หลวงปู่เจี๊ยะ...พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง

ในห้อง 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' ตั้งกระทู้โดย HONGTAY, 6 ตุลาคม 2013.

  1. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    พระอาจารย์จันทาถามปัญหาหลวงปู่เจี๊ยะ

    [​IMG]


    พระอาจารย์จันทาถามว่า “หลวงปู่...กิริยาภายนอกของหลวงปู่เป็นอย่างนี้ จะไม่กลัวคนตาหน้าเอาบ้างหรือ?”

    พระอาจารย์เจี๊ยะจึงตอบว่า

    “อันว่ากิริยาภายนอกนั้นจะเป็นอย่างใดก็ตามเถอะ แต่ถ้าหากเรามุ่งมั่นปั้นใจจนเที่ยงดี ก็ยังดีกว่าคนที่กิริยางามแต่ใจไมเที่ยง เพราะนิสัยวาสนาคนเรามันไม่เหมือนกัน เขายังมีคำพูดอยู่มิใช่หรือว่า แข่งอะไรก็แข่งได้ แต่แข่งวาสนาแข่งกันไม่ได้ เราจึงไม่ไปแข่งวาสนากับใคร เราเป็นอย่างนี้จึงพอใจอย่างนี้ เพราะนิสัยวาสนาเป็นมาอย่างนี้”

    “เป็นยังไงหลวงปู่จิตใจ ในเรื่องการภาวนาจะพ้นทุกข์ได้ไหม” ท่านพระอาจารย์จันทาถามอีก

    พระอาจารย์เจี๊ยะตอบว่า

    “ผมก็รู้ว่าผมนี่รอดพ้นได้แล้วนะ รอดมันแล้วไม่คืนมาอีกแล้ว เรามาอยู่มาพบพระอาจารย์มั่น ก็ได้ศึกษาเล่าเรียนเขียนอ่านกับท่าน ศึกษาอะไรนึกว่าท่านจะไม่รู้ แหม!...รู้หมดทุกอย่างไม่เหลือวิสัย นึกคิดทางใจท่านก็รู้ ถูกผิดท่านก็รู้

    เพราะฉะนั้น ผมเองก็ไม่มีสิ่งใดที่จะเอาผิดท่านได้ เอาแค่รู้ถูกทั้งนั้น ดูกิริยามารยาทเรียบร้อยคือพระอาจารย์มั่น เป็นอุปัชฌาย์อาจารย์ของใครก็ไม่มีชื่อเสียงเรียงนามในทางไม่ดีดอก เข้าสู่สังคมก็เรียบร้อยน่าชม น่าเอาเป็นครูเป็นอาจารย์ดี ดูกิริยามารยาททุกอย่างถูกต้องตามพระวินัยดีถูกต้องทุกอย่างดีเลิศประเสริฐไม่มีสิ่งใดผิดพลาด มีแต่เอาถูกทั้งนั้นไปตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ

    เพราะภาวนาในสมัยนั้นไปอยู่ร่วมกับหลวงปู่มั่นที่เชียงใหม่ อุดรฯ โนนนิเวศน์ หนองน้ำเค็ม สกลนคร แล้วก็ย้อนกลับไปที่บ้านเกิดจันทบุรี ที่จันทบุรีจึงเป็นที่สำคัญของผม ตั้งแต่ต้นจนสุดท้าย”

    พระอาจารย์จันทาเรียนถามต่อไปอีกว่า

    “หลวงปู่เห็นผู้สาวสวยๆ ไม่ชอบบ้างเหรอ ?1 ”

    “โอ! ไม่ชอบมันดอก เบื่อหน่ายมัน ไม่สนใจล่ะ เหม็นตดมัน เดี๋ยวมันสิ ตดให้ดม คำว่า“เจี๊ยะ ๆ ” นี่ ไม่คืนกลับมาดมขี้ ดมตดใครอีก”

    “โลกสามไม่กลับคืนมาแล้วหรือปู่” พระอาจารย์จันทาถามย้ำ

    “เรา...ไปเลยแหละ อยู่ฮีแม่มันทำไมอีกล่ะ คำว่า “เจี๊ยะๆ ” ไม่คืนกลับมาเป็นขี้ข้ากิเลสราคะตัณหาของใครอีกแล้ว มุดทะลวงออกทะเลไปเลย...ว่ะ” พระอาจารย์เจี๊ยะตอบอย่างเด็ดขาด

    “ไม่ขึ้นมาอยู่บนโลกสามนี้กับหมู่เพื่อนทั้งหลายอีกแล้วหรือปู่” พระอาจารย์จันทาถาม

    “สูเอ๊ย...ถ้ายังมีการคืนมาอยู่ มันก็ไม่ใช่พระนิพพานน่ะซิวะ พระนิพพานแปลว่าสถานที่เยี่ยมล้ำเลิศประเสริฐสุด หาสิ่งใดเสมอเหมือนไม่มี ไม่มีภพชาติสังขารแล้ว เพราะฉะนั้นผมจึงมาอยู่ร่วมกับหลวงปู่ขาว เพราะท่านพูดจริงแนะนำสิ่งที่ดีทุกอย่าง ไม่พูดโกหกหลอกลวงใครทั้งนั้น”

    “ผมจะได้ไหมหลวงปู่ พระนิพพาน” พระอาจารย์จันทาถาม

    “โอ๊ย! บอกคนอื่นไม่ได้ แล้วแต่ตนเองจะทำได้ ได้เมื่อไหร่ตามแม่มึงแหละ มึงขี้คร้านภาวนา”

    “โอ๊ย! ก็ว่าหมั่นขยันแล้วนะ...หลวงปู่ แต่แล้วมันก็ไม่ปรากฏรสชาติอะไรเพียงแต่ว่าอยู่ได้ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิลงครั้งเดียว”

    หลวงปู่เจี๊ยะท่านเป็นคนจุ๊กจั๊ก ทำงานชอบนุ่งผ้าถกเขมรเหน็บเตี่ยว เปิดตูด ทำให้เห็นแก้มก้น สองข้าง พอเราเห็น ท่านก็ว่า

    “มึงสิดมดากกูบ่... บักห่า”

    “ดากดำ ๆ บ่ดมดอก...ปู่”

    ท่านนุ่งผ้าเหน็บเตี่ยว ถกเขมรทำงานเก่ง เวลาเลิกทำงานอาบน้ำ ฉันน้ำร้อนก็คุยธรรมะ คุยเรื่องธรรมะเก่ง เล่าละเอียดให้ฟังไม่ได้ เพราะเราไม่ได้เรื่องอะไร สำหรับหลวงปู่เจี๊ยะท่านได้รู้ ได้เห็นแล้ว เราไม่รู้ไม่เห็นธรรมอย่างท่าน คุยกับท่านมันก็ไม่รู้เรื่องกัน

    ปู่เจี๊ยะท่านชอบคุยเรื่องพิจารณากายให้ฟัง คุยถึงครูบาจารย์มั่น ท่านเรียกหลวงปู่มั่นว่า “ครูบาจารย์มั่น” ท่านสอนให้พิจารณากาย กาเยกายานุปัสสีวิหะระติ กายเป็นเพียงที่พึ่งพิงอิงอาศัยของใจเท่านั้น หายใจเข้าออก เข้าพุธ ออกโธ เท่านั้นล่ะท่านว่า

    “เอ้า!...นิมนต์หลวงปู่พูดธรรมะให้ฟังหน่อยเถอะจะได้จำไว้”

    “ร่างกายนี้ เป็นที่พึ่งที่อิงอาศัยของใจ เอาเท่านั้นก็พอไม่ต้องเอามาก จะพูดอย่างละเอียดให้ฟังก็ไม่ได้เพราะมันไม่รู้ด้วยกัน มันต้องรู้ ได้เห็นของจริงทุกอย่าง ไอ้ห่านี่ บักห่านี่” ท่านพูดแต่สำเนียงอย่างนี้เสมอ

    “ไม่อยากได้เมียหรือหลวงปู่” พระอาจารย์จันทาพูดหยอกเล่น

    “บ่อยากได้ดอก เหม็นฮีมัน”

    “ฮ่วย..ฮีนั่นเป็นบ่อเกิดกำเนิดสงสาร ไปเหม็นของเขาทำไมล่ะ หลวงปู่”

    “ครูบาจารย์มั่นไม่ให้กูดม ดมทำไมของเน่า หลอกลวงให้เวียนเกิด เวียนตาย เวียนบ่หน่ายอยู่ในโลกสาม”

    หลวงปู่เจี๊ยะท่านเคารพหลวงปู่ขาวดี ท่านว่า

    “หลวงปู่ขาวเป็นพระอรหันต์นะ ประมาทไม่ได้ ท่านรู้หมด เราคุยกันอยู่ตรงนี้ หลวงปู่ขาวท่านก็รู้ เราเคารพท่านไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน เคารพปู่ขาวเนี่ย”

    ปู่เจี๊ยะท่านก็ดี ฟังแต่ว่าเจี๊ยะ ๆ เถอะ “บักห่า...มึง” พั่นวะ ทำงานนุ่งแต่ถกเขมรผ้าเหน็บหางกะเตี่ยว เปิดแก้มก้น เปิดฮู้ดากเลย นุ่งแต่เพียงผ้าอาบน้ำ พันเป็นเกลียวเข้าร่องตูด ท่านเดินทำงานสบาย วัดถ้ำกองเพลมันกว้าง เวลามีมอเตอร์ไซค์เขามา ท่านก็ขอซ้อนท้ายเขาเฉย

    “คนอื่นเขาจะเห็นตูดแล้ว หลวงปู่”

    “เห็นช่างแม่เถอะ!!! มันอยากได้ให้มันมาเลียเอา”

    “โอ๊ย!...เขาบ่เลียดอก ขี้เดียดวะตูด”

    เราพูดกันกับท่านได้ดี ท่านบ่ฮ้ายบ่ว่าอีหยัง (ไม่ว่าอะไร)

    “บักห่ามึงโง่หลาย มึงสิสึกไปเลียดากเขาอีกเบ๊าะ” (พระอาจารย์เจี๊ยะดุอาจารย์จันทา)

    “ว่าสิ บ่ไปแหล้ว...หลวงปู่ สิไปกับพรหมจรรย์ตลอด ไม่กลับอีกแล้วเป็นอย่างไรก็ไม่กลับ”

    หลวงปู่เจี๊ยะท่านเคารพปู่ขาว ท่านเรียกหลวงปู่ขาวว่า “ครูบาจารย์ขาว” ครูบาจารย์ขาวท่านเป็นพระอรหันต์นะ ผมนึกประมาทไม่ได้ ท่านรู้เลย ผมจงรักษาตัวให้ดี

    เวลาหลวงปู่เจี๊ยะทำงานอยู่ตามกุฏิ โอ๊ย...นุ่งแต่ผ้าถกเขมรเหน็บเตี่ยวละ อังสะไม่ใส่เลย

    “เอ้า!...ใส่ซะหน่อยไม่ได้หรือปู่ ผ้าอังสะนั่นน่ะ”

    “เอ้อ!...ถอดออกนี่แหละ มันแฮงดี บักห่ามึงอย่ามาถามกูหลาย กูรำคาญ” (หัวเราะ)

    สำหรับหลวงปู่เจี้ยะ คนไม่เข้าใจในการประพฤติในการปฏิบัติทุกอย่างอาจเข้าใจได้ว่า “เป็นผีบ้า”เพราะไม่รู้เบื้องหลัง ทั้ง ๆ ที่ท่านได้อยู่และผ่านการปฏิบัติกับครูบาจารย์ที่สำคัญที่สุด คือท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งเป็นพระที่ใหญ่ที่สุดและดีเยี่ยมที่สุด

    เวลาหลวงปู่เจี๊ยะท่านทำงานเสร็จแล้ว เลิกงานสรงน้ำ แล้วนุ่งสบงครองจีวรพาดผ้าสังฆาฏิเรียบร้อย ดูท่านรูปสวย เดิน ยืน นั่ง กิริยามารยาทอะไรก็เรียบร้อยน่าชม ในเมื่อครองสบงสังฆาจีวรเรียบร้อยแล้ว

    “โอ๊ย!...น่าชมเว้ย... อาจจะได้บุญมากเน๊าะ...หลวงปู่”

    “บ่ได้บุญกูสิบวชดิ บักห่ามึง มึงอย่าถามแปลกหลาย”

    เรากับเพิ่น (ท่าน) ถูกกันดี ว่าถามอะไรท่านก็ไม่ด่าไม่ว่าหรอก พูดกันอยู่ด้วยกันมา หลับตาเข้าก็เห็นอยู่ รูปพรรณสัณฐาน กิริยามารยาท การพูดจา ทุกอย่างรู้ดี มาอยู่ด้วยกันท่านก็พูดจาพาทีเรื่องศีลธรรมความดีงาม ไม่มีอะไรหรอกจะเหลือวิสัยไปจากพระอาจารย์เจี๊ยะได้ เจี๊ยะ ๆ นี่ โอ๊ย!.. เก่ง เวลาทำงานแม้อังสะก็ถอดออกหมดนะ นุ่งแต่ผ้าอาบน้ำถกเขมรกิ้วฮู้ขี้

    “บักห่ามึง! อยากดมดากกูติ” พั่นวะ (หัวเราะ)

    “โอ๊ย! ไม่อยากดมดอกหลวงปู่ มันเหม็นวะ”

    “เหม็นมึงก็ลองดมตี้ ”

    ท่านทำงานตึ้ง ๆ คนเดียว สับหิน บอกท่านว่า “อย่าทำเถอะหลวงปู่”

    “ทำมันสิเป็นหยัง กูภาวนามาจนพอแล้ว”

    “ไม่เป็นประโยชน์ดอก เป็นประโยชน์ดีก็ไม่ว่าหรอก แต่ว่าทำจนเกินควรเสียแล้ว”

    “ควรบ่เคียนอย่ามาพูดเด้อ เดี๋ยวเอาค้อนทุบหัวเด้ บัก...ห่านิ... มึงขี้คร้านมึงไปไหนก็ไปเถอะ มึงคิดว่ากูโลเล”

    ท่านออกจากงานแล้วก็นุ่งผ้าสบง สังฆาฏิ จีวรเรียบร้อยน่าชม
     
  2. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    ด้วยความรักแม่

    พรรษา ๓๐ - ๓๙ (พ.ศ. ๒๕๐๙ - ๒๕๑๘)

    จำพรรษาที่วัดเขาแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี




    สมุดบันทึกประวัติพระอาจารย์เจี้ยะที่วัดเขาแก้วจารึกไว้ว่า...

    พระอาจารย์เจี๊ยะท่านไปรับใช้อุปัฏฐากหลวงปู่ขาวแล้วเป็นเวลา ๒ ปี ท่านกกลับมาจำพรรษาที่วัดเขาแก้ว เนื่องด้วยอาการป่วยเกี่ยวกับโรคในลำไส้ของโยมมารดาที่เป็นเรื้อรังมานานนั้น ทำให้อาการทรงกับทรุดเท่านั้น ในบางคราวที่โยมมารดาอาการทุเลาพอทรงตัวได้ ท่านก็จะนำมาปฏิบัติธรรมที่วัดเขาแก้ว ท่านเล่าเรื่องโยมมารดาให้ฟังว่า

    เราชวนโยมแม่ให้มาอยู่วัด ตามไปง้อถึงบ้านเลย เราบอกว่า

    “โยมแม่ ให้มาอยู่วัดสักพรรษาซิ”

    โยมแม่บอกว่า “พรรษาหนึ่งไม่ได้หรอก”

    “๒ เดือนได้มั้ย”

    “ไม่ได้ แม่ป่วยไม่ค่อยสบาย”

    “งั้น ๑ เดือนได้มั้ย”

    “ไม่ได้”

    “ถ้าอย่างนั้น เอาเพียง ๑๐ วัน

    โยมแม่ตอบว่า “เออ!...ถ้าอย่างนั้นไปได้”

    เมื่อโยมแม่ท่านเข้ามาอยู่ที่วัด ท่านออกอบายให้โยมแม่ทำกับข้าวถวายทุกวัน แต่เรื่องธรรมะ ระหว่างพระอาจารย์เจี๊ยะกับโยมแม่ไม่ค่อยคุยกัน เพราะโยมแม่ท่านไม่ชอบกิริยาของพระลูกชาย

    บางทีโยมแม่ท่านก็พูดว่า

    “เรียบร้อยหน่อยซิลูก คนเขาจะว่าเอา เราบวชมาแล้ว แม่อายเขา คำว่า ไอ้ควาย... เย็ดแม่งมึง... ไอ้ห่า... ไอ้เหี้ย... ไม่พูดไม่ได้เหรอ...ลูก ยิ่งเวลาอาจารย์ถวิลมาหา ยิ่งพูดจนญาติโยมเขาหนีกันหมด แม่ก็รู้อยู่ว่าเป็นคนคอเดียวกัน พวกเดียวกัน บ้านเกิดเดียวกัน แต่แม่กลัวคนเขาจะว่าเอา แม่รู้อยู่ว่ากิริยาท่าทางเป็นอย่างงี้ แต่จิตใจดี ทำกายวาจาให้ดีด้วยไม่ได้หรือ...ลูก?”

