สารพันปัญหา ตอบโดยคุณ nopphakan

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย นารายณ์ทรงศร, 26 พฤศจิกายน 2016.

  1. lordsir

    lordsir สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    22
    ค่าพลัง:
    +23
    คาราวะอาจารย์ นพ สาธุ อนุโมทนา เป็นกำลังใจให้ศิษย์พี่ทุกท่านครับ บางครั้งสังเกตุเพลินๆนั่งมองพื้นขาว หรือพื้นที่สว่างโล่ง ถึงขึ้นนิมิต แต่พอมองเพลินๆน้ำกับไฟ กับไม่ขึ้นเลย นี่แปลว่ากองหลักในอดีต นี่ ขาว นำมาเลยใช่ไหมครับ อ.นพ
     
  2. nopphakan

    nopphakan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    8,338
    ค่าพลัง:
    +34,678
    อันดับแรก แยกดีๆนะ นิมิตที่ขึ้นในขณะที่ฝึก หรือ ตอนที่นั่งสมาธิ
    นิมิตพวกนี้ จะเห็นนิมิต ตรงๆ เช่น ฝึกน้ำ ก็เห็น น้ำจริง ๆ
    ฝึกไฟก็เห็นสีคล้ายไฟหรือเห็นไฟจริงๆ


    แต่กรณี นเวลาใช้ชีวิตลืมตาปกติ
    เราจะไม่ได้ ต้องไปเพ่งอะไรนะ ยกเว้นในช่วงแรกๆ
    และไม่ได้เพ่งนาน เพราะเราไม่ได้เน้นฝึกตบะ
    และการฝึก แบบจำภาพ แต่ถ้าระบบหายใจไม่ถูกหลัก
    มันจะกลายเป็นว่า จิตรวมกับความคิดเพื่อพยายามสร้างภาพ
    ดังนั้น คนที่ฝึกแบบนี้ ต่อมาถึงปวดศรีษะ ปวดคิ้ว
    และไม่พัฒนาต่อไป เพราะภาพที่สร้างจากความคิด
    มันจะดูสวยและชัดกว่า ไม่เหมือนภาพที่จิตสร้างเอง
    มันจะไม่ค่อยชัด แล้วจะค่อยๆพัฒนาขึ้นมาได้ตามลำดับภายหลัง

    ประเด็นมันจริงๆ เลย
    ก็คือให้ตัวจิต สามารถ สร้างเป็นภาพขึ้นมาได้
    ด้วยตัวมันเอง โดยผ่านทางเหนือระหว่างคิ้ว
    ให้ภาพไปปรากฏภายนอกอยู่บนอากาศ
    และภาพเหล่านี้จะเป็นลักษณะคล้ายๆพลังงาน
    สำหรับในกรณีที่ลืมตาใช้ชีวิตปกติประจำวันนะ


    ดังนั้นเวลาใช้ชีวิตปกติ เช่น ถ้าระลึกถึง น้ำ ก็จะเห็นเป็นสีใส
    แต่มีปรากฏการณ์ รูปร่างคล้ายๆน้ำ ทำให้เรารู้ว่า นี้คือน้ำ
    และมันจะไม่ค่อยชัดเจนอยู่แล้วเรื่องปกติ

    และไม่ว่า จะหลับตาฝึก หรือ ระลึกภาพในชีวิตประจำวัน
    นระดับตาฝึก อุคคนิมิต เป็นเพียงนิมิต ที่เราใช้สำหรับเข้าๆออก
    เพื่อเอากำลังสมาธิสะสมที่ได้จากการเข้าๆออก
    เพื่อยกขึ้นไปปฏิภาคนิมิต ไม่ใช่การไปพยายามรักษา
    ให้มันอยู่นานๆ จิตจะกลายเป็นไปจมไปแช่ ทำให้สมาธิไม่ก้าวหน้า
    หลายคน ที่พยายามไปรักษา พอนิมิต มันสร้างฟอร์มตัวขึ้นมาใหม่
    มันจะแสดงสิ่งที่พิศดารต่างๆนานาๆ และยิ่งตามไปดู
    จะกลายเป็นว่า หลงนิมิต ติดนิมิต อย่างไม่รู้ตัว


    ส่วนระลึกภาพชีวิตประจำวัน เราก็ใช้เพื่อตรวจสอบ
    ว่า ตัวจิต สามารถสร้างภาพให้ไปปรากฏบนอากาศได้หรือยัง
    หรือถ้าสร้างได้ เราก็เอาไว้ซ้อมปั่นนิมิต เล่นๆ
    เหมือนเป็นการฝึก เพราะตรงนี้ยังไม่ส่งผลต่อจิต จนเกิดกำลังจิต
    ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญ




    ลำดับต่อมา เราไม่ใช่เอาได้ เอาการสะท้อนของตา
    เนื่องจากไปมองสี หรือ มองไฟ แล้วปรากฏภาพบนอากาศได้ไหม
    ในเวลาปกติมาเป็นตัวชี้วัด กรรมฐานที่เด่น
    แต่เราใช้ ใช้นิมิตในลักษณะที่มาเอง
    ที่สามารถเห็นได้ ขณะนอนหลับ หรือ ขณะนั่งสมาธิเฉยๆ
    แต่ไม่ได้ฝึกกสิณอยู่ หรือ นิมิตที่มาเองเฮยๆ
    แม้ว่าไม่เคยฝึกอะไร หรือความชอบเป็นพิเศษ มาเป็นตัวชี้วัดได้


    หรือ ใช้การวัดระดับความหนาของมวลพลังงานกสิณกองนั้น
    ในดวงจิตก็พอจะตรวจสอบได้ หรือ จะใช้ในเรื่องของญานวิถีก็ได้
    หากเด่นทางด้านสัมผัสภายในเป็นทุน



    ประเด็นเรา ตอนนี้ ให้มาเน้น การมองไปบนอากาศอย่างเดียว
    โดยไม่ต้องไปมองวัตถุก่อน
    แล้วให้ดูว่ามันสามารถสร้างเป็น ภาพที่มาจากพลังงานได้หรือยัง

