หลวงปู่เจี๊ยะ...พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง

ในห้อง 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' ตั้งกระทู้โดย HONGTAY, 6 ตุลาคม 2013.

  1. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    [​IMG]

    จาก หนังสือ ประวัติ พระครูสุทธิธรรมรังษี หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง

    วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อำเภอสามโคก จังหวัดประทุมธานี

    ที่ระลึกเนื่องในงานพิธีพระราชทานเพลิงศพ

    ความนำ

    สิ่งที่ควรเข้าใจก่อนอ่าน


    หนังสือ “หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง (ฉบับสมบูรณ์)” ที่จัดทำขึ้นเนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพนี้ เค้าโครงมาจากต้นฉบับเดิมที่เคยจัดพิมพ์ในวาระฉลองวันเกิดครบรอบ ๘๖ ปีและยกยอดภูริทัตตเจดีย์เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ฉบับเดิมนั้นถือว่าเป็นต้นแบบที่สมบูรณ์เพราะองค์หลวงปู่ท่านได้เมตตาให้สัมภาษณ์จนสำเร็จมาเป็นรูปเล่ม แล้วได้นำเข้าไปกราบถวาย ท่านแสดงความเมตตาและยินดีเป็นที่ยิ่ง ถึงขนาดที่ว่า ท่านเซ็นรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรและปิดทองในหนังสือเล่มแรกให้ด้วย การจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงจึงไม่สมควร

    แต่เนื่องด้วยในงานพระราชทานเพลิงศพ ซึ่งเป็นวาระสุดท้ายที่พิเศษจริง ๆ ทางคณะศิษย์จึงประชุมหารือ ณ วัดป่าภูริทัตตปฏิปทารามในวันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๗ เรื่องหนังสือที่จะแจกในงาน ในที่สุดจึงมีมติให้ย่อจากต้นฉบับเดิมและเพิ่มช่วงวาระสุดท้ายขององค์หลวงปู่ให้สมบูรณ์ขึ้น พร้อมทั้งมีมติให้จัดทำวีซีดี สารคดีของหลวงปู่เพิ่มอีก ๑ ชุดหนังสือและวีซีดีสารคดีนั้น คือ การรวมคำสอน ชีวิต ปฏิปทาและธรรมปฏิบัติของหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ที่เป็นทั้งศาสนา ปรัชญา และวิธีการครองชีวิตในเพศพรหมจรรย์ที่ท้าทายด้วยธรรมภายในอีกแบบหนึ่ง

    ในหนังสือและสารคดีนี้มุ่งแสดงแต่ในขอบเขตที่ว่าหลวงปู่เจี๊ยะสอนว่าอย่างไร มีเนื้อหาอย่างไร ผลของการปฏิบัติแบบเอาชีวิตเข้าแลกปรากฏผลเช่นไร

    ในเรื่องนี้เห็นว่ามีองค์ประกอบอีกอย่างหนึ่งที่ควรนำมาเป็นเรื่องวินิจฉัยด้วยคือความเป็นไปแห่งชีวิต และปฎิปทาของหลวงปู่เจี๊ยะ ซึ่งเป็นแหสิ่งที่มาแห่งคำสอน บุคลิกและสิ่งที่ท่านสอนศิษย์ให้กระทำ เพราะนั่นเป็นเครื่องช่วยบ่งบอกความประสงค์ที่แท้จริงของท่านได้ดีกว่าคำสอนที่เป็นพระธรรมเทศนาหรืออย่างน้อยก็เป็นเครื่องประกอบความเข้าใจให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

    จากหลักฐานต่าง ๆ อันเป็นที่มาของประวัติท่าน ตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงที่สุด การสั่งสอนของท่านมุ่งผลในทางปฏิบัติ ให้ทุกคนจัดการกับชีวิตที่เป็นอยู่จริง ๆ ในโลกที่วุ่นวายนี้ได้ถูกต้อง โดยการไม่ต้องกังวลแยแสในกระแสโลกยุคใหม่อะไรมากเกินไปนัก ด้วยการเริ่มต้นทำตั้งแต่บัดนี้ และจงทำชีวิตแบบที่ตนต้องการนั้นให้เกิดเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาแน่นอนในชีวิตปัจจุบันนี้ทีเดียว จนถึงขั้นมั่นใจในตัวเองโดยไม่ต้องกังวลห่วงใยโลกในภพหน้านั้นเลย

    โดยหลักธรรมชาติแล้วทุกคนมีสิทธิและโอกาสที่จะเข้าถึงพระธรรมคำสอนเท่าเทียมกัน แม้ว่าความสามารถของคนจะต่างกัน แต่ความสามารถนั้นก็สามารถที่จะปรับเปลี่ยนเพิ่มพูนสร้างให้ไพบูลย์ขึ้นได้ ตามวันเวลาและโอกาสที่มีอย่างดีที่สุด ดังที่หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโทท่านทำเป็นแบบอย่างให้ดูแล้วนั้น

    หนังสือ “หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง (ฉบับสมบูรณ์)” แสดงถึงผลสำเร็จที่แท้จริงในทางธรรม ที่พระสงฆ์สาวกรูปหนึ่งได้พยายามปฏฺบัติ ตามคำสอนของบรมครูคือ พระศาสดาและครูบาจารย์คือท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ด้วยความจงรักภักดี กตัญญูกตเวทีโดยตระหนักในภาระหน้าที่รับผิดชอบของตน ที่จะต้องทุ่มกายเทใจขวนขวายพากเพียรเพื่อจุดหมายอันสูงสุดในทางธรรม เมื่อถึงจุดหมายแล้วจึงสมกับพุทธเจตนารมณ์ของพระบรมศาสดาที่ทรงแสดงไว้ว่า

    “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงจาริกไป เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์ทั้งหลาย”

    พระมหาเถระผู้ทรงคุณธรรม เป็นรัตตัญญู มีความรู้ภายในเชี่ยวชาญ แกล้วกล้าอาจหาญบรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะเช่นนี้ จะไม่มีให้เห็นได้โดยง่ายอีกแล้ว

    ปฏิปทาอันโลดโผน ทะลุทะลวง สมถะ สันโดษ ยินดีตามมาตามได้สมเพศสมณะ เป็นลักษณะพิเศษโดยเฉพาะอันเป็นอุปนิสัยเอกอุแต่บุพเพชาติ นับว่าเป็นมงคลอันสูงสุดและเป็นบุญวาสนาของผู้ที่ได้พบเห็นกราบไหว้พระสุปฏิปันโนดังเช่นในครั้งพุทธกาล ทำให้เกิดศรัทธาเชื่อมั่นเต็มหัวใจดังพุทธพจน์ที่ว่า “ตราบใดที่ยังมีบุคคลผู้ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง ประพฤติตามธรรมอยู่ โลกจะไม่พึงว่างจากพระอรหันต์”

    อนึ่งเมื่อมองหนังสือเล่มนี้หมดตลอดทั้งเล่ม จะเห็นภาพรวมเป็นอย่างเดียวกัน แต่ถ้าแบ่งจะแบ่งได้เป็น ๒ ภาค

    ภาค ๑ แสดงเรื่อง ชีวิต ปฏิปทา ธรรมปฏิบัติในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่

    ภาค ๒ แสดงเรื่องโดยมีนัยต่าง ๆ กัน หลังจากท่านละสังขารแล้ว โดยแสดงถึงพระคุณของท่านที่มีต่อเราและต่อโลก ฯลฯ

    แต่โดยที่สุดแล้ว ก็เพื่อให้สาธุชนทั้งหลายได้หลักฐานค้นหาหนทางเพื่อพบสัจธรรม โดยเอาท่านเป็นแบบอย่างสร้างกำลังใจในการดำเนินชีวิตเพื่อถึงที่สุดแห่งทุกข์ดังเช่นพระพุทธเจ้าพระอริยสงฆ์สาวกและหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ได้ดำเนินถึงที่สุดคืออุดมธรรมแล้วฯ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 ตุลาคม 2013
  2. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    [​IMG]


    ในวงศ์พระกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต หลวงปู่เจี๊ยะจะเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี เป็นที่ยอมรับเรื่องธรรมภายใน กิริยาภายนอกที่สบาย ๆ ของท่านนั้นทำให้เป็นเหมือนม่านบังปัญญา บังตาเนื้อของชาวโลกที่นิยมชื่นชมด้านวัตถุชอบมองแต่สิ่งสวยงามภายนอก แต่ไม่เคยหันกลับมาย้อนดูภายในใจตน จึงมองท่านไม่ออก บอกไม่ถูก ผู้ไม่เท่าถึงในสิ่งที่มี ที่เป็น ที่ปรากฏภายในจิต เพราะธรรมชาติของจิตที่บริสุทธิ์ไม่มีอาการลวงเหมือนอาการทางกายวาจา

    ศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นทั้งหลายมี หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงตามหาบัว ญาณสมปนฺโน ครูบาอาจารย์ที่เป็นดั่งอาจารย์ของท่านและคุ้นเคยเป็นอย่างดีนี้ เมื่อทราบว่าหลวงปู่เจี๊ยะอยู่ที่ใด มักจะแวะเยี่ยมและสนทนาธรรมอยู่เสมอ มิได้ขาด เสมือนอย่างว่าสายใยแห่งธรรมชักนำให้ดึงดูดต่อกันมิรู้ลืม

    ท่านเป็นประเภทตรงไปตรงมา การพูดการจาจึงเป็นดั่งโบราณท่านว่า “น้ำร้อนปลาเป็น น้ำเย็นปลาตาย” คือคำสอนของท่านเผ็ดร้อน เป็นความจริงมันอาจจะไม่ถูกใจเรา ท่านไม่พูดเอาใจเรา แต่คำสอนนั้นเมื่อนำมาประพฤติปฏิบัติ ก็เกิดผลดีกับชีวิตจิตใจเราได้จริงๆ คำสอนประเภทนี้อาจไม่ถูกใจคนบางคนที่นิยมการยกยอปอปั้น แต่เป็นคำสอนประเภททะลุทะลวงเพื่อเข้าสู่ความจริง

    น้ำร้อน คือคำพูดที่เผ็ดร้อนจริงๆ จังๆ ปลาเป็น คือทำให้คนธรรมดากลายเป็นคนดีขึ้นมาได้ การพูดการสอนแบบนี้เรียกว่า “น้ำร้อนปลาเป็น”

