เรื่องเด่น สมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรย

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย ธรรมวิวัฒน์, 23 ตุลาคม 2018.

  1. ธรรมวิวัฒน์

    ธรรมวิวัฒน์ ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2006
    โพสต์:
    22,038
    กระทู้เรื่องเด่น:
    65
    ค่าพลัง:
    +99,736
    DSC00415.jpg

    สมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรย

    พระอาจารย์เล่าเรื่องพระศรีอาริยเมตไตรยว่า "#สมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรยจะมาตรัสรู้อีกประมาณล้านปีข้างหน้า พวกเราจะอยู่กันถึงหรือเปล่า ? พระองค์ทรงมีพระวรกายสูง ๘๘ ศอก #เป็นศอกของพระองค์ท่านด้วยนะ ไม่ใช่ศอกของเรา พระองค์ท่านมีภารกิจอย่างหนึ่งก็คือ #ต้องเอาสังขารของพระมหากัสสปะมาเผาในพระหัตถ์ของพระองค์ท่าน เนื่องจากเวรกรรมที่เนื่องกันมาในอดีต

    ในอดีตพระศรีอาริยเมตไตรยเป็นควาญช้าง พระมหากัสสปะเป็นช้างทรงของพระเจ้าแผ่นดิน วันนั้นพระเจ้าแผ่นดินเสด็จประพาสอุทยาน อุทยานสมัยก่อนมีลักษณะเหมือนกับอุทยานแห่งชาติสมัยนี้ คือเป็นป่าส่วนพระองค์ของพระราชา ปรากฏว่าช้างทรงอยู่ ๆ ก็วิ่งเตลิด พระราชาหลบกิ่งไม้ใบหญ้าแทบไม่ทัน ท้ายสุดเห็นว่าอันตรายมาก ก็เลยคว้ากิ่งไม้ใหญ่ที่อยู่เตี้ย โหนพระวรกายขึ้นไปอยู่ข้างบน จึงรอดไปได้

    พอกลับมาพระองค์พิโรธมาก ว่าควาญช้างฝึกช้างประสาอะไร ถึงได้เตลิดขนาดนั้น ตั้งใจจะลอบปลงพระชนม์หรืออย่างไร จะสั่งประหารชีวิต ควาญช้างกราบทูลว่า #ช้างทรงน่าจะได้กลิ่นช้างตัวเมีย ก็เลยเตลิดหายไป ไม่อย่างนั้นแล้วช้างทรงเชือกนี้สามารถบังคับได้ทุกอย่าง พระราชาไม่เชื่อ บอกว่าให้ทดสอบดู #ถ้าบังคับไม่ได้อย่างที่ว่าก็จะประหารเสีย

    ควาญช้างก็เลยต้องไปตามช้างทรงกลับมา ตอนนั้นช้างทรงเจอช้างตัวเมียพอใจแล้วก็ยอมกลับ กลับมาถึงพระเจ้าแผ่นดินก็สั่งว่า ไหนลองบังคับช้างให้ได้อย่างที่ปากพูดสิ #ควาญช้างก็เลยเอาแท่งเหล็กเผาจนแดง #แล้วบังคับให้ช้างเอางวงจับแท่งเหล็กนั้นขึ้นมา ช้างก็ยอมเอางวงจับแท่งเหล็กขึ้นมา แต่คราวนี้ด้วยความที่แท่งเหล็กร้อนจัด ช้างทนไม่ไหวก็เลยตาย

    พระราชาเห็นก็สลดพระทัยว่า โอหนอ...#ไฟราคะรุนแรงขนาดนี้เลยหรือ ? ขนาดช้างทรงที่เชื่องเชื่อขนาดนี้ ควาญช้างบังคับให้หยิบแท่งเหล็กแดง ๆ ยังกล้าหยิบได้ แต่ถึงเวลาแล้วกลับไม่ฟังการบังคับเลย #เตลิดไปหาช้างตัวเมียด้วยอำนาจของไฟราคะ เพราะเหตุนี้เมื่อช้างมาเกิดใหม่เป็นพระมหากัสสปะ พอพระมหากัสสปะมรณภาพก็ยังไม่สามารถที่จะเผาสังขารของตนเองได้ ลูกศิษย์ลูกหาจัดการไม่ได้ ต้องเก็บสังขารเอาไว้ก่อน #รอพระศรีอาริยเมตไตรยที่เป็นควาญช้างมาเกิดใหม่ แล้วเผาด้วยเตโชธาตุในฝ่าพระหัตถ์