    เพราะถ้าเราไปเน้นมองวัตถุที่มีสี มันจะทำให้เราเข้าใจว่า
    ภาพสะท้อนจากสายตาปกติ เป็นนิมิต ที่จิตมันสร้างได้
    หรือ ถ้าเราไปมองน้ำ แล้วเข้าใจว่า จะต้องเห็นเป็นน้ำในเวลาปกตินั้น
    มันจะทำให้เรา หลงประเด็นจริงๆ(ย้อนไปดูประโยคประเด็นจริงๆ)

    ปล. ของเราตอนนี้ ที่เด่น มันจะเป็น อากาศ กับ สีเหลือง
    ดังนั้น อย่าลืมว่า อากาศ ลม น้ำ พวกนี้ มันไม่มีสีหรือสีใส เวลาลืมตา
    เกิดเป็นพลังงานที่มาสร้างภาพ สีมันก็ต้องใสด้วย
    แต่ลักษณะต่างๆ ของนิมิต มันจะเป็นตัวแยกเองว่า เป็น กองไหน เข้าใจเนาะ
    ดังนั้นเราต้องมา เน้นประเด็นให้จิต สร้างภาพด้วยตัวเอง
    ให้ไปปรากฏบนอากาศก่อน ด้วยการแค่ระลึกเฉยๆ
    ไม่ต้องไปมองวัตถุอะไรแล้ว เครเนาะ
     
  3. rachotp

    rachotp เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 ตุลาคม 2020
    โพสต์:
    150
    ค่าพลัง:
    +872
    ขอบคุณครับพี่นพ... พี่นพตอบอธิบายเรื่องสภาวธรรมที่ยากๆ ให้เข้าใจง่ายได้ชัดเจนเห็นภาพเลยครับ ผมขออนุโมทนากับพี่ในคำชี้แนะและความเอื้อเฟื้อต่อกัลยาณมิตรทุกๆท่านด้วยนะครับ สาธุครับ
    การปฏิบัติของผมจัดว่าผมมาถูกทางตามแนวทางสติปัฏฐาน 4 การพัฒนา
    “ปัญญาญาน” แล้วใช่ไหมครับพี่? ผมพยายามพิจารณาเพิ่มเติมว่า ''มันเกิดตอนไหน และดับตอนไหน และมันเกิดขึ้นเพราะอะไร และมันดับไปเพราะอะไรครับ?'' ผมต้องเสริมจุดไหนและเน้นอะไรเพิ่มเติมเป็นพิเศษอีกไหมครับ? การที่เราฝึกปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบอยู่เรื่อยๆเป็นประจำนี่ มันทำให้เราดึงดูดพลังงาน สิ่งมงคล หรือวัตถุมงคล อะไรพิเศษให้เข้ามาในชีวิตเราหรือเปล่าครับพี่? คือผมมักจะได้รับพวกสิ่งมงคล วัตถุมงคล เครื่องราง อะไรทำนองนี้มาแบบแปลกๆโดยบังเอิญนะครับพี่ ล่าสุดผมก็เพิ่งได้รับมาอีก 3 ชิ้นครับ ผมไม่รู้ว่ามันคืออะไร? แต่จับๆดูแล้วรู้สึกว่ามันเย็นๆอย่างไรบอกไม่ถูกนะครับ คือผมไม่ค่อยมีความรู้ในเรื่องพระเครื่องและวัตถุมงคลนะครับ แต่ผมจะไม่ชอบและปฏิเสธพวก สายมู สายดำ สายพราย สายกุมาร สายลูกกรอก สายอาถรรพ์ สายตัวโกง สายไสยเวทย์ ไสยแปลว่าหลับใหล เช่น พระพุทธรูปปางไสยาสน์คือพระพุทธรูปในพระอิริยาบถนอน ไสยเวทย์คือศาสตร์ที่ทำให้คนเราหลับใหล หลง มัวเมา อันนี้นี่ไม่ใช่วัตถุมงคลแนวที่ผมสนใจเลยครับ ผมสนใจและศรัทธาวัตถุมงคลที่เป็นเครื่องรางของขลัง หรือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประเภทอื่นที่ไม่ใช่พระเครื่องที่เป็น สายขาว สายบริสุทธิ์ สายวิมุตติ สายพระเอก บูชาพระรัตนตรัย เน้นพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ หรืออะไรก็ตามแต่ที่เน้นพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ อ่ะครับ ผมรบกวนพี่นพช่วยกรุณาพิจารณาดูให้ผมนิดนึงนะครับว่ากระแสพลังงานของทั้ง 3 ชิ้นนี้เป็นสายที่เหมาะสมกับจริตผมหรือเปล่าครับพี่? และพระเครื่องและวัตถุมงคลองค์ไหนที่ผมควรจะบูชาเป็นหลักครับ? ผมทราบมาว่าพี่นพเคยผ่านประสบการณ์ในเรื่องพลังงาน (ธรรมชาติ & พุทธะ) ทำนองนี้มาก่อน จึงขอรบกวน และขอบคุณล่วงหน้า เพื่อเป็นวิทยาทานครับ

    ขอแสดงความนับถืออย่างสูง
    รชฏ
    , your short, poor, almost handsome, humble, BIG FAN
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 1.jpg
      1.jpg
      ขนาดไฟล์:
      97.2 KB
      เปิดดู:
      22
    • 2.jpg
      2.jpg
      ขนาดไฟล์:
      102.8 KB
      เปิดดู:
      23
    • 3.jpg
      3.jpg
      ขนาดไฟล์:
      107.3 KB
      เปิดดู:
      23
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 พฤศจิกายน 2020
  4. lordsir

    lordsir สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    22
    ค่าพลัง:
    +23
    ขอบพระคุณครับ กระจ่างสว่างกลางใจ
     
  5. volvo16738

    volvo16738 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    122
    ค่าพลัง:
    +82
    ขอถามหน่อยครับ จริงๆมันคือเรื่องนานมาหลายเดือนแล้ว

