สิ่งใดเกิดเอง สิ่งนั้นย่อมดับเอง

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย ธรรมแท้ว่าง, 14 พฤศจิกายน 2021.

  1. ธรรมแท้ว่าง

    ธรรมแท้ว่าง กายเบาใจเบา

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    12,420
    ค่าพลัง:
    +12,662
    สิ่งใดเกิด สิ่งนั้นย่อมดับ
    แต่สิ่งที่มีอยู่ โดยไม่มีการเกิดสิ่งนั้นย่อมไม่มีการดับ
    ดังนั้น ความพยายามที่ทำสิ่งใดเกิด
    มีขึ้นมาตามความต้องการได้(ตัณหาอุปปาทาน)
    แต่ ในที่สุดสิ่งนั้น
    ก็ย่อมต้องดับกลับไม่สู่ไม่มีดังเดิม
    จึงเป็นความพยายามที่เสียหาย
    โดยเปล่าประโยชน์อย่างสิ้นเชิง คับ
     
  2. ธรรมแท้ว่าง

    ธรรมแท้ว่าง กายเบาใจเบา

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    12,420
    ค่าพลัง:
    +12,662
    ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำคือ
    การปฏิบัติให้"เห็นแจ้ง" ใน
    ความเป็นจริงตามธรรมชาตินี้
    ไม่ใช่การพยายามทำอะไร
    ให้เกิดขึ้นมาตามตัณหาอุปปาทานคับ
     
  3. Mdef

    Mdef เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 มีนาคม 2017
    โพสต์:
    1,366
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +1,854
    B945B9BE-E0D5-4D9F-80E9-754F296B1029.jpeg
     
  4. Mdef

    Mdef เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 มีนาคม 2017
    โพสต์:
    1,366
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +1,854
    46A571F2-BD11-4595-AB13-E9BC751845AB.jpeg

    "..ปฏิบัติมาเคยจิตสงบบ่ละ เวลามันสงบมันเห็นว่าจิตใจ
    กับร่างกายมันแยกกันหรือว่ามันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นั่นล่ะเพิ่นให้พิจารณา ถ้าจิตมันสงบรู้จักแล้ว แยกธาตุสี่ออกจากจิต แยกขันธ์ห้า รูป เวทนา สัญญา สังขาร ออกจากจิต พิจารณาบ่อยๆ หรือเวลาจิตมันไหลออกไปปรุงไปแต่ง ให้กำหนดรู้ ขุดสติให้มันเด่นขึ้นมา จนกว่าว่าจิตใจมันเห็นชัดเจน ว่าร่างกายกับจิตใจมันขาดตอนกันจริงๆ มันจั่งสิพ้นจากทุกข์

    ถ้าเมื่อเวลามันเห็นชัดเจนว่าร่างกายมันแก่ จิตใจกะบ่ได้แก่นำ เวลามันเจ็บมันปวด จิตใจกะบ่ได้เจ็บได้ปวดนำ เวลาร่างกายมันแตกจิตใจกะบ่ได้แตกนำ ถ้าเมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว มันสิป่วย สิเจ็บ สิเป็น มันก็เรื่องของร่างกายต่างหาก ถ้าร่างกายมันสิแตกมันกะเรื่องของร่างกาย มันบ่แมนเรื่องของจิต

    ถ้าเห็นอย่างงั้นจิตใจมันก็จะสบาย ธรรมดาธรรมชาติของจิตมันบ่มีรูปบ่มีร่าง มันเป็นนามธรรม บ่มีตนบ่มีตัว ดวงรู้ ตัวผู้รู้ แต่เพิ่นให้มาฝึก มาปฏิบัติให้มันรู้ ให้มันเต็ม เดี๋ยวนี้มันยังบ่ทันเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

    ภาวนาปฏิบัติไปเรื่อยๆให้มันสงบไปเรื่อยๆ พิจารณาร่างกายให้มันแยก พุ้นล่ะไปถึงขั้นอนาคามีผลพุ้นล่ะจิตกับกายมันสิแยกกัน ขาดกัน อุปมาเหมือนขวดน้ำ ขวดเปรียบเหมือนร่างกาย จิตใจเปรียบเหมือนน้ำอยู่นำกันมากะบ่เข้ากัน เดี๋ยวนี้เฮาบ่รู้ พอปานเทน้ำลงใส่ดิน มันกะไหลเข้ากันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือจั่งต้นกล้วย น้ำกับเนื้อกล้วยอยู่นำกันมันถอนบ่ออก การที่ถอนบ่ออกมันเกี่ยวกับอุปาทาน มันยึดมั่นถือมั่นมาหลายชาติหลายภพ