    นัยทางตรงกันข้าม คำสอนประเภท น้ำเย็นปลาตาย พูดจาไพเราะเพราะพริ้งคุณโยมอย่างนั้นอย่างนี้ ยกยอเอาเสียจนคนมาปฏิบัติธรรมไม่รู้ความผิดของตนพูดจาเอาอกเอาใจ โดยไม่มุ่งสอนตามความเป็นจริง ทำให้คนที่เข้ามาแสวงหาความดีกลับกลายเป็นคนเสียคนไปโดยไม่รู้ตัว ถ้าเป็นธรรมะ ก็คือธรรมะเอาอกเอาใจ เอาอกเอาใจเขาเพื่อทำให้เขาศรัทธาในตัวเอง เขาพอใจเขาก็ศรัทธา เขาไม่พอใจเขาก็ไม่ศรัทธา การพูดการสอนแบบนี้ มุ่งเน้นให้คนมาชอบศรัทธาในตนมากกว่าสอนเขาให้เข้าใจในพระสัทธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    น้ำเย็น ก็คือคำพูดที่ฟังแล้วชุ่มฉ่ำเย็นใจสำหรับมนุษย์ที่ชอบความนิ่มนวลอ่อนหวาน แต่แฝงไปด้วยพิษร้าย เพราะไม่ใช่คำจริงเพื่อถึงความจริง คำพูดฟังดูดีแต่ทำตามแล้วกลับมีผลเสียตามมาทีหลัง

    ปลาตาย คือเป็นคนตายทั้งๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ เรียกว่า ตายทั้งเป็น ผู้สอนก็ตายจากคุณงามความดี ผู้ฟังก็ตายจากการได้รับสัจจะความจริงแห่งพระสัทธรรมการพูดการสอนแบบนี้เรียกว่า “น้ำเย็นปลาตาย”

    การเขียน-ทำประวัติของท่าน จึงมีแนวโน้มนำเสนอแบบตรงไปตรงมาเหมือนอุปนิสัยขององค์ท่านเอง คณะผู้จัดทำเดินทางไปถึงวัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี วันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๔๓ เมื่อกราบนมัสการและกราบขอให้ท่านเล่าประวัติขององค์ท่านเองให้พวกเราฟัง หลวงปู่เจี๊ยะท่านกำลังนอนขาพาดเก้าอี้หวายอยู่หน้ากุฏิ อันเป็นที่พำนักจำพรรษามานานตั้งแต่ขณะที่ท่านยังแข้งขาดีอยู่ จนถึงเวลานี้ที่ธาตุขันธ์ทรุดโทรมไปมากแล้ว นั่งนานๆ ก็ไม่ได้ ความจำก็หลงลืมไปบ้าง แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรคเพื่อที่จะเข้าถึงความจริงแห่งชีวิต แต่ท่านเองกลับแสดงกิริยาท่าทางสอนเราว่า นี่แหละเป็นธรรมะที่เราทุกคนควรจะนำไปพินิจพิจารณาเพื่อสอนตน

    เมื่อได้กราบเรียนวัตถุประสงค์พวกเราให้ท่านทราบแล้ว ท่านแสดงความเมตตาที่จะให้พวกเราจัดทำประวัติ เพื่อพุทธศาสนิกชนรุ่นหลังจะได้ระลึกตาม อันเป็นแบบอย่างแห่งชีวิต และเป็นอีกแง่มุมหนึ่งซึ่งต่างออกไปจากครูบาอาจารย์ทั้งหลายซึ่งทรงคุณค่าและเป็นคติธรรมอันดีงามได้เช่นเดียวกัน
     
  3. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    สมญานาม “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง”

    [​IMG]

    “หลวงปู่เจ้าคะ” อุบาสิกาคนหนึ่งกราบเรียนถามขึ้น พร้อมๆกับพนมมือขึ้นเหนือเศียรเกล้า เพื่อขอโอกาสเรียนถาม “หลวงตามหาบัวฯ พูดที่สวนแสงธรรมชมหลวงปู่มากว่าเป็นผ้าขี้ริ้วห่อทอง เป็นเหมือนพระทองคำถูกปูนโบกไว้ด้วยปูน แต่เวลานี้หลวงตาท่านกำลังกะเทาะปูนออก ให้คนทั้งหลายได้เห็นพระทองคำที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน อันมีค่าเหลือประมาณไม่ได้ เมื่อใดที่คนเขาไม่รู้ว่าเป็นพระทองคำ พระนั้นก็เหมือนพระปูนธรรมดา แต่เมื่อใดที่คนทั้งหลายมาทราบว่า ภายนอกเป็นปูนแต่ภายในเต็มไปด้วยทองคำ ทองคำเช่นนั้นย่อมจะเป็นประโยชน์มหาศาล เป็นสมบัติอันล้ำค่า ตอนนี้หลวงตาท่านบอกว่า กำลังกะเทาะปูนออกให้คนดู หลวงปู่รู้บ้างหรือเปล่าที่หลวงตาท่านชื่นชม และหลวงปู่มีความคิดเห็นว่าอย่างไร?”

    “ครูบาอาจารย์ท่านชมก็นับว่าเป็นสิริมงคลดี” หลวงปู่กล่าวขึ้นพร้อมๆ กับยกกระโถนขึ้นมาบ้วนน้ำลาย แล้วกล่าวต่อไปว่า “อย่าว่าแต่ชมเลย แม้ท่านติก็นับว่าเป็นสิริมงคลดี เพราะทั้งการชมการตำหนิ ล้วนเป็นไปด้วยเหตุผลอันประกอบด้วยธรรมทั้งนั้น”

    คำพุดที่อาจารย์มหาบัวเรียกเราว่า “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง” นั้น จริงๆแล้วท่านพระอาจารย์มั่นเป็นผู้ที่เรียกองค์แรก สงสัยท่านไปได้ยินท่านพระอาจารย์มั่นเรียกจึงเรียกตาม หรือบางทีท่านอาจจะเรียกขึ้นเองด้วยความเมตตา การพูดทั้งนี้ทั้งนั้นท่านอาจารย์มหาบัว ท่านไม่ได้มาพูดกับเรา แต่ท่านนำเรื่องของเราไปพูดถึง ตามปกติท่านก็เมตตาเรามากอยู่ พระลูกศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่นที่เป็นกัลยาณมิตรที่สนิทชิดเชื้อมากคือ พระอาจารย์ฝั้น, หลวงปู่ขาว, ท่านอาจารย์มหาบัว, หลวงปู่ชอบ, หลวงปู่หลุย ฯลฯ

    ท่านอาจารย์มหา(บัว) ท่านชมว่าเหมือนผ้าขี้ริ้วห่อทอง ท่านพูดให้โยมฟัง ท่านไม่ได้พูดกับอาตมา แสดงว่าท่านต้องการสอนพวกโยมนั่นแหละ ชีวิตคนบนโลกนี้มันก็เป็นเหมือนผ้าขี้ริ้ว เป็นเหมือนถังขยะทั้งนั้นแหละโยม บรรจุเอาแต่สิ่งที่สกปรกโสโครก นินทา-สรรเสริญ สุข-ทุกข์ ทรัพย์-สมบัติ ลาภ-ยศ ตลอดจน เกียรติยศ-เกียรติภูมิ ที่พวกเราทั้งหลายแบกหามหวงแหนกันอยู่นี่ สิ่งเหล่านี้ภาษาธรรมท่านเรียกว่า “ผ้าขี้ริ้วหรือถังขยะ หรือก้อนเขฬะน้ำลายที่พระพุทธเจ้าทรงบ้วนทิ้ง” เอาสาระคุณกับมันมากนักไม่ได้ เพราะเป็นเพียงส่วนเกินหาใช่ส่วนจริงไม่ เพียงแต่เราพิจารณาเห็นตามความเป็นจริง ไม่ประมาท มีสติอยู่ทุกเมื่อ ย้อนพิจารณาเข้ามาในตนด้วยความเป็นธรรม เราก็จะทราบไม่หลงไม่เสียใจ เมื่อหันกลับมามองดูตัวและดูใจเราเองแล้ว ถ้าเราเกิดมาเป็นมนุษย์ไม่หลงตัวลืมตน ไม่เพลิดเพลินกับสิ่งชั่วเสียหาย หาอุบายพากันมาสร้างคุณงามความดี ปลีกตัวอย่ามั่วสุมจนหลงลืม พยายามสร้างความดีให้ความดีผุดโผล่ขึ้นมาในใจ เหมือนดอกบัวที่มันจมอยู่ในโคลนตม น้ำโคลนเหลวๆ ที่คนว่าสกปรกนั่นแหละเป็นปุ๋ยได้อย่างดี ทำให้ดอกบัวงดงาม กิ่งก้านใบชูชันขึ้นมาได้ ตรงกันข้ามถ้าน้ำนั้นสะอาดเหมือนน้ำดื่ม แม้โคลนตมก็ไม่มี ดอกบัวคงเกิดไม่ได้มีแต่ตายอย่างเดียว ธรรมชาติของชีวิตที่เวียนว่ายอยู่ในวัฏวนที่แท้จริงมันก็เป็นเช่นนั้น ถ้าเราฝ่าอันตรายคือ ความหมักหมมโง่หลง ก็จะเห็นความบริสุทธิ์สว่าง เพราะเบื้องต้นแห่งจิตชีวิตกรรมวิบากของแต่ละบุคคลมันเป็นเช่นนั้นนะ ชีวิตที่ดีเลิศประเสริฐศรีจนมองไม่เห็นความจริงแท้อะไรก็เช่นเดียวกัน มักเป็นผู้โง่เขลาในเรื่องชีวิต

    พระพุทธองค์ก็เช่นเดียวกัน ถ้าพระองค์ไม่เห็นแก่นแท้ของชีวิตพระองค์ก็จะไม่ทรงตัดสินพระทัยอย่างมั่นแม่นเพื่อการบรรพชา แต่พระองค์ทรงพิจารณาเห็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย มนุษย์ยังชื่นชมว่าดี ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้ไม่มีคุณค่าราคาอะไรเลย ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย มันเป็นเพียงของทิ้ง เป็นเพียงผ้าขี้ริ้วผืนหนึ่งที่ใช้แล้วจำต้องทิ้ง ใครที่ทะนุถนอมสิ่งของที่ต้องทิ้ง ต้องบูดเน่า คนนั้นก็นับได้ว่าเป็นคนบ้าและโคตรโง่เลยทีเดียว แต่ที่พระองค์จะมีจิตเบื่อหน่ายในสิ่งเหล่านี้ ก็เป็นเพราะพระบารมีญาณ ที่พระองค์สั่งสมมาหลายแสนชาติ มาเตือน ทำให้อินทรีย์แก่กล้า จึงทำให้พระองค์สละได้ง่าย การที่พระองค์สละทุกอย่าง มิใช่สละได้ในวันนั้นเพียงวันเดียว แต่พระองค์บำเพ็ญเพื่อสัมมาสัมโพธิญาณมาตั้งนานแล้ว

