หลงทาง หลงธรรม by SAMA v.1

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย วงกรตน้ำ, 24 สิงหาคม 2017.

  1. วงกรตน้ำ

    วงกรตน้ำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2015
    โพสต์:
    752
    กระทู้เรื่องเด่น:
    12
    ค่าพลัง:
    +2,194
    มหาสติปัฏฐาน๔ฉบับหลงธรรมตอนที่ : ๑

    กายในกาย
    เวทนาในเวทนา
    จิตในจิต
    ธรรมในธรรม

    สำหรับท่านทั้งหลายที่เป็นพุทธบริษัท ย่อมได้ยินคำเหล่านี้มาบ่อยๆจนชินหูแล้ว แต่หากจะถามหาความนัยของคำว่ากายในกาย คืออะไร เวทนาในเวทนาคืออะไร ก็จะเริ่มมึนงงสงสัย ในมหาสติปัฏฐานสูตรก็กล่าวย้ำซ้ำๆไปมา ว่าให้รู้สึกถึงลมหายใจเข้าออก ยาวหรือสั้นก็รู้ ขอเธอทั้งหลายจงมีสติรู้อยู่ อย่างนี้เป็นต้น เมื่อครั้งที่ผมได้กราบเรียนถามหลวงพ่อ เรื่องกายในกาย ท่านตอบผมว่าก็คืออาทิสมานกายนั่นเอง แต่ผมเองก็ยังไม่ปักใจเชื่อ ยังคงมีความสงสัยมาก เพราะบางเวลาก็ได้ยินว่า กายในกายก็คืออวัยวะภายในร่างกายบ้าง บางครั้งก็ได้ยินว่า กายภายนอกคือกายของผู้อื่น กายภายในคือกายของเราเองบ้าง
    เวทนาก็เช่นกัน ข้าพเจ้าก็มีความสับสนสงสัยอยู่มาก โดยเฉพาะคำแนะนำให้นั่งสมาธิจนเกิดเวทนากล้า คือมีอาการปวดมาก ต้องนั่งให้ผ่านอาการปวดนี้ไปให้ได้ การจงกรมก็เช่นกันให้เดินจนปวดเรียกว่าเห็นเวทนาแล้วก็ทนกับเวทนานี้จนผ่านไปให้ได้ ใครผ่านไปได้ก็จะภาคภูมิใจว่าได้เห็นเวทนาแล้ว เห็นจะได้คุยฟุ้งต่อกันในหมู่คณะได้
    สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ในวัยหนุ่มที่ร่างกายยังแข็งแรงดีอยู่ ก็ได้เคยปฏิบัติจงกรมจนกระทั่งถ่ายเป็นเลือดสดๆ เดินไปจนกระทั่งหัวเข่าแตก และหลังจากนั้นข้อเข่าก็เสื่อมด้วยวัยเพียง 20 ปี การนั่งสมาธิก็ทนต่อความเจ็บปวดมาตั้งแต่เด็ก ด้วยน้ำหนักที่กดลงตรงเอว ทนปวดจนกระทั่งหมอนรองกระดูกที่เอวแตก ทำให้ลุกเดินไม่ได้ ต้องนอนนิ่งๆอยู่ร่วมเดือน จึงจะพอขยับลุกเดินได้ ซึ่งนั่นไม่ได้ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกภาคภูมิใจแต่อย่างใดเลย แต่รู้สึกว่าตัวข้าพเจ้านี้โง่หนักหนา ผ่านการฝึกฝนตนเองจนร่างกายบาดเจ็บพิการ ระบบทางเดินอาหารก็ย่อยยับ ร่างกายก็บอบช้ำเสื่อมสภาพลงตั้งแต่วัยหนุ่ม ก็ทำให้ความโง่เบาบางลงไปบ้าง จึงได้เห็นว่า เวทนาในสติปัฏฐานสูตรนั้น ไม่ใช่การเดินการนั่งให้ได้รับความเจ็บปวดทางกาย ซึ่งหากการบรรลุมรรคผลสามารถสำเร็จได้ด้วยการทรมานร่างกายให้เจ็บปวดแล้วทนความเจ็บปวดต่างๆนี้ได้แล้ว เจ้าชายสิทธัตถะ คงจะบรรลุมรรคผลด้วยการทรมานพระวรกายเป็นเวลายาวนานถึง 6 ปี
    องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพิสูจน์แล้วว่าการทรมานร่างกายให้ได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานนั้น ไม่ได้ทำให้บรรลุมรรคผลได้เลย การอดอาหาร การกลั้นลมหายใจ ไม่ได้เกื้อกูลต่อการบรรลุมรรคผลเลย แต่การบรรลุมรรคผลนั้นได้ด้วยการทรมานกิเลส ทรมานตัณหา ทรมานอุปาทาน อันอยู่ที่ใจ จนกระทั่งทรงตรัสสอนเอาไว้สั้นๆว่า “ผู้ใดเพียรตามดูจิต ผู้นั้นจะพ้นบ่วงแห่งมาร”

