หลวงปู่ไม อินทสิริ เรื่องเล่าหลวงปู่ และพระป่าสายกรรมฐาน

ในห้อง 'ประสบการณ์ เรื่องเล่า' ตั้งกระทู้โดย ธีระนะโม, 17 สิงหาคม 2021.

  1. ธีระนะโม

    ธีระนะโม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    1,629
    กระทู้เรื่องเด่น:
    13
    ค่าพลัง:
    +5,959
    ?temp_hash=01b09a779e051025dc07077f3a00f443.jpg
    นิมิตรจริงนิมิตรปลอม !! (อย่าหลงนิมิตร)

    เรื่องการทำบุญนี่เป็นเรื่องที่สำคัญน่ะ เมื่อเราได้ทำบุญแล้วนี่ อานิสงส์ของการทำบุญก็จะทำให้เราเจริญในภพปัจจุบัน แล้วเมื่อเจริญในภพปัจจุบันแล้วนี่ ก็จะไปเจริญในภพหน้าด้วย เมื่อไปเจริญในภพหน้าก็จะไปเจริญสู่สุคติในโลกสววรค์ หรือเกิดมาเป็นมนุษย์ก็จะมาเกิดในตระกูลที่ดี มีอยู่มีกินที่ดี มีฐานะดี มีบ้านอาศัยอยู่สมบูรณ์แบบ ไปเกิดในตระกูลเศรษฐีอย่างนี้ สำหรับคนที่ยากจนเกิดขึ้นมาก็ไม่เคยได้ทำบุญสุนทาน และก็ไปทำแต่ความชั่วอย่างเดียวอย่างนี้ ความชั่วนั่นน่ะก็จะตอบสนอง ทำให้ไปเกิดตกอยู่ในอบายภูมิต่างๆอย่างนี้

    ทีนี้คนที่จะไปตกอบายภูมิ พวกเราก็เคยได้ยินแต่คำว่าอบายภูมิ หลวงปู่ก็เคยได้ยินได้ฟังแต่คนไปตกอบายภูมิแต่ในตำรับตำรามา แต่ก่อนก็ไม่ค่อยจะได้เข้าใจเท่าไหร่ พอบวชเข้ามาแล้วก็ได้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ #พอได้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติก็เริ่มมีความรู้เกิดขึ้นตั้งแต่เป็นสามเณรน่ะ ความรู้ที่มันเกิดขึ้นตอนที่เป็นสามเณรนี่ไม่ได้เกิดในตำรา เกิดขึ้นมาจากจิตที่ปฏิบัติโดยตรง จิตที่เกิดขึ้นมาโดยโตรง

    คือ เรานั่งสมาธิจิตสงบเป็นสมาธิแล้วนี่ มันจะเกิดนิมิตรน่ะ ถ้าคนเรานี่ไม่ได้เรียกนิมิตร เรียกว่านอนฝันนะ แต่นอนหลับฝันไปนี้มันจะตรงไม่ตรงก็อีกเรื่องหนึ่งนะ มันก็เชื่อไม่ได้ เพราะเราฝัน บางทีฝันว่าได้เหาะมันก็เหาะไม่ได้ ฝันว่าเมื่อคืนได้กินอาหารอร่อย แต่พอเช้ามาไม่มีอาหารกินเลย อือ...มันไม่ตรงน่ะ

    ไม่เหมือนกับนิมิตร นิมิตรของผู้บริสุทธิ์บริบูรณ์
    ถ้านิมิตรอย่างที่หลวงปู่นั่งอยู่วัด นั่งสมาธิภาวนาอยู่วัดกลางคืนถึงเที่ยงคืนอย่างนี้ อยู่ดีๆน่ะไปอยู่ที่บ้านโยมพุ่นน่ะ ทำไมมันไปอยู่บ้านโยม เพราะนิมิตรมันเกิดขึ้น

    จิตมันไปอยู่บ้านโยม_แต่ร่างกายน่ะอยู่นี้

    มันเกี่ยวข้องกัน มันสัมผัสกันในระหว่างจิตนี่ มันไปสัมผัสกับโยมอยู่ที่บ้าน

    ทำไมมันไปสัมผัส?

    เขาชวนกันมาทำบุญจังหันเช้า ตอนที่เขาพูดคุยกันอยู่น่ะเหมือนกับเรายืนฟังหรือนั่งฟังเขาอยู่นี่ นี้แหละคือคำว่านิมิตร เขาก็คุยกันว่าจะทำอะไร ใครมีฝีมือก็มาช่วยกันทำแล้ว ทำจนเสร็จต่อหน้าเลยเด้ เขาก็จะมีหม้อมาใส่ มีปิ่นโตมาใส่ มีอาหารอะไรบ้าง เรารู้หมดแล้ว เขาจะมากี่คน พอเราไปถึงวัดท่านเราจะถามอะไรท่าน มีอะไรปรึกษาหารือท่านอย่างนี้ พอเขาพูดอย่างนี้ เรารู้แล้ว เราได้คำตอบแล้วตั้งแต่เมื่อคืนนี้นะ พอเช้ามาเขาก็มาจังหัน เขาก็จะนั่งตรงนั้น พอมานั่งเขาก็เอาอาหารมาถวาย หม้อปิ่นโตที่เขาจัดใส่ตั่งแต่เมื่อคืน เราก็เห็นแล้ว เพราะหม้ออันนั่นปิ่นโตอันนั้นละ

    นี้คือนิมิตรน่ะ นิมิตรคือมันเห็นของจริงมันเป็นอย่างนี้ ถ้าเป็นอย่างนี้ทุกครั้ง ทุกครั้งเป็นอย่างนี้ ยิ่งมากครั้ง ร้อยครั้ง เราก็มีความมั่นใจ พอมันเกิดขึ้นปั๊บ เราก็มีความมั่นใจว่ามันเป็นของจริง ไม่มีคำว่าผิดพลาด นี่พูดได้เลยอย่างนี้ นี้แหละคำว่านิมิตร มันไม่เหมือนกับนอนฝันน่ะ นี้จิตที่บริสุทธิ์ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติธรรม

    ถอดจากเทปพระธรรมเทศนาหลวงปู่ไม อินทสิริ
    วัดป่าเขาภูหลวง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

    ถอดเทป/เรียบเรียง : นรินทร์ ศรีสุทธิ์
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • S__4939780.jpg
      S__4939780.jpg
      ขนาดไฟล์:
      66.7 KB
      เปิดดู:
      2
  2. ธีระนะโม

    ธีระนะโม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    1,629
    กระทู้เรื่องเด่น:
    13
    ค่าพลัง:
    +5,959
    ?temp_hash=d3292fe654a9992edd9c4e66fb3b1b4e.jpg
    พวกนี้เขาจะร้องหิวโหยอยู่ในเมืองนรก หรือเป็นพวกสัมภเวสีที่เขาพ้นกรรมมาแล้ว ก็แสวงหาที่เกิดไม่ได้ทุกข์ยากลำบาก เดินอยู่อย่างนั้นทั้งวันทั้งคืน จนฝ่าเท้านี่บางหมด พวกสัมภเวสีนี้น่ะ เหมือนกับสุนัขไม่มีเจ้าลักษณะอย่างนั้นพวกสัมภเวสีนี้น่ะ จะขึ้นบ้านไหนก็โดนเขาเอาไม้ค้อนไล่ตี ทีนี้ก็ไม่มีใครที่จะเอาข้าวให้กิน นี้คือกรรมของดวงจิตวิญญานที่ไม่เคยได้สะสมบุญบารมีมาในชาติปางก่อน ถึงจะไปกระดิ๊กหางใส่คน เขาไม่มีเมตตาเขาก็เอาไม้ค้อนตีเอา นี้ละน้ำจิตน้ำใจของคนเรานี่มันแตกต่างกันมาก

    ทีนี้การทำบุญที่ว่านี่ทำไมถึงมีหลายระดับ
    จิตวิญญานที่ตายไปเป็นผีหมื่นๆปีนี่ เขารู้จักแต่ผีน่ะ พวกจิตที่มันตกต่ำนี้ก็เลยเป็นผี อายุก็ยื่นเป็นหมื่นๆปี อย่างที่พวกเราทำบุญตักบาตรเมื่อเช้านี้

    #เขากินไม่ได้กินไม่ได้เลย
    #มันไม่ใช่อาหารของเขา

    อาหารของเขาคือของที่สกปรกน่ะ ถึงจะมีข้าวก็ต้องเอาสีดำๆ มาขยำให้เป็นข้าวดำ แล้วก็เอาสีแดงๆมาขยำให้เป็นสีแดง ที่เรียกว่าข้าวดำข้าวแดง เอาไปถวายพระ พระก็อุทิศส่วนกุศลให้ แล้วก็เอาไปแจกตามป่า เขาก็จะมาเก็บเอา เขากินได้อย่างนั้นแต่ถ้าจะอุทิศข้าวดีๆให้นี่กินไม่ได้

    เพราะฉะนั้นการทำบุญนี่ เราทำบุญนี่พวกสัมภเวสีก็จะได้มากินในวันนั้น บางคนนี่ไม่เคยได้ทำบุญให้ทานไว้ ถึงเขาขะปล่อยมา มาเก็บข้าวกระยาสารทที่เขาไปแจกนี่น่ะ เก็บใส่ตะกร้าไปนี่ พอเก็บไปแล้วนี่เต็มตะกร้าแล้วจะไปนั่งกินที่ร่มไม้ พอมาดูในตะกร้าตัวเองนี่ ก็ยังไม่ได้กินน่ะ ได้กินเพียงเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเอง

    ทำไมถึงได้กินอย่างนั้นน้อยถึงขนาดนั้น?

    เพราะตัวเองไม่เคยได้ทำบุญเอาไว้ ตั้งแต่เป็นมนุษย์อยู่ พวกที่เขาเคยทำบุญตักบาตรเหมือนอย่างพวกเราอย่างนี้ แต่เราก็ทำบาปน่ะ ทั้งทำบุญทั้งทำบาปอย่างนี้ เราก็จะไปตกนรกซะก่อน พอพ้นจากนรกขึ้นมาเราก็จะได้รับผลทาน ได้กินอิ่มหนำสำราญ

    เมื่อได้กินอิ่มหนำสำราญ เกิดสำนึกจิตของตนเอง

    "โอ้.....ที่ได้กินอย่างนี้เพราะอานิสงส์จากพระสงฆ์องค์เจ้าได้ทำบุญอุทิศให้ นี้เพราะญาติพี่น้องไปทำบุญอุทิศให้ ท่านให้พรมานี้แผ่ไปถึงสรรพสัตว์ทั้งหลาย สัตว์โลกทั้งหลาย สัมภเวสีทั้งหลายอย่างนี้ บุญกุศลนี้จึงมาถึงเรา"

    เมื่อคนเรานี้ได้รับอนุเคราะห์สงเคราะห์จากใคร เขาก็อยากจะตอบแทนบุญคุณน้ำใจของคนดี ก็เคารพคนนั้น เมื่อเกิดความเคารพก็จะน้อมไปหาคนนั้น เรียกว่าใช้อะไรก็ได้

    ถอดจากเทปพระธรรมเทศนาหลวงปู่ไม อินทสิริ
    วัดป่าเขาภูหลวง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
    (ย่อมาจากพระธรรมเทศนา ตอนบุญเดือน9 / บุญข่าวประดับดิน)

