"สัจธรรม"กับ"สันนิษฐาน"

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย มหาวัฎร, 8 กรกฎาคม 2012.

  1. มหาวัฎร

    มหาวัฎร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    120
    ค่าพลัง:
    +150
    สัจจธรรม คือธรรมะที่มีจริง เป็นจริงแท้ ไม่วิปริต
    พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 298

    ว่า ภาวะใด เมื่อบุคคลเพ่งอยู่ด้วยปัญญาจักษุ ย่อมไม่วิปริตเหมือนมายากล

    ไม่ลวงตาเหมือนพยับแดด ไม่เป็นสภาวะที่ใคร ๆ หาไม่ได้เหมือนอัตตาของ

    พวกเดียรถีย์ โดยที่แท้เป็นโคจร (อารมณ์) ของอริยญาณ โดยประการมี

    การเบียดเบียน (ทุกขสัจจ์) มีเหตุเป็นแดนเกิด (สมุทัยสัจจ์) มีความสงบ

    (นิโรธสัจจ์) มีการนำออก (มรรคสัจจ์) ซึ่งเป็นของแท้ ไม่วิปริต เป็นของจริง

    ทีเดียว ภาวะที่สัจจะเป็นของแท้ ไม่วิปริต เป็นของจริง เป็นดังลักษณะไฟ

    และเป็นดังธรรมดาของสัตว์โลก (ต้องเกิดแก่เจ็บตาย) นั้น บัณฑิตพึงทราบว่า

    เป็นอรรถของสัจจะ เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า อิทํ ทุกฺขนฺติ โข ภิกฺขเว

    ตถเมตํ อวิตเมตํ อนญฺญถเมตํ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า นี้ทุกข์

    ดังนี้แล นั่นเป็นของแท้จริง นั่นเป็นของไม่ผิด นั่นไม่เป็นไปโดยประการอื่น

    ________________ความแตกต่าง_______________


    สมมติฐาน (หรือสะกดว่า สมมุติฐาน) หรือ ข้อสันนิษฐาน คือการอธิบายความคาดหมายล่วงหน้าสำหรับปรากฏการณ์ที่สามารถสังเกตได้ มักใช้เป็นมูลฐานแห่งการหาเหตุผล การทดลอง หรือการวิจัย ในทางวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์จะตั้งสมมติฐานจากสิ่งที่สังเกตการณ์ได้ก่อนหน้านี้ ซึ่งอาจไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนด้วยทฤษฎีที่มีอยู่ในปัจจุบัน สำหรับในความหมายอื่น สมมติฐานอาจเป็นบรรพบทหรือญัตติที่จัดตั้งขึ้น เพื่อใช้ในการสรุปคำตอบของปัญหาประเภท ถ้าเป็นเช่นนี้ แล้วจะเป็นเช่นไร


