1. ต้องตรา

    ต้องตรา เก๊ แท้ คือ ความว่างเปล่า

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กันยายน 2016
    โพสต์:
    311
    ค่าพลัง:
    +67
    ตอนการถ่ายรูป
    หลายครั้งหลายคราว เวลาผมเปิดดูรูปที่เขาส่งมาถาม บางครั้งก้อเจอภาพใหญ่ ลดภาพก้อไม่ได้ บางทีแสงจ้าเกินไปก้อมี ทำให้ดูยาก วิธีการง่าย ๆ ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายก้อได้ ถ่ายแบบมาโคร ก้อน่าจะเพียงพอแล้ว ไม่ต้องกลัวว่าภาพจะเล็ก ดูไม่ได้ เขาสามารถขยายดูได้ การถ่ายไม่ควรใช้แฟลต์ จะได้ภาพออกมาเป็นธรรมชาติ ดูก้อง่าย จะซูม จะขยายก้อได้ ซึ่งโดยปกติ คนดูพระ มักนิยมกล้องที่มีกำลังขยายเพียง 10 เท่า เท่านั้น ก่อนจะส่ง พยายามเช็ครูปของตนก่อน ว่ามีความคมชัดไหม ขยายได้ไหม ถ้าไม่ชัดให้ถ่ายใหม่ แล้วค่อยส่งมาถาม ถ้าไม่อยากให้เขาตอบว่า ไม่ชอบ ไม่ใช่ ...
     
  2. ต้องตรา

    ต้องตรา เก๊ แท้ คือ ความว่างเปล่า

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กันยายน 2016
    โพสต์:
    311
    ค่าพลัง:
    +67
    ตอนรำลึกประวัติ
    ไม่มีอดีต ย่อมไม่มีปัจจุบัน และยังไม่รู้อนาคต พระเครื่อง มาจากไหน ใครรู้มั่ง เป็นคำถามที่ยากแก่การตอบนัก
    อาจกล่าวได้ ศาสนาพุทธ สอนด้วยปัญญา แต่วิธีนำพา มักใช้แนวทาง ศาสนาพราหมณ์ แต่เดิมในสมัยโบราณ นักรบ นิยมสักเลขยันต์คาถา ตามตัว มีการครอบครู มีข้อห้ามหลายอย่าง เมื่อความเจริญมากขึ้น การถือปฏิบัติกระทำได้ยาก เวลาผิดครู ต้องคอยแก้ และยุ่งยากในการแก้ไข ประกอบกับคนที่สักเลขยันต์ ในสายตาคนทั่วไป ดูไม่ดี สำหรับบางคนก้อกลัวเจ็บ บางคนก้อเป็นผู้หญิง เกจิอาจารย์ก้อทำผ้าประเจียดมั่ง ตะกรุดมั่ง แต่ขั้นตอนการทำยุ่งยาก ทำได้ทีละชิ้นทีอัน ไม่ทันต่อความต้องการ ปัจจุบันจึงไม่ค่อยนิยมสร้าง
    สำหรับพระเครื่อง แต่เดิมสร้างขึ้นเพื่อบูชาพระธรรมคำสั่งสอนของพุทธศาสนา บรรจุตามเจดีย์ เมื่อเจดีย์ล้มมีการบูรณะ ก้อได้พบพระเครื่อง เกจิอาจารย์จึงนำมาเป็นต้นแบบในการสร้าง
    พระเครื่อง ประกอบด้วย ศาสตร์ และศิลป์
    คำว่า ศาสตร์ หมายถึง ความเชื่อด้านไสยศาสตร์ อันประกอบด้วย วัสดุที่นำมาสร้าง วันเวลาสร้าง ปริมาณที่สร้าง สมาธิที่บรรจุและเลขยันต์ที่กำกับ
    คำว่า ศิลป์ หมายถึง ศิลปะในเชิงช่าง ความชัดเจนของลวดลาย ความอ่อนช้อย เทคนิคและเทคโนโลยีการสร้าง รูปลักษณ์ที่ลงตัว
    หากพิจารณาดูดี ๆ น่าจะเป็นช่างทองเป็นผู้ออกแบบพระเครื่อง เพราะมีความละเอียดสูง ต้องใช้กล้องส่องถึงจะเห็นรายละเอียดที่ชัดเจน
     
  3. ต้องตรา

    ต้องตรา เก๊ แท้ คือ ความว่างเปล่า

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กันยายน 2016
    โพสต์:
    311
    ค่าพลัง:
    +67
    ตอนอยากดูเป็น 1
    หากจะเข้ามาศึกษาวิธีดูพระเครื่อง วิธีที่เร็วที่สุดก้อคือ ดูจากของจริงเท่านั้น แล้วเราจะหาของจริงได้จากไหนล่ะ หากจะไปดูของแท้ฟรี ๆ เขาคงไม่ให้ดูกันง่าย ๆ หรอก ดังนั้น คำว่า พระแท้ เอาไว้ก่อน เอาแค่ พระลักษณะดีก่อนมั้ง แค่พระลักษณะดี จะดูอย่างไร
    พระเครื่อง แบ่งเป็นหลายชนิด ตามแต่วัสดุที่จัดทำขึ้น เช่น ดิน ชิน ผง ทองแดง ทองเหลือง ทองผสม ฯลฯ ตามแต่ผู้สร้างจะสรรสร้าง มีทั้งบรรจุกรุ และแจกเลย
    พระกรุ จะดูอย่างไร หากเป็น เนื้อดิน เนื้อผง มักปรากฏคราบกรุเสมอ ให้ดูในซอกลึก ๆ จะพบว่ามีคราบกรุติดอยู่ คราบกรุเป็นอย่างไร คราบกรุคือ สิ่งแปลกปลอมที่แตกต่างจากผิวพระ อันได้แก่ ดินและฝุ่นละออง ที่จับตัวกันติดยึดกับผิวพระ แต่ถ้าเป็นพระที่ทำจากโลหะ อาจมีการล้าง อาจมิปรากฏคราบกรุได้ แต่ก้อดูได้จาก สนิมบ้าง รูพรุนของโลหะบ้าง การแตกลานบ้าง
    พระทำแจก อันนี้ย่อมไม่มีคราบกรุแน่ แต่มักจะพบว่า มีการใช้งานเป็นส่วนใหญ่ เรียกว่า สึก และมักเกิดราขึ้นตามซอกพระ อันเกิดจากเหงื่อไคล ของผู้ใช้ หากเป็นโลหะ การสึก ไม่จำเป็นต้องสึกเสมอกัน ให้ใช้มือลูบดู ว่า ลื่นมือไหม สดุดมือหรือไม่ หากไม่ลื่นและสดุดมือให้ติดเก๊ไว้ก่อน สำหรับเชื้อราที่เกิดขึ้น จะแสดงถึงอายุพระที่สร้าง พระผงอาจพบราสีขาว พระโลหะมักพบสีเขียวอ่อนๆ ส่วนการทำปลอม จะเกิดราอีกชนิดหนึ่ง มักเป็นสีเขียวเข้มเป็นส่วนใหญ่
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 7 พฤศจิกายน 2016
  4. ต้องตรา