    ถอดเทป/เรียบเรียง : นรินทร์ ศรีสุทธิ์
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • S__4947983.jpg
      S__4947983.jpg
      ขนาดไฟล์:
      44.5 KB
      เปิดดู:
      2
  3. rachotp

    rachotp เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 ตุลาคม 2020
    โพสต์:
    860
    กระทู้เรื่องเด่น:
    74
    ค่าพลัง:
    +10,834
    กระทู้นี้ดีมากๆครับ ผมเข้ามาตามอ่านเก็บความรู้ครับ ขอบพระคุณท่าน @ธีระนะโม เป็นอย่างสูงที่ตั้งกระทู้นี้ขึ้นมา และ คุณนรินทร์ ศรีสุทธิ์ที่ได้เมตตา อนุเคราะห์ สงเคราะห์ถอดเทป / เรียบเรียงพระธรรมเทศนาคำสอน ข้อคิดดีๆของหลวงปู่ท่านมาโพสต์เผยแพร่ให้ พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ทุกๆท่านที่เป็นกัลยาณมิตรที่ดี รวมทั้งตัวผมได้ศึกษาครับ โดยส่วนตัวผมชอบโพสต์แรกในหน้าแรก โพสต์ #1 นี้ที่โพสต์โดยคุณ @ธีระนะโม มากที่สุดครับ การทำความดีเพื่อให้คนรัก ที่สำคัญมี ๒ ทาง คือ ทำความดีภานอก ๑ ทำความดีภายใน ๑ …การทำความดีภายนอกได้แก่ การทำบุญให้ทานรักษาศีล ตั้งใจสู้งานเพื่อครอบครัว ขยันทำงาน เพื่อตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ ฯลฯ …การทำความดีภายในได้แก่ การเจริญสติบารมี การเจริญปัญญาบารมี ให้เด็ดขาดเกรียงไกร เพื่อก้าวขึ้นสู่บารมีธรรม ที่สูง ๆ ยิ่ง ๆ ขึ้นไป …นี้คือคุณงามความดีที่ลูกหลานควรทำ เพื่อให้เกิดประโยชน์สุข แก่ตนเองและครอบครัว และพ่อแม่พี่น้อง ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต นี่คือสมบัติที่ยิ่งกว่าวัตถุมงคลใดๆของหลวงปู่ที่มอบไว้ให้ลูกหลาน ผมขออนุโมทนาครับ _/\_ หลวงปู่ท่านเป็นหนึ่งในครูบาอาจารย์หลายๆท่านที่ผมรักและศรัทธาครับ ผมรักและศรัทธาท่านมากครับ ผมรู้สึกดีมากๆที่เข้ามาตามอ่านกระทู้นี้ครับ _/|\_

    ผมขอน้อมกราบอาราธนาอำนาจของคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลกและทั่วทั้งอนันตจักรวาล ผมขอน้อมกราบอนุโมทนาอำนาจบารมี พระคุณความดี กุศลความดีทั้งหลายของครูอุปัชฌาย์อาจารย์ ครูบาอาจารย์ และ ผู้ที่มีพระคุณต่อผมตั้งแต่ในอดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติโดยมีพระเดชพระคุณหลวงปู่ไม อินทสิริเป็นที่สุด จงดลบันดาลให้ผลบุญส่วนกุศลทั้งหมดที่ผมได้เคยได้สร้างกระทำบำเพ็ญมาตั้งแต่ในอดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติจงถึงแก่คุณ @ธีระนะโม และ คุณนรินทร์ ศรีสุทธิ์และครอบครัว และทุกๆท่านที่เข้ามาโพสต์เผยแพร่เรื่องราวดีๆในกระทู้นี้หรืออ่านกระทู้นี้ครับ ขอให้คุณ @ธีระนะโม และ คุณนรินทร์ ศรีสุทธิ์และครอบครัว และ ทุกๆท่านจงประสบพบเจอแต่ความดี สิ่งที่ดีๆให้มากๆ และมีโอกาสเข้าสู่กระแสแห่งธรรมของพระพุทธองค์ในปัจจุบันและในอนาคตอันใกล้นี้ด้วยเทอญ ... สาธุครับ _/|\_


    ขอน้อมกราบนมัสการหลวงปู่ไม อินทสิริด้วยความเคารพอย่างสูง _/\_


    ... ขอน้อมกราบนมัสการน้อมส่งหลวงปู่สู่แดนพระนิพพานครับ _/|\_

    Ray, ลูกหลานคนหนึ่งที่ศรัทธาในปฏิปทาและคำสอนของหลวงปู่ครับ
     
  4. ธีระนะโม

    ธีระนะโม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    1,629
    กระทู้เรื่องเด่น:
    13
    ค่าพลัง:
    +5,959
    ?temp_hash=c776bef4717d4325a3d4d37ccd68fdb0.jpg
    ความอัศจรรย์ของพลังจิต...หลวงปู่ไม อินทสิริ

    ...พลังจิตของพระอริยบุคคลแท้ จะไม่เสื่อมน้อยถอยลง จิตที่มีพลังจะมีความมั่นใจในตนเอง จิตที่มีพลังจะอธิษฐานจิต ไม่ให้คนถ่ายรูปติดก็ได้ จะอธิฐานจิตปลุกเสกเหรียญ ฝ้ายผูกแขน

    หรือทำน้ำมนต์ ให้มีอานุภาพเหนือพลังอำนาจภูตผี ก็ทำได้ จะอธิษฐานจิตขอให้คนหายเจ็บหายป่วยก็ทำได้ จะอธิษฐานจิตให้ลูกศิษย์ไปไหนมาไหน แคล้วคลาดปลอดภัยก็ทำได้

    ภาพนี้เป็นภาพที่หลวงปู่กำลังจับขวดน้ำทำน้ำมนต์ ให้ลูกศิษย์ท่านหนึ่ง แต่ขวดน้ำมนต์หาย ซึ่งเป็นภาพที่น่าอัศจรรย์อีก1ภาพ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • S__4964411.jpg
      S__4964411.jpg
      ขนาดไฟล์:
      36 KB
      เปิดดู:
      4
  5. ธีระนะโม

    ธีระนะโม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    1,629
    กระทู้เรื่องเด่น:
    13
    ค่าพลัง:
    +5,959
    ?temp_hash=6859fe9f1d108edd52e7962349e07a42.jpg
    เรื่อง ลักษณะนิสัยผู้เป็นเทวดาลงมาเกิด
    (ทำอย่างไร จะได้ไปเกิดในภพภูมิที่สูงขึ้นไป)

    คนที่รู้จักทำทาน รักษาศีลได้บริสุทธิ์
    ไม่ว่าจะเกิดมาชาติใดนี่
    จะเกิดมาในตระกูลที่ดีตระกูลที่ดี คือ ตระกูลที่มีศีล ตระกูลที่มีธรรม
    จิตของตัวเองนี้ที่เกิดมานี่ ก็มีศีลมีธรรมตั้งแต่วันเกิด เกิดมาตัวเล็กๆ เห็นมดไต่มาก็สงสารมดอย่างนี้ เห็นคนยากจนเข็ญใจมา ก็อยากให้เขาอย่างนี้ นี้มันเป็นธรรมชาติของจิตที่ได้สั่งสมบารมีมา นี้แหละมันเป็นอย่างนี้ !!

    เพราะฉะนั้นให้เรามีสติสัมปชัญญะ รู้อยู่ในจิตใจของตนเอง ก็งดเว้นในสิ่งพระพุทธเจ้าห้ามนั่นแหละ ไม่ควรทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ เมื่อเรารู้ว่าสิ่งที่ไม่ควรทำ เราก็ระงับไม่ให้มันเกิดขึ้น บางทีมันก็จะแสดงออกมาทางใจของเรา อย่างที่ความอยากได้คือความโลภอย่างนี้ เรามองเห็นว่ามันเป็นโทษมันไม่ใช่ของเรา มันเป็นของคนอื่น แต่ถ้าเรามีปัญญาเราก็จะเอามาได้ คือ ต้องทำงานด้วยสติปัญญา ไม่ใช่ว่าไปคดโกงขโมยเขามาเด้

    ***เราเอาสติสัมปชัญญะพิจารณาว่า...
    สมบัติอันนี้ข้าวของเงินทองต่างๆทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์มันเป็นของอยู่ในโลก ไม่มีใครสงวนลิขสิทธิ์ ถ้าใครรักษาได้ก็เป็นของคนนั้น คนที่จะมีปัญญาหาก็คือคนที่มีบุญวาสนาบารมี ได้ทำบุญเอาไว้มาก่อน ถ้าเราเคยทำบุญในชาติปางก่อนเอาไว้ ทำอะไนก็จะสำเร็จอย่างที่เราเคยทำทานอย่างนี้

    ***เราเสียสละสิ่งที่เรามีอยู่ พอเกิดมาในชาตินี้เราก็ไม่อดอยู่อดกิน เราทานอะไรเราทานข้าวปลาอาหาร เราเกิดขึ้นมาเราก็ไม่เคยอดอาหารตั้งแต่วันเกิดขึ้นมา เราเคยทำบุญอย่างอื่นด้วยจตุปัจจัยของเราอย่างนี้ เราได้สั่งสมเอาไว้ เมื่อเกิดขึ้นมาในภพปัจจุบัน เราไปทำงาน เราก็ได้ตังค์ เราไปค้าขายเราก็ได้ตังค์

    ***สำหรับคนที่ไม่เคยได้ทำอะไรไว้เลยนั้น หาได้อยู่เหมือนกัน แต่หาได้ก็ใช้หมดเพราะไม่มีปัญญา หาได้แต่พอกินไปวันๆ ก็หมดไปเป็นวันๆ แต่สำหรับคนที่มีบุญนี้ มันเหลือได้มามันเหลือมือล้นกระเป๋าเลยพุ่นนะ มันเลยกินไม่หมด นี้คือบุญกุศลที่เราได้เห็นอานิสงส์การทำบุญให้ทาน เราก็รักษาศีลด้วยความบริสุทธิ์บริบูรณ์ มันเลยกินไม่หมด

    "สีเลนะ สุคะติง ยันติ" : บุคคลใดที่จะมีความสุขได้ก็เพราะศีล (พระพุทธเจ้าได้กล่าวเอาไว้อย่างนี้)

    "สีเลนะ โภคะสัม ปะทา" : บุคคลใดที่จะมีโภคทรัพย์ก็เพราะศีล

    "สีเลนะ นิพพุติง ยันติ" : บุคคลใดที่จะไปสู่พระนิพพานก็เพราะศีลนี้แหละ

    พระธรรมเทศนาหลวงปู่ไม อินทสิริ
    วัดป่าเขาภูหลวง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • S__5070889.jpg
      S__5070889.jpg
      ขนาดไฟล์:
      76.6 KB
      เปิดดู:
      3
  6. ธีระนะโม

    ธีระนะโม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    1,629
    กระทู้เรื่องเด่น:
    13
    ค่าพลัง:
    +5,959
    ?temp_hash=6859fe9f1d108edd52e7962349e07a42.jpg
    หมู่เปรต ๕๐ แสน

    “เมื่อคืนนี้ใกล้แจ้งมีหมู่เปรต ๕๐ แสน มาหา..ถามเขาว่า ทำไมจึงรู้ว่าอาตมาอยู่ที่นี่ ”

    เปรต : มาตามแสงสว่างของหลวงปู่

    หลวงปู่ : พวกสูมากด้วยกันเท่าใด ?

    เปรต : ๕๐ แสน

    หลวงปู่ : ต้องการอย่างใด ?

    เปรต : มาขอให้ช่วยเหลือ เพราะเดี๋ยวนี้ ตกนรกขุมแห้งร้อน เหมือนกับยืนตากแดดบน
    พะลานหินกว้างใหญ่

    หลวงปู่ : กรรมอันใด ?

    เปรต : ไม่เชื่อฟังพ่อเจ้า เมื่อครั้งหลวงปู่เป็นพ่อเจ้าเศรษฐีน้ำข้อนเมืองงาย บัดนี้กรรมเบาบางแล้ว จึงได้แสงสว่างจากหลวงปู่ส่องไปถึง

    หลวงปู่ : เอ้า.... ตั้งใจให้ดี อาตมาไม่มีอะไรจะให้ จะได้ก็เมตตาธรรมนี้ล่ะ

    "จากนั้นก็เมตตาภาวนา เจริญพรหมวิหารอยู่
    ๓ รอบ จึงได้เป็นเสื้อผ้า อาหารตกลงจากฟ้าให้หมู่เปรตเหล่านั้น"

    แล้วจากนั้นพวกเขาก็กราบไหว้ลาไป ผู้ได้เกิดก็มี ผู้ยังต้องเสวยวิบากกรรมต่อไปก็มี อย่างมากก็เกิดเป็นมนุษย์ทุคตะ เป็นสัตว์มากกว่า

    กรรมของเปรตหมู่นี้เป็นเพราะเขาไม่ยอมทำงานให้เมื่อคราวพาเขาสร้างวัด แล้วว่าจ้างเลี้ยงดูพวกเขาให้บำรุงดูแลวัดอยู่น้ำข้อน เมืองงาย เมืองฝาง (จ.เชียงใหม่)

    เราไปตรวจทีเขาก็ทำที เราไม่ไปเขาก็ไม่ใส่ใจ ละเล่นมัวเมากันไปตามเรื่อง มันสืบต่อกันมาตกทอดถึงลูกถึงหลาน อ้างแต่ว่าเป็นญาติเป็นพี่เป็นน้อง แต่บาปกรรมไม่เป็นญาติกับใคร จึงเป็นกรรมที่ตกทอดกันมาจนมากถึง ๕๐ แสนคน

    การเกี่ยวข้องกับวัดวาอารามนี้มิใช่ บุญก็ได้ ไส้ก็เต็ม มิใช่อย่างนี้ เพราะว่าเขาสละมาบำรุงศาสนา มิใช่สละให้ผู้คนญาติโยมต้องเหลือเดนจากพระสงฆ์แล้วคนจึงเอาได้

    เรื่องการสงเคราะห์เจตภูติ ภูมิอื่นๆ เช่น พวกพรหม หมู่เทวดามาขอฟังเทศน์ธรรม หรือหมู่ครุฑ นาค ยักษ์ พวกหิมพานต์ มาขอฟังเทศน์ธรรม เปรต ผี มาขอให้ช่วยเหลือ ก็มีมาก จากที่องค์หลวงปู่ได้เล่าให้ฟังนับลำดับมาหลายปี

    “แต่เริ่มเป็นพระมาโน่น ไม่รู้อย่างใด มันได้โปรดสัตว์โลกทุกหมู่เหล่า มิได้เว้นมิได้ขาด มิใช่แต่หมู่มนุษย์ผู้คนอย่างเดียว มิใช่อวดอ้างหรอก มันเป็นของมันมาอย่างนี้ ใครจะว่าบ้า ก็บ้าเสียเราคนเดียวก็พอ..”