    __________________________________________________

    ประเด็นของเรื่องนี้ก็คือ หลักธรรมต่างๆขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงแสดงไว้ เพื่อดำรงค์ไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา ด้วยน้ำพระทัยอันมีเมตตาทรงเอ็นดูและอนุเคราะห์ แก่เหล่าเวไนยสัตว์ทั้งหลายในปัจจุบัน ได้ถูกโยงมาเชื่อมต่อกันระหว่าง"สัจธรรมและสันนิษฐาน" เพราะเหตุผลเดียวคือ ไม่มีผู้ใดหรือหาผู้รู้จริงได้น้อยในการแสดงธรรมทั้งหลาย ไม่ว่าจะมาจากในที่ใดก็ตาม นี่คือ"ภัยร้าย"ที่จักทำลายเหตุและผลของความเข้าใจใ นความหมายของคำว่า"สัจธรรม" หากเป็นอย่างนี้เรื่อยไป พระพุทธศาสนาจะหลงเหลือเพียงแค่ความหมายของคำว่า"สันนิษฐาน"เพียงเท่านั้น เพราะเหตุใด ? .....
    องค์คุณธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ล้วนแสดงธรรมโดยมีเหตุและผล ชัดเจน แต่ในปัจจุบันนี้ เหตุไฉน จึงมีคำว่า" ทำอย่างนั้นอาจมีผลอย่างนั้นก็ได้ , อาจจะเป็นอย่างนั้นบ้าง,อาจจะเป็นอย่างนี้บ้าง เหมือนสำนัก"อะไรก็ได้ เป็นอย่างนี้ก็ได้, เดี๋ยว ,ยัง ,ระวัง ,จะ เป็นอย่างนั้นก็ได้ ออกมาเพียบ ก็เพราะไม่เคยรู้ยิ่งเห็นจริง ในสิ่งนั้นๆ เพราะเหตุใด ?เป็นภาระของผู้ใด มิใช่ภาระของเหล่าพุทธบริษัททั้งหลายดอกหรือ ที่ได้สืบทอดพระพุทธศาสนาแล้วนำออกมาแสดง สั่งสอนอนุชนรุ่นต่อๆมาด้วยความเอ็นดูและอนุเคราะห์ ที่นี้สิ่งที่ควรระมัดระวังและควรจะใส่ใจคือ ไม่ควรประมาทในธรรม ก็คือในธรรมที่นำเอาออกมาแสดงแก่กันและกันนั่นเอง " ไม่เข้าถึงและเข้าใจหรืออย่างไรว่า" ที่สุดของการประพฤติพรหมจรรย์ของพุทธศาสนานี้ เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ เพียงเท่านั้น ! " ฉนั้น เมื่อยังไม่รู้ยิ่งเห็นจริง ในสิ่งที่ควรรู้ควรเห็น ควรปฎิบัติ ควรแจกจ่าย ควรทำให้ถึงที่สุดก่อน ก็ไม่ควรนำมาแสดง นำมาสั่งสอน นำมาวิจาร์ณกันให้เสียกาล เพราะมาเสียเวลาเปล่าๆไปกับการค้นหา สืบหาข้อเท็จจริง ฉนั้น ในพุทธศาสนานี้ จึงไม่มีคำว่า" เป็นไปไม่ได้ คือ ทำอย่างไรย่อมได้รับผลอย่างนั้น อย่างแน่นอน ไม่มีคำว่า ทำอย่างนั้น แล้วจะได้อย่างอื่น อุปมา เหมือนแม่โคท้องย่อมออกลูกเป็นโค จัก ออกลูกเป็น พืชผักผลไม้ ได้ที่ไหน "

    { อยากให้หายไปจากเว็ปกัลยาณมิตรนี้เสียที "การสมมุติฐานและสันนิษฐาน"เหล่านี้ ไม่ควรมีอยู่ เพราะเป็นที่ตั้งของเหตุแห่งความเสื่อม ,เหตุแห่งความสงสัยคลางแคลงใจ หากรู้ว่าตนเองเป็นผู้มีปัญญามากหรือน้อยก็ตาม แต่ยังไม่ค่อยรู้ความใดๆ อย่างชัดเจน ชัดแจ้ง แสดงเหตุและผลอันเป็นที่กระจ่างแจ้ง ไตร่ตรองตามเห็นจริงได้ แก่พุทธบริษัททั้งหลายได้ ก็อย่าได้มาเพื่อทำลายสติปัญญาของผู้ใคร่ความเจริญในธรรมทั้งหลายเลย ไม่ว่าจะเป็น มนุษย์ อมนุษย์ ยักษ์มารใดๆก็ตามแต่ อย่าได้มีความอาฆาตพยาบาทและเบียดเบียนกันในสถานเจริญใจ ใฝ่ศึกษาธรรมเช่นนี้เลย แค่ความสับสนวุ่นวายของโลกในยุคปัจจุบันนี้ ก็เป็นเหตุยังให้มีผลเสีย แก่ผู้ศึกษาและปฎิบัติธรรมทั้งหลายมากพออยู่แล้ว ขออนุโมทนาบุญฯ }
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. มะหน่อ

    มะหน่อ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    1,653
    ค่าพลัง:
    +1,211
    อเสวนาจะพาลนังไหมครับ
    การเสวนานั้นต่างจากสนทนาคีอหลายคน
    และไม่เอาตัวตนมาตัดสิน
    ผมได้ยินผู้เฒ่าท่านว่า ถือเป็นฉันทะ
    แต่ฉันทะ คือเราเดินตามองค์ท่าน
    ก็หาแนวทางกว้างๆ ตามกัน ขัดแย้งกัน ขยับ ยอมรับ
    แล้ววางลง เพื่อนำเอาไปคิดใหม่

