สร้างผ้าห่มพระพุทธรูปง่ายๆ ด้วยตัวคุณเอง

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย เทพออระฤทธิ์, 14 มีนาคม 2009.

  1. เทพออระฤทธิ์

    เทพออระฤทธิ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    4,574
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +22,021
    [​IMG]


    อุปกรณ์ ผ้า 2 ชิ้น ผ้าแก้ว
    ผ้าตะข่าย
    ขอบ
    กาว ยูฮู
    กรรไกร




    [​IMG]



    [​IMG]



    1.ตัด2 ชนิดนี้ให้เท่าๆกัน แล้วแต่ขนาดของพระพุทธรูปที่จะนำไปห่ม

    2.นำผ้าแก้วแล้วมารองเป็นพื้น แล้วทับด้วยผ้าตะข่าย

    3.ทากาวให้ติดกัน เพื่อให้ง่ายต่อการเย็บ


    [​IMG]

    4.ติดขอบและทาด้วยกาวแล้วนำไปเย็บเพื่อความคงทน การทากาวเพื่อให้ง่ายให้ตอนเย็บ

    ถ้าเย็บไม่เป็นจ้างร้านทำก็ได้น่ะครับ สาธุ

    เสร็จแล้ว ง่ายป่ะ

    ผ้าผืนนี้ทำถวายวัดป่าศิริสมบูรณ์ครับ



    [​IMG]
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • กดก.jpg
      กดก.jpg
      ขนาดไฟล์:
      49.4 KB
      เปิดดู:
      5,158
    • 456.jpg
      456.jpg
      ขนาดไฟล์:
      52.1 KB
      เปิดดู:
      4,858
    • ปหดำ.jpg
      ปหดำ.jpg
      ขนาดไฟล์:
      56.5 KB
      เปิดดู:
      8,829
    • ดเเ.jpg
      ดเเ.jpg
      ขนาดไฟล์:
      75.2 KB
      เปิดดู:
      4,907
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 มีนาคม 2009
  2. เทพออระฤทธิ์

    เทพออระฤทธิ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    4,574
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +22,021
    [​IMG]


    หลวงพ่อเล่าเรื่อง...ที่มาเครื่องมหาลดาปสาธน์ของนางวิสาขา(นางวิสาขาแต่งงาน)