    (องค์ท่านมักจะพูดสำทับตอนท้ายเช่นนี้เสมอถ้าหากได้เล่าเรื่องในทำนองวันนี้)

    ธรรมะประวัติหลวงปู่จาม มหาปุญโญ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • S__5070894.jpg
      S__5070894.jpg
      ขนาดไฟล์:
      28 KB
      เปิดดู:
      4
  7. ธีระนะโม

    ธีระนะโม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    1,629
    กระทู้เรื่องเด่น:
    13
    ค่าพลัง:
    +5,959
    ?temp_hash=615db32235c94fef0c389458be44ce2c.jpg

    คืนนี้ประตูนรกจะเปิด‼️
    โดยเหล่า "ยมทูตและยมบาล" จะปลดปล่อยเหล่าจิตวิญญานที่ตกต่ำ หรือ สัตว์นรกทั้งหลายที่ตกอยู่ในขุมนรกต่างๆ โดยเฉพาะขุมนรกที่ลึกและมืดที่สุด คือ "นรกอบาย" ขึ้นมารับส่วนบุญส่วนกุศลของญาติพี่น้อง ( ปีหนึ่งจะมีแค่สองครั้งเท่านั้น ซึ่งเป็นวันที่เหล่าจิตวิญญานที่ตกต่ำ หรือ สัตว์นรกทั้งหลายต่างเฝ้ารอวันนี้กันด้วยความหวังว่า..วันนี้ลูกหลานและญาติพี่น้องจะทำบุญอุทิศให้ได้กินได้ใช้ ก่อนที่จะหมดเวลา และถูกไล่ต้อนกลับลงขุมนรกต่างๆ เพื่อรับผลกรรมที่ตนเองได้กระทำไว้ ไปจนกว่าจะหมดเวรหมดกรรมของตน !!! )

    ตำนานบุญข้าวประดับดิน (บุญเดือนเก้า)
    (ประเพณีความเชื่อโบราณของชาวอีสาน)

    การทำบุญนี่มันมีหลายอย่าง...
    ทำไมหลวงปู่ถึงบอกว่ามีหลายอย่าง อย่างที่ภาคอีสานเขาทำบุญ “ ข้าวกระยาสารท ”(บุญข้าวสาก/บุญเดือนสิบ) เขาก็ทำหลายตอน แต่ละคนมาก็เอาของดีๆมา บุญที่เราจะแผ่ไปให้จิตวิญญานที่ตกต่ำ จิตวิญญานมันมีหลายประเภทเด้...มันตกต่ำ !!
    ที่มันตกต่ำนี่ก็อุทิศไปให้จิตวิญญานที่เป็นสัมภเวสีอยู่ หรือเป็นสัตว์นรกที่ตกอยู่ในนรก คำว่าที่ตกอยู่ในนรกนี้ คือ ที่จะมารับส่วนบุญส่วนกุศลได้นี่ คืออายุในเมืองนรกมันใกล้จะหมดแล้ว ใช้หนี้ใกล้จะหมดแล้ว เหลืออยู่เดือนสองเดือนนี่ เขาจะปล่อยมา เขาจะมาทดสอบว่ามันจะหนีหรือเปล่า เหมือนกับคนติดคุกนี่เขาก็จะเอานักโทษออกมาทำงาน ปล่อยให้ไปทำงานอยู่ ๑-๒ เดือนอย่างนี้ ปล่อยให้ไปทำงานมันจะหนีหรือเปล่า มันจะไปทำความชั่วอีกหรือเปล่า ถ้าใครหนีไปถ้าจับได้โทษจะหนักกว่าเดิมหลายเท่า ดวงจิตวิญญานที่ตายไปก็เหมือนกัน ที่กำลังจะพ้นจากนรกนี่เขาปล่อยมา เขาจะปล่อยมาวันไหน ?

    #วันบุญข้าวประดับดิน คือ เดือนมืด เดือนมันมืดนี่ผีจะมาเดือน ๙ ดับ “เดือนดับก็คือเดือนมืด” เดือนดับนี้คือ พระจันทร์ไม่ขึ้นเป็นเดือนมืด ทีนี้เดือนต่อมาคือวันเดือนสิบเพ็ญ คำว่าเพ็ญนี้คือพระจันทร์สว่างเต็มดวง วันนี้เขาก็ปล่อยมาอีกน่ะ ปล่อยมา ๒ รอบ เขาจะปล่อยมา ๒ รอบ ที่เขาปล่อยมานี้ พวกนี้เขาจะร้องหิวโหยอยู่ในเมืองนรก หรือเป็นพวกสัมภเวสีที่เขาพ้นกรรมมาแล้ว ก็แสวงหาที่เกิดไม่ได้ทุกข์ยากลำบาก เดินอยู่อย่างนั้นทั้งวันทั้งคืน จนฝ่าเท้านี่บางหมด พวกสัมภเวสีนี้น่ะ เหมือนกับสุนัขไม่มีเจ้าลักษณะอย่างนั้นพวกสัมภเวสีนี้น่ะ จะขึ้นบ้านไหนก็โดนเขาเอาไม้ค้อนไล่ตี ทีนี้ก็ไม่มีใครที่จะเอาข้าวให้กิน นี้คือกรรมของดวงจิตวิญญานที่ไม่เคยได้สะสมบุญบารมีมาในชาติปางก่อน ถึงจะไปกระดิ๊กหางใส่คน เขาไม่มีเมตตาเขาก็เอาไม้ค้อนตีเอา นี้ละน้ำจิตน้ำใจของคนเรานี่มันแตกต่างกันมาก

    ทีนี้การทำบุญที่ว่านี่ทำไมถึงมีหลายระดับ ?
    จิตวิญญานที่ตายไปเป็นผีหมื่นๆปีนี่ เขารู้จักแต่ผีน่ะ พวกจิตที่มันตกต่ำนี้ก็เลยเป็นผี อายุก็ยื่นเป็นหมื่นๆปี อย่างที่พวกเราทำบุญตักบาตรเมื่อเช้านี้ เขากินไม่ได้ กินไม่ได้เลย มันไม่ใช่อาหารของเขา อาหารของเขาคือของที่สกปรกน่ะ ถึงจะมีข้าวก็ต้องเอาสีดำๆมาขยำให้เป็นข้าวดำ แล้วก็เอาสีแดงๆมาขยำให้เป็นสีแดง ที่เรียกว่าข้าวดำข้าวแดง เอาไปถวายพระ พระก็อุทิศส่วนกุศลให้ แล้วก็เอาไปแจกตามป่า เขาก็จะมาเก็บเอา เขากินได้อย่างนั้นแต่ถ้าจะอุทิศข้าวดีๆให้นี่กินไม่ได้

    นี่เพราะฉะนั้นการทำบุญถึงมีหลายอย่าง แต่บุญข้าวกระยาสารทนี่เขาจะคั่วข้าว ข้าวเหนียวข้าวเปลือกนี่น่ะ เอาข้าวเปลือกนี่มาคั่วให้เป็นข้าวตอก เขาก็จะเอาข้าวตอกนี่มาทำ เอามาผสมกับน้ำตาลกับอะไรมั่ง เขาก็จะมีที่ห่ออยู่นั้นน่ะ ในห่อนั้นน่ะมีหมากพลู บุหรี่ แล้วในห่อมีหลายอย่างที่เขาทำจากทำให้สัมภเวสีทั้งหลาย จากสัตว์นรกทั้งหลายที่เขาปล่อยมาน่ะ ก็ยังเอาไปแจกผีที่อยู่ในตามไร่ตามนาน่ะ

    ผีที่อยู่ในตามไร่ตามนา คนอิสานเขาเรียกว่า...
    “ผีตาแฮก” อยู่ตามจอมปลอกที่อยู่ตามทุ่งนาน่ะ ทีนี้อีกอย่างหนึ่งความประสงส์ก็เอาข้าวนี่ เอาห่อข้าวนี่ไปแจกตามแปลงนา ไปแจกน่ะก็ระลึกถึงพระแม่โพสพ ข้าวกำลังเขียวนี่กำลังจะตั้งท้องนี้น่ะ ทำบุญให้แม่โพสพ แล้วก็มาบูชาแม่โพสพ แม่โพสพก็คือข้าวตามทุ่งที่เต็มทุ่งนาน่ะ ก็เอาข้าวสุกกับอาหารนี่กลับไปบูชา พอถวายอาหารข้าวสุกข้าวสารให้กับแม่โพสพแล้วนี่ ข้าวในนาก็จะเขียวชอุ่มดี ออกร่วงดีเต็มดี ไม่มีบุ้งมากัด และที่ไปให้ผีตาแฮกอยู่ที่นา เขาก็จะรักษานา ถ้าเกิดมีวัวควายเข้าไปกินข้าว ผีนี้ก็จะไปไล่ ควายก็จะวิ่งหนี หลวงปู่เคยเห็นน่ะ เคยเห็นตอนไปเลี้ยงควาย ควายของเราจะไปใกล้ทุ่งนาเขานี่ พอจะไปถึงข้าวเขาจะไปกินข้าวเขา วิ่งดิ้นขึ้นจากแปลงนาขึ้นไปหมดเป็นฝูงเลย

    อ้าวอะไรมาไล่ควายกูว่ะ ? ”

    ที่ไหนได้พอเรามาศึกษาเราถึงได้เข้าใจว่า...
    “อ๋อ! ผีตาแฮกไล่ควายออกจากนา” นี่มันถึงได้ทำบุญหลายขั้นตอน ทำไมถึงต้องเอาข้าวดำข้าวแดงไปให้
    ก็เพราะว่าพวกนี้น่ะมันกินไม่ได้ !!
    ตอนที่เราไม่ได้ทำบุญให้น่ะ เขาไปกินอะไร...พวกภูตผีปีศาจมันมีหลายจำพวก พวกหนึ่งน่ะไปหากินของสกปรกโสโครก ซากสัตว์ที่ตายไปเป็นวัวเป็นควายเป็นหมูเป็นหมาเน่าเปื่อย พวกหนอนยั้วเยี้ยๆนี่น่ะ หมาเน่าเหม็นๆนี่ พวกสัมภเวสีนี้ไปเห็นนี่น้ำลายไหลเลย ไปรุมกันเก็บกิน มันๆอร่อยๆกินเสร็จแล้วก็ดูดกินน้ำเหลืองมัน นี้เป็นอาหารของเขา ส่วนพวกที่แก่กล้าขึ้นมาอีกก็ไปหากินของที่ยังมีชีวิตอยู่ ไปหากินไก่ในเล้า จากกินของเน่าๆก็มากินของสดๆเช่นเกิดมีรถชนหมาตายใหม่ๆพวกนี้ก็จะมากินเลือดหมาสดๆกินเนื้อหมาสดๆ อร่อยกว่าเดิม อยู่มารถชนคนก็มากินเลือดคน
    เพราะฉะนั้นการทำบุญนี่ เราทำบุญนี่พวกสัมภเวสีก็จะได้มากินในวันนั้น บางคนนี่ไม่เคยได้ทำบุญให้ทานไว้ ถึงเขาขะปล่อยมา...มาเก็บข้าวกระยาสารทที่เขาไปแจกนี่น่ะ เก็บใส่ตะกร้าไปนี่ พอเก็บไปแล้วนี่เต็มตะกร้าแล้วจะไปนั่งกินที่ร่มไม้ พอมาดูในตะกร้าตัวเองนี่ ก็ยังไม่ได้กินน่ะ ได้กินเพียงเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเอง !!