    คือเราต่างถกเถียงกันด้วยความสงบ
    คนที่จะเป็นกลางได้ต้องว่างเปล่าและไม่ถือเอาผลประโยชน์ตอบแทน
    หากเสวนากันได้พยาบาทไปคิดก็ดีครับเพราะเขาจะได้ไปหา
    หลักฐานและเหตุผลมาหักล้างกันอีก

    การเกิดปัญญานั้นไม่ได้มาวูบวาบสว่างทั่วสากลโลก
    ค่อยเป็นค่อยไปหรือไม่ น้ำป่าไหลมาครั้งเดียวหายหมด
    เอาเป็นว่าเย็นๆ มองตามปัจจุบันไป ไหมครับ

    การส่งออกนอกก็ดี ภายในก็ดีหากไม่ยึดมั่นถือมั่นก็สงบลงได้
    เพราะสุดท้ายอะไรก็ไม่ใช่ของเราในเรื่องทางโลก
    ทางธรรมเรามีไม่มีอะไรก็คือเรา
    คนอื่นท่านคือของท่าน
    สมาบัติ

    เอาเป็นว่าดูที่เจตนาที่ท่านแสดงเพื่อให้เราดีขึ้นเจริญขึ้นหรือไม่ไหมครับ

    ขอท่านเจริญในธรรมยิ่งครับ
     
  3. มหาวัฎร

    มหาวัฎร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    120
    ค่าพลัง:
    +150
    เรารู้ดีโดยธรรมด้วยตนเอง ว่าผู้ที่ทราบว่าอะไรผิดอะไรถูกก็คือ ผู้ที่อยู่มานานแล้ว ในพรหมโลกก็ดี ในสวรรค์โลกก็ดี ในมารโลกก็ดี แม้แต่ในบาดาลนรกภูมิ พวกเขาเหล่านั้น บ้างก็เคยเข้าเฝ้าพระพุทธองค์มาแล้ว บ้างก็ได้รับพรพุทธทำนายมาแล้ว ได้รับฟังคำสั่งสอนมาบ้างแล้ว อย่างมากมายท่วมท้น ชนเหล่านั้น สามารถที่จะชี้แจง บอกข้อมูลในเมื่อครั้งอดีตกาล สมัยพุทธกาลแก่เราได้อย่างชัดเจน และไม่ผิดเพี้ยน หากเขาเหล่านั้นประสงค์จะให้ทราบ ด้วยบุญเก่าก็ดี เหมือนกับที่เคยมาถวายพระปริตรแก่เรา เราก็ย่อมจักสำเร็จ การนั้นเป็นแน่แท้
    ท่านทั้งหลาย ในอรรถาธิบาย ในปัจจุบันมีการดัดแปลงแก้ไขเป็นอันมาก จนทำให้เราสามารถเข้าใจผิดและหลงทางได้ แม้แต่ในความเข้าใจ ในเนื้อความจะมีมากก็ตาม รู้มากในอรรถในประโยคมากก็ตาม แต่จะยังไม่สามารถเข้าถึงเส้นทางที่แท้จริงได้ หากไปนำมาปฎิบัติ เสมือนมีแผนที่ทางเดินที่สร้างมาผิดแบบ มีความสลับซับซ้อน ย่อมเข้าใจผิดเป็นอันมาก และแม้มีแผ่นที่่ทีสามารถชี้บอกทางได้ถูกต้อง แต่ไปถามคนผิดก็ย่อมบอกทางผิดไปเรื่อยๆ ตามความคิดของตนเอง ความเข้าใจของตนเอง ตามจริตของตนเอง หรือมีจริตประสงค์ให้ งุนงง สงสัยไข่วเขว ไม่กระจ่าง อุปมาเสมือนคนตาบอดสนิท ที่มีความปราถนาคบไฟเพื่อต้องการแสงสว่างนำทาง จักจะเป็นประโยช์นอันใด ขอให้ท่านเฝ้าพิจารณาให้ดีๆ และปฎิบัติให้ถึง ความวิเวก หวังว่ากุศลผลบุญของท่าน ที่ได้เคยทำไว้แต่ชาติปางก่อนจะชี้นำทางที่ถูกต้อง ความรู้เหล่านี้ จักเป็นประโยชน์ต่อไป ในภายภาคหน้า แก่พระพุทธศาสนา ซึ่งจะมีการถกเถียง กันในเรื่องราวต่างๆ ใครมีบุญมากๆ ที่เหลือก็ค่อยถาม เอากับชาวทิพย์เอานะครับ เพราะเขาอยู่มานาน รู้เห็นอะไรที่เป็นจริงมากกว่าเราหลายอย่าง เอาที่มีธรรมสูงๆล่ะครับ เพราะส่วนหนึ่งก็ตกอยู่ในมิจฉาทิฏฐิ เพราะถูกกับดักของมารครอบ เอาไว้เหมือนกัน ขออนุโมทนาบุญฯ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  4. นิวรณ์

