สุมนสามเณร อรหันผู้ปราบพญานาค

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย deneta, 17 สิงหาคม 2013.

  1. deneta

    deneta เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    2,712
    ค่าพลัง:
    +5,723
    ช่วงเวลานี้ เป็นเวลาที่มีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับชีวิตของเรา เพราะจะได้ประพฤติปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นสัจธรรมนำพาชีวิตให้เข้าถึงความสุข หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งมวล ปัจจุบันมนุษย์ส่วนใหญ่ ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม อะไรคือเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิต เมื่อไม่ได้ฟังธรรมของพระพุทธองค์ ชีวิตจึงต้องเวียนวนอยู่ในกระแสแห่งความทุกข์ เหมือนถูกตรึงด้วยเครื่องร้อยรัดพันธนาการ แต่เมื่อได้ฟังพระสัทธรรม จะเข้าใจความเป็นจริงของชีวิต แล้วมุ่งแสวงหาสาระอันแท้จริง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุด คือพระนิพพาน

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในขุททกนิกาย ธรรมบทว่า

    “ ยมฺหิ สจฺจญฺจ ธมฺโม จ อหึสา สญฺญโม ทโม

    ส เว วนฺตมโล ธีโร โส เถโรติ ปวุจฺจติ

    บุคคลใดมีสัจจะ มีธรรมะ มีความไม่เบียดเบียน มีความสำรวม มีความข่มใจ บุคคลนั้น ชื่อว่าเป็นนักปราชญ์ผู้บริสุทธิ์ ชื่อว่าเป็นเถระ ผู้มั่นคงในธรรม”

    ผู้ที่จะสมบูรณ์ด้วยคุณธรรมเหล่านี้ มิได้จำกัดอยู่ที่อายุ เพศภาวะ หรือฐานะความเป็นอยู่ หากอยู่ที่การฝึกฝนอบรมตนเอง และมีมโนปณิธานอันสูงส่ง ที่จะทำให้ถึงที่สุดแห่งการพ้นทุกข์ ด้วยการหมั่นชำระกาย วาจา ใจ ให้สะอาดบริสุทธิ์ หากสามารถนำใจมาหยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายได้ ใจก็จะมุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานอย่างเดียว ทำให้เป็นผู้สำรวมระวัง สงบระงับ มีความอดทนต่อกิเลสเครื่องล่อใจต่างๆ แล้วตั้งใจประกอบคุณงามความดี โดยไม่หวั่นไหวมีใจมั่นคงประดุจขุนเขา ที่ไม่หวั่นไหวต่อแรงลมที่พัดมาจากทั่วสารทิศ

    บุคคลเช่นนี้ เป็นผู้ที่หาได้ยากในโลก จึงไม่ควรล่วงเกินหมิ่นประมาท ไม่ว่าท่านจะอายุมากหรือน้อย เป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตาม ก็ควรแก่การเคารพนับถือ แม้จะเกิดในครอบครัวที่ต่ำต้อย แต่จิตใจนั้นสูงส่ง ถึงมีผิวพรรณหยาบกร้านไม่น่าดู แต่มีใจใสสะอาดบริสุทธิ์ หรือแม้ว่ายังเป็นเด็กเล็กอายุไม่กี่ขวบ แต่ใจนั้นยิ่งใหญ่ ยิ่งเป็นผู้ที่บรรลุคุณวิเศษต้องระวัง อย่าไปพลั้งพลาดหประพฤติผิดต่อท่าน เพราะจะเกิดโทษมหันต์

    ผู้รู้ถึงได้แนะนำไว้ว่า สิ่งที่เราไม่ควรดูหมิ่นมี ๔ อย่าง คือ อย่าดูหมิ่นไฟ ว่ามีเพียงน้อยนิด อย่าดูหมิ่นอสรพิษว่าตัวน้อย อย่าดูหมิ่นกษัตริย์ว่ายังหนุ่ม และอย่าดูหมิ่นสมณะว่ายังเยาว์ เพราะไฟแม้จะมีประกายเพียงนิดเดียว ถ้าลุกลาม ก็สามารถทำลายสิ่งต่างๆ ให้มอดไหม้ อสรพิษแม้จะตัวเล็ก แต่พิษของมันก็สามารถทำให้เราถึงตาย กษัตริย์แม้ยังหนุ่ม แต่ก็สามารถสั่งตัดสินประหารชีวิตคน หรือถ้าปกครองไพร่ฟ้า ประชาราษฎร์โดยธรรม ก็จะทำให้บ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข และสมณะแม้ว่า จะเป็นเพียงสามเณรน้อย แต่ถ้าบรรลุเป็นพระอรหันต์ ก็เป็นผู้มีอานุภาพมาก

