สัพเพเหระ

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย phanbuaphet, 4 ธันวาคม 2011.

  1. phanbuaphet

    phanbuaphet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    1,892
    ค่าพลัง:
    +2,177
  2. phanbuaphet

    phanbuaphet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    1,892
    ค่าพลัง:
    +2,177
  3. phanbuaphet

    phanbuaphet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    1,892
    ค่าพลัง:
    +2,177
    " จบที่ใจ " ควรปล่อยวางใจ และมีสติอยู่กับตนเอง รู้ความรู้สึกตนเอง พอรู้แล้วก็ให้ทิ้ง
    (ไม่ว่าไม่ดีหรือดี) ให้รู้ตัว มีสติ อย่าไปยึดถือสิ่งที่มากระทบ<WBR>ใจ ให้ปล่อยวาง

    [​IMG]

    https://www.facebook.com/Trader-Hunter-พบธรรม-492287657495171/?fref=photo
     
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,667
    กระทู้เรื่องเด่น:
    164
    ค่าพลัง:
    +27,049
    เปลี่ยนLogoซะแล้ว แสดงว่าเข้ามาทางธรรมมากขึ้น :cool::cool:

    ถ้ามีLike 100ครั้งก็จะกดให้100ครั้งสาธุๆๆ ขอกอปไปนะคะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 12 มกราคม 2016
  5. phanbuaphet

    phanbuaphet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    1,892
    ค่าพลัง:
    +2,177
    เปนจิงดั่งที่พี่ต้อยเขียน อิฉันเริ่มเบื่อๆทางโลก อยากหาที่สงบๆมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน... โลโก้ที่เห็นนี้งามมากจนต้องนำมาเปลี่ยนให้ดูดีขึ้น และให้เข้ากะสถานะการณ์ในตอนนี้ อิอิ...
    ขอบคุณพี่ต้อยค่ะที่แวะมาเยี่ยม

    ปล. ขอบคุณอีกครั้งสำหรับ 100 ไลค์ค่ะ (ถ้ามี) (f)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 12 มกราคม 2016
  6. phanbuaphet

    phanbuaphet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    1,892
    ค่าพลัง:
    +2,177
    [MUSIC]http://palungjit.org/attachments/a.3588812/[/MUSIC]

    [​IMG]
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 12 มกราคม 2016
  7. phanbuaphet

    phanbuaphet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    1,892
    ค่าพลัง:
    +2,177
    เก็บใว้อ่าน...

    [​IMG]
    หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี


    ลูกถีบหลวงพ่อชา
    : อย่าฝากหัวใจไว้กับคนอื่น

    พระอาจารย์ฟิลลิป ญาณธมฺโม
    วัดป่ารัตนวัน อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา


    อาตมาอาจจะเป็นพระองค์เดียวในวงลูกศิษย์หลวงพ่อชา
    “ที่โดนท่านถีบ” แต่ว่าซาบซึ้งที่ท่านถีบอาตมา
    และเพราะความซาบซึ้งนั้นจะมาเล่าให้ญาติโยมฟัง

    คือตอนนั้นอาตมาบวชใหม่ๆ พรรษาแรกอยู่ที่วัดหนองป่าพง
    ปีนั้นพระเณร ๗๐ กว่ารูป พระเยอะ ญาติโยมเข้าวัดกันมาก
    วันนั้นได้ไปบิณฑบาต ตอนกลับจากบิณฑบาตมีพระองค์หนึ่งมาคุยด้วย
    และพระองค์นั้นก็เพิ่งบวชใหม่เหมือนกัน ทั้งสององค์ต่างยังมีนิสัยแบบฆารวาส
    และพระองค์นั้นก็ได้ไปตำหนิติเตียนพระที่อยู่ในวัดที่ไม่ถูกใจ

    อาตมาฟังแล้วคิดในใจว่า บวชเป็นพระทำไมมาจับผิดกัน
    ทำไมท่านตำหนิพระองค์นั้นองค์นี้ ก็เลยเดินหนีไม่อยากคุยด้วย
    แต่ไม่ได้เดินหนีอย่างเดียว เดินหนีตำหนิท่านในใจ ยังคิดเรื่องท่าน

