สารพันปัญหา ตอบโดยคุณ nopphakan

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย นารายณ์ทรงศร, 26 พฤศจิกายน 2016.

  1. Khun Krit

    Khun Krit สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤษภาคม 2018
    โพสต์:
    47
    ค่าพลัง:
    +33
    1.จำได้หมดแล้วครับ (สวดเป็นนกแก้วนกขุนทองมาหลายปีมากเลยครับเพิ่งมาตามเก็บทริคจากพี่ ได้ 4-5ปีครับ แต่นำมาปฏิบัตจริง ๆ ไม่ถึงปี...และช่วงกลางปีมาไปร่วมกลุ่มเจอคุณพลก็ยิ่งทำจริงจังขึ้นครับ)

    2.เอาวิธีสวดของพี่มาลองทำครับ ตอนท่องพุทธคุณ (ตอนนั้นที่อ่านมีคนทำพร้อมสวดมหาจักรพรรดิ์ครับ) ทำหลายครั้ง แต่เพิ่งจะเคยเห็นเส้น ๆ ตวัดไป ตวัดมา สีขาวขุ่น ๆ แค่ครั้งเดียวจริงๆให้ดีใจนิด ๆ แล้วก็ไม่เคยได้อีกเลย

    3.ปกติจะแบ่งครับ เช้าสวดในใจ เพราะคนยังไม่ตื่นนอนกันครับ กลัวเสียงดัง
    ตอนกลางคืนออกเสียงครับ
    แต่จะลองสวดในใจให้สม่ำเสมอครับแต่ว่ามันแน่นอกมาก อกจะแตกสงสัยเคยชินกับการออกเสียง หรือเพราะสวดในใจไม่เร็วเท่ากับการออกเสียงใจเลยเร่งรีบครับ

    4.ชอบอ่านเยอะ แล้วพอทำเลยสับสนครับ เดี๋ยวไปจับตรงศูนย์กลางกาย เดี๋ยวไปตรงนู้นตรงนี้ ต่อจากนี้จะทิ้งแล้ว เริ่มใหม่ตามวิธีพี่ให้พัฒนาก่อนครับ
     
  2. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,954
    ค่าพลัง:
    +33,732
    ดีแล้วที่จำบทสวดได้หมด
    ถ้าบทยาวมาก พี่ไม่จำหรอกนะ
    เพราะพี่ขี้เกียจจำ
    ตอนนี้เราน่าจะเข้าใจอะไรขึ้นเยอะแล้ว

    จำไว้นะ สำคัญเลย
    การเห็นการเปลี่ยนแปลงของอากาศรอบตัว
    ห้ามสนใจจนกว่าจะเห็นอย่างที่บอกไว้
    การเห็นเป็นสีขาวขุ่นๆ คือ ร่างกาย
    กำลังปรับธาตุ หรือรักษาตัวเองอยู่นั่นหละ

    กรณีคนที่มีพลังงานตกค้างมากๆ
    จะเห็นเป็นสีดำเลย

    ถ้าเจอได้พี่ตัวเป็นๆ
    ข้อ 2 จะเป็นอะไรที่ไม่ยากเลย
    ยังไงลองทำไปก่อนนะ
    รู้ทริคแล้ว คงไปได้เร็วอยู่ ^_^
     
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,786
    กระทู้เรื่องเด่น:
    164
    ค่าพลัง:
    +27,057
    รายงานตัวอนพค่ะ ทําสมาธิแล้วเห็นพระพุทธรูปเป็นแก้วใสหมุนรอบองค์และมีพระเมาลีเป็นสีดําค่ะ
     
  4. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,954
    ค่าพลัง:
    +33,732
    ท่านั่งสมาธิเนาะ
    แสดงว่า ตอนนั้น
    ตัวจิต บริสุทธิ์ ๙๐ % up
    ถ้ากำลังสมาธิมากกว่านี้
    พระพุทธรูปจะนิ่ง
    แม้จะมาทางด้านขวา แต่มาถึงจะนิ่ง

    และถ้านิ่งแล้ว จิตเราถูกดูดไปใต้ฐานพระฯได้ แสดงว่าเริ่มเข้าสู่ระดับปฎิภาคนิมิต
    ในกำลังสมาธิที่สูงได้

    ถ้าสามารถรักษาระยะห่าง
    มองแต่พระฯที่นิ่งๆได้


    ต่อจากนี้จะสามารถไปได้ ๓ ทาง
    ส่วนนี้เล่าให้ฟังเล่นๆ
    ๑. อฐิษฐานจิตเพื่อดูผล แต่ต้องวางอารมย์เรื่องที่จะอฐิษฐานไว้ให้เป็นก่อน กี่เรื่องก็ได้ แล้วดูว่าเกิดผลไหมตามลำดับเรื่องที่วางอารมย์ไว้ไหม ครั้งแรกจะมีการถอยกำลังลงมาแล้วจะกลับขึ้นไปใหม่ก่อนเกิดผล ครั้งต่อไปเรื่องที่วางอารมย์จะขึ้นมาเอง
    ตามลำดับ(การถอยกำลังลงมาอุปจารฯจะเกิดแค่ครั้งแรก และเป็นเองอัตโนมัติ)
    ๒. ถ้าพระฯนิ่งๆ แล้วระลึกทิ้งภาพไป
    แล้วระลึกมาใหม่ได้อีก อย่างน้อย ๒ ครั้ง
    จิตจะข้ามไปอยู่กำลังระดับอรูปฌาน
    ๓. สามารถย่อภาพพระฯที่นิ่งๆ
    ให้เล็กลงมาจากทางด้านซ้ายได้
    โดยที่ไม่ถูกดูด

    ปล. ผ่าน ๑ ได้ แต่พัฒนาต่อไปยากสุด กว่าจะหายใจ
    ครั้งเดียวแล้วเกิดผลได้ เหมือนเกจิดังในอดีต