    [​IMG]

    เหมือนดังเรื่องของสุมนสามเณร แม้อายุยังน้อย แต่ก็สามารถปราบพญานาค ที่มีฤทธานุภาพมากให้สิ้นฤทธิ์ เรื่องมีอยู่ว่า มีอุบาสกท่านหนึ่ง เป็นผู้มีความศรัทธามาก ได้ให้ลูกชายชื่อสุมนะ บวชเป็นสามเณรเพื่อคอยอุปัฏฐากพระอนุรุทธเถระ สุมนะเป็นเด็กที่มีบุญได้สั่งสมบุญเก่ามาดีข้ามภพข้ามชาติ เพราะฉะนั้น เวลาบวชเพียงใบมีดโกนจรดปลายเส้นผม สามารถพิจารณาเห็นแจ้งถึงความไม่เที่ยงของสังขาร แล้วบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน พอโกนผมเสร็จทั้งศีรษะก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ทันที

    วันหนึ่ง ขณะที่พระอนุรุทธะกำลังเดินจงกรม โรคลมเสียดท้องก็เกิดขึ้นกับท่าน สามเณรทราบอาการ จึงเรียนถามพระอาจารย์ว่า “ จะให้ช่วยรักษาอย่างไรบ้าง” พระเถระบอกว่า “ ถ้าหากได้ดื่มน้ำจากสระอโนดาต ก็จะหายเป็นปกติ” สามเณรจึงอาสาจะไปเอาน้ำจากสระอโนดาตมาถวาย และรีบเหาะไปที่สระอโนดาตทันที

    วันนั้น พญานาคราชกำลังเล่นน้ำกับนาคบริวารอยู่ พอได้เห็นสามเณรยืนอยู่ในอากาศเหนือศีรษะของตนก็โกรธมาก แล้วคิดว่า “ สมณะนี้เหาะมาทางอากาศ ทำให้ฝุ่นที่เท้าตกลงมาบนศีรษะของเรา ท่านคงจะมาที่นี่ เพราะต้องการน้ำในสระอโนดาตนี้แน่ แต่เรา จะไม่ยอมให้น้ำอย่างเด็ดขาด" แล้วพญานาคก็ขยายตัวแผ่พังพานปิดสระอโนดาตไว้ {mospagebreak}{mosimage}

    สามเณรเห็นอาการของนาคราช ก็ทราบว่านาคราชกำลังโกรธ จึงกล่าวว่า “ พญานาคราชผู้มีเดชกล้า มีกำลังมาก เรามาเพื่อจะขอน้ำไปรักษาพระอาจารย์ ซึ่งกำลังอาพาธอยู่ ขอให้ท่านได้ให้น้ำแก่เราด้วยเถิด” นาคราชบอกว่า “ แม่น้ำใหญ่ๆ ไหลไปสู่มหาสมุทรมีตั้งหลายสาย ทำไมถึงไม่ไปเอา จะมาเอาจากที่นี่ทำไม”

    สามเณรรู้ว่า พญานาคคงจะไม่ให้น้ำง่ายๆ จึงคิดจะทรมานพญานาคให้คลายทิฏฐิมานะ จึงบอกว่า “ ท่านนาคราช พระอุปัชฌาย์ให้เรานำน้ำจากสระอโนดาตนี้เท่านั้น ขอท่านอย่าห้ามเราเลย” พญานาคฟังและยิ่งโกรธหนักขึ้น จึงท้าสามเณรประลองฤทธิ์

    สุมนสามเณรปรารถนาจะยอยกพระพุทธศาสนาให้สูงเด่น ให้เหล่าเทวดา พรหม อรูปพรหม ได้เห็นอานุภาพของพระรัตนตรัย จึงใช้ฤทธานุภาพเหาะไปหาเทวดาทุกชั้นฟ้า เพียงแค่เวลาชั่วลัดนิ้วมือเดียว ก็ไปถึงพรหมโลก ประกาศให้เทวดา และพรหมได้มาเป็นสักขีพยานว่า “ เราเป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะต่อสู้กับปันนกะนาคราช ที่สระอโนดาต ขอท่านทั้งหลาย จงไปดูความพ่ายแพ้หรือชัยชนะที่จะเกิดขึ้น เพื่อเป็นพยานให้กับเราด้วย”

