หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล

ในห้อง 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' ตั้งกระทู้โดย aprin, 14 พฤษภาคม 2012.

  1. aprin

    aprin เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    7,492
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +22,514
    <TABLE class=blog_center_data><TBODY><TR><TD>
    [​IMG]
    ย้อนหลังไปในปี พ.ศ.๒๔๖๘ พระภิกษุวัยกลางคนองค์หนึ่ง ได้บังเกิดความศรัทธาในปฏิปทาของท่านพระอาจารย์มั่น จึงได้ตัดสินใจขอแปรญัตติจากพระมหานิกายเป็นพระธรรมยุตินิกาย หลังจากนั้นอีก ๘ ปีต่อมา ท่านได้ออกเดินธุดงค์ตามท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ไปปฏิบัติธรรมตามสถานที่ต่างๆ
    ๕๘ ปีให้หลังในวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๒๖ ท่านได้มรณภาพลง ณ วัดถ้ำกลองเพล หลังเสร็จสิ้นงานพระราชทานเพลิงศพ อัฐิของท่านได้แปรสภาพเป็นพระธาตุ อันเป็นเครื่องหมายและความหมายของชีวิตที่ได้บรรลุธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์แล้ว คำถามที่ว่าทำไมอัฐิของพระอรหันต์จึงกลายเป็นพระธาตุได้นั้น ท่านพระอาจารย์หลวงตามหาบัวได้เคยอธิบายไว้ว่า

    [​IMG]

    เรื่องของอัฐินั้นขึ้นอยู่กับใจเป็นสำคัญ จิตเป็นจิตประเภทใด ร่างกายก็อาจจะกลายไปตามสภาพของจิตที่พาให้เป็นไป
    จิตพระอรหันต์เป็นจิตที่บริสุทธิ์ อาจมีอำนาจซักฟอกธาตุขันธ์ให้เป็นธาตุที่บริสุทธิ์ไปตามส่วนของตน อัฐิท่านจึงกลายเป็นพระธาตุได้

    สำหรับในกรณีของหลวงปู่ขาว อนาลโย”นั้น ท่านพระอาจารย์หลวงตามหาบัวได้เปิดเผยถึงความเป็นอรหันต์ของหลวงปู่ไว้ในหนังสือ “ปฏิปทาของพระธุดงค์กรรมฐานสายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต” ว่า โดยแท้จริงแล้วหลวงปู่ขาวได้สำเร็จบรรลุธรรมขั้นสูงสุดนี้หลังจากที่หลวงปู่ท่านบวชได้ประมาณ ๑๖ ปีครับ
    หลวงปู่ขาวได้บรรลุธรรมชั้นสุดยอดในราวพรรษาที่ ๑๖-๑๗ ในสถานที่ที่เรียกว่าโรงขอด อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่

    [​IMG]

    หลวงปู่ขาว อนาลโย ถือเป็นพระอริยสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ในสายของ พระป่า” ที่สืบทอดคุณธรรมและวัตรปฏิบัติมาจาก “ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต” ผู้เป็นปรมาจารย์แห่ง “พระป่า” ครับ การนำพาชีวิตฝากเข้าไว้ในพระพุทธศาสนา ด้วยการปฏิบัติอย่างจริงจังเพื่อให้บังเกิดผลในแนวทางตามคำสอน โดยมีการดำเนินวิถีชีวิตอย่างกลมกลืนและสอดรับไปกับธรรมชาติจนบรรลุถึง “ความจริง” ที่เป็น “ของจริง” เป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างง่ายๆ
    ในสมัยที่หลวงปู่ขาว ยังมีชีวิตอยู่ท่านเคยตอบปัญหาธรรมเรื่องความยากลำบากของการบวชในพระพุทธศาสนาไว้ว่า

    [​IMG]

    ถ้าบวชตามแบบพระพุทธเจ้าแลสาวก ท่านก็ยากลำบาก ปู่อยากพูดเต็มปากเลยว่าไม่มีอะไรยากลำบากเกินงานของพระเลย