    ชีวิตนี้เป็นประดุจผ้าขี้ริ้ว เป็นเหมือนถังขยะที่คอยเก็บอานิสงส์ของกรรมดีชั่ว แล้วก็ให้ผลแก่เราเป็นผู้เสวย ถ้าเรานำชีวิตที่เราพิจารณาเห็นด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว น้อมพิจารณาให้เกิดธรรมะขึ้นภายในใจ ธรรมที่เกิดขึ้นภายในใจนั่นแหละจะเป็นเหมือนผ้าขี้ริ้วห่อทองขึ้นมาทันที เพราะร่างกายของคนนี้ไม่มีค่า มันมีค่าอยู่ที่หัวใจที่มีธรรม รูปธรรมทุกๆ อย่างจึงเป็นผ้าขี้ริ้ว นามธรรมคือหัวใจ ที่ฝึกปฏิบัติ จนได้เห็นธรรมตามความสามารถ นั่นแหละเป็นทอง คือธรรมสมบัติอันล้นค่า ปรากฏเด่นขึ้นมาเป็นสักขีพยาน

    แต่ถ้าพวกเราไม่สนใจในการฝึกจิตรักษาใจ สร้างคุณงามความดีแล้วละก็ คนประเภทนี้ก็อาจเรียกได้ว่า “ผ้าขี้ริ้วห่อก้อนขี้หมา” เพราะเกิดมาเป็นมนุษย์ไม่รู้จักคุณค่าของคนแล้วยังไม่พอ ยังกลับไม่รูจักค่าของคุณงามความดีด้วย คือการปฏิเสธความดี แต่จิตนี้มั่งมีไปด้วยความชั่วเสีย เกิดเป็นคนแต่ใจไพล่ไปในทางเปรตผี รูปร่างแบ่งแยกมนุษย์ให้รู้ว่าสวยขี้เหร่อย่างใด ใจก็แบ่งแยกมนุษย์เรื่องดี-ชั่ว สะอาด-สกปรก ได้อย่างนั้นเหมือนกัน

    เกิดเป็นคนเหมือนกันแต่ใจมันไม่เหมือนกัน ใจนี่แหละทำให้คนต่างกัน ไม่ใช่ร่างกาย ทรัพย์สมบัติเงินทองของนอกกาย

    พระพุทธเจ้าท่านก็เป็นมนุษย์เหมือนพวกเรา แต่พระทัยของพระองค์เป็นโลกวิทู รู้แจ้งโลก ที่ต่างจากมนุษย์ทั่วไปก็คือพระทัยของพระองค์ที่บริสุทธิ์นั่นแหละ พระอรหันต์ทั้งหลายก็เหมือนกัน ท่านก็เป็นคนเหมือนพวกเรา แต่ท่านไม่เหมือนพวกเราในเรื่องหัวใจที่ใสบริสุทธิ์ คือเป็นคนเหมือนกันแต่หัวใจมันต่างกัน ท่านผู้ประเสริฐมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นเหล่านี้ ท่านเป็นผู้ฝึกตนมาดี เก็บเกี่ยวเอาทุกๆ เรื่องมาสอนตน ในที่สุดท่านก็กลายเป็นผู้ประเสริฐขึ้นมาได้ท่ามกลางโลกที่โสมม

    เมื่อองค์หลวงปู่พูดจบลงท่านก็ยิ้มน้อยๆ ทำให้พวกเราอัศจรรย์ใจในวาทะวาทีขององค์ท่านที่คมคาย ทำให้นึกขึ้นมาได้ในใจว่า พระทองคำที่องค์หลวงตากำลังกะเทาะออกให้คนได้ดูชมนั้น ช่างเป็นความจริงเสียเหลือเกิน ทำให้อยากค้นหาในสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาที่สถิตย์อยู่ภายในใจองค์ท่านเป็นอย่างยิ่ง เพราะองค์ท่านก็คือ เพชรน้ำหนึ่งของพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดประกายแสงสว่างย่อมปรากฏให้ผู้คนที่ต้องการทราบความจริงแห่งชีวิตได้พบเห็นและค้นคว้า
     
  4. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    แผ่นดินเกิด

    [​IMG]


    “ก่อนจะบวชหลวงปู่ทำอะไรมาบ้างครับ ขอหลวงปู่โปรดเมตตาเล่าประวัติให้ฟังด้วยครับ”

    “ถ้าจะย้อนอดีต มันนานมาแล้ว เราก็จำได้ไม่มากนัก” หลวงปู่เอ่ยขึ้นในขณะที่เอนหลังลงบนม้านอนหวายยาว ๆ ด้านหน้ากุฏิ ท่าทางท่านกำลังนึกคิดจนคิ้วขมวดแล้วท่านก็นั่งอยู่พักใหญ่ ๆ

    “การจดการจำชีวิตคนเรามิใช่ว่าเราจะจำได้หมด ยิ่งตอนนี้แก่แล้ว มันก็จำไม่ค่อยได้ ประวัติจะเอาไปทำไมนะ?” ท่านถามย้ำ

    “พวกเกล้ากระผมคิดว่า เวลานี้ครูบาอาจารย์ก็เหลืออยู่น้อย พระลูกศิษย์หลวง(ู่มั่นแต่ละองค์ก็ล้วนมีความสำคัญ หลวงปู่เองก็เป็นหนึ่งในนั้น และเป็นหนึ่งในไม่กี่องค์ที่ได้เดินธุดงค์ติดตามหลวงปู่มั่น ปฏิปทาแต่ละองค์ก็ต่างๆ กันออกไป การนำปฏิปทาชีวประวัติแต่ละท่านมาศึกษา จะเป็นประโยชน์อันใหญ่ยิ่ง ถ้าไม่จดจารึกขีดเขียนไว้ก็จะสูญหายไปตามกาลเวลา ยิ่งคำว่า “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง” ในพระกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นก็จะมีแต่เพียงคำพูด แต่ไม่มีรายละเอียดให้ศึกษาว่าคำว่า “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง” เป็นอย่างไร?”

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลวงปู่เป็นสหธรรมิกของหลวงตามหาบัว ซึ่งเป็นพระที่คนทั้งประเทศและต่างชาตินับถือ อีกทั้งเป็นองค์ประมุขประธานของโครงการช่วยชาติที่คนไทยทั้งชาติให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับองค์หลวงตามหาบัว ท่านได้ทำประโยชน์อันยิ่งใหญ่ไว้กับพระพุทธศาสนา ดำรงหลักธรรมหลักวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเฉพาะหลักธรรมตามธรรมชาติอันเป็นลักษณะโดดเด่นของพระป่า ยิ่งองค์หลวงปู่ด้วยแล้ว องค์หลวงตาได้ชมเชยและให้ฉายานามว่า “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง” เพื่อยืนยันคำนั้น พวกเกล้าฯ จึงขันอาสามาพิสูจน์เพื่อจะได้รู้เห็นตามความเป็นจริง เท่าที่ปัญญาน้อยนี้จะทราบได้ และเพื่อนำไปเผยแพร่ให้ศิษยานุศิษย์และชาวพุทธได้ศึกษาและปฏิบัติสืบต่อไป
     
  5. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    โยมพ่อมาจากประเทศจีน

    [​IMG]


    “เออ...ถ้าอย่างนั้นเราก็จะเล่าให้ฟัง อัดเทปหรือยัง?” องค์ท่านถามขึ้น พร้อมกับบ้วนน้ำลายใส่กระโถนเสียงดังปิ๊ดๆ แล้วก็ขากถุยๆ

    “อัดแล้วครับปู่ ตั้งกล้องวิดีโอถ่ายด้วยนะครับ คนเขาจะได้ตำหนิไม่ได้ว่าเกล้าฯ นั่งเทียนเขียน”

    “เออ...อย่างนั้นก็ดีเหมือนกัน” พูดเสร็จแล้วท่านก็ฉันน้ำชา ฉันน้ำ เช็ดปากมาดลูกคอหน่อย ๆ เสียงดังแอ้ม ๆ

    “เริ่มแรกทีเดียว พ่อกับน้องชายที่บ้านติดกัน พากันมาจากประเทศจีน มาแสวงหาชีวิตและสิ่งที่ดีกว่าที่เมืองไทย การเดินทางก็ไม่มีสมบัติอะไรติดตัวมา มีแต่เสื้อผ้าและน้า (ตะกร้าไม้ไผ่สานของจีน) สำหรับใส่เสื้อผ้า ใช้ไม้คานหาบคอนมาขึ้นเรือ ภาษาจีนเรียก “น้า” ลักษณะมันคล้ายๆ ชะลอมคนสมัยก่อนเวลาจะเดินทางไปไหนมาไหน หรือเวลาไปเรี่ยไรเงินสังกะจาด เขาจะถือไป เพื่อเอาไปใส่สิ่งของอะไรๆ

    สมัยก่อนไปไหนต้องเดินด้วยเท้าทั้งนั้น ไม่มีรถยนต์ พ่อเป็นคนแข็งแรง เดินจากหนองบัวไปเก็บค่าเช่านาที่สี่เจียมเทียน ระยะทางหลายสิบกิโลยังเดินไป เดินไปถึงแล้วเสร็จธุระก็ต้องเดินกลับเพราะจากหนองบัวมาพริ้ว ๕ กม. จากพริ้วไปถึงดงชิงคงอีกราว ๆ ๑๐ กม. จากอีมุยไปสี่เจียมเทียนอีกสิบกว่ากิโล พ่อเป็นคนหมั่นขยันมาก
     
  6. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    สาเหตุที่ชื่อ “เจี๊ยะ”

    [​IMG]


    “เดิมจริง ๆ เขาเรียกกันว่า ‘โอวเจี้ยะ’ แปลว่าหินดำ เพราะเรามีปานดำที่แผ่นหลัง แต่มาภายหลังเรียกสั้นๆ ว่า เจี๊ยะ นี่...ปานนี้อยู่ข้างหลังนี่ อันนี้ถ่ายรูปไว้ด้วย เดี๋ยวคนเขาไม่เชื่อหาว่าเราโกหก” พูดเสร็จแล้วท่านก็หัวเราะเสียงดังๆ แล้วก็หันหลังเปิดอังสะให้ถ่ายรูป

    “ปานดำที่แผ่นหลังนี่มันดีนักหนา คนสงขลามาเห็นเข้าตอนที่ไปธุดงค์ทางภาคใต้ มันถึงกับพูดว่า

    โอ๊ย..! ท่านอาจารย์มีของดีโว้ย

    มันดีอะไร เราถามมัน

    ก็ที่แผ่นหลังท่านอาจารย์ไง ปานดำเต็มแผ่นหลังมันหายากนะ

    พอพูดเสร็จเขาก็ขอดูด้วยความชอบอกชอบใจ”