    พอดีเดินเข้ามาในวัด เดินก้มหน้าคิดถึงเรื่องพระองค์นี้องค์นั้นอยู่
    ได้ยินเสียงหลวงพ่อชาพูดขึ้นมาว่า “กูดมอนิ่ง”

    ก็มองขึ้นไป เห็นหลวงพ่อชาก็อยู่ใกล้ๆ ท่านยิ้มใส่เรา
    พูดภาษาอังกฤษ “กูดมอนิ่ง” แปลว่า สวัสดีตอนเช้า

    เราก็ดีใจ ไม่เคยได้ยินหลวงพ่อพูดเป็นภาษาอังกฤษ
    ก็เลยยกมือไหว้ท่านและตอบท่านว่า “กูดมอนิ่ง หลวงพ่อ”

    หลวงพ่อชาท่านพูดภาษาอังกฤษได้ ๒ คำ “กูดมอนิ่ง” สวัสดีตอนเช้า
    กับ “ดู ยู ว้อน อะคัพ ออฟ ที” แปลว่า คุณต้องการน้ำชาไหม
    เพราะหลวงพ่อท่านเคยไปประเทศอังกฤษ
    ชาวอังกฤษเขากินน้ำชากันทั้งวันทั้งคืน
    และเขาจะถามตลอดเวลา “ดู ยู ว้อน อะคัพ ออฟ ที”

    หลวงพ่อเลยท่องไว้จำไว้ เพราะท่านว่ามันจำง่ายดี
    เพราะว่าเหมือนพระสวดให้พร ยถาวริวะหา อุปปะกัปปาติ
    แต่ท่านไม่ได้ถามอาตมา “ดู ยู ว้อน อะคัพ ออฟ ที”

    เรายกมือไหว้ท่านรู้สึกดีใจ อารมณ์เปลี่ยน ฉันเสร็จก็กลับกุฏิ
    เดินจงกรมนั่งสมาธิถึงหกโมงเย็น ก็คิดว่าเดี๋ยวจะไปกุฏิหลวงพ่อชา

    ถ้าใครเคยไปวัดหนองป่าพง จะเห็นกุฏิเก่าของท่านข้างๆ โบสถ์
    ซึ่งหลวงพ่อมักจะนั่งบนเก้าอี้หวาย อาตมาเข้าไปก็กราบท่าน
    ขอนวดเท้าเพราะเราเคยฝึกนวดเท้า บางครั้งท่านจะให้เราไปนวด

    วันนั้นพระเณรเยอะ ประมาณทุ่มหนึ่งเขาตีระฆัง
    ท่านก็ไล่พระเณรขึ้นโบสถ์หมด พระเณรประมาณ ๗๐ รูป

    ท่านบอกว่า ท่านญาณอยู่นี่ ก็นั่งสองต่อสองกับท่าน ก็จับเท้าท่านไว้
    ท่านก็ไม่ได้พูดท่านนั่งหลับตาภาวนา เราก็นวดเท้าท่าน อากาศเย็นสบายช่วงฤดูหนาว

    พระ ๗๐ รูปเริ่มสวดมนต์ทำวัตรเย็น เราฟังพระสวดมนต์ ๗๐ รูป
    เหมือนเทวดา เหมือนเทพกำลังจะโปรดเรา เราก็นั่งคิด
    เรากำลังนั่งกับพระอรหันต์ กำลังสร้างบุญกุศล ถวายการนวดแก่พระอรหันต์อยู่
    เทวดากำลังสวดอนุโมทนาด้วย จิตใจขึ้นสวรรค์เลย พอดีจิตใจขึ้นสวรรค์

    หลวงพ่อใช้เท้าถีบหน้าอกอาตมาจนหงายหลัง
    หัวกระแทกพื้น เราก็ช็อกอยู่ งงเลย...!!!