    งานบวชที่ตามศาสนาธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นงานทวนกระแสของโลกที่กิเลสวัฏฏะบงการอยู่รอบจิตรอบทิศรอบด้าน ไม่มีช่องว่างพอหายใจได้สะดวกต่อการบำเพ็ญบ้างเลย เป็นงานทวนกระแสความดึงดูดของกิเลสในโลกทั้งมวล จึงเป็นงานยากลำบากมาก เหมือนกลิ้งครกขึ้นภูเขานั่นแล ลำบากแค่ไหนคิดดูก็พอรู้ได้ ไม่จำเป็นต้องแจง

    พวกเราออกจากวัดป่าบ้านตาด หลังสิ้นสุดงานกฐิน ระยะทางจากวัดป่าบ้านตาดมาถึงวัดถ้ำกลองเพลจะไกลแค่ไหนก็จำไม่ได้หรอกครับ ทราบเพียงแต่ว่าเมื่อมาถึงวัดถ้ำกลองเพลก็พบว่าเป็นวัดที่มีเนื้อที่กว้างใหญ่มาก ประมาณว่าถ้าพระสักองค์จะออกเดินธุดงค์ก็ไม่ต้องไปไกลหรอกครับแค่เดินอยู่ในอาณาเขตของวัดผมว่าก็ใช้เวลาเป็นเดือนแล้ว

    ถึงวันนี้ที่วัดถ้ำกลองเพลจะไม่มีหลวงปู่ขาวออกมาให้โอวาทธรรม แต่มรดกทางคำสอนของท่านก็ทำให้พวกเรารู้ว่า แท้จริงแล้วธรรมนั้นไม่ได้อยู่ที่ไหน หากแต่ธรรมนั้นอยู่ที่ใจของเรานั่นเอง

    [​IMG]

    มีอยู่ที่ธรรม ถ้าใจปฏิบัติธรรมมีสมถะวิปัสสนาธรรมเป็นต้น ธรรมก็สัมผัสที่ใจ รู้กันที่ใจ เกิดที่ใจและธรรมก็อยู่ที่ใจ เช่นสมาธิ ผู้ปฏิบัติจิตภาวนา ต้องทำที่ใจและรู้สมาธิขึ้นที่ใจ จากนั้นใจนั้นก็มีสมาธิ สมาธิก็อยู่ที่ใจดวงนั้น แม้วิปัสสนาตลอดวิมุตติหลุดพ้นก็เป็นไปกับใจ ในทำนองเดียวกันกับสมาธิเกิดที่ใจนี้ ด้วยเหตุนี้ธรรมจึงไม่อยู่ที่ไหน นอกจากอยู่กับธรรมและอยู่กับใจของผู้ทำให้เกิดให้มีเท่านั้น

    ฉะนั้นธรรมแท้จึงมิได้อยู่ในวงสมมุติ นอกจากสัญญาธรรม คือธรรมในความจำและธรรมในขอบข่ายของสมมุติ จึงอยู่ในสมมุติ เพราะสมมุติพาอยู่พาไป พาให้เสื่อม พาให้เจริญ พาให้ทันสมัย พาให้ล้าสมัย ธรรมแท้มิได้อยู่ในขอบข่ายแห่งสมมุติ จึงไม่มีคำว่า ล้าหรือทันสมัย

    วัดถ้ำกลองเพล ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาภูพาน เดิมสันนิษฐานว่าเป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างตั้งแต่สมัยขอมเข้ามาครอบครองดินแดนแถบนี้ ต่อมาเป็นวัดร้างเพราะไม่มีพระสงฆ์หรือสามเณรเข้ามาจำพรรษา จนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๑ หลวงปู่ขาวได้เข้ามาจำพรรษาและใช้สถานที่แห่งนี้ในการฝึกวิปัสสนากรรมฐาน มีเรื่องเล่าที่สืบทอดต่อกันมาว่าเหตุที่ได้ชื่อว่าวัดถ้ำกลองเพล เนื่องจากมีการพบกลองโบราณสองหน้าที่เรียกว่า กลองเพล”อยู่ภายในถ้ำของบริเวณวัดครับ

    [​IMG]

    ท่ามกลางความร่มรื่นของแมกไม้และความเงียบสงบของธรรมชาติในวัดป่าแห่งนี้ พิพิธภัณฑ์อัฐบริขารหลวงปู่ขาว อนาลโย” ตั้งตระหง่านเป็นสง่าอยู่ ณ ตรงบริเวณสถานที่ที่เคยถูกใช้เป็นที่พระราชทานเพลิงศพของท่าน