    นิวรณ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2008
    โพสต์:
    9,088
    ค่าพลัง:
    +3,461
    เอ่อ..............

    ถามหน่อยครับ

    ตอนที่ท่าน ขึ้นไปถาม ท่านท้าวมหาเทพ อย่างเช่น ท้าวสักกะ หรือ พระอินทร์

    ตอนนั้น ท่านอยู่สูงกว่า ท่านท้าวสักกะ หรือ ว่า ท้าวสักกะอยู่สูงกว่า ครับ
     
  5. มหาวัฎร

    มหาวัฎร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    120
    ค่าพลัง:
    +150
    ผู้เยาว์ในตอนนี้หรือหรือ ที่จักจะมีบุญขึ้นไปถามท้าวสักกะ หรือ พรหม หรือมหาเทพใดๆ ผู้เยาว์ไม่เคยกล่าวอวดอุตริเช่นนั้นเลย ^_^ แต่ถ้าหากเป็นการมาเพื่อถวายพระปริตรแก่ผู้เยาว์ในวันเพ็ญเดือน๘ ที่ผ่านมานั้น ผู้เยาว์กล่าวจริง มีหลักฐาน อธิบาย พิสูจน์ได้จริง ขออนุโมทนาบุญฯ
     
  6. นิวรณ์

    นิวรณ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2008
    โพสต์:
    9,088
    ค่าพลัง:
    +3,461
    งืมๆ

    แล้ว เคยได้ยินหรือเปล่า ท่านท้าวสักกะ ต้องการประโยชน์ส่วนตน ต้องการ
    ให้ตนได้ลาภ บุญอันประเสริฐ ก็เลย จำแลงแปลงกายไปเป็นคนชรา

    หลอกพระอรหันต์ พระมหากัสสปะที่พึ่งออกจากนิโรธนสมาบัติ สำเร็จ

    หลอกสำเร็จยังไม่พอ ยังประกาศก้องสามภพว่า หลอกสำเร็จแล้วๆ

    จนกระทั่งได้ยินไปถึง พระพุทธองค์ กับ พระโมคคัลลานะ พระโมคคัลานะถาม
    ว่านั่นเสียงอะไร

    พระพุทธองค์กล่าวว่า

    พุทธบัตรเสียท่าให้กับท้าวสักกะ

    *********************************

    เนี่ยะ ระดับท้าวสักกะ ยังประกอบสิ่งที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ตัวเลย แล้ว
    คุณจะถามเอาความจริงจาก ผู้ใดอีกหละ

    เรื่องที่ว่าท่านมาถวายพระปริตรอะไรนั่น ก็ให้ กองเอาไว้ตรงนั้นแหละ
    จะไปเอาอะไรกับผู้ที่หลอกได้แม้อรหันต์...............หรือว่าไง !?

    **********

    เนี่ยะ ป่านนี้ไม่รู้กันทั่วสามภพแล้วเหรอว่า

    ท้าสักกะ : "วะเฮ้ย เหวยๆ เมื่อวานก่อน มีคนมีบุญเข้าใจว่า ข้าไปถวาย
    พระปริตร มันหวะ ฮ้า ฮ้า ฮ้า ฮ้า "
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 10 กรกฎาคม 2012
  7. มหาวัฎร