    “มโน ปุพพัง คมาธัมมา มโนเสฏฐา มโน มยา”

    ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จได้ด้วยใจ
    ไม่มีบทใดกล่าวว่า กายเป็นใหญ่ สำเร็จได้ด้วยกาย หรือบรรลุธรรมด้วยกายเลย จะมีก็แต่เพียงการอาศัยกายในการบำเพ็ญเพียร ให้ดูแลร่างกายนี้ตามอัพภาพอันสมควร
    สำหรับข้าพเจ้าผู้ยังหลงในธรรมอยู่นั้น ก็จะขอแสดงแง่มุมความเห็นจากการเจริญสติ ในเรื่องของเวทนาและเวทนาในเวทนา จากนั้นจะกล่าวถึงกาย และกายในกาย จิตและจิตในจิต ธรรมและธรรมในธรรม โดยมิได้อิงจากหนังสือตำราใดๆ เพียงแต่เป็นความเห็นของนักปฏิบัติคนหนึ่งเท่านั้น
    เวทนาในสติปัฏฐานสูตร ในความเห็นของข้าพเจ้าคือ
    ๑.ความรู้สึกยินดี
    ๒.ความรู้สึกยินร้าย
    ๓.ความรู้สึกยินดีก็ไม่ใช่ยินร้ายก็ไม่ใช่
    ๔.ความรู้สึกทั้งยินดีและยินร้าย
    ความรู้สึกยินดี ได้แก่ ความสุขใจ ความปลื้มใจ ความปีติใจ ความรู้สึกประทับใจ มีใจเบิกบานร่าเริง ความรู้สึกสมหวัง เป็นต้น
    ความรู้สึกยินร้าย ได้แก่ ความทุกข์ใจ ความเสียใจ ความท้อใจ ความห่อเหี่ยวใจ ความสลดใจ ความหดหู่ใจ เป็นต้น
    ความรู้สึกยินดีก็ไม่ใช่ยินร้ายก็ไม่ใช่ ได้แก่ ความรู้สึกเฉยๆ ความไม่รู้สึกอะไร ความว่างเปล่า ความสงบใจ
    ความรู้สึกทั้งยินดีและยินร้าย ได้แก่ ความรู้สึกสมหวังและผิดหวังในเวลาเดียวกัน ได้รับข่าวดีและข่าวร้ายในเวลาเดียวกัน ความยินดีที่ประสบความสำเร็จแต่ไม่เท่ากับสิ่งที่คาดหวังไว้ เป็นต้น
    เมื่อผู้เจริญสติ ตามรู้ตามดูจิตอยู่ ย่อมเห็นเวทนาที่เกิดกับจิต ทั้ง ๔ ประการนี้ เวทนาในข้อ ๑,๒,๔ เป็นเหตุให้จิตไม่ว่าง ไม่สงบ ส่วนเวทนาข้อที่ ๓ เป็นเหตุให้จิตสงบ ว่าง แต่ก็ยังเป็นเพียงการว่างอย่างปุถุชน ว่างอย่างโลกีย์ ไม่ใช่ว่างอย่างโลกุตระ จิตของนักปฏิบัตินั้นจะยังคงวนเวียนไปในเวทนาทั้ง ๔ อย่างนี้ แต่เมื่อมีสติตามรู้ตามดูเวทนาที่เกิดขึ้นกับจิต ย่อมเห็นความเปลี่ยนแปลง ของเวทนาที่จิต เปลี่ยนไปยินดีบ้าง ยินร้ายบ้าง ทั้งยินดีและยินร้ายบ้าง ทั้งยินดีก็ไม่ใช่ยินร้ายก็ไม่ใช่บ้าง จนในที่สุดก็จะรู้ขึ้นมาว่า เวทนานี้ก็ไม่เที่ยงแท้แน่นอน