    มีการบันทึกไว้ว่าในวันพระราชทานเพลิงศพของหลวงปู่เมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๗ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธาน พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถฯและสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีนั้น ปรากฏว่า วัดถ้ำกลองเพล” ซึ่งมีอาณาบริเวณหลายพันไร่ กลับคับแคบไปถนัดใจ ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศ ต่างหลังไหลกันมาถวายสักการะสรีระของหลวงปู่เป็นจำนวนนับแสนคน นับเป็นประวัติการณ์สูงสุดของประเทศเลยทีเดียว

    [​IMG]

    ภายในพิพิธภัณฑ์มีเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับหลวงปู่หลายอย่าง เช่นเครื่องอัฐบริขารต่างๆ ที่ท่านเคยใช้เมื่อสมัยยังมีชีวิตอยู่ ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเหมือนนัยยะบอกถึงวัตรปฏิบัติและความเรียบง่ายที่สะท้อนให้พวกเราทราบถึงวิถีชีวิตการเป็นพระป่าที่มุ่งเน้นในการปฏิบัติกรรมฐานและการออกบำเพ็ญธุดงค์วัตร

    การออกเดินธุดงค์ในป่าของพระป่าสายท่านพระอาจารย์มั่นนั้นถือเป็นอุบายสำคัญประการหนึ่งของการขัดเกลากิเลสครับ ว่ากันว่าการออกเดินธุดงค์นั้นเป็นการเดินทางที่มีผลตอบแทนเบื้องต้นคือช่วยให้เกิดนิสัยมักน้อยและสันโดษ

    [​IMG]

    นอกจากนี้การออกเดินธุดงค์ยังเป็นการฝึกให้พระทุกองค์มีความอดทนต่อความทุกข์ยากลำบากโดยห้ามละทิ้งข้อวัตรปฏิบัติ ซึ่งประเด็นนี้ถือเป็นบัญญัติเบื้องต้นที่พระป่าสายนี้ต้องพึงระลึกไว้ตลอดเวลา

    หลวงปู่เคยเล่าไว้ว่าก่อนที่ท่านจะตัดสินใจออกเดินธุดงค์ ท่านได้รับคำคัดค้านจากผู้คนมากมาย บางคนก็ว่ามรรคผลนิพพานมันหมดสมัยไปแล้ว บางคนก็ว่าการบำเพ็ญเพียรภาวนาอาจทำให้เสียสติได้ ฯลฯ ซึ่งหลวงปู่เองท่านก็ไม่ได้สนใจในคำเหล่านั้นแต่ท่านก็ไม่ได้คัดค้านอะไร เพราะถ้าคัดค้านก็จะทำให้เกิดความกระทบกระเทือนใจกันเปล่าๆ

    หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล ตอน ธรรมไม่มีคำว่าลำเอียง

    </TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  2. aprin

    aprin เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    7,492
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +22,514
    [​IMG]

    ท่านว่าคนเหล่านี้มิได้เป็นเจ้าของศาสนา มิได้เป็นเจ้าของมรรคผลนิพพานและก็ไม่ได้มีอะไรพอที่จะทำให้ท่านเชื่อถือได้ ท่านว่าในชีวิตของท่านนั้นท่านเชื่อในพระพุทธเจ้า พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวกอรหันต์นั้น ว่าเป็นผู้ประเสริฐในสามโลก ดังนั้นเมื่อท่านเตรียมตัวเรียบร้อยแล้ว ท่านจึงได้บอกกับญาติพี่น้องและผู้คนทั้งหลายให้จำคำของท่านไว้

    ถ้ามีวาสนาก็คงได้พบกันอีก แต่การที่จะมีโอกาสได้มาพบกันใหม่ในอนาคตนั้น มีอยู่เพียงอย่างเดียว คือตัวท่านต้องรู้เห็นธรรมให้ประจักษ์แก่ใจจนหายสงสัยโดยสิ้นเชิงแล้ว ถึงจะกลับมาให้พวกเขาเหล่านั้นได้เห็นหน้า

