หยุด! ทำร้ายพระพุทธศาสนา.......

ในห้อง 'ข่าวพุทธศาสนา' ตั้งกระทู้โดย theboo123, 14 ตุลาคม 2010.

  1. THODSAPOL SETTAKASIKIT

    THODSAPOL SETTAKASIKIT เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    107
    ค่าพลัง:
    +101
    อืม! อย่างนี้ค่อยน่าคุยด้วยหน่อย
    เนื่องจากตอนนี้ที่บ้านมีปัญหาในเรื่องอินเตอร์เน็ต จึงไม่สะดวกที่ตอบทันที
    อาจวันเดียวตอบ สองวันตอบ หรือหลายวันตอบ ซึ่งไม่แน่นอน แต่ก็ยังจะตอบอยู่ครับในผู้ที่สงสัย แล้วเปิดตัวมา เพราะยินดีอยู่ที่จะแจงธรรมวินัยให้เข้าใจครับ แต่ใช่จะแจงให้เข้าใจกันได้หมดนะครับ ก็ขออธิบายตามความสามารถไปครับ หากเกินความสามารถก็คงจะหาสอบถามจากคณะพระครับ และก็ไม่ได้หวังมาบังคับให้เชื่อนะครับ เพราะพระพุทธเจ้าสอนให้ชัดมากกว่าเชื่อ คำว่าชัดนี่เป็นลักษณะของปัญญาครับ คือพระพุทธเจ้าสอนให้มีปัญญา นี่แหละพุทธศาสนา ศาสนาของผู้เป็นอิสระ ถ้าอธิบายแล้ว แล้วผู้นั้นมีความเข้าใจเกิดขึ้นแล้ว เขาย่อมไม่สงสัยในสิ่งที่เขาสงสัยก่อนนั้นแม้ว่าจะบอกว่าจงสงสัยเถิด จงสงสัยเถิด แต่มันเข้าใจแล้วมันไม่สงสัยอีก พระพุทธเจ้าก็เปิดคนให้หายสงสัยนี่แหล่ะ และพระองค์ก็เคารพคำสอนที่ทำให้คนหายสงสัยนี่แหละทั้งในตอนที่มีพระชนม์ชีพอยู่หรือแม้ดับไปแล้ว ก็ยังยกขึ้นเป็นศาสดาต่อจากพระองค์ ไม่ใช่ทองเหลือง ทองแดง ปูนปั้น พลาสติกหล่อ หรือวัตถุใดๆก็ตาม
    เพราะฉะนั้นก็จะไล่ลำดับกันฟังนะครับ อาจคลายความสงสัยลงได้
    ด้วยความสงสัยนั้นมันห้ามกันไม่ได้ จึงต้องแก้ความสงสัยด้วยความเข้าใจ


    เริ่มจาก
    ...ถ้าเรามามองในแง่ของความคิดและเจตนารู้สึกจะทำร้ายจิตใจไปหน่อย...

    อันนี้ยังขอเทียบด้วยคำพูดตนเป็นทางก่อนนะครับ เพราะจริงๆไม่ยินดีในการตอบด้วยคำพูดของผมเองนะครับ เพราะโอกาสผิดนั้นสูงมาก มันเสี่ยงมาก เพราะตนยังหนาด้วยกิเลสอยู่ครับ มันเกินธรรม ขาดธรรมได้ง่าย และความกระจ่างนั้นไม่เหมือนสัพพัญญุตญาณครับ

    โดยเทียบว่า ได้มีผู้เสียผลประโยชน์แล้วมาหลอกคนกลุ่มใหญ่ว่า ไปที่หุบเขาโน้นเถิด ทองมีอยู่มากขุมกว่านี้นัก แล้วคนกลุ่มใหญ่ก็พากันไป แล้วมีผู้ที่ไปก่อนแล้วแล้วเห็นแต่อันตรายอย่างมากมาย แล้วกลับมาบอกหมู่กัน แล้วหมู่กันก็แตกออกบอกหมู่กันอีก แล้วคิดว่า ความผิดหวังที่แต่ดวงใจเข้าใจว่าเป็นทองนั้นจะมากน้อยแค่ไหนครับ แล้วที่คิดกันต่อเนื่องไปว่าได้ทองแล้วจะไปทำโน้น ทำนี่ ทำอันนั้น ทำอันนี้ จะมีความเจ็บปวดมากน้อยแค่ไหน อันนี้ก็เหมือนกัน การบอกว่าที่มาหลอกกันว่ารูปพุทธะ หรือพุทธรูปนั้น มันไม่ใช่ มันก็ต้องเจ็บปวดอยู่ไม่ใช่ บางคนกราบแล้วหวังว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาชีวิตได้ บางคนกราบแล้ว หวังว่าจะพ้นจากภัยอันตราย บางคนกราบแล้วหวังจะให้ชีวิตนั้นเกิดแต่ความสุข
    แล้วมีหมู่กันมาบอกว่า พึ่งทองเหลือง ทองแดง ปูนปั้น พลาสติกหล่อ มันเป็นอันตรายเราถูกหลอกนะ จึงเป็นความจริงที่ว่าดูมันทำร้ายความรู้สึกกัน เหมือนกับบอกว่าทองไม่มีหรอก เราถูกหลอก ตัวผู้บอกก็ไม่ใช่ไม่เคยพึ่งของเหล่านี้ซะเมื่อไหร่ ก็ไม่น้อยเหมือนกัน ก็มาในกลุ่มเดียวกัน คณะเดียวกัน คือคณะกลุ่มชาวพุทธไง ก็ไม่ต่างอะไรกับท่านทั้งหลายที่ได้รับรู้รับทราบอยู่นี้เหมือนกัน
    แม้แต่รู้ความจริงแล้ว พอได้ยินคำว่า พุทธเจ้า หัวแหลมๆตัวเหลืองๆก็โผล่ใน ความคิดทันที เพราะถูกฝึกมาอย่างนี้นี่ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ท่านบอกยิ่งมีให้รอบเต็มตัวยิ่งดี ก็เลยรอบเต็มความคิดไม่น้อยเลยหล่ะ พุทธานุสติของท่าน
    จึงว่ามาทำงานไง ในนี้ลูกศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำเยอะนี่ ตอนพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ท่านจะกลับไปบอกดาบสทั้งสอง แต่ไม่ทันแล้วไง แต่นี่ไม่ใช่พระพุทธเจ้า แต่ก็อาศัยพระองค์ จึงต้องมาแจ้งข่าว ให้หมู่กันให้รู้เรื่องไว้
    และตอนจะแก้ มันก็นานมาก เพราะตนฝึกมาอย่างนั้น ต้องทำความเข้าใจในพระไตรปิฎกอย่างมาก ต้องหาข้อธรรมที่อธิบายโดยไม่ขัดกันมามาล็อคกันมันจึงลงใจ คิดดูได้ยินได้ฟังเรื่องพุทธรูปไม่ใช่ตัวแทนพระพุทธเจ้ามาแล้วหลายปี ตั้งแต่หลวงปู่ยังไม่ตบหน้าทองเหลืองนั้น จนมากระจ่างชัดในข้อใหญ่เอาตอน ๑๘ กุมภาพันธ์ ๕๓ แม้กระจ่างในข้อใหญ่ก็ยังต้องหาล็อคคอไอ้ข้อเล็กๆจนหมด ผู้บอกนี่ก็คงไม่คิดว่า ผู้ฟังจะชัดได้ทันทีที่บอกเหมือนกันแหล่ะ เพราะมันยากมากๆ ถ้าไม่มีหลายๆฐานความรู้ ทีเรียนรู้มาก่อน มันต้องใช้ความรู้หลายๆสูตรเป็นฐานมาประกอบกันเพื่อตอบข้อที่ตนสงสัยขึ้นหากไม่แก้มันไม่ลงใจให้เหมือนกัน แล้วตนเองก็หาแก้มัน โดยมีคำถามเป็นตัวนำในการหา ตอนนั้นก็ข้องใจมากๆเหมือนกัน ว่า ถ้าพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้พึ่งวัตถุ แล้วพระองค์สอนให้พึ่งอะไร คิดออกไหมหล่ะ? นี่เป็นคำถามที่ตนเองถามตนเองเพื่อหาคำตอบ คราวนี้ถ้าไม่ได้เรียนเรื่องศรัทธาสี่ก็งงไง



    ศรัทธาในทางพระพุทธศาสนามีสี่อย่าง คือ
    • กัมมสัทธา เชื่อกรรมเชื่อกฎแห่งกรรม เชื่อว่ากรรมมีอยู่จริง คือ เชื่อว่า เมื่อทำอะไรโดยมีเจตนา คือ จงใจทำทั้งรู้ ย่อมเป็นกรรม คือ เป็นความชั่วความดีมีขึ้นในตน เป็นเหตุปัจจัยก่อให้เกิดผลดีผลร้ายสืบเนื่องต่อไป การกระทำไม่ว่างเปล่า และเชื่อว่าผลที่ต้องการ จะสำเร็จได้ด้วยการกระทำ มิใช่ด้วยอ้อนวอนหรือนอนคอยโชค เป็นต้น
    • วิปากสัทธา เชื่อวิบาก เชื่อผลของกรรม เชื่อว่าผลของกรรมมีจริง คือ เชื่อว่ากรรมที่ทำแล้วย่อมมีผล และผลต้องมีเหตุ ผลดีเกิดจากกรรมดี ผลชั่วเกิดจากกรรมชั่ว
    • กัมมัสสกตาสัทธา เชื่อความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน เชื่อว่าแต่ละคนเป็นเจ้าของ จะต้องรับผิดชอบเสวยวิบาก เป็นไปตามกรรมของตน
    • ตถาคตโพธิสัทธา เชื่อความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า มั่นใจในองค์พระตถาคต ว่าทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ ทรงพระคุณทั้ง 9 ประการ ตรัสธรรม บัญญัติวินัยไว้ด้วยดี ทรงเป็นผู้นำทางที่แสดงให้เห็นว่า มนุษย์ คือเราทุกคนนี้ หากฝึกตนด้วยดีก็สามารถเข้าถึงภูมิธรรมสูงสุด บริสุทธิ์หลุดพ้นได้ ดังที่พระองค์ทรงบำเพ็ญไว้
    ที่มา..
    http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B2


    ก็ไปเข้ากับข้อ
    เล่ม ๑๕ หน้า ๑๒๐
    http://www.samyaek.com/tripidok/book15/101_150.htm
    ทำความเข้าใจให้ดีนะครับที่พระพุทธเจ้าสั่งไว้ในนั้น


    และในข้อ ตถาคตโพธิสัทธา นั้นถอดมาจากพระอานนท์
    เล่ม ๑ หน้า ๓๓ บรรทัด ๑๖
    http://www.samyaek.com/tripidok/book01/001_050.htm

    โดยจะสอนตนว่า พระพุทธเจ้ากล่าวไม่ผิด แต่เราไม่เข้าใจเอง
    จากนั้นก็แก้ได้เรื่อยๆไง มันก็เริ่มโล่งใจอย่างปุถุชนที่ไม่หนักใจ
    พอเอาตัวรอดจากความคิดที่จะพาไปเสียหายได้ อันสมควรแก่ธรรม

    ว่าไม่ยินดีแต่ร่ายซะยาวเลย...ก็ไม่ยินดีจริงๆนะครับเพราะในเรื่องต่างๆเหล่านี้ถ้าใครถือพุทธ ธรรม สงฆ์จริงๆ เรื่องพวกนี่มันเป็นของทั่วไป ในผู้ที่จะผ่านไปในคำสอนจริงๆ ในพระไตรปิฎกเรียกว่าอัตโนมัติ อยู่ในหน้าคำนำครับ ถ้าใครมาศึกษาในพระไตรปิฎกจริงๆเอามาทำตามจริงๆ จะเกิดผลเหมือนๆกัน จึงไม่เป็นเรื่องที่น่ายินดีนั่นแหล่ะครับ
    ใครเรียนรู้จริงๆก็ได้จริงๆ ลูกศิษย์หลวงปู่จันทาคงคุ้นนะครับ แต่ที่เล่านี้เพื่ออาศัยเล่าให้ฟังเพื่อทำฐานไว้


    ...เพราะแต่เดิมนั้นการสร้างพระพุทธรูปมีวัตถุประสงค์แทนพระพุทธองค์เพื่อใช้ในการเคารพสักการะ...

