สารพันปัญหา ตอบโดยคุณ nopphakan

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย นารายณ์ทรงศร, 26 พฤศจิกายน 2016.

  1. นารายณ์ทรงศร

    นารายณ์ทรงศร Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 เมษายน 2016
    โพสต์:
    91
    ค่าพลัง:
    +151
    ขอเปลี่ยนชื่อกระทู้ เพื่อประโยชน์ของผู้อ่านครับ
    ชื่อเดิม..ท่านใดบูชาพระอินทร์ ช่วยเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นความรู้บ้างครับ
    ผมบูชามาตั้งแต่ประมาณปี 2546, บูชาท่านพระพรหมธาดา (ท่านท้าวสหัมบดีพรหม) ตั้งแต่ปี 2532
    และบูชาท่านพญายมราชมาประมาณ 5 ปีครับ


    "เรื่องเทวตานุสสติ"ของท่านหลวงพ่อฤาษีฯ โพสต์โดย"คุณกาลกตา" ขออนุญาตครับ
    http://palungjit.org/posts/2267996

    รูปพระพุทธเจ้า และรูปท่านหลวงพ่อ ขนาด 15"x20"้ เท่าภาพโปสเตอร์ทั่วไป ... ขอบคุณครับ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 ธันวาคม 2016
  2. นารายณ์ทรงศร

    นารายณ์ทรงศร Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 เมษายน 2016
    โพสต์:
    91
    ค่าพลัง:
    +151
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 25 มีนาคม 2017
  3. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    6,272
    ค่าพลัง:
    +27,948
    ขออนุญาตเล่าให้ฟังแบบหูไว้หูอย่างนี้นะครับ
    การบูชาที่ดีที่สุดคือปฏิบัติบูชาตรงนี้ท่านอาจจะเคยได้ยิน
    แบบทั่วๆไปครับ
    แต่แท้แล้วที่ดีที่สุดคือการปล่อยวาง
    ให้ความเคารพนับถือแต่ไม่ยึดถือ พอเข้าใจนะครับ
    หากท่านสังเกตุ ครูบาร์อาจารย์ทางภพภูมิทั้งหลาย
    แม้แต่ชื่อเรียกท่านๆยังไม่ยึด

    เราให้ความเคารพนับถือ ทุกๆท่าน ไม่แยกแยะ
    แต่เราไม่ยึดมั่นถือมั่น เพราะการยึดเป็นกิเลสอย่างหนึ่ง
    ที่ทำให้ใจเราไม่เป็นกลางครับ....

    ส่วนท่านที่คุณกล่าวถึงองค์สีเขียว หากเราเริ่มถือศีล ๕
    และมีความมั่งคงในศีลมาระดับหนึ่ง และระยะเวลาหนึ่งแล้ว
    และเริ่มมาฝึกสมาธิบ้าง ฝึกกรรมฐานต่างๆบ้าง
    ท่านก็มักจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง(ย้ำว่าเบื้องหลังคือไม่ออกหน้า
    ไม่มาให้รู้ หรืออาจให้รู้ให้เข้าใจว่าเป็นท่านอื่นๆที่ใจเราเคารพแทน)
    การรู้อะไรๆหลายๆอย่าง
    ที่ทำให้เราสามารถก้าวข้ามพ้นอุปสรรค
    ที่เราติดขัดในขณะนั้นไปได้อย่างที่เราก็
    อาจคาดไม่ถึงมาก่อนได้ครับว่า เอะเรารู้
    เราผ่าน เราทำไมทำอย่างนี้ถึงผ่านประมาณนี้ครับ

    ส่วนอีกท่าน ถ้าหากจิตเราตกกระแสธรรม
    บ้างก็บอกว่าแยกรูปแยกนามได้
    หรือความเห็นชอบเริ่มเปิดทางให้
    คือคิดพูดอะไรอยู่ในแนวทางพุทธศาสนาอยู่
    หรือทำสิ่งไม่ดีได้ยาก
    มีความเคารพพระรัตน์ตรัยเป็นทุน
    ทำบุญแบบปิดทองหลังพระ
    หรือทำบุญมาต่อเนื่อง...
    หากว่าวิบากเข้าแทรกจนกระทั่ง
    อาจทำให้เรากลับไปทำในเรื่องไม่ดี
    ท่านก็จะมาในลักษณะที่คอยเตือน
    และมาแบบแต่งกายดีด้วยครับ
    ไม่เหมือนในภาพที่บุคคลอื่นๆเห็นในรูป
    หรือที่ได้ยินเล่าสืบๆกันมา

    ส่วนตัวที่ประทับใจมากๆ ณ เวลานั้นคือตอนที่มี
    โอกาสได้ร่วมหามวลสารเพื่อร่วมสร้างที่ระลึก
    มหาวิหารเจดีย์กลางน้ำแห่งหนึ่ง
    โดยท่านรองเจ้าอาวาสท่านฝากให้ดูแลเรื่องนี้
    และหลวงพ่อที่นั้นก็รับทราบ
    ก็คือ ท่านองค์สีเขียวมาพร้อมกับท่านที่มีเศียร ๓ เศียร
    ที่อยู่ในรูปของสัตว์ใหญ่(พอทราบนะครับ)
    และท่าน ๓ เศียรท่านก็ส่งสัญญานมาปลุกที่บ้าน
    ซึ่งรู้ได้ทันทีว่า ตอนเกิดพระอาทิตย์ทรงกลด
    ซึ่งก็ออกไปดูและถ่ายรูปไว้ทันที...

