หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร ถูกพระวัดบ้านปาระเบิดใส่ lผจญเปรตพระใส่ผ้าถุง

ในห้อง 'เรื่องผี' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 11 กรกฎาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,618
    กระทู้เรื่องเด่น:
    164
    ค่าพลัง:
    +27,068
    LpJanreanKunavaro.jpg
    หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร ถูกพระวัดบ้านปาระเบิดใส่ lผจญเปรตพระใส่ผ้าถุง

    ปลดล็อค :-
    Published on Jul 10, 2017
    ท่านพระอาจารย์จันทร์เรียนออกจากบ้านวังผา
    มาพักอยู่ที่วัดป่าห้วยบ่อซืน
    มีวันหนึ่งท่านเดินไปบิณฑบาตที่ในหมู่บ้าน
    วันนั้นท่านเดินบิณฑบาตผ่านอดีตเจ้าอาวาสวัดป่าห้วยบ่อซืน
    เจ้าอาวาสผู้นี้แกมีนิสัยไม่เหมือนพระทั่วไป
    ชอบพกพาอาวุธทั้งปืนมีดติดตัวเป็นประจำ
    ความประพฤติของอดีตเจ้าอาวาสผู้นี้เป็นเช่นไร
    ชาวบ้านห้วยบ่อซืนในอดีตเป็นที่ทราบกันดี
    แต่ไม่มีใครกล้าทำอะไรจานกาละมังผู้นี้เพราะติดคาในผ้าเหลือง
    จึงปล่อยวางแกให้เป็นไปตามกรรมของตนเอง
    http://www.dhammajak.net/forums/viewt...

     
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,618
    กระทู้เรื่องเด่น:
    164
    ค่าพลัง:
    +27,068
    LpJanreanKunavaro.jpg
    หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร

    ประวัติและปฏิปทา
    หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร
    วัดถ้ำสหาย (วัดถ้ำสหายจันทร์นิมิต)
    หมู่ที่ ๓ ต.ทับกุง อ.หนองแสง จ.อุดรธานี


    หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร ท่านเป็นลูกศิษย์อาวุโส
    ของหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ, หลวงปู่ชอบ ฐานสโม
    และหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน มหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่

    _11_173.jpg
    หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ อ่านประวัติและปฏิปทา
    http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=24879

    paragraph__210.jpg
    หลวงปู่ชอบ ฐานสโม อ่านประวัติและปฏิปทา
    http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=24649

    paragraph__481_528.jpg
    หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน อ่านประวัติและปฏิปทา
    http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=24738


    b44.gif หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร พระผู้มีปัญญาหลักแหลม
    เป็นที่หนึ่งในศิษย์ “ทายาทธรรม” ของหลวงปู่ชอบ ฐานสโม

    เมื่อเดือนมกราคม ปีพุทธศักราช ๒๕๐๘ ณ วัดป่าสัมมานุสรณ์
    บ้านโคกมน ตำบลผาน้อย อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย
    ปีนั้นอากาศที่เมืองเลยหนาวมากจนมือเท้าเป็นตะคริว
    หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ท่านจึงพาพระเณร ตาผ้าขาว
    ออกไปหาฟืนในบริเวณป่ารอบๆ หมู่บ้านโคกมน

    หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร เล่าว่า
    หลวงปู่ชอบท่านเป็นผู้ที่มีความละเอียดอ่อน
    รู้คุณค่าของเครื่องใช้ไม้สอยทุกอย่าง
    ไม้ฟืนหากนำมาก่อไฟหุงต้มแล้วหากฟืนท่อนนั้นยังเหลือ
    หลวงปู่ท่านจะเอาน้ำมาดับไฟให้มอดสนิท
    และองค์ท่านจะจัดเก็บฟืนท่อนนั้นไว้ใช้หุงต้มในครั้งต่อๆ ไป
    ท่านจะไม่ทิ้งฟืนให้ไหม้ไฟไปโดยเสียประโยชน์

    หลวงปู่ชอบท่านจะไม่ให้พระเณรเถรชีในวัดก่อไฟผิงแก้หนาว
    ท่านจะให้ลูกศิษย์แก้หนาวโดยการเดินจงกรมให้มากๆ
    เพื่อปลุกเร้าธาตุไฟอบอุ่นร่างกาย
    เว้นไว้แต่พระเณรเถรชีรูปนั้นๆ มีอาพาธรบกวนธาตุขันธ์
    ท่านจึงจะอนุญาตให้ก่อไฟผิง