    ทำไมถึงได้กินอย่างนั้นน้อยถึงขนาดนั้น ?

    เพราะตัวเองไม่เคยได้ทำบุญเอาไว้ตั้งแต่เป็นมนุษย์อยู่ พวกที่เขาเคยทำบุญตักบาตรเหมือนอย่างพวกเราอย่างนี้ แต่เราก็ทำบาปน่ะ ทั้งทำบุญทั้งทำบาปอย่างนี้ เราก็จะไปตกนรกซะก่อน พอพ้นจากนรกขึ้นมาเราก็จะได้รับผลทาน ได้กินอิ่มหนำสำราญ

    เมื่อได้กินอิ่มหนำสำราญ เกิดสำนึกจิตของตนเอง
    “โอ้! ที่ได้กินอย่างนี้เพราะอานิสงส์จากพระสงฆ์องค์เจ้าได้ทำบุญอุทิศให้ นี้เพราะญาติพี่น้องไปทำบุญอุทิศให้”

    พระท่านให้พรมานี้...แผ่ไปถึงสรรพสัตว์ทั้งหลาย สัตว์โลกทั้งหลาย สัมภเวสีทั้งหลายอย่างนี้ บุญกุศลนี้จึงมาถึงเรา เมื่อคนเรานี้ได้รับอนุเคราะห์สงเคราะห์จากใคร เขาก็อยากจะตอบแทนบุญคุณน้ำใจของคนดี ก็เคารพคนนั้น เมื่อเกิดความเคารพก็จะน้อมไปหาคนนั้น เรียกว่าใช้อะไรก็ได้
    ผีก็เหมือนกัน เมื่อพระสงฆ์สอนแล้วได้ผลอย่างนี้ก็อยากจะมาฟังคำสอน พาไหว้พระสวดมนต์ พระจะสวดมนต์ในงานที่เราทำบุญนี่ จะต้องอันเชิญเทวดา บอกจิตวิญญาทั้งหลายให้มาฟังธรรม พวกนี้ก็จะมาฟังธรรม พอฟังธรรมจิตก็จะน้อมเข้าไป น้อมเข้าไป นี่ตอนที่จะหมดบาปน่ะ ก็จะน้อมเข้าไปๆเมื่อมีบุญมากๆจิตนี่ก็อยากจะไปเกิดเป็นมนุษย์

    ทำไมถึงอยากเกิดเป็นมนุษย์ เมื่อเกิดเป็นมนุษย์มาแล้วนี่ ก็จะไปทำบุญเหมือนอย่างพวกเราอย่างนี้ เขาก็จะเห็นพวกเรา พอจิตเป็นอย่างนี้ ถือว่าจิตเข้าถึงธรรม มีสรณะที่ใจก็จะแสวงหาที่เกิดได้ นี้มันเป็นอย่างนี้ ทีนี้พวกหนึ่งที่บาปมากๆทีนี่ ตายไปแล้วเป็นหมื่นปี แสนปี ล้านปี เขาไม่รู้หรอกมนุษย์เรา เห็นมนุษย์ก็เรียกว่าผี ผีทั้งหมด เห็นพระก็จะเรียกว่าผีหัวโล้นน่ะ เขาจะเรียกอย่างนั้นเลย เขารู้แต่ผีเขาไม่รู้คนไม่รู้พระ ได้ยินเสียงสวดมนต์นี่อุดหูไว้เลย ไฟไหม้หู นี้มันยังบาปอยู่

    จนกว่าจะพ้นกรรมจนกว่าจะเข้าใจนี่ ถูกยมฑูตลงโทษ ด่าแล้วด่าอีก สอนแล้วสอนอีก ตกนรกแล้วตกนรกอีก ขึ้นแล้วขึ้นอีกอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะมาสำนึกได้ ไปสำนึกได้ในนรก ที่มาตกอยู่บ่อยๆอย่างนี้ ก็ระลึกได้ว่าที่ตัวเองนี่โกหกยมบาล ต่อไปจะไม่โกหกอีก พอเขาปล่อยมาก็ไม่ไปทำความชั่ว ถึงหิวยังไงก็จะไม่ไปทำอีก ไม่ไปทำให้สัตว์อื่นตายคนตายอะไรอย่างนี้ ไม่ไปทำชีวิตสัตว์อื่นก็จะมีศีลข้อที่ ๑ ล่ะ

    ก็จะงดเว้นคือมีสัจจะอยู่ในใจ พอมีสัจจะอยู่ในใจ
    “เหมือนกับคนไข้ถูกยา” ที่เจ็บป่วยเน่าเปื่อยแผลก็เริ่มตกสะเก็ด พอตกสะเก็ดก็จะเริ่มหลุดออก สีหน้าก็จะเริ่มผ่องใสเหมือนอย่างพวกเรา นี้ผีหมดกรรม ตอนที่ยังไม่หมดกรรมนี่เปื่อยตั้งแต่ศรีษะยันเท้า

    ถอดจากเทปพระธรรมเทศนา
    หลวงปู่ไม อินทสิริ วัดป่าเขาภูหลวง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

    ถอดเทป/เรียบเรียง : นรินทร์ ศรีสุทธิ์
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • S__5226499.jpg
      S__5226499.jpg
      ขนาดไฟล์:
      128.4 KB
      เปิดดู:
      2
  8. ธีระนะโม

    ธีระนะโม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    1,629
    กระทู้เรื่องเด่น:
    13
    ค่าพลัง:
    +5,959
    ?temp_hash=c990b616fc60e7a1f504da89d0ef3832.jpg
    นรกของจริง
    เว้าไปเว้ามามันกะม่วนเด้ล่ะ เว้ากับผีมันได้ความรู้กับเขานำเด้ ได้ความฮู้จังได๋...ได้ความฮู้ตรงที่มันเฮ็ดบาปเฮ็ดบุญมาจั่งได๋แน้ เขาจั่งบ่ได้ไปผุดไปเกิดจั่งซี่น่ะ เฮากะได้ความฮู้ว่ามันเฮ็ดบาปจังซั่นจั่งซี่ แล้วจึงได้มาบอกญาติบอกโยมว่า #อย่าไปเฮ็ดเด้อ เทศน์ให้เขาฟังว่าบาปนี้มันบ่เบิ่ดง่ายเด้

    อันนี้ขนาดอยู่บนบกน่ะ...ซุ่มอยู่ในนรกนี่เป็นล้านๆเด้ ล้านปีพุ่นเด้ในนรกมืดน่ะ แล้วอีกพวกหนึ่งอยู่ชั้นขึ้นมาอีกหลายหมื่นปีอีก บ่ได้ไปเกิดอยู่นี่ว่างั้น กรรมนี่มันบ่แม่นธรรมดาเด้นี่ กว่าจะได้มาเป็นผีเจ้าที่เจ้าทางนี้ก็สัญจรไปมาอยู่ ร่อนเร่พเนจรอยู่นั้น ลำบากไม่มีที่อยู่ที่อาศัย ทุกข์ยากลำบากไม่มีอยู่มีกิน อดๆยากๆ ผอม!!

    ถ้าเป็นคนเฮากะผอมเหลือแต่กระดูกพุ่นล่ะ มันผอมหลาย

    "นรก" เห็นเขาเขียนอยู่ในหนังสือ ว่าเขาเฮ็ดกะทะน่ะ ก่อเตาขึ้นมาแล้วก็เฮ็ดก่อไฟแล้วกะเอากะทะค้าง "ตกนรกว่าซั่น โอ้ย! เขียนมาตั๋วกันนี่ว้า"
    แล้วของจริงมันเป็นยังไงครับหลวงปู่ ??

    ลป. : โอ้ย! ในนรกใหญ่นี่มันคือกันกับหนองน้ำใหญ่เฮานี่ #น้ำแดงจื่งคื่ง มันเป็นน้ำแดงๆ พวกตกนรกนั่นน่ะก็ว่ายอยู่นั้นล่ะ ลอยเป็นแถวอยู่ ลอยอยู่ในนรกนั่นน่ะ ลอยอยู่นั้นมีแต่กระดูกเด้น่ะ มีแต่โครงกระดูก หัวก็หัวกระโหลก คนนี่ล่ะแต่มันเป็นหัวกะโหลก
    (แดงจื่งคื่ง [แดง - จื่ง - คื่ง] แปลว่า แดงระเรื่อ คือลักษณะที่ วัตถุสีแดง มีมากมาย ละลานตา หรือยั้วเยี้ย ซึ่งมักแฝงความน่าสะพรึงกลัวเข้าไว้ด้วย)
    อันนี้มันเป็นมหานรกอเวจี นรกใหญ่ แล้วก็พวกพ้นจากนรกใหญ่นี่ มานรกน้อยก็เป็นหลุ่ม เป็นบ่อคือกันกับบวกควายเฮานี่ล่ะ แต่ว่าไปเป็นสัมภเวสีสัญจรไปเรื่อย คือหมาจรจัดนี่ละ ถ้าเวลาใดที่ได้เสวยพลกรรมนี่ ไฟลุก ฟู่ ฟู่ ขึ้นตามตัวนี่ ไหม้ออกร้อน

    ตาเหลือกตาลานเป็น ชม.สอง ชม. ต่อไปแล้วก็อาทิตย์ละครั้ง ต่อไปก็เดือนละครั้ง หลังจากนั้นปีละครั้ง ต่อไปก็ไม่มี ผอมอยู่ไปอย่างนั้นล่ะ อดอยู่อดกินอยู่อย่างนั้น ไอ้นี้พวกที่พ้นจากนรกน่ะ

    พวกที่จะได้เกิด คือพวกที่สำนึกบุญได้ ยามมีการมีงาน ยามพระเพิ่นเทศน์ พอได้ยินเพิ่นเทศน์เกิดสำนึกขึ้นมา "โอ้ยข้าน้อย เกิดมาบ่ได้ทำบุญนำเพิ่นจักเทื่อ บ่น่าละเกิดมาได้เป็นจังซี่ล่ะ (จิตนั่นล่ะคึดจังซั่น)
    พอได้คึดจั่งซั่นแล้ว..."โอ้ย! ถ้าได้เกิดชาติหน้าไปทำบุญซะดอก ให้ได้เข้าวัดเข้าวา"
    เปลี่ยนสภาพเด้ ค่อยๆเปลี่ยนสภาพเด้ แต่ก็ยังบาปอยู่คือเก่านั่นล่ะ แต่ว่าบ่บาปหนักปานนั้น ต่อไปก็แสวงหาที่เกิดได้ พวกหนึ่งก็เป็นนรกมืด
    พวกเฮาเห็นเตาถ่านอยู่ตั๋ว แต่อันใหญ่เลยเด้ในนรกน่ะ บักใหญ่เลยเด้ บ่มีรูเข้าเด้อยู่ในนั้น ไฟกล้ากว่าอยู่ในนรกนอก
    พวกที่จะไปนี้ #คือพวกที่จะฆ่าพ่อฆ่าแม่ พวกอื่นบ่มีสิทธิ์เข้าดอก ไปนี้ห่างจากนั้นประมาณ 2 เมตร 3 เมตรนี่ ขี้ดินแตกแยกทลายออก พอดินแตกน่ะไฟก็ ฟู่ ฟู่ ขึ้น ดินก็พังลงๆ มันก็ไหลมาทางนี้ ทางนี้ก็ไหลไปตามเลย

    อันนี้คือในโลกมืด ไฟในนั้นน่ะ...ได้ไปดูเขาหล่อพระบ่ ไฟที่เขาหลอมทองน่ะ มัน ฟู่ ฟู่ ขึ้นแบบนั่นล่ะ อันนี้คือนรกมืด เข้าไปแล้วปิดปั๊บเลยเด้ น้ำน้อยน่ะปีกกันขึ้น ตัวไหนใจจะขาดก็ตกลง ตัวอยู่ล่างก็เหยียบปีนกันขึ้น หายใจได้ก็ปีนขึ้นมาใหม่ ขี่คอกันขึ้น

    นั่นละมันหลายอันนี้ก็เหยียบหัวกันในนั้น "ฮ้องไห้อยู่นั้นละ" ปีหนึ่งฟ้าก็ฮ้องตึ่มลงมา แสงฟ้าลงมา จึงเห็นกัน พอแว๊บๆ บ่ทันได้ฮู้จักว่าผุได๋เป็นผุได๋ดอก ได้เห็นกันแค่นั้นปีหนึ่ง โอ้ย! แสนมหากัป พระเทวทัตกะไปอยู่นั้น