    ผ่าน ๒ และ ๓ ได้ จะเกิดความสามารถ
    ในการเล่นกับพลังงานที่สร้างจากภายใน
    และภายนอก ทั้งดึง ดูด รวม ขึ้น
    ในเวลาลืมตาใช้ชีวิตปกติ

    ปกติ คนที่ชอบ ๒ จะเป็นคนที่มีความสม่ำเสมอ มีระเบียบวินัยในการทำสมาธิ
    พูดง่ายๆเปรียบเหมือนคือเด็กเรียนนั่นเอง

    ย้ำว่าเล่าให้ฟังเล่นๆ ^_^
     
  5. maxmi

    maxmi แม็กคับ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 มกราคม 2017
    โพสต์:
    382
    ค่าพลัง:
    +1,060
    สวัสดีคับ ขอรบกวนถามว่า คาถา นัมเมียวโฮเร็งเงเคียว ให้ผลด้านไหนบ้างคับ
     
  6. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,954
    ค่าพลัง:
    +33,732
    หลักๆเกี่ยวกับการพูดจา เจรจา
    อะไรออกไปให้คนที่คุยด้วย
    มีเมตตากับเรา
    เรื่องเพิ่มกำลังการป้องกัน
    ให้เทพเทวดาประจำตัวเป็นผลพลอยได้
     
  7. maxmi

    maxmi แม็กคับ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 มกราคม 2017
    โพสต์:
    382
    ค่าพลัง:
    +1,060
    ขอบคุณคับ
     
  8. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,954
    ค่าพลัง:
    +33,732
    ออร่าอะไรเนี่ย ถ้าเข้าใจเรื่องที่เล่า
    ต่อไปจะง่ายในการทำความเข้าใจ
    และ เด่วเล่าให้ฟังเล่นๆนะ
    ในระดับอะตอมเลย จะมีองค์ประกอบ
    ที่เป็นอนุภาคของสะสารอยู่ ๒ ประเภท ๑.ประเภทที่เป็นองค์ประกอบสะสาร
    คือที่มันรวมๆกันมาเป็นรูปร่างนั่นหละ ที่เป็นรูปร่างเพราะ
    มันแทนที่กันไม่ได้ ตัวอย่าง แก้วหนึ่งใบ ถ้าเอาแก้วอีกใบ
    มาอีกมันก็จะกลายเป็นแก้วสองใบ

    และ ๒. ประเภทที่เป็น สื่อนำแรง ซึ่งสื่อนำแรงพวกนี้
    มีลักษณะคือ เหนือกฏพื้นที่(มีด้านต่างๆจึงมีพื้นที่ภายใน)
    คือ สมมุติว่า แก้วเป็นสือนำแรง สามารถเอาแก้ว อีกล้านใบ
    มาซ้อนแก้วใบเดียวนั้นได้ ต่อให้กี่ล้านแรงมันก็จะเป็นแก้วเดียวกัน(ยกตัวอย่างให้พอเห็นภาพ)
    และเพราะเหนือกฏพื้นที่ มันจะไม่มีระยะทาง พอไม่มีระยะทาง
    ก็เลยเหนือการเดินทาง(นึกภาพสี่เหลี่ยม เดินทางจากมุมหนึ่ง
    ไปอีกมุมหนึ่ง) มันเลยกลายเป็น กิริยาที่เรียกว่า เหนือกาลเหนือเวลา. และมีเอกลักษณ์อีกอย่างคือ สามารถเปลี่ยนแปลง
    อัตตลักษณะของตัวมันเองได้ คือ เพิ่ม ลด เปลี่ยนจากแรงโน้นไปเป็นแรงนี้ได้ ซึ่งสื่อนำแรงนี้
    ก็แทรกอยู่ใน องค์ประกอบของสะสารเป็นเรื่องปกติ

    และวัตถุต่างๆในโลกนี้ แม้กระทั่งร่างกายเรา
    ว่าแต่มีองค์ประกอบสะสาร
    ก็จะมีสื่อนำแรงแทรกอยู่ทั้งสิ้น เพราะมันคู่กัน

    และไอ้ทั้งหมดทั้งมวลที่เล่ามานี้. ก็จะยังอยู่ภายใต้
    แรงโน้มถ่วง แรงดึงดูด แรงแม่เหล็กไฟฟ้า(หรือแสง)
    ตราบใดที่ยังอยู่ภายใต้ระบบสุริยะจักรวาลเดียวกันนี้
    จะแตกต่างเพียงแค่ความหนาแน่น
    เช่น ถ้าเราอยู่ดวงจันทร์ ออกแรงเท่าบนโลก
    เราอาจจะไปได้เป็น กิโล พอนึกออกเนาะ


    ที่นี้มาเรื่อง วัตถุมงคล หรือวัตถุอะไรก็ตามนั้น
    ที่มีการเพิ่มสื่อนำแรงให้วัตถุ. ในหลักการนั้นก็คือ
    การที่ สร้างให้วัตถุนั้นๆ มีสื่อนำแรงเหมือนที่ต้นกระแสมี
    ด้วยวิธีการใดๆก็ได้ เช่น อฐิษฐานขอ การเป่าตัด การทำพิธีต่างๆ
    การเชิญต่างๆ ฯลฯ เป้าหมายคือ สร้างให้มีการไปเชื่อมต้นกระแสนั้นๆ เรียกได้ว่า เป็นการไปนำเอาแรงจากต้นกระแสนั้น
    เข้ามาอยู่ในวัตถุนั้นๆนั่นเอง แต่ด้วยเอกลักษณของแรง
    ที่ได้เคยกล่าวมา เพราะมันเหนือกฏพื่นที่ เวลา ระยะทาง
    จึงมีการตัดต้นกระแสภายหลังได้ จากที่เชื่อมต้นกระแสได้แล้ว