    โยมแม่ท่านพูดอย่างนั้น ท่านก็นิ่งไปพักหนึ่ง ท่านก็พูดว่า

    “โยมแม่ นิสัยนี้มันติดมาตั้งแต่ยังไม่เกิดโน่น มิใช่มันเพิ่งจะอุตริมาเป็นเอาตอนเกิดแล้ว จะให้แก้ยังไง ก็มันเป็นมาก่อนเกิด ถ้ามันเป็นหลังเกิด ก็พอแก้ได้อยู่ แต่นิสัยนี้มันติดมาในขันธสันดานเสียแล้ว แก้ไม่ได้หรอก”

    เพราะปกตินิสัยโยมแม่ท่านชอบพระเรียบร้อย ส่วนพระอาจารย์เจี๊ยะชอบอิสระ โยมแม่จะไปโต้ตอบสู้อะไร ก็อายแทนลูกละซิ บางทีโยมแม่ของท่านก็อึดอัดจึงบ่นว่า

    “ลูกกูทำไมเป็นอย่างนี้วะ บวชเรียนแล้วไม่กลัวใครเลย พูดโพล่ง ๆ“

    พระอาจารย์เจี๊ยะท่านเล่าว่า เป็นเพราะนิสัยท่านเป็นอย่างนี้ จึงทำให้สอนโยมแม่ยาก ท่านบอกว่า ท่านไม่เก่งเหมือนท่านพระอาจารย์มหาบัว เอาแม่มาอยู่วัดด้วยได้

    พระอาจารย์เจี๊ยะจึงเล่าต่อว่า

    “เรานี่นะ รักโยมแม่มากกว่าโยมพ่อ เพราะเรากินนมแม่ โยมแม่อยู่ในใจเราตลอด ตอนเป็นเด็กๆ ทำผิด บางทีโยมแม่เอาแส้ไล่หวด เราก็วิ่งไปหลบอยู่ในคลองน้ำ บางทีแม่ไล่ตี เราก็วิ่งหนีเข้าโรงฝิ่น ไปฟังเขาคุยกันในโรงฝิ่นสนุกดี แต่เราไม่ได้ไปสูบฝิ่น โยมแม่เป็นคนเจ้าระเบียบเรียบร้อย ใจดี โยมแม่รักเรามาก เพราะภายในใจท่านคิดเสมอว่าจักให้เราดำรงวงศ์ตระกูลให้ยั่งยืน ปกครองทรัพย์สมบัติที่ท่านหามาไว้ได้ เมื่อท่านตายไปแล้ว ก็หวังให้เราทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้”

    โยมแม่มีลูกชาย ๓ คน หวังจะให้ลูกชายทั้งสาม เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการงานทุกสิ่ง แต่มันก็ไม่ได้เป็นไปตามนั้น เพราะถึงพวกเราจะเกิดมาในท้องเดียวกันก็ตาม จะให้เสมอเหมือนกันทุกสิ่งย่อมไม่ได้ เพราะแม้แต่ผิวพรรณและความบ่ระพฤติยังแตกต่างกันแล้ว ยิ่งบุญกรรมที่ละเอียดยิ่งแตกต่างกันไปใหญ่ ในบางครั้งเราเป็นเด็กทำความผิด โยมแม่ผู้จับได้ ก็จะสั่งสอนตักเตือนในสิ่งที่ประพฤติผิดไปแล้ว ท่านไม่ทอดทิ้งในเรื่องนั้นๆ จะนำมาสั่งสอนเสมอ

    พ่อแม่นี้ท่านรักเราผู้เป็นลูก ในทำนองเดียวกันกับมือและเท้าของท่านเอง ที่เปรอะเปื้อนไปด้วยของสกปรก เป็นสิ่งที่ควรชะล้างให้สะอาด ถึงจะสกปรกมากเพียงไร ก็ไม่ควรที่จะตัดมือเท้านั้นทิ้ง เพราะจะทำให้ร่างกายตนเองเจ็บปวดและทรมานมาก พ่อแม่รักลูกส่วนมากท่านก็ทะนุถนอมลูกเหมือถือเท้าของท่านโดยทำนองนี้”

    ในระหว่างที่พระอาจารย์เจี๊ยะพักจำพรรษาที่วัดเขาแก้ว ท่านได้แสดงความเป็นผู้กตัญญูกตเวทีแก่ท่านผู้มีคุณจนสุดความสามารถ ในที่สุดโยมมารดาท่านก็เสียชีวิตอายุ ๙๓ ปี วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๑๗

    เมื่อโยมมารดาเสียชีวิต ท่านจัดพิธีทางศาสนาอย่างสมเกียรติ นิมนต์ท่านเจ้าคุณพระพรหมมุนี (วิชมัย ปุญฺญาราโม) วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นองค์แสดงธรรม ในงานศพนั้นสหธรรมมิกของท่านคือ พระอาจารย์เฟื่อง โชติโก พระอาจารย์ถวิล จิณฺณธมฺโม มาช่วยเหลือจนตลอดงาน
     
  3. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม

    [​IMG]


    พระอาจารย์เจี๊ยะปฎิบัติพัฒนาวัดเขาแก้วเจริญรุ่งเรือง สร้างเสนาสนะในวัดเขาแก้วบริบูรณ์ทุกอย่าง ในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ท่านจึงจัดงานทำบุญฉลองพระอุโบสถ โดยนิมนต์หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม มาเป็นประธาน และพระกรรมฐานทั้งหลายก็มาร่วมงานนั้นเป็นจำนวนมาก เช่น หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ชอบ ฐานสโม พระอาจารย์วัน อุตฺตโม พระอาจารย์จวน กุลฺเชฏโฐ พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร พระอาจารย์สมชาย ฐิตวิริโย ฯลฯ

    เมื่อหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม มาพักที่วัดเขาแก้ว ท่านจะสนทนาธรรมกับพระอาจารย์เจี๊ยะเป็นเวลานาน ๆ พระอาจารย์เจี๊ยะเมื่อเจอกับหลวงปู่ตื้อ ก็จะแสดงกิริยานอบน้อมน่ารักยิ่งนัก พูดจาว่า

    “ครับ...ครับ... ครูอาจารย์” ในเวลาพูดก็พนมมือโดยตลอด

    ขณะที่หลวงปู่ตื้อมาพักที่วัดเขาแก้ว มีคนมาถามปัญหาอันชวนน่าขำหลายอย่าง เช่นมีปัญหาที่คนนำมาเขียนถามท่านว่า

    “หลวงปู่ครับ มุตโตทัย มันเกิดที่ไหน? หลวงปู่รู้มั้ย?”

    “เฮ้ย! รู้ ๆ ๆ จากโคราชลงมาทางกรุงเทพฯ นี่มุตโตไทย จากโคราชขึ้นไปทางอุดรฯ ขอนแก่นโน่น เป็นมุตโตลาว” ผู้คนที่นั่งฟังหัวเราะกันใหญ่

    แล้วหลวงปู่ตื้อท่านก็พูดว่า “มีปัญหาอะไรถามมาเลย กูนี่ตอบได้หมด ยิ่งปัญหาเป็นพันๆ ปีก็ยิ่งตอบได้อย่างถนัด”

    “โอ้ ขนาดนั้นเลยหรือหลวงปู่” โยมคนนั้นกล่าวขึ้น นัยน์ตามองหลวงปู่ตื้อเหมือนตุ๊กตา

    “เออ!...สิวะ กูตอบได้หมดปัญหาในโลกนี้ ยิ่งนานเป็นพันปี ยิ่งตอบได้เต็มปากเต็มคำ”

    “ทำไมเป็นอย่างงั้นล่ะปู่”

    “มันนานมาแล้ว ไม่มีคนไปรู้กับกูหรอก ไม่มีคนไปค้นได้ ไอ้คนที่ถามกูมันก็ไม่รู้เรื่องหรอกน่ะ” หลวงปู่ตื้อท่านว่าอย่างนั้นคนก็ยิ่งหัวเราะกันตรึม

    มีโยมคนหนึ่งนั่งใกล้ๆ กับพระอาจารย์เจี๊ยะ พูดกระซิบกับพระอาจารย์เจี๊ยะว่า

    “ถ้าหลวงปู่ตื้ออยู่ หลวงตามหาบัวจะกล้าหยอกเล่นมั้ยครับ?”

    “อู้ย! ไม่กล้าหรอก” พระอาจารย์เจี๊ยะตอบเน้น ๆ ค่อย ๆ แบบซุบซิบ ๆ

    พระอาจารย์เจี๊ยะกับหลวงปู่หลุยท่านจะเป็นห่วงกันมาก วันหนึ่งหลวงปู่หลุยไปกิจนิมนต์ได้เงินมาเป็นแสน เมื่อพระอาจารย์เจี๊ยะทราบก็จะเข้าไปขอเงินมาใช้บ้าง เพราะตอนนั้นท่านจนไม่มีเงิน ในขณะนั้นหลวงปู่หลุยท่านกำลังพูดคุยธรรมะกับพวกญาติโยมอยู่ พอพระอาจารย์เจี๊ยะนั่งลงกราบเท่านั้นแหละ หลวงปู่หลุยก็พูดดักคอขึ้นมาทันทีว่า

    “โอ๊ย! อาจารย์เจี๊ยะนี่ ท่านเป็นลูกเจ๊กลูกจีนนะ อาจารย์เจี๊ยะนี่เก่งมากนะหาเงินเก่ง สร้างศาลา โบสถ์วิหาร กุฏิเต็มวัด มีเงินน่าจะแบ่งกันใช้บ้าง”

    เมื่อหลวงปู่หลุยพูดอย่างนั้น พระอาจารย์เจี๊ยะท่านจึงกราบขอโอกาสออกมา เมื่อออกมา ท่านจึงพูดกับพระว่า

    “ตายห่าแล้ว... อดเลย หลวงปู่หลุยท่านรู้ ดักคอไว้หมด ไม่ได้ซักบาทเดียว”

    พระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านทราบว่าพระอาจารย์เจี๊ยะชอบหิน ไปเที่ยวที่ไหนเห็นหินสวยๆ ตามป่าตามเขาก็จะพาพระอาจารย์เจี๊ยะไปดู บางทีกำลังนั่งคุยกับญาติโยมอยู่ เมื่อพูดเรื่องหิน ทิ้งญาติโยมไปกันเลย ไม่สนใจ

    พระอาจารย์วัน พระอาจารย์จวน พระอาจารย์สิงห์ทอง เคารพรักพระอาจารย์เจี๊ยะมาก เมื่อมาหาพระอาจารย์เจี๊ยะที่วัดเขาแก้ว จะคุยกันเฮ ๆ ไม่คุยกับใครอื่น เหมือนว่าไม่ได้เจอกันมานมนาน ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะพบกันมา

    พระอาจารย์เจี๊ยะท่านอยู่จำพรรษา วัดเขาแก้ว มีนักปฏิบัติธรรมแวะเวียนมาสนทนาธรรมกับท่านเสมอ ส่วนมากจะเป็นผู้ที่คุ้นเคยกับพระกรรมฐานองค์สำคัญ ๆ เพราะเรื่องพระอาจารย์เจี๊ยะ คนธรรมดาทั่วไปจะไม่ทราบและมองท่านไม่ออก ฉะนั้นคนที่คลุกอยู่วงในเกี่ยวข้องกับพระกรรมฐานจริง ๆ จึงจะรู้เรื่องและเบื้องหลังของท่าน ท่านเป็นพระถ่อมตัวอยู่แบบซอมซ่อ

    มีโยมคนหนึ่งเข้าไปถามพระอาจารย์เจี๊ยะว่า

    “ท่านอาจารย์ทำประโยชน์ให้พระศาสนาไว้เยอะมาก คนแถวนี้เขาทราบมั้ย?”

    “ก็แล้วแต่ใครเขาจะดูซิ เราไปบอกเขาอย่างนั้นไม่ได้หรอก”

    “ท่านอาจารย์อยากให้อนาคตของวัดนี้เป็นอย่างไร”

    “ก็อยู่เงียบ ๆ แบบนี้นะดี”

    “ท่านอาจารย์ เราจะกำหนดรู้มั้ยว่าชาติหน้าเราจะเกิดเป็นอะไร?”

    “ถ้าผู้มีบุญวาสนามาเกิดแล้วได้ฝึกฝนจนบรรลุญาณก็จะรู้ได้ ถ้าไม่มีญาณก็ไม่รู้ บางทีก็รู้เหมือนกันแต่รู้ไม่จริง รู้มีหลายรู้ มีรู้อ่อน รู้แก่ เหมือนเศรษฐีกับคนมีฐานะพอปานกลางมันก็ต่างกัน คนจนลงมาก็ต่างกันอีก ต้องท่านผู้มีญาณเท่านั้นที่จะสามารถกำหนดรู้ได้ว่าเกิดมาชาตินี้ๆ เกิดมาเป็นอะไร ที่พวกเราทั้งหลายเกิดมาแล้วก็ได้รู้กันว่าเคยเกิดเป็นอะไรมาบ้าง ก็เพราะบุญอย่างนั้นมันต่างกัน”

    “แล้วทำไม ท่านอาจารย์จึงชอบตีเหล็กนัก” โยมคนนั้นถามขึ้น

    พระอาจารย์เจี๊ยะตอบว่า

    “ทีแรกเราก็ไปซื้อขวานมา แล้วมันฟันไม่ได้ล่ะซิ ซื้อมาทีไร มาฟันก็ไม่ค่อยมีคม เจ็บใจ เลยเอาแหนบรถสิบล้อมาตีเองเลย ทำไปทำมามันคมกว่าที่เขาขายอีก”

    “แล้วผิดข้อวัตรปฏิบัติมั้ยครับท่านอาจารย์” เขาถามด้วยความสงสัย

    “ไม่ผิดหรอก ตีขวานมันไม่ผิดหรอก ไม่เห็นมีวินัยข้อไหนห้ามพระตีขวาน"

    “บางคนเขาว่า ท่านอาจารย์ทำในเรื่องไม่ใช่กิจของสงฆ์”

    “ฮือ!...ทำไมจะไม่ใช่ ? เราเป็นพระสงฆ์ เอามาตีเอง จะไปผิดอะไร ไม่ได้ไปฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ทำบาปกรรมอะไรนี่นา มันจะบาปได้ไง ไม่บาป พระสงฆ์ตีเองกับมือ จะไม่ใช่กิจของสงฆ์ได้ไง”

    “ท่านอาจารย์ตีเพื่อใช้เอง หรือเอาไปให้คนอื่นใช้ล่ะ”

    “ใช้เองก็ได้ ให้คนอื่นเพื่อทำทานก็ได้ฮิ ทำให้มันเป็นประโยชน์ ตีมีดตีขวานด้วย ตีกิเลสความขี้เกียจขี้คร้านออกด้วยก็ยิ่งดี บางทีนำมาพิจารณาก็เป็นธรรมได้เหมือนกัน”
     
  4. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    ย้อนกลับถ้ำกลองเพล

    พรรษาที่ ๔๐ (พ.ศ. ๒๕๑๙)

    จำพรรษาที่วัดถ้ำกลองเพล อำเภอหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี



    ในสมุดบันทึกประวัติวัดเขาแก้วได้จารึกเรื่องนี้ไว้ว่า

    พระอาจารย์เจี๊ยะจำพรรษาที่วัดเขาแก้วมาหลายปีแล้ว เพราะเป็นคนไปก่อสร้างบูรณะและสร้างถาวรวัตถุไว้มากมาย ประกอบกับมีความคุ้นเคยในสถานที่นั้นเพราะเป็นแถบถิ่นฐานบ้านเดิมของท่าน และที่สำคัญพระป่าสายท่านพระอาจารย์มั่นที่อยู่ทางจันท์ก็มีน้อย

    เมื่อออกพรรษา ปี ๒๕๑๘ พระเณรที่วัดเขาแก้วมีน้อย ท่านจึงเดินทางออกจากวัดเขาแก้ว ไปวัดอโศการาม เพื่อชักชวนพระเณรที่วัดอโศการามมาร่วมจำพรรษาด้วย มีพระติดตามท่านไป ๔-๕ รูป พระเหล่านั้นเป็นพระที่อาจารย์เจี๊ยะชักชวนมา มิได้มาเองด้วยศรัทธา