    มหาวัฎร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    120
    ค่าพลัง:
    +150
    พระพุทธเจ้าตรัสเทศนาแก่ข้าฯ อานนท์ ด้วยประการดังนี้ แล้วจึงตรัสเทศนาต่อไปอีกว่า อานนฺท ดูกรอานนท์ บุคคลผู้มีปัญญาพึงคิดถึงตนแล้วปราบใจ ของตนให้พ้นจากทุกข์และความลำบาก และให้ออกจากบ่วง แห่งกิเลสมารให้ได้เถิด ถ้าไม่คิดอย่างนี้ แม้จะมีปัญญาก็มี เสียเปล่า ไม่นับเข้าในจำนวนที่มีปัญญา กิริยาที่พ้นทุกข์ และ พ้นออกจากบ่วงแห่งกิเลสมารได้ ก็คือพ้นจากกิเลสตัณหา ของเรา เมื่อพ้นจากกิเลสตัณหาได้เช่นนั้น ก็ได้ชื่อว่าพ้นจาก ความทุกข์ยากโดยสิ้นเชิง ถ้ายังไม่พ้น ก็ได้ชื่อว่ายังไม่พ้น จากความทุกข์ยาก เมื่อตนยังไม่หลุดไม่พ้น ก็ไม่ควรจะ สั่งสอนผู้อื่นเพราะตัวยังไม่พ้น จะสั่งสอนผู้อื่นให้พ้นได้ด้วย อาการอย่างไร เปรียบเหมือนบุคคลจะข้ามแม่น้ำ ถ้าตัว ของเราข้ามไปถึงฝั่งฟากโน้นแล้ว จึงร้องบอกให้ท่านผู้อื่น ข้ามมาตามตนเช่นนี้สมควรแท้ เมื่อเราร้องบอกเขาแล้ว เขาจะพอใจไปหรือหาไม่ก็แล้วแต่ใจเขาส่วนตัวของเราข้ามไป ได้สมประสงค์แล้ว ข้ออุปมานี้ฉันใด ผู้ที่จะเป็นครูเป็น อาจารย์สอนให้ผู้อื่นพ้นจากทุกข์ ก็ต้องทำตัวให้พ้นทุกข์ เสียก่อน จึงสมควรจะสอนคนอื่น มีอุปไมยเหมือนผู้ที่ จะพาข้ามแม่น้ำฉะนั้น บุคคลที่เปลื้องตัวให้พ้นออกจาก กองกิเลสยังไม่ได้ และจะไปเปลื้องปลดสัตว์ในป่าช้า ผี ทั้งหลายเขาจะหัวเราะเยาะเย้ยว่า อโห โอหนอ! ตัวของ ท่านก็ยังไม่พ้นทุกข์ แล้วจะมาพาเอาพวกข้าพเจ้าออกจาก ทุกข์ได้อย่างไร ตัวของท่านและพวกข้าพเจ้าก็ยังไม่พ้นนรก อยู่เหมือนกัน จะมาพาพวกข้าพเจ้าให้พ้นจากนรกได้ด้วย อาการอย่างไร ดูกรอานนท์ บุคคลจำพวกใด ที่ให้ผีในป่าช้า หัวเราะเยาะเย้ยเล่นเช่นนี้ บุคคลจำพวกนั้นถ้ามีขึ้นก็เป็นเหตุ ให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บอันตรายต่างๆ หาความสุขความเจริญ มิได้ ดูกรอานนท์ คฤหัสถ์ก็ดี นักบวชก็ดี มากล่าวว่าตัวรู้ ตัวเห็นและได้พูดจากับด้วยผี ดังนี้ก็พึงให้รู้ว่าคนจำพวกนั้น ไม่ใช่ลูกศิษย์ของเราตถาคต เป็นพวกมิจฉาทิฏฐิภายนอก พระศาสนา ไม่ควรเชื่อถือเอาเป็นครูเป็นอาจารย์ เพราะเขา เป็นคนเจ้าอุบายเจ้าเล่ห์เจ้ากลเท่านั้น ที่มีความรู้จริงเห็นจริง พูดจาสนทนากับผีได้ มีแต่พระพุทธเจ้ากับพระอรหันต์ เท่านั้น นอกนั้นไม่มีใครรู้จริงเห็นจริง เป็นคนอุตริทั้งนั้น ดูกรอานนท์ เราจะทำนายไว้ให้เห็นในอนาคตกาลเบื้องหน้า จะเกิดมีพวกมิจฉาทิฏฐิภายนอกศาสนาอวดอ้างว่าตัวรู้ ตัวเห็นผีได้พูดจากับด้วยผี ครั้นบุคคลจำพวกนั้นเกิดขึ้นแล้ว ก็จะเบียดเบียนพระศาสนาของเราให้เสื่อมถอยลงไปด้วย วาทะถ้อยคำเสียดสีต่างๆ พระสงฆ์สามเณรก็จะเกิดระส่ำ ระสายหาความสบายมิได้ เขาจะสอนทิฏฐิวัตร์อย่างเคร่งครัด ถืออรัญญิกธุดงค์อย่างพระเทวทัตต์ ภายหลังก็จะเกิด พระบ้านพระป่ากันขึ้นแล้วก็จะแตกกันออกเป็นพวกๆ ไม่สามัคคีกัน ต่างพวกก็ถือแต่ตัวดี ศาสนาของเราก็จะ เสื่อมถอยลงไปเพราะพวกมิจฉาทิฏฐิเห็นแก่ลาภและยศ หาความสุขมิได้ มรรคผลธรรมอันวิเศษก็จะไม่เกิดขึ้นแก่เขา เขาจะเรียนเอาแต่วิชาศีลธรรมอันพวกมิจฉาทิฏฐิสอนให้ รู้อะไรกันขึ้นเล็กน้อยก็อวดดีกันไป แท้ที่จริงความรู้เหล่านั้น ล้วนแต่รู้ดีสำหรับไปสู่นรก เขาจักไม่พ้นจตุราบายได้เลย ดูกรอานนท์ ในอนาคตกาลภายหน้าจะมีอย่างนี้ไม่ต้องสงสัย ถ้าผู้ใดรู้ลัทธิทิฏฐิอย่างนี้ไว้แล้ว เมื่อได้เห็นก็จงเพียรพยายาม ละเว้นก็จะได้ประสบความสุข
     