    ส่วนอีกท่านสุดท้าย กระแสท่านเบาๆ
    เร็วๆ ไหลเรียบเสมอครับ (ใจดีมากๆ)

    ส่วนท่านที่มีอีกกายมีเศียรคล้ายช้างเศียรเดียว
    ประสบการณ์ได้พบเจอมีแต่ไม่มาก
    แต่จำแววตาท่านได้แม่น จึงไม่ขอกล่าวครับ

    ส่วนอีกท่านที่เด่นด้านฤิทธิ์
    ท่านก็มักจะมาตามดูแลสมัย
    ที่เริ่มฝึกกรรมฐานพิเศษครับ...

    ส่วนองค์อื่นๆที่บ้านเราเข้าใจว่าท่านเป็น
    ระดับพรหมมากบารมี แท้จริงแล้วหลายท่าน
    ล้วนแล้วแต่เป็นผู้สนับสนุนการใช้งาน
    ในกรรมฐานพิเศษด้านนั้นๆทั้งสิ้นครับ

    สรุปโดยเนื้อแท้แล้ว ท่านทั้งหลายเหล่านั้น
    ท่านมิได้แบ่งแยกกันเลยครับ
    แต่ละท่านมีหน้าที่ในวาระของท่าน ...

    ที่แบ่งแยก แยกแยะมีแต่
    จิตใจมนุษย์เรานี่หละครับ
    อ้างว่าตัวเองดีสุด ประเสริธสุด
    แล้วเที่ยวไปเปรียบ แบ่งระดับ
    ยกตัวเองตามกิเลสตนเอง
    ทั้งที่ใจยังแบ่งแยก แยกแยะ
    ดูหมิ่น ดูแคลน ที่ไม่เหมือนตนคิด
    ไม่เหมือนตนยกไว้ ต่างๆนานา
    จิตใจไม่เป็นกลาง ทั้งนั้นหละครับ(^_^)


    ปล.ประสบการณ์มีเท่าที่เล่าให้ฟัง ขอบคุณครับ...



     
  4. นารายณ์ทรงศร

    นารายณ์ทรงศร Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 เมษายน 2016
    โพสต์:
    91
    ค่าพลัง:
    +151
    ขอบคุณๆนพมากครับ คำอธิบายดีๆจะได้เป็นความรู้สำหรับทุกท่าน ทั้งผมและท่านอื่นๆที่ผ่านเข้ามา
    และถ้ามีอะไรก็คงจะต้องขอรบกวนอีก และก็ขอเรียนแนะนำหรือประชาสัมพันธ์แด่ท่านอื่นๆ ด้วยคงไม่ว่านะครับ

    ก็เรียนเชิญคุณนพ เข้า-ออกตามสะดวกเลยครับ ผมเองได้ปรารภทาง pm กับคุณChayutt ว่า ทางเว็บฯน่าจะตั้ง
    กระทู้ตอบปัญหา ให้เป็นกิจลักษณะ คือแบบมีท่านเดียวตอบ เหมือนใน นสพ มีตอบปัญหาหัวใจ โดยท่านศิราณี
    (ตัวอย่าง..ยุคก่อน) น่าจะเป็นเรื่องดีครับ

    ขอบคุณครับ
     
  5. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    6,272
    ค่าพลัง:
    +27,948
    ขอบคุณครับ
    โดยส่วนตัวจะพูดได้ก็ต่อเมื่อมีคนถาม
    หรือว่าพูดแล้วพอจะมีประโยชน์บ้างครับ
    เคยพูดๆเล่าเมื่อ ๔ ถึง ๕ ปีก่อน
    แต่โดนพระพุทธฯท่านหนึ่งลงมาเตือนครับ
    จึงขอเล่าเฉพาะในส่วนที่พอจะเล่าได้นะครับ
    สำหรับเรื่องประสบการณ์ทางด้านสัมผัสต่างๆ
    ถือว่ามีประสบการณ์น้อยมากด้วยครับ
    ที่พูดๆถือว่าเป็นการเล่าสู่กันฟังแล้วกันครับ (^_^)
     
  6. นารายณ์ทรงศร

    นารายณ์ทรงศร Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 เมษายน 2016
    โพสต์:
    91
    ค่าพลัง:
    +151
    เพื่อประโยชน์ของผู้อ่าน ผมได้เปลี่ยนชื่อกระทู้ และขอสละกระทู้นี้ พร้อมกับขอเรียนเชิญคุณนพตอบปัญหา
    ต่อไปนะครับ


    .
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 พฤศจิกายน 2016
  7. hydraxis

    hydraxis เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 เมษายน 2012
    โพสต์:
    258
    ค่าพลัง:
    +528
    โมทธนาสาธุคับพี่นพ ในธรรมทานที่ได้ตอบแก้ไขปัญหาคาใจ ผมรบกวนถามคำถามพี่สองสามครั้งแล้วยังไงก็ขอขมาไว้ ณ ที่นี้ด้วยคับ
     
  8. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    11,425
    กระทู้เรื่องเด่น:
    148
    ค่าพลัง:
    +25,536
    ีดีค่ะเพราะความรู้และประสพการณ์ทางภูมิธรรมท่านมีมากเหลือเกิน อธิบายทําให้เข้าใจง่ายด้วย(ตามอ่านมาตลอด):cool:
    *เทวดานุสสติก็ดีนะคะ หลวงพ่อฤาษีท่านสอนไว้
     