    ขณะนั้นที่วัดอโศการาม บรรดาพระทั้งหลายกำลังมีความสงสัย เรื่องธรรมภายในของท่านเป็นอย่างยิ่ง นอกจากสงสัยเรื่องธรรมภายในแล้ว ปฏิปทาของท่านก็ยังเป็นที่กังขาสงสัยยิ่งนัก เพราะพระโดยส่วนมาก เป็นพระบวชใหม่ๆ กัน หรือแม้แต่พระเก่าๆ บางรูปก็ยังตำหนิในข้อปฏิบัติของท่านอยู่

    [​IMG]
    หลวงปู่เจี๊ยะไปเยี่ยมหลวงปู่ขาว

    “ผู้ไม่มีคุณธรรมภายในประเสริฐ จะไม่มีทางรู้เรื่องคุณธรรมอันประเสริฐของท่านได้ เพราะกิริยาท่าทางของท่านไม่สวยงาม จึงปิดบังคุณธรรมลึกๆ ของท่านที่อยู่ภายในแบบมิดเม้น ซ่อนเร้น การพูดท่านก็พูดง่ายๆ ถ้าเราไม่จับใจความ ไม่ตั้งใจขบคิดก็จะไม่สามารถเข้าใจได้”

    พวกพระที่ท่านชักชวนส่วนมากปฏิเสธ คิดๆ อีกทีน่าสงสารท่าน แต่คิดให้ลึกๆ น่าสงสารเราพวกพระทั้งหลายนั่นแหละ ที่พระผู้ประเสริฐอย่างนี้มาชวนไม่ยอมพากันมา แถมแสดงท่าทางรังเกียจ ที่จะติดตาม เพราะอะไร ก็เพราะพวกเรามองอะไรๆ แต่ภายนอกๆ ไม่เคยมองดูว่าพระพุทธเจ้า นั้นท่านบรรลุธรรมด้วยกาย วาจาหรือด้วยใจ จริงอยู่กายวาจา เป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ใจสำคัญกว่าสิ่งทั้งสองนั้นอีก เหมือนที่พระพุทธองค์ตรัสว่า

    “ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นหัวหน้า สำเร็จลงด้วยใจ ถ้าใจดี ก็ดี ถ้าใจชั่ว ก็ชั่ว จะทำจะพูดอะไรถ้าใจมันดี การกระทำ การพูดก็ดี เหมือนเกวียนติดตามรอยเท้าโคฉะนั้น”


    การมองแต่ภายนอกนั้น เป็นนิสัยของชาวโลกที่ติดกันมาเป็นเวลาช้านาน แต่อาจารย์เจี๊ยะท่านก็มีธรรมของท่าน ท่านจึงไม่มีมายาที่จะแสดงอะไรหลอกๆ เหมือนโลกทั้งหลายที่เขาทำกัน ความจริงเป็นอย่างไร จึงเป็นธรรมชาติที่จริงอย่างนั้นออกมา ไม่มีการเสแสร้งแกล้งทำ คิดๆ ไปก็น่าปวดหัว เป็นไข้ เพราะว่าการทำอย่างท่านนั้น ยากกว่าการทำอย่างอื่นเสียอีก เพราะท่านก็รู้ว่าคนทั้งหลายไม่ชอบแบบนั้น แต่ท่านก็ไม่มีเปลี่ยนแปลง เพื่อให้คนมานับถือตน เพราะเพียงแต่ท่านอยู่เฉยๆ พูดแต่เพียงว่าเป็นลูกศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น คำพูดเพียงเท่านี้ก็หาอยู่หากินกันไปจนตาย เพราะวิธีการแบบนี้มีพระนำไปใช้กันเยอะ แต่ท่านไม่ใช่พระแบบเอาครูบาอาจารย์มาขายเลหลัง เพราะคุณธรรมที่มีอยู่ภายในท่านนั้น ไม่มีสูงต่ำกับอะไร ท่านจึงสบายๆ ของท่าน

    ก่อนที่พวกพระ ๔-๕ รูปจะไปกับพระอาจารย์เจี๊ยะนั้น พระผู้ใหญ่ๆ และพระอื่นๆ ก็มากระซิบบอกพวกพระว่า

    “ตายนะ ตายแน่ๆ นะ พวกคุณรู้หรือยังว่า การไปอยู่กับครูอาจารย์แบบนี้จะเป็นเช่นไร เดี๋ยวพวกท่านก็จะโดนไล่หนีหมดหรอก”

    ท่านเป็นพระดุที่ไม่มีใครใกล้ชิด

    “ตายแน่ๆ คราวนี้แล้วพวกเราจะทำอย่างไรล่ะ?” พวกพระก็นั่งคิดปรึกษากัน

    ตอนนั้นมีแต่พระใหม่ๆ บวชได้คนละ ๓-๔ พรรษา เมื่อเป็นเช่นนี้ พระที่จะอยู่กับท่าน ต่างองค์ก็ต่างกลัวเพราะคนพูดมากเข้า พวกพระก็ปอดแหกแล้ว

    “พระอาจารย์เจี๊ยะดุมากนะ”

    นี้เป็นภาษาที่โลกตั้งให้ท่าน ถ้าเป็นภาษาทางธรรมท่านเรียกว่า “ตรงเผง” คือท่านไม่มีอ้อมค้อมอาจหาญในคำพูด ไม่เกรงกลัวใคร อันนี้แหละที่บุคคลอื่นๆ ทำไม่ได้

    วันที่พวกพระติดตามไปวัดเขาแก้วกับท่าน พระอุปัชฌาย์ของพระทั้งหลายเหล่านั้น ถึงกับต้องเขียนจดหมายฝากไปให้พระอาจารย์เจี๊ยะ ใจความในหนังสือนั้นเขียนว่า

    “ถ้าหากว่า พระอาจารย์เจี๊ยะดุด่าว่ากล่าวสัทธิวิหาริกของผม จนไม่สามารถทนได้ ผมจะเรียกพระผมคืน”

    นี่ท่านเขียนถึงขนาดนั้น ในที่สุดพวกพระ ๔-๕ รูป ก็เหลือที่กล้าไปจำพรรษากับพระอาจารย์เจี๊ยะ ที่วัดเขาแก้วจันทบุรีเพียง ๓ รูป

    จวนใกล้จะอธิษฐานเข้าพรรษาแล้ว วันหนึ่งมีโยมมาบอกท่านว่า “หลวงปู่ขาวป่วยหนัก”

    ท่านจึงมาบอกกับพวกพระว่า “ผมอยู่กับพวกท่านไม่ได้แล้วนะ ผมจะขึ้นไปอยู่กับปู่ขาวที่ถ้ำกลองเพล เพราะปู่ขาวป่วยหนัก”

    ท่านพูดสั้นๆ แบบไม่ไยดีพวกพระที่ติดตามมาเลย

    “ตายแล้วทีนี้” พระองค์หนึ่งในจำนวนพระหลายรูปนั้นพูดขึ้น แล้วที่มาด้วยกันหลายๆ รูปก็แสดงความเห็นด้วย

    “แล้วพวกเราจะอยู่ยังไง จะเข้าพรรษาแล้วไม่กี่วัน” ต่างองค์ต่างก็ปรึกษากันด้วยความลังเล

    “พวกผมตั้งใจมาอบรมกับท่านอาจารย์ มากับท่านอาจารย์ก็อุปสรรคมากอยู่แล้ว แล้วจะมาให้พวกผมอยู่กันตามลำพัง แล้วจะให้พวกผมปฏิบัติยังไง”

    ท่านตอบแบบที่เราได้ยินและร่ำลือทันทีว่า

    “เฮ้ย!...ไม่เกี่ยวโว้ย!... หลวงปู่ขาวป่วยหนัก พวกท่านอยู่วัดกันเลย”

    ท่านพูดห้วนๆ ตรงๆ ฟังแล้วเข้าใจแต่ไม่สบายใจ เหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ที่อกเพราะไม่รู้จะทำอย่างไร

    เอาซะแล้วสิ กรรม!...กรรมแท้ๆ เป็นเพราะเราไม่เชื่อพระผู้ใหญ่แท้ๆ ที่ติดสอยห้อยตามท่านมา เอาพวกเรามาแล้วท่านก็มาทิ้ง เพราะตอนนั้นพวกพระไม่ทราบว่า ท่านเคารพรักหลวงปู่ขาวขนาดไหน ท่านรักและเคารพหลวงปู่ขาวมาก เพราะหลวงปู่ขาวสอนให้ท่านพิจารณาคิดค้นทางด้านร่างกายด้วยปัญญา และหลวงปู่ขาวนี่เอง เป็นพระที่ท่านลงใจแบบหมอบราบ ถึงกับพูดว่า ท่านพระอาจารย์มั่นบอกว่า “หลวงปู่ขาวนี่แหละเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง”

    พอถึงวันเข้าพรรษาพวกพระก็อยู่กันแบบว้าเหว่ มีพระ ๔ พรรษา ๓ องค์ หลวงพ่อแก่ๆ อีกองค์หนึ่งซึ่งอยู่เดิม และสามเณรที่เป็นหลานพระอาจารย์เจี๊ยะ รวมแล้วเป็น ๕ องค์ จำพรรษาที่วัดเขาแก้ว ส่วนพระอาจารย์เจี๊ยะ ท่านไปจำพรรษาที่วัดถ้ำกลองเพล เพื่ออุปัฏฐากหลวงปู่ขาว อนาลโย แต่ก่อนไปพระอาจารย์เจี๊ยะก็ได้บอกถึงสาเหตุ ที่ท่านต้องไปให้พระเหล่านั้นใจชื้นขึ้นมาบ้างว่า...

    หมู่เอ๋ย...สาเหตุที่ผมเคารพรักหลวงปู่ขาวมาก ก็เพราะท่านพระอาจารย์มั่นเองเป็นผู้รับรอง จึงขอเล่าย้อนอดีตให้พวกท่านฟัง เรื่องที่ท่านอาจารย์มั่นชมเชยหลวงปู่ขาวมากนั้น ผมได้ฟังมากับหูว่า

    “ท่านขาวเป็นพระสำคัญมากนะ หมด(กิเลส)แล้วนะเจี๊ยะ ให้จับตาดูไว้ให้ดีจะเป็นที่พึ่งได้”

    เมื่อผมได้ยินท่านพระอาจารย์มั่นพูดดังนั้น ผมก็ฮึดฮัดขึ้นมาในใจ อยากเจออยากพบอยากเห็น เพราะปกติแล้วท่านพระอาจารย์มั่นท่านไม่ชื่นชมใครง่ายๆ แสดงว่าพระรูปนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน ต้องมีอะไรที่เราจะสามารถค้นคว้าเอาจากท่านได้ และสิ่งนั้นคือธรรม
     
  5. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    สมเด็จพระญาณสังวรนิมนต์พระอาจารย์เจี๊ยะเป็นเจ้าอาวาสวัดญาณฯ

    พรรษาที่ ๔๑ - ๔๒ (พ.ศ. ๒๕๒๐ - ๒๕๒๑)

    จำพรรษาที่วัดญาณสังวราราม อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี



    [​IMG]


    จากสมุดบันทึกประวัติพระอาจารย์เจี๊ยะ...หลังจากพระอาจารย์เจี๊ยะบอกลาพวกพระที่วัดเขาแก้วไปจำพรรษาที่วัดถ้ำกลองเพล อันเป็นพรรษาที่ ๔๐ เมื่อปวารณาออกพรรษาที่วัดถ้ำกลองเพลแล้ว อาการอาพาธของหลวงปู่ขาว อนาลโย ก็ดีขึ้นบ้าง ท่านจึงเดินทางกลับมาที่วัดอโศการาม เพราะพวกพระที่อาสาติดตามไปอยู่ที่วัดเขาแก้วในตอนแรกก็กลับมาที่วัดอโศการามกันก่อนแล้ว ท่านจึงไม่ห่วงกังวลอะไรที่วัดเขาแก้ว ท่านจึงอยู่เจริญภาวนาวิหารธรรม อบรมสั่งสอนภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกาผู้ใส่ใจในธรรมที่วัดอโศการามนี้ ให้เขาประจักษ์ใจในพระธรรมว่า

    “เราทุกคนที่เกิดมา ถูกความเกิดแก่ เจ็บ ตาย ความโศก ความเศร้า ความทุกข์กาย ทุกข์ใจ ครอบงำให้ทราบว่า เราทุกคนตกอยู่ในกองทุกข์ มีทุกข์ปรากฏอยู่ในเบื้องหน้าเป็นฉากๆ เหมือนกำลังเดินฝ่าดงหนาม ให้พากันพิจารณาขึ้นมาในใจว่า

    ทำอย่างไร เราจึงจะกำจัดดงหนาม คือทุกข์เหล่านี้ให้สูญสิ้นไปได้”

    เมื่อคิดได้ดังนี้แล้วจงพากันบริกรรมภาวนา พุทโธๆ ๆ ๆ ๆ ให้เร็วๆ ๆ จนจิตนี้มีหลักคือความสงบเป็นพื้นฐาน แล้วมาพิจารณาขันธ์ห้าด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เพราะถ้าผู้ภาวนามัวเข้าแต่สมาธิอย่างเดียว จิตจะติดอยู่ในสมาธิ จะเห็นแต่ความมหัศจรรย์ทางด้านสมาธิอย่างเดียว ส่วนความมหัศจรรย์ทางด้านปัญญาจะไม่เห็น ความมหัศจรรย์ทางด้านปัญญา เป็นความมหัศจรรย์อย่างแท้จริง ปัญญาจะเกิดขึ้นได้ต้องคิดค้นมีโยนิโสมนสิการเสมอๆ ต้องคิดค้นคลี่คลาย จนกระทั่งจิตนี้เบื่อหน่ายในขันธ์และในจิต การภาวนาอย่างนี้ก็จะเห็นผลประจักษ์ใจเอง

    เมื่อพระอาจารย์เจี๊ยะพักอยู่ที่วัดอโศการามได้ระยะหนึ่ง ประมาณเดือนธันวาคม ๒๕๑๙ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรฯ ตอนนั้นท่านยังไม่ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชมานิมนต์ให้ท่านไปอยู่เป็นเจ้าอาวาสที่วัดญาณสังวราราม เพราะสมเด็จฯ ท่านต้องการให้มีพระกรรมฐาน สมเด็จฯท่านปรารภว่า

    “วัดอโศฯ กับวัดบวรฯ มีพระหนาแน่นมาก ต้องมีสถานที่วิเวกให้พระปฏิบัติกันบ้าง เราควรแสวงหาที่สัปปายะเพื่อพระที่เป็นกุลบุตรสุดท้ายภายหลังจะได้มีที่ปฏิบัติธรรมในที่ที่ไม่ห่างจากเมืองหลวงมากนัก นอกจากสร้างเป็นวัดปฏิบัติธรรมแล้วยังต้องสร้างถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบัน และเป็นพระบรมราชูทิศแด่บูรพมหากษัตราธิราชเจ้า”

    เมื่อสมเด็จฯ ท่านปรารภดังนี้ ก็แสวงหาที่อันเหมาะสม ในที่สุดก็ไปได้ที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โดยนายแพทย์ขจรและคุณหญิงนิธิวดี อ้นตระการ ถวายที่จำนวน ๓๐๐ ไร่เศษ และคณะกรรมการจัดสร้างวัดซื้อที่ข้างเคียงอีก ๕๙ ไร่ ๙๙ ตารางวา รวมเป็น ๓๖๖ ไร่ ๒ งาน ๑๑ ตารางวา ประกอบกับเนื้อที่โครงการพระราชดำริอีก ๒,๕๐๐ ไร่เศษ ด้วยศรัทธาปณิธานของผู้ถวายที่แด่สมเด็จพระญาณสังวร จึงตั้งชื่อวัดว่า “วัดญาณสังวราราม”
     
  6. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    สอนศิษย์แบบเข้มข้น

    ปลายเดือนธันวาคม ๒๕๑๙ พระอาจารย์เจี๊ยะและพวกพระที่อาสาเป็นศิษย์ (ได้กลายเป็นศิษย์ แบบเต็มตัว) พร้อมกันเดินทางมาอยู่ที่วัดญาณสังวราราม มาถึงทีแรกเสนาสนะมีอยู่บ้างแล้ว แต่ไม่ถาวรเลย พออยู่อาศัยได้อย่างสบายสำหรับพระป่าพระปฏิบัติ สำหรับพรรษานี้ ท่านสอนลูกศิษย์ที่ติดตามอย่างเข้มข้น ถ้าเป็นภาษาทางโลกเรียกว่า “ติวเข้ม” การที่พระมีน้อย โอกาสที่จะทำความเพียรเพื่อกำจัดกิเลสเพื่อความพ้นทุกข์ก็มีมาก

    วัตรปฏิบัติในขณะนั้น... หลังจากฉันน้ำร้อนน้ำชา ประมาณหนึ่งทุ่มถึงสองทุ่ม ท่านจะนำทำความเพียรทางจิตภาวนาจนถึงเที่ยงคืน พอถึงเที่ยงคืนท่านสั่งหยุดเลยให้เข้านอน