    ตอนนี้จะพูดกันถึงเรื่อง นางวิสาขา ต่อไป สำหรับตอนนี้เป็นตอนที่เรียกว่า พุทธบูชา มหาเตชวัณโต การบูชาพระพุทธเจ้ามีเดชมีอำนาจ ทำให้มีเครื่องประดับประดาเครื่องแต่งกายสวยงามเป็นกรณีพิเศษ คือ นางวิสาขามีเครื่องประดับกาย ราคา 16 โกฏิ<O:p</O:p
    ในสมัยที่นางวิสาขามีอายุได้ 16 ปี ปรากฎว่า ท่านธนัญชัยเศรษฐี ได้รับหน้าที่เป็นพ่อตา คือมีคนมาขอนาง</O:p
    ในตอนที่ นางวิสาขาจะแต่งงาน ปรากฏว่า บ้านของนางวิสาขาเป็นเมือง ๆ หนึ่ง ที่เรียกว่า เมืองสาเกต มีคนมาก ท่านบิดา คือ ท่าน ธนัญชัยเศรษฐี จึงได้จัดเครื่องแต่งตัวให้แก่บุตรสาว มีราคาประมาณ 16 โกฏิ (เห็นจะเป็น 16 พันล้าน)<O:p</O:p
    เครื่องประดับประดานั้น ท่านบอกว่า หาด้ายสักเส้นหนึ่งก็ไม่มี ส่วนใดที่จะเป็นด้าย เขาใช้เงินทำเป็นเส้นด้าย พื้นเป็นทองคำร้อยเปอร์เซ็นต์ ประดับไปด้วยแก้วมณี (ซึ่งมีค่ามากกว่าเพชร) ถึง 20 ทะนาน และแก้วประพาฬ แก้วอินทนิล(แก้วอะไรต่ออะไรถึง 7 แก้ว จำไม่ได้ จำได้ก็ขี้เกียจพรรณนา) เป็นเสื้อคลุม คือเป็นเสื้อคลุมลงมาถึงข้อเท้ายาวถึงข้อมือ แล้วก็คลุมศีรษะ ข้างบนศีรษะเป็นนกยูงรำแพน ประดับประดาไปด้วยเพชรนิลจินดาหลากหลาย ราคาถึง 16 โกฏิ นี่เป็นเครื่องทรงที่แต่งเป็นกรณีพิเศษ<O:p</O:p
    เครื่องทรงนี้มีน้ำหนักมาก เพราะนางวิสาขาเป็นพระโสดาบัน เมื่อนางเป็นพระโสดาบันแล้ว ท่านบอกว่า กำลังของนางกับช้าง 7 เชือก (เอาแรงของช้าง 7 เชือก มารวมกัน เท่ากับแรงของนางวิสาขา) แล้วก็มีหญิงคนหนึ่ง ซึ่งเป็นทาสของนางวิสาขา(เป็นเพื่อน ลูกของชาวบ้าน เป็นพระโสดาบันเหมือนกัน)มีกำลังเท่านางวิสาขา<O:p</O:p
    เสื้อตัวนี้ของนางวิสาขามีชื่อว่า มหาลดาปสาธน์ มีนางวิสาขา กับหญิงเพื่อนคนเดียวเท่านั้น ที่จะยกขึ้น คนอื่นยกไม่ขึ้น เครื่องประดับประดานี้สวยมากเหลือเกิน ท่านพุทธบริษัท บรรดาท่านหญิงทั้งหลายฟังแล้วอยากได้ บ้างไหม เครื่องประดับแบบนี้ ความจริงพวกเราจะมีสร้อยสักเส้นหนึ่งมีเพชรสักเม็ดหนึ่ง หรือมีเพชรสักพวงหนึ่ง แบบนี้มันก็แสนยาก หามาด้วยความลำบาก เครื่องประดับของนางวิสาขา เฉพาะแก้วมณีเท่านั้นตั้ง 20 ทะนาน แล้วก็มีแก้วประพาฬ มีเพชรนิลจินดามีอะไรอีกมากมายนัก แล้วเสื้อทั้งตัวเป็นทองคำล้วน ที่เป็นด้ายใช้เงินแทน(แหม ถ้าได้มาเวลานี้ เสร็จ ขายเรียบ รวยมหาศาล เฉพาะเสื้อตัวเดียว)<O:p</O:p
    เมื่อเวลาจะแต่งงาน ก็ปรากฎว่า ท่านธนัญชัยเศรษฐี ได้อัญเชิญ พระเจ้าปเสนทิโกศล ให้พระองค์เสด็จมาเป็นประธาน พระเจ้าปเสนทีโกศล ก็ถามว่า ทหารกองเกียรติยศของเรามาก จะให้ไปส่วนตัว หรือจะให้ ไปเต็มกองเกียรติยศ ถ้ากองเกียรติยศเต็ม ก็เป็น จตุรงคเสนา คือ กองทัพ 4 เหล่า ท่านธนัญชัยเศรษฐี พ่อของนาววิสาขา ก็บอกว่า ขอให้พระองค์มาเต็มกองเกียรติยศ ข้าพรพุทธเจ้ารับได้หมด<O:p</O:p
    เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลมาแล้ว ก็ปรากฎว่า เครื่องประดับของนาง</O:p
    เมื่อนางวิสาขาแต่งงานแล้ว นอกจากจะมีเครื่องมหาลดาปสาธน์แล้ว ปรากฏว่า ของที่เข้านำให้นางวิสาขาไปใช้ชั่วคราว พ่อให้ไปใช้ที่บ้านพ่อผัว แม่ผัว ก็อยู่กับผัวชั่วคราว เข้าให้เท่าไร ทราบไหม เข้าให้แบบนี้ เข้าให้ เงิน 500 เล่มเกวียน (นี่ชั่วคราวนะ ถ้าไม่พอมาเอาไปใหม่ได้) ทองคำ 500 เล่มเกวียน ภาชนะเครื่องใช้สอยที่เป็นทองคำ 500 เล่มเกวียน ภาชนะที่เป็นเงิน 500 เล่มเกวียน ภาชนะที่เป็นทองแดง 500 เล่มเกวียน อย่างนี้ เป็นต้น<O:p</O:p
    เป็นอันว่า อย่างละ 500 เล่มเกวียน (โอ้โฮ มันเท่าไรกันแน่) ถ้าเราเป็นอย่างนั้น จะเป็นอย่างไร ผลที่นางวิสาขาได้อย่างล่ะ 500 เล่มเกวียน (ถ้าไม่พอมาเอาใหม่) คือผลจากการถวายสังฆทาน บรรดาท่านพุทธบริษัท<O:p</O:p
    หากว่าบรรดาท่านผู้ฟัง ประสงค์จะมีทรัพย์มากอย่างนั้นบ้าง ก็ดูตัวอย่างที่กล่าวมาแล้วในตอนก่อนว่า นางวิสาขาร่ำรวย ได้เป็น ลูกมหาเศรษฐีใหญ่ ก็เพราะว่าถวายทานแต่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา พร้อมไปด้วยพระสงฆ์ ที่เรียกกันว่า ถวายทาน เวลานี้เราก็ถวายได้ แม้องค์สมเด็จพระพิชิตมารนิพพานแล้วก็ตาม เวลาเราถวายสังฆทานก็มีพระพุทธรูปเป็นประมุข จิตใจนึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นประธาน พร้อมไปด้วยพระสงฆ์ผู้รับทาน เป็นกำลัง อย่างนี้ก็จัดว่า เป็นสังฆทานแบบนั้นเหมือนกัน <O:p</O:p
    ถ้าจะให้ดีขึ้นไปอีกนิด ก็พากันสร้างวิหารทาน โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ ตามแต่ที่เราจะมีทุน สร้างคนเดียวไม่ไหว ก็ร่วมกันสร้างปลาย ๆ คนก็มีประโยชน์ จะเป็นวิหารทานใหญ่ ที่บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายมาทอดกฐิน ทอดผ้าป่า ความจริง กฐิน หรือผ้าป่า ก็อยู่เฉพาะผ้าเท่านั้น ส่วนจตุปัจจัย ที่บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน นำไปถวายพระกล่าวว่า เป็นปัจจัยเพื่อวิหารทาน ถ้าพระท่านใช้อย่างนั้น<O:p</O:p
    ฉะนั้น การถวายกฐินผ้าป่า เป็นสังฆทานพร้อมไปด้วยวิหารทาน จึงมีอานิสงส์ใหญ่ ดีไม่ดี เราจะรวยกว่านางวิสาขาเสียอีก พูดกันด้วยความจริงใจ<O:p</O:p
    มาคุยกันถึงว่า ทำอย่างไรหนอ เราจึงจะมีเครื่องประดับสวยสด งดงาม อย่างนางวิสาขาได้บ้าง ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทลองฟังพระธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงโปรด พระองค์ตรัสไว้อย่างนี้(นี่เราพูดถึงเรื่องของนางวิสาขาเป็นตอน ๆ พูดทั้งหมดไม่ไหว เรื่องของนางยาวมาก)<O:p</O:p
    องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ากล่าวว่า การที่นางวิสาขามหาอุบาสิกา เป็นพระโสดาบันก็ดี หรือว่าได้เครื่องมหาลดาปสาธน์ก็ดี ทั้งนี้เพราะว่า นางมีความเคารพในองค์สมเด็จพระชินสีห์สัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ เป็นต้นมา อาศัยที่นางวิสาขามีพุทธบูชาเป็นปกติ คือ บูชาพระพุทธเจ้าเป็นปัจจัย จะทำอะไรก็ตาม นึกถึงคุณพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ที่เราหัด ฝึกกันภาวนาว่า พุทโธ อย่างนี้เป็นต้น หรือว่า อิติปิโส ภควา อรหัง สัมมาสัมพุทโธ หรือ สัมมาอรหัง อะไรก็ได้ ในห้องพระพุทธคุณ การนึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์แล้ว และก็ปฏิบัติตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วด้วย ไม่ใช่ภาวนาว่า พุทโธ อย่างเดียว จะสร้างความร่ำรวยให้เกิดขึ้น<O:p</O:p
    ความจริง ภาวนาว่า พุทโธ ก็รวยเหมือนกัน เพราะตายแล้วเป็นเทวดา มีทิพยสมบัติมาก กลับมาก็เป็นมหาเศรษฐีแต่ยังไม่ใหญ่เท่า นางวิสาขา นาง</O:p