    หลวงพ่อชี้หน้า นั่นตอนเช้าพระองค์หนึ่งพูดไม่ถูกใจเรา เราก็เสียใจ
    อีกองค์หนึ่งพูดแค่ “กูดมอนิ่ง” ดีใจทั้งวัน อย่าไปดีใจ เสียใจกับคำพูดคนอื่น
    อย่าไปฝากหัวใจไว้กับคนอื่น ต้องฝากหัวใจไว้กับพระธรรม

    ทีนี้ท่านก็เทศน์กัณฑ์ใหญ่ เราก็ยกมือไหว้ท่าน น้ำตาไหล
    เพราะอะไร ซาบซึ้งในเมตตากรุณาของท่าน ท่านก็คงเห็นเราตอนเช้า
    ว่าพระองค์นี้ตกนรก จิตเป็นทุกข์ เพราะคำพูดคนอื่น

    ท่านก็เลยพูดแค่ “กูดมอนิ่ง” ให้ดึงเราขึ้นจากนรก
    และตอนเย็นท่านก็ปล่อยให้เรานวดเท้าท่านให้ขึ้นสวรรค์
    ขึ้นสวรรค์แล้ว ต้องถีบลงมาถึงแผ่นดิน
    เพราะเทวดาสอนธรรมไม่ได้ ต้องมนุษย์ เพื่อให้จดจำไว้

    “อย่าฝากหัวใจไว้กับคำพูดของผู้อื่น เพราะเราจะผิดหวัง
    ต้องฝากหัวใจไว้กับพระธรรม ก็เลยได้จดจำคำพูดหลวงพ่อ...”

    [​IMG]
    พระอาจารย์ฟิลลิป ญาณธมฺโม วัดป่ารัตนวัน จ.นครราชสีมา
     
  8. phanbuaphet

    phanbuaphet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    1,892
    ค่าพลัง:
    +2,177
    เก็บใว้อ่าน...

    [​IMG]

    ญาติโยมถาม

    “ทำอย่างไรจึงจะหายกลัวผี ขนาดนั่งสวดมนต์ในห้องพระ ยังกลัวผีเลยครับ ขอบคุณครับ”


    :b39: ท่านพระอาจารย์ฟิลลิป ญาณธมฺโม ตอบ

    “...ครั้งหนึ่งอาตมารับนิมนต์มาฉันที่กรุงเทพฯ มาที่บ้านโยม โยมเขาได้ชวนญาติโยมมาร่วมถวายอาหาร และได้ชวนหมอที่โรงพยาบาลศิริราชมาร่วมด้วย แต่คุณหมอคนหนึ่งมาไม่ทัน ถวายอาหารเสร็จพระก็ฉันอาหารเรียบร้อยแล้ว คุณหมอคนนี้ได้เข้ามาขอโทษ ขออภัยที่มาสาย คุณหมอเล่าให้ฟังว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลศิริราช คือ ตอนเย็นคืนก่อน เพื่อนของเขาเป็นหมอมาทำงานที่โรงพยาบาล เขาอยู่เวรที่ทำงานตอนกลางคืนประมาณตี ๒ เขาอยู่บนตึกชั้น ๔ ตึกไหนเราไม่ทราบ เขาจะลงไปชั้น ๑ เขาก็เข้าไปในลิฟท์ ลิฟท์ลงไปถึงชั้นที่ ๓ แล้วหยุด ประตูเปิด นางพยาบาลคนหนึ่งก็เดินเข้ามาในลิฟท์ด้วย คุณหมอก็กดปุ่มปิดประตู แล้วลิฟท์ก็ลงมาถึงชั้นที่ ๒ พอประตูเปิด ก็มีคนไข้เป็นผู้หญิงยืนทำท่าจะเข้าไปในลิฟท์ พอคุณหมอเห็นคนไข้คนนั้น เขาก็รีบกดปุ่มปิดประตู ประตูก็ปิด คนไข้คนนั้นก็เข้ามาในลิฟท์ไม่ได้

    นางพยาบาลก็ถามคุณหมอว่า อ้าว คุณหมอปิดประตูทำไม คนไข้อยากจะเข้ามาในลิฟท์ คุณหมอก็บอกว่าคนนั้นเป็นคนไข้ของเรา เขาเพิ่งตายเมื่อคืนนี้ คุณหมอพูดไปตัวก็สั่นไปด้วย นางพยาบาลบอกว่าคุณหมอเข้าใจผิดกระมัง เห็นเขายืนที่นั่นก็ปกติธรรมดา คุณหมอบอกว่าผมยืนยันได้ว่าเขาเป็นคนไข้ของผม เขาตายแล้ว ตอนเย็นเพิ่งส่งลงไปที่เก็บศพชั้นล่าง นางพยาบาลก็ค้านว่าไม่ใช่หรอก คุณหมอเลยถามว่า คุณไม่เห็นหรือว่าที่ข้อมือเขามีติด “แถบพลาสติกสีแดง” และมีชื่อของเขา ถ้าคนตายในโรงพยาบาลเขาจะติดสีแดงเอาไว้สำหรับเป็นศพแล้ว ตายแล้ว คุณเห็นไหม เขามีข้อมือเป็นแถบพลาสติกสีแดงติดข้อมือเขา