    ศึกษาได้จากกระทู้นี้ครับสำหรับผู้สงสัยในเรื่องนี้
    http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=1326.0


    เอาของเก่าจากที่โพสในกระทู้นี้ ผ่านมาแล้วมาขึ้นใหม่ครับ ก็คงคำถามเดิมไว้ครับ ไม่ได้มุ่งดุนะครับ แต่เป็นวิธีที่พอจะนำเข้าไปเรียนคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างหนึ่งครับ

    ใครคือตัวแทนของพระพุทธเจ้าในปัจจุบัน?
    เล่ม ๑๓ หน้า ๓๒๐
    http://www.samyaek.com/tripidok/book13/301_350.htm<!-- google_ad_section_end -->

    หากยังข้องใจ? ว่าใครคือตัวแทนของพระพุทธเจ้าในปัจจุบัน เข้าไปถามพระอานนท์ครับ
    เล่ม ๒๒ หน้า ๑๕๕
    http://www.samyaek.com/tripidok/book22/151_200.htm


    ส่วนเรื่องประเพณีชาวบ้านชาวเมืองนั้น คงไม่กล่าวถึงครับ
    เพราะมันแปรเปลี่ยนไปตามสังคม
    แต่ประเพณีพุทธะนี่แน่นอนครับ แม้ข้ามไปเป็นแสนเป็นล้านหรือกี่องค์ก็ตาม มีประเพณีเดียวกันหมด
    อันนี้ก็คงต้องศึกษากันก่อนนะครับ หากยังไม่เข้าใจประเพณีพุทธะ
    ในพระไตรปิฎกนี้แน่นอนครับ ยอดเยี่ยมเลิศเลอกว่าสิ่งใดในโลกทั้งสาม
    ยืนยันครับ ทางสายเเห่งอริยะเจ้าทั้งหลาย

    บุญของการเปิดธรรมวินัยนี้ จงสำเร็จแก่ ญาติ เทวดาที่รักษา นายเวร เชื้อโรคข้า ชาวทิพย์ที่ดูแลรักษาพระพุทธศาสนา และผู้ต้องการตลอดไป

    อาจมีคนสงสัยว่าเชื้อโรครับได้ด้วยหรือ?
    อันนี้ไม่ตอบครับ แต่แนะนำให้ถามนักวิทยาศาสตร์ เรื่องความเร็วในการเกิดตายของเชื้อโรคว่าเร็วแค่ไหน?
    ยุงเกิดตายเร็วแค่ไหน?
    หนอนเกิดตายเร็วแค่ไหน?
    ปลาเกิดตายเร็วแค่ไหน?
    สุนัขเกิดตายเร็วแค่ไหน?
    คนเกิดตายเร็วแค่ไหน?
    เต่าเกิดตายเร็วแค่ไหน?
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 12 พฤศจิกายน 2010
  2. nmad

    nmad สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    1
    ค่าพลัง:
    +1
    อ่านดู ก็เห็นจริงดังที่หลายๆ ท่านอ้างอิงข้อความจากพระไตรปิฏกมา
    ขออนุโมทนาสำหรับความรู้ดีๆ

    ความรู้ ความสามารถ รวมทั้งสติปัญญาผมนั้นยังน้อย เลยจำได้แต่ข้อความสั้นๆ ว่า
    "จิตฺตํ ภิกฺขเว รกฺขิตุํ สกฺขิสฺสถ, อวเสสานํ รกฺขนกิจฺจํ นตฺถิ....
    แปลว่า " ถ้าเธออาจจะรักษาจิตตัวเองแล้ว กิจที่จะต้องรักษาสิ่งอื่นที่เหลือ ก็ไม่มี.."

    ความคิดผมน่ะครับ
    ศิล บทบัญญัติต่างๆ ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติ ไว้ ก็เพื่อไม่ให้พระไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่จะเป็นเหตุให้ท่านเกิดกิเลส ซึ่งจะทำให้ท่านหลงทางไปได้ เพราะฉะนั้น ถ้าพระหรือใครๆ สามารถที่จะหักห้ามจิตตัวเองจากสิ่งอันก่อให้เกิดกิเลสได้ ก็ไม่จำเป็นต้องไปดูสิ่งอื่นๆ

    น้ำที่ตกลงบนใบบัว น้ำก็ไม่ติดกับใบบัว ฉันใด จิตที่ฝึกดีแล้ว แม้จะถูกเร้าไปด้วยกิเลส ก็ไม่ติดกับกิเลส ฉะนั้น

    พระที่มีศีลครบบริบูรณ์ ผลก็คือ ห่างจากกิเลส
    พระที่มีจิตฝึกดีแล้ว ก็มีจิตไม่ข้องกับกิเลส เหมือนกัน

    ท่านๆ ไม่อยากให้เพชรไปข้องเกี่ยวกับกองคูถ แต่ก็อย่าลืมว่า เพชรอยู่ที่ไหนก็คงเป็นเพชร

    ผมว่า ถ้าหลายๆ ท่านในกระทู้นี้ รู้ดีกว่าคนที่บวชเสียอีก ว่า "ประพฤติตนเช่นไรจึงจะเป็นพระที่แท้จริงได้" ผมจะอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง ถ้าท่านบวช เพราะท่านจะเป็นพระที่ตรงตามอุดมคติของชาวโลก

    แต่ท่านก็ควรจะเข้าใจความเป็นไปในปัจจุบัน ว่า การบวชในปัจจุบันนี้ เป็นการบวชตามประเพณีเสียเป็นส่วนมาก ผู้บวชเพราะต้องการละกิเลส มุ่งตรงต่อนิพพานนั้นเป็นส่วนน้อย

    ขอแสดงความเห็นเรื่องพระพุทธรูปน่ะครับ
    ผมเห็นด้วยเกี่ยวกับความคิดเห็นกับพุทธรูป และเครื่องลางของขลังต่างๆ ของพระพุทธศาสนา ว่าพระพุทธรูปเป็นทองเหลือง เป็นอิฐ หิน ดิน ปูน เป็นแค่วัตถุสิ่งของธรรมดาๆ ไม่ควรกราบไหว้
    แต่ผมก็เห็นด้วยกับในอีกมุมมองหนึ่งที่ว่า พระพุทธรูปที่สร้างขึ้นมานั้น ก็เพื่อเป็นตัวแทนของพระพุทธองค์
    เมื่อมีพระพุทธรูปอยู่ใกล้ๆ เราก็มีความเคารพต่อพระพุทธองค์ ไม่ใช่แสดงความเคารพต่ออิฐ หิน ดิน ทราย ทองเหลือง (แน่นอนท่านต้องแย้งว่า พระพุทธองค์ไม่มีสิ่งใดทดแทนได้) T_T

    ขออภัยในความรู้น้อยๆ ของกระผมครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 12 พฤศจิกายน 2010
  3. smile072

    smile072 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 ตุลาคม 2009
    โพสต์:
    146
    ค่าพลัง:
    +460
    ขอบคุณครับที่ได้ขยายความด้ารธรรมมาให้อ่านและเพิ่มเติมความรู้ครับ ผมได้อ่านแล้วงงนิดหน่อยเพราะว่าผมไม่ได้โมโหหรือเดือดใดๆ(อาจจะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นบุคคลที่คุณกล่าวก็ต้องขอโทษครับ)ที่ผมโพสต์เข้ามาในกระทู้เพื่อแสดงความคิดเห็นเท่านั้นในอีกแง่มุมมอง ผมเข้าใจและขอบคุณนะครับที่ได้ช่วยแสดงธรรมให้เข้าใจ ก็อย่างที่ผมนำเสนออีกมุมจริงอยู่ว่าพระพุทธรูปส้างขึ้นจากวัตถุ แต่เคยตั้งคำถามในใจรึเปล่าครับว่าเกิดความศํกดิ์สิทธิ์ได้ยังไง ทำไมจึงเกิดปาฏิหารย์ได้ ไม่ใช่เพราะแค่มีผู้คนไปกราบไหว้มากเท่านั้นนะครับ ดูอย่างพระสมเด็จที่สมเด็จโตท่านสร้างอายุเป็นร้อยปี(แค่พระองค์เล็กไว้ติดตัว)ยังมีความสักดิ์สิทธิ์จนถึงทุกวันนี้เลย เพราะว่าการสร้างพระพุทธรูปที่เปรียบเสมือนตัวแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เปรียบเสมือนพระองค์ท่านได้มาอยู่ ณ ที่นั้นและด้วยบุฐบารมีของพระองค์ท่านก็ทำให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ขึ้น ถ้ารู้เรื่องกฏแห่งกรรมดีทำไมขโมยที่เข้าไปลักตัดเศียรพระตามที่ได้อ่านได้ยินมาเวลาจะตายถึงทรมานเหมือนมีคนเอาเลื่อยมาตัดหัวตัวเองครับ ผมจึงมาแสดงความคิดเห็นตรงนี้เพราะว่าไม่อยากให้เกิดการสร้างวิบากกรรมเพราะเท่ากับไปปรามาสพระสงฆ์เข้า(ยิ่งพระศักดิ์สิทธิ์มากยิ่งวิบากกรรมแรง) ผมก็เลยอยากมาแค่เสนอมุมมองและให้ข้อคิดอีกด้าน เพราะว่าไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์อย่างที่เคยเป็ฯข่าวครับ ถ้าเรามีข้อเตือนในใจและรับรู้ถึงความรู้สึกผู้อื่นก็จะไม่เกิดเหตุนั้นขึ้น เปรียบเหมือนถ้าเราไม่ทานเนื้อเราได้บอกแก่ทุกคนแล้วจะมีใครเอาเนื้อมาให้เรา แต่เหตุที่เกิดเพราะว่าคิดและสรุปเอาเองไม่สนใจถึงวัตถุประสงค์ของผู้ให้ว่ามีเจตนาอย่างไร ถ้าจะให้ยกตัวอย่างที่คล้ายกัน ก็อย่างกองทุนหมู่บ้านที่ให้เงินไปบริหารกันเองเป็นเงินกองกลางที่ใครเดืออร้อนก็สามารถมายืมไปใช้ก่อนได้เมื่อถึงกำหนดต้องนเงินมาคืนแต่ชาวบ้านคิดว่ารัฐให้เงินไปใช้โดยไม่ต้องคืนก็จัดการแบ่งเงินไปซื้อของที่ตนอยากได้สุดท้ายทุกอย่างสูญไม่ได้เงินคืนต้องมาตามไล่เก็บ ก็ไม่ค่อยได้เงินคืนกลับมานั้นเพราะว่าขาดการบอกกล่าว อย่างกรณีที่เกิดเหตุถ้ามีการบอกกล่าวก่อนก็จะไม่เกิดเหตุเข้าใจผิดขึ้นและผู้ที่จะให้ก็จะได้ไปให้ที่อื่นที่เขาสามารถทำตามที่ผู้ให้ต้องการได้ ผมหวังว่าคงเข้าใจความคิดผมนะครับผมไม่มีเจตนาใดๆแค่เข้ามาแสดงความคิดเห็นเท่านั้น เพราะว่าพระอ.ท่านผมก็เคารพท่าน ท่านมีวิธีปฏิบัติดีๆหลายอย่าง เช่น การแผ่ส่วนบุญให้สัตว์ ให้เทวดา ให้อะไรอีกหลายอย่างที่ผมนำมาใช้ ไม่มีเจตนาไปว่าใคร ถ้าคิดว่าผมเขามาเพื่อว่าหรือด่าให้ท่านเดือดร้อน เสียหายผมก็ขอโทษด้วยครับ เพราะการมองเราอาจมองต่างกันได้ ก็คิดว่าแลกเปลี่ยนความรู้และธรรมกันนะครับ ในกระทู้ที่ผมตอบมาผม ผมไม่ได้ปกปิดอะไรครับ ผมชื่อเกษมศาณ ธัญญาภิวัฒนาครับ อะไรเมล์มาแลกเปลี่ยนความรู้กันได้ครับเพราะว่าผมยังมีความรู้แค่น้อยนิดยังต้องศึกษาอีกมากครับ เมล์ผม kasemsan_66@YAHOOCOM ยินดีครับถ้าจะคุยแลกเปลี่ยนธรรมกันครับเพราะว่าไม่ใช่ผมจะรู้หรือถูก ผมจะได้มีเพื่อนคุยได้ในทางธรรมครับ
     