    หลวงปู่ได้ออกเดินธุดงค์มุ่งหน้าไปทางพระธาตุพนม อุดร หนองคาย เพื่อหวังจะได้รับคำสั่งสอนจากหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นปรมาจารย์ใหญ่แห่งสายพระป่ากรรมฐาน อาจกล่าวได้ว่าในยุคสมัยนั้น (ประมาณ พ.ศ.๒๔๔๙ เป็นต้นมา) ชื่อของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เป็นที่รู้จักและยอมรับกันอย่างกว้างขวางครับ

    [​IMG]
    ความโด่งดังของหลวงปู่มั่นหากเทียบเคียงให้เห็นภาพก็คงต้องบอกว่าเป็น ยุคทอง”ทำนองนั้นแหละครับ ทั้งนี้เนื่องจากว่าการครองสมณเพศ ปฏิปทาและการแสดงธรรมเทศนาอบรมของหลวงปู่มั่น ทำให้หลายๆ คน เกิดความศรัทธาในการปฏิบัติธรรม พากันออกถือศีลประพฤติพรหมจรรย์ตามท่านอย่างมากมาย พระในสังกัดมหานิกายบางองค์ถึงกับยอมแปรญัตติมาเป็นธรรมยุตนิกาย เพียงเพื่อให้ได้มีโอกาสเข้าร่วมทำสังฆกรรมกับหลวงปู่มั่นครับ
    ซึ่งในเรื่องของการแปรญัตตินี้ หลวงปู่มั่นท่านไม่ได้สนับสนุนไปเสียทั้งหมด ท่านใช้วิธีพิจารณาเป็นกรณีๆ ไปตามความเหมาะสมครับ อย่างเช่นกรณีของท่านพระโพธิญาณเถร(หลวงปู่ชา สุภัทโท) วัดหนองป่าพง ที่หลวงปู่มั่นท่านก็ไม่อนุญาติให้แปรญัตติ โดยท่านให้เหตุผลว่า

    การประพฤติปฏิบัตินั้น ถ้าถือเอาพระธรรมวินัยเป็นหลักแล้ว ก็ไม่ต้องสงสัยในนิกายทั้งสอง

    [​IMG]


    หลวงปู่มั่นท่านเป็นพระที่ไม่ยึดติดที่และก็ไม่ชอบให้มีใครมาติดตามครับ ดังนั้นท่านจึงมักจะปลีกตัวออกจากหมู่คณะเสมอ ไม่ยอมให้ใครมาพบง่ายๆ หลวงปู่ขาวท่านจึงใช้วิธีการใหม่คือพยายามเข้าไปอยู่ในที่ใกล้เคียงกับที่หลวงปู่มั่นพัก เพื่อที่ท่านจะได้เข้าไปขอความเมตตาศึกษาข้ออรรถข้อธรรมบ้างในยามจำเป็น หลังจากที่หลวงปู่ขาวได้เพียรพยายามใช้วิธีการดังกล่าวอยู่หลายปี ในที่สุดหลวงปู่มั่นจึงได้เมตตาให้หลวงปู่ขาวเข้าไปจำพรรษาด้วย

    รู้สึกดีใจเหมือนตัวจะลอยที่พยายามมาหลายปีเพิ่งจะสำเร็จ จากนั้นก็ได้จำพรรษากับท่านเรื่อยมา การบำเพ็ญทางจิตภาวนารู้สึกได้กำลังขึ้นเป็นลำดับตอนไปอยู่ที่เชียงใหม่แล้ว

    หลวงปู่เล่าว่าหลังจากที่หลวงปู่มั่นเมตตาให้ท่านจำพรรษาอยู่ด้วย ทำให้ท่านเกิดความปิติอย่างมาก เนื่องจากก่อนหน้านี้ท่านเพียรติดตามหลวงปู่มั่นมานานหลายปี และความปิติยินดีในการนี้เองทำให้ท่านเร่งความเพียรขนานใหญ่แทบไม่ได้หลับนอน จนคืนหนึ่งหลังจากที่ท่านได้ประกอบความเพียรจนจิตสงบลงอย่างเต็มที่ไปพักใหญ่แล้วท่านจึงได้ถอนขึ้นมา ทันใดนั้นท่านได้เกิดความอัศจรรย์ในความสว่างไสวของใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