    พอถึงตอนตี ๓ พระอาจารย์เจี๊ยะจะทำเสียงสัญญาณด้วยการไอ ค๊อกแค๊กๆ ถ้ากุฏิที่ท่านเดินผ่านแล้วพระรูปที่อยู่ข้างในนั้น ไม่ส่งเสียงไอตอบหรือจุดตะเกียงออกมาล้างหน้าล่ะ เสียงเคาะปี๊ป! จะดังตามมาทันที ถ้ายังไม่ตื่นทำความเพียร ครั้งที่ ๒ ก็โน่น ทุบฝากุฏิพังเลยล่ะ หรือใช้ค้อนขว้างเลย แล้วท่านก็จะสอนพระองค์นั้นๆ เลยว่า

    “ตอนที่ผมอยู่กับหลวงปู่มั่นไม่เป็นอย่างนี้ ถ้าท่านกระแอมก็ต้องแอ้มตอบ แล้วต้องทำความเพียรต่อเลย เราจะต้องมีชาครธรรมต้องตื่นอยู่เสมอ อย่าให้นิวรณ์ครอบงำเราได้”

    เหล่าพระและแม่ชีที่อยู่วัดญาณฯ ตอนนั้น ตี ๓ ง่วงขนาดไหนก็ต้องออกมา เดินจงกรมหัวทิ่มหัวตำ ชนตอ ชนต้นไม้ เดินจงกรมออกนอกเลนเพราะไม่เคยทำอย่างนั้น ใครก็ตามที่ไปอยู่กับท่าน ต้องปรับสภาพร่างกายให้รับได้ทนได้ ต้องเป็นเดือนๆ ถึงจะชินวิธีปฏิบัติแบบท่าน พระทั้งหลายเดินจงกรม เซไปเซมาเป็นเดือนกว่าจะเข้าที่ ไม่ให้หยุดเลย

    ตอนกลางวันข้อวัตรปฏิบัติต้องขยันมาก โดยเฉพาะเรื่องปลูกต้นไม้เพราะวัดญาณฯ เริ่มสร้างไม่มีต้นไม้ ที่นั่นแล้งมาก มีแต่ป่ามันสำปะหลังแห้งๆ
     
  7. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    ให้ไปขี้เยี่ยวใส่ต้นมะม่วง

    ถ้ามองแบบโดยผิวเผินแต่ด้านภายนอกแล้ว การพูดของพระอาจารย์เจี๊ยะอาจจะมองดูเหมือนหยาบ แต่การปฏิบัติไม่ว่าอะไรทั้งนั้นที่ท่านสอนเป็นประโยชน์ทั้งนั้นเลย เช่น ถ้าปลูกต้นไม้ ต้นมะม่วงไว้นี่ ถ้าจะไปถ่ายอุจจาระปัสสาวะนี่ ท่านต้องสอนบังคับให้เราไปถ่ายที่ต้นมะม่วง ท่านจะสั่งไว้เลยว่า

    “เฮ้ย!...พวกพระพวกแม่ชี เวลาขี้เวลาเยี่ยว อย่าไปขี้เยี่ยวที่อื่นนะ ให้ไปขี้เยี่ยวใส่โคนต้นมะม่วงมันจะได้งาม”

    อันต้นมะม่วงนั้นมันก็สูงเพียงแค่ศอก นั่งบังก็ไม่มิด มันแจ้งๆ โล่งๆ ใครๆ เขาก็ไม่กล้าถ่าย (อุจจาระ,ปัสสาวะ) ไม่ว่าใครเข้าไป ท่านก็จะสอนอย่างนี้ตลอด พวกแม่ชีเขาเป็นผู้หญิงเขาก็อาย หัวเราะคิกๆ ท่านทำในสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ให้เป็นประโยชน์ อาจหาญไม่ต้องอายใคร ไอ้การนั่งถ่ายบังต้นไม้เล็กต้นเดียว ใครๆ ก็ไม่กล้า แต่ท่านสอนแล้วท่านก็ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง

    ท่านเน้นมากว่า

    “ความถูกต้อง ตามธรรมวินัยให้พากันทำ ไม่ต้องอาย แต่อันไหนผิดธรรมวินัยให้รู้จักละอาย”

    บางทีท่านก็ไปขอเอาขี้เถ้าหรือเศษกระดูกละเอียดๆ ที่เขาเผาศพจากที่ต่างๆ มาใส่ต้นไม้ เพราะมันมีฟอสเฟส ทำให้ต้นไม้งาม คนที่เข้ามาวัดเขาก็กลัว แม้แต่ขี้ที่อยู่ตามส้วมพระก็ต้องขนมาใส่ต้นเงาะ ต้นทุเรียน ตอนที่อยู่วัดเขาแก้ว ท่านให้ทำอย่างนั้นตลอด

    วัดญาณสังวราราม เป็นที่แปลกประหลาดอยู่พอสมควร เป็นที่แห้งแล้ง ไม่น่าอยู่ แต่เวลานั่งภาวนาจะสงบมาก เมื่อสงบก็นั่งไม่หยุด เมื่อพระนั่งภาวนานานๆ เร่งภาวนา หลวงปู่ท่านก็จะดุว่า

    “พวกท่านไปนั่งแช่ๆ อย่างนี้มันจะไม่พอกิน มันไม่พอกินนะ มันไม่พอกินนะ”

    พวกหมู่พระกำลังนั่งสะดวกสบายท่านก็จะตำหนิอย่างนั้นตลอด

    “มันไม่พอกินๆ”

    ตอนนั้นมีพระอยู่รูปหนึ่งนั่งภาวนาเกิดความสงบมากๆ อัศจรรย์มหัศจรรย์ภายในจิต ใครจะไป ใครจะมารู้ล่วงหน้าได้หมด ถึงขั้นไปอวดใส่พระอาจารย์เจี๊ยะเลย เพราะจิตมันสงบมากก็อาจหาญไม่กลัวท่าน เดินดุ่มๆ เข้าไปกราบเรียนท่านว่า

    “ท่านอาจารย์พรุ่งนี้จะมีรถคันหนึ่งวิ่งเข้ามาที่วัด มันคันใหญ่ๆ คล้ายๆ รถไฟ ท่อต่อ ไปอยู่บนหลังคา คอยรอพิสูจน์ดูว่าพรุ่งนี้จะมีมาจริงหรือไม่ เหมือนในนิมิตภาวนา”

    พอถึงรุ่งเช้าวันใหม่ ก็มีรถยีเอ็มซีคันใหญ่ๆ มีปล่องท่อไอเสียอยู่ข้างบน วิ่งเข้ามา พระมาดูกันใหญ่ พระรูปนั้นก็กราบเรียนพระอาจารย์เจี๊ยะว่า

    “นี่ไงๆ สิ่งที่ผมเห็นในนิมิตที่เล่าให้ฟังเมื่อวานนี้ ที่ท่านอาจารย์ว่านั่งสมาธิจิตสงบเป็นอัปปนาสมาธิไม่พอกินได้อย่างไร ใครจะตายก็รู้ ใครจะไปมันก็รู้ จะมาก็รู้ มันวิเศษขนาดนี้จะไม่พอกินได้อย่างไรกันครับ”

    พระอาจารย์เจี๊ยะก็ดุว่าด้วยเสียงดังๆ แบบตวาดๆ ใกล้ไปทางตะโกนแต่ไม่ใช่ตะโกน

    “เฮ้ย!... ปฏิบัติอย่างนี้มันไม่พอกิน มันไม่พอแดก ประสารถไม่ต้องนั่งภาวนาให้เสียเวลาก็เห็นได้ ชัดกว่านั่งภาวนาดูอีก เนี่ย! ผมก็ยังเห็นอยู่เนี่ยมันจะวิเศษอะไร ประสาเห็นรถ”

    พระรูปนั้นก็ยังไม่ยอมลงใจในสิ่งที่ท่านสอนว่า “ไม่พอกิน ไม่พอแดก ในการปฏิบัติแบบนี้” เพราะเธอเกิดความอัศจรรย์ในสมาธิมากหลาย จึงคัดค้านอยู่ในใจในสิ่งที่ท่านสอน

    “เอ๊ะ!... อาจารย์ของเรานี้เป็นอย่างไร?”

    สักพักหนึ่งจึงได้โต้ตอบท้าทายพระอาจารย์เจี๊ยะว่า

    “ท่านอาจารย์...เดี๋ยววันพรุ่งนี้จะมีรถข้างหน้าสีขาวๆ ส่วนด้านข้างเป็นอีกสีหนึ่ง ดูๆ ไม่ค่อยเหมือนรถแต่มันก็เป็นรถ”

    พอรุ่งเช้ามา ก็มีรถที่ยังโป๊วสีไม่เสร็จ ลักษณะอย่างที่ว่า วิ่งตะบึงเข้ามาจริงๆ พระทั้งหลายก็ชี้ไปที่รถว่า

    “นั่นไงๆ มาแล้ว แน่จริงๆ วาระจิตนี้”

    สมัยก่อนวัดญาณฯ อยู่กลางทุ่งนา นานๆ จะมีรถมาคันหนึ่ง การที่จะสุ่มเดาทายเอาจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ พระรูปนั้นก็กราบเรียนพระอาจารย์เจี๊ยะขึ้นอีกว่า

    “เอ!...ท่านอาจารย์ครับ มันอัศจรรย์มาก เรื่องการที่จิตออกไปรับรู้ ท่านอาจารย์ก็ไม่เคยสอนเลย อันนี้จิตผมไปรู้เองท่านอาจารย์จะว่าไม่พอกินได้อย่างไรครับ”

    “เฮ้ย!...มันยังไม่พอกิน เฮี้ยะ!... มันยังไม่พอแดก พอยาไส้สำหรับผู้ปฏิบัติเพื่อจะไปสู่พระนิพพาน ที่ท่านว่าจิตท่านมหัศจรรย์ทางด้านสมาธิเหลือหลายนั้น ให้ท่านลองทางด้านปัญญาบ้างว่าจะมหัศจรรย์แค่ไหน สมาธิเป็นเพียงเครื่องกั้นกิเลส แต่ปัญญาเป็นเครื่องทำลายเขื่อน คือ กิเลสนั้นให้พังทลาย จะมหัศจรรย์แบบตาแจ้งๆ แบบท่านเดินไปไหนมาไหนเห็นได้เลย ไม่ต้องมานั่งสมาธงสมาธิ มหัศจรรย์ตาแจ้งๆ ทั้งๆ ที่คนอยู่เยอะๆ หรือคนน้อยๆ ทั้งที่กิริยาท่าทางคุยกันได้ เดินคุยไปกันได้ อย่างนี้ หรืออย่างที่ผมคุยกับท่านอยู่เวลานี้ ให้ท่านลองพิจารณาทางด้านปัญญาบ้าง ไอ้อันที่ท่านทำอยู่นี่ทิ้งไปเลย...ไม่พอแดก...สำหรับภาษาธรรม ของผมนะ”

    พระภิกษุรูปที่กำลังสนใจในการภาวนานั้น ก็เกิดความคิดขึ้นมาภายในว่า

    “ทำไมท่านอาจารย์ถึงพูดอย่างนั้น แต่เอาเถอะ...

    ท่านอาจารย์เป็นพระผู้เคยอยู่อาศัยอุปัฏฐากหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เคยทำวัตรปฏิบัติพระมหาเถระฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานอย่างเช่นหลวงปู่เสาร์ หรือแม้กระทั่งตอนมาอยู่วัดญาณฯ แห่งนี้ พระกรรมฐานที่มีชื่อลือนามก็เยี่ยมเยือนอยู่บ่อยๆ เช่น หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน พระอาจารย์วัน อุตตฺโม พระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ฯลฯ ตลอดจนพระวิปัสสนาจารย์ทั้งหลาย ที่เป็นพระสายป่าก็เข้ามากราบอยู่เรื่อยๆ

    เรามองดูท่านด้วยตาเนื้ออาจจะไม่รู้เรื่อง แต่สำหรับพระที่วนเวียนเข้ามาหาท่านล้วนเป็นพระที่สำคัญๆ ทั้งนั้น ล้วนเป็นพระที่คนทั้งประเทศนับถือ ท่านอาจารย์อาจสัมผัสกันด้วยธรรมะภายในก็ได้ ถึงอย่างไรเสียแม้กิริยาอาจจะไม่งดงามตาในบางครั้งที่โลกนิยม แต่เรื่องพระธรรมวินัยอันเป็นส่วนสำคัญท่านเคร่งครัดสม่ำเสมอ แม้การงานทุกอย่างของท่านก็ละเอียดลออหาผู้เทียมเท่ายาก”

    เมื่อคิดได้อย่างนี้ก็ปลงใจ ลงใจพร้อมที่จะฟังการอบรมธรรม
     
  8. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    การพิจารณาธาตุขันธ์ร่างกาย

    [​IMG]


    พระอาจารย์เจี๊ยะท่านพยายามสอนพระทั้งหลายเหล่านั้นว่า

    “ท่านทั้งหลายจงพยายามพิจารณาธาตุขันธ์ร่างกาย คิดค้นให้ละเอียดถี่ถ้วนถี่ยิบ ไม่ให้หลุดรอดไปได้ทุกส่วน ทุกกระเบียดนิ้ว ท่านสอนแบบชำนาญมาก แต่ก่อนท่านไม่พูดจึงไม่มีใครรู้ ท่านบอกให้พยายามพิจารณากาย เลื่อนขึ้นเลื่อนลงอยู่อย่างนั้น อย่าให้ขาด ให้เอาร่างกายเป็นตัวพิจารณา ตั้งแต่เล็บมีอะไร มีหนังกำพร้า ใต้หนังกำพร้ามีอะไร มีเนื้อ ใต้เอ็นมีอะไร มีกระดูก อย่างนี้เป็นต้น แล้วกำหนดตัดทีละชิ้นๆ จากปลายเท้าขึ้นมาบนศีรษะ จากศีรษะลงมาสู่ปลายเท้า พิจารณาไปจนเพลินใจอยู่อย่างนั้น อย่าหยุด ถ้าพวกท่านทำได้อย่างนี้ตลอด ซักวันพวกท่านจะมหัศจรรย์ในเรื่องนี้”

    เมื่อพวกพระได้โอวาทธรรมแล้ว ต่างองค์ก็ต่างนำไปประพฤติปฏิบัติ พระรูปที่จิตเป็นสมาธิดี ก็จะนำเรื่องภาวนาด้วยการพิจารณากายนี้มากราบเรียนว่า

    “ท่านอาจารย์ครับ ไม่ไหวแล้วครับ ตัดได้ ๒-๓ ข้อแล้ว จิตมันก็ไม่อยากเอาแล้วครับ มันขี้เกียจมันอยากจะหยุด มันไม่เพลิน มันไม่นิ่ง”

    “เฮ้ย!...จิตมันออกทำงานมันก็เหนื่อยซิวะ มันไม่เพลินหรอกเพราะ งานยังไม่ชำนาญ มันไม่สบายเหมือนเรือนพักในสมาธิ พิจารณาสกนธ์กายธาตุขันธ์นี้ให้หนักเลย ยิ่งขี้เกียจยิ่งต้องเอาให้หนัก การพิจารณากายอย่างนี้ฝืนมาก มันไม่เหมือนจิตสงบๆ การพิจารณาร่างกาย อึดอัดต้องฝืนมาก มันไม่สนุก อึดอัดมาก ต้องฝืนเข้าไป มันไม่สนุก ต้องฝืนค่อยๆ ทำไปจนนิสัยเคยชิน คำบริกรรมพุทโธไม่ต้องใช้แล้ว ใช้พิจารณาดูอันนี้แทน ค้นในร่างกายอย่างเดียวเลย”

    ท่านพูดเพียงเท่านี้ก็พากันนำไปปฏิบัติต่อ

    ตอนนั้นถึงทำกันก็ยังไม่ค่อยได้เรื่องอย่างที่ท่านสอน ท่านจะเรียกถามเสมอว่า

    “เฮ้ย!...พวกท่านพิจารณาเป็นยังไงมาบอกผมซิ มาถามผมซิ มาบอกหน่อยมันเป็นยังไง อย่านั่งแช่นะ ถ้าขืนนั่งแช่ห้ามนั่ง”

    ท่านจะดุ เรื่องนั่งสมาธิแช่ๆ นิ่งๆ มาก เพราะท่านว่า ถ้าคนเคยทำจะเป็นนิสัย คนนั่งภาวนาเคยง่วงมันก็จะง่วงอยู่อย่างนั้น แก้ยาก