    ต้องตรา เก๊ แท้ คือ ความว่างเปล่า

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กันยายน 2016
    โพสต์:
    311
    ค่าพลัง:
    +67
    ตอนอยากดูเป็น 2
    พระเก๊ คือ พระที่สร้างเลียนแบบ และที่สำคัญต้องขายได้ การปลอมพระเครื่องเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ แต่เริ่มต้นจากการที่มีนายทุนบางกลุ่มลงทุนสร้างพระไปให้เกจิดังปลุกเสก เพื่อเก็งกำไร ในช่วงปี 2490 เป็นต้นมา ท่านจะพบว่าวัตถุมงคลบางอย่างที่ทันเกจิองค์นั้น กลับไม่ได้รับการยอมรับจากคนในพื้นที่
    หลายปีที่ผ่านมา เรามักได้ยินผู้รู้สอนเรื่องการดูพระสมเด็จ ว่าให้ดูพิมพ์และตำหนิเป็นสำคัญ ซึ่งคนที่เล่นหาพระมานาน อดที่จะขำไม่ได้ การสอนอย่างนั้น ก้อเป็นการหวังผลเพื่อขายพระเก๊มากกว่า อีกอย่างในปัจจุบัน เทคโนโลยีก้าวหน้า การจะสร้างพระแบบนั้น เป็นเรื่องง่าย ๆ
    หลักการสำคัญที่จะแยกของแท้และของเลียนแบบออกจากกัน ก้อคือ อายุพระนั่นเอง เหมือนกับ อริยะสัจ 4 มีสร้าง มีอายุ มีลานร้าว และหมดสภาพจากพระเครื่อง นั่นเอง ดังนั้น ผู้ที่จะดูพระเป็น ต้องดูเนื้อพระออก คาดคะเนอายุการสร้างได้ แล้วจึงพิจารณา ทรงพิมพ์ และตำหนิภายหลัง
    ดังนั้น การดูพระเครื่อง ให้พิจารณาจากอายุเป็นสำคัญ โดยยึดหลักที่ว่า ของเก๊ ทำหลังปี 2500 หากดูเนื้อหาแล้ว น่าจะสร้างก่อน อันนี้ก้อเป็นพระแท้ แต่เพียงไม่ทราบว่าเกจิท่านใดสร้าง อนึ่ง ของที่ไม่นิยมเล่นหา มักไม่มีการปลอม สามารถนำเรียนรู้เรื่องเนื้อพระ อายุพระ ได้ดีนักแล
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 7 พฤศจิกายน 2016
  5. ต้องตรา

    ต้องตรา เก๊ แท้ คือ ความว่างเปล่า

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กันยายน 2016
    โพสต์:
    311
    ค่าพลัง:
    +67
    ตอนดูอย่างเซียน
    ผมได้เขียน อยากดูเป็นมา 2 ตอนแล้ว คงจะพอดูได้บ้างแล้ว เหลือเพียงดูตามตำหนิของพระองค์นั้น ๆ ซึ่งก้อมีปรากฏอยู่ตามเว็บทั่วไป ๆ อยู่แล้ว คงไม่ต้องมาสอนอีก
    มาดูมาดเซียน ต้องเอามือกอดอก หรือไม่ ก้อเอาไขว้หลัง ยืนมองกวาดสายตาหาพระลักษณะดี พอเจอพระ ก้อยืนพิจารณาอยู่สักครู่ ถ้าใช่ จะจับพระขึ้นส่องตรงจุดตายแว๊บเดียว แล้ววางลง (จุดตาย คือ ตำหนิที่ไม่อาจปลอมได้ของพระพิมพ์นั้น) หากพอใจ ก้อตกลงเช่า หรือมีเงินน้อย ก้อวางไว้ก่อน ให้สังเกตุลักษณะคนที่ดูพระแบบนี้ พอเขาวาง ถ้าเราอยากได้พระองค์นั้น ให้รีบเก็บเลย ของแท้ชัวร์ ง่าย ๆ อนึ่ง แต่ต้องสังเกตุพวกนี้ดี ๆ พวกนี้จะไม่ยอมดูพระง่าย ๆ เหมือนกัน
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 พฤศจิกายน 2016
  6. ต้องตรา