    ถอดจากเทปเรื่องเล่าหลวงปู่ไม อินทสิริ
    ที่เมตตาต่อคณะพระภิกษุและญาติโยมทั้งหลาย ที่เดินทางมาคาราวะและร่วมทำบุญกับ ลป.ไม ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา ที่วัดป่าเขาภูหลวง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา วันที่ 12 ก.ค. 2563


    ถอดเทป/เรียบเรียง : นรินทร์ ศรีสุทธิ์
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • S__5259274.jpg
      S__5259274.jpg
      ขนาดไฟล์:
      120.7 KB
      เปิดดู:
      4
  9. ธีระนะโม

    ธีระนะโม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    1,629
    กระทู้เรื่องเด่น:
    13
    ค่าพลัง:
    +5,959
    ?temp_hash=271c21bf537b03efbfd8f8cb9475a3ae.jpg
    โยม : หลวงตาเจ้าขา หนูอยากทราบว่าทำไม จิตเราต้องสำแดงฤทธิ์หลอกเจ้าของเจ้าคะ

    หลวงตา : นั่นละ กิเลสมันคือมาร มันกลัวเราไปเห็นพระนิพพาน มันก็มากั้นทางเอาไว้ กั้นกลางเอาไว้ หาเรื่องร้อยพันเหลี่ยมให้มาหลอกให้เราหลงทาง พวกกิเลสพวกมาร เคยได้ยินไหมละมาร นี่แหละกิเลสมาร มารมาสำแดงแปลงเพศ มารยาก็คือใจเจ้าของนั่นละ มารยา อืม...เพราะว่าเราเผลอสติเอาจิตไปเสพกับมาร ถ้ามันเกิดขึ้นมา เราก็...
    " อ๋อ...อันนี้ของปลอม !! "

    ก็เอาไปเสพกับผู้รู้ ผู้รู้อยู่ภายใน ผู้รู้อยู่ในลมหายใจไม่เห็นผู้รู้ ก็เอาจิตไปเสพกับลมหายใจเอาไว้ไม่มาเห็นพวกนี้ พวกนี้มันของปลอม!!
    โยม : ถ้าเกิดอย่างนี้ ทางแก้คือพุทโธเข้าเลยหรือครับ ?
    หลวงตา : ไม่รู้พุทโธก็ดูลมหายใจ เหมือนเราไปดูขวดนี่ ขวดน้ำเราไม่ให้จิตไปดูเราเอาจิตมาดูลม อันนี่เขาสำแดงแปลงเพศ เป็นสมมุติบัญญัติขึ้นมาเฉยๆ ให้เรามาดูจิตของเรา ต้นของจิตคือ ผู้รู้ ผู้รู้ว่าจิตออกไปอยู่ไหนก็ให้รู้ว่าจิต ผู้รู้ว่าลมเข้าหายใจ หายใจออกหายใจเข้าจุดไหน ก็เอาจิตไปดูผู้รู้ ผู้รู้ว่าความคิดเกิดขึ้น อยู่ไหนก็เอาจิตไปดูผู้รู้ ไม่ให้ไปดูความคิดเข้าใจไหมละ ?

    โยม : เกือบละครับ งงเลยครับ 55
    หลวงตา : ความคิดมันคิดไปเรื่องนั่นเรื่องนี้ เราไม่ไปดูมัน.....จิตส่งหนีไปแล้วนั่น
    โยม : เหมือนเรามองขวดแต่เราดูอยู่ที่ลม
    หลวงตา : เราไม่ไปดูมันแหล่ว ให้จิตมาอยู่ที่ลมอย่างเดียว อืม...ทำได้ก็สำเร็จ
    โยม : อืม...มันก็ไม่ง่ายนะครับ
    หลวงตา : โอ้ย!...มันไม่ยากอะไรดอก ลมหายใจมีทุกคน
    โยม : มันไม่อยู่เลยครับ
    หลวงตา : ไม่อยู่แล้ว คนไม่คุมมันเลยเน๊าะ
    โยม : อย่างนี้ต้องเจริญสติใช่ไหมเจ้าคะ
    หลวงตา : ต้องฝึกสติให้มาก ทำให้มาก เจริญให้มาก
    โยม : มันแวบเรื่อยเลยคะหลวงตา
    หลวงตา : เอ้า!...มันก็เป็นแบบนั้นละน้อ สันดาน
    โยม : มันวิ่งไปโน้นเลยคะ
    หลวงตา : สันดานมันเป็นอย่างนั้น สันดานเก่า
    โยม : อุ้ย!...(โยมหัวเราะ) มันเป็นหลายภพชาติใช่ไหมครับ ?
    หลวงตา : ไม่...มันภพชาติเดียวนี้แหละ จิตมันวิ่งออกไปครั้งหนึ่งเขาเรียกว่า...จิตมันเกิดภพหนึ่งแล้วนะ ภพเดียวนี้แหละ คิดไปเรื่องนั้น จิตเกิดครั้งหนึ่ง เรียกว่าภพหนึ่งแล้ว เรียกว่าภพหนึ่งแล้ว วันหนึ่งๆมันคิดไปกี่เรื่องละ มันกี่ภพละทีนี้
    โยม : แต่ถ้าฝึกไปเรื่อยๆใช่ไหมคะหลวงตา พอรู้ว่าเราเกิดแวบออกไปเราก็ดึงเอากลับ
    หลวงตา : อืม...มาดูผู้รู้ว่าคิด ไม่ไปดูความคิด นี่ความคิดไม่ไปดู อืม...มาดูจิตคือผู้รู้ รู้ว่าคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ มันก็จะหาย ต้องฝึกสติ ฝึกใส่กับลมหายใจนั้นละ คือฝึกสติให้มันมารู้ลมหายใจไม่ให้ไปรู้อย่างอื่น

    ถอดจากเทปพระธรรมเทศนาหลวงตาศิริ อินทสิริ
    วัดถ้ำผาแดงผานิมิต บ.ดงเย็น ต. บัวเงิน อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น

    ถอดเทป/เรียบเรียง : นรินทร์ ศรีสุทธิ์
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • S__5259276.jpg
      S__5259276.jpg
      ขนาดไฟล์:
      66 KB
      เปิดดู:
      2
  10. ธีระนะโม

    ธีระนะโม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    1,629
    กระทู้เรื่องเด่น:
    13
    ค่าพลัง:
    +5,959
    ?temp_hash=aedcc1a3c3dd8b33bebeaecd52558d3b.jpg
    หลวงปู่หนูเพชร ปัญญาวุโธ ท่านเป็นพระที่ชอบอยู่เงียบๆ ไม่ค่อยรับกิจนิมนต์ เหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าจำได้ คือ หลวงปู่บุญพิน กตปุญโญ ท่านนั่งมองหลวงปู่หนูเพชรอยู่นาน เลยถามหลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโมว่า...แมนไผนิอาจารย์ ?

    หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม ก็เลยตอบว่า...
    "เอ้า อาจารย์หนูเพชรนั้นเด้ !!"

    หลวงปู่บุญพินท่านก็เลยพูดว่า...
    "อาจารย์หนูเพชรเบาะนิ โอ้ ! ยังบ่ตายเนาะ"

    หลวงปู่บุญมาเลยพูดว่า...
    "นี่หละอาจารย์หนูเพชร นั้นหละหลบหนีหมู่หลาย หมู่จำบ่ได้ (แล้วก็ขำ)

    หลวงปู่บุญมา หลวงปู่บุญพิน หลวงปู่คำบ่อ ก็เลยหัวเราะ แล้ว
    หลวงปู่คำบ่อท่านเลยพูดว่า..."เพิ่นบ่อยากดัง อาจารย์หนูเพชรนี่"

    หลวงปู่บุญพินเลยพูดว่า..."โอ้! ยังแข็งแรงอยู่เนาะ"

    นี้คือสิ่งที่หลายคนไม่เคยได้ยิน แต่ครูบาสมัยนั้นเป็นเด็กวัดก็นั่งฟังหลวงปู่ครูบาอาจารย์ พูดกัน เล่าความเก่าความหลังกัน มันก็พอได้ยิ้ม ได้ความสุขไปตาม

    ผู้บันทึก : พระหลอดรุ่ง สุขวฑฺฒโน
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • S__5259278.jpg
      S__5259278.jpg
      ขนาดไฟล์:
      69.6 KB
      เปิดดู:
      2
  11. ธีระนะโม

    ธีระนะโม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    1,629
    กระทู้เรื่องเด่น:
    13
    ค่าพลัง:
    +5,959
    ?temp_hash=b5ca682524356c824f18e5fd6a9d52e3.jpg
    ใครมีอะไรขัดข้องไปถามท่านไม !!
    ( ญานหยั่งรู้หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ )

    ในสมัยนั้นหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ กำลังสร้างโบถส์ เขาก็เอาหินเอาทรายไปลงทีละๆ 10 คันรถอย่างนี้ หินก็เป็นหินก้อนภูเขาใหญ่ๆ หลวงปู่อ่อนก็ใช้ให้ไปกวาดตักหินทรายมากองรวมกันไว้เป็นกองใหญ่ เพราะเดียวมันจะไม่มีที่จะจอดรถ โอ้ย!...ทำงานทั้งวันพอตกเย็นแล้วจะไปสรงน้ำเสร็จแล้วจะไปนอน มึงเสร็จ...วันหลังไม่ได้นั่งดีหรอก!! (ฟังเทศน์)

    *** "มาทำงานแค่นี้หรอ จะไปนอนแบกหมอนหรอ??
    มาทรมานกิเลสไม่ใช่หรอ บวชมาอยากได้บุญหรืออยากได้บาป มานอนกินอยู่อย่างนี้หรอ ชาวบ้านเขามาทำบุญ เขาก็อยากได้บุญไม่ใช่หรอ จะเอาอะไรให้เขา " (หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ เทศน์สอน)

    ***โอ้ย!! ซัดไปอีกเหนื่อยเท่าไหร่ก็ต้องไปเดินจงกรม นั่งสมาธิ ภาวนา ไม่ยอมท้อถอย #ก็ถือว่าเป็นแนวหน้าในสมัยนั้น #หลวงปู่ไปอยู่ในสมัยนั้นถือว่าเป็นแนวหน้าในการปฏิบัติ ไม่ยอมหยุดว่างั้น โน้นแหละจนหลวงปู่ท่านบอกว่า...

    พระรุ่นน้องลงไปมีอะไรขัดข้องไปถามท่านไมว่างั้น!!

    ***อุ้ย!...เราอาย...อายพวก!
    ตอนที่หนีไปจำพรรษาที่บ้านหัวหนอง โยมเขามานิมนต์ไปจำพรรษาอยู่ที่นั้น พระหลวงตา,พวกพระหนุ่ม,ขัดข้องในการปฏิบัตินั่งปฏิบัติภาวนาต่างไปหาหลวงปู่ เราเป็นพระผู้น้อยอยู่ 4-5 พรรษา ตามไปถึงที่เราจำพรรษา มาถามธรรมะ

    **หลวงปู่ไม : มาถามผมทำไม ทำไมไม่กราบเรียนถามหลวงปู่อ่อน ผมไม่กล้าพูดหรอก หลวงปู่ยังดีๆอยู่ไม่ได้ๆ

    **พระที่มาหา : พวกผมไม่กล้าเข้าหาหลวงปู่อ่อน

    **โอ้ย! เราจะพูดมากก็ไม่กล้าพูด แต่ก็พูดให้ฟังอยู่หน่อยเดียว คำสองคำพอ...พอเท่านี้พอแล้วเดียวผมจะโดน กลัวไปหนองบัวบานแล้วหลวงปู่จะซัดเราเลยนะ เจียมตัวไว้กลัวหลวงปู่ท่านจะซัดเรา

    ***แหม่...พอออกจากเราไปทำเป็นใหญ่เลย!!
    (กลัวท่านจะว่าอย่างนี้นะ)เพราะฉะนั้นต้องสงบให้ดีระมัดระวังเป็นที่สุดไม่จำเป็นจะไม่พูดเลย เล็กๆน้อยๆอะไร ถึงจะรู้เท่าไหร่ก็จะไม่พูด นี้เป็นอย่างนี้ ต้องระมัดระวังในสมัยนั้น หลวงปู่ครูบาอาจารย์ท่านยังมีอยู่

    ถอดจากเทปพระธรรมเทศนาหลวงปู่ไม อินทสิริ
    วัดป่าเขาภูหลวง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
    ถอดเทป/เรียบเรียง : นรินทร์ ศรีสุทธิ์ กับ กองเลขานุการ วัดป่าวิเวกพัฒนาราม อำเภอพรเจริญ จังหวัดบึงกาฬ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • S__5357583.jpg
      S__5357583.jpg
      ขนาดไฟล์:
      111.2 KB
      เปิดดู:
      2
  12. ธีระนะโม

    ธีระนะโม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    1,629
    กระทู้เรื่องเด่น:
    13
    ค่าพลัง:
    +5,959
    บรรลุธรรมเพราะเสือ

    มีศิษย์ของหลวงปู่มั่นรูปหนึ่ง
    ที่หลวงปู่ได้อยู่กับท่าน คือ “หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ” สมัยก่อนนั้นหลวงปู่อ่อนท่านเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เผอิญมีกิเลสเข้ามาทับถมจิตใจ ทำให้เกิดความลุ่มหลงไปใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เกิดจิตตกว่างั้นเถอะ...หลวงปู่มั่นรู้ !!