    นางพยาบาลยืนนิ่งสักพักหนึ่ง เสร็จแล้วก็ยกแขนขึ้นมา แล้วถามว่า อันนี้หมายความว่าเราตายแล้วเหมือนกันหรือ เธอก็มีข้อมือสีแดงเหมือนกัน หมอหันมาเห็นเลยสลบอยู่ในลิฟท์เลย หมอที่เล่าให้ฟัง เขาไปเจอเพื่อนสลบในลิฟท์ และพาไปห้องไอ ซี ยู พอเขาฟื้นขึ้นมา เขาเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง

    แต่ที่แปลกเหมือนกันว่าคุณหมอที่เล่าเหตุการณ์ให้ฟัง เขาไปสอบสวนว่าจริงหรือไม่ ปรากฏว่ามีคนไข้เป็นผู้หญิงตายวันนั้น และตายในช่วงเข้าเวรของเขา

    เมื่อลงไปดูในที่เก็บศพก็มี ที่แปลกนะเขาลงไปที่เก็บศพ มีนางพยาบาลคนหนึ่งทำงานที่ศิริราช เขากำลังจะนั่งรถเครื่องมาทำงานตอนกลางคืน ถูกรถชนตาย และก็เอาศพไว้ที่เก็บศพข้างล่าง ศพของผู้หญิงและนางพยาบาลก็นอนคู่กันอยู่ที่เก็บศพข้างล่าง

    ก็น่าคิดเหมือนกัน เวลาโยมจะกลับ จะเข้าไปในลิฟท์ให้เช็คข้อมือทุกคนด้วยนะ ! อาจไม่แน่ก็ได้ อาตมามีเรื่องผีเยอะอยู่ แต่ที่ว่าความกลัว มันก็มีทั้งความกลัวผีหรือกลัวสิ่งที่เราไม่รู้ อันนั้นก็เป็นสัญชาตญาณของสัตว์ทุกประเภท คือรักชีวิตของตนและกลัวอันตราย ความกลัวนั้นมีแต่พระอรหันต์ที่ไม่มีความกลัว ถ้าคนไหนบอกว่าไม่มีความกลัว ถือเป็นการประกาศว่าเป็นพระอรหันต์แล้ว

    ในพระสูตรสมัยก่อน ถ้าพระรูปใดบอกว่าพ้นจากความกลัวแล้วหมายถึงว่าท่านประกาศตัวเป็นพระอรหันต์แล้ว พระอนาคามีก็ยังมีอยู่อย่างละนิดอย่างละหน่อย เป็นพระอรหันต์นี่จะไม่มีความกลัว ทีนี้เมื่อเรารู้ว่าความกลัวนั้นมีอยู่ เราต้องพิจารณาความกลัว ความกลัวคืออะไร เป็นความกลัวในสิ่งเราไม่รู้

    โยมบอกว่ากลัวผี เคยเห็นผีไหม ไม่เคยเห็นผี เคยได้ยินผีไหม บางคนบอกไม่เคยได้เห็นไม่เคยได้ยิน ไม่รู้มีจริงหรือไม่ แต่กลัว ความกลัวนี้ก็เลยเป็นความกลัวจากความไม่รู้ ว่าเราไม่รู้ว่ามีหรือไม่ ถ้าหากเราไม่รู้ว่ามีหรือไม่มี ก็คิดไปเสียก่อนเนาะ ให้คิดว่าไม่มีมากกว่ามีดีกว่า เพราะถ้าคิดว่ามีก็ต้องเกิดกลัว ถ้าคิดว่าไม่มีก็จะเกิดประโยชน์ที่จะระงับความกลัว เหมือนกับที่อาตมาเปรียบการมองจากหน้าต่างเครื่องบิน เรามองได้สองแง่ใช่ไหม มองในแง่ดี หรือแง่ลบ