    ที่นี้เมื่อมีต้นกระแสแล้ว ก็อาศัยการสร้างเหตุให้เกิดการเชื่อม
    ต้นกระแสได้อีกเรื่อยๆ(ดูลักษณะสื่อนำแรงให้เข้าใจ)
    เช่น จากพื้นฐานเช่น อาศัยศรัทธา ความเชื่อ แรงจูงใจ
    อาศัยกำลังสมาธิ กำลังจิต อาศัยบทสวด อาศัยการระลึก
    การอฐิษฐาน หากสังเกตุ
    ไม่ว่า จะวิธีการใดๆ ก็เป็นอุบาย ในการสร้างให้สื่อนำแรง
    ที่มีให้ไปเชื่อมต้นกระแสนั่นเอง

    ที่นี้วิธีการใดเท่านั้นเอง ที่จะสามารถเข้าถึงต้นกระแสได้
    เร็วกว่า เห็นชัดกว่า รู้สึกได้ดีกว่า ก็ย่อมหนีไม่พ้น
    วิธีการ ที่ตัวจิตกลายเป็นสื่อนำแรงเสียเอง
    แต่เนื่องจาก ตัวจิตนี้ ที่นามธรรมเหมือนสื่อนำแรง
    และมันยังอาศัยอยู่ในกาย มันก็จะไปติดอุปสรรค
    ตรงที่ยังมีองค์ประกอบของสะสารที่เป็นร่างกายอยู่
    ตลอดจนอุปสรรคต่างๆ จากการสร้างแรงอื่นๆขึ้นมาขวาง
    ไม่ว่า จากความไม่แน่นอน การคิด การสงสัย ซึ่งล้วน
    แต่สร้างสื่อนำแรง คนละชนิดมาขวางได้ทั้งสิ้น

    ดังนั้น หากฝึกสมาธิต่อไป จนกระทั่งจิต สามารถใช้งานได้
    แบบตัดผ่านร่างกาย เข้าสู่โหมดที่กลายเป็นสื่อนำแรงได้
    ตัวจิตก็จะกลายเป็นเสมือนเครื่องเชื่อมโยงสื่อนำแรง
    โดยที่มีอากาศภายนอกเปรียบเสมือนเส้นทางของแรง
    ที่อาจจะมองเห็นได้
    ในขณะที่สื่อนำแรงกำลังไปเชื่อมต้นกระแสนั่นเอง

    เด่วต่ออีก คำตอบ รอแป๊บ
     
  9. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,954
    ค่าพลัง:
    +33,732
    ที่นี้ ณ ปัจจุบัน ทางวิทย์ศาสตร์ได้ค้นพบเครื่องมือ
    ที่จะตรวจจับอนุภาคเหล่านี้ได้แล้ว โลกจริงได้รู้จัก
    คำว่า แรงโน้มถ่วง ,แรงดึงดูด ,แม้ว่าจะมองไม่เห็น
    แรงแม่เหล็กไฟฟ้า(หรือแสง) ,และแรงนิวเคียร์แบบเข็มและอ่อน
    ซึ่งแรงนิวเคียร์แบบอ่อนนี่หละ ที่มีเอกลักษณะในการ
    เปลี่ยนแปลงอนุภาคได้ ย้ำว่าเปลี่ยนแปลงได้

    ในความจริงแล้ว เครื่องตรวจจับอนุภาคนั้นมีขนาดใหญ่มากๆ
    และอนุภาคพวกนี้ ปกติก็มองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า

    แต่ก็มีเครื่องมือ ทางวิทยศาสตร์อย่างหนึ่งขึ้นมา
    ที่เราเรียกว่า เครื่องตรวจจับออร่า แท้จริงๆแล้วมันก็คือ
    เครื่องมือ ที่เข้าไปตรวจจับสื่อนำแรงประเภทหนึ่ง
    ในระดับที่หยาบๆ ที่บอกว่าหยาบเพราะเป็นเครื่องมีอ
    ที่จับสื่อนำแรงในลักษณะใกล้เคียงกันในบริเวณที่ใกล้
    วัตถุที่ตรวจจับ เปรียบเหมือนน้ำร้อน แล้วเครื่องนี้ตรวจจับ
    ได้ว่ามีไอร้อนนั่นหละ แล้วก็แยกประเภทของสื่อนำแรงต่างๆ
    ที่ตรวจจับได้
    นี้ออกมาในลักษณะของสีต่างๆ
    เพื่อให้เรียกได้ถูกต้องนั่นเอง
    แล้วก็จะไปตีความให้ความหมายอย่างไร
    ก็สุดแล้วแต่เป้าหมายที่ ตั้งไว้สำหรับการตรวจจับเหล่านี้

    หากสังเกตุดูจะพบว่า สื่อนำแรง ที่ตรวจจับออกมาเป็นออร่านั้น
    หากเรารู้วิธีการเข้าถึงต้นกระแส หรือรู้ลักษณะของสื่อนำแรงแล้วพวกสื่อนำแรงที่เป็นคล้ายๆไอ้ร้อน(เปรียบพอให้เห็นภาพ)
    ที่เครื่องจับแล้วแปรเป็นสีต่างๆแล้วนั้น
    มันไม่ได้มีอะไรที่เหนือธรรมชาติของแรงแต่อย่างใด
    เพราะมัน อยู่ภายใต้ ลักษณะของ. อนุภาคที่เป็น
    สื่อนำแรง อยู่นั่นเอง.
    นึกไว้นะ เหมือนมีน้ำร้อน แล้วเครื่องไปจับเอาไอ้ร้อน....
    ก็จะเข้าภาพรวมๆของวัตถุมงคลต่างๆได้......