  9. นทีบุญ

    นทีบุญ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กรกฎาคม 2009
    โพสต์:
    945
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +778
    ขอบคุณที่ตั้งกระทู้นี้ขึ้นมานะคะ มีปัญหาจะถามเหมือนกันแต่ขอทำงานก่อนค่ะ เดี๋่ยวค่อยมาถาม
     
  10. พัฒนาตน

    พัฒนาตน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มิถุนายน 2007
    โพสต์:
    202
    ค่าพลัง:
    +1,281
    ขออนุญาติตั้งคำถามน่ะคับ ผมเป็นคนที่ชอบธรรมม่ะและชอบปฏิบัติธรรม แต่ทำได้แค่เบื้องต้น ยังไม่ค่อยก้าวหน้าเลยคับ โดยเฉพาะสมาธิ นั่งสมาธิไม่ค่อยจะสงบ แต่ก่อนเคยทำสมาธิได้ดี ตอนเดินสายทำบุญ ตอนนี้อยู่บ้านเฉยๆ กิจวัตรแค่สวดมนต์แบบสั้นๆ กับนั่งสมาธิ ซึ่งนั่งได้บ้างไม่ได้บ้าง แล้วก็แผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศล ต้องเพิ่มเติมอะไรมั้ยคับ โดยในสายการปฏิบัติผมชอบปฏิบัติในแนวทางของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ฝึกมโนมยิทธิบ้าง แต่ส่วนใหญ่แค่นั่งสมาธิธรรมดาคับ ครูบาอาจารย์ท่านอื่นๆผมก็เรียนรู้คำสอนของท่านคับ โดยส่วนตัวผมเองมีความเคารพเทพยดาผู้เป็นสัมมาทิฏฐิทุกพระองค์ ดัวยสายการปฏิบัติที่ชอบอยากรู้อยากเห็น ชื่นชอบเรื่องลี้ลับ นรก สวรรค์ และพระนิพพาน ซึ่งผมปราถนาพระนิพพานในชาตินี้ ผมไม่ค่อยได้สัมผัสกับท่านเหล่านี้เลย แต่บางทีแค่รู้สึกเหมือนมีคนเตือนไม่ให้ทำหรือคึดในสิ่งที่ผิด ผมเองอยากเจอท่านเหล่านี้บ้าง ผมรู้ว่ายิ่งอยากยิ่งไม่เจอ บางทีสวดมนต์เสร็จก็ขอโน่น ขอนี่กับท่าน แต่เรื่องที่ขอเป็นความเดือดร้อนของครอบครัวสะส่วนใหญ่ ขอคำแนะนำด้วยคับ คือผมเป็นเพศที่สาม ผมเลือกเกิดไม่ได้คับ ตอนนี้ประพฤพรมจรรย์อยู่คับ การที่ผมเป็นเกย์มีผลต่อการปฏิบัติธรรมมั้ย และที่ไม่ค่อยสัมผัสสิ่งศักดิ์ได้เป็นเพราะแบบนี้รึป่าวคับ
     
  11. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    6,272
    ค่าพลัง:
    +27,948
    ขอตอบในแนวพลังงานนะครับ
    กรณีคุณ พัมนาตน ความจริงไม่มีอะไรมากครับ..
    ตัวจิตจะมีความสามารถในการเข้าถึงสัมผัสอะไรได้อยู่
    แต่จะเป็นทางด้านพลังงานภายนอกก่อนนะครับ
    (พวกที่สร้างแรงผลักดันแรงจูงใจต่างๆในการจะทำอะไรให้สำเร็จ)
    ต่อมาถึงจะเข้าถึงสัมผัสภายในแบบหลวงพ่อที่คุณเคารพครับ...
    แต่หลวงพ่อท่านเก่งและมีดีกว่าที่ส่วนตัวพูดมากกว่านี้มากนะครับ

    เพียงแต่ว่า กระแสจากจิตเราในการเข้าถึงท่านมันขาดช่วงไป
    ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติมาก เพราะมันมีเหตุหลายอย่าง
    ทั้งเรื่องภายใน ภายนอก การเป็นอยู่ ฯลฯ