  4. THODSAPOL SETTAKASIKIT

    THODSAPOL SETTAKASIKIT เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    107
    ค่าพลัง:
    +101
    ว่าจะไปกลับที่พักแล้วเชียว ต้องแก้ไขคำตนก่อน นี่แหล่ะหนอ คำของปุถุชน
    จะว่าไปแล้วคำของพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้จะเข้าใจกันหมดนี่เนาะ ขนาดพระพุทธเจ้ายังมีผู้แย้งทั้งต่อหน้าในสมัยที่พระองค์มีพระชนม์ชีพอยู่ ก็แล้วแต่ท่านทั้งหลาย จะคิดพิจาณาเอาครับ มีหน้าที่มาแค่เปิดธรรมวินัยเท่านั้น ไม่บังคับให้ต้องมาเชื่อ ให้มาทำตาม มีแต่เปิดไป เปิดไป ใครรับได้ความรู้ก็เกิด ใครยังไม่ได้ทันที สงสัยแล้วมาพินิจพิจารณาในทีหลังแล้วรู้เรื่องขึ้น หรือแม้แต่ผู้ที่ตำหนิแล้ว ค่อยตรวจอีกทีแล้วเกิดความรู้ขึ้น ก็เป็นไปตามแต่การทำมาของแต่ละคนไป จึงเปิดไปอย่างนี้แหละ.



    ....ส่วนเรื่องประเพณีชาวบ้านชาวเมืองนั้น คงไม่กล่าวถึงครับ
    เพราะมันแปรเปลี่ยนไปตามสังคม...

    ที่ไม่กล่าวถึงเพราะ มันมีความอยากของสังคมปนอยู่ จึงไม่กล่าวถึง
    เพราะในสังคมมีตั้งแต่คนจะทำลายด้วยตั้งใจ ทำลายด้วยความไม่เข้าใจ รักษาด้วยความเข้าใจ รักษาด้วยตามผู้ที่เข้าใจ มันปนกันอยู่
    แต่ประเพณีของพุทธะไปตามธรรม ไม่ได้ไปตามสังคม
    จึงไม่น่ายินดีจะไปกล่าวถึงนอกเนือธรรม


    ส่วนใครที่ยังข้องใจ คาใจ ข้อไหน
    ก็เปิดตัวมาคุยกันครับ
    ยินดีอยู่ที่จะค้นหามาเรียงร้อยองค์ธรรมชี้ไป แจงไปอยู่ครับ
    อาจจะนานบ้าง ก็ยังจะกลับมาตอบในผู้ที่เปิดตัวครับ เพราะเป็นประโยชน์
     
  5. THODSAPOL SETTAKASIKIT

    THODSAPOL SETTAKASIKIT เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    107
    ค่าพลัง:
    +101
    ไม่ว่าอะไรครับเพราะเป็นการศึกษาครับ
    ยินดีอีกด้วยครับ
    พอดีวันนี้ร้านเขาจะปิดแล้ว
    จึงได้แต่ถามว่า
    รู้จักฤทธิ์ของชาวทิพย์ไหม?
    มีอย่างอื่นอีกหรือเปล่า?ที่ไม่ใช่ ทองเหลืองที่มีฤทธิ์
    รู้จักความหมายของคำว่าไสยศาสตร์หรือเปล่า?
    ไสยศาสตร์กับพุทธศาสนาอันเดียวกันใช่ไหม?

    อย่าว่าแต่โจรเลยครับแม้แต่ผมที่กล่าวว่าทองเหลืองทองแดงอยู่นี่ ถ้าไม่มีธรรมไขว้รองรับอยู่ก็คงไม่พ้นชะตากรรมเดียวกับโจรนั้นหรอกครับ แต่อาศัยอำนาจธรรมของพุทธะรับไว้ จึงพอที่จะกล่างธรรม ว่าเป็นธรรมได้อยู่ครับ.


    ผมอาจจะหากมาแจงได้ไม่ทันแล้วครับ ร้านจะปิดแล้ว
    วันนี้ไปก่อนครับ และก็อีกน่าจะหลายวันกว่าจะมาอีกทีครับ
    คุณสันต์ก็น่าจะเข้ามาตอบอยู่ครับ


    บุญนี้จงสำเร็งแก่ ญาติ เทวดาที่รักษา นายเวร เชื้อโรคข้าครอบครัวข้า ชาวทิพย์ที่ดูแลรักษาพระพุทธศาสนา และผู้ต้องการตลอดไป
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 13 พฤศจิกายน 2010
  6. soet

    soet สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    4
    ค่าพลัง:
    +3
    ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่สอนในเรื่องของเหตุและผล ใครที่เคยทำกรรมใดไว้ก็จะได้รับผลกรรมตามที่ตนเองทำไว้ ความศักดิ์สิทธิ์และปาฎิหารย์ไม่น่าจะอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติไ้ด้ การที่คนเราเชื่อว่าพระพุทธรูป หรือวัตถุต่าง ๆ มีความศักดิ์สิทธิ์ สามารถแสดงอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ ได้นั้น หลวงปู่เกษมเคยสอนว่า เกิดจากผู้ที่เคยทำการเสกไว้ในอดีต ต่อมาเ่ื่ีมื่อมีคนเสกบ้างวิญญาณของผู้ที่เคยเสกนั้นจะถูกดูดมาสถิตย์ในวัตถุต่าง ๆ ตามกรรมของตน หรืออีกกลุ่มหนึ่งคือ วิญญาณของผู้ที่เคยเคารพขอพึ่งวัตถุเหล่านั้นเมื่อตายลงจิตที่หวังพึ่งวัตถุทองเหลืองทองแดงเหล่านั้นก็จะไปสถิตย์หรือวนเวียนขอพึ่งอยู่ในบริเวณนั้น วิญญาณเหล่้านี้นี่เองที่ทำให้เกิดการศักดิ์สิทธิ์ เมื่อมีใครไปลบหลู่สิ่งที่ตนเองรักษาหรือสถิตย์อยู่ก็จะแสดงปาฏิหารย์ออกมา ใครไม่อยากเป็นอย่างนี้ก็ไม่ควรที่จะไปเกี่ยวข้องด้วย
     
  7. nattakorn

    nattakorn Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2006
    โพสต์:
    25
    ค่าพลัง:
    +30
    หลังจากที่ผมได้เขียนกระทู้ไปแล้วครั้งหนึ่ง ว่าสิ่งที่เถียงกันอยู่ไม่ใช่แก่น ของพระพุทธศาสนา เป้าหมายสุดทายคือ วิมุตติ คือดวามหลุดพ้นจาก อาสวกิเลสทั้งหลาย
    เรากับมาถกเถียงกันเรื่องพระวินัยของพระ ก็คือศีลของพระ ซึ่งพระพุทธองค์ ทรงตัดว่าเป็ยเพี้ยงแค่กระพี้ไม้ บุคคลถ้าสำคัญว่ากระพี้ไม้เป็นแก่นไม้ย่อมไม่มีทางที่จะได้แก่นไม้นั้น
    แทนที่จะเถียงกันในเรื่อง เหล่านี้ซึ่งไม่มีวันจบสิ้น คอยมาจับผิด ว่าคนโน้นถูกคนโน้นผิด ม้นจะเกิดปัญญาตรงไหน มีแต่สร้างความแตกแยก ความไม่พอใจต่อกัน แล้วอย่าลืมว่าอารยะบุคคลนั้นมีจริง พระอารยะสงฆ์ มีจริง และพระอาริสงฆ์ จะไม่สร้างความแตกแยก ไม่สร้างความข่นข้องหมองใจกับผู้ใด ผู้มีปัญญาย่อมเห็นจริงในสัจจธรรม ไม่มีความยึดมั่นถือมั้น เห็นเงินทองเป็นเพียงเศษกระดาษ เห็น ทองเป็นเพียงวัตถุไม่ยินดียินร้าย ย่อมเป็นที่ศัทธาต่อ บุคคลทั้งหลาย ท่างนำวัตถุเหล่านั้นไปใช้สร้างประโยชน์ โคยไม่ยึดติด แต่บุคคลที่ยังมี ความหลงอยู่ย่อมเห็นสิงนั้นเป็นเงิน สิ่งนี้เป็นทอง เกิดอุปทานความยึดมันถือมั่น ว่ามันผิดว่ามันถูก แม่แตพระพุทธรูปก็เหมือนกัน บุดคลที่มีความเห็นชอบ ไม่ยึดติดย่อมเกิดพุทธานุสติระลึกถึงพระพุทธองค์ นึกถีงพระรัตนตรัย โดยไม่ได้ยึดมั่นถือมันว่าเป็นพระพุทธเจ้า หรือว่าเป็นแค่ทองเหลือง บุคคลที่มีปัญญาในอดีต และปัจจุบันมีอีกมาก ทั้งพระอริยเจ้า บูรพกษัตราธิราช บูคคลเหล่านี้มีปัญญากว้างไกลกล่าเรามากนัก ถ้าไม่ถูกต้องไม่สมควร ทำไมถึงมีการสร้างพระพุทธรูป ตั้งแต่ อดีตมาถึงปัจจุบัน คุณมัวมาแต่ยึดมั่นถือมั่นแต่พระวินัย ซึงพุทธแต่ละนิกายก็ไม่เหมือนกัน แม้แต่พระพุทธองค์ยังทรงพุทธานุญาติให้แก้ไขได้ตามความเหมาะสม ซึงศีลเหล่านี้เป็นเพียงศีลพิธี ไม่ใช่ศีลปรมัตร คุณคิดดูสมัยพุทธกาล ที่มีแต่พระอรหันต์มีพระวินัยมากขนาดนี้ไหม ที่ไม่ต้องเพราะพระอรหันต์ไม่ม่เจตนา ที่จะทำผิด ผมว่าแทนที่คุณจะมาว่าใครถูกใครผิดห้ามโน้นห้ามนี้ มาช่วยกันทำให้สังคนไทยเป็นสังคมที่มี ปัญญารู้เท่าทัน กิเลส ที่ยั่วยวนมากมายอยู่ในปัจจุบันกันเถิดครับ ส่วนใครที่ทำผิดทำไม่ดีสุดท้ายหนีสัจธรรมไม่พ้น กาลเวลา จะพิสูจน์เองครับ
     