    ต้องตรา เก๊ แท้ คือ ความว่างเปล่า

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กันยายน 2016
    โพสต์:
    311
    ค่าพลัง:
    +67
    เรื่องขำขำ
    เซียน 2 คน เข้าไปดูพระด้วยกัน หลังจากดูเสร็จ ก้อออกมาคุยกัน
    เซียน กล่าวว่า พระทั้งแผงไม่มีแท้สักองค์
    เพื่อนเซียน ก้อถามว่า อ้าว ก้อผมเห็นพี่เช่ามาองค์หนึ่งไม่ใช่หรือ
    เซียน ตอบว่า เออ เช่ามาองค์หนึ่ง
    เพื่อนเซียนถามต่อว่า อ้าวพี่ แล้วไหนพี่ว่าพระไม่แท้งัยล่ะ ไหงเช่ามาได้
    เซียน ตอบว่า เออ ที่เช่ามาจะเอากรอบ พระนะมันไม่แท้ แต่กรอบมันแท้
    เพื่อนเซียนพึมพำ อย่างนี้ก้อมี แล้วมองดูพระแว๊บหนึ่ง พร้อมกล่าวต่อ กรอบเงินลงยานี่เท่าไหร่พี่
    เซียน ตอบว่า 500 เอง ถ้าไปสั่งเขา อย่างน้อย ก้อ 700 แล้วอยากได้พระไหมล่ะ จะยกให้
    เพื่อนเซียน เอาไว้ก่อนเถอะพี่
     
  7. ต้องตรา

    ต้องตรา เก๊ แท้ คือ ความว่างเปล่า

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กันยายน 2016
    โพสต์:
    311
    ค่าพลัง:
    +67
    ตอนแผงพระ
    แผงพระแบ่งได้ 3 ประเภท คือ แผงพระแท้ทั้งหมด แผงพระผสม และแผงพระเก๊
    แผงพระแท้ทั้งหมด เนี่ยจะปล่อยพระแพงหน่อย
    แผงพระผสม จะมีทั้งพระแท้และพระเก๊ปนกัน แผงนี่้จะมีลูกค้าวนเวียนมาก
    แผงพระเก๊ แผงนี้จะมีแต่ของเก๊ และจะรับเช่าคัดพระแท้ส่ง ไม่ค่อยมีลูกค้า
    แผงพระผสมนี่แหละที่น่าสนใจ อย่าลืมว่า ไม่มีใครรู้จักพระทั้งหมด หากพระที่เขารู้จัก เขาก้อจะคัดพระไว้ที่หนึ่ง ขายอีกราคาหนึ่ง หากพระไม่รู้จัก มีคนเล่นน้อยเขาก้อจะวางไว้หน้าแผงนั่นแหละ ใครสนใจเช่าอาจได้ของหลุด แต่ต้องดูเป็น ยิ่งเศรษฐกิจตกต่ำ พระราคามาตรฐานหาคนเช่าได้ยาก ยิ่งอยากขาย จากของแท้ต้องขายเป็นของเก๊ เมื่อรายรับไม่พอกับรายจ่าย ของแท้มักออกมาวนเวียนอยู่ตามแผงพระเรื่อย ๆ ซึ่งช่วงนี้เหมาะสำหรับการสะสมยิ่งนักสำหรับผู้ที่พอจะมีเงิน ถ้าหากเงินน้อยก้อเล่นหาของต่างถิ่น จะได้ในราคาถูกมาก ๆ เพราะพ่อค้าพระ ก้ออยากขายเพื่อให้ได้เงินหมุนเวียนพออยู่ได้ อาศัยเช่ามาถูกก้อขายถูก
     
  8. ต้องตรา

    ต้องตรา เก๊ แท้ คือ ความว่างเปล่า

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กันยายน 2016
    โพสต์:
    311
    ค่าพลัง:
    +67
    ตอนพระกรุ ตระกลูดิน ชิน เงิน
    พงศาดารกรุงรัตนโกสินทร์บันทึกแผ่นดินไหว ใน พ.ศ. ๒๓๘๒ สมัยรัชกาลที่ ๓ ไว้ยาวหน่อยว่า
    “เวลา ๓ ยามเศษแผ่นดินไหว คนตกใจกว่าทุกครั้ง เกิดแผ่นดินไหวเวลา ๘ ทุ่ม คนตื่นตกใจทั่วแผ่นดินไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร ที่อยู่เรือนก็เหมือนจะทลาย ที่อยู่แพก็โอนไปโอนมาเหมือนถูกคลื่น น้ำในแม่น้ำก็เทไปฟากข้างโน้น แล้วเทมาฟากข้างนี้ เปรียบเหมือนคนกรอกน้ำในลำเรือฉันใดก็เหมือนกันเช่นนั้น ต่อรุ่งสว่างขึ้นจึงรู้ว่าแผ่นดินไหว ไหวครั้งนั้นเป็นอัศจรรย์ นักสืบได้ข่าวที่เมืองพม่าก็ไหว แผ่นดินแยกด้วยพร้อมกัน แต่ที่กรุงเทพฯ นี้ไหวไปสิ้นอยู่เพียงบางปะกงฝั่งตะวันตก ฝั่งตะวันออกข้างเมืองพนัสนิคม เมืองชลบุรีไม่ไหว”
    และบันทึกเกี่ยวกับสมเด็จโต ว่าไปเปิดกรุมั่ง เอาเศษพระกำแพงมาผสมกับพระสมเด็จมั่ง มีการบูรณะวัดมั่ง
    การเช่าหาของเก่า ควรพิจารณาให้ดี ๆ นะครับ เพราะน่าจะขึ้นจากกรุไม่น้อยกว่า 100 ปี ขึ้นไปแล้ว
     
  9. ต้องตรา

    ต้องตรา เก๊ แท้ คือ ความว่างเปล่า

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กันยายน 2016
    โพสต์:
    311
    ค่าพลัง:
    +67
    ตอน หลงทาง