    เรานึกดูว่าพระมหากัสสปะสูง ๘ ศอกของสมัยพุทธกาล กับ ๘๘ ศอกของพระศรีอาริยเมตไตรย #เทียบแล้วพระมหากัสสปะก็น่าจะประมาณถั่วสักเมล็ดในฝ่ามือเท่านั้น แล้วเผาด้วยเตโชธาตุ เตโชธาตุนี้อธิษฐานให้เผาแค่ไหนก็เผาแค่นั้น ถ้าตั้งใจจะเผาแต่เสื้อผ้า แม้แต่ขนเส้นเดียวก็ไม่ไหม้ ท่านเองก็ไม่ร้อนอะไรหรอก #แต่ว่ากรรมเนื่องกันมาจึงต้องทำอย่างนั้น"

    "ถ้าใครต้องการจะไปเกิดในสมัยพระศรีอาริยเมตไตรย #พระองค์ท่านสั่งเอาไว้ว่า ให้ปฏิบัติในกรรมบถสิบเป็นปกติ แล้วตั้งใจไปเกิดในยุคของท่าน ในยุคของพระศรีอาริยเมตไตรย #พระองค์ท่านเทศน์ทีเดียวก็ยกคณะไปพระนิพพานเลย แต่ว่ารอนานนะ เพราะว่าพระพุทธเจ้าแบบปัญญาธิกะสร้างบารมีมา ๔ อสงไขยกับแสนมหากัป บริวารมีดี มีเลว มีสวยงาม มีอัปลักษณ์ มีรวย มีจน ปะปนกันไป

    future_buddha.jpg

    ถ้าหากว่าเป็น พระพุทธเจ้าแบบศรัทธาธิกะ สร้างบารมี ๘ อสงไขยกับแสนมหากัป บริวารจะดีสวยรวยเสมอกันหมด เขตที่พระองค์ท่านประกาศศาสนา คนชั่วเข้าไม่ได้ #แต่ถ้าหากว่าเป็นพระพุทธเจ้าแบบวิริยาธิกะแบบพระศรีอาริยเมตไตรย บริวารนอกจากดี สวย รวยเสมอกันหมดแล้ว โลกยุคนั้นคนชั่วเกิดไม่ได้เลย สรุปว่าที่สร้างบารมีแทบเป็นแทบตายก็คือทำเพื่อบริวาร ยอมเหนื่อยกว่าท่านอื่นเป็นเท่า ๆ ตัว

    อาตมานึกว่าแค่คนชั่วเข้ามาในเขตไม่ได้ก็ดีใจจะแย่แล้ว..ใช่ไหม ? นี่โลกยุคนั้นคนชั่วเกิดไม่ได้ เกิดเฉพาะคนดีที่เป็นบริวารท่าน แล้วเทศน์กันทีก็ยกคณะไปเลย ไม่ต้องเสียเวลามาฟังกันนาน

    สมัยอาตมาเด็ก ๆ ผู้ใหญ่เขาสอนให้ทำบุญแล้วอธิษฐานว่า ขอให้เกิดมาสวย ๆ ขอให้เกิดมารวย ๆ #ขอให้เกิดมาพบพระศรีอาริยเมตไตรย อาตมาก็ว่าตามเขามาตลอด กว่าจะรู้จักคำว่าพระนิพพาน ก็ตอนอายุ ๑๖ ปีแล้วได้มาเจอหลวงพ่อฤๅษี #พอเวลาท่านนำอธิษฐานจึงได้ขอให้ถึงพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้