    และกระแสในการเข้าถึงท่านนี้หละครับ
    เป็นตัวหลักๆเลยที่จะทำให้เราสัมผัสรับรู้อะไรต่างๆได้ดีครับ..
    ซึ่งมันต้องมาจากใจที่สบายก่อน ใจที่สบาย ก็ได้ระบบหายใจ
    เป็นตัวหนุ่นด้วยส่วนหนึ่งครับ
    ปกติมนุษย์เราจะมีสัมผัสอะไรได้ แบบที่เป็นไปในทางที่ไม่ทำให้ยึดติด
    ตัวจิตเรามันจะส่งกระแส ๒ อย่างคือ ๑.กระแสพลังงานตามแนวกระดูกสันหลัง
    และ๒.กระแสเข้าถึงข้างบนตามแนวจักระด้านหน้าครับ
    ของคุณ มี ๑.เป็นธรรมชาติ แต่สองไม่ต่อเนื่อง..
    วิธีแก้นะครับ ๑. เวลาทำบุญอะไร อย่าหวังผลเป็นอันขาดครับ
    เพราะจิตมันจะคาดหวังกับผลที่ได้เหล่านี้ มันจะตัดกระแสที่ ๒ ในกาย
    เราอย่างที่เราคาดไม่ถึงและส่งผลถึงสัมผัสต่างๆเราได้ครับ
    ซึ่งมันเป็นความอยาก ถือว่าเป็นกิเลสละเอียดอย่างหนึ่งครับ
    ให้ทำบุญแบบไม่อะไรกับอะไร ทำแบบไม่หวังผล ถ้าจะทำก็ทำไปนะครับ
    หรือถ้าจะขอก็ขอไป แต่จำไว้ว่า อย่าคาดหวังผลว่าจะได้หรือไม่
    ถ้าได้ก็ดี ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เข้าใจนะครับ
    และ ๒.เหมือนว่า เวลานั่งสมาธิระบบหายใจจะลึกดีแล้ว
    ถือว่าพื้นฐานมาดีในระดับหนึ่งนะครับ..
    เพียงแต่ว่าปัจจุบันนี้ ให้ปรับระบบหายใจที่ลึกๆแบบเวลานั่งให้มันเป็นระบบ
    หายใจปกติในชีวิตประจำแต่อย่าไปตามลมหายใจนะครับ
    ใช้เวลาซักหน่อยครับ
    ส่วนที่ปลายจมูกก็ให้ทำความรู้สึกรับรู้ว่า มีลมมากระทบและหยุด
    เวลาหายใจเข้าและออกก็พอครับ
    พูดง่ายๆหายใจเข้าท้องพอง หายใจออกท้องยุบ ทำความรู้สึกรับรู้
    ว่ามีลมกระทบที่ปลายจมูกเวลาหายใจเข้าและออก แต่ไม่ต้องตามลมนั่นหลครับ
    ปล.ทั่วไปไม่มีอะไรหรอกครับ ส่วนเพศไม่ใช่ประเด็นสำคัญ และไม่เกี่ยวครับ
    บุคคลที่ ไม่ใช่ ญ จริง หรือ ช จริง ทางพลังงานคือ บุคคลที่ต่อมอมิตเตอรอย
    มันปล่อยกระแสออกมาไม่เท่ากันครับ คือปกติคนทั่วไปมันจะมีกระแสออกมาตรงๆครับ
    ถ้าวาระมาถึง เจอคนปรับกระแสตรงนี้ได้ มีสิทธิ์กับเป็นปกติครับ
    ส่วนทางการแพทย์หรือทางวิทยฯหรือแหล่งความรู้ต่างๆจะมองยังไงไม่ทราบนะครับ..
    การปรับกระแสที่หูตรงนี้ ยังสามารถใช้รักษาอาการหูได้ยินไม่เท่ากันได้
    กรณีท่านที่เก่งๆ ใครที่หูดับ จะกลับมาได้ยินได้เลยครับ (ฟังหูไว้หูนะครับ)
    และเราเน้นพัฒนาจิตครับ ธาตุประกอบเป็นกาย ยังไงเราก็ต้องทิ้งอยู่ดีครับ
    แต่ขณะที่จิตยังอยู่กับกายอยู่ ก็ต้องรักษากายให้ดีพร้อมไว้
    เพราะว่า แม้สุดท้ายจิตจะต้องทิ้งกาย แต่ขณะที่อยู่ร่วมกัน
    ก็ต้องรักษาสมดุลย์ทั้ง ๒ ฝ่ายครับ
    และประเด็นสำคัญที่สุดก็คือ เราจะพัฒนาจิตเราอย่างไร
    ในขณะที่เราก็ยังอยู่ร่วมกับสังคมและธรรมชาติได้
    อย่างแยบยลครับ... ^_^
     
  12. พัฒนาตน

    พัฒนาตน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มิถุนายน 2007
    โพสต์:
    202
    ค่าพลัง:
    +1,281
    ขอบพระคุณ คุณนพมากน่ะคับ ผมจะไปปรับใช้ในการปฏิบัติคับ:cool:
     
  13. นทีบุญ

    นทีบุญ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กรกฎาคม 2009
    โพสต์:
    945
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +778
    สวัสดีค่ะคุณนพฯ
    เรื่องที่จะถาม คือ
    1. อยากรู้ว่า ความแม่นยำต่อเรื่องราวที่เรารู้เราเห็นเวลาที่ทำสมาธิ, เวลาที่เราฝัน ,เวลาเคลิ้มๆ หรืออะไรก็แล้วแต่ ขึ้นอยู่กับว่า ณ เวลานั้นๆ จิตปราศจากกิเลสมากเท่าไหร่ ใช่หรือไม่คะ? ถ้าจิตขณะนั้นแม้แต่เสี้ยววินาที จิตปล่อยวาง หรือมีกิเลสเจือน้อยมาก ก็จะทำให้รับรู้เหตุการณ์ต่างๆได้ค่อนข้างแม่นยำ หรือเปล่าคะ