    จริง ๆ แล้ว คำว่า “โอวเจี้ยะ” มีความหมายในทางธรรมอีกอย่างหนึ่ง คนที่มีปานประเภทนี้ จะต้องเป็นคนมีจิตใจแข็งแกร่งดุจศิลาแลง ทนร้อน ทนหนาว ทนทุกข์ ทนสุข อดทนได้ รับได้ แก้ไขได้ทุกสภาวะกาล เหมือนจะเป็นธรรมะเตือนเราว่า จงทำจิตใจให้เข้มแข็งดุจแผ่นหิน ใครจะนำเอาของสกปรกมาเทใส่แผ่นหินก็คงนิ่งอยู่อย่างนั้น ใครจะนำเอาน้ำหอมมาเทใส่แผ่นหินนี้ ก็คงอยู่อย่างนั้นเหมือนเดิม ไม่หวั่นไหว ไม่โยกคลอน หรือโอนเอนไปกับอารมณ์ตางๆ ที่มายั่วเย้า หลอกลวง ตอนหลังเขามาเรียกสั้นๆ ว่าเจี๊ยะๆ หมายถึงกิน กินเก่งไป (หัวเราะ)
     
  7. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    แซ่อึ๊ง

    [​IMG] [​IMG]
    โยมบิดาและโยมมารดาของหลวงปู่เจี๊ยะ


    “ก่อนจะบวช......พื้นเพโยมพ่อเป็นคนจีน เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลจากเมืองจีนมาอยู่เมืองไทยตอนนั้นพ่ออายุประมาณ ๒๐ กว่า ๆ มาอยู่คลองน้ำเค็ม มาเจอโยมมารดาที่นั่น โยมแม่เป็นลูกครึ่งจีนที่เกิดในเมืองจันท์ พอแต่งงานกันแล้วก็ย้ายมาอยู่ตำบลหนองบัว โยมพ่อโยมแม่เป็นผู้ที่สนใจในพระพุทธศาสนา ไม่เพียงแต่พ่อแม่เท่านั้น ปู่ย่า ตายาย ก็สนใจในพุทธศาสนา...ก็พวกเราเป็นชาวพุทธอยู่ฮิ...” หลวงปู่พูดเป็นภาษาสำเนียงจันทบุรีแบบน่าฟัง

    โยมบิดาซื่อ ซุ่นแฉ่ โพธิกิจ (แซ่อึ้ง) โยมมารดาชื่อแฟ โพธิกิจ ตอนแรกอยู่ที่เมืองจันทบุรี มีอาชีพค้าขาย มีพี่น้องร่วมสายโลหิตด้วยวัน ๗ คน ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นลูกเลี้ยงที่โยมพ่อโยมแม่นำมาเลี้ยง เป็นประดุจพี่สาวคนโต เพราะในครอบครัวทุกๆ คนมีความรู้สึกว่าพี่พิมพ์เป็นพี่สาวคนโตจริงๆ ถ้าจะนับพี่คนใหญ่คนนี้เข้าไปด้วยก็เป็น ๘ คน

    สำหรับเราเอง เกิดวันที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๙ ที่บ้านคลองน้ำเค็ม ตำบลคลองน้ำเค็ม อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี ตรงกับวันอังคาร เดือน ๗ ขึ้น ๖ ค่ำ ปีมะโรง เป็นบุตรคนที่ ๔ มีพี่น้อง ๗ คน และพี่บุญธรรมที่พวกเราทุกคนรักอีก ๑ คน รวมเป็น ๘ คน มีลำดับดังนี้

    ๑. นางพิมพ์ โพธิกิจ (เสียชีวิต) พี่บุญธรรม

    ๒. นางฮุด แซ่ตัน (เสียชีวิต)

    ๓. นายสง่า โพธิกิจ (เสียชีวิต)

    ๔. นางสาวละออ โพธิกิจ (เสียชีวิต)

    ๕. ตัวเราเอง (หลวงปู่เจี๊ยะ)

    ๖. นางสาวละมุน โพธิกิจ เป็นข้าราชการครู (เสียชีวิต)

    ๗. นางลักขณา (บ๊วย) เกิดในมงคล

    ๘. นายสมบัติ โพธิกิจ

    ตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่ ๒ คน บ้านหลังที่อยู่เลขที่ ๘๒ หมู่ ๗ บ้านหนองบัว ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี อยู่ติดถนน สภาพบ้านที่อยู่ในปัจจุบันนี้ก็ไม่ต่างจากเมื่อก่อนมากนัก แต่มีการซ่อมแซมหลังคาใหม่บ้าง แต่โครงสร้างบ้านทั้งหมดยังเหมือนเดิม ประตูเป็นไม้สักเลื่อนเปิดปิดได้ เป็นประตูบ้านสมัยเก่า หาดูยากนัก พื้นบ้านแต่เดิมเป็นไม้ ภายหลังซ่อมแซมใหม่ทำเป็นปูน ตู้กระจกของเก่ายังอยู่เหมือนเดิม โอ่งสีเขียวเป็นของเก่าโบราณยังถูกเก็บไว้เป็นอย่างดี ด้านหลังบ้านเป็นคลองน้ำใหญ่ เป็นทางออกไปสู่ทะเล มองไปรอบ ๆ จะเห็นเรือจอดเป็นทิวแถว ดูดีสะอาดตา ท่าเรือที่เราเคยจอดหรือยังมีเสาไม้ใหญ่ ๆ อันเป็นจุดสังเกตได้ง่าย ที่บ้านไม่ได้ไปมานานแล้ว เรือทั้ง ๒ ลำที่เราเคยใช้เห็นว่าเขาขายกันไปแล้ว
     
  8. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    เป็นเด็กกลัวกะปิ

    ตอนเด็กๆ กลัวกะปิเป็นที่สุด เพราะมันเหม็น เวลาจะตามพี่ชายไปที่ไหนๆ เขาไม่อยากให้เราไปด้วย เขาก็จะบอกด้วยถ้อยคำอันน่ากลัวว่า “ไอ้เจี๊ยะ...มึงไม่ต้องมา ถ้ามา เดี๋ยวจะเอากะปิเขวี้ยงหัวมึง เท่านั้นแหละเราร้องไห้วิ่งกลับบ้านแทบตาย” (หัวเราะ)

    เรื่องอาหารการกิน เป็นคนที่กินยากตั้งแต่วัยเด็ก อาหารอันใดที่มีมันหมูติดมามาก ๆ เมื่อเราเห็นเราจะร้องไห้ชักดิ้นชักงอไม่ยอมกิน เป็นคนจองหองเรื่องกิน ถ้าไม่พอใจเตะทิ้งไปเลย เรื่องการกินจึงเป็นคนกินยากมาตั้งแต่วัยเด็ก เพราะฐานะทางบ้านดี

    แม้แต่ทุกวันนี้เรายังไม่กล้ากินมันเลย กะปิน่ะ มันมีส่วนผสมคล้ายๆ หัวกุ้ง เราแพ้ แสลง เราเคยกินเข้าไปนี้แสบทวารหมดเลย ฉันเข้าไปมันเหมือนมาแทงทวาร ก็เลยไม่ฉันเลย แม้จนกระทั่งทุกวันนี้ก็ไม่ฉัน แสลงอาหารหลายอย่าง ปลากระเบน ปลาสวาย ปลาไหล อาหารจากปลาเหล่านี้กินไม่ได้หมด ผักผลไม้ประเภทแตง เห็ด ผงชูรสก็กินไม่ได้ ไปอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่นจึงลำบากเป็นที่สุดเพราะเป็นคนกินยาก
     
  9. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    ยอมหักแต่โม่ยอมงอ

    [​IMG]
    บ้านเก่าของหลวงปู่เจี๊ยะที่หนองบัว จังหวัดจันทบุรี


    ในวัยหนุ่มทำมาค้าขาย ขายเงาะ ขายทุเรียน ขายมังคุด นิสัยออกจะติดทางนักเลง เป็นคนจริงจังในหน้าที่การงาน ไม่เกเร พูดจาโฮกฮาก ไม่กลัวคน ต้นตระกูลเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ชอบโกหก จึงเป็นมรดกทางอุปนิสัยติดต่อกันมาเรื่อย ๆ จนถึงผู้เป็นลูกหลาน เราเป็นคนทำอะไรต้องทำให้ได้ดั่งใจ เวลาไปบรรทุกผลไม้ที่ท่าแฉลบ เรือลำไหนมันขึ้นฝั่งไม่ได้ เรือเขาขึ้นไม่ได้ทั้งหมด แต่สำหรับเรือเราต้องขึ้นได้ คือเอาขึ้นจนได้ เราเป็นคนแข็งแรง สู้ทุกรูปแบบ เป็นคนจริงจัง ยอมหักแต่ไม่ยอมงอ เป็นคนซุกซน แต่ไม่เคยซุกซนเรื่องผู้หญิง และไม่เคยยอมแพ้ใครในหน้าที่การงานทั้งปวง

    สมัยยังหนุ่มแน่น เราไม่เคยคิดถึงเรื่องบาปบุญคุณโทษอะไร มุ่งแต่ทำงานอย่างเดียว แม้แต่คำว่า นโม ตสฺส ยังว่าไม่จบ แม้บางครั้งไปวัดได้ยินพระท่านเทศน์ว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อายตนะภายในภายนอก เช่น ตาเห็นรูปอย่างนี้เป็นต้น ฟังแล้วไม่เคยรู้เรื่องอะไรเลย บางทียังคิดเลยว่า ท่านพูดเรื่องอะไร ไม่รู้เรื่อง ฟังแล้วไม่เห็นเข้าใจ พอตอนหลังมาบวชจึงได้ทราบว่า “อันนี้เป็นธรรมะที่บ่มอินทรีย์เป็นสำคัญ”
     
  10. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการค้าขาย

    [​IMG]
    บริเวณบ้านมีโอ่งน้ำของเก่าดั้งเดิม ที่ยังคงเก็บรักษาไว้


    ความเป็นอยู่ที่บ้านตอนเราเป็นเด็ก ที่บ้านค้าขายของเบ็ดเตล็ดในบ้าน ข้าวสาร น้ำตาล ของกระจุกกระจิก ค้าผลไม้ เราเองแหละเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการค้าขาย นอกจากการค้าที่บ้านแล้วยังนำไปขายที่ท่าแฉลบ

    การค้าขายสมัยที่เรายังเป็นฆราวาสอยู่นั้น โดยส่วนมากค้าผลไม้พื้นเมืองของเมืองจันท์ โดยผลไม้นั้นมีชาวบ้านหาบมาส่งที่บ้าน ซื้อแล้วก็นำมาบรรจุใส่ลังไม้ฉำฉา บรรทุกลงเรือล่องเลียบคลองด้านหลังบ้านออกทะเลไปขายที่ท่าแฉลบ เวลาหน้าปลาก็ไปจับปลา

