สร้างกรรมคือการออกแบบชีวิต ชีวิต ๒ แบบที่ต้องรับผิดชอบ

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย lc_kukko, 24 เมษายน 2013.

  1. lc_kukko

    lc_kukko เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มีนาคม 2012
    โพสต์:
    113
    ค่าพลัง:
    +982
    การออกแบบชีวิตไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่คนคาดไม่ถึงมากกว่า ถ้าพูดถึงการออกแบบ คนทั่วไปก็จะนึกถึงอุปกรณ์ทางเรขาคณิต มีการคำนวณรากฐานการรับน้ำหนัก โครงสร้างที่แข็งแกร่งมั่นคงปลอดภัย มีนักออกแบบ มีวิศวกรคอยดูแล การออกแบบชีวิตก็ต้องอาศัยอุปกรณ์เช่นเดียวกัน ต่างแต่อุปกรณ์ในการออกแบบชีวิตไม่ต้องอาศัยเครื่องมือทางเรขาคณิต หรืออุปกรณ์ก่อสร้างใดๆ อาศัยเพียงอย่างเดียวก็คือ กรรม ซึ่งก็ได้แก่การกระทำของเรานี่เอง

    พระพุทธศาสนาสอนให้เราเชื่อในกฎแห่งกรรมว่า ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว สรรพสัตว์ทั้งหลายจะดีจะเลว จะสูงส่งหรือตกต่ำล้วนเป็นไปตามอำนาจแห่งกรรมที่ตนได้กระทำไว้ กรรมจึงเปรียบเหมือนเบ้าหลอมชะตาชีวิตของคนให้มีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปเบ้าหลอมที่ดี รูปแบบที่ออกมาก็ย่อมดีมีสุข ร่ำรวย สวยงาม แต่ถ้าหากเบ้าหลอมไม่ดี รูปแบบชีวิตที่ออกมาย่อมขี้ริ้วขี้เหร่ เป็นทุกข์ยากจน

    พระพุทธศาสนายังสอนอีกว่า กมฺมุนา วตฺตตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม คือใครทำอย่างใดไว้ย่อมได้รับผลกรรมอย่างนั้นนั่นหมายความว่าเราทุกคนเป็นผู้สร้างเบ้าหลอมหรือออกแบบชีวิตให้กับตนเอง ความดี ความเลว ความสุข ความทุกข์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ ณ ปัจจุบันก็ล้วนแต่กรรมที่เราออกแบบไว้

    ชีวิตของคนเราที่เกิดมานั้นมีมิติหรือหน้าที่ที่ต้องกระทำอยู่ ๒ ประการ คือ
    ๑. ชดใช้กรรมเก่า ที่เราได้สร้างไว้ในอดีต ซึ่งอาจเป็นในอดีตชาติหลายร้อยชาติที่ผ่านมา หรืออดีตในชาตินี้
    ๒. สร้างกรรมใหม่ คือออกแบบชีวิตให้กับตัวเองใหม่เพื่อสร้างเบ้าหลอมที่ดีให้กับตนเองในอนาคต

    หากพิจารณามิติชีวิตทั้ง ๒ แบบนี้ จะเห็นได้ว่าชีวิตมีจุดศูนย์รวมอยู่ที่ปัจจุบันขณะ เพราะการรับผลกรรมในอดีตก็เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะ หรือการสร้างกรรมใหม่เพื่อกำหนดอนาคตข้างหน้าก็เป็นเรื่องที่ต้องทำในปัจจุบันขณะ ด้วยเหตุนี้นี่เองพระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนว่าไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงมาแล้ว เพราะมันไม่อาจจะกลับไปแก้ไขได้ และไม่ควรพะวงถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง เพราะอนาคตเป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ปัจจุบันต่างหากที่ควรใส่ใจและทำให้ดีที่สุด
    นั่นหมายความว่าเราจะรับมือกับผลกรรมที่เราออกแบบสร้างไว้อย่างมีสติและเป็นทุกข์ให้น้อยที่สุดได้อย่างไร และขณะเดียวกันเราก็ต้องสร้างกรรมใหม่เพื่อปูทางไปสู่อนาคตที่ดีอย่างมีสติและเป็นทุกข์ให้น้อยที่สุดเช่นกัน


    [​IMG]