  8. tattooo

    tattooo สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    22
    ค่าพลัง:
    +5
    ส่วนตัวข้าพเจ้าอย่าว่าแต่เปลือกเลย เอาแค่สะเก็ดไม้ผมก็ยังทำไม่ค่อยจะได้้เลยครับ จะไปเอาแก่น หรือกระพี้ นั้นเป็นไปได้ยากมาก ตอนนี้พยายามที่จะทำขยะที่มีในตน ให้ได้แค่กิ่งและใบ (เป็นอุบาสก-อุบาสิกา ก็เป็นเรื่องของทาน) ให้ถูกต้องและปลอดภัยก่อน เมื่อทำกิ่งและใบได้แล้ว มั่งคงแล้ว ถูกต้อง ปลอดภัย ดีแล้ว ก็พยายามทำขยะที่มีในตนอีกนั่นละให้ได้เป็นสะเก็ดไม้ เอาแค่นี้ให้ได้ก่อนแล้วค่อยไปเอาเปลือก แค่สะเก็ดไม้ก็ยังไม่บริสุทธิ์บริบูรณ์เลยครับ อย่าว่าแต่เอาสะเก็ดไม้เลยครับ เอาแค่ง่ายๆเลย เอา พุทธ ธรรม สงฆ์ เป็นที่พึ่ง ที่ระลึกให้ได้ก่อนดีกว่าครับ ก่อนที่จะไปเอาแก่น อันนี้บอกตัวเองนะครับ ทุกวันนี้ก็พยายามอยู่ เตือนตนเองอยู่ตลอด ไปตามลำดับ ไม่ลัดขั้นตอน

    ดังหลวงพ่อเกษมสอนว่า

    " ลำดับของศาสนาพุทธ (่พระพุทธองค์สอนไว้)

    1. มีไตรสรณะ คือ มีพระพุทธ – ธรรม – สงฆ์ เป็นที่พึ่งที่คิดถึง
    2. รู้จักให้ทานอุทิศ
    3. ให้ทานอย่างบริสุทธิ์
    4. ให้ทานอย่างบริบูรณ์
    5. รู้จักรักษาศีล
    6. รักษาศีลให้บริสุทธิ์
    7. รักษาศีลให้บริบูรณ์
    8. เรียนกรรมฐาน
    9. เรียนจนเข้าใจชัด
    10. ฝึกกรรมฐาน
    11. ทำกรรมฐาน
    12. เร่งทำกรรมฐาน

    อธิบายเนื้อความโดยละเอียดว่า >>>
    ˁǴ ൃՂ?ǒ?é́ʙ衒À҇?Ҡ?ҡ?Ð䵃?Ԯ?

    และอริยสัจ 4 ก็เหมือนกัน ให้ถูกต้อง มั่นคง แน่นอน เด็ดขาด และต้องเป็นถูกแบบถูก โดยลำดับ

    รอบรู้เรื่องอริยสัจ 4 ได้ที่นี่.
    http://www.samyaek.com/fileload/samyaek/truths4.pdf

    จะข้ามขั้นตอนนั้นไม่ได้เลย

    ทีนี้กลับมาเรื่องกิ่ง ใบ เปลือก แก่น กระพี้ (ก็ต่อจากด้านบนนั่น)

    ลาภสักการะเปรียบเหมือนกิ่งและใบ
    ศีลเปรียบเหมือนสะเก็ดไม้
    สมาธิเปรียบเหมือนเปลือกไม้
    ความหลุดพ้นเปรียบเหมือนแก่น
    ญาณทัสสนะ(ปัญญา)เปรียบเหมือนกระพี้
    กระพี้นี้ต่อแก่น

    พระไตรปิฏก และ อรรถกถาไทย ฉบับมหามกุฎราชวิทยาลัย 91 เล่ม เล่ม 18 หน้า 546-555
    อยู่ในมหาสาโรปมสูตร ว่าด้วยเรื่อง อะไรเป็นแก่นสารในพระพุทธศาสนา
    [​IMG]
    [​IMG]
    [​IMG]
    [​IMG]
    [​IMG]
    [​IMG]
    [​IMG]
    [​IMG]
    [​IMG]

    [​IMG]

    ศีกษาเถิด ฟังเถิด Ǒ?ʒ?¡ Ǒ??蒊ҁႡ ດ??ح ⍹?ح ͡ˑ? ⴹ?ͧ ?Ã? ?Ã?ҹ ?Œ ?Õ´ ਃԭØ觠×ͧ

    พระไตรปิฏกศึกษา-โรงเรียนวัดสามแยก - หน้าแรก

    บุญจากการเปิดเผยธรรมวินัยนี้ให้ ญาติ เทพที่รักษา นายเวร เชื้อโรค ของข้า พ่อแม่ พี่น้อง ญาติข้า ครอบครัวข้า ตลอดจนเหล่าชาวทิพย์ทุกหมู่เหล่า โดยเฉพาะชาวทิพย์ที่ร่วมด้วยช่วยข้าเปิดเผยธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า และของผู้อ่านทุกท่าน
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 14 พฤศจิกายน 2010
  9. tattooo

    tattooo สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    22
    ค่าพลัง:
    +5
    ต่อนะครับ

    นอกเรื่องมานิดนะครับ

    "กฐินหรือผ้าป่าเป็นใบนู้น อยู่ห่างจากต้น กฐินถูกนี่เป็นใบ
    กฐินผิดนี่เป็นขยะ มาจากไหนไม่รู้เป็นขี้หมามาอยู่ใต้ร่มใบ

    เปลือกนี้คือสมาธิ มีความมั่นคง ตั้งใจมั่นกับศาสนาเรียบร้อยแล้ว แน่นอน เด็ดขาด ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแล้ว มีความตั้งมั่นแล้ว มั่นคงแล้ว จึงเรียกว่า "เปลือก"

    ต่อไปก็ไต่เต้าสร้างความคิด ด้วยสติปัญญา มนสิการเรื่องธรรมได้อย่างดี จึงเรียกว่าปัญญา เปรียบเสมือนกระพี้" เป็นบางส่วนที่หลวงปู่เคยเทศน์สอนไว้

    ทีนี้ขอเอาบุญกริยาวัตถุ 10 ประการ

    เอาข้อที่ 10 บุญสำเร็จได้ด้วยการทำความเห็นให้ตรง (ทิฏฐชุกัมม์) คือ ความเข้าใจในเรื่อง บาป บุญ คุณ โทษ สิ่งที่เป็นแก่นสารสาระหรือที่ไม่ใช่แก่นสารสาระ ทางเจริญทางเสื่อม สิ่งอันควรประพฤติสิ่งอันควรละเว้น ตลอดจนการกระทำความคิดความเห็นให้เป็นสัมมาทิฏฐิอยู่เสมอ

    เมื่อความเห็นยังไม่ถูกตรงแล้ว ไม่มีทางได้แก่นแน่ๆ

    และที่สำคัญธรรมและวินัยเท่านั้นคือตัวแทนแห่งพระตถาคตคือศาสดา

    ที่พุทธศาสนาดำรงคงอยู่ถึงทุกวันนี้เพราะอะไรหรือครับ ท่านใดตอบผมหน่อยครับ

    โบส์ วิหาร พระพุทธรูป วัตถุมงคล(อัปมงคล) การปลุก เสกเลขยันต์ การอ้อนวอนขอ ดูหมอ ร่างทรง หรือธรรมวินัยกันเล่า ธรรมและวินัยจักเป็นศาสดาแห่งพวกเธอ

    [​IMG]

    แล้วถ้าเราปฎิเสธธรรมและวินัยก็เท่ากับเราปฎิเสธพระพุทธเจ้า

    "ถ้าเป็นอย่างนั้นไม่มีอะไรต้องคุย คนละทางกันแล้ว"

    พระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองไม่ได้อยู่ที่วัตถุเลยครับ จำพวกโบสถ์ ศาลา วิหาร กุฏิ เหล่านี้เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งในปัจจัยหลัก 4 ประเภทเท่านั้นเอง แต่พระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้นั้น สำคัญที่สุดครับสำหรับพระพุทธศาสนา เพราะพระพุทธศาสนา แปลว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าครับ ดังนั้น คำสอนของพระพุทธเจ้าจะเจริญรุ่งเรืองต้องอยู่ที่ชาวพุทธได้ศึกษาและปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ถูกต้องต่างหาก

    อ้างอิงจากพระไตรปิฎก ชุด 91 เล่ม มหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 13 หน้า 421 ว่า
    จริงอยู่ วิหารพันแห่ง เช่น มหาวิหาร เจดีย์พันเจดีย์ เช่น มหาเจดีย์ ก็ดำรงพระศาสนาไว้ไม่ได้.
    บุญผู้ใดทำไว้ ก็เป็นของผู้นั้นผู้เดียว. ส่วนสัมมาปฏิบัติ ชื่อว่าเป็นบูชาที่สมควรแก่พระตถาคต.

    เป็นความจริง ปฏิบัติบูชานั้นชื่อว่าดำรงอยู่แล้ว สามารถดำรงพระศาสนาไว้ได้ด้วย

    ขออนุญาตินำกระทู้พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ แห่งวัดสามแยก มาเปิดเผยสู่สารธรณะ
    แล้วถ้าจะถือแต่จิต....อันตรายมาก เล่ม 30 หน้า 282

    ....ก็โดยเฉพาะในอินทรีย์ ๕ นี้ บัณฑิตทั้งหลาย

    สรรเสริญอยู่ซึ่งความเสมอกันแห่งสัทธา (ความเชื่อ) กับปัญญาและสมาธิกับวิริยะ.

    เพราะคนมีสัทธาแก่กล้าแต่ปัญญาอ่อน จะเป็นคนเชื่อง่าย
    เลื่อมใสในสิ่งอันไม่เป็นวัตถุ.(เลื่อมใสในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง)

    ส่วนคนมีปัญญากล้า แต่สัทธาอ่อน จะตกไปข้างอวดดี จะเป็นคนแก้ไขไม่ได้
    เหมือนโรคที่เกิดแต่ยา รักษาไม่ได้ ฉะนั้น วิ่งพล่านไป
    ด้วยคิดว่า จิตเป็นกุศลเท่านั้นก็พอ ดังนี้แล้ว ไม่ทำบุญมีทานเป็นต้น ย่อมเกิดในนรก.

    ต่อธรรมทั้ง ๒ เสมอกัน บุคคลจึงจะเลื่อมใสในวัตถุแท้.
    โกสัชชะ (ความขี้เกียจ) ย่อมครอบงำคนมีสมาธิกล้าแต่วิริยะ(ความเพียร) อ่อน
    เพราะสมาธิเป็นฝ่ายโกสัชชะ.

    อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน) ย่อมครอบงำคนมีวิริยะกล้า แต่สมาธิอ่อน เพราะวิริยะเป็นฝ่ายอุทธัจจะ แต่สมาธิที่มีวิริยะประกอบเข้าด้วยกันแล้ว จะไม่ตกไปในโกสัชชะ. วิริยะที่มีสมาธิประกอบพร้อมกันแล้วจะไม่ตกไปในอุทธัจจะ

    เพราะฉะนั้น อินทรีย์ทั้ง ๒ นั้น ต้องทำให้เสมอกัน. ด้วยว่า อัปปนา (สมาธิแน่วแน่) จะมีได้ ก็เพราะความเสมอกันแห่งอินทรีย์ทั้ง ๒......

    ทีนี้เรามาดูเรื่องจิตกับความโง่
    ˅ǧ?荠?Ɂʍ??荧?Ã?ҹ
    เราโง่เพราะเราไม่รู้ เมื่อเราไม่รู้เราก็ต้องศึกษาๆ ค้นคว้า เทียบเคียง เพราะข้าพเจ้าอยากหายโง่

    ได้ฟังจากหลวงพ่อเกษมว่า...

    ไม่ต้องไปถาม ว่า ใครจะแก้ไขหรือไม่ ใครจะแก้ไขอย่างไร และก็อย่าไปคิดที่จะแก้ไขใคร ให้พวกเราทั้งหลาย ศึกษาพระไตรปิฎก แล้ว ประกาศคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าออกมา พระพุทธเจ้าตรัสสั่งไว้ว่า ธรรมวินัยนี้เปิดเผยจึงรุ่งเรือง ปิดไว้ไม่รุ่งเรือง

    ดังนั้นเราจึงควรจะทำตามคำสั่งของพระพุทธเจ้า

    ปรากฏอยู่ในเล่มที่ 10 หน้า 465

    สิ่งที่เปิดเผยไม่กำบังจึงรุ่งเรืองมี ๓ คือ
    ดวงจันทร์เปิดเผย ไม่กำบังจึงรุ่งเรือง ๑
    ดวงอาทิตย์เปิดเผยไม่กำบังจึงรุ่งเรือง ๑
    ธรรมวินัยอันพระตถาคตเจ้าประกาศแล้วเปิดเผยไม่กำบังจึงรุ่งเรือง ๑

    ประกาศความจริงออกมาเท่านั้น ประกาศออกมาให้ชัดว่า สิ่งไหนผิด สิ่งไหนถูก และถ้าใครถามว่า ทำไมเราถึงทำแบบนี้ ก็ตอบว่า "ข้าพเจ้าชอบแบบนี้ ข้าพเจ้าจะถือตามนี้ เพราะคิดว่าทางนี้ปลอดภัย"

    ให้พวกเค้ารู้ว่ามีรถไฟขบวนนี้อยู่ รถไฟคันนี้กำลังขับเคลื่อนไปอย่างช้าๆ ซึ่งเป็นขบวนที่มั่นคง แข็งแรง ปลอดภัย ถือไปตาม พุทธ ธรรม สงฆ์ จุดมุ่งหมายปลายทางมีอยู่ข้างหน้า ถึงปลายทางแน่นอน แล้วใครจะร่วมขบวนไปกับเราก็รับขึ้นมา แต่ไม่เชิญชวนใครให้มาขึ้น ไม่ได้บังคับให้ใครขึ้น ให้เราถือตามแนวทางที่พระพุทธเจ้ากระทำ ซึ่งพระพุทธเจ้าก็กระทำแบบนี้ เป็นเพียงผู้บอกทาง ชี้ทาง ส่วนใครจะถือปฏิบัติตามหรือไม่ ก็สุดแล้วแต่

    หลวงปู่สั่งว่า....ให้เขียนคำนี้ลงไปด้วย

    "ไม่ชวนผู้ใดให้มาทำตาม เปิดเผยความจริงออกไปเท่านั้น
    เราทำหน้าที่ตามพระพุทธเจ้า ไม่ได้บังคับใคร"

    พุทธศาสนิกชนควรศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยตรงจากพระไตรปิฎก และศึกษาคำสอนของครูบาอาจารย์ต่างๆ ที่ประกาศตนว่าเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าประกอบเพื่อเทียบเคียงว่า มีส่วนไหนในคำสอนของท่านเหล่านี้ที่สามารถลงกันได้ เข้ากันได้กับคำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้ามีส่วนไหนที่เข้ากันได้กับคำสอนของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎกก็ถือเอาส่วนนั้นอ้างอิงและยินดีกับท่านได้ แต่ถ้าส่วนไหนขัดแย้งกันก็ต้องทิ้งส่วนนั้นไปและตำหนิท่านในส่วนที่ท่านสอนและกระทำขัดแย้งกับพระพุทธเจ้า..

    ผมมีความปลื้มใจอยู่เนืองๆที่เริ่มจะมีคนหันมาสนใจพุทธศาสนาอย่างจริงจัง อย่างน้อยสิ่งที่ดีที่เกิดขึ้นคือ ทุกคนงัดความรู้ ที่ตนรู้ ออกมาพูด ถือว่าเป็นเรื่องดี ตอนนี้ ต่างก็ค้นตำรากันเพื่อหาคำตอบมาหักล้าง อะไรที่ไม่เคยรู้ก็จะได้รู้ อะไรที่ไม่เคยอ่านก็จะได้อ่าน และเราก็ยังได้เห็นกันอีกว่า ...ความเข้าใจคนส่วนใหญ่ที่เดินเข้าสู่การศึกษาพุทธศาสนานั้น คนโดยรวม ศึกษาอ้างอิงสิ่งใด แนวทางแบบไหน กันแน่

    และข้าพเจ้ายังไม่เห็นมีใครเถึยงอะไรเลยนี่ครับ เท่าที่เห็นมีแต่ความรู้มากมาย จากที่ไม่รู้ทำให้รู้ จากที่เคยมืดค่อยๆสว่าง

    นิดนึงนะครับ เปิดเผยตัวเถิดครับ เพราะมีอันตรายอยู่นะ เพราะถ้าปิดบังกันอยู่ เวลาทำความเข้าใจ มันจะไม่ค่อยเข้าใจ หรือเข้าใจ มันก็เข้าใจแบบ งงๆ มึนๆ ตื้อๆ

    ศีกษาเถิด ฟังเถิด Ǒ?ʒ?¡ Ǒ??蒊ҁႡ ດ??ح ⍹?ح ͡ˑ? ⴹ?ͧ ?Ã? ?Ã?ҹ ?Œ ?Õ´ ਃԭØ觠×ͧ
    พระไตรปิฏกศึกษา-โรงเรียนวัดสามแยก - หน้าแรก

    บุญจากการเปิดเผยธรรมวินัยนี้ให้ ญาติ เทพที่รักษา นายเวร เชื้อโรค ของข้า พ่อแม่ พี่น้อง ญาติข้า ครอบครัวข้า ตลอดจนเหล่าชาวทิพย์ทุกหมู่เหล่า โดยเฉพาะชาวทิพย์ที่ร่วมด้วยช่วยข้าเปิดเผยธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า และของผู้อ่านทุกท่าน
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 16 พฤศจิกายน 2010
  10. THODSAPOL SETTAKASIKIT

    THODSAPOL SETTAKASIKIT เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    107
    ค่าพลัง:
    +101
    คุณ sote แสดงตัวเถอะครับ เพราะแม้ผู้บอกเองก็ไม่ควรเอาเปรียบธรรมชาตินะครับ
    มันจะเป็นโทษไป ไม่ปราถนาให้หมู่กันได้รับอันตรายเหมือนกันแหล่ะน่า
    เพราะโทษ ที่ปิดตาผู้อื่นนั้น ต่อไปตาก็จะถูกปิดลง นี่มันเป็นอันตรายอย่างหนึ่งครับ
    เพราะเรากล่าวในธรรม ควรเคารพในธรรม บอกไปด้วยธรรมอันชอบ นี่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บอกและ ผู้ติดตามศึกษาทั้งในปัจจุบันและอนาคตครับ
    ที่ผ่านมาไม่ได้ตอบผู้ที่ไม่เปิดตัวแต่มุ่งไปตัดความสงสัยของผู้ติดตามอื่นๆครับ
    แม้พระพุทธเจ้าไปบิณฑบาตมารให้ชาวบ้านไม่ใส่บาตรพระองค์ เมื่อออกมาจากหมู่บ้านแล้วมารก็มาเยาะเย้ยและอันเชิญให้เข้าไปบิณฑบาตรใหม่ แต่พระองค์ก็ไม่เข้าไปด้วยอนุเคราะห์แก่มารนั้น เพราะถ้าพระองค์เข้าไปอีกครั้งมารนั้นหัวจะแตกเจ็ดเสี่ยง นี่เป็นตัวอย่างของเจ้าของธรรมนี้ เราผู้ตามก็ควรเอื้อเฟื้อแก่กันตามสมควรแก่ธรรมดีกว่าครับ
    เพราะมานี่ก็ไม่ได้หมายให้ทุกคนรู้ทั้งหมด แต่เปิดให้ผู้ที่ยังไม่รู้ และมีใจที่ฟังสิ่งที่ไม่เคยได้ยินแล้วไปศึกษาโดยเคารพด้วยว่าเป็นธรรมอันแท้จริงที่เราไม่เคยรู้มาก่อน มีคำของพระองค์อย่างนี้ด้วยหรือ?
    อย่างน้อยก็ได้รู้จักคุณเกษมศาณ แล้วหนึ่งที่เปิดถาม และพระสุพิน
    ดูไม่เคารพนะ ตอบผู้ที่ติดตามอื่นๆที่สงสัย เพราะถ้าดูแล้วตรวจๆแล้วไม่น่าคารพก็ไม่เคารพไง เพราะเคารพในอริยศีล แต่ไม่เคารพผู้ปฏิญาณตนว่าจะรักษาศีลนี้ แต่ไม่ไปตามศีลนั้น ไม่รักษาศีลของพระอริยะ แต่พระอริยะที่ผ่านไปได้แล้วก็เคารพท่านในความดับเชื้อนั้นได้ ไม่เคารพไปทั่ว เลือกเคารพหน่ะ พระพุทธเจ้าก็สอนอย่างนี้แหล่ะ ไปตามธรรมนี่แหล่ะ สบายง่ายๆ
    ส่วนที่ผมลงลายเซ็น ว่าถ้าเดือดนักก็เปิดตัวคุยกันนั้น ดูท่าจะไม่ได้ผล เพราะคนที่เดือดไม่เปิดตัว ที่เปิดตัวก็ไม่ได้เดือด มีแต่สงสัย ก็คงต้องเปลี่ยนแล้วหล่ะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 พฤศจิกายน 2010
  11. THODSAPOL SETTAKASIKIT

    THODSAPOL SETTAKASIKIT เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    107
    ค่าพลัง:
    +101
    ว่าจะผ่านเรื่องรูปไป แต่มันยังต้องแก้เรื่องว่า ใครเป็นผู้พาเรียกว่าซากอันเน่าเปื่อย? จึงต้องแก้ก่อน ไม่ควรทำให้สงสัยคาอยู่

    เริ่มจาก

    เล่ม ๒๗ หน้า ๘๘
    http://www.samyaek.com/tripidok/book27/051_100.htm

    โสกะ คือ ความเศร้าโศก
    ปริเทวะ คือ การคร่ำครวญ
    ทุกข์ คือ ความลำบาก ความเหนื่อยยาก
    โทมนัส คือ เสียใจ
    อุปายาส คือ ความคับแค้นใจ