    (ขอแทรกเรื่องนี้ที่ท่านพระอาจารย์ฟิลลิปเล่าไว้ “...อาตมานั่งบนเครื่องบินที่กำลังจะลงที่ดอนเมืองเห็นเขาติดไฟตามวัดก็ดูสวยงามมาก เมื่อเราเห็นภาพแบบนั้นเราก็ดีใจที่ได้กลับมาเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ อาตมาถือว่าเรามีโอกาสของคนมีบุญ ได้พบครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เช่นหลวงพ่อชา พระโพธิญาณเถร และครูบาอาจารย์อีกหลายองค์ เราก็เกิดปีติสุข กำลังจะกลับดินแดนของพุทธ รู้สึกว่าสบาย เมื่อกำลังมองหน้าต่างด้วยความสบายใจ ก็ได้ยินเสียงของชาวต่างชาติอีก ๒ คน เขานั่งเก้าอี้ข้างหน้าเรา และเขากำลังมองหน้าต่างอันเดียวกัน เห็นภาพเมืองกรุงเทพอันเดียวกัน และเขาก็พูดออกมาเสียงดังให้พระอาจารย์ได้ยินด้วย เขาคุยกัน ๒ คนบอกว่าถึงกรุงเทพแล้ว ถึงเมืองบาปแล้ว sin city ! แล้วเขาพูดว่าจะเที่ยวพัฒพงษ์ให้สนุก อาตมาสะดุ้ง เราสะดุ้งที่เขามองคนละอย่าง ตรงกันข้ามกับเรา ทำให้เรามีความรู้สึกอยู่เหมือนกันว่าทั้ง ๒ คนนี้กำลังจะมองภาพอันเดียวกัน จากหน้าต่างอันเดียวกัน ประเทศเดียวกัน เมืองเดียวกัน แต่มองหาคนละจุด คนละมุมกับเรา เราไปที่ไหนในโลกนี้แล้วมองหาสิ่งดีก็ได้ หรือสิ่งไม่ดีก็ได้ แล้วแต่เราแสวงหาอะไรอยู่...”)

    เราเข้าห้องพระเรามองในแง่ว่ามีผีหรือไม่มีผี ก็แล้วแต่เรามอง ถ้าในแง่ว่าอาจมีวิญญาณ อาจมีสิ่งที่เราไม่รู้ ก็จะทำให้เกิดความกลัว เกิดอกุศล เกิดความไม่สบายใจ แต่ถ้าหากเราเปลี่ยนความคิดให้มองว่าเรามองไม่เห็นไม่รู้ว่ามีก็ต้องว่าไม่มีไว้ก่อน แต่ในประการหนึ่งความกลัวจะระงับโดยเมตตา โดยการเจริญเมตตาธรรม

    ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าบอกว่ามีวิญญาณ ที่เรียกแบบภาษาชาวบ้าน วิญญาณหรือผีมีอยู่ มีอยู่แต่ก่อนอาตมาเองก็ไม่เชื่อ เราก็จบทางวิทยาศาสตร์ เราก็ต้องคิดว่าต้องเป็นสิ่งที่เราพิสูจน์ดูด้วยตาเนื้อได้ แต่เมื่อเราประพฤติปฏิบัติธรรม เดี๋ยวนี้เปลี่ยนความรู้สึก ยอมรับว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสในเรื่องนี้เป็นความจริง แต่เราก็มองว่าในแง่ว่าการเกิดในภพที่เป็นวิญญาณหรือเป็นผีนั้นเป็นภพภูมิต่ำกว่ามนุษย์ โดยมีมนุษย์ เปรต และผี และสัตว์เดรัจฉาน สัตว์เดรัจฉานยังต่ำกว่าพวกผี

    บ้านเราเลี้ยงสุนัขไหม ทำไมไม่กลัวมัน มันต่ำกว่าผี จิตใจต่ำกว่า แต่เราไม่กลัวมัน เห็นมันน่ารัก น่าเอ็นดู น่าสงสาร เราเลี่ยงแมวก็มี เลี้ยงนกก็มี เราก็เลยมองว่าวิญญาณที่อาจมีในบริเวณนั้นเหมือนสัตว์ประเภทหนึ่งจากภพหนึ่ง ที่ต้องการความอบอุ่นและความเมตตาจากเรา ผู้ปฏิบัติธรรมมองเขาเหล่านั้นเหมือนสุนัขที่วิ่งเข้าในบ้านเรา เราก็สงสารมัน เราก็ไม่ต้องกลัวมัน ความกลัวมันหายไป เพราะเรามีจิตใจรู้ว่านี่เป็นประเภทสัตว์ที่ต้องการความอบอุ่น ต้องการเมตตา ต้องการความช่วยเหลือ ความกลัวมันก็หายไป