    ที่นี้พอเข้าใจได้หรือยังว่า ทำไมเจอเรื่องแบบนี้แบบนั้น
    (มีสื่อนำแรงแบบนั้นแบบนี้อยู่)
    ต้องขอกับท่านนั้นท่านนี้ (ย้อนไปอ่านเอกลักษณะ
    สื่อนำแรง มันสามารถเพิ่มลด สร้างอนัตกิริยาได้)
    ก็เพื่อ นำสื่อนำแรงที่เป็นต้นกระแสเหล่านั้น เข้ามาเพื่อเอาความ
    หนาแน่นของต้นกระแสเข้ามา ให้มีจำนวนมากกว่า
    สื่อนำแรงเดิมที่มีอยู่ก่อน ในระดับที่สามารถผลักสื่อนำแรง
    เก่าที่มีอยู่ให้ออกไปได้.

    ก็สุดแล้วแต่ทางโลกจะเรียกว่า อะไร จะเรียกว่ ปราบ ธรรมะ
    อะไรก็สุดแล้วแต่จะเรียกนั่นหละ พวกนี้เป็นปลางทางแล้วนั่นเอง

    การกรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศล ก็เป็นการสร้างให้จิตเป็นเครื่อง
    กำเนิดแรง ผ่านร่างกาย ส่งออกไปยัง แรงๆต่างๆภายนอก
    ขึ้นอยู่กับว่าเป็นแรงชนิดไหน เป็นแรงที่รับได้เลยไหม
    เป็นแรงที่ต้องมีองค์ประกอบร่วมก่อนไหมที่จะรับได้
    เช่น ต้องอาศัยช่องว่างของน้ำ ที่เกิดการผลักกันภายใน
    เป็นคล้ายๆคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มีอากาศภายใน มีการรวมแรง
    ในลักษณะที่ ยังไม่หนาแน่นจนเป็นก้อน เพื่อให้เกิดมีการเดินทางแรงได้ไกลขึ้นได้ ในการส่งผ่านแรงไหม ก่อนที่จะไปรวมกับแรงภายนอก
    หรือต้องอาศัยคลื่นความถี่ในการส่งแรง เช่น บทคาถา บทสวดต่างๆ อะไรประมาณนี้ ซึ่งก็จะกลายเป็นวิธีการต่างๆ
    ในการอุทิศส่วนกุศลนั่นเอง


    ที่นี้การห้อยวัตถุมงคล ก็เปรียบเสมือนการเก็นสื่อนำแรง
    ต่างๆเอาไว้ในวัตถุ เพื่อเหมือนเครื่องส่งผ่านไปยังต้นกระแส
    (ย้ำว่าเครื่องส่งผ่าน)
    โดยอาศัยจิตเป็นตัวสร้างเครื่องกำเนิดแรงนั่นเอง
    (ย้ำว่าเครื่องกำเนิดแรง)
    แต่จะสร้างให้เป็นเครื่องกำเนิดแรงด้วยวิธีใดก็สุดแล้วแต่


    ถามว่า. ทำไม่ห้อยองค์เดียว. เราจะห้อยหลายองค์ก็ได้
    แต่ควรจะต้องทราบว่า. ในเอกลักษณะของแรงที่อยู่ในวัตถุ
    นั้นๆ ถ้าเกิดมีการสร้างเครื่องกำเนิดแรง ส่งผ่านวัตถุนั้นแล้ว
    ลักษณะของแรงต่างๆ ที่ผ่าน วัตถุนั้นออกมา
    มีแรงที่มาขวาง มาต้าน
    ในการเข้าถึงต้นกระแสที่. เครื่องกำเนิดแรง(จิต)นั้นได้ปรับจูนไว้ตั้งแต่แรกหรือไม่. ถ้าไม่มีการขวาง การต้าน ก็สามารถห้อยหลายองค์ได้
    เป็นที่มาว่า ทำไมถึงห้อยองค์เดียวนั่นเอง หรือไม่ห้อยก็ได้
    ถ้าหากว่า ตัวจิตทำหน้าที่เป็นเครื่องกำเนิดแรงได้เป็นปกติ

    เด่วยังมีต่อ. รออีกแป๊บ
     
  10. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,954
    ค่าพลัง:
    +33,732
    ที่ผ่านมา ทำให้เราพอเข้าใจ
    เอกลักษณ์ของสื่อนำแรง(เพิ่ม ลด ไม่อิงพื้นที่ เหนือกาลเหนือเวลา ไม่อิงระยะทาง สร้างอนัตตกิริยาต่างๆได้)
    เข้าใจลักษณะการตรวจจับสื่อนำแรงพวกเครื่อง
    จับอ่อร่า ว่าเป็นแบบหยาบๆ (เปรียบเหมือนจับ ความร้อน
    ไอ้ร้อน)
    เข้าใจเครื่องกำเนิดของแรง แบบที่ทิ้งกายหรือวัตถุ
    ว่าเร็วสุด เพราะไม่มีอนุภาคที่เป็นองค์ประกอบสะสารมาขวาง


    แม้จะเริ่มเข้าใจพวกนี้แล้ว แต่ก็มี คำว่า บารมีเข้ามาเกี่ยวข้อง
    ระลึกไว้เสมอนะ ว่าออร่า แค่หยาบๆผิวๆเท่านั่นเอง
    เพราะอะไร เพราะถ้าหากว่า ตัวจิตเรากลายเป็นเครื่องกำเนิด
    แรงได้ มันก็จะสามารถสร้างอนัตกิริยา ต่างๆได้นั่นเอง
    คือ จะให้เป็นออร่า สีอะไรก็ได้หมดนั่นหละ
    เพียงแต่ ในระดับแรงที่ดีสุด จะต้องไม่สร้างองค์ประกอบ
    ของสื่อนำแรงนั้นออกมาเป็นสีอะไร...
    แต่สีต่างๆนั้น ก็ยังพอบอกได้ว่า จะนำแรงไปใช้
    ทำอะไร หรือทำให้พอแยกประเภทของแรง
    ใช้ในการตรวจสอบ ชี้วัดต่างๆ ตามประเภทของแรงได้อยู่