    ผมเคยถอดกายออกมาได้ในท่านั่งจำได้ว่านั่งจนจิตสงบมากๆจนถึงช่วงหนึ่งร่างก็หลุดออกมาลอยเหนือพื้นประมาณ 1 เมตรได้ ลักษณะของกาย เบา ละเอียด เหมือนไม่มีน้ำหนัก แต่ผมมองไม่เห็นร่างกายละเอียดของตัวเอง แต่รู้สึกได้ว่ากายของเราเป็นพลังงาน มองเห็นสภาพแวดล้อมเหมือนจริงหมด และมีความรู้สึกตัว มีสติ ตั้งแต่ก่อนออกจนกายหลุดออกไป จึงรู้ว่าคงไม่ได้ฝันไปแน่ๆ หลังจากหลุดออกมาแล้วผมลอยออกมานอกหน้าต่าง ลอยไปลอยมาดูสภาพแวดล้อมนอกบ้าน การเคลื่อนที่ ทำได้โดยใช้ความคิด ไปซ้าย ขวา ทำได้โดยแค่คิดก็ขยับแล้ว มองดูสภาพแวดล้อมข้างนอก เห็นเหมือนช่วงพระอาทิตย์ใกล้ตก ภาพที่เห็นดูมัวๆ คล้ายๆเวลาช่วง 6 โมงเย็น พระอาทิตย์กำลังตก แต่ตามความเป็นจริงเวลาที่ออกมานั้นคือตี 4 กว่าๆที่จะบอกคือสภาพแวดล้อม สิ่งของที่วาง เหมือนจริงมากและอยู่ในตำแหน่งนั้นๆจริงๆ แต่สภาพแวดล้อมที่เห็นกลับเป็นภาพคล้ายช่วงเย็น ทั้งที่จริงมันตี 4 กว่าๆแล้วแต่กลับมองเห็นทุกอย่าง พอกลับเข้าร่าง ผมสังเกตดูยังอยู่ในท่านั่ง และยังจำที่ตัวเองลอยไปมาได้ ยังจำสิ่งที่เจอได้หมด เลยคิดว่าคงไม่ได้ฝันไปแน่ๆ แต่ผมกลับไม่เห็นวิญญาณคนอื่นเลย...

    อยากทราบว่ากายที่ถอดไปนี่คือกายพลังงานที่ไม่มีรูป หรือคล้ายๆสัมภเวสีไหมครับ?

    ผมเคยถามท่านๆหนึ่งในเว็บนี้แหละ อยู่ในเว็บนี้นานพอๆกับคุณนพฯ มั้ง ท่านบอกว่าที่ออกไปมันคือกายเวทนา และสิ่งที่เห็นนั้นเป็น Twilight Zone ภาพมันจะสลัวๆ เป็นภพภูมิของสัมภเวสี อะไรประมาณนี้ครับ และหากพัฒนาหรือฝึกไปอีกขั้น กายตัวนี้จะเปลี่ยนเป็นกายจิต คือจะมองเห็นร่างของตัวเอง และเห็นสายที่เชื่อมกายด้วยมั้ง อะไรประมาณนี้ครับ

    ผมเคยถามอีกท่านนึงคือคุณ T_S ซึ่งคนในเว็บน่าจะรู้จักกันเยอะ ก็บอกว่าผมถอดกายได้จริง ก็คงเป็นกายนี้แหละมั้งครับ เพราะกายจิตแบบที่ถอดออกมาแล้วเห็นร่างกายหยาบ และ ละเอียดของตัวเอง มีเส้นที่เชื่อม อันนั้นผมยังไม่เคยเห็นเพราะยังทำไม่ได้

    มี comment นึงจากเว็บ pantip น่าสนใจเหมือนกัน

    https://prnt.sc/vm9g6w

    จากเว็บจริงๆ https://pantip.com/topic/33425758

    ใช้คำว่า the Twilight Zone เหมือนที่ผมบอก จริงๆสภาวะที่ผมเจอก็เป็นแบบนั้นครับ ผมมองไม่เห็นวิญญาณดวงอื่นและคิดว่าไม่มีใครเห็นผมเหมือนกัน (มั้ง)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 พฤศจิกายน 2020
  6. nopphakan

    nopphakan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    8,338
    ค่าพลัง:
    +34,678
    จะบอกว่า ลักษณะการออกแบบนั้น คือ พรวดพลาดออกมา และไปได้ไม่ไกล
    คืออยู่ในบริเวณที่ร่างกายเนื้อเราอยู่ มันมองไม่เห็นกายละเอียดตัวเองอยู่แล้วเรื่องปกติ
    แต่ว่ามันจะมองคล้ายๆกับว่า เรามีตาเดียว
    และก็สภาพแวดล้อมที่มองเห็นมันก็แบบนั้นหละ และมันก็จะพอมองเห็นสภาพแวดล้อม
    ต่างๆได้เรื่องปกติ เพราะมัน อยู่ในรูปโหมดที่มีความเป็นทิพย์ และไม่มีตัวรูปมาปกปิด
    ในเรื่องของการรับรูต่างๆ เป็นที่มาของการมองเห็นสภาพแวดล้อมได้หมด
    พูดง่ายๆ เป็นแบบนั้นทุกคนนั้นแระที่เคยทำได้มาก่อน

    มันต่างกับสัมพะเวสี ที่มีแต่พลังงาน เป็นมวลๆหนึ่ง ทั่วไปอาจจะเป็นวงกลม
    หรือดวงจิต แต่ที่เราเห็นเป็นรูปเป็นร่างเพราะ อาศัยการเชื่อมต่อตัววิญญาน
    ซึ่งกันและกัน คือ ตัวจิตเค้าส่งกะแส หรือ ตัววิญญาน เค้าเข้ามากระทบกับ
    ตัววิญญานที่อยู่ในจิตเรา และปรุงร่วมกับสัญญาที่มีในจิตเรา หรือ สัญญาที่
    สร้างจากตัวจิตเค้า สร้างขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่าง ให้เราเรียกถูกจำได้นั่นเอง
    ถ้าไม่มีขั้นตอนตรงนี้เราจะรู้สึกว่า แค่มีพลังงาน หรือ เห็นเป็นวงกลมๆเท่านั้น