    ตอนเช้าหลังจากที่ท่านได้เข้าไปทำข้อวัตรอุปัฏฐากหลวงปู่มั่นแล้ว พอได้เวลาที่หลวงปู่มั่นออกจากที่ภาวนา ท่านเล่าว่าหลวงปู่มั่นได้จ้องมองมายังท่านทำให้ท่านรู้สึกถึงความผิดปกติ จนมีความรู้สึกว่าตนเองได้ทำอะไรที่ผิดไปหรือเปล่า สักพักหลวงปู่มั่นจึงได้พูดออกมาว่า

    ท่านขาวนี้ภาวนาอย่างไร คืนนี้จิตจึงสว่างไสวมากผิดกับที่เคยเป็นมาทุกๆ คือ นับแต่มาอยู่กับผม ต้องอย่างนี้สิ จึงสมกับผู้มาแสวงบุญ ทีนี้ท่านทราบหรือยังว่าธรรมอยู่ที่ไหน คืนนี้สว่างอยู่ที่ไหนล่ะท่านขาว

    สว่างอยู่ที่ใจครับผม” ท่านตอบ

    [​IMG]
    หลวงปู่มั่นจึงถามต่อว่า

    แต่ก่อนธรรมไปอยู่ที่ไหนเล่า ท่านจึงไม่เห็น นั่นแลธรรม ท่านจงทราบเสียแต่บัดนี้เป็นต้นไป ธรรมอยู่ที่ใจนั้นแล ต่อไปท่านจงรักษาระดับจิตระดับความเพียรไว้ให้ดีอย่างให้เสื่อมได้ นั่นแลคือฐานของจิต ฐานของธรรม ฐานของความเชื่อมั่นในธรรมและฐานแห่งมรรคผลนิพพานอยู่ที่นั่นแล

    จงมั่นใจและเข้มแข็งต่อความเพียรถ้าอยากพ้นทุกข์ การพ้นทุกข์ต้องพ้นที่นั่นแน่นอนไม่มีที่อื่นเป็นที่หลุดพ้น อย่าลูบคลำให้เสียเวลา เรามิใช่คนตาบอดพอจะลูบคลำ...

    คืนนี้ผมส่งกระแสจิตไปดูท่านเห็นจิตสว่างไสวทั่วบริเวณ กำหนดจิตส่งกระแสไปทีไร เห็นเป็นอย่างนั้นอยู่ตลอดจนสว่าง เพราะคืนนี้ผมมิได้พักนอนเลย เข้าสมาธิภาวนาไปบ้าง ต้อนรับแขกเทพบ้าง กำหนดจิตดูท่านบ้าง เรื่อยมาจนสว่างโดยไม่รู้สึก พอออกจากที่จึงต้องมาถามท่าน เพราะอยากทราบเรื่องของหมู่คณะมานาน สบายไหมที่นี่
     
  3. aprin

    aprin เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    7,492
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +22,514
    [​IMG]

    ท่านเล่าว่า ท่านนิ่งไม่กล้าตอบหลวงปู่มั่น เพราะหลวงปู่มั่นได้ดูตับดูปอดของท่านจนหมดแล้ว จะเรียนตอบหลวงปู่มั่นไปเพื่ออะไร นับแต่วันนั้นเป็นต้นทำให้ท่านยิ่งกลัวและเพิ่มความระมัดระวังตัวมากขึ้น ท่านว่าแต่ก่อนท่านก็เชื่อว่าหลวงปู่มั่นรู้จักใจคนอย่างเต็มที่อยู่แล้ว พอมาโดนกับตัวในเหตุการณ์เมื่อคืน ทำให้ท่านยิ่งมั่นใจในหลวงปู่มั่นเข้าไปอีก

    และด้วยเหตุที่หลวงปู่มั่นท่านไม่ชอบให้ใครมาติดตามหรือมายึดติดกับตัวท่านนี่แหละครับ บรรดาพระที่เข้ามาปฏิบัติกับท่านเมื่อท่านเห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว ท่านก็จะสนับสนุนให้ออกไปปฏิบัติธรรมด้วยตัวเอง ซึ่งเมื่อพระเหล่านี้ได้แยกตัวออกมา ก็จะยึดตามคำสอนคือเน้นปฏิบัติและถือธุดงค์วัตรเป็นสำคัญ