    เล่ม ๑๓ หน้า ๑๒๑ บรรทัด ๑๒
    http://www.samyaek.com/tripidok/book13/101_150.htm


    เล่ม ๑๑ หน้า ๖๖ บรรทัด ๘
    http://www.samyaek.com/tripidok/book11/051_100.htm

    เล่ม ๓๒ หน้า ๒๑๔ บรรทัด ๖
    http://www.samyaek.com/tripidok/book32/201_250.htm


    ใครคือผู้พาเรียกซากอันเน่าเปื่อย+ถ้าต้องการเห็นพระองค์ทำอย่างไร?
    เล่ม ๒๗ หน้า ๒๗๖
    http://www.samyaek.com/tripidok/book27/251_300.htm

    ถ้าใครอ่านแล้วเกิดเป็นดังพระองค์สอนต่อหน้านั่นแหละพระองค์ล่ะ แม้ ๒๕๐๐ กว่าแล้ว ยังทรงสอนผู้ที่ยอมรับพระองค์อยู่เช่นดิมไม่เสื่อมไปไหน มีแต่ถูกปิดบังไว้ พระองค์จึงออกมาสอนไม่ได้ แล้วเราควรจะเอื้อเฟื้อแก่พระองค์หรือไม่หล่ะคราวนี้?...คิดเอา

    ปัจจุบันเราชาวพุทธถือพระพุทธเจ้าด้วยความเป็นมิตร หรือ ด้วยความเป็นศัตรู ?
    เล่ม ๒๓ หน้า ๒๕ บรรทัด ๗
    http://www.samyaek.com/tripidok/book23/001_050.htm




    บุญในการเปิดธรรมวินัยนี้ จงสำเร็จแก่ญาติ เทวดาที่รักษา นายเวร เชื้อโรคข้าครอบครัวข้า ชาวทิพย์ที่ดูแลรักษาพุทธสาสนา และผู้ต้องการตลอดไป
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 16 พฤศจิกายน 2010
  12. THODSAPOL SETTAKASIKIT

    THODSAPOL SETTAKASIKIT เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    107
    ค่าพลัง:
    +101
    อันนี้ เป็นทางแก้ไขสำหรับผู้ที่พลาดไปแล้วต้องการแก้ไข
    เพราะตระเวนดูคราวก่อนๆ ก็มีคนด่าหลวงปู่ไม่น้อยเลย ถ้าใครรู้จัก ผู้ที่ใช้นามหลอกกันในที่ต่างๆนั้น ก็ส่งไปให้กันนะ เพราะ ยังเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ แต่ถ้าไม่แก้นั้นมันเสียหายหนัก ก็เลยนำมาลงไว้ให้ เพื่อเอื้อเฟื้อแก่ผู้ที่ต้องการบุญกุศล ตามทางที่ถูกต้องของพระพุทธเจ้า
    ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งการแก้ไข ไม่ใช่ว่าบาปแล้วแก้ไม่ได้ บุญแล้วจะไม่หมด มีแต่ต้องแก้กันไปตามสมควรเพื่อพ้นเท่านั้นจึงไม่ต้องมาวนกันพวกนี้อีก

    แม้ในสมัยพระองค์อยู่ก็ยังมีผู้เข้าใจว่าที่ตนทำนั้นได้บุญอยู่เช่นกัน
    เล่ม ๓๗ หน้า ๑๑๓
    http://www.samyaek.com/tripidok/book37/101_150.htm



    เล่ม ๓๘ หน้า ๒๗๖
    http://www.samyaek.com/tripidok/book38/251_300.htm

    เล่ม ๔๑ หน้า ๒๒๘ บรรทัด ๑๗
    http://www.samyaek.com/tripidok/book41/201_250.htm

    เล่ม ๔๗ หน้า ๖๐๐
    http://www.samyaek.com/tripidok/book47/551_600.htm

    เล่ม ๑ หน้า ๒๙๘ บรรทัด ๗ วิธีแก้ไขอยู่หน้า ๓๐๐
    http://www.samyaek.com/pratripidok/index.php?topic=20.0



    อย่าคิดว่าปิดบังชื่อแล้วโทษจะไม่เกิด ถ้าใครต้องการจะเอื้อเฟื้อรักษากันก็ส่งกระทู้หรือ เล่มหน้า ตามที่เปิดมานี้ไปให้แก่กันนะครับ


    บุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติ เทวดาที่รักษา นายเวร เชื้อโรคข้าครอบครัวข้า ชาวทิพย์ที่ดูแลรักษากิจการที่ข้าเกี่ยวข้อง ชาวทิพย์ที่ดูแลรักษาพุทธศาสนา และผู้ต้องการตลอดไป
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 พฤศจิกายน 2010
  13. nattakorn

    nattakorn Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2006
    โพสต์:
    25
    ค่าพลัง:
    +30
    ถ้าศาสนา หมายถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์(พระอารยสงฆ์) ศาสนาไม่ได้เสื่อมครับ แต่สิงที่เสื่อมคือจิตใจคนเสื่อมลงครับ ปล่อยให้ความหลงครอบงำจิตใจ เห็นกงจักร เป็นดอกบัว ไม่รู้ดีรู้ชั่ว ไม่รู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร ผมไม่อยากจะวิจารณ์มาก ทุกท่านก็คงจะทราบดี แต่ หลายคนก็หลงงมงายไปอย่างที่หลายท่านบอกว่าเป็นภัย เป็นอันตราย สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือเริ่มจากที่ตัวเรา ต้องมีความเห็นชอบ สัมมาฐิถิ พยายามกำจัดขยะในใจอย่างที่ท่านได้กล่าวมาแล้ว ยิ่งถ้าหมั่นเจริญใน ศีล สมาธิ ปัญญา ความหลงก็จะเบาบางลง เมื่อตัวเรามั่นคงแล้ว ก็ต้องช่วยเหลือผู้อื่นด้วย ตามหลัก พรหมวิหาร ถ้าเราพยายามช่วยกันไม่ย่อท้อ เชื่อว่าจะเป็นกุศลไม่น้อย ส่วนคนที่ยังหลงผิดอยู่ ทั้งที่เราพยายามตืนแล้ว ก็ต้องวางอุเบกขา มิฉะนั้นเราก็จะเป็นทุกข์เสียเอง ก็ต้องปล่อยไปให้เป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ อย่างน้อยผมก็ยินดีไม่น้อยที่หลายท่านมีความสนใจใน พระธรรม แล้วเรามาช่วยกันกำจัดความหลงออกไป เราก็ชื่อได้ว่า ได้สร้างกุศล ร่วมกันครับ ขอ อนุโมทนา ครับ
     
  14. twitty nui

    twitty nui Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 พฤศจิกายน 2010
    โพสต์:
    27
    ค่าพลัง:
    +36
    เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ:cool:
     
  15. THODSAPOL SETTAKASIKIT

    THODSAPOL SETTAKASIKIT เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    107
    ค่าพลัง:
    +101
    อันนี้เพิ่มเติมให้คุณเกษมศาณ ครับ สามารถหาศึกษาเพิ่มเติมเรื่องรูปได้จาก กระทู้เหล่านี้ครับ http://www.samyaek.com/board2/index.php?board=20.0

    ตามที่ยกเรื่องการแก้ไขไว้ก่อนนี้ ผมเป็นเพียงแค่ผู้เปิดธรรมวินัยออกมาเท่านั้นครับ ส่วนใครจะแก้หรือไม่นั้น ก็ตามแต่ผู้นั้นจะคิดพิจารณา เพราะทางมีอยู่

    บุรุษตกบ่ออุจจาระ เห็นหนองน้ำ มีน้ำเต็ม ไม่แสวงหาหนองน้ำ ฉันใด.
    เมื่อหนองน้ำคืออมตะ สำหรับชำระล้างมลทิน คือกิเลส มีอยู่ แต่คนไม่แสวงหนองน้ำ ก็ไม่ใช่ความผิดของหนองน้ำฉันใด.
    ผู้ต้องหนองน้ำคืออมตะก็ฉันนั้น.
    บุรุษถูกศัตรูทั้งหลายล้อมรอบ เมื่อทางไปมีอยู่ บุรุษนั้นไม่หนีไป นั่นก็ไม่ใช่ความผิดของทาง ฉันใด.
    บุรุษถูกกิเลสรุมล้อม เมื่อทางอันรุ่งเรืองมีอยู่ เขาไม่แสวงหาทางนั้น ก็ไม่ใช่ความผิดของทางอันรุ่งเรื่อง ก็ฉันนั้น.
    บุรุษเจ็บป่วย เมื่อหมอมีอยู่ ไม่ยอมให้หมอ เยียวยาความเจ็บป่วย นั่นก็ไม่ใช่ความผิดของหมอฉันใด.
    เล่ม ๗๓ หน้า ๒๕๖
    อันนี้รวมไปถึงพระที่ละเมิดศีลด้วยนะครับ
    ส่วนตนเองจะเกิดโทษหรือไม่นั้น มีธรรมของพุทธะไขว้รองรับอยู่จึงกล้าเตือน กล้าทำถ้าไม่มีก็ไม่กล้าเหมือนกัน ไม่ใช่กลัวสิ่งอื่นๆ แต่ธรรมนั้นแหล่ะจะบันดาลไปตามธรรมนั้นแหล่ะ ถ้าดีก็ได้ดี ถ้าชั่วก็ได้ชั่ว ไม่เกี่ยวกับความอยากของใคร


    เกือบลืมเลย

    อ้างอิง กระทู้ก่อนนี้ในหน้า ๔....
    ..อ้าว!แล้วไม่กลัวผู้ที่จะทำลายศาสนาหรือจึงบอกออกมาอย่างนี้?
    ถ้าผู้ถือตามพุทธธรรมสงฆ์จริงๆ จะกลัวทำไม เพราะพระพุทธเจ้าก็บอกอยู่แล้วว่า อยู่ที่ ต้นหน และพระพุทธเจ้าก็ทรงสอนวิธีไว้แล้วว่าจะต้องทำอย่างไรเมื่อมีผู้เปลี่ยนแปลงคำสอนของพระองค์ ถ้าต้องการรู้เปิดตัวมาจะบอกว่าอยู่ตรงไหน หรือใครข้องใจข้ออื่น ก็เปิดตัวมาไม่ใช่มัวซ่อนตัวถามไม่เปิดเผยตัวมัวไร้แก่นสารอยู่ โทษของคนปิดตาผู้อื่นไม่แสดงตัวตนให้เห็นให้รู้ คือตนจะถูกปิดตา ทำอย่างไรได้อย่างนั้น ใช้สิ่งใดทำผิดย่อมเกิดโทษกับสิ่งนั้น
    สิ่งใดทำดีย่อมปรากฏกับสิ่งนั้น
    เล่ม ๔๙ หน้า ๑๗
    http://www.samyaek.com/tripidok/book49/001_050.htm
    .......