    มาต่อเรื่องกายละเอียด
    ยกเว้นว่า กายละเอียดนี้ จะค่อยๆลุกขึ้นมา ถ้าอยู่ในท่านอนนะ หรือค่อยๆขยับออกมา
    ถ้าอยู่ในท่านั่ง มันถึงจะมองเห็นกายละเอียดตัวเองได้ และสัมผัสเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม
    ต่างๆมันจะชัดเจนขึ้นมาก แม้แต่เสียงลมพัดผ่าน จะได้ยินเทียบกับความรู้สึกทางโลกคือหูแทบแตก และสภาพแวดล้อมที่เห็น ถึงจะออกสว่างๆเหมือนตอนกลางวัน

    และที่สำคัญเลยถึงจะสัมผัสได้ว่า
    มันจะมีไอ้เส้นๆหลายเส้น ที่มันอยู่ด้านหลังของกายละเอียดนี้
    ไอ้พวกเส้นๆนี้หละ ที่ยังจะเชื่อมกับร่างกายเนื้อของเรา
    ส่วนตัวเรียกเส้นพวกนี้ว่า สายใยวิญญาน
    ซึ่งเป็นเส้นที่ต้องระวังสุดๆ เพราะถ้ามีภพภูมิอื่นๆมารบกวน
    มาจับเส้นนี้ เวลากลับเข้าร่างกาย จะส่งผลร้ายแรงต่อเราได้
    และถ้าสมมุติว่า มันถูกตัด เราจะกลายเป็น วิญญานเร่ร่อนกลับเข้า
    กายเนื้อไม่ได้ทันที เค้าจึงให้สร้างบารมีเพื่อสร้างพันธมิตรทางภพภูมิ
    หรือ มีครูบาร์อาจารย์
    คอยช่วยดูแลในส่วนนี้นั่นเอง



    และกายละเอียดนี้ มันเกิดจาก ตัววิญญานในจิต มันอุปโลกน์ น
    ไปสร้างอีกกายหนึ่งขึ้นมาให้เป็นรูปเป็นร่าง
    จากตัวสัญญาในจิตเราตามระดับภูมิจิต ตามบารมี
    ณ เวลานั้นของตัวจิตนั่นเอง เช่น ถ้าตอนนี้ ภูมิจิต
    เป็นมนุษย์ มันก็จะอุปโลกน์เป็นกายมนุษย์
    ถ้าภูมิจิต เป็นเทพ มันก็จะอุปโลกน์เป็นเทพ
    ส่วนการแต่งกายแบบเทพ ก็ตามสัญญาเหมือนเดิม

    เช่น นาย A เป็นคนไทย นับถือพุทธ ภูมิจิตเทพ
    เกิดทำได้ เวลาเห็นกายเนื้อตัวเอง ก็จะคล้ายๆคนแต่งชุดลิเก หุ่นสำอาง

    แต่ นาย B เป็นฝรั่ง แต่เกิดนั่งสมาธิได้เหมือน นาย A คนไทย
    ภูมิจิตเทพเหมือนกัน เวลามองเห็นกายเนื้อตนเอง จะมองเห็น
    เป็นคน แต่งชุดขาวหลวมๆ ดูมีกล้าม ผมถึงหูเส้นหนาเหมือนไม่หวี

    แต่ถ้า นาย C เป็นคนจีน ดันทำได้อีก ภูมิจิตเดียวกันอีก
    เวลาเห็นตัวเอง ก็จะเห็นว่า ใส่ชุดนักรบ ถืออาวุธยาว หน้าตาเหมือนท่านเป่าตอนไม่ยิ้ม
    อะไรประมาณนี้


    เมืองบังบด มันก็คือ มิติทับซ้อน ที่อยู่ในชั้นระนาบความสูงเดียวกันกับโลกเรานี่หละ
    ปกติสามารถเข้าไปได้อยู่ แต่จะไปได้แค่ดูเฉยๆ
    ยกเว้นว่า เค้าจะมาเชิญเราไปเข้าไปเอง แบบนี้
    เราจะมีกิจกรรมร่วมกับพวกนั้นได้อยู่

    มันก็คือ เมืองที่รวมดวงจิต รวมกะแส ที่ชอบอะไรคล้ายๆกัน
    มีบารมีพอกัน นั่นหละ
    และด้วยอยู่ในระนาบชั้นความสูงเดียวกันกับโลกเรานี้เอง
    ถ้าเราเข้าไป สภาพแวดล้อมจึงดูคล้ายๆกับโลกเรา
    แต่อาจจะมีอะไรแปลกๆหน่อย เช่น มีต้นไม้ขนาดเท่ากันทุกๆต้น
    หรือเห็นคนทำกิจกรรมเดียวกัน เช่น ร้องเพลงเหมือนกัน
    สวดมนต์เหมือนกัน บางทีเดินสวดมนต์แบบเข้าแถวหน้ากระดานก็มี
    และบางที ก็เข้าได้แต่พระสงฆ์ก็มี พูดง่ายๆ มันมีเยอะมาก
    ปกติพวกนี้ ถ้าเราพอมีอะไรช่วยเค้าได้ เค้าจะมาเชิญเราเข้าไปเองนั่นหละ


    ถ้าพูดตามหลักวิทยาศาสตร์ มันก็คือ ระบบแรงระบบหนึ่ง
    ที่มันซ้อนทับ กับระบบแรงปกติโลกเราอยู่ ในชั้นความสูงระดับเดียวกันนั่นเอง
    เพียงแต่ในระบบแรงนั้น จะไม่มีอนุภาคที่เป็นองค์ประกอบสะสาร เข้าใจไหม