    หากกล่าวถึงวัตถุโบราณ ยิ่งเก็บไว้นานยิ่งต้องมีราคา แต่แนวทางการเล่นหาพระเครื่องในปัจจุบัน โดยเฉพาะพระสมเด็จ หากเช่ามาในราคามาตรฐาน แต่เวลาต้องการปล่อยเช่า ยังหาคนเช่าลำบาก อีกทั้งต้องยอมขาดทุนอีกต่างหาก ไหงจึงเป็นเช่นนี้ เหตุเพราะค่านิยมหลงทาง ติดกับดักอันแสนแยบยล คนรวยคือนายหน้าพระเครื่อง คนเช่าก้อต้องกัดฟันยอมขาดทุน ส่งผลให้คนมีเงินก้อไม่อยากจะเช่า อนาคตก้อคงรอวันตาย ตอนนี้คงได้แต่ยื้อเวลา โดยการจัดประกวดพระไปก่อน จริงๆ แล้วในอดีต การสะสมพระเครื่อง เขาได้กำหนดไว้ว่าจะต้องหายาก สร้างโดยเกจิองค์เดียวในปริมาณน้อย พุทธคุณโดดเด่น เจ้าของหวงแหนไม่อยากให้เช่า จึงมีราคา หากสะสมไว้มีอนาคตไปได้ไกล เหมือนกับหลักเศรษฐศาสตร์ ราคา แปรผัน ตามปริมาณ อันไหนที่สร้างเยอะเกินไป ย่อมไม่มีราคา ผู้สะสม ย่อมเหมือนแมงเม่าบินเข้ากองไฟ เพราะฉะนั้น ควรเช่าแค่ชอบได้อย่างเดียว อย่าหวังเลยที่จะได้กำไร
    อดีต เราไม่สามารถแก้ไขมันได้ แต่ปัจจุบัน เราต้องใช้สติ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ
     
  10. ต้องตรา

    ต้องตรา เก๊ แท้ คือ ความว่างเปล่า

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กันยายน 2016
    โพสต์:
    311
    ค่าพลัง:
    +67
    ตอน เล่นสมเด็จเสร็จทุกราย

    มีบางคนกล่าวว่า คนดูพระสมเด็จวัดระฆังได้ มีแค่ไม่กี่คน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ทั้งๆที่รูปก้อมีให้เห็น ตำหนิก้อมีให้ดู งงดีไหมล่ะท่าน
    คำถาม คือ เรารู้จักพระสมเด็จวัดระฆังดีแค่ไหน เข้าใจถึงส่วนผสมมวลสารพระของสมเด็จโตท่านอย่างถึงแก่นหรือไม่ ยังคงเป็นปริศนาอยู่
    คำว่า พระสมเด็จวัดระฆัง หมายถึง พระสมเด็จที่สร้าง และปลุกเสกที่วัดระฆัง โดยสมเด็จโตเท่านั้น มิได้หมายรวมถึง พระสมเด็จที่สร้างโดยช่างหลวง แล้วอาราชธนาเจ้าประคุณท่านไปร่วมปลุกเสก เข้าใจ:cool:
    คำว่า เข้าใจถึงส่วนผสมมวลสาร หมายถึง การตีความวัสดุหรือมวลสารเมื่อนำมารวมกันแล้วทำให้องค์พระมีสภาพเช่นไร:boo:
    เรามาเรียนรู้เนื้อพระแบบง่าย ๆ ดีกว่า
    ๑. ปูนเปลือกหอยดิบ ซึ่งใช้เป็นวัสดุหลักของพระสมเด็จ จะมีผลต่อเนื้อพระอย่างไร ก้อจะทำให้เนื้อพระใส เสมือนเนื้อพระทากาวออกใสๆ สว่างๆ
    ๒. ปูนเปลือกหอยสุก จะมีผลให้เนื้อพระแกร่ง แข็ง ด้าน ๆ
    ๓. น้ำมันตั้งอิ๋ว จะมีผลให้ เนื้อพระเป็นมัน วาว ออกเหลือง
    ลองนั่งหลับตานึกภาพพระเมื่อพิมพ์พระออกมาดู
    ข้อ ๑ + ข้อ ๓ เนื้อพระออกใส ๆ สว่าง ๆ เป็นมันวาว ออกเหลือง ย่อมทำให้พระดูเหมือนพระสร้างใหม่
    ข้อ ๒ + ข้อ ๓ เนื้อพระออกแกร่ง แข็ง มันวาว ออกเหลือง ย่อมทำให้พระดูเก่า เหมือนเนื้อพระกรุ
    แต่อย่าลืมว่า สูตรมวลสารการสร้างพระของสมเด็จโตนั้น ท่านใช้ปูนเปลือกหอยดิบ มาตั้งแต่ท่านยังเป็นพระลูกวัด
    ปัจจุบัน สูตรมวลสาร การสร้างพระผงของทุกๆวัดที่สืบทอดกันมา เห็นจะเป็น เนื้อว่าน ๑๐๘ และผงเกสรดอกไม้
    ท่านเคยเห็นวัดไหนสร้างพระเป็นเนื้อดินสอพอง ดินเจ็ดท่า หรือเยื่อกระดาษมั่ง มีบ้างหรือเปล่า คำตอบ คือ ไม่มีเลย เพราะพระเนื้อที่ว่านี้ มีเฉพาะงานพิธีหลวงเท่านั้น
    บทสรุปสุดท้าย คือ เพราะหาพระจากวัดระฆังแท้ ๆ ไม่ได้ จึงดูไม่เป็นงัย ก้อเท่านั้นเอง
     
  11. ต้องตรา

    ต้องตรา เก๊ แท้ คือ ความว่างเปล่า

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กันยายน 2016
    โพสต์:
    311
    ค่าพลัง:
    +67
    สมเด็จ 4.jpg สมเด็จ 3.jpg ภาพนิ่ง1.JPG สมเด็จ 2.jpg รูปภาพประกอบเพื่อการศึกษาพระสมเด็จของวัดระฆัง