    เหล่าเทวดาทั้งหมดฟังคำของสามเณรแล้ว ก็มาประชุมกัน เนืองแน่นเต็มบริเวณ ซ้อนกันอยู่รายรอบสระอโนดาต ขณะนั้นพญานาคก็ได้แปลงร่างขนาดใหญ่ แผ่พังพานไม่ให้สามเณรนำน้ำไปได้ สามเณรก็เริ่มประลองฤทธิ์กับพญานาคราช โดยเหาะขึ้นไปกลางอากาศ แล้วเนรมิตกายสูงถึง ๑๒ โยชน์ เหยียบพังพานของพญานาค กดหน้าให้ควํ่าลง

    ทันทีที่เหยียบลงไปบนพังพานของพญานาคเท่านั้น แผ่นพังพานก็ได้หดเข้าเหลือเล็กเท่าทัพพี น้ำในสระอโนดาตก็พุ่งขึ้นมา ให้สามเณรรองใส่ภาชนะที่นำมาจนเต็ม หมู่ทวยเทพต่างก็แซ่ซ้องสาธุการกันไปทั่วบริเวณ ในที่สุดสามเณร ก็สามารถนำน้ำไปถวายพระเถระได้สำเร็จ เมื่อท่านฉันน้ำนั้นและหายจากอาการปวดท้องทันที

    จากเรื่องนี้ จะเห็นได้ว่า สามเณรแม้อายุยังน้อย แต่อานุภาพไม่ธรรมดา ฉะนั้นจะไปดูหมิ่นสมณะว่ายังเยาว์ ว่าเป็นสามเณรน้อยๆ คงไม่มีความสามารถอะไร สามเณรนี่แหละเป็นเหล่ากอของสมณะ ที่จะเป็นอายุของพระศาสนา เป็นผู้สืบทอด พระสัทธรรมคำสอน ของพระบรมศาสดาให้ดำรงคงอยู่คู่โลกต่อไป

    ดังนั้น แม้จะอยู่ในวัยเด็กหรือผู้ใหญ่ จะร่ำรวยหรือยากจน จะดำรงอยู่ในสถานะหรืออาชีพใดก็ตาม หากภายในจิตใจเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม ปรารถนาจะทำให้สันติสุขบังเกิดขึ้นแก่โลก นับได้ว่าเป็นผู้ควรแก่การอนุโมทนาอย่างยิ่ง พวกเราก็เป็นคนหนึ่งที่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ เริ่มต้นด้วยการให้สิ่งที่ดีงามบังเกิดขึ้นในจิตใจของเราก่อน นึกถึงบุญกุศลที่เราได้ทำมา นึกถึงองค์พระหรือดวงธรรมใสๆ ที่อยู่ในตัวของเรา และหยิบยื่นสิ่งที่ดีงามนี้ ให้แก่คนรอบข้าง ตลอดจนถึงคนทั้งโลก เหมือนกับต้นน้ำที่เผื่อแผ่ธารน้ำอันชุ่มฉํ่าให้แก่สรรพสัตว์ และต้นไม้ใบหญ้าให้ได้รับความชุ่มชื่นโดยทั่วกัน

    สันติภาพของโลกจะบังเกิดขึ้นก็ต้องเริ่มจากสันติสุขภายใน คือเริ่มที่ใจของเราก่อน ดังนั้น ให้ทุกท่านเชื่อมั่นว่า เราสามารถทำให้โลกเกิดสันติสุขได้ และเราจะช่วยกันทำสิ่งนี้ให้เกิดขึ้น ด้วยอานุภาพแห่งพระรัตนตรัยที่เราเข้าถึง เราจะเปลี่ยนแปลงโลกที่รุ่มร้อน ให้เป็นโลกที่ร่มเย็น เปลี่ยนโลกที่เห็นแก่ตัว ให้เป็นโลกที่รู้จักการแบ่งปัน ฉะนั้นให้เริ่มต้นด้วยการหมั่นเอาใจมาหยุดนิ่ง อยู่ที่ศูนย์กลางกายให้ได้ตลอดเวลา ให้เข้าถึงความสุข แล้วแผ่ขยายความสุขไปให้แก่มวลมนุษยชาติ แล้วเราจะมีความสุขในการทำหน้าที่กัลยาณมิตรกันทุกคน