    เพียงแต่ว่า ก็มีหลายวิธี
    ก่อนที่ตัวจิตจะกลายเป็นเครื่องกำเนิดแรงได้นั้น
    ต้องอาศัยกำลังสมาธิ เพื่อรวบรวม คุมคุมแรงต่างๆ
    ให้มีความหนาแน่น เกาะกลุ่มกันไว้(ซึ่งมันออกแสดงออกมาทางวิทย์ศาสตร์ในลักษณะ ช่วงคลื่นความถี่ต่างๆ)
    ให้กับตัวจิตก่อน คล้ายๆเป็นการกระตุ้น
    ให้มีการเตรียมพร้อมใน
    การทำงานได้ (เหมือนๆสตาร์ทเครื่องยนต์ แฉะๆๆ แต่ยังไม่ติดทันที) แล้วอาศัยองค์ประกอบต่างๆมาร่วม
    เพื่อให้ เครื่องกำเนิดแรงหรือจิตนี้ ทำงานผ่านกาย(องค์ประกอบสะสาร) ร่วมกันอีกทีหนึ่งนั่นเอง เช่น ในเรื่องปัญญาที่ไม่ยึดเกาะกาย หรืออุบายอะไรก็ได้ให้จิตทิ้งกาย ฯลฯ

    หรือ มีการกระตุ้นให้จิตนั้นเป็นเครื่องกำเนิดแรง คล้ายจั๊มแบตสตาร์ทเครื่องยนต์ขึ้นมาติดได้ชั่วคราว
    (วิธีการนี้ส่วนตัวมัก
    ทำให้บุคคลอื่นๆ)

    หรือ สร้างกำลังให้ตัวเกิดกับตัวจิต หรือกำลังจิต
    จนจิตกลายเป็นเครื่องกำเนิดแรงไปโดยธรรม
    (สร้างกำลังจิต จากกรรมฐานที่ขึ้นด้วยภาพ
    คือ ให้จิตสร้างภาพได้ด้วยตัวมันเอง
    แล้วไปเล่นกับภาพ การเล่นกับภาพเหมือนการ
    ที่ตัวจิต ออกกำลังกาย ก็เลยกลายมาเป็นกำลังจิต
    นั่นเอง. แต่การที่จะไปเล่นกับภาพของจิต
    ก็ต้องเล่นในระดับที่ จิตมันทิ้งกาย หรือ ตัดองค์ประกอบ
    สะสาร จนเหลือแต่ใน ลักษณะที่จิตเป็นสื่อนำแรงก่อน
    ถึงจะได้ผล. ทางโลกพูดให้เข้าใจคือ เล่นกับภาพในระดับ
    ปฏิภาคนิมิต นั่นเอง. เพราะถ้าจิตยังไม่ทิ้งองค์ประกอบ
    สะสารหรือกาย อย่างในกำลังระดับลืมตา หรืออุปจารสมาธิ
    มันก็จะยังมี องค์ประกอบสะสารมาขวางการออกกำลังกาย
    ของจิตอยู่นั่นเอง)

    ที่นี้พอเข้าใจแล้ว เนาะว่า ทำไป การเห็นภาพได้
    ในระดับตาเปล่า แม้ว่าจะสร้างภาพได้ เล่นกับภาพได้
    จึงไม่ส่งผลให้จิต เกิดกำลังจิตขึ้นมา.....


    ที่นี้ทำไมถึงเรียกว่า บารมี เพราะบารมีเปรียบเสมือน
    เครื่องกำเนิดแรง ที่ส่งแรงต่างๆที่สร้างขึ้นมานั้น
    ออกไปภายนอกได้ปกติ พอส่งไปภายนอกได้ปกติ
    ก็สามารถไปเชื่อม ต้นกระแสต่างๆได้ปกติ
    ขึ้นอยู่กับว่า จะไปเชื่อมต้นกระแสใดนั่นเอง

    แต่ในทำนองเดียวกันนั้น มันยังมีคำว่า บุญอยู่อีกคำ
    ซึ่งเรียกว่า แทบจะเรียกว่า บารมีก็ได้ บางคนก็เรียกว่า
    บุญบารมี. มันต่างกันอย่างไรหละ

    บุญนี้ก็เป็น สื่อนำแรงประเภทหนึ่ง ที่ไปสร้างอัตตกิริยา
    หรือไปสร้างให้เครื่องกำเนิดแรง สร้างแรงชนิดหนึ่งขึ้นมา
    แล้วส่งออกไปภายนอก จะส่งแบบใดๆก็ตาม
    จะสร้างได้มากน้อยแค่ไหน หนาแน่นเท่าไร
    เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่งออกไปแล้ว แรงที่ส่งไปรวมกับ
    แรงอื่นๆภายนอกอะไรก็ตาม
    แต่ติดตรงที่ว่า เมื่อส่งออกไปแล้ว พอเราปิดสวิทย์
    ซึ่งเป็นธรรมชาติของ
    เครื่องส่ง กำลังบุญหรือสื่อนำแรงชนิดนั้นๆ ก็จะย้อน
    กลับมารวมเก็บไว้ที่เครื่องกำเนิดแรง ตรงนี้เอง
    (เหมือนกรณีเราปลุกเสก เพิ่มกำลังให้วัตถุต่างๆ
    ที่ส่งไปเชื่อมต้นกระแสต่างๆแล้วทำการตัด
    แต่ว่า กำลังบุญนี้ มันจะตัดของมันเองตามธรรมชาติ)

    ตรงนี้เป็นที่มาว่า. สื่อนำแรง ที่เรียกว่า บุญทำไมถึง
    ไม่มีหมด มีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆนั่นเอง

    สังเกตุไหมสื่อนำแรงที่เรียกว่า
    บารมี กับ บุญ บารมีส่งไปภายนอกเป็นปกติ
    บุญมีการส่งไปภายนอกแต่เป็นชั่วคราว......