    หยาบๆนะ ร่างกาย วัตถุ ในจักรวาลเรานี้
    ประกอบด้วย อนุภาคที่ ๑. เป็นองค์ประกอบสะสาร(ชิ้นเล็กๆประกอบเป็นรูปร่าง
    เช่น แก้ว ๒ ใบเอามาต่อกัน ก็จะเป็นแก้วสองใบขนาดใหญ่ขึ้น)
    ๒.อนุภาคที่เป็นสื่อนำแรง ถ้าร่างกายคือ อนุภาคองค์ประกอบสะสาร
    มีอนุภาคที่มีสื่อนำแรงแทรกอยู่ แต่ถ้าพุทธจะใช้คำว่า ธาตุต่างๆแทนที่พัฒนา
    จากสื่อนำแรงมาเป็นองค์ประกอบสะสารแล้ว (เป็นนามธรรม เป็นพลังงาน ไม่อิงพื้นที่ เลยไม่มี
    ระยะทางจากขอบอีกด้าน ถึงอีกด้านที่รวมเป็นพื้นที่ เลยไม่ขึ้นอยู่กับเวลา และ
    ระยะทาง มีเอกลักษณ์ เพิ่ม ลด ดึง ดูด สร้างอัตตลักษณะเฉพาะตนได้
    ตย เช่น มีแก้ว ล้านใบ เอามาต่อกัน ก็จะเป็นแก้วใบเดียว )
    และ ทั้งหมดนี้ อยู่ภายใต้ระบบแรงปกติโลก คือ แรงโน้มถ่วง แรงดึงดูด แรงแม่เหล็กไฟฟ้า(แสง) และแรงนิวเคลียร์(คล้ายยางยืด)แบบเข้มและอ่อน(ทางปฏิบัติจะเริ่มพัฒนาจากแรงนี้)
    จากข้อความข้างบน จะเห็นว่า จากเอกลักษณ์ปกติของ
    อนุภาคที่เป็นสื่อนำแรงอย่างเดียว
    ในระบบแรงที่ไม่มีองค์ประกอบสะสาร
    ถึงมาแทรกในระระบบแรงปกติของโลกเราได้นั่น


    แต่ถ้า ในระบบแรงที่ไม่มีอนุภาคที่เป็นองค์ประกอบสะสาร
    แต่ถ้าเราไปเอาวัตถุในระบบแรงนั้นมา
    วัตถุที่เรานำเข้ามาในระบบแรงปกติโลก มันถึงจะมาสร้าง
    องค์ประกอบสะสารขึ้นมาได้ อ้างอิงจากระบบแรงปัจจุบันที่เราอยู่
    วัตถุนั้นเราก็จะจับต้องได้
    แต่ถ้าตัวเราไประบบเค้า เราก็จะปรับตามระบบแรงเค้า
    ถึงจะเข้าไปอยู่กับพวกเค้าได้
    ปกติมันจะกลับไปกลับมาแบบนี้ ตามระบบแรงนั้นๆ
    ยกเว้นเค้าจะออกมาหาเรา เค้าก็ต้องมาอุปโลกน์องค์ประกอบสะสาร
    เพื่อให้ดูคล้ายๆเหมือนเป็นรูปเป็นร่างแบบชั่วคราว เพียงแต่เค้าสร้าง
    รูปร่างชั่วคราวจาก องค์ประกอบสะสารที่เป็นนำแรงนั่นเอง
    พอเข้าใจเนาะ



    จริงๆตอนนั้นนะ ถ้าฝืนๆมันนะ ไม่ให้มันออก แล้วมาเจริญสติให้ต่อเนื่องจริงๆ
    ประมาณ ครั้งที่ ๓ หรือ ๔ ก็จะเข้าใจที่เล่าให้ฟังในวันนี้ได้แล้ว
    โดยไม่ต้องถามใครก็ได้ ไม่ใช่เรื่องเมืองบังบดนะ

    ปล เสียดายหกเจ๊ดปีก่อน เคยถุกเชิญไปเมืองหนึ่ง ตอนกลับเค้าเอาพวกคล้ายหิน
    ใส่ถาดมาให้ ถ้าตอนนั้น หยิบมาซักสามสี่ชิ้น จะเอามาใชว์ให้ดูอยู่
     
  7. volvo16738

    volvo16738 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    122
    ค่าพลัง:
    +82
    - เข้าใจแล้วครับ ขอบคุณมากที่เล่ามา

    - กายแบบนี้ผมเคยถอดได้หลายครั้งแล้วครับ แต่ปกติจะปล่อยมันออกเพราะคิดว่าตอนออกมันน่าจะมองเห็นร่างตัวเองและเป็นลักษณะแบบกายจิตอะไรประมาณนี้ ไม่คิดว่าตอนออกมาจะเป็นรูปแบบพลังงานไม่มีร่าง และผมไม่ได้บังคับไม่ให้มันออก มันจะออกก็ปล่อยมันเลย จริงๆแล้วพอจับวิธีที่ตัวเองนั่งในตอนนั้น และจำขั้นตอนของมันได้บ้างอยู่ แต่ตอนออกมันคล้ายๆกับความฝันแบบยังมีสติ เลยคิดว่ามันคงเป็นแค่ lucid dream คล้ายๆรู้ตัวในฝันเฉยๆ เลยไม่ได้ฝึกต่อ หาวิธีอื่นแทน แต่ตอนนั้นก็แปลกใจว่าเรามีสติตลอดตั้งแต่ก่อนออก จนถึงช่วงออกมาแล้ว ก็ยังมีสติเหมือนไม่ได้หลับอยู่ จะฝันได้ยังไง
     
  8. volvo16738

    volvo16738 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    122
    ค่าพลัง:
    +82
    อันนี้ใช่ที่เขาเรียกอาทิสมานกายไหมครับ หรือแตกต่างกัน?
     