    องค์ท่านเทศน์สอนลูกศิษย์ว่า ถ้ามัวแต่พากันมานั่งสุมหัวผิงไฟ
    มันก็จะสุมหัวคุยกันตามประสากิเลสกิโลมันจะพาคุย
    เรื่องที่คุยกันก็มีแต่เรื่องกิเลสตัณหาลามก
    คุยกันแล้วก็ไม่พากันทำความเพียรเดินจงกรมภาวนา
    พอดึกค่อนคืนก็ง่วงเหงาหาวนอน ต่างคนต่างคลานเข้ามุ้ง
    ไปนอนกอดอีสาดอีหมอนทิ้งวันทิ้งคืนไปเฉยๆ

    เอะอะขึ้นมาพออากาศหนาวนิดๆ หน่อยๆ
    มันก็จะพากันเตรียมก่อไฟผิงอย่างเดียว
    มัวแต่ห่วงร้อนห่วงหนาวอยู่อย่างนี้
    เวลาไปอยู่ในป่าในเขาเจออากาศที่มันเย็นหนาวมหาโหดแล้ว
    มันจะไม่พากันแข็งกระด้างค้างตายกันหรือ
    ต้องฝึกฝนตนเองให้อยู่ได้กับทุกสภาพอากาศซิ
    ฝึกตนเองให้อยู่กับร้อนให้เป็นอยู่กับเย็นให้ได้
    ถ้าอยากอยู่สบายจริงต้องอยู่กับทุกข์ให้เป็น
    เอาทุกข์เวทนานั้นแหละมาฝึกฝนจิตใจของตนเองให้เข้มแข็ง

    ถ้าหนาวมากก็อย่านอนขดอี้จู้เป็นครูหมอนกิ่ว
    ถ้านั่งภาวนาอาการเหน็บชามันก็จะเกิดเร็ว
    เวทนามันก็จะโหมใจอย่างหนัก ให้เดินจงกรมเอา
    เดินให้มากๆ เดินให้นานๆ เดินเพื่อปลุกเร้าธาตุไฟ
    ให้มาช่วยสร้างความอบอุ่นแก่ร่างกาย
    หัดมีปัญญาตั้งแต่หนุ่มแต่น้อยสิ
    เฒ่าชะแรแก่ชราแล้วมันจะได้ไม่โง่เง่าเต่าตุ่น
    จะได้เอาสติปัญญาที่ตนฝึกฝนอบรมมา
    ไปบอกสอนคนรุ่นหลังเพื่อสืบทอดปัญญาต่อๆ ไป...

    หลวงปู่จันทร์เรียนถ่ายทอดคำสอนขององค์หลวงปู่ชอบ
    โดยท่านหัวเราะอย่างใหญ่ ท่านปล่อยเสียงหัวเราะออกมาจนลั่นถ้ำสหายฯ
    เวลาหลวงปู่จันทร์เรียนเล่าเรื่ององค์หลวงปู่ชอบแล้ว
    ดูสีหน้าแววตาท่านฮึกเหิมห้าวหาญดี
    ฟังท่านเล่าแล้วเราพลอยสนุกสนานไปกับท่าน ถึงแม้จะต่างยุคสมัยกันก็ตาม

    พระเณรเถรชีที่อยู่ปฏิบัติกับองค์หลวงปู่ชอบสมัยก่อน
    แต่ละท่านจึงมีความอดทนต่อดินฟ้าอากาศ และความหิวโหยมากเป็นพิเศษ
    เรื่องใดที่องค์หลวงปู่ชอบสั่งห้ามแล้ว พระเณรเถรชีจะต้องถือปฏิบัติกันให้ได้
    หากผู้ใดปฏิบัติตามคำสั่งสอนขององค์ท่านไม่ได้แล้ว
    จะอยู่ปฏิบัติร่วมสำนักกับท่านไม่ได้
    พระเณรสมัยนั้นจึงไม่มีใครกล้าดื้อด้านฝืนคำขององค์ท่าน...