    ลักษณะ เนื้อพระดูใหม่ ลงรักดำ ปิดแผ่นทองหน้าองค์พระ ลองหาดู ขอให้ทุกท่านโชคดี
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 25 พฤษภาคม 2017
  12. ต้องตรา

    ต้องตรา เก๊ แท้ คือ ความว่างเปล่า

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กันยายน 2016
    โพสต์:
    311
    ค่าพลัง:
    +67
    รูปภาพ2.jpg รูปภาพประกอบเพื่อศึกษาพระสมเด็จวัดเกศไชโย ซึ่งสร้างเป็นวัดแรก
    ลักษณะเนื้อขาวงาช้าง ไม่มีน้ำมันตั้งอิ๋ว มีคราบกรุแห้ง เป็นรูพรุน เนื่องจาก บรรจุพระ ไว้บนองค์พระ เหตุที่พบเห็นน้อย เนื่องจากแตกหักจำนวนมาก ในตอนที่พระโตล้ม และสมเด็จโตได้นำเศษพระที่หักนั้น ไปเป็นส่วนผสมมวลสารของวัดระฆัง โดยจะสังเกตุเห็นว่า พระวัดระฆังนั้นมีจุดขาว น้ำมันตั้งอิ๋วไม่ซึมเข้าในเศษพระหักได้ เพราะเศษพระหักมีส่วนผสมของปูนเปลือกหอยดิบที่แห้งแล้วนั่นเอง(เหมือนกาวใสที่แข็งตัว)
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 16688.jpg
      16688.jpg
      ขนาดไฟล์:
      149.7 KB
      เปิดดู:
      72
    • 16687.jpg
      16687.jpg
      ขนาดไฟล์:
      214.4 KB
      เปิดดู:
      64
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 25 พฤษภาคม 2017
  13. ต้องตรา

    ต้องตรา เก๊ แท้ คือ ความว่างเปล่า

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กันยายน 2016
    โพสต์:
    311
    ค่าพลัง:
    +67
    จริง ๆ แล้ว การสร้างพระสมเด็จ มีการสร้างโดยต่อเนื่องมาตลอด และก้อมีของทำปลอมออกมาก้อมาก การแยกแยะพระสมเด็จนั้น ก้อต้องค่อยเรียนรู้ไป ยิ่งมือใหม่ โอกาสได้เห็นพระสมเด็จโตแท้ ๆ แทบไม่มีได้แต่ดูตามหนังสือที่เขาเขียน จริงแท้หรือเปล่าก้อไม่รู้ เพราะผู้เขียนเองก้อเกิดไม่ทัน สำหรับพระสมเด็จที่สร้างในสมัยขรัวโตนั้น มีจำนวนไม่น้อย เพียงแต่จะมีวาสนาได้พบเจอหรือไม่ บางคนก้อตามหาพระตามตำราเซียน ซึ่งทำให้พลาดพระแท้ ๆ ไป อย่าลืมว่าของร้อยกว่าปี เมื่อนำมาใช้มันต้องสึก ต้องกระเทาะบ้าง ไม่ใช่สวยกริบอย่างกับปั๊มออกมาใหม่ การแกะพิมพ์ไม่ใช่แกะโดยคอมพิวเตอร์ ใช้คนแกะมันต้องมีพลาดบ้างก้อจะเกิดการแต่งแก้ หากจะหาองค์ที่งามกริบ ๆ คมชัดมาก ๆ จะมีจริงหรือ ยิ่งในยุคสมัยนั้น พระที่ปั๊มออกมาแล้วดูด้วยตาเปล่า กับปัจจุบันที่มองด้วยแว่นส่องพระมันแตกต่างกัน ซึ่งการเล่นหาพระที่เน้นเรื่องทรงพิมพ์เป็นหลัก มีโอกาสสูงที่จะพลาดของแท้ และผมคิดว่าไม่จำเป็นที่จะต้องจำทรงพิมพ์ในการหา เพระแม่พิมพ์มีมาก แค่ดูเนื้อพระเป็นก้อพอแล้ว บางคนก้อแสวงหาตามจิตนาการของตนเองเป็นหลัก แล้วก้อเอามาถาม คนตอบก้อไม่อยากที่จะตอบให้ เพราะตอบให้แล้วเจ้าของยอมรับ ก้อดีไป สำหรับผมแล้ว ประสบการณ์แสวงหาพระมา 20 กว่าปี อาจจะช่วยท่านได้พระแท้บ้าง หากท่านยอมรับความรู้ผม วิธีการดูของผมมีดังนี้
    วัดเกศไชโย ซึ่งสร้างเป็นแห่งแรก เนื้อพระจะออกขาว เพราะผสมปูนขาว และออกใส เพราะใส่ปูนเปลือกหอยดิบ อาจมีการใส่หินบริเวณมุมพระเพื่อนับจำนวนพระ เวลาถ่ายรูป หากใช้แสง สีพระจะเพี้ยน เนื่องจากปูนเปลือกหอยดิบสะท้อนแสง มีคราบกรุแห้ง และเป็นรูพรุน
    วัดบางขุนพรหม สร้างโดยเสมียนตราด้วง เนื้อพระจะเป็นปูนเก่า ๆ ซึ่งทำมาจากปูนขาว มีคราบดิน ถ้าเป็นสมัยปัจจุบันก้อคือทำจากปูนซีเมนต์นั่นเอง เพียงแต่ปูนซีเมนต์โบราณทำมาจากปูนขาว ด้านหลังองค์พระจะเป็นเส้นร่อง เพราะเวลาปาดหลังพระแล้ว ผิวพระไม่เรียบ ต้องใช้แปรงทาสีเกลี่ย
    วัดพระธาตุพนมจำลอง สร้างจากเนื้อหินเทา คล้ายทรายละเอียด มีรูพรุน น่าจะแตกหักหมดแล้ว
    วัดระฆัง มักสร้างเป็นพิมพ์ปกโพธิ์ เนื้อพระจะออกขาว ใส แบบวัดเกศไชโย สำหรับรุ่นสุดท้ายของหลวงวิจารย์ที่เข้ามาทำ ไม่ได้ใช้ปูนขาวผสม แต่มีการผสมน้ำมันตั้งอิ๋วเข้าไปแทน ทำให้เนื้อหนึกนุ่ม เหมือนพระปั๊มใหม่ เวลาถ่ายรูป หากใช้แสง สีพระจะเพี้ยน เนื่องจากปูนเปลือกหอยดิบสะท้อนแสง
    วัดสุดท้าย ของอนุญาตเรียกว่า วัดหลวงก้อแล้วกัน เพราะสร้างโดยเจ้าขุนมูลนาย วัดนี้มีสารพัดเนื้อ บางทีก้อคล้ายของวัดระฆัง และมีเนื้อปูนกังไสซึ่งสร้างจำนวนมาก โดยส่วนตัวคิดว่า น่าจะมีพระสมเด็จที่เขาใช้ในพิธีสาบาน เพื่อสร้างความมั่นคงในราชบังลังของ ร.5 ปนอยู่ด้วย หากผู้ครอบครองไม่ซื่อสัตย์ จงรักภักดี อาจทำให้ผู้ครอบครองมีชีวิตที่เศร้าหมองได้เหมือนกัน ดังนั้น พระสมเด็จวัดนี้ มีทั้งให้คุณและให้โทษ การได้มาครอบครองพึงระวัง ยิ่งเป็นข้าราชการ อาจจะเจอแจ๊กพอตเอาง่าย ๆ
    สุดท้าย ขอให้ทุกท่านโชคดี ได้พระสมใจ (ของแท้ มักได้มาอย่างประหลาดก้อแล้วกัน)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 มกราคม 2017
  14. ต้องตรา