    เอาละ บรรดาท่านพุทธบริษัท เรามาคุยกันถึงว่า การได้เครื่องมหาลดาปสาธน์ เครื่องประดับพิเศษ ในสมัยเมื่อองค์สมเด็จพระบรมโลกนาถ ยังดำรงพระชนม์อยู่ สาวกขององค์สมเด็จพระบรมครูซึ่งเป็นสาวิกา คือผู้หญิง มีเครื่องมหาลดาปสาธน์อยู่สองท่านด้วยกัน คือ นางวิสาขามหาอุบาสิกาท่านหนึ่ง กับ พระนางมัลลิกาเทวี เอกอัครมเหสีของพระเจ้าปเสนทิโกศลท่านหนึ่งมีสองท่านด้วยกัน เพราะว่าหญิงทั้งสองนี้ ทำบุญมาสม่ำเสมอกัน การให้ทานก็สม่ำเสมอกัน ไม่แพ้กัน แต่การให้ทานไม่ได้แข่งขัน ต่างคนต่างมีศรัทธาเหมือนกัน<O:p</O:p
    เอาละ ตอนนี้ สำหรับท่านหญิงที่ได้เครื่องมหาลดาปสาธน์ มีค่าถึง 16 โกฏิ ได้มาจากไหน เราก็ต้องหาเหตุหาผลกัน เพราะว่า ในพระพุทธศาสนา มีเหตุมีผล องค์สมเด็จพระทศพลทรงเทศน์ไว้อย่างนี้ ท่านกล่าวว่า ถ้าสตรีผู้ใด ได้เคยถวายผ้าไตรจีวรไว้ในพระพุทธศาสนา ถ้าหากว่าท่านผู้นั้นยังไม่ถึงซึ่งพระนิพพานเพียงใด เกิดเป็นมนุษย์ในชาติต่อไป จะมี เครื่องมหาลดาปสาธน์ เช่นเดียวกับนางวิสาขามหาอุบาสิกา<O:p</O:p
    ถ้าหากว่าเป็น ผู้ชาย ได้เคยถวายผ้าไตรจีวรไว้ในพระพุทธศาสนาเมื่อเวลาที่พบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว มีความเลื่อมใสขออุปสมบทบรรพชาในพระพุทธศาสนา เมื่อองค์สมเด็จพระบรมศาสดา ตรัสว่า เอหิ ภิกขุ ซึ่งแปลว่า เจ้าจงเป็นภิกษุมาเถิด เพียงเท่านี้ ก็จะมีผ้าไตรจีวรสำเร็จไปด้วยฤทธิ์ ลอยมาจากอากาศ สวมลงไปในร่างของท่านผู้นั้น(โดยไม่ต้องหาซื้อผ้า เพราะในสมัยนั้นหาซื้อผ้ายากแสนยากเพราะไม่มีพ่อค้าขายผ้าไตรมากมาย เหมือนสมัยนี้)<O:p</O:p
    นี่แหล่ะบรรดาท่านพุทธบริษัท การที่นางวิสาขามหาอุบาสิกา มีเครื่องมหาลดาปสาธน์ เป็นเครื่องประดับพิเศษ อีกองค์ หนึ่งก็คือ ท่านมัลลิกาเทวี เอกอัครมเหสีของพระเจ้าปเสนทิโกศล มีเครื่องมหาลดาปสาธน์ เป็นเครื่องประดับ ก็เพราะอาศัยได้เคยถวายผ้าไตรจีวรไว้ในพระพุทธศาสนา <O:p</O:p
    เวลานี้บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยทั่วหน้า ก็เคยทำกันมาเป็นปกติ เช่น การทอดกฐินก็ดี การทอดผ้าผ่าก็ดี การถวายสังฆทานก็ดี ท่านทั้งหลายก็มักจะถวายผ้าไตรจีวร ไว้แก่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาทั้งนี้ต้องจัดเป็นการถวายสังฆทาน การถวายสังฆทานนี้ มีอานิสงส์มากตามที่กล่าวมาแล้ว<O:p</O:p
    ฉะนั้น หากว่าท่านทั้งหลายมีความเคารพในองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ที่เรียกว่า พุทธบูชา คือบูชาความดีของพระพุทธเจ้า ด้วยการปฏิบัติตาม ถ้าโอกาสจะพึงมีแก่บรรดาท่านพุทธบริษัทแล้ว ก็ซื้อผ้าไตรจีวรถวายเป็นสังฆทาน ไว้ในพระพุทธศาสนา ความจริง พรุพุทธเจ้าไม่ได้ทรงจำกัดว่า ต้องถวายเป็นสังฆทาน ท่านบอกว่า เคยถวายผ้าไตรจีวรไว้ในพระพุทธศาสนา (คำว่าสังฆทาน เฉพาะผ้าไตรจีวรนี้ อาตมาพูดเอง)<O:p</O:p
    ทั้งนี้ก็เพราะว่า การถวายสังฆทานมีอานิสงส์มาก มากกว่าการถวายเป็นปาฏิปุคคลิกทาน ถ้าเรามีผ้าผืนเดียว พระสงฆ์ท่าน ก็ให้แก่พระที่มีความจำเป็นต้องใช้ คือ ท่านจัดการกันเอง ตัวอย่าง<O:p</O:p
    ในสมัย เมื่อองค์สมเด็จพรจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ พระนาง<O[​IMG]</st1:personName>วิสาขาเป็นภรรยา เวลานั้น นางวิสาขามีอายุได้ 16 ปี แต่งงานเมื่ออายุ 16 ปี คลอดบุตรอายุ 16 ปี</B><O[​IMG]วิสาขา ทำยังไม่เสร็จ ต้องรออยู่ถึง 3 เดือน เลี้ยงกองทัพ 4 เหล่า 3 เดือน ก็ลองคิดดู เรียกว่า คนจำนวนนับแสนที่พระเจ้าปเสนทิโกศลนำมาเขาก็ตั้งค่ายให้อยู่ ตั้งพลับพลาเป็นที่ประทับ แล้วคนของบ้านนางวิสาขาก็มากมาย เป็นหมื่น ปรากฎว่าพ่อของนาววิสาขารับหมด แล้วก็ไม่หนักใจเรื่องการเลี้ยง เงินทองไม่ยุบ
    <st1:personName w:st="]" st1:personName font ควบคู่กันไป< ด้วยอำนาจบุญบารมีทั้งสองประการ ตัวนางเองก็เป็นมหาเศรษฐีใหญ่ จึงช่วยให้เป็นลูกของมหาเศรษฐีใหญ่ ถวายสังฆทานด้วย ด้วย พุทโธ<><st1:personName w:st="[/IMG]กีสาโคตมี" st1:personName ทอผ้า<>เย็บจีวร
    ถวายพระพุทธเจ้าผืนหนึ่ง เป็นผ้าเนื้อละเอียดมาก กรอด้ายเอง แล้วก็ทอผ้าเอง เย็บเป็นจีวรเอง ประสงค์ถวายเฉพาะองค์พระพุทธเจ้า เวลาไปถวายจริง ๆ พระพุทธเจ้าทรงเรียกประชมพระสงฆ์ทั้งหมด พระสงฆ์ทั้งหมดก็นั่งเรียงแถวตามลำดับอาวุโส (ไม่ใช่ตามสำดับยศ พระพุทธเจ้าไม่ทรงนิยมยศ ถือว่ายศ เป็นโลกธรรม) ตามลำดับอาวุโสของพระ<O:p</O:p
    เมื่อพระนางกีสาโคตมีถวายให้พระองค์ พระองค์ ก็ทรงรับ แล้วพระองค์ก็ส่งให้พระสารีบุตร พระสารีบุตรก็ส่งให้พระโมคคับลาน์ พระโมคคัลลาน์ก็ส่งต่อ ๆ ไป จนกระทั้งถึงองค์สุดท้าย ได้แก่ พระอชิตภิกขุ เป็นองค์สุดท้าย ไม่รู้จะให้ใคร ก็รับไว้<O:p</O:p
    พระนางกีสาโคตมีก็เสียใจว่า ปั่นด้ายเอง ทอผ้าเอง เย็บเอง ปรารถนาจะถวายกับพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้ากลับรับแล้วส่งให้พระอื่น ร้องไห้เสียใจ องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสกับพระน้านางว่า การถวายแต่พระองค์ มีอานิสงส์มากก็จริงแล แต่ว่าเป็น ปาฏิปุคคลิกทาน ผ้ามันมีอยู่ฝืนเดียว จะให้เป็นสังฆทานโดยเฉพาะ แบ่งคนละผืนหรือคนละครึ่งผืน มันก็ทำไม่ได้ ฉะนั้น องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงให้ผ้านั้นเป็นสังฆทานเสีย คือ ส่งให้พระสารีบุตร พระสารีบุตรส่งให้พระโมคคัลลาน์ พระโมคคัลลาน์ส่งต่อ ๆ กันไป ถึงองค์สุดท้าย คือ อชิตภิกขุ อย่างนี้ได้ชื่อว่า พระทุกองค์ได้รับหมด แต่ไม่กำหนดนำมาไว้เพราะตัวมีผ้าใช้พอ และสำหรับองค์สุดท้าย ไม่ได้เป็นพระอรหันต์ ท่านมีผ้าน้อยเกินไป ชาวบ้านไม่ค่อยนิยมนัก จึงมีโอกาสรับผ้าไว้ได้ อย่างนี้องค์สมเด็จพระจอมไตรบอกว่า เป็นสังฆทาน<O:p</O:p
    แล้วองค์สมเด็จพระพิชิตมารจึงได้กล่าวถึงทาน ตามที่กล่าวมาแล้วว่าการถวายแด่พระพุทธเจ้าเอง 100 ครั้ง ก็มีผลไม่เท่ากับ ถวายสังฆทาน 1 ครั้ง <O:p</O:p
    นี่แหล่ะ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย การนำพระธรรมเทศนาใน พุทธบูชา มหาเตชวัณโต การบูชาพระพุทธเจ้า ย่อมมีเดช มีอำนาจมาก แม้วาเราจะปรารถนาเครื่องประดับมาก ๆ อย่างนางวิสาขา ก็ปรารถนาได้<O:p</O:p
    เอาละ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เรื่องของ นางวิสาขาบูชาพระพุทธเจ้า แล้วได้เครื่องมหาลดาปสาธน์ ก็ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน หากว่าท่านมีความประสงค์สิ่งใด ก็ขอให้ได้สิ่งนั้นจงทุกประการ สวัสดี