    หลวงปู่จันทร์เรียนท่านว่าปีนั้นอากาศมันหนาวมาก
    แม่ชีที่วัดจึงพากันแอบเอาฟืนที่หลวงปู่ชอบและพระเณรหามาไปก่อไฟผิง
    แม่ชีพากันนั่งผิงไฟคุยกันจนดึกดื่นค่อนคืนจึงแยกย้ายกันกลับที่พัก
    โดยทิ้งท่อนฟืนไหม้ไฟไว้เป็นอนุสรณ์
    การพูดคุยสนทนากันของแม่ชีกลุ่มนี้ในคืนนั้น
    หลวงปู่จันทร์เรียนว่าคงจะมีเรื่องอะไร
    ที่ไปกระทบกับ “ความรู้” ขององค์หลวงปู่ชอบ

    พอรุ่งเช้าก่อนที่องค์ท่านจะออกไปบิณฑบาต
    หลวงปู่ชอบท่านพาหลวงปู่จันทร์เรียนเดินไปดูที่โรงครัววัดป่าสัมมานุสรณ์
    เดินตรงดิ่งมาที่กองไฟข้างโรงครัว
    หลวงปู่ท่านเห็นท่อนฟืนไหม้ไฟทิ้งไว้อย่างเสียประโยชน์
    องค์ท่านถึงกับพูดขึ้นมาว่า...

    “ปาดโธ้ พวกนกกระยางขาวหมู่นี้
    มันคือพากันมักง่ายใช้ของบ่เป็นแท้
    มันบ่คิดเห็นอกเห็นใจพ่อแก่มันบ่
    มันบ่คิดเห็นอกเห็นใจพระเณรเถรเฒ่าบ้างหรือ
    มันบ่ฮู้หรือว่าพ่อแก่ของมันกับพระเณร
    พากันไปลากฟืนจากป่ามาเมื่อยขนาดไหน
    มันพากันเอาฟืนมาสุมไฟคุยกันเล่นจนดึกดื่น
    ทิ้งให้ไหม้ไปโดยไม่เกิดประโยชน์อะไร”

    พอว่าจบหลวงปู่ชอบท่านเดินเข้าไปดุแม่ชีที่โรงครัว
    เล่นเอาแม่ชีโขลกพริกไม่แหลก สับมะละกอไม่เป็นเส้น
    มือสั่นใจสั่นกันทั้งโรงครัว องค์ท่านดุให้แม่ชีอย่างหนัก
    และไล่แม่ชีหนีให้ไปอยู่ที่วัดอื่น
    เล่นเอาแม่ชีกลุ่มนี้คอพับน้ำตาร่วงต่อหน้าองค์ท่าน
    หลังจากหลวงปู่ท่านดุแม่ชีแล้ว
    องค์ท่านก็ออกไปบิณฑบาตในหมู่บ้านโคกมน

    หลังฉันอาหารเสร็จแล้วหลวงปู่ท่านบอกหลวงปู่จันทร์เรียน
    และพระเณรว่า ให้ท่านจันทร์เรียนกับพระเณรทั้งหมด
    เอาบริขารไปเก็บไว้ที่กุฏิแล้วพากันออกมารวมตัวกันที่ศาลา
    เรามอบหมายให้ท่านจันทร์เรียนเป็นหัวหน้า
    พาพระเณรไปรื้อกุฏิแม่ชีออกจากวัดให้หมดทุกหลัง
    อย่าให้หลงเหลือแม้แต่หลังเดียว
    พวกนกกระยางขาวหมู่นี้เราจะไม่ให้อยู่ที่นี่อีกต่อไป
    พวกว่ายากสอนยากแบบนี้เราจะไม่เอาไว้ให้หนักวัดหนักวา

    คำสั่งองค์ท่านดูดุดันเด็ดขาด เล่นเอาพระเณรในวัดงงไปตามกัน
    แต่ไหนแต่ไรก็เห็นแต่องค์ท่านไล่พระเณรเถรชี
    ที่ว่ายากสอนยากให้ออกไปจากสำนักเท่านั้น
    แต่ครั้งนี้หลวงปู่ท่านถึงกับสั่งให้รื้อถอนกุฏิแม่ชีออกไปจากวัดทั้งหมด
    พระเณรได้แต่สงสัยไม่มีใครกล้าที่จะถามถึงเหตุผลจากองค์ท่าน

    เมื่อพระเณรเอาบริขารของตนเองไปเก็บยังที่พักแล้ว
    ต่างองค์ต่างหยิบเอาเครื่องมือในการรื้อถอนมารวมตัวกันที่ศาลา
    หลวงปู่จันทร์เรียนท่านบอกกับหมู่เพื่อนว่า
    พวกท่านไม่ต้องทำหรอก พากันกลับไปกุฏิเดินจงกรมภาวนาซ่ะ
    เรื่องนี้ผมจะเป็นคนทำเองเพียงผู้เดียวเอง