เป็นอนิจจัง ไม่สามารถทนอยู่ในสภาพยินดีได้ตลอดกาล หรือทนอยู่ในสภาพยินร้ายไปตลอดกาล จึงเป็นทุกขัง และในที่สุดเวทนาทั้งหลายเหล่านี้ก็ต้องเสื่อมสลายหายจากสภาพสภาวะนั้นๆลงไป เป็นอนัตตา เมื่อเห็นวนเวียนอยู่อย่างนี้ นับหมื่นนับแสนครั้ง ย่อมเกิดความเบื่อหน่ายในความเป็นไตรลักษณ์ของเวทนา เมื่อเบื่อหน่ายจนถึงที่สุดแล้ว จึงจะได้เห็นว่า เวทนานี้ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในเวทนานี้ เวทนานี้ไม่มีในเรา นี้จึงเป็นการเห็นเวทนาในเวทนา
    จิตของนักปฏิบัติในการเจริญสติปัฏฐานด้านเวทนา ก็จะเข้าถึงเวทนาในเวทนา กล่าวคือ มองเห็นเวทนานี้ว่าไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เมื่อเห็นเช่นนี้แล้วก็จะพิจารณาค้นคว้าลงลึกไปเรื่อยๆว่า เวทนาเหล่านี้มีที่มาจากไหน มีกระบวนการเกิดอย่างไร มีกระบวนการดับไปอย่างไร มีเวทนาใดบ้างที่เกิดแก่จิต มีเวทนาใดบ้างที่ไม่ทันกระทบถึงจิต มีเวทนาใดบ้างที่จะเกิดกับจิตแต่ไม่เกิดขึ้นกับจิต เพราะสติรู้เท่าทันเสียก่อน เมื่อวิจัยวิจารณ์จนเป็นที่พอใจแล้ว ก็จะมาอยู่กับผู้รู้คือสติ เป็นประจำสม่ำเสมอ เมื่อเห็นเวทนาใดๆเกิดขึ้นกับจิต ก็เกิดปัญญา ปัญญาที่ว่านี้คือเห็นไตรลักษณ์ และเมื่อใดที่เวทนาไม่เกิดขึ้นกับจิต ก็เกิดปัญญา คือเห็นความไม่เที่ยงของการไม่เกิดขึ้นในขณะนั้นของเวทนา และย่อมมองเห็นเสมอถึงเวทนาในเวทนาว่า เวทนาทั้งหลายเหล่านี้ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตนของเรา เราจึงสักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็นเพียงเท่านั้น
    สำหรับเรื่องเวทนา และเวทนาในเวทนาสติปัฏฐานสูตร ในความเห็นของข้าพเจ้าผู้ยังหลงในธรรม ก็ขอจบลงเพียงเท่านี้ ขอท่านนักปฏิบัติทั้งหลาย ที่มาอ่านพบบทความนี้ ก็อย่าได้เชื่อถือใดๆในข้อคิดเห็นของข้าพเจ้า ขอให้ยึดถือเอาตามแนวทางการปฏิบัติขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า และครูบาอาจารย์ผู้ทรงคุณธรรมชั้นสูง และขอให้บทความของข้าพเจ้า คงเป็นเพียงความเห็นของปุถุชนคนหนึ่งที่เพียรปฏิบัติเพื่อหนทางพ้นทุกข์ เท่านั้นพอ