    อันนี้ไม่ควรทำให้ผู้ที่ต้องการศึกษาอื่นสงสัย จึงต้องแก้ให้คลายครับ

    ถ้ามีใครมาบอกว่านี่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าเราจะทำอย่างไร?
    เล่ม ๑๓ หน้า ๒๙๓
    http://www.samyaek.com/tripidok/book13/251_300.htm


    การเปลี่ยนแปลงธรรมวินัยของพุทธะมีแต่ยุคนี้เท่านั้นหรือ?
    เล่ม ๙ หน้า ๕๓๐
    http://www.samyaek.com/pratripidok/index.php?topic=12.0

    ทำไม? จึงชื่อว่า วินัย
    เล่ม ๑ หน้า ๔๒
    http://www.samyaek.com/tripidok/book01/001_050.htm

    ขอถาม
    หรือ...ชาวพุทธชอบที่พระถือถังเหลือง ถือซอง เดินวางตามบ้านร้านค้า หรือในที่ต่างๆและอีกหลายเหตุการณ์
    ดูเหมือนเสียดสีนะนี่...แต่ประสงค์ถามให้คิด.


    บุญในการเปิดธรรมวินัยนี้จงสำเร็จแก่ญาติ เทวดาที่รักษา นายเวร เชื้อโรคข้าครอบครัวข้า ชาวทิพย์ที่ดูแลรักษากิจการที่ข้าเกี่ยวข้อง ชาวทิพย์ที่ดูแลรักษาพุทธศาสนา และผู้ต้องการตลอดไป<!-- google_ad_section_end -->
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 พฤศจิกายน 2010
  16. soet

    soet สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    4
    ค่าพลัง:
    +3
    ชื่อสมาชิก soet ชื่อเต็ม นายประเสริฐ บุญโห้ 325/7 หมู่ 3 ต.หนองกลับ อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ 60110 (08-7209-5053) เป็นผู้ที่เริ่มศึกษาพระธรรมวินัย ยังมีความรู้น้อย ยินดีในบุญของท่านผู้นำธรรมวินัยมาเปิดเผยครับ
     
  17. THODSAPOL SETTAKASIKIT

    THODSAPOL SETTAKASIKIT เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    107
    ค่าพลัง:
    +101
    การเปิดตัวนั้นเป็นผลดีในการเปิดธรรม ยินดีในการเปิดเผยตัวครับ


    เราทราบกันว่าพระเทวทัตเป็นผู้หาโอกาสทำลายพระพุทธเจ้า ด้วยวิธีต่างๆนาๆ แต่เราทราบหรือไม่ว่า อะไรที่พระเทวทัตมี?
    เล่ม ๓๗ หน้า ๓๑๔
    http://www.samyaek.com/tripidok/book37/301_350.htm

    พระพุทธเจ้าสอนอย่างไรกับเรื่องนี้?
    เล่ม ๓๗ หน้า ๓๑๐ (ลิงค์เดียวกัน ถัดขึ้นไป ๑ เรื่อง)

    ด้วยเหตุอะไร ที่ต้องบวชเป็นพระ?
    เล่ม ๓๕ หน้า ๓๒๑
    http://www.samyaek.com/tripidok/book35/301_350.htm

    ชาติ = เกิด
    ชรา = แปรปวน,แก่
    มรณะ = ตาย,ดับ
    โสกะ = ความเศร้าโศก
    ปริเทวะ = คร่ำครวญ,อาลัยอาวร,เสียดาย
    ทุกข์ = ความยากลำบาก,ความเหนื่อยยาก
    โทมนัส = เสียใจ
    อุปายาส = ความคับแค้น

    ภิกษุที่ไร้ความแช่มชื่นทางสมณะ มีความแช่มชื่นนอกทางสมณะ พระพุทธเจ้ากล่าวอย่างไร?
    เล่ม ๓๔ หน้า ๕๖๑
    http://www.samyaek.com/tripidok/book34/551_600.htm


    พระพุทธเจ้ากับพระทุศีลในครั้งที่ลงอุโบสถ?
    เล่ม ๓๗ หน้า ๔๑๔
    http://www.samyaek.com/tripidok/book37/401_450.htm


    แล้วพระพุทธเจ้ากล่าวอย่างไรในเรื่องพระที่ไม่ยอมแก้ไข?
    เล่ม ๓๗ หน้า ๓๒๖
    http://www.samyaek.com/tripidok/book37/301_350.htm


    พระพุทธเจ้าสอนอย่างไร หากจะหาทางแก้ไข?
    เล่ม ๒๐ หน้า ๒๖๓
    http://www.samyaek.com/tripidok/book20/251_300.htm





    บุญจากการเปิดธรรมวินัยนี้ จงสำเร็จแก่ ญาติ เทวดาที่รักษา นายเวร เชื้อโรคข้าครอบครัวข้า ชาวทิพย์ที่ดูแลรักษากิจการที่ข้าเกี่ยวข้อง ชาวทิพย์ที่ดูแลรักาพุทธศาสนา และ ผู้ต้องการตลอดไป
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 พฤศจิกายน 2010
  18. omaga13

    omaga13 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    20
    ค่าพลัง:
    +83
    คำสอนของพระพุทธเจ้าทันสมัยเสมอ เพราะเป็นความจริงเสมอตลอดกาล พระพุทธเจ้าท่านเดินทางสายกลาง ดังนั้นคำสอนของพระจึงเป็นทางสายกลาง ใบไม้ในกำมือทั้ง 84000 ใบ หากเพิ่มแม้เพียงใบเดียวก็หนักเกินไปตึงเกินไป หากโยนทิ้งเเม้เพียงใบเดียวก็เบาเกินไปหย่อนเกินไป ดังนั้นการปฎิบัติตามพุทธวจนะโดยเคร่งครัดนั้นก็คือการปฎิบัติตามทางสายการ สิ่งใดทรงสรรเสริฐให้กระทำสิ่งนั้นเป็นบุญ สิ่งใดมิได้ทรงสรรเสริฐและทรงมิได้ห้ามไว้สิ่งนั้นไม่เป็นบุญไม่เป็นบาป สิ่งใดทรงห้ามไว้สิ่งนั้นเป็นบาป อยากได้บุญให้ไปดูที่ตัวพุทธวจนะจริงๆว่าสิ่งใดทำแล้วได้บุญ สิ่งใดทำแล้วได้บาป
     
  19. joni_buddhist

    joni_buddhist Legal returns ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กันยายน 2005
    โพสต์:
    13,410
    กระทู้เรื่องเด่น:
    199
    ค่าพลัง:
    +63,232
    [​IMG]
    ทีนี้มีปัญหาให้หลายคนสงสัยว่าจับเงินบาปหรือไม่ ในปัยหานี้หลวงปู่ท่านแก้ดั่งนี้
    ปัญหา ..... หลวงปู่เดี๋ยวนี้เขาบอกว่าพระห้ามจับเงินพระจับเงินเป็นบาป ถวายเงินพระโดยใส่ซองก็บาป จริงเท็จอย่างไรครับ
    หลวงปู่อ่อนแสง.....โอ๊ยเจ้าสิเป็นธรรมยุติ(หลวงปู่อำผู้ถาม) เอาอย่างนี้นะ ที่เอ็งถวายหลวงปู่เป็นอะไร
    ปัญหา.... เป็นเงินมั้งครับ
    หลวงปู่อ่อนแสง...... เป็นเงินที่ไหนเป็นกระดาษ
    ปัญหา...งงครับหลวงปู่
    หลวง ปู่อ่อนแสง.... เอ้างี้ในพระธรรมวินัยโบราณ พระเจ้าท่านบัญญัติว่าพระภิกษุห้ามจับเงินจับทอง ท่านให้หมายว่าเป็นก้อนเงิน ก้อนทองจริงๆๆ
    สมัยนี้ที่พวกเราใช้อยู่มัน เป็นสิ่งสมมติ เป็นกระดาษสมมติไงล่ะ ใส่ไปเถอะบางทีพระเองท่านต้องใช้เงินไปหาหมอ ซื้อยูกยาหรือค่าอะไรที่ใช้ในกิจการพระศาสนา
    รับเงินอ่ารับไม่ได้แต่รับสิ่งสมมติแทนมุลค่าเงินก็ได้ มันเป้นไปตามสมัยน้อ สมัยนี้กระดาษแทนมูลค่าเป็นสิ่งสำคัญจำเป็นอยู่ ก็ใช้ได้
    ปัญหา....แล้วที่บอกให้เอาเงินไว้กับเด็กวัด มอบเป็นใบปวารณาไว้
    หลวง ปู่อ่อนแสง..... อันนี้ที่ถามเพราะเอาแนวนิกายธรรมยุติมาปรับกับหลวงปู่น้อ(หัวเราะ) จริงๆๆจะใช้แบบใบปวารณาก็ถือว่าพระสงฆ์รับเงินอยู่ดีแม้นไม่ใช้เงินไมไ่ด้ ใส่เป็นซอง
    ก็ใช้ใบแทนอยู่ดี ให้เด็กเก็บเงินแทนไว้มันลำบากน้อ เวลาเกิดเหตุจะใช้เด็กไม่อยุ่จะไปเอาเงินที่ไหน เกิดเด็กโลภเอาเงินสงฆ์ใช้ไปก็บาปอีก พระโกรธก็กำลังใจลดลงอีกไม่ดีทั้งสองฝ่าย
    อย่างไรเก็บเงินไว้กะตัวดีกว่าน้อ
    ปัญหา...หลวงปู่ครับที่บางวัดบอกว่าเราเอาเงินใส่ซองถวายพระเราไม่ได้บุญได้บาป นี่ตกลงว่าอย่างไรครับ
    หลวงปุ่อ่อนแสง...โธ่เอ้ยก็ได้บุญนะสิ เราเห็นพระเราเกิดศรัทธาใส่ซองปัจจัยถวายพระก็ได้บุญสิไอ้หนู
    ปัญหา... แต่บางที่ว่าทำให้พระอาบัติ บาปครับ
    หลวงปุ่อ่อนแสง.... อืมในสมัยพุทธกาลพระเจ้าท่านบอกว่าสิกขาบทเล็กน้อยเห็นสมควรถอนบ้างก็ได้ไม่เป็นไรนี่
    ปัญหา...แต่เขาบอกว่าหลวงปู่พระมหากัสสปะคงไว้หมดไม่ให้ตัดครับ
    หลวงปู่อ่อนแสง...ป่วยการไปอ้างท่านบาปปากเราเปล่าๆๆ หลวงปู่มีนิทานจะเล่าให้ฟัง แล้วพิจารณาเอาเองนะ
    มีอยู่ที่เลย พระรูปนี้ไปศึกษาธรรมมาจากกรุงเทพ ในพระวินัยบอกว่าห้ามพรากของเขียวใช่ไหม ท่านมาอยู่เลยใหม่ๆๆก็ประกาศความเคร่ง
    โดย ปลูกกุฏิ แต่ด้วยกลัวผิดพระวินัย ท่านเลยไม่ดายหญ้า ปล่อยให้หญ้านั้นสูงขึ้นจนท่วมวัด นานไปนานไปก็ไม่มีคนไปทำบุญ ทีนี้ชาวบ้านมาทำบุญอีกวัดที่ไกลกว่าหมู่บ้านตนมาก
    หลวงปู่ก็ถามว่าเอ้า วัดนี้ใกล้ๆๆทำไมไม่ไป ชาวบ้านก็ตอบว่
    พระสงฆ์ที่วัดนั้นขี้เกียจหญ้าไม่ดาย ปล่อยจนรกท่วมวัดวา พระแบบนี้ไม่สมควรไปทำบุญ
    อย่างเรื่องนี้ อะไรที่มันเปลี่ยนไปพัฒนาไป ก็ต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสภาพแวดล้อม พระเจ้าพระองค์ก็ทราบก็อนุญาต จะมาถือเรื่องสิ่งสมมติเหล่านี้ทำไม
    ปัญหา....อีกข้อหลวงปู่การที่เขาบอกว่าพระมาเรี่ยไรทำบุญสร้างโน่นสร้างนี่ไม่ใช่กิจของสงฆ์เป็นอาบัติ จริงไหมครับ
    หลวง ปู่อ่อนแสง....พระที่สอนนี่มันมีทิฏฐิผิดน้อ สมัยก่อนใช่พวกโยมมาสร้างวัดวาให้พระสงฆ์อยู่แต่บัดนนี้ที่สร้างมันทรุดโทรม หากพระไม่บอกบุญ ญาติโยมจะรู้ได้อย่างไรว่าวัดทรุดตรงไหน
    โทรมตรงไหน และคติเดี๋ยวนี้ไม่ต้องสร้างวัดกัน แล้วจะรอใครมาสร้างให้แล้วนิมนต์ไปจำ การมาบอกของพระก็ดีเผื่อให้ญาติโยมต่อบุญกัน ไม่ใช่เรี่ยไรสักน้อย อย่างนี้พระธาตุพระบาทพระเจ้าทรุด
    จะไปบอกให้มาร่วมบูณณะก็ผิดหมด ถืออย่างนี้มิจฉาทิฏฐินะ(หลวงปู่ท่านว่ามิจฉาทิฏฐิลงโลกันตนรก หนักกว่าอเวจี แม้พระเจ้ามาตรัส3องค์ยังไม่ขึ้นมาเลย)
    ท่านผู้้อ่านก็ลองอ่านแล้วคิดตามดูนะครับ