    หลังจากนั้นมาท่านจะไม่พูดเรื่องสมาธิเลย จะพูดสอนเรื่องการพิจารณาอย่างเดียว ทุกๆ วัน ท่านจะสอนอย่างนั้น เช้า กลางวัน เย็น กลางคืน ดึกดื่น ไม่ว่าเวลาไหนๆ ท่านก็จะสอนให้พิจารณาอย่างนั้น พอท่านถามพระทั้งหลายว่าพิจารณาอย่างไร ผลเป็นอย่างไร ผู้ตอบท่านกึกๆ กักๆ คล้ายๆ ว่าไม่ทันใจ ท่านก็ว่า

    “ฮื้อ!...ฮื้อ!...มันต้องไอ้เฒ่าเองน้า”

    ตอนหลังเมื่อท่านสอนจนผู้ปฏิบัติตามชำนิชำนาญบ้างแล้ว การพิจารณาแบบนี้ก็ไม่กลัวกัน พิจารณาได้ พิจารณาให้ตายเป็นเถ้าถ่านเป็นดินไปเลย

    ในตอนหลังเมื่อพระเหล่านั้นพิจารณาเป็นแล้ว จิตก็อยู่นิ่งๆ ได้ ในจิตนั้นก็ปรากฏรู้ว่า “เราไม่กลัวตายแล้ว” มันบอกไม่ถูกมันสบาย ก็เกิดความมหัศจรรย์ครั้งแรกด้วยการพิจารณาตัดอย่างนั้น เชื่อในพระอาจารย์เจี๊ยะผู้สอนอย่างเต็มใจ

    เมื่อพิจารณามากๆ เข้า ท่านก็แสดงอาการพอใจที่ได้อบรมสั่งสอนมา ท่านถามให้พระตอบท่าน ท่านอยากฟังเรื่องราวที่พระรูปใดปฏิบัติ ก็ต้องเล่าถวาย ท่านจึงจะชี้แจงข้อถูกผิด

    ท่านบอกว่า ไม่พอ การพิจารณาเท่านี้ยังไม่พอ การพิจารณาอะไรเป็นอสุภะ คือความไม่งามได้ ทีนี้มาลองพิจารณาให้เป็นสุภะ คือความสวยงามหน่อยซิ ท่านก็เล่าการพิจารณาขั้นสุดท้าย สำหรับการพิจารณาให้ฟังว่า

    “อะไรๆ ทั้งหมดรวมลงมาอยู่ที่การพิจารณากาม สุดยอดกรรมฐานคือกาม ผู้ชายเราสงสัยข้องใจอะไรมาก ก็เป็นเพศของผู้หญิง เมื่อพิจารณา หน้า ตา เนื้อ หนัง อะไรๆ อื่น ก็เหมือนกันหมด มันเหมือนกันหมดทั้งชายและหญิงตลอดจนสัตว์อื่น แต่เมื่อพิจารณาอย่างนี้พิจารณาได้ยาก แต่จะแก้กาม ต้องพิจารณาแก้ที่ตรงนี้”

    ท่านสอนเด็ดขาดและแปลกกว่าใครๆ ที่เคยสอนกันมา แต่ในความเป็นจริงแล้ว ใครๆ ก็หลงอย่างนี้ทั้งนั้น บางคนถึงกับนั่งฟังไม่ได้ ท่านสอนผู้หญิงให้กำหนดตัดอวัยวะเพศชาย สอนพระผู้ชายให้กำหนดตัดอวัยวะเพศหญิง ท่านสอนพูดออกมาเป็นคำที่โลกรังเกียจ แต่พากันหวงแหนนั่นแหละ นำมาเล่าคงไม่ดี ท่านบอกว่าการพิจารณาอย่างนี้เอาให้หนัก ของอย่างนี้สำหรับผู้ต้องการแก้กิเลสเอามันไว้ไม่ได้

    พระอาจารย์เจี๊ยะบอกว่า

    “เมื่อพิจารณาอวัยวะเพศของหญิง จิตยังสะดุ้งสะเทือนแสดงว่ายังใช้การไม่ได้ อ่านตำรายังไม่จบ ให้ไปเรียนคัมภีร์มาใหม่”

    พระทั้งหลายที่ได้ยินได้ฟังเช่นนั้นก็กลัว ไม่กล้าพิจารณาบางองค์สั่นทั้งตัว ไม่กล้าทำ ทำไม่ได้ ท่านก็ดุเอาสิว่า

    “ไอ้ฉิบหาย!! กลัวอะไร ประสา... เอาเลย... พิจารณาเลย”

    ถ้าพระอาจารย์เจี๊ยะไม่สอนทางด้านปัญญา พวกพระคงภาวนาพุทโธอยู่ตลอดปีตลอดชาติ ไม่รู้เรื่อง นี่ท่านมาตีออก ชี้แจงแสดงเปิดเผยออกเป็นชิ้นส่วน พวกเรานักภาวนาก็พิจารณาตามท่าน เก่งบ้าง ไม่เก่งบ้าง ชนะบ้าง ไม่ชนะบ้าง มันลากเราบ้างเป็นครั้งคราว กิเลสตัวนี้สำคัญมากสำหรับพระใกล้ชิดท่านจริงๆ ท่านจะสอนเน้นเรื่องนี้ตลอด ก็คือเรื่องกามกิเลส ต้นเหตุแห่งกามกิเลส ต้นตอมันอยู่ไหน ท่านก็ให้พิจารณาตรงนั้น อย่าอ้อมค้อม ให้ตีให้แตกด้วยอริยสัจ อย่างอื่นท่านก็สอนแต่ไม่เน้นเท่ากับเรื่องกามกิเลส ชนะอันนี้ชนะได้หมดท่านว่า ไม่ชนะอันนี้อย่ามาคุย คุยได้ก็ไม่รู้เรื่อง นี้แหละคือสุดยอดแห่งกรรมฐาน มนุษย์สร้างภพสร้างชาติก็เพราะตัวนี้แหละ ไม่พิจารณาตัวนี้จะพิจารณาอะไร

    ท่านก็ยกเรื่องท่านอาจารย์มหาบัวมาเล่าประกอบว่า เคยสนทนากับท่านอาจารย์มหา (บัว) สรุปได้ความว่า ถ้าพระกรรมฐานคุยกันเรื่องภาวนา ถ้ายังละกามฉันทะไม่ได้ ไม่ต้องมาคุยกัน เรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ตลอดจนใจมันไปถึงไหน พิจารณาให้มันถึงพริกถึงขิงตรงนั้น อย่างนี้ถึงจะเรียกว่า

    “สุดยอดแห่งการพิจารณา”
     
  9. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    ศิษย์ขอเปลี่ยนอาจารย์

    อยู่ต่อมามีพระรูปหนึ่ง ได้ยินชื่อเสียงโด่งดังของพระอาจารย์มหาบัวแห่งวัดป่าบ้านตาด ยิ่งได้เห็นพระอาจารย์มหาบัวมาเยี่ยมพระอาจารย์เจี๊ยะ เธอก็ยิ่งศรัทธามากขึ้น เป็นที่กล่าวขานไปทั่วถึงความเคร่งครัดในวัตรปฏิบัติของพระอาจารย์มหาบัว เธอจึงอยากไปศึกษามาก และเธอนั้นก็มีความคิดลึกๆ ภายในใจว่า การได้ไปศึกษากับพระอาจารย์มหาบัวนั้น น่าจะเป็นความแน่นอนมากกว่า เมื่อคิดเช่นนั้นจึงเข้าไปกราบเรียนพระอาจารย์เจี๊ยะว่า

    “ท่านอาจารย์ครับ ผมก็อยู่กับท่านอาจารย์มานานแล้ว อยากจะออกไปภาวนาที่อื่นบ้าง ทุกๆ ปี ก็ไม่เคยลาท่านอาจารย์ไปที่ไหน ปีนี้กระผมอยากจะขอโอกาสลาท่านอาจารย์ไปศึกษากับท่านอาจารย์มหาบัวที่วัดป่าบ้านตาดบ้าง”

    พระอาจารย์เจี๊ยะได้ฟังดังนั้นจึงตอบทันทีว่า

    “ท่านเอ๊ย!...ถ้าผมสอนท่านผิด ให้ผมตกนรกแทนท่านเลย”

    พระอาจารย์เจี๊ยะพูดขึ้นแบบขึงขัง บวกกับความน่าเห็นอกเห็นใจที่ท่านเฝ้าฝ่าฟันอบรมสั่งสอน พระทุกรูปที่ได้ยินเช่นนั้นก็พากันนิ่งเงียบ น้ำตาคลอ ซึ้งความรักเมตตาของท่านที่มีต่อตน หลังจากนั้นมา ก็ไม่มีพระรูปใดกล้าเข้าไปกราบลาท่านไปที่อื่นอีกเลย ได้พากันคิดว่า

    “อาจารย์ของเรานี่ของแท้ ของจริง”

    ตอนนั้น สมัยนั้นเป็นพระปฏิบัติกันจริงๆ ภาวนาดีหลายรูป ในขณะนั่งภาวนาอยู่นั้นสงบดี ปลอดจากนิวรณ์ทั้งหลายทางด้านจิต แต่พอออกจากที่ภาวนา เดี๋ยวโกรธเดี๋ยวรัก ไม่พอใจ เสียใจ ดีใจ จิตเปลี่ยนไปต่างๆ นานา พอเป็นกันอย่างนี้ ท่านก็เตือนว่า

    “อย่างนี้มันไม่ใช่นะ เดี๋ยวพวกมึงก็บ้าหรอก ตอนที่เราอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่น มีพระมากราบเรียนปู่มั่นว่า 'เข้านิพพานวันละ ๕ ครั้ง ๗ ครั้ง' ก็แบบพวกมึงนี่ล่ะ”

    พูดแล้วท่านก็หัวเราะ
     
  10. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    อาศัยร่มใบบุญท่านพ่อลี

    [​IMG]


    เมื่อพระอาจารย์เจี๊ยะออกจากวัดญาณสังวรารามมาแล้ว จึงออกเดินทางไปพักอยู่ที่วัดอโศการาม พระอาจารย์มหาบัวจึงได้นิมนต์ให้ท่านอบรมธรรมะอยู่ที่วัดอโศฯ นี้ก่อน อย่าเพิ่งด่วนไปที่ไหน ท่านก็ทำตามคำที่พระอาจารย์มหาบัวสั่งด้วยความเคารพ ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะเล่าว่า...

    ท่านพ่อลีท่านก็ได้ล่วงไป ๑๘ ปีแล้ว ทิ้งไว้แต่มรดกให้พระเณรดูแลรักษากันเอง รอยมือที่ครูบาอาจารย์สร้างเป็นความเหน็ดเหนื่อยทั้งกายและใจ เรื่องจิต เรื่องธรรม ตลอดจนความรู้ภายใน ยากที่จะหาใครเทียมเท่าได้ ท่านเป็นพระสุปฏิปันโนโดยแท้จริง ตอนที่ท่านมีชีวิตอยู่ เรามาพักสบายทั้งกายจิต งานอะไรที่ท่านมอบหมาย ทำสำเร็จหมดจดไม่เคยปริปากบ่น ทำถวายท่านด้วยความเทิดทูน กุฏิน้ำท่านสั่งทำให้เสร็จในงานสมโภช ๒๕๐๐ ปี เราก็ได้ทำถวายสุดกำลังความสามารถ การกลับมาจำพรรษาที่วัดอโศการามครั้งนี้ นับว่าเป็นการมาอาศัยร่มใบบุญครูบาอาจารย์ทำไว้อีกครั้งหนึ่ง ถ้าจะเปรียบแล้ว

    “เราก็เหมือนขี้ไก่ ท่านพ่อนั้นเป็นประดุจทองคำ”

    มาอยู่ที่วัดอโศการามนี้ ก็ได้อบรมสั่งสอนพระเณรเต็มความสามารถ แต่คงเป็นเพราะบุญวาสนาอาภัพ การอบรมสั่งสอนของเราจึงไม่เป็นที่ถูกจริตนิสัยของพระเณรนัก คงไม่เคยร่วมทำบุญ ร่วมเป็นศิษย์อาจารย์กันมาก่อน เราไปสอนเขาอย่างไร เขาก็ไม่เชื่อ ท้ายสุดกลับกลายเป็นธรรมะเหลวไหล ทั้งๆ ที่ทำแทบเป็นแทบตาย กว่าจะได้ธรรมประเภทนั้นมาครอง ในที่สุดก็ไม่พ้นคำที่ว่า “อตฺตาหิ อตฺตาโน นาโถ” ตัวใครตัวมัน ตนใครตนมัน รักษากันเอาเอง รับผิดชอบกันเอาเอง

    เรื่องศิษย์เรื่องอาจารย์ อันเป็นปุพเพกตปุญญตานี้ ในพระไตรปิฎก ท่านมีเล่าขานไว้เหมือนกัน

    วันหนึ่งพระพุทธองค์เสด็จไปยังเมืองสาวัตถี...

    พระพุทธองค์เสด็จผ่านไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ผู้คนก็คลาคล่ำเต็มไปหมด เดินสวนไปสวนมา สวนมาสวนไปอยู่อย่างนั้น ไม่แสดงกิริยาอาการว่า จะเคารพในพระพุทธองค์ มีแต่กิริยาอาการกระด้างกระเดื่อง พระอานนท์ผู้เป็นพระอุปัฏฐากเห็นอย่างนั้น ก็เข้ามากราบทูลถามพระพุทธองค์ว่า

    “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทำไมชนเหล่านี้ถึงไม่แสดงอาการเคารพรักในพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้า”

    พระองค์ตรัสว่า

    “อานนท์เอย! ชนเหล่านี้ ในชาติปางก่อนเขากับเราไม่เคยได้สร้างบุญทำความดีร่วมกันกับเรามา อานนท์! เรารอคอยพระมหากัสสปะมาก่อน เมื่อพระมหากัสสปะมาแล้ว เธอจะประจักษ์ใจเอง”

    พระพุทธองค์กับพระอานนท์ผู้เป็นพระอุปัฏฐาก ก็ประทับนั่งรอจนกว่าพระมหากัสสปะมาถึง

    เมื่อพระมหากัสสปะมาถึง ชนที่เดินขวักไขว่ไปมาเหล่านั้น เมื่อเห็นพระมหากัสสปะมา ก็พากันเข้ามาแสดงความเคารพนอบน้อมคารวะ ต้อนรับเป็นอย่างดี เมื่อชนเหล่านั้นเข้ามาหาพระมหากัสสปะ พระมหากัสสปะจึงประกาศว่า

    “อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย นี่พระพุทธเจ้าผู้เป็นอาจารย์ของเรา ท่านทั้งหลายจงนอบน้อมพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย”

    ชนเหล่านั้นก็เข้ามาแสดงความเคารพต่อพระพุทธเจ้า และฟังธรรมของพระพุทธองค์จนบรรลุมรรคผล เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเสร็จ ก็ตรัสกับพระอานนท์ว่า...