    http://samathan999.blogspot.com/2018/04/blog-post.html?m=1
     
  2. วงกรตน้ำ

    วงกรตน้ำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2015
    โพสต์:
    752
    กระทู้เรื่องเด่น:
    12
    ค่าพลัง:
    +2,194
    ในส่วนของสติปัฎฐาน4 ตอน 2 เพื่อให้ท่านผู้อ่านสามารถเข้าถึงบล๊อคผู้เขียน SAMA ก็สามารถเข้าอ่านได้ตามลิ้งค่ะ

    http://samathan999.blogspot.com/2018/04/blog-post_24.html?m=1
     
  3. วงกรตน้ำ

    วงกรตน้ำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2015
    โพสต์:
    752
    กระทู้เรื่องเด่น:
    12
    ค่าพลัง:
    +2,194

    มหาสติปัฏฐาน๔ฉบับหลงธรรม ตอนที่๓
    จิตในจิต :

    ลำพังเพียงเรื่องของจิตนั้น ก็นับว่าเป็นความยุ่งยากสลับซับซ้อนมากมายทีเดียว จะอธิบายให้ง่ายก็ดูจะเป็นเรื่องยาก เพราะสำหรับหลายท่านแล้ว จิตคืออะไร มีลักษณะอาการอย่างไร มีรูปลักษณะนามแบบไหน ก็ยังจำแนกไม่ได้ ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่า ตัวข้าพเจ้าเองก็เคยเป็นแบบนี้มาก่อน และไม่ว่าครูบาอาจารย์จะอธิบายอย่างไร ข้าพเจ้าก็ไม่มีความเข้าใจคำว่า “จิต” เลย
    เท่าที่พอจะสมมติมาอธิบายคำว่าจิต ที่ใกล้เคียงที่สุดก็คงเป็น “สภาวะว่างๆ” นั่นเอง แล้วสภาวะว่างๆแบบไหนหรือจึงจะหมายถึงจิต ถ้าจะอธิบายถึงสภาวะว่างๆที่เรียกว่าจิตนี้ ก็ต้องขออธิบายถึงสภาวะไม่ว่างเสียก่อน กล่าวคือ เมื่อเกิดอารมณ์ใดๆขึ้นมา นั่นคือสภาพที่จิตเสวยอารมณ์นั้น จนปรากฏให้เห็น เช่น อารมณ์โกรธ ก็จะเกิดสภาวะที่จิตไม่ว่างเสียแล้ว แต่จิตแปรสภาพจากว่างมาเป็นโกรธ เราจะสามารถเห็นจิตที่มีสภาวะโกรธนี้ได้ เมื่ออารมณ์โกรธเกิดขึ้นแล้วความคิดก็จะเกิดขึ้น ซึ่งความคิดตรงนี้เองที่เกิดจากการปรุงแต่งโดยสังขารภายในจิต
    เนื่องจากจิตมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะต่างๆอย่างรวดเร็วมาก จนสติยังตามไม่ทัน เช่นเมื่อจิตเปลี่ยนจากสภาวะว่าง มาเป็นไม่ว่างเพราะมีอารมณ์จากภายนอกหรือภายในก็ตามมากระทบ ก็ตามรู้ไม่ทัน มาเห็นอีกทีตอนมีอารมณ์นั้นเกิดขึ้นกับจิตเสียแล้ว หรือช้ากว่านั้นก็มาเห็นว่ามีการปรุงแต่งไปจนเกิดเป็นความคิดไปแล้ว ดังนั้นจึงเกิดกุศโลบายหลากหลายวิธีเพื่อการเข้าถึงสภาวะจิตที่ปราศจากอารมณ์หรือความคิด แนวทางของหลวงพ่อเทียนจะอาศัยสติตามดูความคิด เมื่อความคิดดับลง ก็พบกับความว่าง(ชั่วคราว)หรือสภาวะจิตที่ว่าง สำหรับแนวทางการเจริญอานาปานสตินั้น จะอาศัยการหลบอารมณ์ต่างๆจนจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง หรือที่เรียกว่า เอกัตคตารมณ์ เมื่อจิตค่อยๆถอนออกจากสมาธิ มาถึงอุปจารสมาธิ เริ่มเกิดความคิด อารมณ์ ความรู้สึกขึ้น ท่านก็จะยกเอาอารมณ์ที่เข้ามากระทบในช่วงนี้เป็นเครื่องพิจารณาของจิต นี่เป็นตัวอย่างแนวทางที่ครูบาอาจารย์ท่านได้แนะนำเอาไว้ ซึ่งก็ยังดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากเกินไปสำหรับหลายๆท่าน สำหรับท่านที่ต้องการความง่ายที่จะเข้าถึงสภาวะว่างของจิต เพื่อให้เห็นว่าสภาวะแบบนี้เองที่สมมติเรียกกันว่าจิต ก็ขอให้สูดลมหายในเข้าลึกๆจนสุดแล้วกลั้นลมหายใจเอาไว้ เวลานั้นความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ต่างๆท่านจะหายไป แรกๆอาจจะยังไม่หาย แต่เมื่อกลั้นลมหายใจเอาไว้แบบนั้นจนใกล้จะสุดลมกลั้น ก็จะเห็นว่าความคิดต่างๆไม่เกิด มีแต่ว่างๆ มืดๆ ว่างเปล่า ไม่มีอะไร ตรงที่ไม่มีอะไรนี่เอง ที่เราสมมติเรียกว่า จิต
    สภาวะว่างของจิตแบบนี้ ก็ไม่ใช่ว่างอย่างแท้จริง เป็นแต่เพียงเรายังมีสติรู้ไม่เท่าทันเพียงพอว่ายังคงมีบางอย่างอยู่ในจิต อันเป็นสภาวะที่ละเอียดอ่อนเกินกว่ากำลังสติที่ยังอ่อนอยู่นั้น จะสามารถรู้เห็นได้ ต่อเมื่อเพียรฝึกสติต่อไปไม่ย่อหย่อนแล้ว จึงจะค่อยๆเห็นอาการหรือกริยาของจิตที่ว่างนี้ว่า ยังมี สัญญา สังขาร อุปาทาน ภายในจิต แม้จิตว่างจากอารมณ์ใดๆแล้ว สัญญา สังขาร อุปาทาน ก็ยังคงอยู่ในจิตนี้ ดังนั้นสภาวะว่างของจิตที่เห็นอยู่นั้น ยังไม่ใช่จิตเดิมแท้ อย่างที่หลวงปู่ดูลย์หรือท่านเหว่ยหลาง กล่าวเอาไว้
    ต่อเมื่อเจริญสติให้ยิ่งๆขึ้นไปจากอนุสติจนเป็นมหาสติแล้ว จึงจะเห็นสภาวะที่จิต แยกตัวออกจาก สัญญา สังขาร แลมองเห็นอุปาทานอย่างชัดเจน มองเห็นกระบวนการที่กระทำต่อกันของ สัญญา สังขาร อุปาทาน และจิต จนก่อเกิดเป็นอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด เมื่อนั้นแล้วจึงจะได้ชื่อว่า เป็นผู้เห็นจิตของตน เมื่อผู้ฝึกได้เจริญสติต่อเนื่องไปแล้วนั้น ย่อมจะเห็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในจิต เห็นการเกิดของอารมณ์ การดับของอารมณ์ ทั้งอารมณ์ที่เกิดจากปัจจัยภายนอก คือ ตาเห็นรูป หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส กายรับสัมผัส และปัจจัยภายในคือธรรมารมณ์อันเกิดจากความจำได้หมายรู้ภายในใจ ซึ่งก็คือตัวสัญญา ยกตัวอย่างเช่น นั่งอยู่เฉยๆนึกถึงคนที่เคยโกงเราไปแล้วก็เกิดอารมณ์โกรธเกลียดเคียดแค้นขึ้นมาเฉยๆ ทั้งๆที่เจ้าตัวก็ไม่ได้มายืนให้เห็นอยู่ตรงหน้า อย่างนี้คือการเกิดอารมณ์อันมาจากสัญญาภายในใจของเราเอง