    ต้องตรา เก๊ แท้ คือ ความว่างเปล่า

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กันยายน 2016
    โพสต์:
    311
    ค่าพลัง:
    +67
    ความฝันของนักสะสมพระเครื่อง ก้อคือ อยากจะมีพระสมเด็จของขรัวโตไว้ใช้สักองค์ แล้วจะหากันอย่างไร หนักใจจริง ๆ องค์ไหนก้อไม่ใช่ จนมึนไปหมด
    บทสรุป จุดตายของวัดระฆังที่สร้างสมัยสมเด็จโต ก้อคือ เสี้ยนไม้กุ๊กไก่และปูนเปลือกหอยดิบนั่นเอง
    ส่วนพระช่างหลวง นิยมลงรักดำปิดแผ่นทอง(จีนไม่ส่งรักแดง) ถ้าเป็นปูนกังไส อย่างน้อยต้องเกิดการลานแบบไข่นกปรอท
    หากเป็นพระที่ขอสร้าง ต้องมีเศษพระหักของวัดเกศไชโย ที่น้ำมันตั้งอิ๋วไม่เข้าเนื้อ ซึ่งเกิดจุดขาว ในพระวัดระฆังนั่นเอง เข้าใจแล้วนะครับ แล้วอันงามกริบของหลวงวิจารย์ คือไม่ทันสมเด็จโต
    หากันตามนี้รับรองได้พระขรัวโตสมใจ
     
  15. watgeang_e

    watgeang_e เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มิถุนายน 2009
    โพสต์:
    459
    ค่าพลัง:
    +434
    ..ขอแสดงความเห็นครับเพื่อเป็นข้อมูลแตกต่าง..และเพื่อให้ผู้อ่านมีข้อมูลได้คิดตามหลักการและเหตุผลที่น่มจะเชื่อได้ว่าข้อมูลไหนคัดกรองหรือข้อมุลไหนจับฉ่าย..
    คำว่าพระสมเด็จรุ่นสุดท้ายปี2415..ถ้าเป็นรุ่นสุดท้ายจิงแสดงว่าพระสมเด็จต้องมีการพัฒนาถึงขีดสุดเพื่อความคงทนและเมื่อผ่านวันเวลาการเปลี่ยนแปลงจะต้องเกิดขึ้นน้อยที่สุด..เพราะจุดประสงค์หลักในการสร้างพระคือสืบทอดศาสนา..ดังนั้นทีมช่างจึงต้องมีการสร้างสิ่งต่างๆที่พบในพระสมเด็จรุ่นสุดท้ายมากกว่าพระตัวอย่างทั้ง2องค์ของผมและของคุณ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 1 กุมภาพันธ์ 2017
  16. watgeang_e

    watgeang_e เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มิถุนายน 2009
    โพสต์:
    459
    ค่าพลัง:
    +434
    พระที่มีกรอบกระจกหรือเส้นบักคับพิมพ์..สิ่งต่างๆเหล่านี้คือการพัฒนาการบังคับทิศทางของการเปลี่ยนแปลงให้บังเกิดน้อยที่สุด..ให้พระที่ผู้สร้างสามารถเดินทางผ่านกาลเวลาได้อย่างสมบูนร์และยาวนานตามจุดประสงค์ของการสร้างพระคือสืบทอดศาสนา..ดังนั้นพระเหล่านี้ต่างหากคือพระกลุ่มสุดท้ายส่วนคำว่าพระรุ่นสุดท้ายเป็นคำพูดเทห์ๆซึ่งเป็นการอุบัติและอุปโลกเอาเอง..แม้แต่พระวัดเกศก้อยังต้องมีกรอบกระจกเพื่อให้พระของสมเด็จโตเป็น"อกาลิโก"ไม่มีภพไม่มีภูมิใดๆมาขวางกั้นได้..แบบนี้ถึงจะสมกับคำว่ารุ่นสุดท้ายหรือยุคสุดท้าย
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  17. ต้องตรา