    หลังจากเราเรียนจบ ป.๔ ที่ตำบลหนองบัวแล้วก็ช่วยพ่อแม่ค้าขาย ส่งผลไม้เข้ากรุงเทพฯ ส่งทุเรียนกวนคือรับซื้อเขามา แล้วก็นำไปขายต่อ ไปส่งถึงประเทศมาเลเซีย ปีนั้นซื้อไว้บาน (มาก) ซื้อไว้ตั้ง ๘๐๐ ปี๊บ เต็มบ้านไปหมดขนาดบ้านหลังใหญ่ ๆ การเก็บรักษาก็ยากเพราะสมัยนั้นมันยังไม่มีวิธีบัดกรี เก็บไว้นานจะมีแบคทีเรีย (เชื้อรา) ถ้าจะเก็บไว้นานต้องอัดให้แน่น ให้แข็ง ให้ดี เอากระดาษอ่อนๆ ปิด ถ้าตรงไหนมีราต้องค่อยๆ เฉือนออก ปีนั้นซื้อไว้ตั้ง ๘๐๐-๙๐๐ ปี๊บ กิโลกรัมละสิบกว่าบาท ปี๊บหนึ่งก็ประมาณ ๒๐ กิโลกรัม ครอบครัวของเราฐานะดีที่สุดในหมู่บ้านนั้น ที่ทางเราไม่ค่อยมีมากเท่าไหร่ เพราะเรามีพ่อเป็นคนจีน นำไปขายมาเลเซีย โลหนึ่ง (๑ กิโลกรัม) รู้สึกว่า ๒๘ บาท ใส่เรือไปขายที่มาเลเซีย ทำปีละครั้ง พอหมดฤดูทุเรียน ก็สีข้าวขายหน้าบ้าน ต้องนำออกไปสีที่โรงสีใหญ่ ปีหนึ่งๆ ก็ทำอยู่อย่างนี้เป็นอาซีพ ค้าขายประจำครอบครัว

    ข้าวปีหนึ่ง ๆ ก็ได้มาก คนที่ไม่มีเงินทางบางละเก้า เสม็ดงาม จะมาขอเงินที่บ้านโดยนำข้าวมาแลกกับเงิน ฉะนั้นที่บ้านจึงมีการออกเงินให้คนกู้บ้าง ตอนนั้นอายุประมาณ ๑๕ ปี มีคนมากู้เงินที่บ้าน เจ้าละ ๑๐๐, ๒๐๐, ๓๐๐, ๒,๐๐๐ ๓,๐๐๐

    ตำบลหนองบัวบานที่เราอยู่นี้ สมัยก่อนเป็นตำบลที่เจริญที่สุดในจังหวัดจันทบุรี ผลหมากรากไม้มากจริง ๆ หน้าทุเรียน เงาะ มังคุด ลางสาด กินไม่หวาดไม่ไหว ร่วงหล่นสาดเซมาก จนเกินไม่หวาดไม่ไหว แต่เวลาหน้าแล้งก็อดหน่อย
     
  11. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    ต่อยปากเจ๊ก

    [​IMG]
    หลังบ้านมีคลองใหญ่อยู่ติดทะเล


    เรานี้ว่ายน้ำเก่งเป็นที่สุด...ที่บ้านติดกับคลองน้ำ ติดกับทะเล ที่บ้านมีทะเลฮิ เวลาน้ำขึ้นมองไปไหนมีแต่น้ำเต็มไปหมด อยู่กับน้ำว่ายน้ำไม่เก่งก็ตายละสิ

    ตอนนั้นไปเอาของขึ้นเรือ... ต่อยเจ๊กตัวเบ่อเร่อ ตานี้แทบแตก หมัดนี้มันหนัก (ท่านกำหมัดขึ้นให้ดู) หลับคาที่เลย นับสิบนี่ไม่ลุกเลย คว่ำลงไปเลยทันที สลบแน่นอน ฮึ ฮึ...

    หมัดนี่มันแรง อันตราย...ไม่ได้! เจ๊กตัวเบ้อเร่อ ชกทีเดียวนี่ตาแทบแตก คว่ำลงไปเลยทีเดียว กำลังจะขึ้นผลไม้กัน ของเราเข่งเล็กๆ อย่างงี้ ของมันมาเข่งใหญ่ ไอ้ห่า...ทับเกลี้ยงหมด ตะโกนบอกมันว่า

    “มึงอย่าซ้อน ถ้าซ้อนข้าชกนะ”

    มันไม่ฟัง ทับของเราเสียแบน ทับแบนปั๊บก็สอยตูม หงายคว่ำไปเลย ตำรวจมาถึงพอดี (หัวเราะ) ตอนนั้นเวลาเที่ยงแล้ว จะตีกันตาย

    ตำรวจมันมา มันโกรธมาก หาว่าเราชกลูกน้องมัน ก็มันเข้าเรือไม่เป็น เพราะผลไม้ต้องเอาขึ้นปากระวาง ถ้าเราช้าต้องลงในระวาง ก็ต้องเอาปากระวางออกหมดจึงขึ้น ของเราเข่งหนึ่งขาย ๕ บาท บางทีเหลือ ๖ สลึง บางทีเหลือ ๓ สลึง มันผิดกันเราต้องสู้

    เจ้านายของไอ้เจ๊กเป็นเพื่อนกับโยมแม่ โยมแม่ก็มาต่อว่า

    “ทำไมจึงไปรุนแรงกับเขา...ลูก”

    เราก็แผดเสียงดังลั่นทันทีว่า

    “ทำไม... ทำไม...แม่เชื่อคนอื่นเหรอ? ถ้าอย่างงั้นผมไม่ทำ เลิก!...จะยอมให้เขาข่มเหงเหรอ เขาทับของเราเสียหาย แล้วแม่จะว่ายังไง เข่งมันตั้งหลายบาทนี่”

    โยมแม่ก็ต้องยอม เราว่ามีเหตุผล เราว่าของเราถูก เขามาข่มเหงเราก่อน เราเป็นเด็กไม่ใช่มันจะแก่นเกินไปนะ เรามันซน คนกลัวหมด ดื้อซนมาก ยอมให้เขาข่มเหงอยู่อย่างนี้ก็ตายซิ

    เที่ยวหลังมันมากัน ๓ - ๔ คน เราไป ๑๐ กว่าคน มันก็เข้าเรือ อย่างว่านี่ มันเข้าไม่เป็น เราก็แซงเลย เราเข้าลำที่หนึ่งเลย มันหาว่าเราโกง เราก็ลากหลักแจวมา ได้อันยาวเบ้อเร่อ มึงเข้ามาซิ วันนั้นถ้ามันเข้ามาเราตีตาย ไม้ตรงกลางโตตั้งขนาดนี้ (ขนาดขวดโค้กลิตร) ยาวตั้งเมตรกว่า ถ้ามันเข้ามาก็ตูมคาที่เลย หน้าตานี้จะต้องแหกหัก ถ้าเอาแขนขารับนี้หักหมด ตีตายเลยวันนั้น ไม่ได้บวชหรอก โดดหนีเลยวันนั้น แต่ดีมันไม่กล้าเข้ามา

    วันหลังมันไปชกเด็กแถวบ้านเราสลบเลย

    “มึง!..ถ้ามึงชกกูล่ะมึง...ในโลกนี้มึงไม่มีที่อยู่แน่ มึงต้องถูกล่า”

    เรามีเจ้านายดี มีปืนสั้นปืนอะไรหมด ถ้าไปขอยืมมากระบอกต้องให้ เพราะเราไปสีข้าวกับแก เป็นเพื่อนกับพี่ชาย เรื่องซุกซนน่ะ...ซน...เราซน แต่ดีอย่างไม่ซนเรื่องผู้หญิง ไม่มีเลยเป็นหนุ่มมาไม่มี ไม่ซนเรื่องผู้หญิงเลย รักเดียวใจเดียวตลอด รักแป้ง... นี่แหละนิสัยตอนเป็นฆราวาสมันเป็นอย่างนั้น ตอนนั้นยังไม่รู้เรื่องธรรม เรื่องความดี เรื่องประมาทอะไร ทำอะไรก็ไม่ค่อยคิดให้รอบคอบ ตอนหลังเข้ามาบวช ไปอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่นท่านสอนว่า

    “ให้ไตร่ตรองในหน้าที่การงานทั้งมวล เวลาทำการงานอะไร จงอย่ารีบด่วนในการที่ควรจะช้า จงอย่ามัวชักช้าในการที่ควรรีบด่วน เพราะถ้าเราปฏิบัติไม่รอบคอบเช่นนี้ เราผู้ทำอะไรโง่ ๆ งุ่นง่านแบบนี้มักจะประสบทุกข์”

    ท่านพูดให้ฟัง เราก็จำเอา
     
  12. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    รักน้องแป้ง

    [​IMG]


    พูดถึงเรื่องรัก...เป็นคนรักเดียว...รักแป้งคนเดียว ตอนเป็นฆราวาสนั้น หน้าบ้านมีถังอยู่ลูกหนึ่ง เราจะไปนั่งที่ถังนั้น ตอนเย็นๆ แป้ง (คนรัก) เดินมาเราก็เห็นแล้ว ก็มานั่งคุยกัน เพราะบ้านเรากับบ้านเขาก็อยู่ไม่ห่างกัน บางทีก็ไปคุยอยู่บ้านเขา บางครั้งในตอนกลางคืนก็นัดไปคุยกันที่ร้านตัดผมของคนชื่อรา

    พอได้เวลาอาบน้ำที่บ่อในป่า ก็ชวนกันไปอาบน้ำ ก็เดินคุยกันไป สถานที่อาบน้ำต้องเดินเข้าไปในป่าหน่อย เป็นบ่อน้ำจืดที่เขาขุดไว้ เดินเข้าไปหน่อยมันก็คิดอยากกอด เราก็กอดมันซะเลย มันร้องใหญ่ ทำท่าจะวิ่งหนี เราก็กอดมันไว้แน่น กำลังมันสู้เราไม่ได้

    เมื่อท่านเล่ามาถึงตอนนี้มีลูกศิษย์คนหนึ่งพูดแทรกขึ้นว่า

    “อย่างนี้เขาก็เรียกว่าปล้ำสาวซิปู่ แล้วปู่ได้เขาเป็นเมียไหม?”

    “ถึงมันนอนแบะท่าให้ ก็ไม่มีปัญญาจะเอา ถ้าเอาเดี๋ยวก็ไม่ได้บวช กอดมันยังไม่กล้าจับนมมันเลย คบกันมาตั้งนานไม่เคยได้หอมแก้มมันซักที...เสียเวลาคบว่ะ!”

