค่าพลัง:
    +162
    จะรีบไปไหนหนอ..

    เนตยังไม่ล่ม โลกยังไม่ระเบิด อย่าเพิ่งจากไปเลย อยู่ให้ความรู้ คนอื่นๆ ต่อไป นี้แหละ..
     
  17. คนเมืองน้ำดำ

    คนเมืองน้ำดำ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 ธันวาคม 2019
    โพสต์:
    1,429
    ค่าพลัง:
    +162
    พระศาสดา เสียสละมากเท่าไร เพื่อสรรพสัตว์..

    เรา เรา ท่าน ท่าน ไม่เอาแบบอย่างศาสดา บ้างล่ะ ถึงไม่ได้เศษเสี้ยว ของศาสดา แต่ ก็ เป็นการ รับใช้ ตามรอยพระบาท แห่ง ศาสดา ผู้เป็นบรมครู ของมนุษย์ และ เทวดา..
     
  18. คนเมืองน้ำดำ

    คนเมืองน้ำดำ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 ธันวาคม 2019
    โพสต์:
    1,429
    ค่าพลัง:
    +162
    ถ้ายังมีโกรธ อยู่ ให้รู้ว่าโกรธนั้น เป็นโทษ..

    ถ้ายังมีเกลียด อยู่ ให้รู้ว่าเกลียดนั้น เป็นโทษ

    ถ้ายังมีแช่งบุคคลนั้น บุคคลนี้ อยู่ ให้รู้ว่า เมตตา กรุณา ยังไม่เป็นอัปปมัญญา..

    บุคคลผู้สิ้นทุกข์ ไม่มี จิตเบียดเบียนใคร..
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 14 มกราคม 2020
  19. คนเมืองน้ำดำ

    คนเมืองน้ำดำ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 ธันวาคม 2019
    โพสต์:
    1,429
    ค่าพลัง:
    +162
    อย่าเอาธรรมเข้าตัว มันเป็นโทษ..

    อย่าสะสมธรรม มันเป็นโทษ..

    สละธรรม ออกเสีย..
     
  20. พิฬา

    พิฬา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2008
    โพสต์:
    1,187
    ค่าพลัง:
    +261
    พระโมคคัลลานะ เปน สมถยานิก

    มีไหม ที่พระศาสดา แทรกเข้า
    ในนิมิตไปสอนใน สมาบัติทั้ง 8
    แล้วตรัสตรงนั้น น้ำ ตรงนี้เนื้อ
    ตรงโน้นจักรยานตรงนี้นิพพาน

    ไม่มี

    แถม สมาบัติ ทั้ง 8 มีเพียงตัว
    สุดท้ายที่ พระไตรปิฏกปรากฏ
    คำตรัส อนุโลมให้อยู่ได้ เพราะ
    ....เฉพาะ เนวสัญญาฯเท่านั้นที่
    กิเลสจะเบา บาง ลง( ซึ่ง น่าจะ
    ผิดปรกติ เพราะขัดกับ
    พระสูตรอื่น ที่ระบุ ว่า ไม่ใช่
    "สัลลเลขา" เครื่องขัดเกลากิเลส )

    ดังนั้น จตุถฌาณ เข้า ออก บ่อยๆ
    ก้จัดว่า ประมาท ( คำว่า อย่า
    ประมาทพระศาสดา ตรัสแก่
    พระโมคคัลลาทุกครั้ง ที่เสด็จ
    เช้าไปสอน )

    เว้นแต่ สมาบัติ สัญญาเวทยิต
    ทรงสรุป กว่านี้ไม่มีอีก เพราะ
    ทราบชัดอย่างนั้น ก้จะรู้ชัด
    เอง ว่า ไม่มีงานอื่นอีก ไม่
    เปนความประมาท ที่จะไป
    สะดุ้งภายหลัง (จิตเกิดอุปาธิ
    ในขณะจิตสุดท้าย ไม่ดีเลย)

    ธรรม ของศาสดา เปนเรื่อง
    เรียบง่าย ไม่ใช่การสะสม
    เปนของรู้เร็ว ไม่ใช่รู้ช้า
    (กิเลส ถูกขัดเกลาจริงๆ
    ไม่ใช่ เนื้อชาม เย็นชาม)
    ฯลฯ

    มี ไตรลักษณ์ญาณ ปรากฏ
    ไม่ใช่ เจตนาเข้าตรงนั้น
    ออกตรงนี้ ตัดตรงนั้น วิจัย
    ตรงโน้น โดดฌงค์7 ด้นเด้า
    เหมาเข่ง
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 มกราคม 2020

แชร์หน้านี้

Loading...