    ที่นี้ ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ แล้วเกท ก็จะพบว่า
    เราก็สามารถ พลิกบุญตรงนี้ให้เป็นบารมีได้
    โดยที่ ตัดเงื่อนไขต่างๆ ที่จะทำให้แรงบุญนั้น
    ถอยกลับมาเก็บที่เครื่องกำเนิดต่างๆเช่น
    ให้แบบไม่คิดอะไร ให้แล้วๆไป ให้แบบไม่คาด
    ไม่หวังผลอะไร (ไอ้ให้ๆแบบนี้ เป็นอุบายนั่นหละ)
    สื่อนำแรงที่เรียกว่า บุญนี้ ก็จะกลายเป็นแรงที่
    มีกิริยาแบบ บารมีได้ของมันเอง.
    เราจะเรียกว่า บุญบารี ก็ได้ ถ้าเข้าใจลักษณะของแรงมัน
    จะว่าไป ทางโลกก็เรียกถูกนะ. เรียก บุญก่อนค่อยเรียกบารมี



    เพียงแต่ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น
    น้อยคนนัก ที่จะพัฒนาจิตจนกลายเป็น
    เครื่องส่งได้เป็นปกติ ยกเว้นท่านที่พ้นแล้วจริงๆ

    แต่ก็สามารถสร้างให้เป็นเครื่องส่งสื่อนำแรง
    ได้ในระยะเวลาช่วงใดช่วงหนึ่งได้

    เพราะว่า สื่อนำแรง(ที่เป็นจิต) และองค์ประกอบสะสาร
    (ที่เป็นกาย) มันยังอาศัยซึ่งกันและกันอยู่ และก็อยู่ร่วม
    กับ องค์ประกอบและสื่อนำแรงต่างๆที่มองไม่เห็น
    ที่มีอยู่ภายนอกเป็นปกติ


    การสร้างให้จิตกลายเป็นเครื่องกำเนิดแรง
    มีแรงต่างๆที่จะผลิกกลายเป็นบารมีได้นั้น
    ก็ถือว่าดีแล้ว

    และในโลกความเป็นจริง ยังมีความจำเป็น
    ที่จะต้องใช้ หรือนำสือนำแรงไปใช้ต่างๆนาๆ
    ตามเหตุและปัจจัยแห่งตนเองอยู่


    ทั้งหมดทั้งมวลที่เล่ามา
    ก็เพื่อให้เข้าใจ ในลักษณะของสื่อนำแรง
    เข้าใจในลักษณะของแรง เอกลักษณของมัน
    ภายใต้แรงโน้มถ่วง
    แรงดึงดูด แรงแม่เหล็กไฟฟ้า(หรือแสง) เรื่องนิวเคียร์
    แบบเข้มและอ่อน ภายใต้ระบบสุริยะจักรวาลเดียวกันนี้


    จะทำให้เรา ใช้ชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบัน
    ได้แยบยลขึ้นนั่นเอง ไม่ว่าเราจะไปอยู่ ณ แห่งหน
    ตำบลใดๆก็ตาม ที่เกี่ยวข้อง กับสื่อนำแรงชนิดต่างๆ

    พอเข้าใจเนาะ
     
  11. Khun Krit

    Khun Krit สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤษภาคม 2018
    โพสต์:
    47
    ค่าพลัง:
    +33
    1.สื่อนำแรง ที่เปรียบกับแก้วหลายใบ ก็เหมือนเวลาในหนัง แยกเงาพันร่าง ทำให้พลังก็แบ่งออกไปตามจำนวนร่าง พอมารวมร่างกันใหม่พลังก็เยอะเหมือนเดิม ^^
    2.
    ทำไมต้องเป่าตัดครับ ปล่อยให้เชื่อมกับต้นกระแส ไปไหนมาไหนก็น่าจะดีครับ

    3." ดังนั้น หากฝึกสมาธิต่อไป จนกระทั่งจิต สามารถใช้งานได้แบบตัดผ่านร่างกาย เข้าสู่โหมดที่กลายเป็นสื่อนำแรงได้ ตัวจิตก็จะกลายเป็นเสมือนเครื่องเชื่อมโยงสื่อนำแรง โดยที่มีอากาศภายนอกเปรียบเสมือนเส้นทางของแรง ที่อาจจะมองเห็นได้ ในขณะที่สื่อนำแรงกำลังไปเชื่อมต้นกระแสนั่นเอง " โหมดอรูปฌาณที่พี่เคยพูดถึง ? ทำได้ตอนท่องคาถา ผลของคาถาก็จะแสดงผล ?
    4.ตอนพี่ท่องคาถาหลวงปู่ทวดหรือบทอื่น ๆ พี่จะนึกถึงหน้าท่านตอนท่อง หรือพี่จดจ่อกับคำภาวนาถึงท่านครับ
     
  12. Khun Krit

    Khun Krit สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤษภาคม 2018
    โพสต์:
    47
    ค่าพลัง:
    +33
    งงท่อนสีแดง ตอนจบครับ
    หมายความว่า วัตถุมงคลบางอย่าง จะมีแรงต้านออกมา ไม่ให้จิตเราเข้าถึงต้นกระแสองค์อื่น ๆ หรือต้นกระแสเดิมที่เรามีบุญสัมพันธ์ด้วย ใช่ไหมครับ

    ดังนั้นเลยห้อยหลวงปู่ทวดองค์เดียว เพราะเอกลักษณะของสื่อนำแรง จะไม่ต้านต้นกระแสอื่น ๆ ?
     