    นี่แหละเป็นวิถีทางที่จะแก้ความกลัวสิ่งเหล่านี้ และอีกวิธีหนึ่งคืออุทิศบุญกุศล สมมุติว่าเราอยู่ในที่มืดก็ทำให้รู้สึกตกใจ ให้เราอุทิศบุญกุศลความดีทั้งหลายทั้งปวงที่เราทำในอดีตก็ดีหรือในปัจจุบันชาติก็ดี ขอให้อุทิศบุญนี้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง สัตว์ที่เห็นอยู่ก็ดีและสัตว์ที่ไม่เห็นอยู่ก็ดี มนุษย์ทั้งหลายขอให้ได้รับส่วนบุญกุศลนี้ เป็นพลวปัจจัยให้พ้นจากทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง นี่ก็เป็นการสงเคราะห์เขา เป็นการช่วยเหลือเขา ถ้าเขารับทราบได้ และเขาจะดีใจได้รับส่วนบุญกุศล เขาจะไม่รบกวนเรา กลายเป็นเพื่อนของเขา...”


    http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=7&t=46003
     
  9. phanbuaphet

    phanbuaphet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    1,892
    ค่าพลัง:
    +2,177
    สารคีธรรม-ธรรมบรรยายรุ่งอรุณแห่งความเป็นจริง 2 สติ พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส พุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้ว

    https://www.youtube.com/watch?v=YdnEF88tlQA#t=294
     
  10. phanbuaphet

    phanbuaphet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    1,892
    ค่าพลัง:
    +2,177
  11. phanbuaphet

    phanbuaphet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    1,892
    ค่าพลัง:
    +2,177
  12. phanbuaphet

    phanbuaphet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    1,892
    ค่าพลัง:
    +2,177
  13. phanbuaphet

    phanbuaphet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    1,892
    ค่าพลัง:
    +2,177
  14. phanbuaphet

    phanbuaphet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    1,892
    ค่าพลัง:
    +2,177
    [​IMG]

    ผู้ปฏิบัติพึงใช้อุบายปัญญาฟังธรรมเทศนาทุกเมื่อ ถึงจะอยู่คนเดียวก็ตาม คืออาศัยการสำเหนียก กำหนดพิจารณาธรรมอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน ความเสื่อม ความเจริญ ทั้งภายนอกภายในก็มีธรรมชาติอันมีอยู่ โดยธรรมดาเขาแสดงความจริง คือความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ให้ปรากฏอยู่ทุกเมื่อ เมื่อผู้ปฏิบัติมาพินิจพิจารณาด้วยสติปัญญา โดยอุบายนี้อยู่เสมอแล้ว ชื่อว่าได้ฟังธรรมอยู่ทุกเมื่อ ทั้งกลางวันและกลางคืนแล

    หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต


    https://www.facebook.com/Trader-Hunter-พบธรรม-492287657495171/?fref=photo
     
  15. phanbuaphet

    phanbuaphet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    1,892
    ค่าพลัง:
    +2,177
    การ์ตูน แนวทางการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา ตอนที่ 4/4
    จากพระธรรมเทศนาของ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช...

    https://www.youtube.com/watch?v=FpVF0K28ldY#t=439 ตอนที่ 1

    https://www.youtube.com/watch?v=ppodhnmIGSk ตอนที่ 2

    https://www.youtube.com/watch?v=wy7jvgabe-M ตอนที่ 3

    https://www.youtube.com/watch?v=ECgY5FRHIno ตอนที่ 4


    ขอขอบคุณ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช และ คณะผู้จัดทำการ์ตูน แนวทางการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานี้ เพื่อให้พวกเราใด้ศึกษาเพื่อเปนธรรมทานค่ะ
     
  16. phanbuaphet

    phanbuaphet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    1,892
    ค่าพลัง:
    +2,177
  17. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,667
    กระทู้เรื่องเด่น:
    164
    ค่าพลัง:
    +27,049
    ....................................................
    ทุกๆคําสอนก็รวมอยู่สั้นๆที่"จิตและสติ"นั่นเอง สาธุธรรมค่ะ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • Like a lot.jpg
      Like a lot.jpg
      ขนาดไฟล์:
      26 KB
      เปิดดู:
      52
  18. phanbuaphet

    phanbuaphet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    1,892
    ค่าพลัง:
    +2,177
    [​IMG]

    น้อมกราบส่งหลวงพ่อเจ้าค่ะ...
     