    พูดแล้วท่านก็หัวเราะ ดูเหมือนจะอายๆ เหมือนกัน

    “เราแกล้งมันไปเล่นๆ ไปอย่างนั้นแหละ เราไม่เอาเปรียบผู้หญิงหรอก” ท่านพูดตบท้ายห้วนๆ

    เรื่องรักแป้งนี่เคยให้สัญญากันไว้ด้วยนะว่า

    “แป้ง... เราจะบวชเพียงพรรษาเดียวให้แม่เท่านั้นนะ หลังจากนั้นเราจะสึกมาแต่งงานกัน”

    พอเข้าไปบวชแรกๆ ก็คิดถึงมันอยู่เหมือนกัน

    ในเวลาต่อมา เกิดภาวนาดีจ้องดูมันด้วยการพิจารณาอสุภะว่า ร่างกายเป็นสิ่งโสโครก ไม่สวยงาม เป็นที่หน้ารังเกียจ มีหนังและเลือดเป็นเครื่องฉาบทาไว้ พิจารณาดูแม้กระทั่งของลับ เพราะพิจารณาอย่างอื่นได้หมด แต่มันมาติดขัดตรงนี้ จึงต้องพิจารณาตรงนี้ จิตมันก็ลง ก่อนบวชหลงมากอยู่เหมือนกัน แม้เข้ามาบวชช่วงแรกๆ ก็อาลัยอาวรณ์อยู่เรื่อยๆ ไปบิณฑบาตเห็นหน้า ใจมันก็ยังคิดๆ แต่หลังจากจิตมันลงได้อย่างนั้น ไปบิณฑบาตเจอมันก็บอกมันเลยว่า

    “แป้งเอ๊ย...เราไม่สึกแล้วนะ”

    จริงๆ แล้วถ้าจะพูดกันให้ชัดๆ ต้องพูดว่า

    “แป้งเอ๊ย...เราไม่โง่แล้วนะ ไม่ไปเป็นขี้ข้าราคะตัณหาของใครอีกแล้ว” ถ้าพูดอย่างนั้นกลัวเขาจะเสียใจ

    เรื่องผู้หญิงพระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนไว้หลายแง่มุม ท่านเปรียบได้น่าฟัง เป็นคติได้ดีมาก

    “ผู้หญิงในโลกนี้ก็เปรียบเหมือนน้ำ ทางเดิน ร้านขายเครื่องดื่ม สภาและบ่อน้ำ ใจนางไม่มีขอบเขต”

    ส่วนมากผู้หญิงเป็นอย่างนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นอย่างนั้นทุกคน

    ต่อมาเขาแต่งงานกับหนุ่มเขาสมิง เห็นว่าตอนหลังย้ายมาอยู่ทำมาหากินอยู่ที่สามโคก แล้วจึงมาตายอยู่แถวสามโคกนี่แหละ นั้นเห็นไหม เขาไม่ได้อันใดเลย ซึ่งอันนี้แต่ก่อนเป็นสิ่งที่เรารัก ชีวิตที่ไม่ได้พบกัลยาณมิตรมันก็ตายเปล่าไปอย่างนั้น แต่อันนี้เราจะไปพูดกับคนอื่นไม่ได้ บางที่เขาไม่เข้าใจ เพราะเขาไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องอรรถธรรม

    พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนไว้ถูกที่สุดว่า

    “ผู้ใดขยี้กามราคะ ตัณหา อันเป็นเหมือนเปือกตมได้ ขยี้หนามคือกามราคะ ตัณหาไปเสียได้ ผู้นั้นนับได้ว่าเป็นผู้หมดโมหะ ไม่สะทกสะท้านในนินทา สรรเสริญ ทุกข์หรือสุข ถ้าใครปฏิบัติได้มันก็เป็นอย่างนั้น”

    คำว่า “หนาม” ท่านหมายถึงสิ่งที่เสียดแทงจิตใจให้ตกต่ำ
     
  13. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    ฐานะทางบ้าน

    [​IMG]
    โยมกิ่ม ยายของหลวงปู่


    เรื่องฐานะทางบ้านของเราในสมัยนั้น ครอบครัวเราฐานะดีที่สุดในหมู่บ้าน ที่บ้านมีทองเป็นรูปเต่าและรูปอื่น ๆ แยะ มีทองเป็นกระบุงที่บ้าน มีคนจำนองจำนำเอาไว้ แม่คืนเขาไปหมดไม่โกงใคร เรื่องคดโกงแม่ไม่เคยมี แต่คนที่ติดหนี้แม่ เคยโกงแม่ เช่น เราจะไปยึดเอาควาย มันก็เอาแก้วนี่มาตำให้ละเอียด ผสมคลุกกับเหล้า เอาไปปะปนกับหญ้า ให้ควายกินเข้าไป กระเพาะของควายมันก็เป็นเม็ด เมื่อมันไม่ย่อย เศษแก้วแทงกระเพาะมันก็ตาย เราไปเอามาก็ขาดทุน คือเขาแกล้งเรา ควายมันกินเข้าไปมาก ๆ ก็เข้าไปแทงลำไส้ เราเอาควายมาประมาณ ๒-๓ อาทิตย์ก็ตาย ควายที่ยึดมานั้นก็ทำให้เราขาดทุน บางทียึดมา มีคนมาขอ ก็ให้เขาไป เพราะโยมแม่ใจบุญมาก

    สมัยโบราณเขานิยมเอาทองแขวนตามคอ ตามแขนตามขา ทองเหล่านี้เป็นสิบ ๆ กระบุง พอเวลาทองขึ้นราคา เขาก็มาไถ่คืน แม่ยกให้หมด แม่บอกว่า

    “กูไม่เอาของเขาหรอก มันบาปกรรม การโกงเขาเป็นบาป”

    โยมแม่เป็นคนใจบุญ โยมแม่มีท่านลุงฮ้อก กับท่านลุงเหยเป็นคนสอน ลุงฮ้อกกับลุงเหยท่านไปบวชเป็นพระ เวลาแม่ไปวัดทำบุญ ท่านก็จะสอนแม่เป็นประจำว่า

    “อีแฟเอ๊ย...เวลามึงไปค้าขายมึงอย่าไปโกงเขานะ สมบัติเหล่านี้ได้มาแล้ว ตายแล้ว เอ็งก็เอาไปไม่ได้หรอก มีแต่จะพาเองไปตกนรก”

    โยมแม่ก็จำไว้ แม่ของเราชอบทำบุญอยู่เรื่อย ๆ แต่เราตอนนั้นเป็นหนุ่มไม่ค่อยไปหรอก นอกจากว่าเขาชวนไปก็ไป

    เวลายาย (โยมกิ่ม ยายของหลวงปู่) ไปทำสังฆทานที่วัดในวันสำคัญทางศาสนา เช่น วันวิสาขะ มาฆะหรือวันจะเข้าพรรษา ไปเลี้ยงข้าวต้มตามวัดต่างๆ ไปเลี้ยงคนที่มาวัด สมัยนี้เขาเรียกว่าไปตั้งโรงทาน ต้องไปค้างคืนที่วัด นำข้าวสารไปหุงต้ม ต้มข้าวต้ม ตอนนั้นเราอายุราว ๆ ๑๕ ปี
     
  14. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    “ครูเจี๊ยะบอระเพ็ด”

    [​IMG]
    โรงเรียนวัดหนองบัว ที่หลวงปู่เรียนและสอนหนังสือเด็ก


    เมื่อจบป.๔ แล้ว ครูชื่อหงวนหลินที่เป็นคนสอนก็จะให้ไปเป็นครูเหมือนกัน จะให้ค่าจ้างเดือนละ ๓ บาท เราไม่เอาหรอก แม่ก็มาถาม อยากให้เราไปเป็นครู เราบอกยังไงก็ไม่เอา เราไปหาบทุเรียนมาขายเพียง ๒ เที่ยวก็ได้แล้ว ๓ บาท เพราะหาบเที่ยวหนึ่งได้เที่ยวละ ๖ สลึง แล้วจะไปเอา ๓ บาทยังไง เราฐานะดีฮิ... เราบอกว่าไม่เอาหรอก การเล่าเรียน ก็เรียนหนังสือพอใช้ได้ ไม่เก่งนักหรอก ตอนที่เขาจะให้เป็นครูอายุก็ราว ๑๕ ปี นี่แหละ

    ตอนนั้นแม่ก็รบเร้าอยากให้เป็นครู เพราะเป็นอาชีพที่มีเกียรติ เราก็ไปช่วยสอนอยู่ ๑๐ วัน เด็กๆ มันดื้อมาก เรารำคาญมาก พูดก็ไม่ฟัง เอาใจยาก ก็คิดว่าเอ๊ะ!....ทำยังไงนะจะปราบไอ้เด็กพวกนี้ได้ คิดไปคิดมา สิ่งปราบความซ่าส์ซุกซนคงไม่มีอะไรเกินบอระเพ็ด เพราะบอระเพ็ดมันขม เวลาอยากให้เด็กหย่านม เขาเอาบอระเพ็ดนี้แหละทานมแม่ให้เด็กดูดกิน เวลามันขมมันก็ไม่อยากกินนมอีก

    วันหลังมาสอนก็นำเอาบอระเพ็ดมาด้วย เด็กคนไหนมันซุกซนมากๆ เอานี่แหละยัดปาก ใครบอกไม่ฟังเอานี่แหละให้กิน สรุปก็คือ ถ้าใครไม่เชื่อฟังครูเจี๊ยะ คนนั้นต้องโดนเอาบอระเพ็ดยัดปาก บอระเพ็ดมันขม เด็กก็ไม่กล้าซุกซน เงียบดีอยู่ในระเบียบเหมือนผ้าพับไว้

    แต่ทีนี้เมื่อมันกลับบ้าน มันขมบอระเพ็ด มันคงกินข้าวไม่อร่อย ก็ขมปากฮิ มันก็ฟ้องพ่อแม่มันว่า “ครูเจี๊ยะเอาบอระเพ็ดยัดปาก กินข้าวไม่อร่อย” เท่านั้นแหละเป็นเรื่องเลย แม่มันมาฟ้องที่โรงเรียน มีเรื่องมีราว

    “กินบอระเพ็ดเพียงแค่นั้นมันจะตายห่าอะไรกัน เด็กมันซุกซนคุยเก่ง” (หลวงปู่พูดจบ ก็หัวเราะแบบสบาย ๆ ของท่าน) เราก็พูดของเราไปตรง ๆ อย่างนี้ แต่พ่อแม่เด็กเขาไม่ชอบ

    สมัยเป็นเด็กมีเพื่อนฝูงก็ทะเลาะเบาะแว้งกันตามประสาเด็ก ๆ บางทีก็รักกัน บางทีก็ชังกัน เป็นไปตามฆราวาสวิสัยที่ไม่ค่อยอยู่ปกติสุข ส่วนเรื่องบุญเรื่องบาปยังไม่ได้คิดใคร่ครวญอะไรมากนัก แต่เชื่อว่าบาปมี บุญมี นรกมี สวรรค์มี พรหมโลกมี พระนิพพานมี ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ตามที่พ่อแม่สั่งสอน แต่ความเชื่อนั้นก็เป็นไปตามประเพณีที่ทำสืบๆ กันมา เชื่อสืบๆ กันมาไม่ได้เชื่อเพราะรู้จริงเห็นจริงตามเหตุผลแต่อย่างใด
     