    ดังนั้นเมื่อพระป่าองค์ใดได้พบสถานที่ที่สงบเหมาะแก่การปฏิบัติธรรมก็มักจะมีการสร้างวัดไว้สำหรับจำพรรษาและเผยแพร่ธรรมแก่บุคคลทั่วไป ด้วยเหตุฉะนี้แหละครับ เราจึงพบว่าในภาคอีสานค่อนข้างจะมีวัดป่าในแบบสายหลวงปู่มั่นมากพอสมควรครับ เช่น วัดเจติยาคีรีวิหาร (วัดภูทอก) จ.บึงกาฬ(หนองคาย) วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม (วัดถ้ำพวง) จ.สกลนคร ฯลฯ รวมไปถึง วัดถ้ำกลองเพล จ.หนองบัวลำภู

    [​IMG]

    อย่างไรก็ตามถึงบรรดาพระป่าเหล่านี้จะแยกย้ายกันออกไปปฏิบัติธรรมตามวัดต่างๆ แต่เมื่อถึงยามออกพรรษาพระป่าเหล่านี้ก็จะออกเดินธุดงค์อยู่เสมอๆ และมักจะพบกันในป่าลึกๆ ไกลผู้คน นอกจากนี้หากได้ทราบว่าหลวงปู่มั่นจำพรรษาอยู่ที่ใด ไม่ว่าจะไกลขนาดไหน บรรดาพระป่าเหล่านี้ก็มักจะเดินทางมาเข้ากราบนมัสการเป็นประจำ

    ในหนังสือ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต อริยสงฆ์แห่งยุคสมัย” ได้เขียนถึงวิถีชีวิตของพระป่าเหล่านี้ไว้ชัดเจนครับ ซึ่งบันทึกดังกล่าวนอกจากจะทำให้เราเห็นวิถีชีวิตของพระป่าในภาพรวมแล้ว ยังทำให้เราทราบในประเด็นสำคัญอีกว่า “หลวงปู่ขาว อนาลโย” ท่านเป็นที่รักและเป็นที่ยกย่องของหลวงปู่มั่นตลอดเวลาครับ
    มีบันทึกว่าเวลาใดที่มีพระเถระผู้ใหญ่ผู้มีภูมิธรรมขั้นสูง ออกจากป่าที่บำเพ็ญภาวนา หรือกลับจากธุดงค์ ณ เมืองไกล จะมีความรู้ความเห็นจากการภาวนามาเล่าถวายพระอาจารย์ของท่าน ยามนั้นจะเป็นช่วงที่พระเณรทั้งหลายคอยสนใจฟังมากที่สุด

    อย่างคราวที่พระอาจารย์ชอบ ฐานสโม กับพระอาจารย์ขาว อนาลโย ซึ่งท่านพระอาจารย์มั่นพูดถึงด้วยความยกย่องอยู่เสมอ กลับจากธุดงค์ในแถบถิ่นเหนือ มากราบคารวะอาจารย์ที่วัดป่าบ้านหนองผือด้วยกัน ภาพนั้นอุปมากันว่าประดุจพญาช้างคู่กลับมาจากการตระเวณไพร

    หลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิโต ซึ่งตอนนั้นเป็นสามเณรอยู่ปรนนิบัติท่านพระอาจารย์มั่น เล่าฉากเหตุการณ์วันนั้นไว้ว่า..

    พระอาจารย์ชอบ องค์เล็กๆ ผิวคล้ำ กับพระอาจารย์ขาว ร่างผอมสูง โปร่งบาง ในจีวรที่เก่าคร่ำคร่า กลดก็ขาดวิ่น พอท่านพระอาจารย์มั่นเหลือบเห็นท่านทั้งสองก้าวเข้ามาในบริเวณวัด ก็อุทานด้วยความยินดีที่เห็นศิษย์เอกทั้งคู่
    นั่น ท่านขาวท่านชอบมาแล้ว ไปต้อนรับท่าน

    ภิกษุสามเณรที่รู้จักท่านทั้งสองต่างก็ดีใจกุลีกุจอช่วยกันรับเครื่องบริขารจากท่าน พร้อมกับรีบหาน้ำท่ามาถวาย....