    ที่มาหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง หนังสือกฏของกรรม<O:p</O:p
    </st1:personName><!-- / message --><!-- attachments -->
    </st1:personName>
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 14 มีนาคม 2009
  3. wara43

    wara43 ทีมผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 เมษายน 2006
    โพสต์:
    9,135
    ค่าพลัง:
    +16,185
    [​IMG][​IMG] ขอโมทนาสาธุครับ สาธุ...[​IMG][​IMG]
     
  4. เทพออระฤทธิ์

    เทพออระฤทธิ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    4,574
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +22,021
    อุมาฑันตี โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ <O:p</O:p
    <O:p</O:p

    วันนี้จะนำจุดหนึ่งใน "ทานมัย" ที่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาตรัสไว้ใน พระธรรมบทขุททุกนิกาย ความมีอยู่ว่า
    เมื่อองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จประทับอยู่ในเมืองพาราณสี เวลานั้นสมเด็จพระมหามุนีทรงปรารภ "อุมาฑันตี" เป็นเหตุ องค์สมเด็จพระบรมโลกเชณฐ์จึงนำเรื่องนี้มาแสดงแก่บรรดาท่านพุทธบริษัท สำหรับอุมาฑันตีนี่ อุมา อุมะ ฑันตะ นี่เขาแปลว่า บ้าแต่เธอไม่ได้บ้า เธอทำให้คนอื่นเขาบ้า
    ในสมัยชาติก่อนโน้นนางเกิดเป็นลูกคนจน แต่ถึงเวลางานประจำปี งานเทศกาล เช่น งานสงกรานต์ เขาก็มีการเล่นมหรสพกัน อย่างพวกเราเล่นมอญซ่อนผ้าบ้าง เล่นอะไรต่ออะไรบ้าง เป็นต้น เป็นอันว่า ทุกคนเขาก็แต่งตัวสวยสดงดงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลูกของมหาเศรษฐีเขาก็แต่งตัวด้วย"ผ้ากัมพล"
    ไอ้ผ้ากัมพลนี่เป็นสีแดง แต่เขาทาบไปด้วยดอกสีทองคำ อย่างกับที่เราเรียกว่า "ผ้ายก" ในเวลาปัจจุบัน มันสวยสดงดงามมาก มีราคาสูงมาก พอถึงเวลางานประจำปี เทศกาลอย่างงานสงกรานต์แบบนี้ "อุมาฑันตี" เวลานั้นเกิดเป็นลูกของคนจน และก็จนมากเสียด้วย ไม่ใช่จนน้อย จึงเข้าไปหาแม่บอก งานสงกรานต์คราวนี้ขอ ผ้าสีดอกคำเอามานุ่งอย่างชาวบ้านเขาบ้าง อยากจะได้ผ้าสีดอกคำสักผืนหนึ่งสำหรับนุ่ง อีกผืนหนึ่งสำหรับห่ม เพราะว่าประเพณีของพราหมณ์เขาใช้ผ้าห่ม ผ้าสไบเฉียง แม่ก็บอกว่า
    "ตระกูลของเราทั้งตระกูล สมบัติเท่าที่มีอยู่นี้ ที่ดินก็ดีมีเล็กน้อย บ้านช่องมีหลังหนึ่งก็ดี ขายทั้งหมดแล้วยังไม่สามารถซื้อผ้ากัมพลได้ ๑ ผืน เพราะผ้ากัมพลสีดอกคำน่ะราคาแพงมาก เขาแต่งเฉพาะลูกมหาเศรษฐีและลูกของกษัตริย์"
    นางจึงกล่าวว่า
    "ถ้าแม่ไม่สามารถจะให้ได้ ฉันก็จะไปรับจ้างมหาเศรษฐีขอผ้าดอกคำ ๒ ผืน เป็นเครื่องประดับกาย"
    แม่เห็นว่าลูกมีความตั้งใจจริง ๆ ก็เลยไม่ขัดข้อง "ถ้าอย่างนั้น ขอลูกหญิงจงปฏิบัติตามอัธยาศัย"
    เธอก็เดินไปตำบลอื่น เพราะตำบลที่นางอยู่นั้นไม่มีมหาเศรษฐี พอไปถึงบ้านท่านมหาเศรษฐี ก็แสดงความจำนงว่า ต้องการจะมาทำงานรับจ้าง เอาผ้าสีดอกคำ ๒ ผืน คือ นุ่งผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง เป็นเครื่องประดับกาย ท่านมหาเศรษฐีจะให้ทำงานสักกี่วัน กี่เดือน กี่ปี ก็ไม่เป็นไร ขอให้ได้ผ้าอย่างนี้ก็แล้วกัน ท่านมหาเศรษฐีเห็นว่าเธอตั้งใจจริงจึงบอกว่า
    "ภคินิ ดูก่อนน้องหญิง ผ้าสีดอกคำนี่ราคาแพงมาก เธอจะต้องทำงานใช้แรงงานถึง ๓ ปี จึงจะมีค่าตัวเท่ากับผ้าดอกคำ ๒ ผืน"
    เธอก็ไม่ว่าอย่างไร เต็มใจ บอก ๓ ปีก็ ๓ ปี ๕ ปีก็ ๕ ปี ขอให้มันได้ก็แล้วกัน ผลที่สุดท่านมหาเศรษฐีผู้นั้นก็รับนางไว้เป็นคนรับใช้ ให้ทำงานประจำตามฐานะที่จะพึงทำได้อยู่ ๓ ปี ครั้นครบ ๓ ปีแล้ว ท่านมหาเศรษฐีก็ได้มอบผ้าดอกคำ ๒ ผืน ผ้ากัมพลสีดอกคำนะ สำหรับนุ่งผืนหนึ่ง สำหรับห่มผืนหนึ่ง
    เธอรับมาแล้วด้วยความรัก ถนอมอย่างยิ่ง จึงได้พยายามห่อให้ดี แล้วก็ลาท่านมหาเศรษฐีกลับบ้าน ขณะที่เดินทางกลับบ้าน ทางมันห่างกันหลายโยชน์ ต้องผ่านป่าผ่านดงมา ก็เป็นการบังเอิญอย่างยิ่ง วันนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าเวลานั้นไม่มีพระพุทธเจ้า แต่ก็มี พระปัจเจกพุทธเจ้าความจริง พระปัจเจกพุทธเจ้า นี่จริยาทั้งหมดคล้ายคลึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เว้นไว้แต่ว่าจะไม่สอนด้านนิพพานให้ใครเท่านั้น อย่างอื่นสอนหมด
    วันนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้า ท่านหนึ่งเดินไปที่ชายน้ำท่านมีความร้อน เห็นจะเป็นฤดูร้อน เกิดความร้อนขึ้นมา เวลานั้นความจริงผ้าผ่อนท่อนสไบมันหายาก พระนี่มีผ้าจำกัด มีสบงอยู่ ๑ ผืน มีรัดประคด ๑ เส้น อังสะ ๑ ตัว แล้วก็มีผ้าจีวร ๑ ผืน สังฆาฏิ ๑ ผืน เท่านั้น มีความจำกัด ท่านจึงเรียกว่า "ผ้าไตรจีวร"
    ฉะนั้น เมื่อ พระปัจเจกพุทธเจ้า ท่านร้อน จึงได้เปลื้องผ้าทั้งหมดพาดกิ่งไม้ไว้บนฝั่ง และตัวท่านเองก็เดินลงไปในน้ำอาบน้ำ เวลาอาบน้ำมันมีครบเครื่องเฉพาะ ก็ต้องอาบน้ำชุดวันเกิด ตอนนั้นเป็นเวลากลางวันไปอยู่ในป่า เป็นการบังเอิญพอดี เวลานั้นเจ้าคนอื่นมันเดินมา จะเป็นโจรยากจนประเภทไหนก็ไม่ทราบ เพราะเป็นโจรยากจน เห็นผ้าของ พระปัจเจกพุทธเจ้า ท่านวางไว้ แกก็มาหยิบเอาไปทั้งหมด
    พระคุณเจ้า เมื่อขึ้นมาแล้วก็ปรากฎว่า ไม่มีผ้าจะนุ่งจะห่ม จึงเข้าไปในพุ่มไม้ เอาใบไม้ใบใหญ่ ๆ เอาเถาวัลย์เล็ก ๆ มากลัดให้เป็นผืนผ้าเดียวกัน แล้วก็ห่อกายเดินไปเพื่อเป็นการกำจัดความอาย พอออกจากพุ่มไม้ก็เป็นการบังเอิญอย่างยิ่ง พบยอดหญิง คือ อุมาฑันตี เธอเดินสวนทางมาพอดี พระปัจเจกพุทธเจ้า ได้มองเห็นเข้าก็เกิดมีความละอาย หลบเข้าพุ่มไม้ พอหลบเข้าพุ่มไม้นางก็เลยคิดว่า