  15. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    คำสอนยาย

    [​IMG]


    “พวกเราเป็นพุทธมามกะ” หลวงปู่ชี้มาทางพวกเราทั้งหลาย ที่นั่งอ้าปากฟังประวัติที่ท่านเล่าอยู่ “ต้องมีคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาอยู่ที่หัวใจเรา ไปถูกอะไรมาก็แคล้วคลาด”

    สมัยก่อนที่เรายังหนุ่มอยู่นะ ชอบทำมาค้าขาย อยู่นิ่งเฉยไม่เป็น เกิดเป็นคนต้องทำงานฮิ ส่วนมากการทำมาหากินของเรา จะเกี่ยวพันกับน้ำ เราแข็งแรงเก่งทางน้ำ ไปทางน้ำจึงไม่ค่อยกลัว มีอยู่คราวหนึ่งเราไปค้าขายทางเรือ ไปซื้อไม้กระดานโลงที่เกาะช้าง จังหวัดตราด ล่องเรือใบจากจันทบุรีไปที่เกาะช้าง จังหวัดตราด เกาะช้างอุดมสมบูรณ์ดีมีไม้เยอะ เป็นเกาะที่ใหญ่มาก สมันนั้นพวกสัตว์ก็มีเยอะ หาดทรายสวยๆสมัยก่อนไม่มีคนมาก มีแต่พวกชาวบ้านเข้าไปทำสวน ทำประมง ไปทีหนึ่งๆ นอกจากใส่กระดานโลงมาแล้วยังขนฟักทอง กะปิ เต็มลำ นำมาขายที่บ้าน ฟักทองลูกใหญ่ๆ ราคาเพียงสตางค์สองสตางค์เท่านั้น สนุกซื้อ มีเงินไปไม่กี่บาทซื้อฟักทองได้เต็มลำ

    บางทีโยมแม่ก็ว่าเอา “เจี๊ยะ...มึงจะซื้อมาทำไมนัก”

    เราก็บอกว่า “ก็มันถูกนี่นาแม่ เราไปเรือทั้งทีจะให้เสียเที่ยวไปทำไม”

    ล่องเรือทั้งทีต้องไปค้างคืนถึงกลับได้ ต้องเอาให้เต็มที่ พอกลับมาถึงบ้าน ขนของลง ก็เป็นหน้าที่ของโยม (แม่) ที่จะขาย ส่วนเราเปิดเที่ยวฉิบ ค้าขายไปมาระหว่างหนองบัว จันทบุรี กับ เกาะช้าง จังหวัดตราด เป็นประจำ บางทีเราอยู่กับน้ำมากๆ ก็เห็นคุณของน้ำ จากน้ำกลายมาเป็นคน จากคนก็ไปสู่น้ำ หล่อเลี้ยงหมุนวนเวียนไปมากันอยู่อย่างนี้ อาหารการกินส่วนมากก็มาจากน้ำ คนก็นำมาบริโภค แล้วก็ปล่อยกลับเข้าไปสู่น้ำ มันวัฏจักรเหมือนกัน ถ้าไม่หมุนวนกันอย่างนี้ชีวิตเราจะอยู่ไม่ได้

    ไปค้าขายคราวนั้นโยม (พ่อ-แม่) ให้ไปซื้อกระดานโลง ไปกับก๋งแก่ๆ พอดีเกิดพายุมาใหญ่ เราก็กางใบ พอกางใบปั๊บเรือก็พัดหันหัวเกยตลิ่งเลย ถ้าไม่เกยตลิ่งตะบันก็แตกหมด คลื่นมันใหญ่ ลมจัด ตรงนั้นลมจัดคลื่นกระหน่ำใหญ่ ก่อนไปยายสอนให้ภาวนานึกว่า “พุทธัง ธัมมัง สังฆัง” อนุภาพแห่งรัตนะเหล่านี้จะช่วยเราได้

    พอไปก็เกิดพายุลมแรง คลื่นใหญ่กระหน่ำโครมๆ ครืนๆ มองดูลมดูใหญ่ขนาดนี้ เสียงลมดัง วี๊ด! วี๊ด! หมุนทะลวงๆ จะตายแล้วนึกอะไรไม่ออก ก็พอดีก่อนมายายสอนให้ภาวนาว่า “พุทธัง ธัมมัง สังฆัง” ก็น้อมเอาอันนั้นมาบริกรรมในใจ ใจมันจ่ออยู่กับคำบริกรรมนั้น ไม่กลัวตาย พอว่าสักเดี๋ยวเดียวลมหยุด หยุดอย่างน่าอัศจรรย์

    ทีหลังไปอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่น ไปเล่าให้ท่านฟังว่า

    “ครูบาอาจารย์ผมไปค้าทางเรือ ไปซื้อไม้มาทำโลง แล้วพายุมาจัด ผมก็ว่า “พุทธัง ธัมมัง สังฆัง ซักเดี๋ยวลมก็หยุด”

    “เอ้า! ก็มันเป็นของดีนี่ ของดีก็ต้องหยุดซิ” ท่านพระอาจารย์มั่น ก็ว่าอย่างนั้นเลย

    ฉะนั้นเราไปไหนที่มีอันตราย ก็ต้องนึกถึง “พุทธัง ธัมมัง สังฆัง” พุทธังแคล้วคลาด ธัมมังแคล้วคลาด สังฆังแคล้วคลาด นะโมพุทธายะ นะมะอะอุ
     
  16. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    เป็นกำลังของทางบ้าน

    [​IMG]


    ...เราช่วยบิดามารดาประกอบสัมมาอาชีพ...เป็นกำลังสำคัญของทางบ้าน ทุกๆ วันต้องไปสีข้าว หมดหน้าข้าวก็ทำทุเรียน เป็นอย่างนี้อยู่เป็นประจำทุกปี ตอนเด็กๆ ร่างกายแข็งแรงมาก หาบทุเรียนกวนข้างละปี๊ป รวมน้ำหนัก ๕๐-๖๐ กิโลกรัม หาบเดินประมาณ ๔๐-๕๐ กิโลเมตร ไม่เจ็บป่วย ไม่กินเหล้าเมายา การพนันเอาบ้าง เช่น เล่นบิลเลียด ปั่นแปะ เล่นไพ่ป๊อก ไพ่จีน ไพ่ผ่อง เสียพนันทีก็ ๑๐๐, ๒๐๐, ๓๐๐

    ตอนหนุ่มๆ งูใหญ่ๆ ใครไม่กล้าตี เราตีสะเด็ด (ตาย) หมด งูหลามมากินไก่เราฟาดแม่งมันตายห่า เกลี้ยง ! เราไม่เคยโดนงูกัดเลย ตอนนั้นที่ทำอย่างนั้นเพราะยังไม่มีใครสอนเรื่องบาปบุญคุณโทษอะไร
     
  17. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    ก่อนบวชถูกสบประมาท

    ก่อนบวชชอบเลี้ยงปลากัดกับ (ไอ้)สมบัติผู้เป็นน้องชาย เวลาเข้าวัดเตรียมตัวเข้านาคก็มีเพื่อนคือไอ้อ๊อดเข้าคู่กัน ถึงวันก็จะบวชพร้อมกันเป็นนาคคู่ พ่อแม่ก็นำเข้าไปฝากกับ ท่านอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ตอนจะบวชใครๆ เขาก็พูดไว้ว่า

    “ไอ้เจี๊ยะนี่...มันบวชไม่ได้หรอก ถึงบวชได้ก็คงไม่พ้นที่จะสึกกลางพรรษา ส่วนไอ้อ๊อดมันเป็นคนเรียบร้อย คงจะบวชได้นานอยู่หรอก” แต่ที่ไหนได้ไอ้อ๊อดบวชได้ไม่กี่วันก็สึก อย่างนี้แหละ คนมันชอบมองแต่อย่างนี้แหละ

    หลวงปู่เล่าถึงตอนนี้ท่านแสดงถึงความสนุกในวัยเด็กของท่าน “ก็ใครเขาจะเชื่อ เรามันดื้อยังกะลิง เป็นตัวแสบประจำหมู่บ้าน” ท่านพูดแล้วก็หัวเราะพร้อมกับงัดบุหรี่ออกมาสูบแบบมวนต่อมวน โดยไม่สนใจไยดีในสายตาที่จ้องมอง “หมอเขาไม่ห้ามหรือปู่ หลวงปู่ก็ไม่ค่อยสบาย”

    “หมอเขาก็ห้ามเหมือนกัน หมอมันห้ามเราได้เพราะหมอมันไม่สูบ ส่วนหมอคนที่มันสูบมันก็ไม่ค่อยห้ามเรา คนที่ไม่สูบบุหรี่ตายก่อนเราก็มีเยอะ นี่ ๘๐ กว่าแล้วยังไม่เห็นตาย เลิกตอนนี้เสียเชิงละสิ หมอเขาก็พูดถูก แต่เตือนช้าไปหน่อย จะเข้าโลงแล้วค่อยมาเตือน” ท่านพูดพร้อมๆ ไปกับการหัวเราะอย่างขบขัน

    “ก็สมัยก่อนเขานิยมกันว่าเป็นเรื่องดิบดี สูบไม่เป็นยังต้องหัดให้เป็น แต่มาสมัยปัจจุบันนี้มันเป็นเรื่องเสียหาย ความนิยมมันขึ้นอยู่กับยุคสมัย และความนิยมชมชอบ ถ้าเขานิยมสิ่งใดเขาก็ว่าสิ่งนั้นดี เหมือนสมัยปัจจุบันนี้เขานิยมแต่งตัวโป๊ๆ หรือนิยมใช้สิ่งของสุรุ่ยสุร่ายเกินตัว คนเขาก็ไม่เห็นว่ามันเสียหาย แม้แต่สามีภรรยายังชื่นชอบกัน ไม่เห็นว่าเป็นเรื่องเสียหายหรืออันตราย การแต่งตัวโป๊ๆ อันตรายหรืออาจจะตายง่ายกว่าการสูบบุหรี่เสียอีก แต่ชาวโลกเขานิยมจึงเหมือนไม่มีพิษมีภัย การสูบบุหรี่ก็เช่นกันเราสูบมาตั้งแต่ ๖๐ ปีคืนหลัง มันเป็นความเคยชินมากกว่าติด คนทุกวันนี้มันไม่ติดบุหรี่หรอก เพราะมันมีอย่างอื่นให้ติด อันตรายมากกว่าเป็นไหนๆ” ท่านกล่าวพร้อมกับหัวเราะในเรื่องโลกธรรม อันเป็นกริยาสอนเราได้อีกทางหนึ่งที่มักจะคิดมุมเดียว
     