    2. ได้อ่านจากกระทู้หนึ่งที่คุณนพฯ ตอบ แต่จำชื่อกระทู้ไม่ได้ละเกี่ยวกับโลกียฌาณ,โลกุตระ อะไรนี่แหละค่ะ.. ในกรณีของการใช้ความสามารถทางทิพจักขุญาณได้ในทันที โดยไม่ต้องรอเวลาคือสามารถรับรู้ได้เลยที่ปรารถนาแล้วเกิดความแม่นยำอีกด้วย นั่นหมายถึง ต้องเป็นความสามารถในระดับพระอรหันต์เท่านั้นใช่หรือไม่คะ ตรงนี้ก็ยืนยันว่า ความห่างไกลจากกิเลสเป็นตัวตัดสินด้วยใช่หรือไม่คะ เพราะคนธรรมดาก็ต้องมีกิเลสอยู่ จึงไม่อาจใช้ความสามารถทางทิพจักขุญาณได้ในทันทีที่ปรารถนา หรือความอยากรู้นั้นอาจกลายเป็นอุปาทาน ทำให้ความรู้ที่มีไม่แม่นยำ จึงจำเป็นต้องรอเวลาที่จิตไม่ปรุงแต่ง แค่เสี้ยววินาที จึงจะรับรู้ได้ และบางครั้งก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะรอหรือไม่ได้ตั้งใจที่จะรู้ แต่ดันรู้

    คือมีพระท่านหนึ่งเคยบอกไว้น่ะคะว่า ถ้าจะให้แม่นยำจริงๆในเรื่องทิพจักขุญาณต้องพระอรหันต์เท่านั้น

    ต้องขออภัยด้วยนะคะที่อาจตั้งคำถามสับสนไปหรือเปล่า 555
     
  14. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    6,272
    ค่าพลัง:
    +27,948
    ถามดี เด่วว่างก่อนจะมาตอบให้
    ถึงระดับการวางตัวที่ปลอดภัย
    รวมรายละเอียดต่างๆด้วย(^_^)
     
  15. นทีบุญ

    นทีบุญ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กรกฎาคม 2009
    โพสต์:
    945
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +778
    ขอบคุณมากๆเลยค่ะ ชอบการตอบที่มีเหตุมีผลและอธิบายได้ละเอียด รอๆค่ะ
     
  16. saintyom

    saintyom เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 กุมภาพันธ์ 2009
    โพสต์:
    280
    ค่าพลัง:
    +741
    ขออนุญาตเรียนถามคุณนพบ้างครับ
    กสิณลมเนี่ยครับ เราสามารถใช้ลมที่มากระทบตัว
    หรือกำหนดลมหายใจว่านี่คือลม เพื่อฝึกเป็นกสิณได้ไหมครับ
    เพราะลมเรามองไม่เห็น ไม่รู้จะฝึกอย่างไรครับ
     
  17. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    6,272
    ค่าพลัง:
    +27,948
    โลกุตระเนี่ย ทางกิริยาก็คือ จิตมันเป็นไปตามธรรมชาติ
    ของมันเองโดยที่ไม่มีตัวเราเข้าไปกระทำ
    โดยส่วนมากแล้วการจะเข้าถึงได้อย่างนี้
    ก็คือตัวจิตมันจะต้องคลายตัวได้เองโดยธรรมชาติของมัน
    แต่ทั่วๆไปที่เรามักจะสัมผัสกับกิริยาอย่างนี้ได้ชั่วคราว
    มันเป็นตอนที่เราเคลิ้ม ๆ ตอนคล้ายครึ่งหลับครึ่งตื่น
    แต่ว่ามันเป็นเพียงระยะสั้นๆ เพียงแต่คนที่เค้าชำนาญ
    ก็จะมีความสามารถในการเข้าอารมย์นี้ได้ทุกครั้ง
    ตามแต่ที่ใจต้องการ ศัพท์เทคนิคท่านเรียกว่า ดำริ ใช้
    ซึ่งมันไม่มีตัวตนของเรากระทำ ซึ่งก็แล้วแต่อีกว่าตัวจิต
    นั้นๆจะสะสมมาทางด้านไหน การที่กิริยาของจิตมันคลายตัวนั้น
    และเหนือตัวจิตเป็นผู้กระทำ ความละเอียดและความสามารถนั้นๆ
    ก็ขึ้นอยู่กับว่าตัวจิตจะขยายตัวออกได้กว้างมากแค่ไหน
    พวกนี้นั้นเร็วมาก และขึ้นอยู่กับว่า จิตจะสะสมมาทางด้านไหน
    ส่วนมากด้านพิเศษๆมันเป็นอะไรที่ง่ายกว่า ทางด้านปัญญาทางธรรมมาก
    และโดยมากถ้าเป็นพระสงฆ์ ท่านจะเน้นทางด้านปัญญาทางธรรม
    ถ้าฆารวาสอย่างเราๆ ก็ขอบ้างนะด้านพิเศษๆพอขำๆ
    ส่วนด้านปัญญาทางธรรมมันเกิดได้ยากกว่า เพราะว่า
    มันมีองค์ประกอบต่างๆเข้ามาทำให้เกิดมาก
    โดยมากแล้วด้วยสภาพแวดล้อมและการปฏิบัติตนของพระสงฆ์
    ท่านจะเอื้อให้เกิดทางด้านปัญญามากกว่าฆารวาสสายฮาแบบเราๆ
    ประเด็นนี้พอเข้าใจเนาะ