  19. phanbuaphet

    phanbuaphet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    1,892
    ค่าพลัง:
    +2,177
    รู้ยัง! กินข้าวเยอะแก่เร็ว แล้วจะกินยังไงไม่ให้แก่ มาดูวิธีการกินข้าวที่ถูกวิธี

    มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ อ.ยามาอิชิ จากมหาวิทยาลัยคุรูเมะ เมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับเรื่อง การปฎิบัติในชีวิตประจำวันให้เราไม่แก่ โดย อ. ได้ค้นพบสารความแก่ ที่เป็นตัวการที่ทำให้เราแก่ก่อนวัย ซึ่งสาเหตุใหญ่นั่นก็มาจากการรับประทานอาหารของเรานั่นเอง และวันนี้เราก็ได้มีคำแนะนำในเรื่องของการรับประทานอาหารที่ถูกวิธี โดยการจัดลำดับการกินอาหาร เพื่อให้ ร่างกายได้รับสารความแก่เข้าไปน้อยที่สุด เพื่อทำให้เราไม่แก่ หรือแก่ช้า เป็นหนุ่มสาวยาวนานขึ้น มาดูกันเลยค่ะว่า ต้องกินข้าวกันยังไง ถึงจะเราให้เราไม่แก่เร็ว

    [​IMG]

    อ.ยามาอิชิ ได้แนะนำว่า ในการรับประทานอาหารนั้น ให้เริ่มจาก

    1. กินผักก่อนเป็นอันดับแรก

    2. ตามด้วยเนื้อสัตว์

    3. และสุดท้าย ถึงค่อยกินข้าวตาม หลังสุด

    ที่แนะนำเช่นนี้ ก็มีเหตุผลที่ว่า ข้าว เมื่อเรารับประทานเข้าไปแล้ว โปรตีนของข้าวจะสามารถเปลี่ยนไปเป็นน้ำตาลได้อย่างรวดเร็วในร่างกาย และหากเรากินข้าวก่อนเป็นอันดับแรก กว่าจะกินอิ่ม ก็คงจะกินข้าวเข้าไปมากแล้ว แต่หากเปลี่ยนลำดับการกิน มากินผักและเนื้อก่อน ร่างกายจะค่อยๆอิ่ม และปรับให้เรากินข้าวได้น้อยลงไปเอง

    โดยเจ้าสารที่สามารถสร้างความแก่ให้กับร่างกายเรานั้น ก็คือเมื่อเรารับประทานข้าวเข้าไป (ซึ่งก็คือโปรตีน ) เมื่อโปรตีน + น้ำตาล ที่เรารับประทานเข้าไป แต่เมื่อน้ำตาลมีปริมาณที่มากเกินความต้องการของร่างกาย มันจะไปทำปฎิกิริยากับโปรตีนในร่างกาย ก็คือการเปลี่ยนสภาพให้เกิดสาร AGE หรือสารที่ทำให้เราแก่นั่นเอง

    และสำหรับอาหารที่กินเข้าไปแล้ว มีสาร AGE ที่ทำให้เราแก่เรา ก็ได้แก่อาหารจำพวก ที่มีสีน้ำตาล ก็คืออาหารที่ผ่านการทอด หรือผัดมาแล้ว เช่น ข้าวผัด อาหารชุบแป้งทอด และจากผลการทดลองได้มีการวิจัยปริมาณอาหารที่มี AGE หรือสารความแก่ออกมาเป็นปริมาณอีกด้วย ตัวอย่างอาหารที่มีสารทำให้แก่ เช่น ทาโกยากิ มีสารความแก่ 9,000 , พิซซ่า 19,676 , คาโบนาร่า 27,033

    [​IMG]

    ติดตามเรื่องราวเต็มๆได้ในรายการ ดูให้รู้ : สารความแก่ เอาออกได้

    https://www.youtube.com/watch?v=lSU3ymBxvAE#t=885



    รายงานโดย Health Mthai Team

    ขอบคุณที่มาจาก รายการ ดูให้รู้
     
  20. phanbuaphet

    phanbuaphet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    1,892
    ค่าพลัง:
    +2,177
    นอนไม่หลับ ผักบุ้ง ช่วยได้นะ กินผักบุ้งแล้วดียังไงอีกบ้าง มาดูเลย!