    อาตมาก็คิดว่า เอ..ลุงมัคคนายกแกอธิษฐานทีไร #ก็ขอให้ถึงซึ่งพระนิพพานในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ #ส่วนหลวงพ่อท่านเอาชาติปัจจุบันนี้ แค่คิดดูเท่านั้น หลวงพ่อท่านก็อธิบายให้ฟังว่า ถ้าต้องการก็ชาตินี้ มัวแต่ไปรออนาคตกาลเบื้องหน้าโน้น ชาติไหนไม่รู้ ลำบากอีกนาน มีใครเคยเจออนาคตกาลแบบอาตมามาบ้าง ? "ขอผลบุญนี้จงเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าทั้งหลายได้เข้าถึงซึ่งพระนิพพานในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ" ทำบุญเมื่อไรมัคคนายกก็นำอธิษฐานแบบนี้ทุกที"

    "จริง ๆ แล้วคำว่ามัคคทายกเรียกว่าทายกไม่ได้นะ ต้องเรียกนายก เพราะว่าคำเต็ม ๆ คือ #มัคคนายก นายกแปลว่าผู้นำ มัคคะแปลว่าหนทาง มัคคนายก คือ #ผู้นำทางในการทำความดี

    ถ้ามัคคทายก ทายกแปลว่า ผู้ให้ ผู้ให้ทาน (การสงเคราะห์แก่พระภิกษุสงฆ์) เขาเอามาปนกันระหว่างคำว่า มัคคนายกที่เป็นคำถูกต้อง + คำว่าทายก กลายเป็นมัคคทายก เป็นคำผิด ฉะนั้น..ที่ถูกต้อง คือ มัคคนายก"

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนเมษายน ๒๕๕๕
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 23 ตุลาคม 2018
  2. NoOTa

    NoOTa Super Moderator ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    19,918
    กระทู้เรื่องเด่น:
    154
    ค่าพลัง:
    +62,236
     
  3. Luenvyshine

    Luenvyshine ชีวิตที่ถูกคุมด้วยเวลา คือ วงจรชีวิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มิถุนายน 2018
    โพสต์:
    33
    ค่าพลัง:
    +21
    แล้วคนชั่วที่ไม่ได้เกิด จะมีโอกาสดีขึ้นไหมคะ สงสารคนชั่วอะ เผื่อวันนุงจิตจะหยุดชั่วได้นะ ถ้าหมดยุคพระศรีอริยแล้ว จะเกิดอะไรต่อไปคะ
     
  4. ธรรมวิวัฒน์

    ธรรมวิวัฒน์ ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2006
    โพสต์:
    22,038
    กระทู้เรื่องเด่น:
    65
    ค่าพลัง:
    +99,736
    ก็ไปรอฟังเทศน์กับพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปครับ คือ พระรามพุทธเจ้าครับ เหมือนกับตำนานศิลาเปรต ที่วัดพระพุทธบาท 4 รอย ที่ จ.เชียงใหม่ ครับ

    ดังนั้น ถ้าเราตั้งใจทำความดีก็ไปนิพพานได้ครับ อยู่ที่ความดีของเราทั้งนั้นครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 ตุลาคม 2018
  5. Norawon

    Norawon สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 กุมภาพันธ์ 2018
    โพสต์:
    93
    ค่าพลัง:
    +100
    ปราณาพุทธภูมิไหมครับ ถ้าปราณา ก็สาธุครับ
     
  6. ธรรมวิวัฒน์

    ธรรมวิวัฒน์ ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2006
    โพสต์:
    22,038
    กระทู้เรื่องเด่น:
    65
    ค่าพลัง:
    +99,736
    ผมปรารถนาพุทธภูมิ เป็นแบบวิริยะธิกะ ครับ
    แหมมาถามในวันออกพรรษา ที่พระพุทธเจ้าท่านเปิด 3 โลก ช่างบังเอิญจริงๆ นะครับ
    วันนี้เป็นวันที่มีคนปรารถนาพุทธภูมิเยอะ แม้แต่มดยังปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าเลยครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 ตุลาคม 2018
  7. mrmos

    mrmos Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 ตุลาคม 2016
    โพสต์:
    563
    ค่าพลัง:
    +434
    sa228.jpg
     
  8. ไม่ใช่ตัวตน

    ไม่ใช่ตัวตน Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2018
    โพสต์:
    87
    ค่าพลัง:
    +54
    คนปรารถพุทธภูมิเรียนวิชชา อริยสัจ 4 ถ้าไม่เรียนจะไปไม่ถึง จริงไหม
     