    “อานนท์! ชนเหล่านี้ในชาติปางก่อน เขาเคยเป็นศิษย์พระมหากัสสปะ แต่ชนเหล่านี้ไม่เคยเป็นศิษย์เรา เมื่อเห็นพระมหากัสสปะมา เขาจึงพากันแสดงความเคารพ แต่เมื่อเห็นเรามาเขาก็พากันนิ่งเฉยดูดาย พระมหากัสสปะเป็นบัณฑิต ย่อมแนะนำทางไปสู่สวรรค์ พรหมโลก และพระนิพพาน แต่ถ้าชนเหล่านั้นได้คบกับอาจารย์และร่วมทำบุญกับคนที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ อาจารย์ของเขาเหล่านั้น ย่อมนำพาไปสู่อบาย ทุคคติ วินิบาต นรก อันเป็นภพภูมิที่ต่ำ”

    นี่แหละเรื่องการทำบุญร่วมกันในชาติปางก่อนจึงเป็นอย่างนี้ คนเราจึงไม่เหมือนกัน เราจะไปเปลี่ยนไม่ได้ ใครเป็นลูกศิษย์ใคร อาจารย์ใครก็เลือกเอาเอง ถ้าอาจารย์ไม่เป็นบัณฑิต ก็ให้รีบตีตัวออกห่าง เพราะถ้าคบอาจารย์ที่เป็นคนลามก เป็นคนเลว ท่านเปรียบไว้ว่าเหมือนคบกับงูพิษ ท่านเปรียบไว้เหมือนงู ที่ตกลงไปจมอยู่ในหลุมคูถ กัดไม่ได้ก็จริง แต่มันอาจทำคนที่เข้าไปช่วยยกมันขึ้นจากหลุมคูถ ให้เปื้อนด้วยคูถได้ด้วยการดิ้นของมัน ยิ่งเป็นงูตัวใหญ่ๆ ยิ่งสกปรกเยอะ

    ฉะนั้นจึงให้แสวงหาอาจารย์ที่เป็นบัณฑิต เป็นกัลยาณมิตร เช่นอย่างเรานี้ ก็ได้ท่านพ่อลี ท่านอาจารย์กงมา และท่านพระอาจารย์มั่นเป็นกัลยาณมิตร จึงก้าวเข้าถึงกัลยาณมิตรใหญ่ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ภายในใจ

    อย่างบางทีเขาก็ว่า

    “หลวงตาเจี๊ยะไม่มีคุณธรรมหรอก ไม่เหมือนอย่างที่หลวงตาบัวชมเชยเราว่าเป็นผ้าขี้ริ้วห่อทองหรอก เห็นเราเกากะโปกเกาหำอย่างนี้ เขาก็ว่าเราไม่สำรวม เกาหำสำรวมมันไปแอบเกาอยู่ตรงไหน เกาในโบสถ์ในวิหารหรือ มันคันตรงไหนตอนไหน ก็เกาตอนนั้นตรงนั้นสิ มันคันก็เกาละสิ จะปล่อยไว้ทำไม เกาในที่ไม่คันนั่นล่ะคนบ้า แต่ถ้าเกาถูกที่คัน เขาจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา เราไม่หวั่นไหว ยิ่งผู้หญิงนี่เข้าใกล้เราไม่ได้หรอก ด่าฉิบหายเลย”
     
  11. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    โต้ธรรมะกับท่านอาจารย์เฟื่อง

    [​IMG]


    ธรรมะของเรามีไม้เดียว ๑๐ ปีก็อย่างเก่าไม่มีอย่างอื่นเลย ให้สับหัวกะโหลก ผ่าไส้ ผ่าท้อง เพราะวิธีที่เราปฏิบัติได้ผลมา จะเอาอย่างอื่นไปสอนไม่ได้ การสอนเราต้องเอาปฏิปทาที่เราได้ดำเนินมาจนบางครั้งได้ทะเลาะกับท่านเฟื่อง ทะเลาะก็ทะเลาะแบบพระ ไม่เหมือนชาวบ้านเขาทะเลาะกัน

    อาจารย์เฟื่อง : "เจี๊ยะ! ไปสอนเขาแบบนี้ เขาก็หนีหมดซิ ผู้หญิงฯ สอนให้พิจารณาแต่ของเน่าของเหม็น"

    อาจารย์เจี๊ยะ : “ไอ้ฉิบหาย! กูไม่เชื่อเลย ไอ้พวกนั่งจับลมๆ แม่งมึงก็หลับซิ พระพุทธเจ้าไปอยู่กับอาฬารดาบส และอุททกดาบส จนสำเร็จ ฌานแปด รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ ถึงมาเจริญอานาปานสติในตอนหลัง นี่ยังไม่ได้อะไรเลย จะมาจับลม เข้าพุท โธออก ไม่ทันหรอก อยู่กับหลวงปู่มั่น ๓ ปี ๔ แล้ง ไม่เคยสอนซักที จับลมนี่ มีแต่ให้พุทโธเร็วๆ บริกรรมพุทโธเร็วๆ เฟื่อง! สอนอย่างไรวะ”

    อาจารย์เฟื่อง : “ไอ้ฉิบหาย! สอนเขาอย่างนี้ให้เหม็นเน่า ตัดคอตัดแขน ตัดขา แลบลิ้นออกมาตัด คอขาด แขนขาด เน่าเฟะ เรี่ยราดอยู่กลางศาลา แค่ฟังเขาก็กลัวแล้ว แล้วใครเขาจะมาฟังเทศน์เล่า ใครเขาจะเข้ามาใกล้ มีเพลงเดียว กัณฑ์เดียว ๑๐ ปี ก็เอาอย่างเก่า ปรับปรุงสำนวนให้มันนุ่มนวลหน่อยไม่ได้หรือ? บางทีคนเหล่านี้เขาเข้ามาฟังพอสบายใจ ก็กลับบ้านไปอยู่กับลูกกับเมียเขา ธรรมะรุนแรงเอาไปทำเองเอามาออกสังคมไม่ได้”

    อาจารย์เจี๊ยะ : “ที่เทศน์ที่แสดงอยู่นี่ เพราะพริ้งที่สุดในโลกแล้ว หาฟังที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว มันไม่น่าฟังก็ชั่งแม่งมัน ก็ธรรมะเป็นอกาลิโกไม่จำกัดกาล เทศน์ที่ไหนก็ซัดมันซะจนเต็มเหนี่ยว” (ขออภัยต้องรักษาสำนวนเก่าเอาไว้)
     
  12. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    ธรรมกิริยาของพระอาจารย์เจี๊ยะ

    [​IMG]


    พระอาจารย์เจี๊ยะท่านมาแสดงธรรมอบรมสั่งสอนที่วัดอโศฯ ไม่มีใครฟังรู้เรื่องหรอก ทั้งพระทั้งโยม ไม่มีใครสนใจจดจำ มีคนบ่นว่า

    “ฟังยาก ฟังธรรมหลวงปู่เจี๊ยะนี้ ฟังไม่รู้เรื่อง คือคล้ายๆ ว่าโลกธรรม ท่านไม่ได้ยึดแล้ว การตำหนิติเตียนเป็นเรื่องธรรมดา ท่านเป็นอิสระมากและเป็นอิสระมานานมาก นานมากจนพวกพระเณรจับกิริยาอาการทางกายและวาจาท่านไม่ได้เลย ส่วนทางใจนั้นพอจับได้บ้าง เพราะธรรมที่ท่านสอนเผ็ดร้อนระงับดับกิเลส แก่ผู้ตั้งใจปฏิบัติตามได้เป็นอย่างดี”

    พระอาจารย์เจี๊ยะ ท่านพิจารณาโลกธรรม โลภ โกรธ หลง แล้วกิริยาของท่านทำอะไรไม่ติดข้องทางโลกเลย เช่น ปวดท้องฉี่ ท่านจะฉี่ตรงนั้นเลย คนเยอะไม่ต้องอาย ฉี่ตรงนั้นเลย ทีนี้ท่านก็ถูกตำหนิว่าเป็นพระผู้ใหญ่ทำไมถึงไม่ละอาย แต่เมื่อเรามาพินิจพิเคราะห์ด้วยดี การกระทำแบบท่านนี้ทำยากนะ อย่างเช่นท่านนั่งเกากะโปกกลางศาลาคนเยอะๆ นี่ คนธรรมดาทำได้เมื่อไร ชนทั้งหลายเขาก็ว่าพระองค์นี้ ไม่มีระเบียบเรียบร้อยเลย นึกไปนึกมาท่านก็รู้ๆ อยู่ แต่ท่านแกล้งทำเพราะรำคาญคน อยากให้มันหนีไปๆ จะได้อยู่สงบสงัด

    ท่านชอบอยู่เงียบๆ ทำอะไรๆ ของท่านไป ไม่มีใครรู้เรื่องท่านหรอก ศิษย์พระอาจารย์มหาบัวที่เป็นฆราวาส ที่มียศถาบรรดาศักดิ์สูงๆ พระอาจารย์มหาบัวก็แนะนำให้มากราบอาจารย์เจี๊ยะนะ นี่แหละ “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง”

    เมื่อเขาเข้ามาถึง มาเรียนถามปัญหา ท่านก็จะถามคืนทันทีว่าท่านอาจารย์มหาบัวสอนอะไร ยังไง? เมื่อเขาตอบมาว่าอย่างนั้นๆ ท่านก็จะสรุปเพียงว่า “เออ!...อย่างเดียวกัน สอนอย่างเดียวกัน” ท่านจะพูดเพียงแค่นั้นไม่พูดมาก เหมือนกับว่าท่านจะรักษาตัวไม่ยุ่งกับใคร

    พระอาจารย์เจี๊ยะเวลานั่งชอบถกเขมรเปิดแก้มก้น ฝนมีด ท่านทำอย่างอิสระของท่าน แต่ชนส่วนมากมาหา เห็นกิริยาที่ท่านทำเช่นนั้นแล้ว ก็มาจับผิดท่านเอง ท่านเองไม่เคยไปยุ่งกับใคร และไม่ต้องการให้ใครมาหากราบไหว้บูชา

    แม้ศิษย์พระอาจารย์มหาบัว วัดป่าบ้านตาด ที่ท่านบอกว่า “พระอาจารย์เจี๊ยะเป็นผ้าขี้ริ้วห่อทอง” เมื่อมาเห็นกิริยาอาการเคลื่อนไหวไปมาเช่นนั้น ก็อดที่จะตำหนิพระอาจารย์เจี๊ยะไม่ได้ เรียกว่าเดินทางเพื่อมาดู มากกว่ามาหาธรรม บางท่านบางคนจึงไม่ได้อะไร เพราะในสิ่งที่เขาว่าไม่มีอะไรนั้นแหละ มันมีความหมายอยู่ในตัว

    พระอาจารย์มหาบัวจึงเตือนอยู่เสมอว่า “ระวังจะเป็นบาปเป็นกรรม กับคนที่คิดไม่ดีกับพระอาจารย์เจี๊ยะ เพราะไม่เข้าใจท่าน”

    พระอาจารย์เจี๊ยะไม่ว่าจะอยู่ที่ใดท่านละเอียดมาก ผ้าสบงเย็บชุนเป็นระเบียบมาก การใช้จ่ายรัดกุมมาก ไม่เคยเห็นมีพระที่ไหนทำได้อย่างท่านเลย ใครก็ตามที่ไม่เคยฝึกมาก็จะคิดว่า

    “ทำไมท่านทำอย่างนี้นะ”

    ถ้ามองเผินๆ ก็อาจจะดูหยาบ ถ้าเข้าไปใกล้ๆ จะเห็นประโยชน์ทุกอย่างที่ท่านทำ เช่นอย่างเดินไปนี่ เห็นตะปู ท่านจะให้ถอนออกแล้วเคาะๆ ๆ เก็บไว้มีประโยชน์ไม่ต้องซื้อหา เวลาเดินไปเจอถังพลาสติกแตกๆ ท่านก็เอามาเคาะๆ เอามาป่นใช้แทนครั่ง ทำด้ามสิ่วด้ามขวาน เจอหมอนแตกท่านให้พระที่ติดตามลงไปงมมาจากในน้ำ ชาวบ้านมองกันหมด เมื่อได้หมอนมา เอามาตากแดดให้แห้ง แล้วก็นำมาเย็บให้ดี

    (หมอนขาดๆ เจอตามร่องน้ำบ้านใครในทางเดินนี่ ท่านลงไปเก็บมาหมดแหละ บางทีพระรูปที่ติดตามต้องสะพายบาตรเดินตามหลังอยู่แล้ว ยังต้องมาสะพายหมอนขาดอีก ใครๆ เขาเห็นเขาก็ว่า “บ้า” แม้แต่ผู้ที่ติดตามยังคิดว่า “ทำยังงี้เหมือนบ้า” แล้วคนอื่นที่มองมันจะคิดมากขนาดไหน ดูๆ แล้วเหมือนผีบ้าเดินตามกัน คนจะมองเหมือนคนบ้ากับคนบ้าอยู่ด้วยกัน)

    ท่านห้าวหาญมากไม่กลัวใคร แม้พระที่นับถือท่านหรือไม่นับถือท่านก็ไม่กลัวเลย ยกตัวอย่างเช่น พระเดินตามกัน ๒ รูปไม่ได้เลย ถ้าท่านรูปใดทำ เป็นได้เรื่อง ท่านจะด่าเลย ท่านจะให้เร่งความเพียร การเดินตามก้นกันเหมือนฆราวาส ท่านไม่ให้ทำ

    พระบางรูปข้อวัตรปฏิบัติดีเยี่ยม เป็นเพียงกิริยา แต่พอเสร็จจากการทำตามตาราง ก็คุยกันจุกๆ จิกๆ ท่านพูดเมื่อเห็นพระกระทำเช่นนั้นว่า

    “กูไปนั่งเยี่ยวอยู่นี่ เท่ากับพวกท่านพิจารณากันทั้งคืนมั้ง”

    พระอาจารย์เจี๊ยะดุพระเณรมาก จนบางครั้งพระอาจารย์เฟื่องต้องเตือนพระเณรว่า

    “อาจารย์เจี๊ยะท่านเป็นอย่างนี้แหละ อยู่กับหลวงปู่มั่น แหย่หลวงปู่มั่นให้ดุได้ทุกวัน พวกท่านอยู่กับท่านอาจารย์เจี๊ยะอย่าถือสาท่านนะ”
     
  13. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    อบรมลูกศิษย์

    เวลาอบรมลูกศิษย์ท่านจะดุมาก เพราะนิสัยท่านชอบฟังธรรมะที่เผ็ดร้อน เวลาอบรมพระเหมือนว่าท่านจะปั้นหน้า หันหน้าเข้าฝา ทั้งๆ ที่คุยกันอยู่ ทั้งๆ ที่ยิ้มๆ กันอยู่ดีๆ พอท่านหันหน้ากลับออกมาพูดเรื่องธรรมะนี่ หน้าท่านดุเลย

    วันไหนถ้าท่านได้ยินเสียงพระคุยกัน ไม่ประกอบความเพียร ท่านลงทุนทุบร่ม กระแป๋ง ขว้างลงมาโครมครามๆ ท่าจะพูดบ่นๆ ว่า

    “โน่น!...มันพากันหนีไปทางโน่นแล้ว พวกนี้ต้องสอนแบบนี้ ไม่งั้นไม่กลัว”

    พูดเสร็จแล้วท่านก็หัวเราะ...เสียงดัง ฮ่า ฮ่า...”

    เมื่อใดใครก็ตามได้เข้าไปสัมผัสจริง จะรู้ว่าพระอาจารย์เจี๊ยะ เป็นที่อบอุ่นมีเมตตาอารี ท่านมีนิสัยล่อหลอกทดสอบคนใกล้ชิดท่านอยู่เสมอ ไม่ให้ตายใจ เหมือนว่าเวลาเราจะเดินหน้า ท่านจะถอยหลัง เราถอยหลัง ท่านเดินหน้า เราไป ท่านจะเหยียบเบรค เราต้องจับเอาธรรมะท่านไม่ซ้ำซาก พูดตรงๆ แต่เฉพาะการพิจารณากายนี้ ๑๐๐ ครั้ง ก็พูดอย่างเก่า เทศน์อย่างเก่าไม่เปลี่ยนแปลง เฉพาะการพิจารณากายอย่างเดียว อย่างอื่นอาจมีแหลมคมตามแง่เหตุผล

    สำหรับการสอนพระ สอนให้ “พุทโธ” ถ้าพุทโธไม่อยู่ ให้กลั้นหายใจพุทโธไป ๒๐ ครั้ง แล้วออกอีก ๒๐ ครั้งในลมหายใจเดียว ให้รัวเหมือนเอ็ม ๑๖ ท่านว่าอย่างนั้น “พุทโธๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” ให้อย่างนั้นเลย มันถึงจะอยู่ ต้องไว

    ท่านสอนต่อไปว่า

    “ถ้าพิจารณากายไม่ไหวนี่ เอาระเบิดใส่ในตัวเรา เอ็ม ๑๖ จ่อขมองเลย ถ้าตัดลิ้นตัดคอยังเสียวอยู่ เอาระเบิดให้แม่มันคอขาดไป”

    ให้นึกไปอย่างนั้น
     
  14. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    นิมิตภาวนาพลาสติกครอบหัวพระ

    หลวงปู่เจี้ยะเล่าว่า...

    [​IMG]
    กุฏิหลวงปู่เจี๊ยะสมัยที่อยู่วัดอโศการาม

    เราไปว่าเขา เขาก็ไม่ชอบเราเหมือนกัน แต่บางทีก็ต้องเสือก ผมว่าเตือนพวกท่านเพราะหวังดี ผมก็ลูกศิษย์ท่านพ่อเหมือนกันนี่ บางองค์ท่านโกรธหน้าดำหน้าแดง ทำท่าอึดอัดน่าหัวเราะ บางองค์ท่านหลับอยู่ตลอด เรานั่งสมาธิลองเพ่งไปดู ถ้าเอาพลาสติกไปครอบหัวมันในนิมิต ถุงพลาสติกก็ครอบหัวอยู่อย่างนี้

    พอเช้าก็เรียกมา

    “แหม!....พอเรียกขึ้นมาหน่อย ท่านนี้หน้าเขียวหน้าขาวเชียวนะ”

    “ทำไม อาจารย์มีธุระอะไร?”

    “เอ้า! ก็มีหน่อยซิ! ท่านน่ะลูกศิษย์ใคร ลูกศิษย์ท่านพ่อลี ผมก็เป็นลูกศิษย์ท่านพ่อลี แล้วเราปรึกษากันได้ หรือท่านมีความรู้ ท่านก็มาสอนผมได้ เข้าใจมั้ย? ผมมีความรู้ก็สอนกันเพื่อให้มันเป็นประโยชน์ ท่านนี่นั่งฟังเทศน์สัปหงกตลอดเวลา จริงหรือเปล่า”

    แต่ท่านเถียงว่า

    “ท่านไม่หลับ ใครๆ ก็เห็นทั้งนั้นเลย”

    บอกไปก็ไม่ค่อยยอม เราก็ต้องวางอุเบกขา เขาไม่เชื่อจะทำยังไง อย่างองค์นี้ ถ้าอาตมาขาดี ทีเดียวคาที่เลย ฮึ! ตัวเตี้ย ๆ ตบกรามทีเดียวคาที่เลย นับสิบทีเดียวไม่ลุกเลย หมัดนี่มันแรง ไม่ได้ (หัวเราะ ฮึ...)
     