    สุมนสามเณร
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 สิงหาคม 2013
  2. deneta

    deneta เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    2,712
    ค่าพลัง:
    +5,723
    พระยานาคแพ้สามเณร
    นาคราชละอาย โกรธต่อสามเณรแล้ว. นัยน์ตาทั้งสองของนาคราชนั้นได้มีสีดุจดอกชบา. พระยานาคนั้นคิดว่า "สมณะโล้นนี้ให้หมู่เทพประชุมกันแล้ว ถือเอาน้ำดื่ม ยังเราให้ละอายแล้ว เราจะจับเธอ สอดมือเข้าในปากแล้ว ขยี้เนื้อหทัยของเธอเสีย หรือจะจับเธอที่เท้า แล้วขว้างไปฟากแม่น้ำข้างโน้น" ดังนี้แล้วติดตามไปโดยเร็ว. แม้ติดตามไปอยู่ ก็ไม่สามารถจะทันสามเณรได้เลย.
    สามเณรมาแล้ว วางน้ำดื่มไว้ในมือพระอุปัชฌายะ เรียนว่า "ขอท่านจงดื่มเถิด ขอรับ."

    พระยานาคพูดเท็จแต่สามเณรไม่พูดเท็จ
    แม้พระยานาคก็มาข้างหลัง กล่าวว่า "ท่านอนุรุทธะผู้เจริญ สามเณรถือเอาน้ำซึ่งข้าพเจ้ายังไม่ได้ให้เลยมา ขอท่านจงอย่าดื่ม."
    พระเถระ. ถามว่า "นัยว่า อย่างนั้นหรือ? สามเณร."
    สามเณร. ขอนิมนต์ท่านดื่มเถิด ขอรับ, น้ำดื่มอันพระยานาคนี้ให้แล้ว กระผมจึงนำมา.
    พระเถระทราบว่า "ขึ้นชื่อว่าการกล่าวคำเท็จของสามเณรผู้เป็นขีณาสพ ย่อมไม่มี" จึงดื่มน้ำแล้ว. อาพาธของท่านสงบลงในขณะนั้นเอง.
    นาคราชกล่าวกะพระเถระอีกว่า "ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นผู้อันสามเณรให้หมู่เทพทั้งหมดประชุมกันให้ละอายแล้ว ข้าพเจ้าจักผ่าหทัยของเธอ หรือจักจับเธอที่เท้า และขว้างไปที่ฝั่งแม่น้ำข้างโน้น."
    พระเถระกล่าวว่า "มหาราช สามเณรมีอานุภาพมาก ท่านจักไม่สามารถเพื่อสู้รบกับสามเณรได้ ท่านจงให้สามเณรนั้น อดโทษแล้วกลับไปเสียเถิด."

    พระยานาคขอขมาสามเณร
    พระยานาคนั้นย่อมรู้อานุภาพของสามเณรแม้เอง แต่ติดตามมา เพราะความละอาย.
    ลำดับนั้น พระยานาคให้สามเณรนั้นอดโทษตามคำของพระเถระ ทำความชอบพอกันฉันมิตรกับเธอ จึงกล่าวว่า "จำเดิมแต่กาลนี้ เมื่อความต้องการด้วยน้ำในสระอโนดาตมีอยู่ กิจด้วยการมาแห่งพระผู้เป็นเจ้าย่อมไม่มี พระผู้เป็นเจ้าพึงส่ง (ข่าว) ไปถึงข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเองจักนำน้ำมาถวาย" ดังนี้แล้วหลีกไป แม้พระเถระก็พาสามเณรไปแล้ว.
    พระศาสดาทรงทราบความมาแห่งพระเถระแล้ว ประทับนั่งทอดพระเนตรการมาแห่งพระเถระ บนปราสาทของมิคารมารดา. ถึงพวกภิกษุก็เห็นพระเถระซึ่งกำลังมา ลุกขึ้นต้อนรับ รับบาตรและจีวร.