  18. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    ฉายาก่อนบวช “ไอ้ตัวแสบ”

    พุทธศาสนา ศาสนธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดในโลก ไม่มีสิ่งใดที่จะเปรียบเทียบในบรรดาศาสนาทั่วสกลโลกนี้แล้ว จะเอามาเปรียบเทียบไม่ได้เลย ผิดกันไกลราวฟ้ากับดิน ทำไมถึงว่าเช่นนั้น

    เรานี่...เป็นคนซนที่สุด แก่นดื้อ พ่อแม่พอมีอันจะกินฐานะดีอยู่ แต่ไม่ได้เคยสนใจในเรื่องธรรมะเลย มัวแต่เที่ยวซุกซนตามประสาคนหนุ่ม คือว่าไม่มีวี่แววที่จะสนใจในเรื่องธรรมะเรื่องศาสนาเลยแม้แต่น้อย แต่เราคงมีบุญเก่าอยู่บ้าง บุญนั้นแหละชักจูงนำพาเข้ามาทางพระศาสนา ประกอบกับบิดามารดาเป็นผู้มีศรัทธา เชื่อเรื่องบาปกรรมอยู่เป็นพื้นเพนิสัยอยู่แล้ว อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ชักจูงเราให้เข้ามาทางศาสนาได้ บทเวลาได้มาบวช ใครๆ เขาก็แปลกใจ เพราะมันนิสัยขัดกับศาสนาที่อยู่ในกรอบอันดีงาม และมีระเบียบเรียบร้อย แต่สำหรับศาสนาเป็นเครื่องหล่อหลอมอยู่แล้ว และสอนมุ่งเน้นลงที่ใจ เมื่อเราเป็นคนจริงอยู่แล้ว จึงง่ายต่อการปฏิบัติ เพราะคนจริงย่อมถึงธรรมอันเป็นความจริง ไม่มากก็น้อย

    ใครๆ เขาก็แปลกอกแปลกใจที่เรายอมบวชแต่โดยดี ทั้งๆ ที่ชีวิตนี้ยังไม่เคยท่องคำว่า “นโม ตสฺส ฯลฯ” แม้แต่ครั้งเดียว เราไม่เคยดูถูกบุญ ดูถูกพระแต่ตอนนั้นมันห่วงสนุกซุกซนไปตามเรื่องไปตามวัย คนทั้งหลายเขาเรียกว่า“ไอ้ตัวแสบ” ไม่ใช่นักเลง แต่ไม่เกรงกลัวใคร แม้แต่นักเลง... เล่นอะไรก็ตามห้ามโกง เสียเท่าไหร่ไม่ว่า แต่อย่าโกง
     
  19. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    การสร้างสมบุญไว้ไนชาติปางก่อน

    [​IMG]


    การเกิดมาเป็นมนุษย์ ก็ถือได้ว่าเกิดมาในฐานะอันสมควร เราเกิดมาเป็นมนุษย์ทุก ๆ คน นับว่าเป็นผู้ที่มีบุญกุศีลได้สร้างสมไว้ในชาติปางก่อน คนบางคนเกิดมาตาบอด หูหนวก ใบ้บ้า เสียจริตนานาอย่างนี้เป็นต้น เป็นผลแห่งกรรมชั่วที่ตนเองเคยสร้างสมเอาไว้ ส่วนบุคคลผู้ได้สร้างสมกรรมดี ก็เกิดมามีหูตาดีลิ้น กาย ใจต่างๆ นานาล้วนดี เป็นผู้มีจิตใจหมดจดงดงาม ซ้ำยังแถมเกิดในตระกูลดี มั่งมีศรีสุข น้ำถึงปาก ข้าวถึงปาก โดยไม่เหนื่อยยากแต่อย่างใด นี่แสดงว่า “ปุพฺเพกตปุญฺญตา” เราได้สร้างสมบุญมาดีแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อเราได้สร้างสมบุญมาดีอย่างนั้น ก็สมควรที่จะบำเพ็ญความดีอย่างนั้นให้ยิ่งๆ ขึ้นไป แต่ว่ามนุษย์เราเมื่อเกิดขึ้นมาในโลก ขาดการได้ยินได้ฟัง ขาดการอบรม สั่งสอนจากครูบาอาจารย์ หรือธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้วเช่นนี้ มันก็ต้องเพลิดเพลินอยู่กับโลก เพราะมีบรรพบุรุษคือบิดามารดาเป็นอาจารย์สำคัญเป็นบุพพาจารย์ผู้ชักจูงแนะนำ

    เมื่อชีวิตในวัยเด็กผ่านมาจนกระทั่งเป็นหนุ่มเป็นสาว บิดามารดานั้นก็ต้องการจะให้มีเหย้ามีเรือนสืบสกุลอย่างนี้เป็นต้น เป็นธรรมดาของโลกเมื่อการสืบสกุลอย่างนั้น ก็เท่ากับว่านำทุกข์มาให้กับลูกเต้า แต่ว่าก็เป็นธรรมดาของโลก เพราะว่าบิดามารดานั้นเป็นผู้มีความชำนิชำนาญในเรื่องโลก ไม่ตระหนักในธรรมะคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และไม่ใช่นักปฏิบัติจริงจัง ที่ได้เห็นธรรมได้เกิดขึ้นในดวงใจของตนเองเช่นนั้น มันก็ต้องแนะนำลูกเต้าเข้าไปอย่างนั้น ไปสู่ความทุกข์ยากลำบากกังวลนานาประการ

    ส่วนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นดวงตาของโลก รู้เห็นธรรม เห็นโลกเป็นสิ่งที่ร้อน เป็นที่หมกมุ่น กระวนกระวายเดือดร้อน ทั้งกลางวันกลางคืนไม่มีความสงบสุข

    เพราะฉะนั้นพระองค์จึงได้ประทานธรรมะคำสั่งสอน ให้บรรดาพุทธบริษัทเข้ามาประพฤติปฏิบัติศีลห้า ศีลแปด ศีลสิบ ศีลสองร้อยยี่สิบเจ็ด อย่างนักบวชอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นการเป็นนักบวชท่านจึงเรียกว่า “สมณะ”

    ทีนี้อาศัยกัลยาณมิตรเป็นสิ่งสำคัญ ในตำราท่านจึงว่า “อเสวนา จ พาลานํ ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา” การคบค้าสมาคมกับคนดีกับบัณฑิตนี่เป็นสิ่งที่สำคัญ ได้ครูบาอาจารย์ที่ท่านตั้งอกตั้งใจปฏิบัติแล้ว ท่านมีธรรมะในใจ ท่านก็แนะนำพร่ำสอน ก็เลยบวชมาได้อย่างนี้

    เพราะฉะนั้นการบวชนี้ ถ้าแม้นว่ามองให้ลึก พิจารณาให้ซึ้งไปแล้ว มันไม่ใช่ของธรรมดา เป็นคุณสมบัติของกษัตริย์ทีเดียว เพราะเราเป็นลูกศิษย์ตถาคต พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั้นเป็นกษัตริย์ เป็นผู้มีศิลปวิทยาการต่างๆ เป็นผู้มีความสามารถทุกประการ แม้แต่วิชารบนานาประการที่พระองค์คล่องแคล่ว ธนูมีอันหนึ่งเป็นธนูโบราณ อันนั้นไม่มีบุคคลใด ๆ ที่จะสามารถยกขึ้นได้ พระองค์ก็สามารถจะยกธนูอันนั้นยิงไปได้เลย ทั้งยกด้วยกำลังอย่างมหาศาลของพระองค์ เป็นผู้มีความสามารถฉลาดคล่องแคล่วทุกๆ ประการ แต่ว่านิสัยสัมมาสัมโพธิญาณที่พระองค์ได้บำเพ็ญโปรดเวไนยสัตว์ที่ได้สั่งสมบารมีในอดีตชาติมาแล้ว เมื่อเกิดเป็นกษัตริย์อย่างนั้นก็เกิดความเบื่อหน่าย เมื่อพบเห็นคนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็เกิดความเบื่อหน่าย ดังนั้นพระองค์จึงคิดหาทางที่จะบรรพชา ออกไปบำเพ็ญสมณธรรม เป็นเครื่องสลัดตนออกจากโลก เมื่อดำริอย่างนั้นเป็นที่ตกลงแน่นอน จึงทรงออกบวช ไปบำเพ็ญตบะอยู่เป็นเวลา ๖ ปี จึงได้สำเร็จสัมมาสัมโพธิญาณ แล้วได้วางสิกขาบทวินัยไว้ให้พระสงฆ์ทั้งหลายสืบเนื่องมาจนถึงพวกเราทุกวันนี้
     
  20. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    บวชตามประเพณี

    การบวชนั้น มาทุกวันนี้เราถือเป็นประเพณีกันเสียแล้ว บวชเพียง ๓ เดือน ๒ เดือน ๑๕ วัน ๑ เดือน อย่างนี้มันคล้าย ๆ กลายเป็นประเพณี ไม่ใช่บวชหนีโลก หนีสงสารอย่างนี้ ถ้านึกถึงการบวชที่จริง แม้แต่เราเองแท้ ๆ ก็บวชตามประเพณีเช่นเดียวกัน เป็นอย่างนั้น อายุครบ ๒๐ ปี งานกำลังเยอะจึงบอกโยมว่า อย่าเพิ่งบวชเถอะ ปีนี้งานเราเยอะ พอถึงวันอายุ ๒๑ ปี ก็ได้เข้ามาบวชบวชก็บวชไปอย่างนั้น นะโม ตัสสะ ฯลฯ อะไร ๆ ก็ว่าไม่ค่อยจะเป็น สวดมนต์ไหว้พระก็ไม่เป็นสักบท เข้ามาด้วยความเป็นคนดิบ เหมือนไม้สดเข้าไปในเตาที่ไม่ได้ลิดกิ่งลิดก้าน เข้าไปอย่างนั้นอีเหละเกะกะนานาประการต่างๆ ก็ได้มาอยู่เบื้องต้นกับท่านอาจารย์กงมา ท่านเป็นอาจารย์ผู้ปกครอง ส่วนท่านพ่อลีของเราในสมัยที่เข้าไปบรรพชาอุปสมบท ท่านเป็นพระอนุสาวนาจารย์ เป็นคู่สวด ความจริงตั้งใจบวชเดือน ๑๒ ก็จะสึก มันมีความหมายอยู่สำหรับพระหนุ่ม คนหนุ่ม เป็นเช่นนั้น เกือบๆ จะไปเกี่ยวข้องกับผู้หญิงเข้า มันเป็นเช่นนั้นชีวิตในวัยหนุ่ม
     

แชร์หน้านี้

Loading...