    ต้องตรา เก๊ แท้ คือ ความว่างเปล่า

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กันยายน 2016
    โพสต์:
    311
    ค่าพลัง:
    +67
    ผมรู้สึกงงๆ กับคำถาม เอาอย่างนี้ก้อแล้วกัน ผมคัดความเห็นของผู้อาวุโสของวงการพระสมเด็จซึ่งวางมือไปแล้ว มาให้อ่าน
    อาจารย์ วิโรจน์ ใบประเสริฐ เคยได้กล่าวไว้เกี่ยวกับ "ตำหนิแม่พิมพ์

    หลวงวิจารณ์ เจียรนัย" ที่พอจะกำหนดได้ในเบื้องต้น 15 จุด พระสมเด็จแทบจะทุกองค์มักจะมีไม่

    ครบ การกำหนดจุดคร่าวๆ หรือการกำหนดตำหนิคร่าวๆขึ้นมา เพื่อใช้พิจารณาพระสมเด็จวัดระฆัง

    เฉพาะแม่พิมพ์ หลวงวิจารณ์ เจียรนัย เท่านั้น บางองค์อาจจะมี 4 ถึง 5 ตำหนิ บางองค์อาจมีเพียง

    ตำหนิเดียว การดูติหนินั้นเป็นการดูประกอบ เนื้อพระให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตามหลักการพิจารณาพระ

    สมเด็จวัดระฆังเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการกำหนดว่าเก๊ หรือ แท้ จากตำหนิแต่อย่างใดครับ เราจะได้

    ทำความเข้าใจกันไว้ก่อนนะครับ เดี๋ยวจะเข้าใจผิดว่าต้องมีครบ 15 จุดเซียนถึงจะแท้ พระแท้ๆไม่

    จำเป็นต้องมีครบ 15 จุดเซียนครับ เดี๋ยวจะหลงประเด็นกันจ้า



    พวกเราทราบมากันบ้างแล้วว่า หลวงวิจารณ์ ช่างหลวงมีความเก่งในการ แกะแบบแม่พิมพ์โดย

    เฉพาะแม่พิมพ์ใหญ่ทุกพิมพ์ประมาณ 8 แม่พิมพ์ที่เป็นพิมพ์นิยมกันอยู่ในปัจจุบันท่านทำให้แต่ละ

    พิมพ์มีตำหนิที่เหมือนกัน 15 อย่าง ที่เซียนพุทธพาณิชย์ใช้ประกอบการพิจารณากันอยู่ พระ

    สมเด็จบางองค์อาจมีตำหนิชัดบ้างไม่ชัดบ้าง แต่หลักๆที่เราพอสังเกตุกันได้ คือ



    1. จะมีเส้นกรอบแม่พิมพ์ แม่พิมพ์ทางซ้ายพระวิ่งจากเส้นบนลงมาชนเส้นซุ้มตรงบริเวณกลางแขน

    ซ้ายทุกพิมพ์ เส้นทางขวาพระจากเส้นขอบบนลงมาจรดเส้นซุ้มตรงแนวชั้นล่าง

    2. พระพักตร์จะกลมยาวเหมือนผลมะตูม

    3. เส้นซุ้มจะใหญ่เป็นหวายผ่าซีกคว่ำ

    4. จะมีหูพระติดลาง ๆ ทั้ง 2 ข้าง

    5. หัวไหล่พระข้างขวาจะโค้งมนหนา หัวไหล่ทางด้านข้างซ้ายจะตัดตรง

    6. จะมีเส้นชายจีวรจากศอกซ้ายมาเข่าซ้ายทุกองค์

    7. พิมพ์พระจะเอียงไปทางซ้ายเหมือนกันทุกองค์

    8. พื้นพระนอกซุ้มจะสูงกว่าพื้นพระในซุ้ม

    9. พื้นพระเหนือฐานกลาง และฐานบนจะสูงกว่าพื้นพระเหนือฐานล่าง พื้นพระเหนือฐานกลางจะ

    เสมอกับพื้นพระในซุ้ม

    10. ที่ใต้เข่าด้านขวาพระจะมีรอยหยักเป็นฝ่าพระบาท

    11. ซอกรักแร้ซ้ายจะสูงกว่าซอกรักแร้ขวา และต้ซอกรักแร้ขวาจะมีรอยเข็มขีด

    12. จากพื้นพระนอกซุ้มจะเอียงลาดขึ้นเส้นซุ้ม และจากพื้นพระในซุ้มตอนบนจะตั้งชันขึ้นซุ้ม

    13. ที่ฐานพระชั้นล่างตรงกลางเนื้อจะยุบเป็นร่องขอบฐานจะเป็นเส้นนูนขึ้น

    14. มุมฐานด้านขวาชั้นล่างจะเป็นติ่งแหลมชี้เข้ามุมซุ้ม

    15. ฐานสิงห์ชั้นกลางจะชัดข้างไม่ชัดข้าง ฐานซ้ายจะยาวกว่า

    ส่วนอันนี้ตำหนิลับ พระสมเด็จวัดระฆังรุ่นสุดท้ายของวัดระฆัง จากบันทึกของช่างสิบหมู่ที่อาจารย์นกไปค้นคว้ามา
    4. ตำหนิที่ซ่อนเร้น