    พวกภิกษุล้อเลียนสามเณร
    ครั้งนั้น ภิกษุบางพวกจับสามเณรที่ศีรษะบ้าง ที่หาทั้ง ๒ บ้าง ที่แขนบ้าง พลางเขย่า กล่าวว่า "ไม่กระสันหรือ? สามเณร."
    พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นกิริยาของภิกษุเหล่านั้นแล้ว ทรงดำริว่า "กรรมของภิกษุเหล่านี้หยาบจริง ภิกษุเหล่านี้จับสามเณรเป็นดุจจับอสรพิษที่คอ พวกเธอหารู้อานุภาพของสามเณรไม่ วันนี้ การที่เราทำคุณของสุมนสามเณรให้ปรากฏ สมควรอยู่."
    แม้พระเถระก็มาถวายบังคมพระศาสดา แล้วนั่ง.

    พระศาสดาทรงทำคุณของสามเณรให้ปรากฏ
    พระศาสดาทรงทำปฏิสันถารกับด้วยท่านแล้ว ตรัสเรียกพระอานนทเถระมาว่า "อานนท์ เราเป็นผู้มีความประสงค์เพื่อจะล้างเท้าทั้งสองด้วยน้ำในสระอโนดาต เธอจงให้หม้อแก่พวกสามเณรแล้วให้นำน้ำมาเถิด." พระเถระให้สามเณรประมาณ ๕๐๐ ในวิหารประชุมกันแล้ว.
    บรรดาสามเณรเหล่านั้น สุมนสามเณรได้เป็นผู้ใหม่กว่าสามเณรทั้งหมด. พระเถระกล่าวกะสามเณรผู้แก่กว่าสามเณรทั้งหมดว่า "สามเณร พระศาสดามีพระประสงค์จะทรงล้างพระบาททั้งสองด้วยน้ำในสระอโนดาต, เธอจงถือหม้อน้ำไปนำน้ำมาเถิด."
    สามเณรนั้นไม่ปรารถนา ด้วยกล่าวว่า "กระผมไม่สามารถ ขอรับ." พระเถระถามสามเณรทั้งหลายแม้ที่เหลือโดยลำดับ. แม้สามเณรเหล่านั้น ก็พูดปลีกตัวอย่างนั้นแล.
    มีคำถามว่า "ก็บรรดาสามเณรเหล่านี้ สามเณรผู้เป็นขีณาสพไม่มีหรือ?"
    แก้ว่า "มีอยู่. แต่สามเณรเหล่านั้นไม่ปรารถนา ด้วยคิดเห็นว่า "พวงดอกไม้นี้ พระศาสดาไม่ทรงผูกไว้เพื่อพวกเรา พระองค์ทรงผูกไว้เพื่อสุมนสามเณรองค์เดียว. แต่พวกสามเณรผู้เป็นปุถุชนไม่ปรารถนา ก็เพราะความที่ตนเป็นผู้ไม่สามารถนั่นเอง."
    ก็ในที่สุด เมื่อวาระถึงแก่สุมนสามเณรเข้า พระเถระกล่าวว่า "สามเณร พระศาสดามีพระประสงค์จะทรงล้างพระบาททั้งสองด้วยน้ำในสระอโนดาต ได้ยินว่า เธอจงถือเอาหม้อไปตักน้ำมา"
    สุมนสามเณรนั้นเรียนว่า "เมื่อพระศาสดาทรงให้นำมา กระผมจักนำมา" ดังนี้แล้ว ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว กราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้ยินว่า พระองค์ให้ข้าพระองค์นำน้ำมาจากสระอโนดาตหรือ? พระเจ้าข้า"
    พระศาสดาตรัสว่า "อย่างนั้น สุมนะ."
    สุมนสามเณรนั้นเอามือจับหม้อใหญ่ใบหนึ่ง ซึ่งจุน้ำได้ตั้ง ๖๐ หม้อ ในบรรดาหม้อสำหรับเสนาสนะ ซึ่งเลี่ยมดาดด้วยทองแท่ง อันนางวิสาขาให้สร้างไว้ หิ้วไปด้วยคิดว่า "ความต้องการของเราด้วยหม้อ อันเรายกขึ้นตั้งไว้บนจะงอยบ่านี้ ย่อมไม่มี" เหาะขึ้นสู่เวหาส บ่ายหน้าต่อหิมวันตประเทศ รีบไปแล้ว.
    นาคราชเห็นสามเณรซึ่งกำลังมาแต่ไกลเทียว จึงต้อนรับ แบกหม้อด้วยจะงอยบ่า กล่าวว่า "ท่านเจ้าข้า เมื่อผู้รับใช้เช่นข้าพเจ้ามีอยู่ เพราะอะไร พระผู้เป็นเจ้าจึงมาเสียเอง เมื่อความต้องการน้ำมีอยู่ เหตุไร? พระผู้เป็นเจ้าจึงไม่ส่งเพียงข่าวสาสน์มา" ดังนี้แล้ว เอาหม้อตักน้ำแบกเองกล่าวว่า "นิมนต์พระผู้เป็นเจ้าล่วงหน้าไปก่อนเถิดขอรับ ข้าพเจ้าเองจักนำไป."
    สามเณรกล่าวว่า "มหาราช ท่านจงหยุด ข้าพเจ้าเองเป็นผู้อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใช้มา" ดังนี้ให้พระยานาคกลับแล้ว เอามือจับที่ขอบปากหม้อ เหาะมาทางอากาศ.
    ลำดับนั้น พระศาสดาทรงแลดูเธอซึ่งกำลังมา ตรัสเรียกพวกภิกษุมาแล้ว ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงดูการเยื้องกรายของสามเณร เธอย่อมงดงามดุจพระยาหงส์ในอากาศฉะนั้น."
    แม้สามเณรนั้นวางหม้อน้ำแล้ว ได้ถวายบังคมพระศาสดาแล้วยืนอยู่.
    ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะเธอว่า "สุมนะ เธอมีอายุได้เท่าไร? สามเณรกราบทูลว่า "มีอายุ ๗ ขวบ พระเจ้าข้า." พระศาสดาตรัสว่า "สุมนะ ถ้ากระนั้น ตั้งแต่วันนี้ เธอจงเป็นภิกษุเถิด" ดังนี้แล้ว ได้ประทานทายัชชอุปสมบท.
    ได้ยินว่า สามเณรผู้มีอายุ ๗ ปี ๒ รูปเท่านั้น ได้อุปสมบท คือสุมนสามเณรนี้รูปหนึ่ง โสปากสามเณรรูปหนึ่ง
    เมื่อสุมนสามเณรนั้นอุปสมบทแล้วอย่างนั้น พวกภิกษุสนทนากันในโรงธรรมว่า "ผู้มีอายุทั้งหลาย กรรมนี้น่าอัศจรรย์ อานุภาพของสามเณรน้อย แม้เห็นปานนี้ก็มีได้ อานุภาพเห็นปานนี้ พวกเราไม่เคยเห็นแล้ว ในกาลก่อนแต่กาลนี้."