    เมื่อท่านรู้ท่านก็ประกาศเลย วันนั้นเป็นวันที่พระฉันน้ำร้อนอยู่ พระที่เข้าไปอยู่ปฏิบัติธรรมร่วมกันนี่ หลายสิบรูปที่ไปอยู่ด้วยกันในป่านี่ กำลังจะฉันน้ำร้อนนี่ หลวงปู่มั่นท่านประกาศเรียกชื่อออกมาเลย...

    #พรรคพวกทั้งหลายท่านอ่อนนี่
    #มันมาจากไหนมันจะกลับไปที่นั้น !!
    ทั้งๆที่ไม่มีใครรู้ใครเห็น แต่หลวงปู่มั่นท่านรู้เห็น หลวงปู่อ่อนกำลังคิดเกี่ยวกับเพศตรงข้าม มีความยินดี...กำลังรักใคร่ พอใจในตัวเอง ทั้งๆที่ไม่เคยมีในจิตใจตัวเองมาก่อน พอหลวงปู่มั่นเอ่ยชื่อออกมา... ขาอ่อนเลยว่างั้นเถอะ อ่อนไปทั้งตัว

    #มันต้องเอาเข้าไปในป่าดงดิบให้เสือมันกิน !!
    #พรุ่งนี้เข้าไปส่งแต่เช้า!!(ลป.มั่นประกาศอีกรอบ)
    มีญาติโยมและหลวงตาไปด้วยองค์หนึ่งไปด้วยกันแต่เช้ามืด สมัยนั้นหลวงปู่อ่อนเพิ่งจะ 5 พรรษา หลวงตาองค์นั้นได้ 3 พรรษา และเอาเครื่องมือ มีพวกมีด มีขวาน มีเลื่อย ห่างจากวัดประมาณ 20-30 กิโล เข้าไปในดงเสือ ต่างคนต่างตัดไม้เป็นลำๆต้นขนาดแขนขา ทำกุฎีขึ้นมา 2 หลังเล็กๆ

    ปูพื้นนี่ก็เอาไม้เป็นลำนะ ไม่ได้เป็นแผ่นไม้กระดานแบบนี้นะ ประตู หน้าต่าง ฝาข้างก็ใช้ไม้เป็นลำ และทำพื้นให้สูง พอทำเสร็จตกเย็นชาวบ้านพระเณรก็กลับวัดหมด เหลือแต่หลวงปู่อ่อนและหลวงตาองค์หนึ่ง กุฎีห่างกันประมาณ 2-3 เส้น ทำทางจงกรมไว้ด้วย ทีนี้พอชาวบ้านพระเณรกลับวัดหมดแล้ว หลวงปู่อ่อนจะไปเดินจงกรม เสือมันร้องคำรามมาทุกทิศทุกทางเลย หลวงปู่อ่อนท่านนั่งอยู่บนกุฎี กุฎีมันเขย่าแล้ว สั่นหมดเพราะกลัวเสือ กลัวจนหาอะไรมาเปรียบไม่ได้

    #อันนี้หลวงปู่อ่อนท่านเล่าให้หลวงปู่ฟังเองนะ
    ด้วยความกลัวมากๆนี่แหละ พอ1ทุ่ม2ทุ่มนึกขึ้นมาได้ว่า...เราเองตั้งสัจจะไว้ ทุกวันเราต้องเดินจงกรมเสียก่อนจะนั่งสมาธิ ถ้าไม่เดินจงกรมเราจะไม่ได้นั่งสมาธิ จะเดินบนกุฎี กุฎีมันก็แคบๆกว้าว1วา ยาว2วาเท่านั้น คิดไปคิดมาเสือก็เป็นสัตว์เดรัชฉาน เราเองก็เป็นมนุษย์ มนุษย์ประเสริฐกว่าสัตว์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายก็เป็นเสือ มนุษย์ที่ประเสริฐที่สุดก็คือเรา เราไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาแต่เป็นพระมีศีล 227 ข้อ

    เรายังจะโง่กลัวเสืออยู่อีกหรอ ถ้างั้นเราจะต้องไปเดินจงกรม เราตั้งสัจจะเอาไว้แล้ว ถ้าเราเสียสัจจะก็เท่ากับว่าเราบวชมาในชาตินี้ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ตายเปล่าไม่ได้อะไรเลย เพราะเสียสัจจะ เพราะฉะนั้นเราต้องไปเดินจงกรม

    ถ้าไปเดินจงกรมแล้วเสือมันมา...เราจะไม่วิ่งขึ้นกุฎีหรอ? เราเคยเดินเท่านั้นชั่วโมง เท่านี้ชั่วโมง เราตั้งสัจจะเอาไว้ ถ้าเสือมันมา เราจะไม่วิ่งขึ้นกุฎีหรอ?
    ถ้ามันจะวิ่งขึ้นมาเราก็ต้องเอาไม้คัดข้างใน เรากระโดนลงหน้าต่าง ถ้าเสือมันมาก็วิ่งขึ้นไปไม่ได้ ให้เสือมันกินตายเลย ท่านก็เอาไม้คัดประตูไว้ข้างใน แบบว่าไม่มีความหวังแล้ว ถ้าเสือมาว่างั้นเถอะ ยอมให้เสือมันกินดีกว่าเสียสัจจะ

    ท่านก็โดดลงหน้าต่าง ไปเดินจงกรม เสือมันก็ร้องมาทุกทิศทุกทาง ตอนแรกก็พุทโธๆๆ พอเสือมา วิ่งเอา
    วิ่งกลับไปวิ่งกลับมาทางเดินจงกรมน่ะ ตายๆตายๆอย่างเดียว เอาตายๆจนสว่าง เสือมันก็นไม่มาแล้ว หมดแรงเลยเข้าไปนั่งใต้กุฎี เพราะมันขึ้นไม่ได้กุฎีนะ ทำไว้เฉยๆตั้งแต่มาอยู่

    นั่งภาวนาอยู่นั้น เรามันโง่ เสือมันก็ไม่มา
    มันมาแต่เสียง เราก็โง่หลอกตัวเองว่าเสือมันจะมากัดมากิน ขาดสติสัมปชัญญะ นี้แหละบวชเข้ามายังจะกลัวตายอยู่ เราจะไปกลัวตายทำไม เราเป็นผู้บริสุทธิ์ ตายเราก็ไม่ได้ตกไปสู่นรก ไปสู่สววรค์
    เราชำระกิเลสได้เราก็เข้าปรินิพพาน เรามันบ้า
    จากนี้ไปเราจะไม่กลัวอีก พอค่ำมาก็กลัวอีก
    เป็นอยู่อย่างนั้น 3 วัน 3 คืนจนตั้งสติได้ กล้าตายเลย

    ทีนี้พอวันที่ 3 จิตมันดิ่งเข้าสู่สมาธิ บรรลุธรรมในคืนนั้น พอท่านบรรลุธรรมแล้ว โอ้ย..ความสุขหาอะไรเปรียบไม่ได้มันรู้หมดในโลกอันนี้ แม้แต่ในธาตุขันธ์ตัวเอง ธาตุทั้ง 4 ขันธ์ทั้ง 5 กำหนดหลับตามันจะเห็นข้างใน ท่านเลยเข้าใจในเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ คำว่าตรัสรู้นี่รู้ยังไง จิตของเราเกิดเป็นอย่างนั้นแล้วมันรู้ รู้ภายในร่างกายสังขารเสียก่อน รู้ในธาตุทั้ง 4 ขันธ์ทั้ง 5

    ขันธ์ 5 มีธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม มีอาการ 32 ทุกชิ้นส่วนท่านจะนับกระดูกทุกชิ้นส่วนได้ 300 กว่าชิ้นนี่น่ะ
    นับทุกวันถ้านับไม่ครบ ท่านจะไม่ดำเนินสติไปอย่างอื่น พอรู้ภายในแล้วดำเนินสติไปอย่างอื่น มันจะมีญานคือความรู้แจ้ง ถ้าดูสวรรค์ก็จะเห็นแต่ละชั้นๆรู้วาระจิตพวกเทพเทวดาแต่ละชั้นๆ สามารถพูดคุยกันได้ด้วยภาษาจิต ทั้งเมืองบาดาลหรือเมืองนรกทุกขุม ก็สามารถรู้หมด

    อย่างที่ว่าเรารู้พระไตรปิกฎนี่ คือรู้ธรรมของพระพุทธเจ้า ไปสอนความเอา สอนความคืออะไร...
    "พูดตามหลังเอา เหมือนแม่สอนลูก" เหมือนนกแก้วนกขุนทอง แก้วจ้าๆมันก็แก้วจ้าด้วย แก้วจ้ากินข้าวกับกล้วยน่ะ มันก็...แก้วจ้ากินข้าวกับกล้วยน่ะ นี้แหละสอนความได้เท่านั้น

    แต่นี้หลวงปู่ครูบาอาจารย์ของพวกเราไม่ใช่อย่างนั้น ตรัสรู้ คือ รู้จริงเห็นจริง ได้ปฏิบัติจริง พอปฏิบัติถึงจุดนั้นเลยไปถึง 3 คืน เสือไม่รู้ไปไหน หายเงียบจากนั้นมา เสวยสุขอย่างเดียว เลยภาวนาอยู่นั้นอีก15วัน ไม่มีบ้านให้บิตฑบาตรนะ ไม่ได้ฉัน ถึงกลับออกมา...
    พอกลับออกมาถึงเวลาตอนบ่ายสามโมง พระเณรกำลังฉันน้ำร้อน หลวงปู่ก็เข้าไปร่วม แต่ก่อนหน้านั้น 3 วัน หลวงปู่อ่อนก็เดินไปหาหลวงตาที่มาด้วยกันที่กุฎี ไม่รู้หนีไปไหนหายเงียบ สงสัยจะแอบหนีไปตอนกลางวัน

    พอกลับถึงวัดพระเณรกำลังจะฉันน้ำร้อน
    หลวงปู่มั่นท่านก็เป็นประธาน
    หลวงปู่อ่อนก็เข้าไปกราบหลวงปู่มั่น พอกราบปุ๊บหลวงปู่มั่นก็เลยประกาศเสียงดังขึ้นมาเลยว่า...
    #นี้ศิษย์ตถาคตมันต้องอย่างนี้!! #พรรคพวกทั้งหลายต่อไปนี้ถ้าใครขัดข้องอะไรให้มาถามท่านอ่อนไม่ต้องมาถามผม!! นี้ท่านประกาศความบริสุทธิ์ให้หลวงปู่อ่อนเลยท่านรู้...ท่านรู้ได้ยังไง นี้คือพระกรรมฐานที่ปฏิบัติให้รู้จริงเห็นจริง
    ถอดจากเทปพระธรรมเทศนาหลวงปู่ไม อินทสิริ
    วัดป่าภูเขาหลวง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
    ในงานผ้าป่ามหากุศลสบทบทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี
    ผู้ถอดเทปเสียง : Cr.นรินทร์ ศรีสุทธิ์
     
  13. ธีระนะโม

    ธีระนะโม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    1,629
    กระทู้เรื่องเด่น:
    13
    ค่าพลัง:
    +5,959
    ?temp_hash=2ae229241923c68a106209c25ff0a028.jpg
    โยม :
    การไหว้พระในวัดกับการนั่งสมาธิ บุญวาสนาบารมีมีความแตกต่างกันอย่างไรเจ้าคะ ?