  15. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    วัยผ่านเหมือนถูกบังคับ

    ในระหว่างที่พระอาจารย์เจี๊ยะ พักจำพรรษาปฏิบัติภาวนาอยู่ที่วัดอโศการามนั้น ท่านยังได้ออกเที่ยววิเวกตามสมณวิสัย ยินดีทางด้านจิตใจแบบมุนี ปลีกตัวออกห่างจากผู้คน ปรารถนาหาถ้ำเงื้อมผาป่าเขา จะอยู่และตายแบบลูกศิษย์ตถาคต สมศักดิ์ศรีที่เป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส เพราะสังขารร่างกายขณะนั้นก็เข้าสู่วัยชราแล้ว พระอาจารย์เจี๊ยะท่านจึงพิจารณาว่า

    “วัยของเรานี้ผ่านไปรวดเร็วเหมือนถูกบังคับ รูปที่มีอยู่ก็เปลี่ยนไปเหมือนรูปอื่นๆ ที่เปลี่ยนไปแล้วและดับไปแล้ว เมื่อย้อนมาพิจารณาระลึกถึงตัวของเรา เราก็จะเหมือนกับตัวตนของคนอื่นที่ล่วงผ่านไปแล้วตามคติของโลก อย่างไรเลยก่อนตายเราควรจะไว้ลายศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ควรจะตายอยู่ตามท้องถ้ำ เงื้อมผา ป่าเขา จึงจะสมน้ำสมเนื้อแห่งความเป็นนักรบธรรม”

    เมื่อปรารภดังนั้นท่านจึงคิดออกวิเวกตามป่าเขาในที่ต่างๆ ตามรอยบุพพาจารย์ของท่านคือท่านพ่อลี ธมฺมธโร ในเบื้องแรกท่านออกเที่ยววิเวกที่เขาจีนแล จังหวัดลพบุรี
     
  16. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    สำนักสงฆ์ห้วยปลาหลด

    พระอาจารย์เจี๊ยะท่านออกเที่ยวแสวงหาถิ่นที่วิเวกทางกายและจิตพอสมควรแก่กาลแล้ว ท่านก็จะเดินทางกลับมาจำพรรษาที่วัดอโศการามในฤดูฝน เพื่ออบรมสั่งสอนพระเณรเท่าที่ความสามารถที่พึงจะกระทำได้ แต่เมื่อท่านกลับเข้ามาอยู่วัดอโศการาม เป็นพระเถระผู้ใหญ่รูปหนึ่ง พระเณรก็ไม่ค่อยจะเชื่อฟังท่านมากนัก มักมองท่านด้วยสายตาว่าเป็นพระแก่เลอะเลือนไม่มีความหมาย พระบางรูปถึงขนาดดูหมิ่นว่า “ท่านเป็นพระบ้า”

    พระอาจารย์เจี๊ยะท่านกล่าวว่า พระทุกวันนี้มักติดรูปแบบในการปฏิบัติมากกว่าวิธีปฏิบัติจริงเพื่อถึงความพ้นทุกข์ ดังคำที่ว่า “โลกชอบ แต่ธรรมชัง หรือธรรมชอบ แต่โลกชัง” สาเหตุเพราะว่าทุก ๆ คนชอบมองแต่กิริยาภายนอกอันเป็นไปแบบสบายๆ

    [​IMG]
    กุฏิหลวงปู่เจี๊ยะที่ห้วยปลาหลด


    เมื่อพระอาจารย์เจี๊ยะเห็นเหตุการณ์อย่างนั้น ท่านจึงสลดใจ

    ครั้นออกพรรษาเวียนมาถึงฤดูแล้งอีก ท่านคิดจะแสวงหาสถานที่พักภาวนาอยู่จำพรรษาอย่างถาวร แต่ว่ายังไม่สามารถหาได้ อายุมากแล้วไม่คิดจะตะลอนรอนแรมไปที่ใดอีก ท่านจึงเที่ยววิเวกไปตามที่ต่างๆ อันเป็นที่สบายกายจิตเป็นวิหารธรรม ท่านเดินทางไปทางภาคเหนือ จังหวัดตาก เพราะคณะศิษย์ของท่านไปปักหลักอยู่ที่นั้นก่อนแล้วก็มี ไบ่พักที่ห้วยปลาหลด บ้านห้วยปลาหลด ตำบลด่านแม่ละเมา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และที่ถ้ำช้างร้องอันเป็นเขตแดนติดต่อกัน ระหว่างจังหวัดตากกับจังหวัดลำพูน (ฝั่งช้ายป่าอมก๋อย จังหวัดตาก ฝั่งขวาลี้ จังหวัดลำพูน)
     
  17. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    เทพบันดาล

    ที่ถ้ำช้างร้อง มีเหตุการณ์ที่มนุษย์ผู้มีนัยน์ตามืดบอด อันกิเลสปกคลุมอยู่นั้น ไม่สามารถทราบได้ แต่สำหรับพุทธญาณ ตลอดจนญาณแห่งพระอริยสงฆ์นั้นท่านรับรู้ได้โดยตลอด

    พระลูกศิษย์ของพระอาจารย์เจี๊ยะ รูปหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ชอบทดลองเรื่องผี เทพ เทวดา ตลอดจนพวกกายทิพย์ว่ามีจริงหรือไม่ ในที่สุดท่านก็เจอดีเข้าจนได้

    เวลาที่ท่านเข้าที่นั่งภาวนา จะมีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาในนิมิตเสมอๆ แสดงอาการกิริยาว่าไม่พอใจที่ท่านเข้ามาอยู่ที่นี่ อาจจะเป็นเพราะการแสดงกิริยามรรยาทไม่งามอย่างใดอย่างหนึ่ง อันนี้ก็สุดแล้วแต่ใครจะคิดคาด ในขณะที่หญิงงามเข้ามาในนิมิตภาวนานั้น เธอมักจะถามว่า

    “พระคุณเจ้า! มาอยู่ที่นี่ทำไม มาอยู่ป่าทำไม มาอยู่ป่าแล้ว ไม่เห็นเหล่าพระคุณเจ้า สงบกาย วาจา ใจเลย”

    นางถามขึ้นพร้อมกับแสดงกิริยารังเกียจ ด้วยการมองด้วยหางตา

    “สงบยังไง ยังไงเรียกว่าความสงบ อธิบายให้อาตมาฟังซิแม่หญิง!”

    พระรูปนั้นสอบถามขึ้น

    “ความสงบก็คือ ต้องอยู่อย่างเงียบๆ เป็นพระกรรมฐาน ต้องไม่พูดจาวาทีกับใครทั้งนั้น”

    นางกล่าวขึ้นพร้อมกับรูปร่างที่งดงามของนางค่อยๆ เปลี่ยนไปสู่วัยชรา จากหญิงสาวกลายเป็นหญิงแก่ หน้าไม่รับแขกที่มาเยือน ในขณะที่ผู้หญิงแก่หน้าไม่รับแขกคนนี้พูดจบลง นางก็แสดงกิริยารังเกียจเพิ่มขึ้นออกมาอย่างเห็นได้ชัด ประหนึ่งจะเป็นการประกาศสงคราม ระหว่างพระสาวกของพระพุทธเจ้ากับภุมเทวดานางหนึ่ง สรุปว่าเธอไม่ชอบใจพวกพระอย่างเรา เธอชอบพระกรรมฐานแบบพม่า

    ในที่สุดจิตพระรูปนั้นก็แสดงอาการฉายกระแสลำแสงของจิตไปกระทบนางเข้าว่า

    “อีฉิบหาย! กูอยู่แบบพระกรรมฐานไทยไม่ได้หรือ?”

    ด้วยเหตุเพียงคำพูดกระทบเพียงเท่านี้แหละ เธอโกรธเป็นวรรคเป็นเวร แกล้งสารพัดอย่าง พระที่ไปอยู่ด้วยกันอยู่แทบไม่ได้ ลำบากลำบนเกิดอาเพศต่างๆ นานา ในขณะนั้นมีพระเข้ามาอยู่ด้วยกันหลายองค์ เมื่อภายในถ้ำก็ขรุขระมาก พระเณรจึงช่วยกันปรับถ้ำให้พออยู่ พอเดินไปได้สะดวก

    ขณะที่พระเณรปรับปรุงถ้ำช้างร้องอยู่นั้น รู้สึกว่าแม่หญิงภูมิเจ้าที่ ที่เป็นผู้อารักษ์ถ้ำและสมบัติของเจ้าแม่จามเทวีจะไม่เห็นดีด้วย
     
  18. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    เทวดาจะช่วยสร้างวัดสร้างศาลา

    พอตกตอนกลางคืน ต่างองค์ก็ต่างภาวนา พระรูปเดิมที่สามารถติดต่อกับเทวดาเหล่านี้ได้ก็เข้าที่ภาวนา ท่านภาวนาแล้วปรากฏภาพในนิมิตภาวนาของท่าน ให้เห็นสตรีคนเดิมที่เข้ามาในนิมิตของท่านบ่อยๆ คราวนี้เขามาอีก มาแปลกกว่าคราวก่อนๆ ที่เคยมา คือไม่มาเป็นคนแก่ มาเป็นคนรุ่นอายุประมาณ ๓๐ ปี รูปร่างหน้าตาดีมาก มาท้วงติงว่าทำไมพวกพระเราถึงทำอย่างนี้ และก็พูดอย่างที่เขาเคยพูดว่า

    “พวกท่านเป็นพระไม่สงบ พวกท่านเป็นพระกิริยาไม่งาม” นางชี้ไม้ชี้มือด่าว่าโดยตลอด

    “แม่หญิง! จะให้สงบได้อย่างไร เมื่อท้องถ้ำมันสกปรกอย่างนี้ อยากให้พระสงฆ์ก็ช่วยปรับปรุง ท้องถ้ำให้เสร็จซิ”

    พระรูปนั้นพูดกับนาง ด้วยวาจาที่แสดงออกไปทางกระแสจิตที่อ่อนหวานบ้าง

    “ท่านอยากทำวัด ทำศาลาสวย ๆ มั้ย?” นางถาม

    “อาตมาไม่ทำหรอก ตั้งใจมาภาวนา กำจัดกิเลสออกจากจิตใจให้ใสสะอาดและที่สำคัญไม่มีเงินทำด้วย”

    “พระคุณเจ้า! ทำเถอะ อันเรื่องเงินนั้นไม่เป็นปัญหาสำคัญแต่อย่างใด”

    แม่หญิงเทวดาที่มาในนิมิตกล่าวยืนยันที่จะช่วยเหลืออย่างแข็งขัน

    “แม่หญิง! อาตมาไม่ทำหรอก อันการสร้างวัดนี้ จะเป็นภาระติดตามมาอย่างมากมาย ความพะรุงพะรังทางใจนี้ก็มีมากอยู่แล้ว ยังมาให้อาตมาพะรุงพะรังทางกายอีกหรือ?”

    เมื่อพระรูปนั้นตอบเพียงเท่านั้นนางก็ไม่ถาม อย่างใดต่ออีก อันตรธานหายไปในขณะนั้น

    เมื่อหญิงเทวดานั้น อันตรธานหายไป สร้างความงุนงงให้ภิกษุรูปนั้นมากเหลือเกิน อันความอัศจรรย์นั้น อัศจรรย์อยู่แล้ว แต่ความอัศจรรย์ที่หญิงเทวดานี้ ปรารถนาจะมาช่วยสร้างวัด นางจะมาช่วยสร้างได้อย่างไร เมื่อนางมายกหินแบกไม้ก็ไม่ได้

    ท่านจึงคิดเป็นเชิงรำพึงว่า

    “เอ๊ะ!... พวกกายทิพย์นี้ เขาจะหาเงินมาให้มนุษย์อย่างเรานี้ด้วยวิธีใดน้อ!...”

    หลังจากนั้นอีกไม่กี่วัน พระเณรที่อยู่ด้วยกันหลายองค์ ต่างก็เร่งความเพียรบางองค์นั่งภาวนา บางองค์เดินจงกรม บางองค์ทำกิจที่ควรทำ ภายในถ้ำบ้างนอกถ้ำบ้าง เวลาบ่ายตะวันคล้อยมามากแล้ว มีเรือใหญ่ลำหนึ่งล่องผ่านมาทางอุทยานแห่งชาติแม่น้ำปิง มาทางพระพุทธบาทแก่งสร้อย อาจจะแวะไปทางดอยเต่าก็ได้ หรือจะไปที่อื่นก็ได้ เพราะสายน้ำเป็นทางสามแพร่งอยู่โดยตลอด

    เรือลำนี้เป็นเรืออะไร พวกเราทั้งหลายที่อยู่ที่ถ้ำช้างร้อง ไม่มีใครสามารถรู้ได้ มองเห็นเรือแต่ไกลๆ และคนในเรือทั้งหมดนั้นก็ไม่สามารถมองเห็นพวกเราได้ เพราะอยู่กันข้างในถ้ำที่มีแต่เครือไม้ปกคลุม มองจากภายนอกแม้ผ่านเข้ามาใกล้ๆ ก็จะไม่สามารถทราบได้ว่าเป็นถ้ำหรือมีพระอยู่

    เรือใหญ่ลำนั้นล่องอยู่ท่ามกลางแม่น้ำที่มองเห็นแต่ไกลๆ อยู่นาน จะไปทางซ้ายก็ไม่ไป จะไปทางขวาก็ไม่ไป จอดนิ่งและนานคล้ายว่ามีอะไร หรือว่าเรือเสียเครื่องเรือพัง แต่โดยที่สุดแล้วเรือลำใหญ่นั้น ก็ค่อยๆ ตรงดิ่งเข้ามาทางถ้ำช้างร้องที่พวกเราอยู่เหมือนว่าในเรือนั้น มีคนรู้ว่าถ้ำช้างร้องอยู่ตรงนี้ เรือนั้นล่องลอยเข้ามาเรื่อยๆ มาใกล้บริเวณที่พระเณรอยู่ และกำลังจะล่องผ่านไป ภายในเรือนั้นมีคนมากมาย พูดคุยกันเสียงดังโว้กว๊าก พระเณรที่อยู่ในถ้ำเห็นดังนั้น ก็พากันออกมาดู

    เมื่อคนในเรือเห็นพระเณรเท่านั้นแหละ เขาร้องตะโกนว่า “เจอแล้ว ๆ นั่นพระอยู่ตรงนั้น” ต่างก็ส่งเสียงอึกทึกกันใหญ่เมื่อเรือเลียบฝั่งได้แล้ว คนบนเรือกลุ่มหนึ่งก็ตรงรี่เข้าไปหาพระ พร้อมกับหิ้วถุงใบเขื่องไปด้วยตัวแทนคนหนึ่งก็พูดว่า

    “ท่านอาจารย์ เป็นบุญเหลือเกิน ที่ได้พบพวกท่านที่นี่”

    “มีบุญอย่างไรกันละโยม มีเหตุการณ์อะไรหรือ?” พระที่อยู่ในถ้ำนั้นก็พากันกล่าวถามขึ้นด้วยความตกตื่น เพราะเขาหน้าตาตื่นมายังกับถูกผีหลอกกลางวันแสกๆ

    “ท่านอา... อาจารย์ไม่มีอะไรไม่ดีหรอก ถึงมีเรื่องไม่ดีมันก็ผ่านมาและก็ผ่านไปแล้ว”

    เขากล่าวขึ้นแบบตะกุกตะกักเหมือนคนติดอ่าง ทั้งที่ไม่ติดอ่าง เหมือนมีอะไรครอบงำ แล้วเขาก็หันไปหยิบธนบัตรฟ่อนใหญ่มากองไว้ข้างหน้า ก้มลงกราบแล้วกล่าวว่า

    “ท่านอาจารย์และพระเณรทั้งหลาย ผมขอถวายปัจจัยทั้งหมดนี้ไว้ให้ท่าน ขอให้ท่านนำเงินจำนวนมากนี้ไปสร้างวัด”

    พูดแล้วเขาก็ยกมือขึ้นใส่หัว...สาธุ

    “มันเรื่องอะไรกันโยม อยู่ดีๆ เอาเงินมาถวายกันเป็นจำนวนเยอะๆ พระรับเงินไม่มีต้นสายปลายเหตุไม่ได้หรอก ยิ่งพวกเราเป็นพระป่า ต้องรู้ที่มาที่ไปด้วยน้ำใจใสสะอาด”