  9. ธรรมวิวัฒน์

    ธรรมวิวัฒน์ ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2006
    โพสต์:
    22,038
    กระทู้เรื่องเด่น:
    65
    ค่าพลัง:
    +99,736
    เรียนหมดทุกอย่างนะครับ จะไปเป็นครูเขาครับ
     
  10. แผ่บุญ

    แผ่บุญ ชอบ~ศรัทธา 40 อสงไขย

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2018
    โพสต์:
    314
    ค่าพลัง:
    +285
    ผมชอบแบบศรัทธา ห้ามแอบลาก่อนผมล่ะ:D
     
  11. ธรรมวิวัฒน์

    ธรรมวิวัฒน์ ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2006
    โพสต์:
    22,038
    กระทู้เรื่องเด่น:
    65
    ค่าพลัง:
    +99,736
    ขออนุโมทนาบุญด้วยนะครับ
     
  12. แผ่บุญ

    แผ่บุญ ชอบ~ศรัทธา 40 อสงไขย

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2018
    โพสต์:
    314
    ค่าพลัง:
    +285
    ผู้ปรารถนาสมัยยุคนี้(ณ ชาตินี้) ต้องจับหลวงพ่อดู่ให้ติดหนึบครับ นึกถึงบุญบุญก็มา มาเป็นสายเลยครับ แผ่ให้ภพภูมิเต็มที่ทั้งชีวิต อนุโมทนาบุญด้วยเช่นกันครับร่มเย็นบุญ แผ่บุญๆๆครับ

     
  13. Luenvyshine

    Luenvyshine ชีวิตที่ถูกคุมด้วยเวลา คือ วงจรชีวิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มิถุนายน 2018
    โพสต์:
    33
    ค่าพลัง:
    +21

    ไม่ค่อยมีใจปราถนาในพุทธภูมิคะ ปราถนาแค่การหลุดจากวงจรของเวลาคะ ส่วนจะไปได้แค่ไหนขึ้นอยู่กับ ณ ระดับนั้นว่า มีใจให้เราปราถนาไหมคะ
     
  14. ธรรมวิวัฒน์

    ธรรมวิวัฒน์ ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2006
    โพสต์:
    22,038
    กระทู้เรื่องเด่น:
    65
    ค่าพลัง:
    +99,736
    29749770_1879638832106413_399839506877182696_o.jpg

    "สมเด็จพระพุทธกัสสป ทรงมีรับสั่งให้หลวงพ่อฤาษีเตือนลูกหลาน
    เรื่องการปฏิบัติแบบง่ายๆ เพียงวันละ ๑๐ นาที..."


    สัมพเกษี เตือนบริษัทและลูกหลานของเธออย่างนี้นะว่า ให้ทุกคนรู้ตัวแล้วว่ามีวิมานอยู่บนสวรรค์ชั้นกามาวจร เมื่อเวลาเขาจะทำความชั่วอะไรก็ชั่งเถิด เวลาก่อนจะนอนให้นึกถึงความดีที่ทำไว้ ขึ้นชื่อว่าความชั่วทั้งหลายปล่อยมันไป คิดนึกถึงแต่ความดีแล้วเอาใจนี่จับไว้ว่านี่เรามีวิมานแก้ว ๗ ประการ ไว้บนสวรรค์ชั้นกามาวจรแล้ว เวลาเราจะตายเราจะไปอยู่วิมานนั้น ถ้าเวลาป่วยไข้ไม่สบายไม่ต้องเอาอะไร นึกถึงคุณพระรัตนตรัยคือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะนึกถึงพระพุทธก็ได้ พระธรรมก็ได้ พระสงฆ์ก็ได้ สิ่งก่อสร้างก็ได้ อย่างใดอย่างหนึ่งไว้ในใจ แล้วก็ตั้งใจว่า เราจะไปอยู่วิมานของเราที่มีอยู่แล้ว ตั้งใจเพียงเท่านี้นะ ถ้าตายเขาจะถึงสวรรค์ชั้นกามาวจรทันที