    ลป. : การไหว้พระกับการนั่งสมาธิ ไหว้พระเป็นคำกล่าวคารวะสักการะบูชา คุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อันนี้ก็ได้บุญ แต่การนั่งสมาธินี่ จิตมันจะเข้าไปถึงขั้นละเอียดอ่อนด้วยความเงียบสงบ ดวงปัญญาก็จะเกิดขึ้นจากความสงบน่ะ

    เพราะฉะนั้น "นัตถิ สันติ ปรมัง สุขัง" สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มีในโลก พระพุทธเจ้าได้ประกาศเอาไว้แล้ว ไม่ใช่ว่าสวดมนต์แล้วมีความสุขที่สุดในโลกนี้ มันไม่ใช่นะ !!

    อันนี้มันก็ได้บุญทั้งหมด ไม่ใช่ว่าไม่ได้บุญนะ แต่ผู้ที่จะเข้าถึงพระนิพพานได้ ก็ต้องอาศัยเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ซึ่งเป็นสมถกรรมฐาน แล้วใช้สติปัญญาพิจารณากระแสของกิเลสแต่ละวันๆ พิจารณาร่างกายสังขารธาตุขันธ์ให้เป็นอสุภะกรรมฐานอยู่ตลอดเวลา

    ถึงจะเกิดความเบื่อหน่ายคายจากกิเลสตัญหา ไม่มีความยินดีพอใจในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ จิตก็จะเข้าถึงความบริสุทธิ์สมบูรณ์แบบนะ อันนี้จะได้บุญมาก!

    ถอดจากเทปพระธรรมเทศนาหลวงปู่ไม อินทสิริ
    วัดป่าเขาภูหลวง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
    ( เป็นช่วงตอบปัญหาธรรมจากญาติโยม หลังจากที่องค์หลวงปู่ได้เมตตาแสดงธรรมเทศนาเสร็จ)

    ถอดเทป/เรียบเรียง : นรินทร์ ศรีสุทธิ์
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • S__5668872.jpg
      S__5668872.jpg
      ขนาดไฟล์:
      66.8 KB
      เปิดดู:
      2
  14. ธีระนะโม

    ธีระนะโม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    1,629
    กระทู้เรื่องเด่น:
    13
    ค่าพลัง:
    +5,959
    คิดดูสิ คนชาวดอยนี้เป็นคนที่มีบุญมาก
    พวกเราอยู่กรุงเทพไม่ได้อุปัฏฐากพระอริยะนะ!!

    หลวงปู่เจี๊ยะมาที่นี้ สมัยที่ท่านเป็นพระหนุ่ม เขาก็ได้มาอุปัฏฐากอุปถัมภ์หลวงปู่ ครูบาอาจารย์หลายองค์ที่มาพักมาปฏิบัติกันที่นี้ ทีนี้เมื่อชาวเขาได้อุปัฏฐากอุปถัมภ์ทำบุญตักบาตรกับพระอริยะ เขาทำด้วยจิตอันบริสุทธิ์ ถึงเขาจะทำไม่สะอาด แต่พระกรรมฐานไม่ได้ตำหนิ เขาไม่ตายเราก็ไม่ตายเหมือนกัน เขาทานได้เขากินได้ เราก็กินได้ก็คิดเท่านั้น เขากินอะไรเราก็กินได้ จะมาห่วงอะไรเรื่องของกิน เรามานี้เราต้องการเพื่อจะได้ธรรมะ มาหาความสงบ มาหาธรรม มาปฏิบัติ

    ทำไมถึงหนีมาที่นี้ ?
    ที่กรุงเทพของอยู่ของกินไม่อดไม่ยาก อยู่กรุงเทพมันมีแต่ของภายนอกไม่มีของภายใน เรามาหาเอาของภายใน หาเอาธรรมะ หาเอาสถานที่วิเวก สงบสงัด มาอยู่พบกับพวกมูเซอ บิณฑบาตมาแล้วก็มาฉัน พวกมูเซอเขาไม่เคยมารบกวน หมดทั้งวันทั้งคืนตอนเช้าถึงจะเห็นทำบุญตักบาตร

    ถ้าบ้านเราเป็นไงทีนี่ พอจะนั่งกลับตาภาวนา...
    หลวงปู่ๆ...(อีกแล้ว !) หลวงปู่กำลังจะเดินไปจงกรม
    หลวงปู่ๆ...(เอ้า ! ) ยังไม่ถึงทางจงกรมเดินกลับคืนมาอีกแล้ว ถ้าไม่เดินมาล่ะ?

    "หลวงปู่ไม่มีเมตตา...โยมตั้งใจมาไม่เมตตาโยมเลย"

    พูดแล้วก็ร้องไห้เช็คน้ำตาป้อยๆ หลวงปู่ก็กลับมาพอพูดขึ้นด้วยก็ยิ้มขึ้นมา

    "โอ้ย! ก็จะมาเอาแต่ใจกันภายนอกอย่างงี้ตลอดชีวิตมันก็ไม่ได้"

    นี้มันเป็นลักษณะอย่างนี้แหละ มันก็เลยคากันอย่างนี้ มันไปไหนไม่ได้ ที่นี้พวกเราพากันเข้าใจบ้างเด้อ!!

    "อย่างตอนที่หลวงปู่ครูอาจารย์ท่านกำลังพักผ่อน"

    คำว่าพักผ่อนพวกเราคิดยังไง ?

    ท่านกำลังนอนคร่อกๆหรอ จริงๆแล้วที่ท่านพักผ่อนท่านอาจจะไปนั่งพักจิตใจนะ พักจิตนะ...ถึงแม้ท่านนอน ท่านก็จะนอนเพื่อพักร่างกาย แต่จิตใจท่านยังสำรวมอยู่ ให้ท่านมีเวลาที่สำรวมให้มันสะอาดมั่ง

    บางคนเนี้ยแปลกอยู่เด้ ไม่ใช่ธรรมดานะ พูดก็พูดเสียงดังๆด้วยเด้ อยากให้เราได้ยิน

    มีปีหนึ่งหลวงปู่ตั้งสัจจะอธิฐานเข้าพรรษาว่า...
    จะไม่พูดกับคนอื่นตลอดพรรษา ทั้งตลอดพรรษานี้จะไม่พูดเลย

    "โอ้ย! เขาก็ไปแหล่ว.."

    พอเราตั้งสัจจะอธิฐานไม่พูดนี้ แหม่ คนที่จะมานี้มาเยอะเหลือเกินว่ะ ก็แปลกอยู่เด้ เราก็นั่งภาวนาอยู่ในกุฎี มาเคาะก๊อกๆแก๊กๆ...

    " หลวงปู่ๆ หลวงพ่อๆ "

    (แล้วแต่เขาจะเรียก แต่ละหมู่บ้านมาก็เรียกไม่เหมือนกัน )

    "เฮ้อ!...พวกเราไม่มีบุญวาสนาบารมี มาก็ไม่เห็นหน้าเห็นตา" ( พูดก็พูดเสียงดังๆอยากให้เราได้ยิน อยากให้เปิดประตูออกมาหา เราก็ตั้งสัจจะไว้ เราก็ไม่เปิดเพราะเราตั้งสัจจะอยู่ ถ้าเปิดออกมามันก็ต้องพูดนะ เราก็นั่งเฉย...แต่หูเราก็ได้ยิน มันก็จำไว้ในใจจนทุกวันนี้ )

    แล้วก็พูดไปนั้นละ...

    "เราไม่มีบุญวาสนาบารมี มาก็ไม่เห็นหน้าเห็นตา ไม่เคยมาเลยไม่เคยเห็นเลย ไม่เคยเห็นหน้าเห็นตาเลย ตั้งใจมาครั้งนี้อยากจะมาเห็นหน้าเห็นตา อยากจะมาฟังธรรม บุญของเราไม่มี"

    (เอ้า! บ่นอยู่นั้นละ จนกว่าจะไป )

    ป่ะกลับพวกเรา หมดหวังแล้วละ (โยม)
    (พอไปกลุ่มหนึ่ง อีกกลุ่มหนึ่งกลับเข้ามาอีกแล้ว)

    ก็แปลกอยู่!
    เอ๋...ทำไมเราตั้งสัจจะว่าจะไม่พูดกับคน ทำไมมันมาบ่อยเหลือเกิน ในคราวที่เราไม่ตั้งสัจจะ วันนี้นะ มึงมาเลยกูจะเทศน์ให้ฟังตลอดทั้งวัน หนีหมด ไม่ค่อยมาหรอก นี้มันเป็นอย่างนี้ (ลป.ขำ)

    ถอดจากเทปพระธรรมเทศนาหลวงปู่ไม อินทสิริ
    วัดป่าภูเขาหลวง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
    ในงานพิธียกยอดฉัตรพระมหาเจดีย์ศรีสามหมื่นทุ่ง วัดป่าบ้านมูเซอสามหมื่นทุ่ง อ.แม่สอด จ.ตาก
    วันที่ ๐๕ ธ.ค.๕๙
    บันทึกโดย : นรินทร์ ศรีสุทธิ์
     
  15. ธีระนะโม

    ธีระนะโม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    1,629
    กระทู้เรื่องเด่น:
    13
    ค่าพลัง:
    +5,959
    ?temp_hash=2ae229241923c68a106209c25ff0a028.jpg
    ความศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ วิชาอาคมใดๆ ก็สู้จิตใจที่มีธรรมบ่ได้ดอกเนาะ จิตใจที่มีธรรมนี่ มีอานุภาพมากกว่า คืออานุภาพแห่งความดี ความบริสุทธิ์ ความเมตตา มีค่าเหนือกว่า เวทมนต์คาถาใดๆเนาะ

    โอวาทธรรม

    พระราชภาวนาวชิรคุณ หลวงปู่จื่อ พนฺธมุตฺโต
    วัดเขาตาเงาะอุดมพร อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • S__5668877.jpg
      S__5668877.jpg
      ขนาดไฟล์:
      61.5 KB
      เปิดดู:
      2
  16. ธีระนะโม

    ธีระนะโม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    1,629
    กระทู้เรื่องเด่น:
    13
    ค่าพลัง:
    +5,959
    ?temp_hash=506853eb30dd89f90c997368d5476c31.jpg
    ธรรมโอวาทครั้งสุดท้ายของหลวงปู่แหวน สุจิณโณ

    มาอยู่นี้ ไม่ได้มาหาลาภยศอะไร
    มาหาทางหนีจากความทุกข์
    กรรม คือการกระทำ ทั้งบาปทั้งบุญ
    ให้พิจารณา รู้ไหมบุญเป็นอย่างไร
    บาปเป็นอย่างไร คนที่ปฏิบัติหาทางออก
    จากกองทุกข์นั้น มันหายากแล้ว
    ให้ลูกหลานจำให้ดี จำได้ไหมให้มีสติ มีอารมณ์อยู่กับพุทโธ

    พุทโธเอาให้ได้ ทำให้มันเห็นของดีจำได้ไหม นี่ไม่ได้พูดเล่นนะ
    ให้จับลมกับกายนี้ กายนี้ให้เห็นเป็นกายพระธรรมให้ได้ มีหูฟังแล้ว ก็ให้มันเป็น
    พระธรรม ตาให้เป็นตาพระธรรม กายให้เป็นกายพระธรรม ใจก็ให้เป็นใจพระธรรม
    ทำให้มันได้ ให้มีพุทโธ อยู่กับกายนี้ใจนี้จำไว้ที่ใจ จำได้ไหม จำดีๆ อย่าไปลืมนะ

    ไม่ต้องไปรู้ที่อื่น มันอยู่ในกายนี้
    กายนี้แหละมันเป็นทุกข์ อยู่ทุกวันนี้
    สังขารจะแตก จะตาย ก็ให้รู้ จำได้ไหมสมฺปโยโค ก็ให้รู้ จะต้องจากกัน
    ไม่ต้องตกใจ ให้พิจารณาเดี๋ยวนี้จำได้ไหม จำให้ดีๆ ให้รู้อยู่กับกายกับใจ
    อย่าไปลืมให้รู้จริงๆ อย่าทำเล่นไม่ได้นะกามก็ดี ตัวกามนี้จับมันให้อยู่ จับมันมัดไว้
    ให้มันตาย จำได้ไหม ไม่ว่าสัตว์ว่าคนหากาม แสวงหากาม มันเดือดร้อนวุ่นวาย
    ก็เพราะกามนี้แหละ ชายหญิง สัตว์ ผู้ เมียต่างก็ยินดีกันแหละกัน มัวเมากันอยู่อย่างนี้
    ให้มันเป็นธรรมโม อย่าให้เป็นธรรมเมา