    คนเฮาที่เกิดมาในโลกนี้ ถ้าย้อนไปมันหลายชาติหลายภพเป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้าน มาเกิด แก่ เจ็บ ตาย เกิดมาแต่ละครั้งละคราวก็มาเอาสมบัติอันเก่านิล่ะ มาเอาดิน เอาน้ำ เอาไฟ เอาลม เป็นตน ธาตุทั้งสี่ที่เรามองเห็นด้วยตามีแต่ธาตุน้ำกับธาตุดิน ส่วนธาตุไฟความฮ้อนกะบ่มีตนมีตัว ธาตุลมกะบ่มีตนมีตัว จิตใจกะบ่มีตนมีตัว เป็นนามธรรมหมด เวทนาความเจ็บปวดรวดร้าวกะบ่มีตนมีตัว สุขกะบ่มีตนมีตัว ทุกข์กะบ่มีตนมีตัว พากันหลงหยัง หลงตน เกิดมาแต่ละครั้งละคราวมาเอาสมบัติอันเก่านิล่ะ เกิดเป็นหมัดกะมาเอาสมบัติอันเก่าธาตุทั้งสี่ เกิดเป็นช้างกะมาเอาธาตุทั้งสี่เท่ากัน บุคคลทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งคนดีคนชั่วมีสมบัติเท่ากัน แต่ว่าสูงต่ำ ดีกว่ากัน คือจิตใจที่ฝึกมา ปฏิบัติกันมาเท่านั้น นอกนั้นเหมือนกันหมด.."

    ➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
    คติธรรมหลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม
    วัดป่าสีห์พนม อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร
     
  5. ธรรมแท้ว่าง

    ธรรมแท้ว่าง กายเบาใจเบา

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    12,420
    ค่าพลัง:
    +12,662
    ชาวพุทธผู้รู้
    ผู้ประพฤติธรรมย่อมจะไม่มีความคิดในการเปรียบเทียบระหว่างเรา กับเขา
    ดีหรือเลว ใหม่หรือเก่า ล้าหลัง หรือล้ำสมัย
    เพราะสิ่งทั้งหลายมีสภาพเกิดได้ ดับได้
    ย่อมทนอยู่ไม่ได้
    หรือทนได้ก็ไม่นาน สุดท้ายย่อมแตกทำลายเสียทั้งหมด
     
  6. Mdef

    Mdef เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 มีนาคม 2017
    โพสต์:
    1,366
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +1,854
    จะว่าไปแล้วก็ควรมีนะความคิดเรื่องใหม่เก่า

    พระท่านก็ให้พินิจตามจริง
    เรื่องอาหารใหม่อาหารเก่า
    แล้วก็จะเชื่อมไปเรื่อง กายคตาสติ อสุภะ
    ธาตุ4 อานาปานสติ อาหาเรปฏิกูลสัญญา

    รู้เห็นกายตามจริง ว่าเกิดตามเหตุปัจจัย
    ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ตัณหาอุปทานมันก็ลด


    D17050A0-427A-45E2-915F-9B783FDC5565.jpeg
     
  7. ธรรมแท้ว่าง

    ธรรมแท้ว่าง กายเบาใจเบา

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    12,420
    ค่าพลัง:
    +12,662
    เค้ารู้มากกว่าเรา หรือเรารู้มากกว่าเค้า
    ก็ไม่เปรียบเทียบคับ
     
  8. แค่พลัง

    แค่พลัง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    2,793
    ค่าพลัง:
    +1,564
    ประเด็นคือ อัตตาตัวตน หากไม่ตั้งแง้
    ที่เหลือก็สบาย
     
  9. ธรรมแท้ว่าง

    ธรรมแท้ว่าง กายเบาใจเบา

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    12,420
    ค่าพลัง:
    +12,662
    สิ่งที่เกิดดับตามธรรมชาติ(คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร
    วิญญาณ)ทั้งหลายนั่นเองที่กระทบ
    ประตูใจแล้วทำให้เกิดการ
    กระเพื่อมเนื่องจากสติขาด สมาธิขาด
    ปัญญาขาด
    จิตจึงมีการเสพทุกข์ เสพสุข
    เสพอาการเฉยๆ
    แต่หากสติเกิด สมาธิเกิด ปัญญาเกิด
    รู้เท่าทันอาการของจิต(ปรุงแต่ง)เหล่า
    นั้นและไม่ให้ค่ากับอาการปรุงแต่ง
    เพราะรู้ว่าเป็นกระบวนการ
    ตามธรรมชาติของจิต สุข ทุกข์
    พอใจไม่พอหรือเฉยๆ จะเกิดก็ปล่อย
    ให้เกิดให้ดับไปตามธรรมชาติ
    (ปล่อยวาง)
    แต่ไม่มีผู้เสวยอาการ จึงไม่มีผู้ทุกข์
    ไม่มีผู้สุข
    ทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการของธาตุขันธ์
    ที่ไม่ใช่"เรา"
     