  13. Khun Krit

    Khun Krit สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤษภาคม 2018
    โพสต์:
    47
    ค่าพลัง:
    +33
    หรือ มีการกระตุ้นให้จิตนั้นเป็นเครื่องกำเนิดแรง คล้ายจั๊มแบตสตาร์ทเครื่องยนต์ขึ้นมาติดได้ชั่วคราว(วิธีการนี้ส่วนตัวมักทำให้บุคคลอื่นๆ) จิตเป็นทิพย์ชั่วคราว ด้วยวิธีสวดมนต์ในจิตแบบที่พี่สอน
    .
    ที่นี้พอเข้าใจแล้ว เนาะว่า ทำไป การเห็นภาพได้
    ในระดับตาเปล่า แม้ว่าจะสร้างภาพได้ เล่นกับภาพได้
    จึงไม่ส่งผลให้จิต เกิดกำลังจิตขึ้นมา...(
    นั่งทำงานอยู่ นึกถึงหน้าหลวงปู่ ด. แล้วย่อภาพท่านเล็กหรือขยายภาพใหญ่ ทั้งที่กำลังพิมพ์คุยกับพี่อยู่ ?)
    .
    บุญนี้ก็เป็น สื่อนำแรงประเภทหนึ่ง ที่ไปสร้างอัตตกิริยา หรือไปสร้างให้เครื่องกำเนิดแรง สร้างแรงชนิดหนึ่งขึ้นมา แล้วส่งออกไปภายนอก จะส่งแบบใดๆก็ตาม
    จะสร้างได้มากน้อยแค่ไหน หนาแน่นเท่าไร เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่งออกไปแล้ว แรงที่ส่งไปรวมกับแรงอื่นๆภายนอกอะไรก็ตาม (อธิษฐานขอบุญกุศลที่ทำมา จงรวมกับบารมีทำของท่านทั้งหลาย เพื่อนำมาอุทิศส่วนกุศล ให้ถึงถ้วน ๆ ทุกดวงจิตทุกตัวสัตว์ ?)
    .
    โดนคนทักว่าเรามีออร่า หรือพลังที่แรงมาก มีเชื่อมกระแสพลังกับพระโพธิสัตว์บางองค์ด้วย จนผมหัวใจพองโต แต่ก็กลับมานึกดู สุดท้ายก็ต้องฝึกฝน พึ่งตัวเอง ลงมือทำเอง เพื่อให้รู้จริง (ไม่พึ่งพาสิ่งอื่นเกินจำเป็น เพราะเราก็ไม่รู้ไม่ได้เห็นเอง)
     
  14. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,954
    ค่าพลัง:
    +33,732
    เปล่าๆ รีบสรุปเร็วไปนิด
    เด่วเขียนให้อีกรอบนะ ลองอ่านดู

    การ เข้าถึงต้นกระแสจากตัว
    จิตทำได้ และเข้าถึงกะแสในวัถตุ
    ก็ได้ มันทำได้หมดแระ
    วัถตุจะมาต้าน
    การเข้าถึงจากจิตเราไม่ได้
    ไม่งั้นเราจะรู้ได้ไงว่าแรงภายใน
    วัถตุนั้นๆเป็นอย่างไร
    เพราะวัถตุ มันมีองค์ประกอบ
    ของ องค์ประกอบสะสาร
    และสื่อนำแรงอยู่แล้วปกติ

    และปกติ ต้นกระแสต่างๆ
    ก็เปิดให้เข้าถึงอยู่แล้วไม่เคยปิด

    แต่ตัวที่ต้านไม่ให้จิตมีความสามารถ
    เข้าถึง ทั้งต้นกระแส และกะแสในวัถตุ
    มันคือ ตัวเราเอง เช่น การไม่ศรัทธา
    การปรามาส ความลังเลสงสัยเป็นต้น


    ที่นี้ การจะห้อยเดี่ยวหรือ ห้อยหลายองค์
    หรือไม่ห้อยเลย นั่นเป็นยังไง

    ที่บอกห้อยหลายองค์ไม่เหมาะ บางกรณี
    เพราะแรงเดิมที่มีในวัถตุนั้นๆมันต้านกันกัน
    เพราะแรงคนละแนว คนละแบบกัน
    ไม่เอื้อส่งเสริมกัน


    เช่น แรงแบบร้อน กับ แบบเย็นประมานนี้
    ตย. เช่น แนว ลป. ท ออก ลักษณแรง
    คือเบา นิ่ง เร็ว เย็นใส ขึ้นบน มีด้านอฐิษฐานขอ ที่ส่งเสริมทางปัญญาได้ และป้องกัน
    แรงไม่ดีที่มาจากภายนอก
    แล้วไปห้อย อีหงั่ง ร่วมด้วย
    ที่มีแนวแรง วิ่งวกวนไม่ขึ้นบน
    แม้มีด้านอฐิษฐานขอ
    แต่ก็ไปหนุ่นเรื่องกามอารมย์
    และปัองกันต่ำ
    ห้อย สองอย่างพร้อมกันแบบนี้ไม่ดี
    เพราะมันมีแรงต้าน แม้เราจะอฐิษฐาน
    แต่จะยังทำให้วกวนในเรื่องกามได้อยู่
    จาก ตย. พอเห็นภาพนะ