    เวลานี้ พระปัจเจกพุทธเจ้า พระท่านเดินห่างมาจากเรา พระท่านเห็นเราเข้าคงจะมีความอาย เพราะท่านไม่มีผ้านุ่ง กลับมาคิดถึงตัวเองว่า ไอ้การที่เกิดมาชาตินี้ ผ้าไม่มีจะนุ่ง เครื่องประดับกายไม่มีจะแต่ง ก็เพราะอาศัยชาติก่อนขาดถวายผ้าไตรจีวรไว้ในพระพุทธศาสนาจึงเป็นคนจนอย่างนี้ ผ้าดี ๆ ก็ไม่มีจะนุ่งกับเขา จึงตัดสินใจว่า "ถ้าเราถวายพระปัจเจกพุทธเจ้าสัก ๑ ผืน อีก ๑ ผืนมันยังเป็นของเรา ฉะนั้นหากเราถวายแก่ท่าน บุญของเรายังมีเบื้องหน้า จะมีผ้าสวย ๆ อย่างนี้ใช้"
    เธอจึงย่องเข้าไปใกล้พุ่มไม้ที่ พระปัจเจกพุทธเจ้า หลบอยู่ แล้วโฉมตรูก็วางไว้ข้างพุ่มไม้และก็กล่าวว่า
    "ขอพระผู้เป็นเจ้าได้โปรดรับผ้าผืนนี้ไปนุ่งเถิดเจ้าค่ะ"
    แล้วนางก็หลบไปห่างจากนั้น ไปแอบดู
    พระปัจเจกพุทธเจ้า ท่านทราบว่า เวลานี้นางแอบไปแล้ว เขาถวายแล้ว ก็ย่อง ๆ ออกมา จับผ้ากัมพลเข้าไปนุ่ง อาศัยที่สีของ พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้อุดมสมบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ก็มีความผ่องใส ครั้นทาบกับผ้าสีแดงดอกสีคำเข้าแล้วไซร้ก็แลสวยงามมาก เข้ากัน ท่านก็ออกมาจากพุ่มไม้มีความหวังว่าจะกล่าวคำโมทนา แต่ กัลยาอุมาฑันตีเมื่อเห็น พระปัจเจกพุทธเจ้า เมื่อกี้นี้นุ่งใบไม้ไม่สวย แต่เวลานี้นุ่งผ้าสีดอกคำมีพื้นสีแดงเข้ากับผิว รับกายสวยดีมาก จึงได้คิดในในว่า
    "ถ้าเราถวายทั้ง ๒ ผืน ท่านจะสวยกว่านี้..."
    อุมาฑันตี ในชาตินั้น จึงคลานเข้าไปถวายผืนที่ ๒ พระปัจเจกพุทธเจ้า ก็รับ ตอนนี้ไม่ต้องหลบเพราะมีผ้านุ่งแล้ว ก็รวมความว่าเมื่อถวายแล้วทั้ง ๒ ผืน พระปัจเจกพุทธเจ้า ก็ห่ม ห่มก็เกิดความสวยงามเกิดขึ้น นางก็เกิดปีติความเลื่อมใส จึงเข้าไปใกล้พระปัจเจกพุทธเจ้า กราบ ๓ วาระ แล้วเปล่งอุทานตามความปรารถนาว่า
    "ธรรมใดที่พระผู้เป็นเจ้าเห็นแล้ว ขอฉันโปรดเห็นธรรมนั้นด้วยเถิดพระเจ้าข้า การเกิดมาชาตินี้หม่อมฉันต้องเป็นคนเป็นลูกคนจน ขาดทรัพย์สินแม้แต่ผ้าดอกคำ ๒ ผืนเท่านี้ จะได้มาก็ด้วยความลำบาก เพราะต้องรับจ้างเขามาถึง ๓ ปี ครั้นได้ผ้าดอกคำนี้มาแล้ว ด้วยความยากลำบาก เพราะอาศัยบุญเก่าไม่มีมาก่อน ฉะนั้น การที่ข้า พระพุทธเจ้า ได้ถวายแก่สาวกขององค์สมเด็จพระชินวร คือ พระปัจเจกพุทธเจ้า หน่อเนื้อพระพุทธเจ้า ขอบุญกุศลนี้จงบันดาล ถ้าเกิดไปชาติใดฉันใดก็ตามที ขึ้นชื่อว่าเครื่องแต่งกายเครื่องประดับกายของหม่อมฉันนี้ต้องมีบริบูรณ์ทุกอย่าง และขอจงปราศจากความยากจนเข็ญใจ เหมือนชาตินี้จงได้อย่ามีอีก..."
    และนางก็อธิษฐานต่อไปว่า
    "ถ้าเกิดไปในชาติใด ถ้าเป็นผู้หญิงมีรูปงาม ถวายผ้านี่รูปงามแน่ และชายอื่นใดที่ไม่ใช่คู่ครอง คือ ไม่ใช่เนื้อคู่ เห็นแล้วให้คลั่งทุกคน"
    อุมาฑันตี เขาแปลว่า คลั่ง แต่ไม่คลั่งทุกคน นอกจากคนที่เป็นคู่ครองของนางเท่านั้น เมื่อนางตั้งสัตยาธิษฐานเสร็จ พระปัจเจกพุทธเจ้า ก็ให้พร สมัยก่อนให้พรไม่ยาว แม้แต่ในเขตพระพุทธศาสนาก็เหมือนกัน ให้พรว่า "เอวัง โหต" ซึ่งแปลเป็นใจความว่า "เจ้าปรารถนาสิ่งใด ขอให้ได้สิ่งนั้นสมปรารถนา..."
    เท่านี้ พระปัจเจกพุทธเจ้า ก็หลีกไป นางอุมาฑันตี เวลานั้นไม่ใช่ อุมาฑันตี นางก็หลีกไปแล้วกลับบ้าน ตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นมา นางพระปัจเจกพุทธเจ้า ไป ถือว่านั่นของเรามีแล้วเราถวายไป ในกาลต่อมาเธอจะมีผ้าแบบไหนแต่งก็ไม่สำคัญ จิตของเธอนึกถึงผ้า ๒ ผืนนั้น ก็ชุ่มชื่นใจ เป็นธรรมปีติ หลังจากนั้นเธอก็ตายจากความเป็นมนุษย์
    นี่เขาเป็นลูกของคนจนจริง ๆ นะ โอกาสที่จะได้บำเพ็ญกุศลเป็นของหายาก เวลานั้นก็มีเฉพาะ พระปัจเจกพุทธเจ้าพระปัจเจกพุทธเจ้า อุบัติขึ้นในโลกในเวลาที่ว่างจากพระพุทธเจ้าเป็นหมื่น ๆ องค์นะ คนจะพบก็นาน ๆ พบครั้งหนึ่ง เพราะว่าโลกมันกว้างมาก จะได้พบทุกวันอย่างนี้ไม่ได้ นอกจากนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้า ตามปกติก็อยู่ยอดภูเขา คันธมาทน์ เวลาออกพรรษาอาจจะเข้าไปในเขตเมืองใดเมืองหนึ่งโดยเฉพาะเวลา เวลาที่จะเข้าพรรษาก็กลับไปจำพรรษาที่ยอดภูเขาคันธมาทน์ ในป่าหิมวันต์ หาพระยาก แต่ว่านางนั้นได้มีโอกาสทำบุญครั้งแรกในชีวิต แล้วก็เป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต แต่ว่าจิตของนางมีความผูกพันอยู่กับผ้า ๒ ผืนนั้น และผ้าผืนที่ พระปัจเจกพุทธเจ้านุ่ง
    การนึกถึงภาพรูปร่างของพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็น "พุทธานุสสติกรรมฐาน"
    การนึกถึงผ้าที่ถวาย พระปัจเจกพุทธเจ้า นั้นจัดว่าเป็น "จาคานุสสติกรรมฐาน"
    เธอมีกรรมฐาน ๒ ประการประจำใจ ถือว่าเป็นทานอารมณ์แนบแน่น ความจริงกรรมฐานนี่ไม่ต้องไปนั่งหลับตาขัดสมาธิเข้าสมาธิก็ได้ นั่นเป็นการฝึก ถ้าจิตนึกอยู่เสมอนั่นแหละตัวนั้นเป็นตัวสมาธิสมบูรณ์แบบ การที่จิตเข้าถึงอุปจารสมาธิสมบูรณ์แบบ ถ้าตายแล้วจะไปเลือกสวรรค์อยู่ชั้นไหนก็ได้เขาอนุญาต เหมือนกับที่บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททำบุญอยู่เสมอ ๆ นี่ถ้าจิตนึกถึงบุญขึ้นมาเมื่อใด จิตก็ปลื้มใจเมื่อนั้น ไอ้ตัวนี้แหละ เขาเรียกว่า "ฌานในอนุสสติ"
    นางตายจากความเป็นคนก็ไปเกิดเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก นี่เห็นไหม ไอ้งานประเพณีทางโลกนี้ใช้ให้มันถูกน่ะมันไปสวรรค์ได้ เอาแค่เล่นกันอย่างเดียวนี่ไปนรก แถมเมาอีกหน่อยลงนรกอีกขุมหนึ่ง โลหะกุมภี แต่ว่าถ้าจะทำให้ดี น้อมจิตเป็นกุศลเนื่องจากวันตรุษสงกรานต์เป็นเหตุ องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์กล่าวว่า