    พูดเสร็จแล้วเหล่าพระก็นั่งรอฟังว่าเขาจะว่าอย่างไร

    “คือเรื่องมันเป็นไปเป็นมาอย่างนี้ครับท่านอาจารย์”

    เขาพูดขึ้นพร้อมเอามือปาดเหงื่อที่ไหลซิกๆ

    "เริ่มแรกทีเดียวพวกผมมาในนามนักท่องเที่ยว ล่องเรือชมวิวทิวทัศน์เพื่อปกปิดอะไรบางอย่างไว้ แท้ที่จริงแล้วเรือลำใหญ่ๆ ที่ท่านอาจารย์เห็นอยู่นั้น เป็นเรือบ่อนการพนันขนาดใหญ่ แต่แอบแฝงมาในนามเรือท่องเที่ยวชมวิวทิวทัศน์บริเวณเขื่อนภูมิพล เพื่อไม่ให้ทางการรู้ ในนั้นมีแต่พวกเศรษฐีเจ้ามือใหญ่ๆ ผมเป็นเพียงตัวแทนเขา ให้นำเงินมาถวายท่าน"

    เมื่อเรือท่องเที่ยวล่องมาตามลำน้ำ ก็เล่นการพนันสนุกสนานมาเรื่อยๆ ไม่ปรากฏว่ามีอะไร แต่พอมาถึงช่วงก่อนหน้านี้ไม่นานนัก การโกงกันก็เกิดขึ้น ตกลงกันไม่ได้ พวกนักเลงการพนันแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ต่างฝ่ายต่างก็มีอาวุธอยู่ครบมือ เกือบจะยิงกันตายทั้งลำ บนเรือนั้นมีแต่เจ้าพ่อทั้งนั้น ไม่มีใครยอมใคร ต่างฝ่ายก็ต่างมีศักดิ์ศรี จึงตกลงกันว่า

    “เงินทั้งหมดที่อยู่บนเรือนี้จะเป็นของใครไปไม่ได้”

    “พวกเราจะทำกันอย่างไรล่ะทีนี้” หัวหน้าตัวโจกทั้งสองฝ่ายพูดขึ้น

    “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าเราล่องเรือไปเจอวัดเจอพระที่ไหน ก็มอบถวายท่านไปเลย ปัญหาจะได้จบ” หัวหน้านักเลงการพนันอีกฝ่ายหนึ่งพูดขึ้น

    “เอาเป็นว่าตกลงกันตามนี้” หัวหน้าอีกฝ่ายโต้ตอบยอมรับแสดงความเป็นธรรม

    จึงสรุปความว่า เงินนี้พวกเราจะถวายพระ ที่เจอครั้งแรกในการเดินทางต่อไปนี้ จึงมาเจอท่านอาจารย์และพระเณรนี้แหละ ในระหว่างนี้เหตุการณ์ตึงเครียดเหลือเกิน ไม่นึกไม่ฝันว่า พวกพระคุณเจ้าทั้งหลายจะมาอยู่ในป่าดงพงลึกขนาดนี้ พวกผมเห็นแล้วดีใจกันใหญ่ ไม่งั้นจะต้องฆ่ากันตายแน่ๆ

    “โยมเอ๋ย เงินของโยมพระรับไม่ได้ดอก มันมีที่มาไม่บริสุทธิ์ เอาเป็นว่าอาตมารับแล้วก็คืนให้ ขืนอาตมารับไว้ พระที่นี่ก็ฆ่ากันตายอีกหรอก เงินมันมากขนาดนี้ หรือถ้าโยมมีศรัทธาจะเอาไปถวายพระที่ไหนก็แล้วแต่”

    เขารับเงินคืนแล้วแสดงอาการดีใจจนลิงโลด ออกอาการไชโยโห่ร้อง เป็นทางออกที่ปลอดโปร่งโล่งใจแทบทุกฝ่าย

    พระภิกษุรูปที่ติดต่อกับหญิงเทวดาได้นั้น ถึงกับอุทาทานในใจว่า

    “นี้หรือที่มึงว่าจะช่วยกูสร้างวัค...หึ...อีแม่หญิงร้าย...อีแก่ มึงจะมาบังคับกูทางอ้อมหรือ”

    แล้วเหตุการณ์นี้ก็ผ่านไป เป็นเหตุการณ์แรกที่ถ้ำช้างร้อง
     
  19. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    หญิงเทวดาแกล้ง

    อีกเหตุการณ์หนึ่งในวันต่อมาอีก พระเณรทำงานปรับปรุงตกแต่งถ้ำ กลางวันอากาศร้อนอบอ้าวจึงพากันไปโดดน้ำ ตูม ๆ ๆ วิ่ง...พุ่งหลาว...กระโดดตูม ๆ อย่างสนุกสนานตรงหน้าถ้ำ ท่าน้ำมีแพเป็นที่พักสำหรับพระเณร

    ในคืนวันนั้น ดึกสงัดใกล้รุ่งสาง ธาตุขันธ์ละเอียดเหมาะแก่การภาวนา พระรูปเดิม ท่านตื่นจากจำวัดเข้าที่ภาวนา ปรากฏเห็นแม่หญิงเทวดาตนเดิม เข้ามาในจิตภาวนา แต่มาในร่างใหญ่แก่หงำเหงือก นางเข้ามาหาแล้วพูดว่า

    “พระคุณเจ้า...พระเณรอะไร วิ่งพุ่งหลาวกระโดดน้ำตูม ๆ ไม่มีสมณสารูปเอาซะเลย ไม่เรียบร้อยฉันไม่ชอบเลย บอกให้เขาหยุดนะ ถ้าไม่หยุดจะทำให้แพแตก พวกท่านจะอยู่ไม่เป็นสุข จะต้องถูกปองร้าย”

    นางกล่าวแล้วก็สะบัดหน้าหนีแบบไม่หยี่หระ แล้วก็อันตรธานหายไป

    พอรุ่งเช้า ได้เวลาเตรียมตัวจัดอาสนะที่เรือนแพอันเป็นโรงฉันน้อย ๆ เตรียมจัดบาตรเพื่อขึ้นเรือออกบิณฑบาตกับชาวประมงที่อาศัยแพเป็นบ้านที่อยู่ห่าง ๆ วัน เมื่อบิณฑบาตกลับมาจัดทำภัตตกิจท่านจึงกล่าวว่า

    “ต่อไปนี้ห้ามพระเณรกระโดดน้ำหน้าถ้ำ เดี๋ยวเทวดาจะแกล้งเอา”

    พูดเพียงเท่านั้น พระเณรบางรูปอาจจะไม่เชื่อ เพราะถ้าตั้งใจพูดตักเตือน เดี๋ยวหมู่เพื่อนพระจะหาว่าขี้คุย ขี้โม้

    เมื่อท่านพูดเป็นเชิงเตือน พระเณรบางรูปไม่เชื่อฟัง เพราะคิดว่าเพียงแค่อาบน้ำ ไม่น่าจะมีปัญหากับเทพยดาฟ้าดินที่ไหน วันหลัง ๆ มา ก็พากันวิ่งพุ่งหลาว กระโดดน้ำตูม ๆ อยู่เหมือนเดิม วันนั้นเองเรือนแพอันเป็นที่เก็บข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมด เกิดแตกเอียงคว่ำจะล่ม พระเณรที่อยู่บนเรือนแพนั้นก็เกิดทะเลาะวิวาทบาดหมาง แตกความสามัคคีกินแหนงแคลงใจกัน อยู่ร่วมกันไม่เป็นที่สุขใจ

    พอตะวันลับไป รุ่งสางวันใหม่ เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นอีก มีไอ้ขี้เมาคนหนึ่งแล่นเรือมาที่ถ้ำ มาพูดจาเอะอะโวยวาย ด่าว่าพระเณรด้วนคำพูดเสียหายหยาบคาย พระเณรก็ดุไล่ให้เขาหนีไป เขาหนีไปด้วยความเจ็บใจที่พระเณรไม่ต้อนรับ เหตุเพียงพระเณรไม่ต้อนรับ เขาน่าจะเสียใจธรรมดาเท่านั้น ไม่เลย เขาเสียใจร้องไห้ฟูมฟายอย่างหนัก ผูกอาฆาตฝังลึก เขาแล่นเรือกลับไปแพที่พัก ไปเอาปืนไรเฟิ้ลอย่างดีมา

    เมื่อไอ้ขี้เมามันมาถึงถ้ำ ก็ตรงไปที่พระกำลังเดินจงกรมอยู่หน้าถ้ำ ยิงปืนใส่หวังหมายฆ่าทันที เสียงปืน ปั้ง! ปั้ง! ปั้ง! หลายๆ นัด รัวๆ ติดกัน ทำเอาพระเณรที่อยู่ในถ้ำหรือบริเวณรอบๆ มุดตัวหลบซ่อนกันใหญ่ แต่เดชะ...ด้วยอำนาจพุทธานุภาพ ธัมมานุภาพ สังฆานุภาพ ปืนที่ยิงกระหน่ำใส่พระรูปที่เดินจงกรมอยู่นั้น ไม่โดนผิวให้ระคายแม้แต่นัดเดียว

    พระเณรทั้งหลายที่มาภาวนาหวังฆ่ากิเลสคว่ำวัฏฏวน หนีให้พ้นการท่องเที่ยวในวัฏฏสงสาร มารวมตัวสนทนากันพักใหญ่

    “นี่มันอะไรกัน” พระรูปหนึ่งเอ่ยขึ้นก่อน

    “วันๆ มีแต่เรื่องแต่ราวี มาอยู่กลางป่ากลางเขาอดอยากทุกข์ทรมาน เพื่อหาธรรมนำตนให้พ้นภัย นี่อะไรมีแต่เรื่องให้ขุ่นข้องหมองใจอยู่ไม่วายเว้น เดี๋ยวก็เรื่องโน้น เดี๋ยวก็เรื่องนี้ นี่อยู่ดีๆ ก็มีคนขี้เมาจะเอาปืนมาฆ่าพระ โอ๊ย!... อยู่ไม่ได้แล้วทีนี้ ขืนอยู่ไปจะต้องบ้าตายก่อนได้ธรรมอย่างแน่นอน”

    “ผม ผมบอกพวกท่านแล้วว่า อย่ากระโดดน้ำหน้าถ้ำ เทวดาเขาไม่ชอบพวกท่านก็ไม่เชื่อ”

    พระรูปที่นิมิตเห็นเทวดากล่าวขึ้น พระทั้งหลายที่นั่งฟังอยู่บางองค์ก็เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง เพราะเกิดมาไม่เคยเห็นเทวดาซักที
     
  20. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    ยักษ์ดำผู้มาช่วยเหลือ

    ในคืนวันที่โกลาหลนั้น พระรูปเดิมท่านเข้าที่ภาวนาอย่างที่เคยทำมาอยู่ประจำพิจารณาธาตุขันธ์ส่วนต่าง ๆ แยกแยะอย่างที่พระอาจารย์เจี๊ยะสอน จนกระทั่งจิตรวมใหญ่ จากหัวค่ำจนกระทั่งเกือบรุ่งเช้า เมื่อถอยจิตออกมาขั้นอุปจารสมาธิเห็นยักษ์ตนหนึ่ง ตัวดำมะเมื่อม ในนิมิตภาวนานั้น มีลักษณะคล้ายคน แต่รูปร่างโตกว่าคน แสดงอาการรักใคร่เหล่าพระเณร เคารพนบนอบ เข้ามาแสดงคารวะด้วยการกราบแล้วพูดว่า

    “พระคุณเจ้า! ผมเป็นลูกศิษย์ท่านพ่อลี ถูกท่านพ่อลีทรมาน อบรมสั่งสอนมาในทางศาสนา หวังว่าจะมารับใช้พระคุณเจ้า ขอพระคุณเจ้าโปรดเมตตา”

    เขาพูดเสร็จก็นั่งพับเพียบลงราบพื้น พนมมืออยู่โดยตลอด ภิกษุรูปนั้นจึงกล่าวขึ้นว่า

    “ไอ้ดำ ตอนนี้พวกอาตมาที่เข้ามาอาศัยถ้ำเป็นที่ภาวนานั้นกำลังได้รับความทุกข์ เพราะมีหญิงเทวดาตนหนึ่งคอยกลั่นแกล้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า เจ้าดำ...เจ้าพอจะช่วยเราได้ไหม”

    เขาแสดงอาการนิ่งเป็นเครื่องบ่งบอกว่าตอบรับในภารกิจที่ได้มอบหมาย

    เช้าวันต่อมา พระเณรทั้งหลายต่างออกบิณฑบาตพร้อมพรั่ง นั่งเรือล่องบิณฑบาตกับชาวแพก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดอีกครั้งหนึ่ง พวกชาวแพทั้งหลายเกิดแตกคอทะเลาะกัน จะฆ่าพวกเดียวกันเอง เมาหยำเป ใช้ปืนไรเฟิ้ล ปืนลูกซองยิงกัน มีแต่ปืนชนิดดีๆ ทั้งนั้น ไอ้คนที่ไปยิงพระกลับถูกเขาไล่ยิงหนีตายมาทางแพที่พระจอดหรือกำลังรับบาตรอยู่ แม่ของมันวิ่งมาคว้าจีวรพระ

    “พระ..ช่วยด้วย ๆ ” เขาร้องลั่นให้ช่วยอยู่อย่างนั้น

    “ช่วยด้วย...มันจะฆ่าลูกฉันแล้ว”

    พวกพระก็จับไอ้ขี้เมาคนเดิมนั้นแหละดึงขึ้นเรือ มาที่ถ้ำช้างร้องอย่างปลอดภัย

    พอต่อมาภายหลังทุกๆ คนก็เคารพพระ ศรัทธาเลื่อมใส และมีนิมิตหมายอะไรดีๆ เกิดขึ้นในทางที่เป็นมงคล เหล่าพระภิกษุสามเณรก็ภาวนาเป็นผาสุก

    นึกว่าเรื่องราวทั้งหลายจะจบลงเหมือนในภาพยนตร์ คือพระเอกได้รับชัยชนะ แต่ความจริงไม่เป็นอย่างนั้น ดวงจิตใดก็ตามที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจกิเลส กรรมวิบาก นั้นก็แสดงว่า ดวงจิตยังมีโลภ โกรธ หลง อิจฉา ริษยา อยู่เนืองๆ ไม่ว่าจะน้อยหรือมากก็ตาม ภพภูมิต่างๆ ที่จิตยังไม่บรรลุถึงวิมุตติพระนิพพาน ก็ย่อมมีอันธพาลฝังรากลึกภายในจิตเป็นธรรมดา

    เมื่อพระรูปเดิมเข้าที่ภาวนาทั้งกลางวันกลางคืน จะเห็นสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติธรรมดาไปเสียแล้ว นั่งก็เห็น ยืน เดิน นอน ก็เห็น เสมือนว่า เป็นปกติธรรมดาเหมือนมนุษย์ทั่วไป เพราะธรรมชาติของจิตเป็นธรรมชาติรู้ในสิ่งที่ละเอียด ธรรมชาติของตาเป็นธรรมชาติที่มองเห็น ธรรมชาติของหูเป็นธรรมชาติได้ยินเสียง ธรรมชาติของลิ้นก็จะรู้รสซาติต่างๆ นี้เป็นหลักธรรมชาติที่เป็นกลาง ไม่เอนเอียง ถ้าผิดปกติจากนี้เรียกว่า ผิดธรรมชาติ

    ธรรมชาติของร่างกาย ก็สามารถจับยกสิ่งต่างๆ ได้ตามประสงค์ ธรรมชาติของวาจาก็พูดให้ได้ยินเสียง แต่ธรรมชาติของใจเป็นธรรมชาติรู้ ไม่มีอะไรปิดกั้นได้ ทะลุดิน ทะลุฟ้า เพราะใจเป็นนักรู้ เป็นนามธรรม ผ่านดินหินต้นไม้ ภูเขาได้หมด นี้เป็นธรรมชาติของใจแท้ดั้งเดิม ไม่มีอะไรจะสามารถปิดกั้น เหมือนนึกรักนึกชัง ไม่มีใครจะมาสามารถห้ามธรรมชาตินั้นได้ เป็นธรรมมีอยู่จริง แต่มนุษย์บุคคลที่ถูกกิเลส อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ครอบงำดวงจิตปิดเสียจนมืดมิด ก็จะไม่มีปัญญาทราบสิ่งเหล่านั้นได้เลย ประหนึ่งว่าธรรมชาติเหล่านั้นไม่มีจริง เหมือนนรกไม่มี สวรรค์ไม่มี พรหมโลก พระนิพพานไม่มี ทั้ง ๆ ที่พระพุทธเจ้าเป็นผู้ยืนยันเอาว่า มีอยู่จริง
     

แชร์หน้านี้

Loading...