    ...พวกที่จะไปเป็นพรหมโลกก็เป็นของไม่ยากนะ สัมพเกษี บอกเขานะว่าคนที่ต้องการไปพรหมโลกน่ะ คืนหนึ่งให้สร้างความดี ๑๐ นาที ตอนกลางวันมันอาจจะเลว เอาดีกันตอนกลางคืน นั่งนับลมหายใจเข้าออกก็ตาม นั่งก็ได้ ยืนก็ได้ เดินก็ได้ นับลมหายใจเข้าออกก็ได้ หรือจะนึกถึงพระกรรมฐานกองใดกองหนึ่งก็ได้ เพียง ๑๐ นาที ให้รู้ลมหายใจเข้าหายใจออก เท่านี้ก็พอ เวลาตายแล้วเป็นพรหมแน่

    ...ทีนี้คนไหนต้องการจะไปพระนิพพานก็เป็นของไม่ยาก สัมพเกษี ให้เขาคิดเห็นว่าโลกนี้ทั้งโลก ไม่มีอะไรที่เราชอบ ไม่มีอะไรที่เรารัก เราไม่รักอะไร เราไม่ชอบอะไรในโลกนี้ แม้แต่ร่างกายของเราเองเราก็ไม่ชอบไม่รัก เพราะมันเต็มไปด้วยความทุกข์ เต็มไปด้วยความทรมาน แล้วให้ใคร่ครวญหาความจริงในโลก จะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตาม มันมีสภาพคงตัวได้ตลอดกาลหรือเปล่า ถ้ามันมีการเปลี่ยนแปลง มีการสลายตัว ก็ถือว่านี่โลกทั้งโลกหาความดีไม่ได้ แล้วก็หันเข้ามาคิดถึงกายของตัวว่า กายของเราเองนี่มันยังจะตายยังจะพัง เรายังจะปรารถนาอะไรภายนอกอีก เราไม่ต้องการ เราจะไปพระนิพพาน เขาคิดเท่านั้นเพียงคืนละ ๑๐ นาทีนะสัมพเกษีนะ ลูกหลานของเธอทุกคนพ้นนรกหมด พ้นอบายภูมิ อย่างน้อยก็ไปกามาวจรสวรรค์ อย่างกลางก็ไปพรหมโลก อย่างดีก็ไปพระนิพพาน..."

    ...นี่ท่านว่าไว้อย่างนี้นะ...ลูกหลานที่รักทุกคน ได้ยินหรือยัง ถ้าได้ยินละก็จำไว้นะ ท่านสั่งสอนแบบนี้ เป็นการสั่งสอนแบบง่ายๆ นี่เป็นความดีของพระ ของเทวดา ของพรหมท่านนะ ลูกหลานจงจำไว้ ถ้าใครเขาว่าฉันดี ใครเขาว่าฉันเป็นผู้วิเศษหละก็ อย่าไปคล้อยตามเขานะ ตัวฉันไม่มีอะไรจริงๆนะ ฉันต้องพึ่งพระ พึ่งเทวดา พึ่งพรหม ทุกอย่าง..."

    บันทึกเสียงไว้เมื่อ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๕..
    จาก...หนังสือ ประวัติหลวงพ่อปาน หน้า ๑๖๔ - ๑๖๖
    โดย หลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี
     
  15. ธรรมวิวัฒน์

    ธรรมวิวัฒน์ ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2006
    โพสต์:
    22,038
    กระทู้เรื่องเด่น:
    65
    ค่าพลัง:
    +99,736
    Ad-18 (1).png

    ภูเขาบุญ คือ กองบุญใหญ่ที่หลวงปู่ดู่อาราธนาบุญของพระพุทธเจ้าทั้งหลายมาประดิษฐานที่นี้
    หลวงปู่ท่านเมตตาต้องการสงเคราะห์วิญญาณที่อยู่ที่นั่น รวมทั้งที่ผ่านไปผ่านมา
    จะได้อนุโมทนาเอาจากกองบุญอันนี้ เพราะการตั้งจิตแผ่เมตตาย่อมให้ผลเป็นคราว ๆ ไป
    แต่การทำอย่างนี้(ตั้งภูเขาบุญ) วิญญาณเหล่านั้นไม่ต้องรอคนแผ่เมตตาให้
    เขาสามารถโมทนาบุญเอาได้ตลอด จะได้เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้คลายทุกข์ยากลงบ้าง