  9. rachotp

    rachotp เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 ตุลาคม 2020
    โพสต์:
    150
    ค่าพลัง:
    +872
    พี่นพครับ ถ้าพี่นพสะดวกหรือมีเวลาว่าง ผมรบกวนพี่นพช่วยกรุณาตอบข้อสงสัยของผมในกระทู้ #703 ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ… ขออภัยหากรบกวนครับ
     
  10. nopphakan

    nopphakan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    8,338
    ค่าพลัง:
    +34,678
    การปฏิบัติมาในแนวทางอยู่
    เพียงแต่ที่แนะนำว่า

    ''มันเกิดเพราะอะไร ดับเพราะอะไร เกิดเวลาไหน ดับเวลาไหน''
    พวกนี้ เรามาสังเกตุตอนใช้ชีวิตประจำวันนะ ไม่ใช่ตอนทำสมาธินะ
    พวกนี้เป็นทริคทางปฏิบัติ เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับกรณีจะไปต่อ
    ทางด้านปัญญาญาน

    แต่ต้องมาเพิ่ม ในเวลาก่อนที่นอน ให้มานึกย้อนพิจารณาว่า
    ระหว่างวันเราทำอะไรมาบ้างทั้งวันนั้นหละ แต่งตัวอย่างไร
    เจอใคร พลาดเรื่องอะไรบ้าง และมาระลึกย้อนอีกที
    ก่อนที่จะลืมตาตื่นนอนในตอนเช้า ย้ำว่า ก่อนที่จะลืมตาแล้วตื่นนอนนะ
    พวกนี้ เป็นทริคทางด้าน สติสัมโภษชงค์ เพื่อที่จะเอาสติตรงนี้
    มาหนุน การไปสังเกตุ สาเหตุที่เกิด สามเหตุที่ดับ
    ไม่งั้น เราจะไม่ทันตอนที่เกิด และ ตอนที่มันดับไป เราก็ไม่ทัน
    เพราะเราจะลืมไปเลย ......


    และที่สำคัญก็คือ ต้องทิ้งนามธรรมให้หมด ทิ้งรูปมันง่าย
    แค่เราหันไปมองที่อื่น จิตก็ไม่สนใจรูปแล้ว
    แต่นามเรามักลืมทิ้ง โดยเฉพาะกิริยาต่างๆ ที่เกิดในระหว่างการปฏิบัติ
    ไม่ว่า การรับรู้ ทางตา ทางหู ฯลฯ ที่พลาดกัน คือ มักจะไปหาคำตอบ
    ซึ่งยิ่งหา ยิ่งไม่ได้คำตอบ เพราะ กิริยาทางนามธรรม
    มันหาคำตอบไม่ได้จากการคิด มันต้องใช้ตัวสติทางธรรม
    ที่ได้จากการเจริญสติเท่านั้น และที่พลาดอีกคือ
    แม้รู้ว่า ต้องใช้สติทางธรรม คือ มักลืมเลิกสนใจ
    กับ กริยาทางนามธรรมต่างๆที่ได้ พบเจอมา


    ต่อมา โลกและจักรวาลนี้มันอยู่ ภายใต้แรงดึงดูด แรงโน้มถ่วง เดียวกัน
    แรงพวกนี้ เป็นนามธรรม และแทรกอยู่ในวัตถุ ที่เป็นอนุภาคองค์ประกอบสะสาร
    อยู่แล้วปกติ
    แต่แรงหรือกระแส ที่เป็นนามธรรมเหล่านี้
    มันเป็น อนุภาคองค์ประกอบสะสารที่เป็นสื่อนำแรง
    เอกลักษณ์(คือ กิริยาปกติมัน) สามารถ ดึงดูดซึ่งกันและกัน
    เพิ่ม ลด และสร้างอัตตลักษณะเฉพาะตนได้ ดังนั้น
    ให้เราจำ เอกลักษณ์ของมันตรงนี้ไว้ให้ดี


    แต่ทางโลก เค้าก็ว่า คนที่ชอบเหมือนกันมักมาเจอกัน
    ความชอบ ในส่วนความคิดที่ชอบ มันก็เป็น สื่อนำแรง
    ความไม่ชอบ ในส่วนความคิดไม่ชอบ มันก็เป็นสื่อนำแรง
    สื่อนำแรง ที่อยู่ในวัตถุ ลักษณะไปทางไหน
    ถ้าตัวจิตเราที่ประกอบด้วยสื่อนำแรงในแนวทางเดียวกัน
    มันก็ทำให้เราชอบวัตถุนั้น และมีเหตุให้ได้พบเจอวัตถุนั้นๆได้
    ดังนั้น เรื่องพวกนี้จึงถือว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่มีอะไร

    แต่การที่เราจะไปเข้าใจ พวกนามธรรม สื่อนำแรง พลังงานอะไรพวกนี้
    มันก็ต้องเริ่มจากการที่ เราไปยึดในนามธรรมเรานี้ก่อน
    สติทางธรรมนั่นหละ ที่ทำให้เรา รู้เท่าทัน การเกิดของ นามธรรมต่างๆเหล่านี้
    ไม่ว่า อารมย์รัก โลภ โกรธ หลง ปัญญาทางธรรม
    ทำให้จิตเข้าใจกระบวณการที่มันเกิดไป
    แล้วและวางมันลงได้ ในเบื้องต้น และปัญญาญานทำให้เข้าใจ
    ต้นตอและสาเหตุของการเกิดของมัน
    ดังนั้น หากมีสติเราจะรู้เท่าทันได้เร็ว
    หากมีปัญญาทางธรรมเราจะวางได้เร็ว แต่อนาคนเรื่องที่เคยวางจะยังขึ้นมาได้อีก
    แม้ว่า ไม่มีผลอะไรต่อใจ แต่มันยังขึ้นมา
    และ หากมีปัญญาญาน ได้ เรื่องนั้นมันถึงจะไม่เกิดขึ้นอีกได้เลย
    แม้ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมๆ ที่เคยทำให้เรื่องนั้นเกิดมาก่อน
    ทางพุทธเราจะมาเน้นตรงนี้