    [​IMG]

    รักษาอาการนอนไม่หลับ ผักบุ้งนั้นอุดมด้วยสารเซเลเนียม และสังกะสีที่มีสรรพคุณช่วยผ่อนคลายประสาท ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น และนอนหลับได้ในที่สุด

    บำรุงเลือด ธาตุเหล็ก ถือเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญต่อระบบโลหิต เพราะฮีโมโกลบินที่อยู่ในเลือดนั้นต้องได้รับธาตุเหล็กอย่างเพียงพอ ฉะนั้นก็อาจจะทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง และการรับประทานผักบุ้งก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะได้รับธาตุเหล็กอย่างเพียงพอ

    บำรุงตับ ผักบุ้ง ช่วยบำรุงตับได้เพราะผักบุ้งมีสารอาหารมากมายที่ช่วยในการล้างพิษและสารต้านอนุมูลอิสระที่ป้องกันเซลล์ไม่ให้ถูกทำลาย

    ลดน้ำตาลในเลือด สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะว่าผักบุ้งสามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือดและลดการดูดซึมของกลูโคสของร่างกายได้ ไม่เพียงเท่านั้นสตรีตั้งครรภ์ ผักบุ้งยังเข้าไปเสริมสร้างความต้านทานกลูโคสในร่างกาย และช่วยรักษาโรคเบาหวานได้

    แก้ท้องผูก ผักบุ้งสามารถแก้อาการท้องผูกได้ เพราะไฟเบอร์ในผักบุ้งนี้จะเข้าไปช่วยทำให้ระบบการขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนี้ผักบุ้งยังมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ อีกด้วย

    ช่วยลดน้ำหนัก ผักใบเขียวเป็นอาหารลดน้ำหนักที่ได้ผลดี ผักบุ้งก็เป็นหนึ่งในนั้น ด้วยปริมาณไฟเบอร์ที่สูง และปริมาณแคลอรีที่ต่ำ ทำให้เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะทำให้อิ่มง่าย และอิ่มนานขึ้น หมดปัญหาการรับประทานอาหารมากเกินไป หรือหิวบ่อยระหว่างวัน

    ลดคอเลสเตอรอล ผักบุ้งยังมีส่วนสำคัญในการลดลงของคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในร่างกายได้ ซึ่งส่งผลดีต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจอีกด้วย

    ป้องกันโรคหัวใจ ผักบุ้งมีวิตามินเอ และวิตามินซี ตลอดสารเบต้า-แคโรทีน มีเป็นสารทีมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ อีกทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้คอเลสเตอรอลรวมตัวกับออกซิเจน ไปเกาะอยู่ตามหลอดเลือด ทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือด จนเกิดหัวใจวาย หรือโรคหลอดเลือดในที่สุด

    นอกจากนี้ โฟเลตในผักบุ้งก็ยังช่วยทำให้โฮโมซีสเตอีน กรดอะมิโนที่เป็นต้นเหตุของโรคหัวใจลดลงได้ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ขณะที่แมกนีเซียมในผักบุ้งเองก็ยังลดความดันโลหิตได้ ถือเป็นการป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้อีกทางหนึ่ง

    ต้านมะเร็ง ผักบุ้งเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระมากถึง 13 ชนิด จึงทำให้เป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่สามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ โดยเฉพาะโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง มะเร็งช่องท้อง รวมทั้งมะเร็งผิวหนังและมะเร็งเต้านม เพราะสารต้านอนุมูลอิสระจะเข้าไปป้องกันไม่ให้เซลล์ในร่างกายถูกทำลาย

    ที่มาบทความจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
     

แชร์หน้านี้

Loading...