    จากข้อความเบื้องต้น จะเห็นได้ว่าพระพุทธศาสนาสอนให้เราเชื่อและยึดมั่นในกฎแห่งกรรมก็จริงอยู่ แต่พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้เราก้มหน้าก้มตารับกรรมแต่เพียงอย่างเดียว สอนให้เรารับกรรมอย่างมีสติ และสร้างกรรมเพื่อออกแบบชีวิตในอนาคตต่อไปด้วย ไม่ใช่ให้จมปลักยอมรับชะตากรรมคร่ำครวญน้อยใจในวาสนาฟ้าดินโดยไม่ทำอะไร

    ยังมีกระแสความเชื่อที่ยังหลงผิดอยู่เกี่ยวกับกฎแห่งกรรมว่า“กรรมไม่สามารถแก้ไขได้ ใครทำกรรมอันใดไว้ย่อมได้รับผลกรรมนั้นเสมอ” แต่ความเป็นจริงแล้ว กรรมสามารถแก้ไขได้ และหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาที่เป็นหัวใจสำคัญทั้งหมดก็คือ สอนให้ทุกคนตัดกรรม คือสอนให้ทุกคนดำเนินไปสู่เป้าหมายที่สูงสุดอันเดียวกันคือ การเข้าถึงพระนิพพาน เพราะการเข้าถึงพระนิพพานนี้เป็นการตัดกรรมได้โดยเด็ดขาด

    ดูอย่างพระองคุลิมาลที่ฆ่าคนตั้งมากมาย ซึ่งต้องตายไปชดใช้กรรมและถูกเขาฆ่าไปอีกหลายร้อยชาติ แต่ท่านไม่ต้องรับผลกรรมนั้น เพราะท่านสามารถเข้าถึงพระนิพพานในชาติปัจจุบันแล้วและพระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ในพระสูตรหนึ่งว่า

    “ถ้าแม้นว่ากรรมไม่สามารถที่จะตัดได้ การตรัสรู้ของตถาคตก็คงไม่มี เพราะตถาคตได้ผ่านการเวียนว่ายตายเกิดมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน นับหมื่นนับแสนชาติและแต่ละชาติก็สร้างกรรมมากมายจนไม่อาจนับได้ กว่าจะชดใช้กรรมนั้นหมดก็คงไม่มีโอกาสได้ตรัสรู้”

    นั่นหมายความว่า ชีวิตของคนเราแม้จะมีกรรมในอดีตที่ต้องชดใช้ในปัจจุบันก็จริง แต่ก็สามารถปรับเปลี่ยนชีวิต ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อให้ชีวิตมีความสุขได้ ณ ปัจจุบัน


    เครดิต :: หนังสือ “ออกแบบชีวิต ให้พ้นอำนาจกรรม”​
     
  2. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,941
    กระทู้เรื่องเด่น:
    19
    ค่าพลัง:
    +11,833
    แก้ไขกรรมในอดีต 0-0

    พระองคุลิมาล เป็นพระอรหันต์

    และคนที่โดนฆ่านั้น เค้าโดนฆ่าเพราะชดใช้กรรมให้องคุลิมาล ที่ในอดีตชาติ ไปลุมฆ่ามา
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 เมษายน 2013
  3. tanaong2011

    tanaong2011 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2011
    โพสต์:
    6,247
    ค่าพลัง:
    +7,421
    สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทนาด้วยครับ....

    เคยฟังคำสอนของหลวงพ่อหลายองค์
    ท่านเปรียบกรรมชั่วเหมือนเกลือ กรรมดีเหมือนน้ำ
    ถ้าใส่เกลือลงในน้ำ 1 แก้ว เวลาเราเสวยผมกรรมนั้นย่อมเค็มมาก
    ได้รับผลของกรรมชั่วชัดเจน แต่ถ้าเราสร้างความดีโดยเติมน้ำลงไปมากๆ
    และมากๆจนเป็นถัง เป็นโอ่ง และถ้าต้องเสวยผลกรรมอันนั้น ก็จะได้
    รับความเค็มที่น้อยมากๆ แต่เกลือ 1 ช้อนก็ยังอยู่ในโอ่ง ไม่ได้ไปไหน

    แต่ถ้ามนุษย์เราสร้างบุญใหญ่จนเราได้ระดับโสดาบัน หรืออรหันต์
    เหมือนเติมน้ำ ไป 1 เขื่อนใหญ่ๆ เกลือที่เป็นกรรมชั่วนั้น
    ก็แทบจะไม่แสดงผล และเป็นอโหสิกรรมไป....
    ถ้าจำคำครูบาอาจารย์มาผิด ต้องกราบขออภัยด้วยขอรับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...