  8. มหาวัฎร

    มหาวัฎร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    120
    ค่าพลัง:
    +150
    ไม่ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่จักเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป จะมากน้อยเพียงไรก็ตาม ที่สุดของการประพฤติพรหมจรรย์ของพุทธศาสนานี้ เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ เพียงเท่านั้น ! หรือท่านเข้าใจว่า ธรรมบัญญัติในพระพุทธศาสนาทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ เป็นไปเพื่อความประสงค์อื่น? ขออนุโมทนาบุญฯ
     
  9. มหาวัฎร

    มหาวัฎร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    120
    ค่าพลัง:
    +150
    งืมๆ

    แล้ว เคยได้ยินหรือเปล่า ท่านท้าวสักกะ ต้องการประโยชน์ส่วนตน ต้องการ
    ให้ตนได้ลาภ บุญอันประเสริฐ ก็เลย จำแลงแปลงกายไปเป็นคนชรา

    หลอกพระอรหันต์ พระมหากัสสปะที่พึ่งออกจากนิโรธนสมาบัติ สำเร็จ

    หลอกสำเร็จยังไม่พอ ยังประกาศก้องสามภพว่า หลอกสำเร็จแล้วๆ

    จนกระทั่งได้ยินไปถึง พระพุทธองค์ กับ พระโมคคัลลานะ พระโมคคัลานะถาม
    ว่านั่นเสียงอะไร

    พระพุทธองค์กล่าวว่า

    พุทธบัตรเสียท่าให้กับท้าวสักกะ

    *********************************

    เนี่ยะ ระดับท้าวสักกะ ยังประกอบสิ่งที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ตัวเลย แล้ว
    คุณจะถามเอาความจริงจาก ผู้ใดอีกหละ

    เรื่องที่ว่าท่านมาถวายพระปริตรอะไรนั่น ก็ให้ กองเอาไว้ตรงนั้นแหละ
    จะไปเอาอะไรกับผู้ที่หลอกได้แม้อรหันต์...............หรือว่าไง !?<!-- google_ad_section_end --> <!-- / message --><!-- sig -->