  10. Mdef

    Mdef เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 มีนาคม 2017
    โพสต์:
    1,366
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +1,854
    คนละเรื่องเลยใครรู้มากกว่าใคร

    ยกตัวอย่างลม
    ลมก็เป็นอาหารกาย ลมเข้ายาว
    การที่มียาวก็เป็นระยะ มีระยะก็มีเวลา
    มีเวลาก็มีใหม่ที่สืบต่อจากเก่า
    เป็นอิทัปปัจยตา ระลึกรู้ลมตามจริง
    การจดบันทึกมันก็มีไปตามจริง
    สัญญามันก็ไม่ใช่ใครเป็นอนัตตา
    สติที่ไประลึกลมมันก็ไม่ใช่ใคร
    จิตมีหน้าที่รู้แต่มันก็ไม่ใช่ใคร
    แล้วในส่วนเค้ารู้มากกว่าเรา
    หรือเรารู้มากกว่าเค้ามันจะมาแต่ไหน

    หากสัญญาไม่มีก็ไม่มีการจดบันทึกว่าลมสั้นหรือยาว
    ไม่มีใหม่ไม่มีเก่า

    การเคลื่อนกายก็เช่นกัน จะเคลื่อนย้าย
    โยกย้ายส่ายสะโพกอะไรก็ตามแต่
    แค่มีทิศทางให้เกิดการเคลื่อนได้
    ก็มีการสืบต่อ ณ ขณะ ใหม่ๆที่สืบต่อจากเก่าทั้งนั้น

    สัญญาไม่มี จะไปรู้จักอนัตตาสัญญาได้ไง
    มันจะมีอะไรก็ให้มันมีไปสิ แล้วก็ไปรู้จัก
    สภาพการมีนั้นๆว่ามันเป็นไตรลักษณ์ป่าว

    ไปขึ้นด้วย โน้น นั้น นี่ ก็ไม่มี
    แล้วมันจะมีอะไรให้พินิจตามจริงได้บ้าง

    แจมเท่านี้ละ อิอิ
     
  11. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา ลอยลำ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    6,276
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +4,751
    main.png
     
  12. ธรรมแท้ว่าง

    ธรรมแท้ว่าง กายเบาใจเบา

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    12,420
    ค่าพลัง:
    +12,662
    รูป นามรูป ทั้งหลาย
    เป็นไตรลักษณ์ ต่างคน
    ก็มีครองอยู่ เพื่ออาศัยชดใช้วิบากกรรม
    ก็ควรดูแลให้พออยู่ได้ตามอัตภาพ
    แต่อย่าไปยึดมั่นถือมั่น หรือเอาไปเปรียบกับรูปนามของอัตภาพอื่นๆ
    แค่เอาไว้ชดใช้ทุกข์และยอมรับโดย
    ความสงบสันติภายในจิตใจก็พอฮีบ
     
  13. ธรรมแท้ว่าง

    ธรรมแท้ว่าง กายเบาใจเบา

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    12,420
    ค่าพลัง:
    +12,662
    ลุงแมวใช้เมตตาธรรมเป็นหลัก
    เมื่อมีความจำเป็นก็ทำได่แค่
    "การุณยฆาต" ฮับ
     
  14. แค่พลัง

    แค่พลัง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    2,793
    ค่าพลัง:
    +1,564
    ลุงเอาเลขที่บัญชีไหม ได้ข่าวว่ามีเมตตาธรรม
     
  15. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา ลอยลำ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    6,276
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +4,751
    เก๊าแจก ม้ายเรียวด้าย ก๊ะ คนเคยใส่ บาตรกันมาเท่านั้นแหล่ะฮับ

    แจกคนไม่เคยใส่บาตร เดี๋ยวโดน ซ้ง ตริง กลับมาฮับ
     
  16. ธรรมแท้ว่าง

    ธรรมแท้ว่าง กายเบาใจเบา

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    12,420
    ค่าพลัง:
    +12,662
    ความเมตตาของลุงแมวมีประเคนให้
    เฉพาะคนดื้อที่เข้าใจว่า
    ตัวเองเป็นคนดีฮับ
     
