สวดมนต์ สักยันต์ อาบน้ำมนต์ เราใช้อารมณ์หรือใช้ปัญญา?

ในห้อง 'บทสวดมนต์ - คาถา' ตั้งกระทู้โดย prommasit tiptadawong, 21 กันยายน 2019.

  1. prommasit tiptadawong

    prommasit tiptadawong พรหมสิทธิ์ ทิพย์ธาดาวงศ์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 กันยายน 2018
    โพสต์:
    16
    ค่าพลัง:
    +1
    สวดมนต์ สักยันต์ อาบน้ำมนต์ เราใช้อารมณ์หรือใช้ปัญญา?

    "การสักยันต์ อาบน้ำมนต์ บทสวดมนต์ บทใหนที่อ้างถึงว่า สวดแล้วดีก็ลองสวดมาหลายบท และทำมาทุกทางจนเกิดความคิด ถึงตั้งคำถามกับอาจารย์?

    ในแต่ละครั้งที่ผ่านมา ก่อให้เกิดความรู้ขึ้นมาว่า ไม่ใช่ว่าสวดเป็นนกแก้ว นกขุนทองโดยที่ไม่รู้ว่ามันมีความหมายว่าอะไร และบทไหนควร หรือไม่ควร ที่จะนำมาสวด มันอาจจะเกิดโทษหรือคุณ เราก็ไม่อาจจะรู้ได้?"

    เพราะตอนนั้นเขาตั้งฐานจิตสวดได้ดี เพราะเขาตั้งฐานจิตว่า "ให้สวดได้ดี" แต่ไม่ได้ตั้งจิตอยู่ที่ "ปัญญา" ฉะนั้น ต่อไปนี้เวลาสวดมนต์ หรือคาถา ให้สวดด้วยปัญญา เวลารับอะไรก็ขอให้รับด้วยปัญญา ถ้าเรารับด้วยคำว่า "ดี" ตรงนั้น แสดงว่าเรารับด้วยอารมณ์

    ถ้าหากว่าในทางธรรมะ เขาเรียกว่า เป็น "มิจฉา"

    ขนาดว่า เราสวดมนต์ เป็นบุญ แต่ว่าเรารับด้วยอารมณ์นี่นะยังเป็นมิจฉา?

    อย่างเช่น ถ้าเราสวดมนต์ให้ได้ดีแล้ว แต่ถ้าเรา "ไม่ได้ดี" ตามนั้น เราก็จะมาบ่นแล้ว

    แต่เราควรสวดให้ได้รับปัญญา คือ เราสวดมนต์บทนั้นเพื่ออะไร? ปัญญาอะไร? เช่น เราสวดมนต์บทนี้แล้วทำให้เราไม่มักง่าย ไม่ประมาท แต่ถ้าบอกว่าสวดแล้วได้ดี แต่มันมักง่าย เรายังไม่รู้เลยว่าเราทำอะไรแล้วจะไปได้ดี จะได้ไหม?

    ตกลงว่าเราเสริมความมักง่ายแก่ตัวเราไหม? หรือว่าเสริมอะไร? พอเราเสริมตัวมักง่าย เวลาเราไปทำกิจการงานอะไร สิ่งการณ์ต่างๆ จะทำให้เรามักง่ายไหม? เราก็จะมักง่ายแน่นอน ยกตัวอย่าง อยู่ดีๆ เขาบอกว่าจะต้องทำให้ครอบ ๑๐ อย่าง แต่เราทำครบแค่ ๕ อย่าง แต่เราก็จะเอาผลอย่างนั้น แล้วเราทำได้ตรงไหน พอทำไม่ได้ก็จะไปด่าท่าน ด่าคาถา ด่าบทสวดมนต์ ด่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วเราทำได้ตรงไหน พอไม่ได้ก็จะไปด่า

    นี่แหละต้องทำด้วยปัญญา แต่ถ้าทำด้วยมิจฉา (สิ่งผิด) ก็คือทำด้วยอารมณ์

    แล้วเราก็จะเข้าใจว่า ชีวิตที่ผ่านมาจุดผิดพลาดของเรา เกิดข้อผิดพลาดตรงไหน สิ่งที่ผ่านมาเพราะว่าทำด้วยอารมณ์ ไม่ได้รับด้วยปัญญา