    ที่มา ไขปัญหาธรรมโดยหลวงปู่อ่อนแสง ตอน พระจับเงิน<!-- google_ad_section_end -->
     
  20. tattooo

    tattooo สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    22
    ค่าพลัง:
    +5
    ก้อนเงิน ก้อนทอง ที่ไหนมัน ก้อนหิน ก้อนดิน มันสิ่งสมมติ
    ผู้หญิงที่ไหน มันแค่ก้อนเนื้อ มันสิ่งสมมติ พิจารณาเองนะครับ

    บุญ บาป มันไม่มียุคสมัย เกลือเค็มยังไง น้ำตาลหวานยัง ไฟร้อนยังไง
    ยุคสมัยมันเปลี่ยน บุญ บาป เค็ม หวาน ร้อน ได้หรือไม่ครับ พิจารณาเองนะครับ

    ก้อนเงิน ก้อนทอง แทนมูลค่าหรือไม่ ไว้แลกเปลี่ยนหรือไม่

    เงินแทนมูลค่า ไว้แลกเปลี่ยนหรือไม่

    [​IMG]

    สิกขาบทเล็กน้อยควรถอนได้บ้างหรือ
    [​IMG]
    [​IMG]
    [​IMG]

    เรื่องการห้ามถวายเงินทองแก่พระสงฆ์โดยตรง

    มีพระวินัยบัญญัติไว้ว่า ห้ามพระสงฆ์รับเงินรับทองโดยตรงจากฆราวาสผู้ถวาย พระสงฆ์ผู้รับต้องอาบัติ ฆราวาสผู้ถวายเท่ากับส่งเสริมให้พระสงฆ์ทำผิดพระวินัย ฆราวาสผู้ถวายย่อมได้อานิสงส์ทั้ง 2 ฝ่ายคือ ทั้งฝ่ายบุญคือสวรรค์ ฝ่ายบาปคือนรก หลวงปู่ได้เล่ายกตัวอย่าง 2 ตัวอย่างหลักๆ ที่หลวงปู่ได้พบเห็นทางมิติทิพย์ พอสรุปได้ดังนี้

    2.1 มีเปรต ผี ปีศาจ ที่เคยมีวิมานอยู่บนสวรรค์ แต่มีญาติทำบุญโดยนำเงินไปถวายพระสงฆ์ แล้วปรากฏเป็นวิมานหลังใหม่ให้พวกเขาไปอยู่ เมื่อพวกเขาไปอยู่ ทำให้เกิดภาวะเป็นไฟไหม้เผาผลาญพวกเขาให้เดือดร้อน เมือจะกลับไปวิมานหลังเดิม ก็กลับไปไม่ได้แล้ว เพราะวิมานหลังเดิมก็หายไป จนมีเทพชั้นผู้ใหญ่มาบอกให้ไปหาหลวงปู่เกษม ที่วัดสามแยก ให้แก้ปัญหาให้

    2.2 มีเด็กน้อยอายุ 1-2 ปีซึ่งเด็กคนนี้ ปัจจุบันยังไม่ตาย นำเงิน 20 บาท ไปถวายให้กับมือหลวงปู่เกษม หลวงปู่ได้ตรวจสอบดู ก็ปรากฏว่า เด็กคนนี้ได้อานิสงส์ 2 อย่าง คือ ทั้งสวรรค์ และนรก ซึ่งหลวงปู่ก็ได้พยายามแก้ไขให้
    [ame="http://www.youtube.com/watch?v=8_u1GFsCJWA&feature=player_embedded"]YouTube - สำนักพุทธฯ กับคณะวัดสามแยก 3/5[/ame]
    ดูนาทีที่ 5 นะครับ (ข้อ 2.2 ) ถ้าให้ดีท่านควรดูทุกตอนนะครับ

    เรื่องทำบุญกับพระทุศีล(ถือศีลไม่ดี) อุทิศบุญไม่ออก (เรื่องย่อจากพระไตรปิฎก เล่ม 23 หน้า 409)

    หลวงปู่เล่าว่า มีลูกนายพรานได้เตรียมอาหาร 3 ห่อ เตรียมใส่บาตร เพื่ออุทิศบุญให้กับนายพรานที่ตายไป มีพระภิกษุรูปหนึ่งเดินมารับบิณฑบาตร ลูกนายพรานใส่อาหารถุงที่ 1 พร้อมกับคิดโอนบุญให้พ่อ แต่แสงบุญไม่ไปถึงนายพรานที่ตาย แล้วก็ใสถุงที่ 2 อีก แสงบุญก็ไม่ปรากฏแก่นายพรานที่ตายอีก พอใส่ถุงที่ 3 แสงบุญก็ไม่ไปถึงนายพรานที่ตายอีก ผีนายพรานจึงร้องตะโกนด้วยเสียงอันดังว่า

    " ผู้ทุศีล ปล้นเรา " " ผู้ทุศีล ปล้นเรา " " ผู้ทุศีล ปล้นเรา "

    ตรงกับคำสอนที่หลวงปู่สอนไว้ว่า ทำบุญกับพระทุศีล อุทิศบุญไม่ออก

    ภายหลังลูกนายพราน จึงได้นำอาหารไปใส่บาตรกับพระภิกษุรูปอื่น ที่มีศีลดี จึงทำให้ผีนายพรานได้รับบุญที่อุทิศไปให้

    สรุปว่า 1. เราต้องรู้จักเลือกเฟ้นพระภิกษุที่มีศีลดี ที่เราจะทำบุญด้วย
    2. เราจะรู้ว่าพระภิกษุรูปใดมีศีลดี ก็ต้องอ่านพระไตรปิฎกว่าด้วยเรื่องของพระวินัยของพระภิกษุสงฆ์
    จึงจะสามารถนำมาเป็นข้อสังเกตข้อวัตรการปฏิบัติตนของพระภิกษุได้

    เรื่อง ให้อ่านพุทธพจน์ดีกว่าอ่านคำสอนของพระอาจารย์ที่เขียนขึ้นภายหลัง

    หลวงปู่สอนว่า คนเราปัจจุบัน ชอบอ่านข้อเขียน คำสอนของพระอาจารย์ที่เขียนขึ้นตามความเข้าใจของตนเอง โดยมีสำนวนไพเราะเพราะพริ้ง ยิ่งกว่าพุทธพจน์ที่อยู่ในพระไตรปิฎก จนทำให้ลูกศิษย์ที่ชอบความไพเราะเพราะพริ้ง พากันติดคำสอนของพระอาจารย์กันงอมแงม จนบางครั้งคำสอนของพระอาจารย์องค์หนึ่ง ไปขัดแย้งกับคำสอนของพระอาจารย์อีกองค์หนึ่ง จนต้องทำให้ลูกศิษย์ของแต่ละฝ่ายทะเลาะกัน ดังนั้น ทางที่ดีที่สุด ควรอ่านพุทธพจน์หรือคำสอนของพระพุทธเจ้าจากพระไตรปิฎกจะดีกว่า แน่นอนกว่า ถูกต้องกว่า

    สรุปว่า 1. อย่าเชื่อคำสอนของพระอาจารย์องค์ใดองค์หนึ่งทันที ที่เราได้อ่าน หรือได้ฟัง
    2.ให้นำไปเทียบกับพระไตรปิฎกดูก่อนว่า ตรงกันหรือไม่ ถ้าตรงกันจึงสมควรเชื่อ อย่างน้อยพระไตรปิฎก ก็พอจะเป็นแผนที่การเดินทางให้เราไปสู่สวรรค์ พรหม นิพพาน ได้อย่างถูกต้อง

    หลวงปู่เน้นอีกว่า ใครจะเชื่อก็เชื่อ ใครจะไม่เชื่อก็ได้ ไม่บังคับใครอีกแล้ว เพราะถือว่า ได้บอกได้สอน ในสิ่งที่รู้ที่เห็นมาให้สาธุชนทราบแล้ว เพราะมีพระวินัยระบุว่า

    1.พระรู้อะไร ไม่บอกโยม พระต้องอาบัติทุกกฏ
    2.พระรู้อะไร บอกโยมมากเกินไป พยายามบังคับให้โยมเชื่อ พระต้องอาบัติปาจิตตีย์

    เรื่อง ทักขิเณยัคคี
    หลวงปู่สอนว่า ทักขิเณยัคคี แปลว่า บุญที่กลายเป็นไฟ

    อธิบายความว่า พระอรหันต์ขีณาสพหรือพระสงฆ์ ที่เรียนมาน้อย ทำให้เกิดบาปแก่คนในสังคมมาก เช่น กรณีรับเงินทองโดยตรง จากฆราวาสที่มาถวาย ผลที่เกิดขึ้นคือ ฆราวาสผู้ถวายได้บาป เพราะถวายของผิดพระวินัยแก่พระภิกษุ แม้พระอรหันต์ ท่านจะไม่ได้รับบาปแล้วก็ตาม เพราะท่านตัดกิเลสหมดแล้ว ไม่ต้องกลับมาเกิดรับผลบาปจากการทำอาบัติข้อรับเงิน แต่ฆราวาสผู้ยังไม่สิ้นกิเลส ต้องรับบาปไปเต็มๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    สรุปว่า 1.พระอรหันต์หรือพระภิกษุ ต้องศึกษาพระวินัยเรื่องการรับเงินทองให้ดี
    2.ฆราวาส ก็ต้องศึกษาพระวินัยเรื่องการถวายเงินทองบำรุงพระภิกษุให้ดี จะได้ไม่เกิดบาป
    กล่าวอีกอย่างว่า ผู้รับก็ต้องฉลาด ผู้ถวายก็ต้องฉลาด จึงจะไม่ก่อให้เกิดบาปทั้งสองฝ่าย ให้เกิดแต่บุญแต่อย่างเดียว
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 พฤศจิกายน 2010

แชร์หน้านี้

Loading...