  17. แค่พลัง

    แค่พลัง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    2,793
    ค่าพลัง:
    +1,564
    ใครกันฮับ คนแถวๆนี้ไหม หรือแถวโน้นๆ
    เข้าใจว่าเป็นคนดี แล้วทำดีก็ไม่เสียหายนะฮับ
    แต่ถ้าเข้าใจว่าดี แล้วยังทำชั่วได้ ก็ไม่ใช่ล่ะ

    ตัณหา เป็นรากเง้า ของอุปทาน
    เออ เข้าใจถูกไหมนะ ลุงปราบ
     
  18. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา ลอยลำ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    6,276
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +4,751
    เวลาเดียรถี ถาม
    พระสมณโคดม สอนว่าอย่างไร

    ก้ตอบไปเลยว่า

    ธรรมทั้งปวงมีฉันทะเป้นรากเหง้า
    มีมนสิการเป็นแดนเกิด
    มีผัสสะเป็นเครื่องให้กำเนิด
    รวมลงในเวทนา
    มีสมาธิเป็นหัวหน้า
    มีสติเป็นใหญ่
    มีปัญญาเป็นเยี่ยม
    มีวิมุตติเป็นแก่นสาร
    มีนิพพานเป็นที่สุด


    ธรรมก็คือ สิ่งที่มีอยู่ ทรงอยู่โดยธรรมชาติ

    ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เรียกว่าดีว่าชั่ว ว่ากลางๆ
    ก้คือธรรมเพราะทรงอยู่ตามธรรมชาติ

    ฉะนั้น จะเป็น ธรรม ทั้งความดีความชั่วความเป็นกลางๆ
    ก็มี ฉันทะเป็นรากเหง้า

    และมีนิพพานเป็นที่สุด

    ที่สุดก็หมายถึงว่า
    มันจะเวียนตายเวียนเกิด จนหาทางออกจากวัฏฏะ

    แม้จะมีธรรมฉันทะในการทำความชั่วมันก็จะเวียนตายเวียนเกิด
    จน มันคิดได้ หาทางออกไม่ว่าชาติใดชาตินึง มันก็จะมีนิพพานเป็นที่สุด

    ทีนี้ คนที่ไม่ได้เล่าเรียนธรรมอย่างถูกต้องสมบูรณ์
    มันก้จะเอาแต่ ฝ่ายที่ตนชอบ เกลียดทุกข์รักสุข

    จริงๆไม่ได้เกลียดทุกข์รักสุขหรอก
    แต่ ชอบเอาแต่ที่พอใจที่ตนชอบไพเราะเสนาะหู
    พอไม่ได้ดั่งใจก้เป็นทุกข์
    ล๊อกกามู๊มั๊บ ผมอิ่มในชื่อนี่แระแล้วมาชื่อใหม่ ลาก่อย เป็นต้น

    แต่ไม่ได้มองถึงธรรมคู่

    การจะรู้ธรรมหนึ่ง ต้องอาศัยธรรมคู่

    ตามลำดับในเบื้องต้น ในท่ามกลาง ในที่สุด

    ไม่ใช่อาศัยธรรมเดี่ยว
    พวกนี้เลยกลายเป็น นิยตะมิจฉาทิฐิลงไปเรื่อยๆ

    ธรรมคู่คืออะไร

    ก็
    ความดีความชั่ว คือความงามในเบื้องต้น
    ความเกิดความดับ คือความงามในท่ามกลาง

    เห็นแจ้งในความเกิดดับธรรมคู่ ก้รู้ธรรมหนึ่ง
    ผ่าง!!! เป็นความงามในที่สุด
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 1 ธันวาคม 2021
  19. แค่พลัง

    แค่พลัง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    2,793
    ค่าพลัง:
    +1,564
    อ้าว เดียรถี
    อ้าวพ่อคนดีย์
     
  20. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา ลอยลำ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    6,276
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +4,751
    เดียรถี คือ คนนอกศาสนาพุทธ

    ในพุทธกาล คือคนที่ยังไม่ได้มานับถือศาสนาพุทธ

    เขาเรียกว่าเดียรถี ไม่ใช่หมายถึงคนชั่วช้าหรือคนเลวคนดีที่ไหน

    พระสมณโคดมท่านบอกเอง

    เวลาคนนอกศาสนาหรือพวกเดียรถี มาถาม
    ว่าท่านสอนอะไรบ้าง
    ก้ให้ตอบไปอย่างนั้น ธรรม 9ประการ
     

แชร์หน้านี้

Loading...