    ส่วนที่เค้าเรียกว่า โลกียะ หรือ ฌานโลกีอะไรทั้งหลาย
    ในทางปฏิบัติก็คือ การกระทำอะไรที่ยังมีตัวตน
    ของเราเข้าไปเป็นผู้กระทำนั้นเอง ,ตัวตนมาจากไหน
    ก็มาจากการที่เราได้ยิน ได้ฟัง ได้รับรู้ ได้อ่าน
    ได้วิเคราะห์ ได้วิพากษ์ วิจารณ์ ฯลฯ พวกนี้เป็นตัวตนที่ถูกสร้างทั้งสิ้น
    ไม่ว่าจะ สติ ปัญญา สมาธิ ตบะ กำลังจิต อำนาจฌาน ญาณ
    ฯลฯ. พวกนี้ถ้าเป็นโลกียะ เนื่องมีตัวตนเราเข้าไปสร้าง
    เข้าไปกระทำเพื่อให้ได้ผลตามที่ต้องการทั้งนั้น
    เราจึงพบว่า มันจึงมีการเสื่อมได้นั่นเอง ซึ่งเป็นเรื่องปกติ
    และเราก็จะพบว่า เวลาเราจะฝึกทางด้านนี้ให้บังเกิดก่อน
    เราจึงต้องเข้าสู่โหมดกรรมกรอย่างมาก(เรียกให้หล่อคือเพียร)
    กว่าจะทำได้ เข้าถึงได้แต่ละอย่าง ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ
    เพราะโลกียะ กับ โลกุตะระ มันอาศัยซึ่งกันและกันอยู่
    หากว่าใครดันเกิดญานวิถีหรือมีเครื่องรู้ก่อนที่จิตจะเปิด
    คือจิตยังไม่แยกรูปนามจากการสร้างสติและเริ่มเดินปัญญาได้
    โอกาศที่จะเพี้ยนหรือวิปลาสจะสูง และหลงตัวเองได้อย่างคาดไม่ถึง
    แม้ว่าความสามารถในการทำได้จะน้อย
    แสดงไม่ได้ พิสูจน์ไม่ได้ ก็จะหลงตัวได้เองได้
    โดยมากที่เคยเพี้ยน พออาการดีขึ้น แล้วมาเรื่องสติปัญญา
    มักจะดีขึ้นมาก แต่เท่าที่เห็นจะเน้นไปทางผู้โปรดมากกว่า
    การใช้ความสามารถพิเศษสงเคราะห์บุคคล
    เน้นโปรดคือใช้ความสามารถส่งเสริมด้านธรรมะนั้นเอง


    และถ้าในมุมการนำมาใช้งาน ของโลกียะก็จะพบว่า มันแสดงผลได้ช้า
    (ทางปฏิบัติถ้าวิสองวินาทีถือว่าช้าแล้ว)
    คือกว่าจะทำอะไรได้ ต้องมานั่งหลับตา ต้องมานั่งเกร็งก้ามตะรูด
    และก็จะพบว่า
    ส่งผลกระทบกับร่างกายเราด้วยคือเหนื่อยมาก เหนื่อยง่าย
    และก็จะพบว่า สภาพแวดล้อมก็จะมีส่วนด้วย ยกตัวอย่างตำรา
    เรื่องหนึ่ง ที่ท่านหนึ่งเหาะไปแล้วเห็น ญ งามก็เลยล่วงก็เพราะ
    ว่าตัวตนมันกำลังสร้างความสามารถด้านนั้นให้กับตัวจิต
    มันจึงเสมือนว่าเกาะเคลือบตัวจิตอยู่พอเจอสภาพแวดล้อมอื่นๆ
    มันก็เลยดึงสภาพแวดล้อมอื่นๆเข้ามาเกาะตัวจิตได้ง่าย
    เพราะว่าจิตมันเกิดอยู่ มันมีอะไรมาเกาะอยู่มันจึงรับสภาพแวดล้อม
    ภายนอกมาเกาะได้ง่ายนั้นเอง ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ

    โดยรวมถือว่า นทีบุญ เข้าใจถูกแล้ว ความละเอียดในการเห็นยกตัวอย่างนะ
    เช่น เรารู้ว่าฝนจะตก แต่ไม่รู้ว่า เวลาเท่าไร นาทีที่เท่าไร ตกบริเวณไหนบ้าง
    และจะหยุดเวลาไหน
    ท่านที่จิตคลายตัวได้นานก็จะทราบว่า ตกเวลาไหน หยุดตอนไหน ตกพื้นที่บริเวณไหนบ้าง
    ท่านที่จิตคลายตัวได้นานและก็เป็นเวลามานานหลายปีแล้ว ก็จะทราบว่าตกที่ไหน
    เวลาใด พื้นที่ไหน สาเหตุที่ตกเพราะอะไร หยุดตอนไหน ตกเพื่ออะไร
    ท่านที่เป็นเลิศด้านทิพย์จักขุ ก็จะทราบว่า ตกที่ไหน เมื่อไร หยุดตอนไหน
    พื้นที่ไหนบ้าง เหตุที่ตกเพราะอะไร และทราบแม้กระทั่งจำนวนเม็ดฝนที่ตกลงมา....


    ถ้าจากประสบการณ์ตรง ท่านที่เราเชื่อว่าจิตท่านไม่มีอะไรมาเกาะแล้ว
    ท่านจะแม่น ในระดับ วัน เดือน ปี และเวลา
    อย่างทั่วไป เรารู้ว่าน่าจะเกิด พอเกิดแล้วเอ่อใช่ๆๆ
    การจะพัฒนาไปถึง ระดับ วัน เดือน ปี รู้เหตุรู้ผลพวกนี้ได้
    ก็ขึ้นอยู่กับระดับจิตที่ไม่มีกิเลส หรือไม่มีอะไรมาเกาะได้ในระหว่าง
    ที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ *** ย้ำว่าโดยธรรมชาติ *** นั่นหละ
    อย่างเราๆมักจะเริ่มที่หลักวินาที แค่วินาที เรายังพอรู้โน้นนี่นั่น
    พอให้ตื่นเต้นได้บ้าง ไว้โม้ ไว้คุยพอขำๆได้บ้าง
    ลองนึกภาพท่านที่จิตคลายตัวโดยธรรมชาติได้เองเกือบทั้งวันดู
    ว่าจะมีเครื่องรู้ประมาณไหน
    ปล.พอมองภาพออกเนาะ
     