    __________________
    <!-- google_ad_section_start(weight=ignore) -->สงครามพระ !!!<!-- google_ad_section_end -->


    ท่านผู้เป็นบัณฑิตผู้เจริญในธรรม ด้วยสติปัญญาอันน้อยนิดของข้าพเจ้า เล็งเห็นแล้วว่า"ในสมัยพุทธกาลนั้น จักไม่มีสิ่งใดใดที่ล่วงพ้นการตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปได้เลย พระองค์ทรงรู้ทรงเห็นทรงทราบยิ่ง ก็เหตุใดเล่า "ท้าวสักกะ จึงมีความปราถนาอยากจะทำเช่นนั้น ด้วยเหตุใดเล่าจึงต้องบันลือสีหนาถดังนั้น ก็เพราะเป็นไปด้วยเหตุ ไม่ว่าจะเกิดจากกุศลกรรมหรืออกุศลกรรม ไม่ว่าสร้างขึ้นจะใหม่หรือเก่าก็ตาม ที่ทำให้เกิดเหตุผลดังนั้น ก็ล้วนแต่เป็นพลวปัจจัย ให้เกิดขึ้นซึ่งปริศนาธรรมทั้งหลายเหล่านี้ หากท้าวสักกะมีความปราถนาไปหลอกพระสารีบุตรบ้าง พระมหาโมคคัลลานะบ้าง หรือแม้แต่พระพุทธองค์บ้าง เรียกว่าลองของ ท่านว่าปริศนาธรรมนี้ จะปุจฉาและวิสัชนากันเช่นไรต่อไป ท่านผู้เจริญหากท่านเป็นผู้คงแก่เรียน ท่านเองก็คงทราบว่า ยังมีอีกมากมายนักที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบ แต่ไม่ทรงนำมาเปิดเผย ด้วยไม่เป็นไปด้วยการสำเร็จมรรคผลนิพพานโดยตรง ท่านจึงทรงชี้ทางให้ หากท่านมีความปราถนา และหวังจะไปให้ถึง ก็จงออกเดินทางเถิด อย่ามัวแวะขุดเจาะหาเส้นทางอื่นอีกเลย ส่วนเราเองเล็งเห็นว่ามีทางเดินอยู่ ครั้นเมื่อเรารู้แล้วว่าทางนี้สะดวก ทางนี้ควร ก็พิจารณาตนเองว่าจะมีเรี่ยวแรงกำลังก้าวเดินไปอย่างไรอยู่ ขออนุโมทนาบุญฯ
    <!-- / sig -->
     
  10. มหาวัฎร

    มหาวัฎร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    120
    ค่าพลัง:
    +150
    ทรงทราบ ทรงเปิดเผย แต่ไม่ทรงติด ซึ่งโลกธรรม

    ภิกษุ ท.! โลกธรรม มีอยู่ในโลก. ตถาคต ย่อมตรัสรู้ ย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งโลกธรรมนั้น; ครั้นตรัสรู้แล้ว รู้พร้อมเฉพาะแล้ว ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้งขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ.

    ภิกษุ ท.! ก็อะไรเล่า เป็นโลกธรรมในโลก?

    ภิกษุ ท.! รูป เป็นโลกธรรมในโลก. ตถาคต ย่อมตรัสรู้ ย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งรูปอันเป็นโลกธรรมนั้น; ครั้นตรัสรู้แล้ว รู้พร้อมเฉพาะแล้วย่อ...มบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้งขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ.

    ภิกษุ ท.! บุคคลบางคน แม้เราตถาคตบอก แสดง บัญญัติ ตั้งขึ้นไว้เปิดเผย จำแนกแจกแจง ทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ อยู่อย่างนี้ เขาก็ยังไม่รู้ไม่เห็น. ภิกษุ ท.! กะบุคคลที่เป็นพาล เป็นปุถุชน คนมืด คนไม่มีจักษุคนไม่รู้ไม่เห็น เช่นนี้ เราจะกระทำอะไรกะเขาได้.

    (ในกรณีแห่ง เวทนา, สัญญา, สังขาร และวิญญาณ ก็ได้ตรัสไว้ด้วยถ้อยคำที่มีหลักเกณฑ์ในการตรัส อย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งรูปที่กล่าวแล้วนั้นทุกประการ)

    ภิกษุ ท.! เปรียบเหมือน ดอกอุบล หรือดอกปทุม หรือดอกบัวบุณฑริกก็ดี เกิดแล้วเจริญแล้วในน้ำ พ้นจากน้ำแล้วดำรงอยู่ได้โดยไม่เปื้อนน้ำ, ฉันใด; ภิกษุ ท.! ตถาคตก็ฉันนั้นเหมือนกัน เกิดแล้วเจริญแล้ว ในโลกครอบงำโลกแล้วอยู่อย่างไม่แปดเปื้อนด้วยโลก.


    บาลี ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๗๐/๒๔๐. ตรัสแก่ภิกษุ ท
     
  11. cleaner

    cleaner เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    149
    ค่าพลัง:
    +394

แชร์หน้านี้

Loading...