    ในสมัยหลวงปู่ดู่มีชีวิต ท่านจะอธิษฐานซ้ำเข้าไปเรื่อย ๆ เรียกว่า เพิ่มพูนภูเขาบุญให้แน่นหนามั่นคงยิ่ง ๆ ขึ้นไป
    นอกจากนี้ ท่านยังส่งเสริมให้ลูกศิษย์กรรมฐาน เมื่อเวลาปฏิบัติดี ๆ
    ก็ช่วยกันอธิษฐานบุญสมทบเข้าไปอีกเรื่อย ๆ จึงนับเป็นหนทางทำบุญอีกทางหนึ่งด้วย
    ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่าด้วยบุญบารมีของหลวงปู่ ภูเขาบุญแห่งนี้จะอยู่ไปตราบนานเท่านาน

    การอธิษฐานจิตตั้งภูเขาบุญนั้น ต้องเริ่มจาก
    ๑.ทำจิตของเราให้เป็นสมาธิ ให้สว่าง หรือมีปีติอื่น ๆ เช่น ขนลุก กายโปร่งเบา ฯลฯ
    เพื่อให้การอธิษฐานได้ผลสัมฤทธิ์เต็มที่ (แปลว่าต้องทำตอนจิตมีกำลัง)

    ๒.ต่อไปก็ระลึกถึงหลวงปู่ทวด หลวงปู่ดู่ ขอท่านเมตตาอัญเชิญบุญบารมีพระพุทธเจ้า
    ตั้งเป็นภูเขาบุญ (กรณีที่มีภูเขาบุญอยู่แล้ว เช่นที่วัดสะแก ก็เปลี่ยนเป็นอธิษฐานสมทบกองบุญเดิม)
    ซึ่งขั้นนี้แล้วแต่ผู้ปฏิบัติ หากเห็นแสงสว่างที่ลงมาที่ภูเขาบุญก็จะเกิดปีติและความเลื่อมใสยิ่งขึ้นไปอีก
    หากไม่เห็น ก็ให้น้อมจิตเลื่อมใส แล้วกำหนด (สมมติ) เป็นแสงสว่างลงมาที่กองบุญ

    สิ่งที่ควรทราบเพิ่มเติมก็คือ
    ก.การอธิษฐานบุญบารมีพระพุทธเจ้า (และครูบาอาจารย์) มาตั้งเป็นภูเขาบุญ
    ใช้ในกรณีที่พิจารณาเห็นว่าในบริเวณนั้นมีวิญญาณมาก และยากที่ให้บุญคราวเดียวจะคลายทุกข์เขาได้
    จึงจำเป็นต้องตั้งกองบุญเป็นการถาวร (อยู่ได้นานขนาดไหนก็ขึ้นอยู่กับกำลังจิตของผู้อธิษฐานด้วยเหมือนกัน)

    ข.ในขณะอธิษฐาน ก็ให้วางจิตด้วยเมตตาและกรุณาในฐานะเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตาย
    เสร็จแล้วก็วางจิตด้วยอุเบกขาว่า สุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย
    ใครรับได้หรือไม่ได้ ก็สุดแต่กรรม เราก็ทำหน้าที่ของเราเท่านั้น
    สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

    ค.การอธิษฐาน สามารถทำซ้ำ ๆ ในโอกาสอื่น ๆ ได้อีก เพื่อให้กองบุญอยู่มั่นคง ยาวนาน

    ง.สิ่งที่ต้องตระหนักก็คือ การอธิษฐานจิตตั้งกองบุญนั้นยังเป็นขั้นของการปรุงแต่ง
    เพียงแต่เป็นการปรุงแต่งเพื่อพัฒนาคุณภาพจิต กล่าวคือสร้างความชำนาญในการทำภาวนา(ความตั้งมั่นของจิต)ประการหนึ่ง
    แล้วยังจะช่วยสร้างเสริมเมตตาจิตอีกประการหนึ่งด้วย

    ที่มา http://chantingbook.blogspot.com/2017/07/blog-post_81.html
     

แชร์หน้านี้

Loading...