    "อุมาฑันตีนั้นจะได้สวรรค์ได้ เพราะงานสงกรานต์เป็นปัจจัย"
    หลังจากนั้น เมื่อองค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก เธอก็จุติจากความเป็นนางฟ้า คำว่า "จุติ" แปลว่าเคลื่อน เขาไม่ได้แปลว่าตาย เคลื่อนลงมาจากเป็นนางฟ้า ลงมาเกิดเป็นคน เป็นลูกของคหบดีหรือมหาเศรษฐีท่านหนึ่ง ใกล้เมืองพาราณสีปรากฎว่าเธอเป็นหญิงที่มีความสวยสดงดงามเป็นกรณีพิเศษไม่ว่าชายใดเห็นหน้าเธอนิดเดียวกลับไปคลั่งทุกคน เห็นแล้วก็นอนไม่สบายใจทุกคน นึกถึงนาง รวมความว่า มาสมัยครั้งหนึ่ง มีลูกชายของท่านมหาเศรษฐีคนหนึ่งเดินทางผ่านมาในงานเทศกาล เห็นนางนั่งยานน้อย ๆ คือ รถม้าลาก เห็นหน้าของนางแว่บเดียวเท่านั้น กลับไปไม่กินข้าวกินปลา ก็คิดว่า
    "ถ้าเราไม่ได้นางคนนี้มาครอบครอง เราก็ยอมตาย"
    นี่ ชื่อ อุมาฑันตี ก็แบบนี้ ชื่อจริงของเธอไม่รู้ชื่ออะไร เขาให้ฉายาตามจริยา อุมาฑันตีก็แปลว่า คลั่ง ใครเห็น ที่ไม่ใช่คู่ครองต่างคนต่างคลั่งหมด คลั่งไม่ถึงกับบ้าน เพ้อนอนไม่สบาย กินไม่สบาย หลับไม่ได้ อยากจะได้นางมาเป็นภรรยา
    ต่อมา เมื่อพ่อแม่ทราบแล้วก็ส่งพราหมณ์ ๘ คน มาเป็นเถ้าแก่สู่ขอนาง ขณะที่พราหมณ์ทั้ง ๘ คนมา นางอยู่ในห้องยังไม่ได้ออกมา ต่อมาเมื่อเขากระทำการสู่ขอ เวลานั้นไอ้การที่จะแต่งงานกับใครมันเป็นสิทธิของลูกสาว ถ้าลูกสาวยอมรับหมั้นคนไหน พ่อแม่ก็ต้องยอมด้วย ไม่ใช่พ่อแม่มีหน้าที่ตัดสินใจแต่ผู้เดียว เมื่อเจรจากับบิดามารดา ๆ ก็บอกว่า ไอ้เรื่องนั้นเป็นเรื่องของลูกสาวเขา เขาจะอยู่ด้วยกันตลอดชาติตลอดสมัย จะไปตัดสินใจแทนเขาไม่ได้ จะเป็นลูกมหาเศรษฐี ลูกกษัตริย์ก็ตาม ต้องเรื่องของลูกสาวเขาตัดสินใจ
    เมื่อนางยังไม่ออกจากห้อง ถึงเวลาอาหารเขาก็นำอาหารมาเลี้ยงพราหมณ์ทั้ง ๘ คน ขณะที่บรรดาพราหมณ์ทั้ง ๘ คนกินเข้าอยู่นะ บรรดาท่านพุทธบริษัท อุมาฑันตี โผล่มาจากห้องพอดี อีตาพราหมณ์ ๘ คนแกเห็นเข้า ไอ้จิตก็ไม่ได้ตั้งอยู่ในสภาพเดิม เห็นความสวยคลั่งซะอีกแล้ว ตาพราหมณ์คนหนึ่งหยิบกับข้าวมา แทนที่จะใส่ปากกลับวางไว้บนหัว อีกคนหนึ่งแหงนหน้าขึ้นมาเอาข้าวใส่ลูกตา อีกคนหนึ่งหยอดอยู่ในจมูก อีกคนหนึ่งใส่หู ๘ คนมีท่าทางไม่สม่ำเสมอกัน
    นางเห็นเข้าอย่างนั้นจึงบอกกับพ่อแม่ว่า คน ๘ คนนี่สติไม่ดี พ่อแม่เชิญเอาออกไปจากบ้านเถอะ ผลที่สุดเป็นอันว่าเขาก็ต้องเชิญออกมาจากบ้าน ต่อมาเมื่อพบคู่ครองของนาง คนนี้ซิเขาไม่คลั่ง แต่งงานกันได้ เป็นอำมาตย์ของพระเจ้าปเสนทิโกศล
    เอาละ ท่านบรราดาพุทธบริษัท ก็เป็นอันว่า เรื่อง อุมาฑันตี ก็จบแค่นี้ดีกว่า รู้จุดสุดท้ายว่าชาติก่อนเธอมาจากสวรรค์ แล้วมาในสมัยนั้นก็มาพบองค์สมเด็จพระทรงธรรม์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็มีความเลื่อมใสเพราะกำลังใจเดิมของเธอเป็นมหากุศล เมื่อสดับพระธรรมเทศนาจากองค์สมเด็จพระทศพลจบเดียว ตามหนังสือท่านว่าอย่างไรก็ไม่ทราบ แต่ตามเสียงบอกว่า จบเดียวเธอได้บรรลุอนาคามีผล เป็นอริยบุคคลเบื้องสูงในพระพุทธศาสนา
    แต่ว่าการที่ฟังเทศน์จบเดียวเป็นอนาคามี ไม่มีใครเขานั่งโง่เป็นอนาคามีต่อไป ไม่ช้าไม่นานเท่าไร อย่างน้อยเวลาตายก็เป็นอรหันต์
    นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ปัจจัยแห่งตรุษสงกรานต์เป็นปัจจัยให้ถึงสวรรค์ได้ นิพพานได้ อย่าง อุมาฑันตี เธอถวายผ้าผ่อนท่อนสไบไว้ในพระพุทธศาสนา อันดับแรกเธอตายจากความเป็นคน จากลูกคนจนเรียกว่า "ลูกมหาทุกขตะ" ไปเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ มีวิมานเป็นที่อยู่ มีเครื่องประดับอันเป็นทิพย์ที่อาศัย เมื่อองค์สมเด็จพระจอมไตรทรงอุบัติขึ้น เธอลงมาเป็นลูกของมหาเศรษฐี กลับสภาพจากจนที่สุดมาเป็นรวยที่สุดเพราะผ้า ๒ ผืน หลังจากนั้นได้สดับพระธรรมเทศนาจาก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็เป็น "พระอนาคามี"
    ก็รวมความว่า อย่างเบา ๆ เวลานี้ก็ต้องอยู่ที่นิพพาน หากว่าท่านพุทธบริษัททุกท่านมาทำบุญอย่างนี้ ท่านทำมากกว่า อุมาฑันตี มีเวลาทำในยามปกติเกือบทุกวันพระ อยู่ที่บ้านก็มีโอกาสได้ใส่บาตร ในวันตรุษสงกรานต์ก็มาบำเพ็ญกุศลกัน หากต้องการมีรูปสวยอย่าง อุมาฑันตีถ้าบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนก็ต้องร่วมกันบำเพ็ญกุศลด้วยผ้าสบงที่จะสรงน้ำพระก็มีผลเช่นเดียวกับผ้าสีดอกคำสีทองของนางอุมาฑันตี มีอานิสงส์เหมือนกัน แต่ว่าขอทุกท่านจงอย่าอธิษฐานแบบอุมาฑันตีนะ คนทั้งโลกมันจะบ้าหมดอธิษฐานแต่เพียงว่า
    "ถ้าบุคคลผู้ใดไม่ใช่คู่ครองของข้าพเจ้า ให้เห็นไว้แค่สวย อย่าเข้ามายุ่งกับเราก็พอแล้ว" ไม่ต้องถึงกับบ้านะ ถ้าถึงกับบ้านี่ พระจะยิ้มนะ บ้าก็ไม่กินข้าวกินปลา ตายไปพระบังสุกุลกันแย่ เป็นอันว่าถ้าบรรดาพุทธบริษัททุกท่านต้องการนิพพานก็มีความสมประสงค์ทุกประการ ทั้งนี้เพราะอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิงมีทั้งทาน มีทั้งศีล มีทั้งสดับรับรสพุทธพจน์เทศนา
    การฟังเทศน์นี่ ถ้าใช้ปัญญาไปด้วย ท่านถือว่าเป็น "วิปัสสนาญาณ" ถ้าตั้งใจฟังเทศน์จิตไม่ย้ายไปไหน แม้ว่าจะย้ายไปบ้าง ตั้งใจฟังบ้าง เผลอบ้างเป็นธรรมดาถือเป็นสมถภาวนา ถ้าใคร่ครวญตามกระแสพระสัทธรรมเทศนาถือว่าเป็นวิปัสสนาญาณ อันนี้ทุกส่วนก็เป็นปัจจัยของนิพพานของบรรดาพุทธบริษัททุกท่าน
    เอาละ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ต้องขอยุติเรื่องของ "นางอุมาฑันตี" ลง คงไว้แต่เพียงเท่านี้ สวัสดี