    พิมพ์ใหญ่ มี เส้นผ้าทิพย์บางๆ ซ่อนอยู่ใต้เข่า มีหูพระลางๆ มีขอบสังฆาฏิรักแร้ขวาบางๆ หัวไหล่ขวามน หัวไหล่ซ้ายตัดเอียง ช่องรักแร้ซ้ายสูงกว่าช่องรักแร้ขวา ใต้รักแร้ขวามีรอยเข็มขีด ฐานชั้นกลางบางคนมีฐานสิงห์ชัดข้างไม่ชัดข้าง ฐานล่างหนา ตรงกลางยุบลงมองดูเป็นขอบฐาน ขอบจะชี้เข้ามุมเส้นซุ้ม

    พิมพ์เจดีย์ มี ขอบสังฆาฏิขวาลากลงมาถึงท้องพระ มีหูลางๆ เกศขยักเป็นตุ่ม ขาซ้อนขัดสมาธิเพชรเห็นหัวแม่เท้า แขนท่อนบนใหญ่กว่าท่อนล่างมาก ฐานชั้นที่ 1 หัวแหลมทางด้านขวา มุมฐานล่างด้านขวาจะมีเส้นเล็กๆชี้ไปเข้ามุมซุ้ม ฐานชั้นแรกจะมีฐานแหลมข้างขวา

    พิมพ์ฐานแซม นั่งขัดสมาธิเพชร มีรอยสังฆาฏิจากองค์พระถึงเอว หูยานเกือบถึงบ่า มีเส้นแซมฐาน 1 - 2ชั้น มีทั้งอกนูนและอกร่องขอบสังฆาฏิ

    พิมพ์เกศบัวตูม พิมพ์แรกเส้นแซมบนมีรอยขาด เป็น 2 ท่อน และไม่มีรอยขาดเรียก "แซมขาด และแซมเต็ม" ....พิมพ์ที่สองมีเนื้อเกินใต้แขนขวา
     
  18. ต้องตรา

    ต้องตรา เก๊ แท้ คือ ความว่างเปล่า

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กันยายน 2016
    โพสต์:
    311
    ค่าพลัง:
    +67
    ๑. จากการศึกษาการสร้างพระสมเด็จของสมเด็จโตนั้น คุณจะพบว่า สมเด็จโตสร้างพระสมเด็จแจกมีน้อยมาก (สร้างที่วัดระฆัง) ประกอบด้วยพิมพ์ปกโพธิ์ พิมพ์ไกเซอร์ และพิมพ์หลวงวิจารย์ รวมแล้วน่าจะไม่เกิน 500 องค์ แต่ที่สร้างโดยไม่รู้จำนวนนั้น คือ พระที่เจ้าขุนมูลนายสร้าง โดยใช้แม่พิมพ์ของช่างสิบหมู่ อย่าลืมว่า มีแม่พิมพ์ จะปั๊มเมื่อไหร่ย่อมได้
    ๒. เซียนใหญ่ขายพระเก๊ ถูกต่างชาติขอคืนเงิน ประเด็นนี้น่าสงสัย ผมเชื่อว่า โอกาสพลาดของเซียนมี แต่น้อยมาก ปัญหาคือ พระสมเด็จที่เล่นหากันนั้น สร้างถึงสมัยสมเด็จโตหรือไม่ เมื่อเอาไปตรวจอายุแล้วไม่ผ่าน
    ๓. ส่วนเรื่องวัดเกศไชโย ผู้เขียนหนังสือพระ ยังมีความเห็นขัดแย้งกันอยู่ ว่าสร้างจริงหรือไม่ อาจจะด้วยความไม่เจริญ การสื่อสารไม่รวดเร็ว ทำให้การหาตัวอย่างพระทำไม่ได้ จริง ๆ แล้ว คนที่เล่นเฉพาะสมเด็จวัดเกศไชโย นั้น เขารู้ดีว่า พระของผมนะถูกต้องแล้ว หรือถ้าสามารถหาพระพิมพ์นี้ คราบกรุแบบนี้ เนื้อปูนเปลือกหอยดิบ จากวัดอื่นได้อีก
    ๔. การสะสมพระ ก้อเหมือนเป็นนักโบราณคดีไปในตัว ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ย่อมมีเหตุและผลเสมอ เราเป็นคนยุคใหม่ ต้องพิจารณาถึง การส่งต่อข้อความรุ่นต่อรุ่น ย่อมมีความคลาดเคลื่อน และมีการปรุงแต่งข้อความเสมอ วัตถุที่ปรากฏให้เราเห็นเท่านั้น จึงจะแสดงข้อเท็จจริงเสมอ
     
  19. ต้องตรา

    ต้องตรา เก๊ แท้ คือ ความว่างเปล่า

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กันยายน 2016
    โพสต์:
    311
    ค่าพลัง:
    +67
    ก่อนอื่นคุณต้องแยกให้ออกว่า อันไหนพระของวัด อันไหนพระงานหลวง แต่อย่าลืมว่าวัดระฆังไม่ได้มีช่างแกะแม่พิมพ์พระประจำวัดครับ การแกะแม่พิมพ์ก้อแล้วแต่ใครจะอาสาแกะพิมพ์ให้ ผมขอตอบอย่างนี้ก้อแล้วกัน
     
  20. ต้องตรา

    ต้องตรา เก๊ แท้ คือ ความว่างเปล่า

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กันยายน 2016
    โพสต์:
    311
    ค่าพลัง:
    +67
    ผมคิดว่า การตีความหมายของพิมพ์ทรง ในทางปรัญญาที่ลึกซึ้ง นั้น ไม่ค่อยถูกต้องนัก หากรู้จักการดำเนินชีวิตของสมเด็จโต นั้น ท่านเป็นคนง่าย ๆ สมถะ ท่านคงไม่ละเอียดละออกับแม่พิมพ์พระทุกสิ่งทุกอย่างเป็นแน่ อาจจะกำหนดคร่าว ๆ ว่า เป็นอย่างไร นอกเหนือจากนั้น ก้อขึ้นอยู่กับช่างแกะจะสรรสร้างขึ้นมา
     

แชร์หน้านี้

Loading...