    คำว่า ไม่เกิด ในที่นี้ คือ ตัวจิต ไม่ส่งตัววิญญานออกไปกระทบ
    หรือ แม้ว่าจะมีการส่งมาจากภายนอกเข้ามาที่จิต
    ตัววิญญานก็ไม่เกิดไปร่วมด้วย ในขณะที่ ทุกสิ่งทุกอย่าง
    ภายนอกมันก็ยังคงมีเป็นปกติ
    ท่านที่พ้นแล้ว คือ ท่านที่ตัววิญญานท่านไม่ส่งออกไม่รับเข้ามานั่นหละ
    แต่ว่า โลภ โกรธ หลง ที่มีมาตั้งแต่เกิด มันมีอยู่ปกติ
    แต่ไม่มีอะไรมาทำให้มันเกิด ส่วนการจะไม่ให้มี โลภ โกรธ หลง
    ในจิตเลยนั้น มันต้องใช้ สภาวะดับ เข้าไปค่อยๆคลายให้มันมีน้อยลง
    ตรงนี้ ต้องอาศัยสมาธิที่เข้าถึงสภาวะดับได้ อย่างน้อยต้องพอมี
    เชื้อทางปฏิสัมภิทาญานมาบ้างถึงจะสามารถพอทำได้



    ส่วนวัตถุทั้ง 3 ชิ้น กระแสถือว่าอยู่ในแนวกระแสทางพุทธ(อยู่ในแนวกระแสทางพระพุทธ)อยู่ ชิ้นที่ 1 กับ 2 แทบเรียกได้ว่าบุคคลที่ทำเป็นท่านเดียวกัน ใช้วิธีการอฐิษฐานจิตเอา มีชิ้นที่ 3 ที่จะเน้นมาทางป้องกันกระแสพลังงานระดับล่างที่ไม่ดีมากหน่อยก็ใช้การอฐิษฐานร่วมกับบทคาถาเฉพาะ ส่วนการเลือกที่วัตถุที่ชอบ ก็เลือกวัตถุที่อยู่ในกระแสทางพุทธก็ถือว่าใช้ได้หมดแล้วแต่ความชอบของเราเลย...
    วัตถุมงคลที่ห้อยแล้วดีที่สุด คือ วัตถุที่เราห้อยแล้ว
    มีความรู้สึกว่า เหมือนไม่ได้ห้อยอยู่ ดีหมดนั่นหละ


    ปล. ท้ายนี้ไม่ว่าเราจะปฏิบัติอะไรมาก็ตาม ให้ดูผลในปัจจุบัน
    ง่ายๆ ทั่วๆไป นิสัยเราเทียบกับในอดีตดีขึ้นไหม ไม่ว่าด้านไหนๆ
    และในเวลาใช้ชีวิตปกติ จิตเรามันสามารถคลายตัวเองได้ตามธรรมชาติไหม
    อย่างน้อยก็เป็นเครื่องประกันว่า ในเวลาที่จะไป อย่างน้อยเราก็ไปได้ดี
    เพราะในโลกความจริง เวลาเราจะเสียชีวิต ร่างกายมันไม่เอื้ออะไรให้แล้ว
    ที่จะมาเข้าสมาธิหรือทำอะไรได้ดังนั้น ธรรมชาติของจิตในเวลาใช้
    ชีวิตประจำวันนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญมากๆ.....เครเนาะ
     
  11. nopphakan

    nopphakan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    8,338
    ค่าพลัง:
    +34,678
    สังเกตุสภาพแวดล้อมเอา ว่าเงียบหรือไม่เงียบ มีส่วนร่วมหรือไม่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์
    เป็นการแยกระหว่าง ยกกายละเอียด กับ การส่งจิตตัวจิตออก


    ตัวเดียวกันนั่นหละ แล้วแต่จะเรียก จะเรียก กายนามธรรม กายที่ซ้อนกาย
    กายทิพย์ กายละเอียด อทิสมานกาย
    กายทิพยพิเศษ ธรรมกาย ฯลฯ มันคือ อุปโลกน์ภาษาสมมุติมาพอให้เรียกถูกเฉยๆ
    แต่ กระบวณการเกิดมันก็เหมือนนั่นหละ ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไร
    เหมือน ร้อน Hot veryhot ฮ้อนหลาย ร้อนเจ้า ร้อนอีหลี ร่อนหลาย ฯลฯ
    มันก็คือ ความรู้สึกร้อนเดียวกันนั่นหละ อย่าไปยึดภาษาสมมุติ
    ให้ดูที่กิริยาทางนามธรรม
    ไม่มีอะไรหรอก...
     
  12. rachotp

    rachotp เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 ตุลาคม 2020
    โพสต์:
    150
    ค่าพลัง:
    +872
    ขอบพระคุณครับพี่นพ ผมตามอ่านเก็บความรู้ในกระทู้นี้มาได้สักระยะแล้วครับ ขอบพระคุณพี่นพเป็นอย่างสูงที่สละเวลามาตอบกระทู้นี้อยู่เป็นประจำครับ ความจริงผมควรจะเรียกพี่นพว่าคุณอานพน่าจะเหมาะสมกว่าเนื่องด้วยข้อจำกัดทางวัยวุฒิของผมที่ยังน้อยอยู่ แต่ผมขออนุญาตเรียกคุณอานพว่าพี่นพละกันครับ ผมโพสต์ข้อความนี้ขึ้นมาเพื่อเป็น กำลังใจ และ ขอชื่นชมพี่นพจากใจจริงที่ได้หมั่นคอยโพสต์ตอบอธิบายหลักธรรมะแนะแนวทางในการปฏิบัติดีๆให้ พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ทุกๆท่านที่เป็นกัลยาณมิตรที่ดี รวมทั้งตัวผมได้ศึกษาและนำไปปฏิบัติครับ โดยส่วนตัวผมชอบโพสต์ในกระทู้ #710 #700 #682 #671 ที่พี่นพตอบผมมากๆครับ มันชัดเจน ลึกซึ้ง แต่ เข้าใจง่ายครับ ปัญญาที่เฉียบแหลม ย่อมสามารถแทงตลอดได้ทุกคำเขียนและทุกคำพูดที่แสดงออกมา อันนี้สังเกตเห็นได้ชัดเจนจากทุกคำเขียนและข้อความที่พี่นพแสดงออกมาว่าพี่นพมีภูมิความรู้ทางโลกและทางธรรมมากน้อยเพียงใดครับ ทองแท้ย่อมไม่แพ้ไฟ ของจริง คนจริง ไม่ต้องพูดเยอะครับ เดี๋ยวเจ็บคอครับ ผมขอแสดงความนับถือพี่นพเป็นอย่างสูงครับ ผมรู้สึกดีมากๆที่เข้ามาตามอ่านกระทู้นี้อยู่เป็นประจำครับ