    หมู่เพื่อนถามท่านว่าครูบาจะทำองค์เดียวได้หรือ
    กุฏิแม่ชีมีตั้งหลายหลัง กว่าจะรื้อถอนได้ทั้งหมด
    ก็กินเวลาไปหลายวันถึงจะเสร็จ

    หลวงปู่จันทร์เรียนบอกหมู่คณะว่า ไม่เป็นไรหรอก
    ผมทำองค์เดียววันเดียวก็เสร็จ
    ท่านบอกหมู่เพื่อนให้กลับไปกุฏิเดินจงกรมภาวนาเถอะ
    เรื่องนี้ท่านจะเป็นธุระจัดการเอง
    หมู่เพื่อนจึงพากันแยกย้ายกลับไปยังที่พักของตน

    พอคล้อยหลังที่หมู่เพื่อนกลับไปแล้ว หลวงปู่จันทร์เรียนท่านก็เดินไปยังที่พัก
    ขององค์ท่านหลวงปู่ชอบ ที่ริมฝากฝั่งแม่น้ำสวย
    หลวงปู่จันทร์เรียนเข้าไปกราบเรียนองค์ท่านหลวงปู่ชอบว่า

    ขอโอกาสขอรับพ่อแม่ครูบาอาจารย์
    ข้าน้อยมีเรื่องอยากกราบเรียนครูบาอาจารย์ซักเล็กน้อย
    ข้าน้อยคิดว่าการรื้อถอนกุฏิแม่ชีออกไปทั้งหมดนั้นมันเป็นเรื่องไม่ยากหรอก
    ใช้เวลาวันเดียวก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อเป็นการตัดปัญหาทั้งหมด
    ข้าน้อยว่าไม่ต้องรื้อมันหรอกกุฏิแม่ชี เอาไฟเผามันทิ้งทุกหลังไปเลยขอรับ
    เอาไฟเผาทิ้งทั้งหมดไม่ต้องให้มันเหลือซากเหลือตอ
    พอที่จะเอากลับมาสร้างใหม่ได้อีก

    สิ้นคำพูดของหลวงปู่จันทร์เรียน
    องค์ท่านหลวงปู่ชอบถึงกับอุทานขึ้นมาว่า

    “บ๊ะ...ท่านเรียนนี่ ท่านจะเอาไฟไปเผากุฏิทิ้งแบบนี้ได้ยังไง
    นี่มันเป็นของสงฆ์นะ ถ้าท่านทำแบบนั้น
    มันจะเป็นการกระทำผิดต่อพระธรรมวินัยนะ
    ท่านเรียนนี่เว้าไปทั่วทีปทั่วแดน (ท่านเรียนนี่ก็พูดไปเรื่อยเปื่อย)
    เราบอกให้ท่านไปรื้อบ้านแม่ขาว
    เราไม่ได้บอกให้ท่านไปเผาบ้านแม่ขาวซ่ะหน่อย
    ท่านไม่เข้าใจในคำพูดของเราหรือ”

    หลวงปู่จันทร์เรียนท่านก็ว่า

    “อ้าว...ในเมื่อพ่อแม่ครูอาจารย์ไม่ต้องการให้แม่ขาวอยู่ที่นี่แล้ว
    ก็เผามันทิ้งเลยสิ รื้อออกไปมันก็ยังเหลือไม้เก่าอยู่เหมือนเดิม
    เวลาที่พ่อแม่ครูอาจารย์ไม่อยู่วัดไปเที่ยววิเวกที่อื่น
    พวกนี้เขาก็จะแอบเอาไม้เก่ามาสร้างกุฏิขึ้นมาใหม่อีก
    มันก็จะวนเวียนกลับไปกลับมาอยู่อย่างนี้อีกเหมือนเดิม
    ผมว่าไม่ต้องรื้อมันหรอก เผามันทิ้งทั้งหมดโลด
    เพื่อตัดปัญหาที่เขาจะเอาไม้เก่ากลับมาสร้างกุฏิใหม่อีก”