    [​IMG]

    [​IMG]

    กุฏิของหลวงปู่ขาวเป็นเรือนไม้สองชั้น ในอดีตที่ผ่านมากุฏิหลังนี้เคยถูกใช้เป็นที่รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงเสด็จมาเยี่ยมหลวงปู่ขาวอยู่บ่อยๆ บริเวณด้านหน้าของกุฏิเป็นลานหินกว้างลาดลงตามลักษณะของภูมิประเทศ โดยส่วนน้อยของพื้นที่ถูกใช้เป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อของหลวงปู่ขาว ในอิริยาบทยืนถือไม้เท้า

    [​IMG]


    ภายในกุฏิมีการติดภาพถ่ายต่างๆ ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วภาพเหล่านั้นสามารถบอกเรื่องราวในอดีตต่างๆ ที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะภาพวาดหลวงปู่ขาวในลักษณะนั่งสมาธิโดยมีช้างมายืนอยู่ใกล้ตัว ว่ากันว่าหากต้องการรู้เรื่องของหลวงปู่ขาวมากขึ้นโดยเฉพาะเรื่องความมหัศจรรย์ของจิตและอำนาจของสมาธิอันเกิดจากบารมีเฉพาะตัวนั้น สมควรมาเยี่ยมชมกุฏิหลังนี้เป็นอย่างยิ่ง

    ท่านพระอาจารย์หลวงตามหาบัวได้บันทึกไว้ว่า หลวงปู่ขาวท่านเป็นพระที่มีบารมีส่วนตัวเยอะ คิดถึงช้าง ช้างก็จะมาหาท่าน คิดถึงเสือ เสือก็จะมาหาท่าน และตรงลานหินด้านหน้ากุฏิของหลวงปู่ที่เรายืนอยู่ตรงนี้ แต่เดิมคาดว่าน่าจะเป็นทางเดินของช้างตอนที่เข้ามายังกุฏิของหลวงปู่

    [​IMG]

    ช้างตัวแรกตามประวัติเป็นช้างบ้าน หลวงปู่ขาวท่านได้แผ่เมตตา แสดงธรรม สนทนาด้วยวาจาที่อ่อนหวาน จนในที่สุดช้างตัวนั้นก็เดินจากไปโดยที่ไม่ได้ทำร้ายท่าน

    ตัวต่อมาเป็นช้างป่าตัวใหญ่ขนาดภูเขาลูกย่อมๆ พบเจอกันในระหว่างที่ท่านปฏิบัติธรรมในเขตจังหวัดลำปาง หลวงปู่เล่าว่าช้างตัวนี้ดุร้ายมาก ท่านว่าเสียงกิ่งไม้หักที่ดังอย่างต่อเนื่อง ทำให้ท่านทราบได้ทันทีว่ามันคือเสียงของช้างที่กำลังเดินตรงมายังท่าน หลวงปู่ขาวท่านจึงออกจากการเดินจงกลมและนำเทียนไขมาจุดรอบๆ ทางเดินจงกลม เพราะว่าช้างป่ามีสัญชาติญาณกลัวไฟ
    ท่านเล่าว่าพอจุดเทียนไขเสร็จเรียบร้อย ช้างป่าตัวนั้นก็เดินมาถึงสถานที่เดินจงกลมของท่านพอดี ความใหญ่โตของมันทำให้ใจของท่านถึงกับฝ่อเต็มไปด้วยความกลัว เมื่อมองไม่เห็นทางใดที่จะแก้ไขแล้ว ท่านจึงนึกถึงองค์ภาวนาพุทโธและพยายามให้จิตอยู่นิ่ง ท่านว่าเมื่อจิตหยุดนิ่งและกลมเกลียวไปกับพุทโธ ความกลัวที่เคยมีมานั้นสลายไปสิ้น กับกลายเป็นความกล้าหาญเข้ามาแทน
    ซึ่งความกล้าหาญนั้นมีมากขนาดที่ท่านคิดว่าจะเดินไปหาช้างป่าตัวนั้น ทันใดนั้นท่านฉุกคิดได้ว่าการกระทำอย่างนั้นมันเป็นเรื่องของความประมาทอันนำไปสู้ความหายนะ ท่านจึงหันกลับมากำหนดจิตภาวนาพุทโธและเดินจงกลมแข่งกับการยืนนิ่งอย่างสงบไร้หัวใจของช้างป่าตัวนั้น

    [​IMG]