    สมบัติย่อมสำเร็จแก่เด็กๆ ได้
    พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ?" เมื่อพวกเธอกราบทูลว่า "ด้วยเรื่องชื่อนี้ พระเจ้าข้า" ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ในศาสนาของเรา บุคคลแม้เป็นเด็ก ปฏิบัติชอบแล้ว ย่อมได้สมบัติเห็นปานนี้เหมือนกัน"
    เมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
    ๑๒. โย หเว ทหโร ภิกฺขุ ยุญฺชติ พุทฺธสาสเน
    โส อิมํ โลกํ ปภาเสติ อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมา.
    ภิกษุใดแล ยังหนุ่ม พากเพียรอยู่ในพระพุทธศาสนา,
    ภิกษุนั้น ย่อมยังโลกนี้ให้สว่างดุจพระจันทร์ที่พ้นแล้ว
    จากหมอก (เมฆ) สว่างอยู่ฉะนั้น.

    แก้อรรถ
    บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยุญฺชติ ได้แก่ พากเพียร คือพยายามอยู่.
    บทว่า ปภาเสติ เป็นต้น ความว่า ภิกษุนั้นย่อมยังโลกต่างโดยขันธโลกเป็นต้น ให้สว่างได้ คือย่อมทำให้มีแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน ด้วยญาณอันสัมปยุตด้วยอรหัตมรรคของตน ดุจพระจันทร์ที่พ้นแล้วจากเครื่องกำบังมีหมอกเป็นต้นฉะนั้น.
    ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.


    http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=35&p=12
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 สิงหาคม 2013

แชร์หน้านี้

Loading...