    ที่มา..
    http://palungjit.org/showthread.php?t=122168
    <O:p</O:p
    <!-- / message --><!-- edit note -->
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 14 มีนาคม 2009
  5. สุภิญโญ

    สุภิญโญ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    166
    ค่าพลัง:
    +315
    ชอบมากเลยครับ

    ขอบคุณครับ
     
  6. ฤดูใบไม้ผลิ

    ฤดูใบไม้ผลิ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 ตุลาคม 2008
    โพสต์:
    1,036
    ค่าพลัง:
    +1,717
    ขอบคุณ น้องบลูมากเลยอ่ะ อิอิ ไว้วันหลังจะลองทำบ้าง หุหุ
     
  7. J.Sayamol

    J.Sayamol เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 เมษายน 2008
    โพสต์:
    6,192
    ค่าพลัง:
    +21,512
    ขออนุโมทนาค่ะ..ขออนุญาติเพิ่มเติมในส่วนของผ้าที่จะนำไปห่มพระพุทธรูป จะมีหน้ากว้าง 2 ชนิดคือ 44" และ 60"

    สำหรับหน้า 44" นั้น เหมาะที่จะนำไปห่มพระพุทธรูปหน้าตัก 4-5 ศอก โดยใช้ความยาว 2.5 เมตร แล้วผ่าครึ่งตามยาว ก็จะได้ขนาดที่พอดีห่ม