    หลวงปู่ชอบท่านว่า

    “อ้าว...ถ้าหากวันข้างหน้ามีผู้มาขออาศัยใบบุญของวัดนี้ล่ะ
    เราจะไปหาไม้ที่ไหนมาสร้างกุฏิให้เขาอยู่ล่ะ
    ท่านเรียนนี่ก็ว่าไปเรื่อย เอะอะมะเทิ่งมาก็จะเผาทิ้งๆ อย่างเดียว
    อย่างนี้มันไม่ถูกธรรมวินัยนะ”

    หลวงปู่จันทร์เรียน

    “ถ้าท่านอาจารย์ยังจะให้โอกาสคนอื่นเข้ามาพักอยู่ที่วัดนี้อีก
    ข้าน้อยว่าบ่ต้องรื้อถอนมันออกไปหรอก มันเหนื่อยเสียเปล่า
    รื้อออกแล้วยังจะเอากลับมาสร้างใหม่อีก
    แบบนี้หมู่คณะเขาก็จะเหนื่อยเสียเปล่าๆ”

    องค์ท่านหลวงปู่ชอบนิ่งฟังเหตุผลของหลวงปู่จันทร์เรียน
    หลวงปู่จันทร์เรียนท่านว่าสักพักหลวงปู่ชอบท่านก็ยิ้มขึ้นมา
    หลวงปู่ท่านบอกหลวงปู่จันทร์เรียนว่า
    ถ้าอย่างนั้นท่านเรียนกลับไปบอกหมู่คณะว่า
    ไม่ต้องรื้อถอนกุฏิแม่ขาวแล้ว ให้พากันกลับไปเดินจงกรม
    ภาวนาทำความพากความเพียรของใครของมัน

    หลวงปู่จันทร์เรียนบอกเรื่องนี้
    พ่อแม่ครูบาอาจารย์ไม่ต้องบอกหมู่คณะให้ยากหรอกขอรับ
    ข้าน้อยบอกหมู่คณะแล้ว ข้าน้อยบอกหมู่เพื่อน
    ก่อนที่จะเข้ามากราบเรียนพ่อแม่ครูบาอาจารย์ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว
    องค์ท่านหลวงปู่ชอบก็ยิ้มไม่ว่าอะไรให้หลวงปู่จันทร์เรียน
    หลวงปู่ท่านได้แต่หัวเราะหึๆ ในลำคอ
    หลวงปู่จันทร์เรียนจึงกราบลาองค์ท่านหลวงปู่ชอบ
    กลับไปทำความเพียรของตนเอง

    หลวงปู่จันทร์เรียนท่านว่า ต่อมาแม่ชีกลุ่มนี้
    ได้พากันเข้าไปกราบขอขมาต่อองค์ท่านหลวงปู่ชอบ
    ในเรื่องที่พวกตนได้ล่วงละเมิดคำสั่งขององค์ท่าน
    เพราะความเห็นแก่ตัวของตนเอง
    หลวงปู่ท่านภาคทัณฑ์เรื่องนี้เอาไว้
    และอนุญาตให้แม่ชีอยู่ปฏิบัติกับท่านที่วัดต่อไป

    หลวงปู่จันทร์เรียนปฏิภาณไหวพริบของท่านเฉียบแหลมว่องไว
    หากเป็นผู้เขียน (อดีตครูบากล้วย - พระวีระศักดิ์ ธีรภัทโท) แล้ว
    ถ้าหลวงปู่ชอบท่านสั่งให้ไปรื้อกุฏิเช่นนี้ เราก็ต้องไปรื้อถอนตามคำสั่งขององค์ท่านแล้ว
    เพราะเราเป็นพระซื่อ (บื้อ) พลิกไหวสถานการณ์ไม่เป็นอย่างหลวงปู่จันทร์เรียน

    หลวงปู่จันทร์เรียนท่านเป็นพระที่มีปัญญาหลักแหลมเฉียบไว
    ซึ่งเป็นบุคลิกลักษณะส่วนตัวของท่านโดยเฉพาะ
    *********************************
    ขอบพระคุณที่มา :-
    http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?t=48722
     
  3. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,904
    ค่าพลัง:
    +33,606
    นอกจากเรื่องปัญญาที่ว่าแล้ว
    เรื่องสัมผัสภายในก็
    ไม่ใช่ธรรมดาๆนะครับ
    เรียกว่า สุดยอดทั้ง ๒ เรื่องหละครับ
    ปล.ความเห็นส่วนตัวนะครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...