    ว่ากันว่าชีวิตคนเรานั้นไม่ได้ราบรื่นเสมอไป เมื่อเจอปัญหาจงใช้สติหาทางแก้ไขด้วยความอดทน และควรปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างออกไปให้ได้ เฉกเช่นเรื่องราวต่อไปนี้

    เกือบ ๙๐ ปีก่อนหน้านี้ คืนหนึ่งหนุ่มใหญ่วัยสามสิบเศษชื่อว่า ขาว โคระถา“ ได้เดินทางกลับมายังบ้าน หลังจากที่เขาได้ออกจากบ้านไปรับจ้างทำนาทางภาคกลางอยู่นาน สายตาของเขาแอบมองลอดเข้าไปดูเหตุการณ์ภายในบ้าน เมื่อเห็นภาพที่ปรากฏตามสายตาอย่างชัดเจน เขาค่อยๆ เร้นกายเข้าไปในบ้านพร้อมกับเงื้อดาบสุดแรงเกิด หมายจะฟาดฟันชายหญิงคู่นั้นให้ตายเสียทั้งคู่
    ทันใดนั้นจิตสะดุดขึ้นมาเตือนว่า

    อย่าทำ ๆ จะเป็นความเสียหายเพิ่มขึ้นอีก โดยที่ไม่มีผลดีอะไรเกิดขึ้นเลย

    เขาตัดสินใจเลิกล้มการกระทำดังกล่าว และเรียกให้ชาวบ้านมารับรู้ในการประกาศยกภรรยาของเขาให้ไปอยู่กับชายชู้ หลังจากเหตุการณ์เลวร้ายได้ผ่านพ้นไป ขาว โคระถา ได้ตัดสินใจหันหลังให้กับโลกที่มีแต่ความสลดสังเวช ด้วยการออกบวชหนีโลกเพื่อหาทางหลุดพ้นทุกข์ไปนิพพานตามเสด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสาวกของท่าน

    ภายหลังจากเสร็จสิ้นการบวชโดยได้รับฉายาว่า อนาลโย” พระอาจารย์ขาว อนาลโย ได้ฝากชีวิตของท่านไว้กับพระพุทธศาสนา ด้วยการปฏิบัติตามแนวทางคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อย่างจริงจังชนิดลืมตาย จนสามารถตัดกิเลสได้หมดสิ้นบรรลุถึงความเป็นพระอรหันต์ในขณะที่ยังดำรงธาตุขันธ์อยู่

    ต่อมาพระอาจารย์ขาว ได้ใช้วัดถ้ำกลองเพลเป็นที่ประกาศความจริงในพระพุทธศาสนา ด้วยการให้โอวาทธรรมแก่บุคคลทั่วไปโดยไม่เลือกชนชั้นจนถึงวาระสุดท้ายของท่าน ณ วัดถ้ำกลองเพลแห่งนี้ เคยมีผู้ถามท่านว่าธรรมของจริงจากใจโดยแท้เป็นอย่างไร ท่านตอบว่า

    [​IMG]

    ขณะยังมีกิเลสหนาๆ ไม่ว่าใครๆ รู้ไม่ได้ทั้งสิ้น แม้พระพุทธเจ้าก็ยังไม่รู้ ขณะจะรู้และขณะรู้ กิเลสต้องเบาบางและกิเลสต้องหมดสิ้นไปจากใจ โดยใช้ธรรมปฏิบัติเข้าสังหารทำลาย ดังนั้นพระพุทธองค์จึงสอนให้อบรมฝึกฝนจิตใจ ชำระจิตใจซึ่งเป็นการชะล้างกิเลสในขณะเดียวกัน จนกิเลสสิ้นจากใจแล้วย่อมรู้ได้ทุกคน เพราะธรรมไม่มีคำว่าลำเอียง

    ขอบคุณเอกสารอ้างอิง หนังสือชีวประวัติและประมวลคำถามคำตอบ หลวงปู่ขาว อนาลโย/หนังสือประวัติหลวงปู่ขาว อนาลโย โดยท่านพระอาจารย์หลวงตามหาบัว/หนังสือพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต อริยสงฆ์แห่งยุคสมัย สำนักพิมพ์สารคดี

    หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล ตอน ธรรมไม่มีคำว่าลำเอียง
     

แชร์หน้านี้

Loading...