    ต่อไปขอให้เราสวดมนต์ และรับด้วยเป็นปัญญา อย่ารับด้วยเป็นอารมณ์ เพราะถ้าเรารับด้วยอารมณ์ มันจะเป็นตัว "อยาก" "อารมณ์อยาก" ของเราเท่านั้นเอง

    "ในสังคมเราทุกวันนี้ยังมีผู้ป่วยทางจิตใจอยู่มาก ซึ่งก็ไม่อาจรู้จริงเลยว่า สิ่งที่แนะนำให้สวดคาถาต่างๆ ตามที่ฟังคนอื่นแนะนำมาให้สวด?"

    ถ้าเราสวดมนต์ด้วยมิจฉา เป็นโทษแน่นนอน

    ถ้าเรายิ่งสวด ก็ยิ่งไปส่งเสริมตัวมักง่ายแก่เรา

    ยกตัวอย่าง ผู้หญิงคนหนึ่งเป็นเจ้าของร้านมินิมาร์ทอยู่ที่ อำเภอแม่สาย เขาเคยไปบวชชีพราหมณ์มา กลับมาก็จะมาสวดคาถาชินบัญชร ๑๐๘ จบ เขาก็จะตื่นตี ๔ ลุกขึ้นมาสวดมนต์ สวดถึงเวลาประมาณ ๖ โมงเช้า แล้วก็มาเปิดร้านขายของ แล้วก็มานั่งสัปหงกขายของ แล้วจะบอกว่าให้ร้านค้าขายดี แล้วอย่างนี้จะให้ขายดีได้อย่างไร ทำจวนธุรกิจจะเจ๊ง จนมาพบกับอากง อากงเลยแนะนำให้สวดมนต์วันหนึ่งแค่ ๑๐ นาที ห้ามสวดเกินนี้ ธุรกิจกลับขายดิบขายดีขึ้นมา เพราะว่าไม่นั่งสัปหงก

    "การไปสักยันต์ที่เชื่อว่าช่วยเสริม หรือเชื่อว่าทำให้ชีวิตดีขึ้น มันจริงอย่างที่เป็นเช่นนั้นหรือ?"

    ไม่ใช่เด็ดขาดเลย เพราะเราไม่มีเหตุปัจจัยพร้อม ตัวอื่นเป็นไปไม่ได้

    ต่อให้เราสักยันต์ หรือต่อให้ผ่าตัดเอาสมองเอาสมองของเซอร์ไอแซก นิวตัน (Isaac Newton) ยัดใส่เข้าไปก็ใช้กันไม่ได้

    คนสักยันต์ ถ้าบอกว่าจะทำได้ เราลองเอาสมองคนดีๆ ยัดใส่เข้าไปแทนเรา แล้วเราจะมีวิธีการคิดที่จะได้อย่างเขาไหมล่ะ? จะเก่งเหมือนเขาไหม? ฉะนั้น ไม่ต่างอะไรกับการสักยันต์

    มันไม่ได้ มันต้องมีเหตุปัจจัยอื่นที่พร้อม

    "ซึ่งกว่าจะได้เจอหรือได้พบกับผู้รู้จริงๆ ก็อาจจะเสียเวลาไปมากโดยที่ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ซึ่งในสังคมนี้ก็ยังมีคนเชื่อไปในทางที่ผิดอยู่มาก?"

    คนเยอะเลยที่เข้าใจผิด เวลานี้คนทั่วไปชอบเป็นกันหนักหนา คือ ชอบหลอกตัวเอง ปลอบใจตัวเอง

    ^_^ ..._/\_... ^_^

    ขอความเคารพ หากผู้รู้มีสิ่งชี้แนะ น้อมรับฟังเสมอ และขอความกรุณาแย้ง ชี้แจง ชี้แนะ แม้แต่ต้องการให้เพิ่มเติมสิ่งใด ก็ขอได้บอกกล่าวมา

    อ.พรหมสิทธิ์ ทิพย์ธาดาวงศ์
    เอื้อ-เกื้อ-กัน เป็นกัลยาณมิตรทุกขณะจิต


    620803-271_resize.JPG
     

แชร์หน้านี้

Loading...