    ผมขอน้อมกราบอาราธนาอำนาจของคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลกและทั่วทั้งอนันตจักรวาล และ ผมขอน้อมกราบอนุโมทนาอำนาจบารมี พระคุณความดี กุศลความดีทั้งหลายของครูอุปัชฌาย์อาจารย์ ครูบาอาจารย์ และ ผู้ที่มีพระคุณต่อผม ตั้งแต่ในอดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติ จงดลบันดาลให้ผลบุญส่วนกุศลทั้งหมดที่ผมได้เคยได้สร้างกระทำบำเพ็ญมาตั้งแต่ในอดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติจงถึงแก่พี่นพและ ครอบครัว และทุกๆท่านที่เข้ามาโพสต์เผยแพร่แบ่งปันข้อคิดเรื่องราวดีๆในกระทู้นี้หรืออ่านกระทู้นี้ครับ ขอให้พี่นพและ ครอบครัว และ ทุกๆท่านจงประสบพบเจอแต่ความดี สิ่งที่ดีๆให้มากๆ แคล้วคลาดปลอดภัยจากเภทภัยภยันตรายทั้งหลายทั้งปวง และมีโอกาสเข้าสู่กระแสแห่งธรรมของพระพุทธองค์ในปัจจุบันและในอนาคตอันใกล้นี้ด้วยเทอญ … สาธุครับ

    … ขออำนาจบุญจงรักษาพี่นพและ ครอบครัว และทุกๆท่านที่เข้ามาร่วมอนุโมทนาบุญในกระทู้นี้หรืออ่านกระทู้นี้ด้วยเทอญ
    … บุญรักษาครับ

    “ปุญญานิ ปะระโลกัสสะมิง ปะติฏฐา โหนติ ปาณินัง”
    “บุญเท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งโลกนี้และโลกหน้า”

    5.gif
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 พฤศจิกายน 2020
  13. ถวายบูชา

    ถวายบูชา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 พฤศจิกายน 2013
    โพสต์:
    169
    ค่าพลัง:
    +449
    สอบถามพี่นบ ช่วงนี้ผมฝันเห็น แต่หลวงปู่ หลวงพ่อองค์ต่าง ๆมามอบพระ มอบ ผ้ายันต์ ของขลัง บางองค์ก็ไม่รู้จักท่าน บางองค์ก็รู้จักแค่ชื่อ นำมามอบให้ มีแถมพาไปดูศพคนตายกำลังเผาทั้งเมรุ กองฟอน บางทีก็สอนคาถา รบกวนตรวจสอบให้หน่อยครับ ขอบคุณครับ
     
  14. rachotp

    rachotp เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 ตุลาคม 2020
    โพสต์:
    150
    ค่าพลัง:
    +872
    พี่นพครับ ถ้าพี่นพสะดวกหรือมีเวลาว่าง ผมรบกวนพี่นพช่วยกรุณาคลิ๊กเข้าไปพิจารณาดูในกระทู้ #5 ด้วยครับ ผมขออนุญาตไม่บอกพี่นพว่าคืออะไร? แต่ถ้าพี่นพคลิ๊กเข้าไปพิจารณาดูในกระทู้ #5 … เดี๋ยวพี่นพจะรู้และเข้าใจเองครับ ขอบพระคุณครับ
     
  15. nopphakan

    nopphakan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    8,338
    ค่าพลัง:
    +34,678
    ไม่เห็นมีอะไรนะ แสดงว่าท่านเมตตา
    แต่ละท่านที่เห็น หมายถึงในอดีตที่เราเคย
    มีสัมพันธ์กับท่านมาแล้วทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่า
    เราจะยึดหรือไม่ยึด ส่วนพาไปดูการเผาศพ
    เป็นกุศโลบายที่สอนไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นในตัวตน
    หรือสอนให้ตัดร่างกาย
    พูดง่ายๆว่า ไม่ให้ประมาทนั่นหละ
    ส่วนที่ท่านสอนคาถาให้ มันเป็นตามแนว
    จริตของจิตเราในอดีตเองนั่นหละ

    แบบนี้เค้าว่าดีในทางปฏิบัตินะ
     
  16. volvo16738

    volvo16738 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    122
    ค่าพลัง:
    +82
    ช่วงนี้ผมเจอพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ท่านนี้บ่อยมาก ตอนนั่งรถไปต่างจังหวัด เจอรูปปั้นท่านหลายครั้งเลย เล่นโซเชียล เล่นเน็ตก็เจอ ตอนไปนั่งทานข้าวก็เจอรูปท่าน ตอนนี้มาบ้านคุณลุงผมที่ ตจว. ก็เจอ

    ตอนนั้นคุณนพฯ ก็เคยบอกว่าท่านนี้มาสอนปฏิภาคนิมิตผม

    รู้สึกเหมือนผมจะมีวาสนากับท่านจริงๆ ผมเลยลองอธิษฐานว่าหากวันนึงถอดกายออกไปได้ ก็อยากเป็นศิษย์ของท่าน ตามท่านไปช่วยภพภูมิ อะไรประมาณนี้ ไม่รู้ว่าอนาคตจะมีวาสนานั้นจริงๆไหม เดี๋ยวต้องลองดูครับ อิอิ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  17. volvo16738

    volvo16738 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    122
    ค่าพลัง:
    +82
    เอาบุญมาฝากครับ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

แชร์หน้านี้

Loading...