  18. นทีบุญ

    นทีบุญ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กรกฎาคม 2009
    โพสต์:
    945
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +778
    อธิบายได้ละเอียดดีค่ะ สมกับการรอคอย เดี๋ยวจะก็อบไว้อ่านโดยละเอียดอีกครั้ง ถ้ามีอะไรสงสัยไว้จะมาถามอีกนะคะ และที่อ่านๆดูตัวเองก็ยังต้องฝึกอีกมากเลยค่ะ ต้องใช้ความเพียรมากๆ กรรมกรอย่างที่คุณนพฯว่า 555

    เมื่อวานนึกได้ว่า แต่ก่อนตอนเด็กๆ เราก็เชื่อพวกที่มีญาณ พวกญาณแฝง คนมีองค์อะไรต่างๆ แต่พอเดี๋ยวนี้มาฝึกด้วยตนเองแล้ว รู้สึกว่า มันไ่ม่ได้ 100% ถูกบ้าง ผิดบ้าง บางครั้งในสิ่งที่เรารู้เราเห็นก็ยังไม่แน่ใจเลยค่ะ ยังต้องถามคนที่ประสบเหตุโดยตรงว่าเกิดเหตุอย่างนี้ๆกับเขาจริงๆแบบที่เราเห็นหรือเปล่า ของแบบนี้ต้องเตือนตนไว้ตลอดเลย เพราะมันหลงได้ง่ายโดยไม่รู้ตัวอย่างที่คุณนพฯว่าแหละค่ะ ตอนนี้ใครมาทักมาทายอะไรก็แค่ฟังหูไว้หูเท่านั้น พิจารณาตามเหตุผลใช้สติให้มาก

    ขอบคุณนะคะได้ความรู้เยอะดี สาธุๆๆค่ะ เป็นประโยชน์
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 ธันวาคม 2016
  19. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    6,272
    ค่าพลัง:
    +27,948
    ฝึกได้ครับแต่ว่าให้อยู่ในแนวที่จะเกิดผลได้ครับลองอ่านดูนะครับ
    น้ำ ลม อากาศ พวกนี้มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
    และเห็นได้ในระดับกำลังสมาธิไม่มาก
    เพียงแต่ว่าต้องอาศัยการสร้างให้เกิดจากตัวจิตก่อน
    ซึ่งไม่ยากเพราะพวกนี้ บางครั้งไม่ต้องฝึกมันก็เกิดได้
    เพียงแต่ว่าอย่าไปยึด เพราะมันยังไม่มีประโยชน์
    เพียงแต่ใช้เป็นแนวทางได้ และสามารถทำให้หลง
    ตัวเองได้ เพราะมันเปลี่ยนแปลงได้
    อาจทำให้เข้าใจผิดว่าได้ฌาน ๔ ได้อย่างคาดไม่ถึง
    (เด่วเล่าวิธีการทำให้เกิดมีให้ฟังภายหลังนะครับ
    จริงๆคือ หลักการปรับระบบหายใจแบบที่ส่วนตัว
    เคยแนะนำไปนั่นหละครับ
    กับวิธีการมองผ่านเหนือระหว่างคิ้ว คุ้นไหม ไม่รู้ว่าเคยอ่านผ่านมาก่อนหรือยัง
    เพียงแต่ว่าพวกนี้อย่าใจร้อนต้องปล่อยให้มันค่อยๆเกิดครับ
    แรกๆมันจะไม่ชัดเหมือนเรามองไฟ มองสีแล้วหละสายตา
    เพราะมันสร้างจากตัวจิตเราไม่ได้สร้างจากความจำได้ของสมอง
    เหมือนมองไฟ มองหลอดไฟ มองเปลวไฟ ซึ่งยังมีความคิด
    และผลของแสงกระทบปรุ่งร่วมอยู่ซึ่งใช้ได้ในเบื้องต้น
    แต่ต้องทิ้งไปในลำดับต่อมาไม่งั้นจะปวดศรีษะ ปวดตา
    และไม่ได้ผลแถมหลงตัวเองง่ายๆด้วยครับ)
    และพอเราเห็นได้แบบเราจะรู้เลยเลยว่ามันแยกกันเห็นๆ
    เพียงแต่ว่ามันมีสีใสครับ เราจึงต้องใช้การแยกกัน
    ระหว่างการเปลี่ยนแปลงของอากาศปกติ
    กับอุคคนิมิตที่เราเห็นครับ ซึ่งอุคนิมิตที่เกิดระหว่างอากาศ
    กับลมมันคล้ายคลึงกันมาก เราต้องสังเกตุเลยหละครับ
    ถึงจะแยกออกได้ อะเด่วบอกไว้เผื่ออนาคตเลยแล้วกันครับ
    อุคคนิมิตอากาศ ตรงต่ำแหน่งที่ตาเรามองมันจะเป็นวงกลม
    และบริเวณรอบๆจะคล้ายเส้นตรงขึ้นบน..
    ส่วนอุคคนิมิตลม คล้ายอากาศคือ ตรงที่มองเป็นวงกลม
    รอบๆเป็นเส้นตรงขึ้นบนแต่ไอ้วงกลมมัน
    จะขยายออกข้างเป็นวงใหญ่ได้ครับ
    และมันยังมีแยกได้ว่าเป็นสี่เหลี่ยมกับวงกลมด้วยนะครับ
    ให้ไปลองสังเกตุเอาเองครับ