    ขอสรุปอีกรอบว่า

    ๑.วัถตุไม่ใช่ต้นเหตุให้จิตเข้าไม่ถึง
    ๒.ต้นกระแสระดับดี เปิดตลอดไม่มีปิด
    ๓.กระแสที่ไม่วิ่งขึ้นบน ที่ยังวกวนไม่พ้นกาย
    ถือว่ายังไม่ดี ส่วนมากเป็นทางสายดำ
    จะต่างกับพุทธฯ ที่วิ่งขึ้นบนเป็นเอกลักษณ
    แตกต่างที่ความหนาแน่นของกะแส
    และเอกลักษณ์ด้านต่างๆ


    แต่ ถ้าสามารถ
    รู้ลักษณะแรงในวัถตุนั้นๆได้แล้ว
    (รู้คือรู้ว่าเป็นอย่างไร หรือสามารถเทียบกับต้นกระแสได้)
    หรือสามารถที่จะปรับแรง
    ให้ไปในทิศทางเดียวกันได้
    ก็สามารถห้อยหลายองค์ได้


    ดังนั้น มั่นใจองค์ไหน
    ห้อยเดี่ยวน่าจะ ok กว่า
    ประมานนี้
     
  15. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,954
    ค่าพลัง:
    +33,732
    ตอบตามลำดับสีส้มนะ
    ๑. ดีแล้ว
    ๒.ดีมากๆ ถือว่าพุทธานุสติ
    ตอนนอนจะอฐิษฐานครอบกายยิ่งดีมาก
    แต่ถ้าจะพัฒนาต่อไป ในระดับ
    ที่เกิดความสามารถพิเศษทางจิตนั้น
    ต้องยกระดับ กำลังสมาธิให้ขึ้นไป
    ในระดับปฎิภาคนินิต เพื่อสร้าง
    ให้จิต เกิดกำลังจิตก่อน

    ระดับนี้ไม่ใช่กำลังจิตมีกำลังจิต
    แต่จิตสามารถสร้างภาพได้ด้วยตัวจิตเอง

    และในระดับการเห็นที่เล่ามา
    เป็นพื้นฐานที่ดี สำหรับการเตรียมไว้
    ใช้งานในอนาคต
    เพราะอารมย์ใช้งานมันจะเบา
    แบบที่เราเป็นนั่นหละ

    ส่วนมากคนมักจะหลงตัวเองเมื่อมาถึงระดับนี้ แม้ไม่มีความสามารถ
    พิเศษทางจิต ก็หลงตัวเองได้
    อย่างไม่น่าเชื่อ


    ๓. ดีแล้ว ท่านๆก็สอนมาแบบนั้นหละ
    ต่างกันที่การขยายวงของการอุทิศ
    ว่าไปได้ไกลแค่ไหน


    ตอบสีแดง

    เรื่องมีคนทักแม้จะดีอะไรอย่างไร
    ให้เฉยๆไว้ก่อนทุกๆกรณีนะ

    เรื่องแบบนี้ มีระดับ พราหมณ์ทัก
    ฆารวาสมีความสามารถมาทัก
    พระเกจิมีชื่อที่มีชีวิต ท่านทั้งทัก
    ทั้งชวนให้ไปทางนั้นทางนี้
    และท่านที่มีชื่อในอดีตที่ละสังขาร
    ไปแล้วแวะเวียนมาหา

    ถ้าสมมุติว่าพี่ดันเผลอไปยึด
    กับสิ่งที่ท่านเหล่านั้นในอดีตทักมา

    ป่านนี้คงหลงตัวเองมากมาย
    และคงกระโหลกกระลาไร้ความสามารถ
    ฝึกกรรมฐานอะไรคงไม่สำเร็จซักอย่าง
    อีกทั้งใช้งานอะไรก็ไม่ได้ซักอย่าง
    เก่งแต่ในนิมิต ที่รู้เอง เห็นเองอยู่คนเดียว
    และคุยฟุ้งแต่เรื่องนามธรรม
    แนะนำอะไรไปแล้ว
    คนปฎิบัติได้จริง มาอ่านเจอแล้วขำฟันร่วง
    และเสนอแต่เรื่องนามธรรมเรื่องที่ทำให้ยึดติดโลกไปวันๆ

    พอเข้าใจเนาะ
    ตัวเราเองนั้นหละ
    ควรมีตัวชี้วัดตัวเอง
    จะได้ไม่ประมาท

    เล่าให้ฟังฝากไว้พิจารณา
    แบบ พี่สอนน้อง
     
  16. ทาสความดี

    ทาสความดี สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 กันยายน 2007
    โพสต์:
    60
    ค่าพลัง:
    +25
    ขอเป็นผู้อ่านที่ดีค่ะ :)
     
  17. maxmi

    maxmi แม็กคับ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 มกราคม 2017
    โพสต์:
    382
    ค่าพลัง:
    +1,060
    สวัสดีคับ นั่งสมาธิแล้วรู้สึกนิ่งๆอยู่อย่างงั้นคือยังไงคับมีสตินะคับผมขาดตกบกพร่องอะไรไปหรือเปล่าคับ
     
  18. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,954
    ค่าพลัง:
    +33,732
    ไม่มีอะไรขาดตก
    ถ้าสมมุติอยากไปต่อ
    ให้เดินจงกลม ก่อนนั่ง
    หรือ นั่งสลับเดินจงกลมก็ได้
     
  19. maxmi

    maxmi แม็กคับ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 มกราคม 2017
    โพสต์:
    382
    ค่าพลัง:
    +1,060
    ขอบคุณคับ
     
  20. Khun Krit

    Khun Krit สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤษภาคม 2018
    โพสต์:
    47
    ค่าพลัง:
    +33
    กลุ่มพลังงานกับสัญญา ทำงานยังไงครับ พอดีเห็นในโลกออนไลน์มีเรื่องเล่า เยอะแยะไปหมด บางที่มาก็น่าเชื่อถือมาก แต่ก็อ่านเพื่อบันเทิง กับเป็นแรงบันดาลใจปฏิบัติครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...