    การมองเห็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในจิต ที่เกิดขึ้นของ สัญญา สังขาร อุปาทาน และจิต เกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมา วนไปเวียนมา เกิดๆดับๆอยู่อย่างนี้ไปนับหมื่นนับแสนครั้ง จนกระทั่งสติรู้เห็นถึงความเบื่อหน่ายของการเกิดดับวนเวียนไปจาก สัญญา สังขาร อุปาทาน และจิต เมื่อนั้นจิตและสติ จึงปลงลงไปพร้อมกันว่า สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นไม่ดับไปย่อมไม่มี แม้จิตนี้ก็เช่นกัน เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ดับไปแล้วก็เกิดขึ้นใหม่ จิตเป็นของไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์ ควรหรือจะถือว่าจิตนี้เป็นเรา เป็นของเรา
    สภาวะที่มองเห็นว่าจิตนี้ไม่เที่ยง จิตนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา สภาวะแบบนี้ที่ข้าพเจ้าเข้าใจว่า คือการเห็นจิตในจิต คือการเห็นจิตในสภาวะความเป็นจริงนั่นเอง เมื่อเห็นเช่นนี้แล้ว เยื่อใย ที่จะใยดีต่อจิตว่าเป็นตัวเป็นตนของเราก็หายไป จึงปรากฏสภาวะใหม่ขึ้นมาที่พ้นสภาพการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เป็นสภาวะว่างที่ว่างสนิท ไม่เจือปนด้วยนามธรรมใดๆทั้งหลาย มีความรู้ยิ่ง รู้พร้อม ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกฎเกณฑ์ของไตรลักษณ์ สภาวะตรงนี้ข้าพเจ้าเข้าใจว่า คือ จิตเดิมแท้ หรือจิตพุทธะ หรือที่หลวงปู่เทสน์ท่านเรียกว่า ใจ ซึ่งในระหว่างการฝึกนั้น ก็จะไม่มีนิยามใดๆเกิดขึ้น จนเมื่อออกจากกรรมฐาน ณ เวลานั้นแล้ว จึงใคร่ครวญพิจารณาถึงสภาวะที่เกิดขึ้น จากนั้นจึงมาเทียบเคียงเอากับคำนิยามของครูบาอาจารย์ที่ท่านสมมติเรียกเอาไว้ เนื่องเพราะระหว่างการฝึกนั้น สภาวะต่างๆก็ดำเนินไปแบบไม่มีชื่อ ไม่มีแม้แต่คำว่าสภาวะ
    การพิจารณาเรื่องจิต และจิตในจิต ของข้าพเจ้า ผู้ยังเป็นนักปฏิบัติที่หลงในธรรมอยู่นั้น ก็ขอวิจารณ์เอาไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอให้ท่านนักปฏิบัติทั้งหลายอย่างพึงเชื่อถือข้าพเจ้า ขอให้เป็นเพียงการนำไปพิจารณาเพื่อให้เกิดปัญญาของแต่ละท่านเอง พิสูจน์เอง เหมือนอย่างที่ข้าพเจ้าพิสูจน์มา สวัสดี




    http://samathan999.blogspot.com/2018/06/blog-post.html?m=1
     
  4. วงกรตน้ำ

    วงกรตน้ำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2015
    โพสต์:
    752
    กระทู้เรื่องเด่น:
    12
    ค่าพลัง:
    +2,194

แชร์หน้านี้

Loading...