    และถ้าจะฝึกนะครับ
    ถ้า ๑.ใช้ลมที่มากระทบ จะไปทางด้านวิปัสสนา
    พอเป็นแนวทางให้จิตเกิดปัญญาได้(แนวทาง)
    เช่น ความรู้สึกตอนนี้เป็นไง มันมีอะไรเปลี่ยนแปลงไหม
    ใจเรารู้สึกอย่างไร มันแน่นอนไหม มันคงที่ไหม
    เราบังคับมันได้ไหมฯลฯ พอนึกออกนะครับ
    ๒.ถ้าจะกำหนดให้เกิดลม กำหนดให้เกิดอุคคนิมิตลม
    หรืออากาศ จะไปทางด้านกำลังจิตใช้งาน...
    ซึ่งต้องปรับระบบหายใจและวิธีการมองอย่างที่เคยแนะนำไปก่อนหน้า
    อย่างหลีกเหลี่ยงไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นพื้นฐานสำคัญจริงๆครับ
    ซึ่งกรรมฐานนี้ มันจะยากช่วงแรกๆนี่หละครับ
    ถ้าทำได้ต่อไปมันจะง่ายครับ
    ถ้าเริ่มต้นแล้วดูง่ายๆ ประกันได้ว่าต่อไปจะยากครับ
    และเหมือนจะได้ แต่จะไม่ประสบความสำเร็จครับ
    ซึ่งจะเน้นด้านไหนก็ได้ ไม่ว่า ๑ หรือ ๒
    หรือว่าทำสองอย่างควบคู่กันไปก็ได้ครับ
    แต่ถ้าให้แนะนำตอนนี้ จะบอกว่า ให้ฝึกทั้ง ๒ อย่างครับ
    แม้ว่าเราจะฝึกสติหรือเดินปัญญามาบ้าง
    แต่ว่า พวกกิเลสเค้าเก่งครับ มันจะคอยแหย่เราให้หลง
    ให้ยึดได้ทุกๆช่วงของการเดินทาง ดั้งนั้นฝึกควบคู่กันไป
    จึงปลอดภัยสุดครับ ปลอดภัยทั้งกายและจิตใจครับ..

    พวกนี้มันเป็นกรรมฐานที่ถ้าทำได้ มันสามารถทำอะไร
    ได้มากกว่าปกติ แต่เราจะเน้นเพื่อประโยชน์ทางธรรม
    และประโยชน์ต่อผู้อื่นเท่านั้นครับ...
    ดังนั้นภูมิต้านทานเราต้องดีกว่าคนปกติทั่วไปครับ
    อย่างกสิณบางกอง ในระดับฌาน ๒ มันก็ทำให้คนพิการ
    หรือเพี้ยนได้แล้วครับ
    ดังนั้นเรื่องเมตตาเรื่อง
    การทนต่อแรงเสียดสีเราต้องดีพอตัวครับ..
    ในเรื่องของการนำไปใช้งานนะครับ...

    สรุปยกเว้นว่า เราไม่สนใจผลที่จะได้จากกรรมฐานกองนี้
    เพื่อไปใช้งานด้านพิเศษอื่นๆให้ฝึกแต่ข้อที่ ๑ ครับ
    แต่ว่าถ้าหากเราชอบบ้าง อยากพิสูจน์ก็ฝึก ๒ ครับ
    แต่ถ้าเราอยากได้ปัญญาด้วย ในอีกทางก็อยากพิสูจน์ด้วย
    ต้องฝึกทั้ง ๑ และ ๒ ครับ...
    ยังไงลองพิจารณาดูครับ
    ปล.แค่เพียงแต่เล่าให้ฟังครับ
     
  20. gratrypa

    gratrypa เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กันยายน 2011
    โพสต์:
    1,290
    ค่าพลัง:
    +1,509
    เขียน ๑๑.๓๙

    แหม..บังเอิญดีจัง ว่าจะจัดให้ลูกค้าใหม่อยู่พอดีเลยอ่ะ
    ตะกี้ อ่านถึงตอนท่านนพถามใคร ว่าเคยอ่านเจอรึยัง
    ก็ว่าจะจัดหน้าที่ท่านนพเคยโม้ไว้ มาลงให้เห็น
    ดีล่ะ ประหยัดเวลาไปได้นิดนึง บังเอิญ มั้ง

    เดี๋ยวไปให้ข้าวหมาก่อน
    จะมาแจมเรื่องฝนแยะ
    ภาคใต้กะลังแย่อ่ะ
    ใครจะช่วยมั่ง


    กระต่ายป่า แห่งประเทศไทย / แสงแห่งค้างคาว

    .
     
Loading...
กระทู้ที่คล้ายกัน - สารพันปัญหา ตอบโดยคุณ nopphakan
  1. WebSnow
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    489
  2. phimwalan
    ตอบ:
    17
    เปิดดู:
    1,116
  3. forbetterlife
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    242
  4. HONGTAY
    ตอบ:
    4
    เปิดดู:
    927
  5. HONGTAY
    ตอบ:
    13
    เปิดดู:
    1,802

แชร์หน้านี้

Loading...