    สำหรับหน้ากว้าง 60" นั้น แนะนำให้ห่มพระพุทธรูปหน้าตัก 6 ศอกค่ะ โดยใช้ความยาวที่ 3.5 เมตร แล้วผ่าครึ่งตามยาว ก็จะได้ขนาดที่พอดีห่ม

    ฉะนั้นจะสังเกตุได้ว่าใน 1 ชุดงาน หากเราแบ่งผ้าตามด้านยาว เราก็สามารถที่จะทำผ้าห่มพระพุทธรูปได้ถึง 2 ชิ้นค่ะ
     
  8. GARU

    GARU เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    320
    ค่าพลัง:
    +1,283
    จะลองทำดู
     
  9. ภัทรอังคาร

    ภัทรอังคาร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    4,904
    ค่าพลัง:
    +14,106
    สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ ไว้รองทำดูบ้าง หากทำได้ดีจะทำไปถวายเรื่อยๆเลยเจ้าค่ะ ดูแล้วไม่ยากเท่าไหร่ อานิสงค์ก็เยอะด้วย ขอบคุณที่นำมาเผยแพร่นะค่ะ
     
  10. Phanudet

    Phanudet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    8,441
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +15,636
    โมทนาสาธุบุญครับ...ผมคิดโครงการผมออกเลย....

    เออ......ครับถ้าเกิดว่าเราต้องการให้สวยขึ้นกว่าเดิมมีวิธีแนะนำเพิ่มเติมได้ไมครับ...

    และอีกอย่างถ้าผมไม่ใช้กาวแต่จะเย็บแทนได้ไมครับ.......คือเพื่อพระท่านจะนำไปซักแล้วกาวมันจะไม่ทน....
     
  11. J.Sayamol

    J.Sayamol เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 เมษายน 2008
    โพสต์:
    6,192
    ค่าพลัง:
    +21,512

    ควรจะเย็บเป็นอย่างยิ่งเลยล่ะค่ะ เพราะติดกาวจะไม่คงทน สวยแป๊บเดียวก็หลุดแล้ว..

    จริง ๆ แล้วเราไม่ต้องใช้ผ้าสองชั้นตามแบบก็ได้ แนะนำว่าใช้เป็นผ้าสีทองที่มีลายในตัวแค่เพียงชั้นเดียวก็สวยมากแล้วค่ะ หรือถ้าเป็นผ้าพื้น ๆ เรียบ ๆ สีทอง เราก็สามารถเพิ่มเติมได้โดยการปัก หรือซื้อตัวรีดที่ด้านหลังเป็นกาวมารีดทับก็ได้ สวยกันไปคนละแบบค่ะ..เอาไว้จะหารูปมาลงเพิ่มเติมให้นะคะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 14 มีนาคม 2009
  12. Pandhaka

    Pandhaka เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2007
    โพสต์:
    672
    ค่าพลัง:
    +458
    ขอบคุณครับ จะได้ลองทำมั่งครับ
     
  13. Phanudet

    Phanudet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    8,441
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +15,636
    โมทนาสาธุครับ....อย่าลืมเอารูปมาลงด้วยนะครับ.....เพื่อจะได้แนวคิดใหม่ๆ....
     
  14. แม่จิ๊บโจ้

    แม่จิ๊บโจ้ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    121
    ค่าพลัง:
    +314
    ขออนุโมทนาค่ะ ขอเรียนถามผู้รู้ค่ะว่า ผ้าห่มองค์พระขนาดหน้าตักต่างๆ จะมีความกว้างยาวกี่นิ้วคะ จะได้นำความรู้นี้มาทำเป็นผ้าห่มไว้ถวายค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
     
  15. J.Sayamol

    J.Sayamol เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 เมษายน 2008
    โพสต์:
    6,192
    ค่าพลัง:
    +21,512

    ไม่ได้เป็นผู้รู้สักเท่าไหร่ แต่ก็พอจะตอบให้ได้นะคะ..

    หน้าตักพระ 1 เมตร (~39") ใช้ผ้าขนาด 15" x 59" คือซื้อผ้าหน้า 44" ความยาว 1.5 เมตร แล้วแบ่ง 3 ส่วนตามความยาวก็จะได้ขนาดพอดี (สามารถเย็บผ้าสไบห่มพระพุทธรูปได้ถึง 3 ผืน)

    หน้าตักพระ 1.5 เมตร (~59") ใช้ผ้าขนาด 22" x 67" คือซื้อผ้าหน้า 44" ความยาว 2 เมตร แล้วแบ่งครึ่งเป็น 2 ส่วนตามความยาวก็จะได้ขนาดพอดี หรือถ้าเป็นผ้าหน้ากว้าง 60" ก็ยังคงใช้ความยาว 2 เมตร แต่แบ่งผ้าตามความยาวเป็น 3 ส่วน (ถ้าใช้ผ้าหน้า 44" จะได้ผ้าสไบห่มพระพุทธรูป 2 ผืน แต่ถ้าซื้อหน้ากว้าง 60" จะได้ 3 ผืน)

    หน้าตักพระ 2 เมตร (~78") ใช้ผ้าขนาด 22" x 98" คือซื้อผ้าหน้า 44" ความยาว 2.5 เมตร แล้วแบ่ง 2 ส่วนตามความยาวก็จะได้ขนาดพอดี (สามารถเย็บผ้าสไบห่มพระพุทธรูปได้ถึง 2 ผืน)

    หน้าตักพระ 2.5 เมตร (~98") ใช้ผ้าขนาด 30" x 117" คือซื้อผ้าหน้า 60" ความยาว 3 เมตร แล้วแบ่งครึ่งเป็น 2 ส่วนตามความยาวก็จะได้ขนาดพอดี (สามารถเย็บผ้าสไบห่มพระพุทธรูปได้ถึง 2 ผืน)

    อ่านแล้วจะงงมั๊ยเนี่ยะ!!..*__*
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 มีนาคม 2009
  16. ภูดาว

    ภูดาว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 กุมภาพันธ์ 2006
    โพสต์:
    380
    ค่าพลัง:
    +931
    สาทุครับวันหลังจะลองทำนะครับ
     
  17. เทพออระฤทธิ์

    เทพออระฤทธิ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    4,574
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +22,021
    ต้องเย็บด้วยน่ะ จะได้ทน ผมเองเย็บไม่เป็นหรอก ติดกาวเพราะว่าจะได้เย็บง่ายๆๆ ไปจ้างเค้าเย็บน่ะ
     
  18. ถนอม021

    ถนอม021 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กันยายน 2008
    โพสต์:
    2,098
    ค่าพลัง:
    +3,161
    กราบอนุโมทนาบุญด้วยครับ สาธุ

    ขอให้ข้าพเจ้าพบแดนพระนิพานในภพภูมินี้ชาตินี้ด้วยเทอญ

    นิพานนะ ปัจจุโย โหตุ
     
  19. แมงปอแก้ว

    แมงปอแก้ว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    600
    ค่าพลัง:
    +139
    ขออนุโมทนา สาธุ สาธุ กับคุณ ๆ ที่ชอบทำงานฝีมือทั้งหลาย
    และยังเชื่อว่าจะมีงานฝืมือเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา มีอีกมากมายที่เรายังไม่รู้....
    <!-- / message --><!-- sig -->
     
  20. แม่จิ๊บโจ้

    แม่จิ๊บโจ้ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    121
    ค่าพลัง:
    +314
    ขอบพระคุณมากค่ะ
     

แชร์หน้านี้

Loading...