    ให้ออกจากกาม หา พระพุทธ พระธรรม
    พระสงฆ์ ให้จำไว้ จำไว้ให้มันดี ปฏิบัติให้มันรู้
    กามมันตายแล้วมันก็สบาย ให้เป็นธรรมโมอย่าให้เป็นธรรมเมา จำให้ดี ๆ นะ ปฏิบัติให้
    มันรู้.. "

    จำได้ไหมอย่าไปลืมนะ ไม่ต้องพูดมาก
    พูดมากไปไม่ใช่ธรรมะ มันเป็นธรรมเมา

    โอวาทธรรม
    หลวงปู่แหวน สุจิณโณ
    วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • S__3825685.jpg
      S__3825685.jpg
      ขนาดไฟล์:
      101.6 KB
      เปิดดู:
      2
  17. ธีระนะโม

    ธีระนะโม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    1,629
    กระทู้เรื่องเด่น:
    13
    ค่าพลัง:
    +5,959
    ?temp_hash=15a17a6b9d65ca039bf826dee4e3a1c1.jpg
    เวลานำของไปถวายพระ แต่พระไม่ได้ฉันอาหารนั้น ผู้ถวายจะได้บุญเต็มที่ไหม

    หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ตอบ : ผู้ถวายจะได้บุญที่หรือไม่นั้น อยู่ที่ความตั้งใจอันบริสุทธิ์ของเรา แม้แต่ว่าถ้าเรานำของไปถวายพระแล้วยังระแวงสงสัยในพระว่า พระองค์นั้นจะบริสุทธิ์หรือไม่ บุญที่เราทำลงไปก็ไม่ได้ อย่างเต็มที่

    การจะทำบุญ จะได้บุญมากหรือน้อยก็อยู่ที่เจตนาของเราบริสุทธิ์สะอาด ถ้าเราให้แก่คนยากจน มุ่งเพื่อความสงเคราะห์ให้ผู้ทรงศีลทรงธรรม มุ่งเพื่อความบูชา ให้แก่พระสงฆ์ มุ่งเพื่อให้ผู้ที่ทำกิจเพื่อพระศาสนา

    เจตนาของเราบริสุทธิ์ เมื่อทำบุญลงไปแล้ว ถึงแม้ว่าพระไม่ได้ฉัน ท่านเพียงแต่รับ เราก็ได้บุญอย่างเต็มที่แล้ว

    โอวาทธรรม
    หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
    วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • unnamed.jpg
      unnamed.jpg
      ขนาดไฟล์:
      33.9 KB
      เปิดดู:
      2
  18. ธีระนะโม

    ธีระนะโม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    1,629
    กระทู้เรื่องเด่น:
    13
    ค่าพลัง:
    +5,959
    ?temp_hash=45aa0abae750c268bc60f5a77359aa7d.jpg
    โยม : ปกติทำบุญทำทานไหว้พระและ "ศาลเจ้า" เป็นประจำ ปัจจุบันได้เรียนเกี่ยวกับสมาธิ ทุกวันรู้สึกสงบมีความสุขมาก ขอถามหลวงปู่ว่าหากเราทำสมาธิเกือบทุกวัน #เรายังมีความจำเป็นต้องไปไหว้พระที่วัดหรือศาลเจ้าเป็นประจำเหมือนเมื่อก่อนหรือไม่ ?

    ลป. : ที่เราไปเป็นวัดหรือศาลเจ้า อันนี้อาจจะมีความสุขส่วนหนึ่งที่เรียกว่าศาลเจ้านะ #แต่ว่ามันไม่ใช่สรณะที่ถูกต้อง_ขอค้านหน่อยหนึ่งนะ !! ที่ศาลเจ้านี้นะ ที่มันถูกต้องจริงๆของเราคือสรณะ สรณะของเราก็คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่เรียกว่าไตรสรณคมณ์ เห็นไหมที่เรารับศีลน่ะว่าไง..."

    ศาลเจ้าสรณะมีไหม ?

    "แต่ก่อนที่เรารับศีลนะ มีแต่พุทธัง สรณังคัชชามิ ครั้งที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ถึงจะทุติ, ตาติ, ฯลฯ นั่นละ
    ทีนี้คำว่าอยู่บ้านกับอยู่วัดได้ไหม...ได้น่ะ!
    อันนี้พูดตามกิเลสของพวกเรานะ...ได้!

    แต่ว่ากิเลสของหลวงปู่ไม่ได้นะ !!

    ทำไมไม่ได้ ?

    ที่ไม่ได้...คนเราแม้แต่จะนอน ถ้ามีคนมาเล่นมาคุยก็ย่อมนอนหลับยาก สมาธิยิ่งละเอียดเข้าไปกว่านั่น ต้องการสถานที่สงบ ที่สงัด ที่วิเวก ถึงจะเข้าสู่ดวงธรรมที่แท้จริงน่ะ เพราะฉะนั้นต้องปลีกตัว แต่ถ้าจะใช้ปัญามาพิจารณาให้ได้แค่โสดาปฏิมรรค โสดาปฏิผลนี่ก็ยังพอได้ แต่ต้องพยายามเต็มร้อยนะ อยู่บ้านนี้นะถึงจะได้ เราจะเอาอะไรมาวัด คำว่าเต็มร้อย...."เอาจิตของเรานี้แหละวัดธรรมะ"

    กระแสที่เกิดขึ้นในขณะที่เราอยู่ในชุมชน อย่างที่เขาด่ากันปาวๆอยู่นี้ หรือด่าเราอย่างนี้ มันเข้าหูเรา มันเข้าไปถึงหัวใจเราไหม เข้าไปถึงหัวใจ...หัวใจเราแป่วไหม มีกระแสอารมณ์แป๊บๆขึ้นมาไหม หรือว่าเหงือแตกโมโห

    ถ้าเป็นอย่างนั้นนะ...นี้แหละคือความต้องการที่ไม่อยากให้อยู่ในชุมชน ถึงแม้จะอยู่ในบ้าน ถ้าเราอยู่คนเดียวไม่มีอะไรรบกวน แต่เสียงภายนอกมีไหม เราอยู่ภายในเราอยู่คนเดียว กลัวคนจะมางัดประตูบ้านไหม กลัวคนจะขึ้นมาหาไหม กลัวโจรจะขึ้นมาปล้นขโมยของไหม ก็จะระแวงอยู่อย่างนี่ จิตก็เลยไม่สงบนะ

    แต่ถ้าเป็นพระไปอยู่ในป่า ไปตั้งใจปฏิบัติอยู่ในป่า หรือไม่ว่าจะเป็นโยมผู้ชายผู้หญิงก็ดี ถ้าเกิดไปอยู่ หลวงปู่ครูบาอาจารย์ที่ท่านพาเดินธุดงค์กรรมฐาน ปฏิบัติระดับจิตนี้มันจะเสมอกันทั้งหมด ไม่มีใครโลภเอาของใคร เพราะศีลมันเสมอกันก็จะไม่ขโมยเอาของกัน เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ด้วยกันมีศีลเสมอกัน จะไม่เป็นศตูรกัน จิตใจจะสบาย

    เพราะฉะนั้นพระเณรที่อยู่ด้วยกันเป็นร้อยๆนี่ในครั้งพุทธกาลนี่ก็ยังสำเร็จเป็นพระอรหันต์ นั่นละมันเป็นอย่างนั้น ทีนี้มีเสียงเกิดมาเราก็ตัดสินใจเอาว่าจะอยู่ในป่าหรืออยู่บ้าน อยู่บ้านมันอยู่ได้แต่มันได้น้อยนะ พระถ้าอยู่ด้วยกันมากๆก็ยังหนีเข้าป่าเป็นยังไง ถึงจะได้มาก ถึงจะได้ธรรมะมากนะมันเป็นอย่างนั้น

    ถอดจากเทปพระธรรมเทศนาหลวงปู่ไม อินทสิริ
    วัดป่าเขาภูหลวง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
    ( เป็นช่วงตอบปัญหาธรรมจากญาติโยม หลังจากที่องค์หลวงปู่ได้เมตตาแสดงธรรมเทศนาเสร็จ)

    ถอดเทป/เรียบเรียง : นรินทร์ ศรีสุทธิ์
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • S__3833862.jpg
      S__3833862.jpg
      ขนาดไฟล์:
      95.2 KB
      เปิดดู:
      2
  19. ธีระนะโม

    ธีระนะโม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    1,629
    กระทู้เรื่องเด่น:
    13
    ค่าพลัง:
    +5,959
    ?temp_hash=b75573a6172d4bdc992a0ce1db681f9c.jpg
    เรื่อง ผีปอบติดตามโยมมาจากฝั่งลาว๑๒ตัว
    (ขนาดพระธาตุพนมก็ยังมองไม่เห็น เพราะถูกผีปอบ ๑๒ ตัว ปิดหูปิดตาเอาไว้ )

    เมื่อหลายปีที่ผ่านมา ก่อนที่จะมาตั้งวัดป่าภูเขาหลวงที่นี้ หลวงปู่ก็รับกิจนิมนต์มากรุงเทพบ่อยๆเหมือนอย่างปัจจุบันนี้ละ แล้วก็มีหมอสามีภรรยาคู่หนึ่งเขาเป็นหมอ เขาไม่มีเวลาที่จะเลี้ยงลูก เขามีลูก ๒ คนยังเด็กเล็กอยู่ เขาก็อยากให้หลวงปู่นี้หาคนมาเลี้ยงลูกให้เขา เอาคนไทยก็ได้คนลาวก็ได้ หลวงปู่ก็เลยบอก ขอกลับวัดก่อน จะไปถามดูให้ ก็เลยไปถามกับ พอจ.ตู่ที่วัด ท่านเป็นคนลาวมาอยู่กับหลวงปู่หลายปี ถามไปถามมาก็เลยตกลงเอาน้องสาว พอจ.ตู่นั้นมา ชื่อนาง ทีนี้ พอจ.ตู่นั้นท่านก็ไปรับมีพ่อแม่พี่น้องตามมาส่งด้วย

    แต่ก่อนจะมาหาหลวงปู่ เขาก็พากันไปกราบนมัสการ #พระธาตุพนม มากราบขอพรพระธาตุพนมให้อยู่เย็นเป็นสุข พอมาแล้วก็ซื้อแผ่นทองมาแจกคนนั้นคนนี้ ก็ให้น้องสาวอาจารย์ตู่ ทีนี้มันมีผีติดตามมาด้วย ๑๒ ตัว อยู่ในร่างของนาง พอมาถึงองค์พระธาตุพนม แม่บอกให้ไปปิดทองพระธาตุพนม ทุกคนไปปิดพระธาตุพนมหมด ไปติดพระพุทธรูปที่อยู่ในพระธาตุพนมน่ะ นางมองไม่เห็นพระธาตุพนม ไม่เห็นพระพุทธรูป เห็นแต่ต้นมะม่วง เดินไปปิดทองต้นมะม่วง ตอนนั้นน่ะไม่ใช่นางแล้ว ผี ๑๒ ตัวน่ะมันออกมาปิดตาหมดแล้ว นางก็ไปปิดต้นมะม่วง

    พระธาตุพนมพวกเราเคยเห็นไหม ?

    ใครเคยไปเห็นยกมือขึ้น ใหญ่ขนาดไหนพระธาตุพนม มองไม่เห็น ขนาดพระธาตุพนมยังมองไม่เห็น อาจารย์ตู่ก็แปลกใจ...

    “เอ๋!...น้องสาวกูทำไมไปปิดทองต้นมะม่วง”

    น้องสาวนี่เวลาพระพี่ชายถามก็ตอบอยู่แต่ไม่เห็นพระพี่ชาย มองไม่เห็นพระ คิดดูสิ ตัวเองได้ยินอยู่แต่ผีมันบังไว้ไม่ให้เห็น จนมาถึงวัดหนองช้างค้าว

    พอมาถึงวัดป่าหนองช้างค้าว หลวงปู่นั่งภาวนาอยู่ นางนี่ทำไมมันหน้าตาแบบนี้ว่ะ กำหนดจิตเข้าไปดู มันไม่ใช่คนธรรมดา...มันผี !!

    ไปแอบทำสายสิญจน์มา เส้นหนึ่งก็ยาวๆสำหรับคล้องคอ สองเส้นหนึ่งสำหรับผูกแขน สองเส้นหนึ่งสำหรับผูกขา อธิฐานสายสิญจน์ แล้วก็เรียกพวกหนุ่มๆมานี่ๆ แล้วก็เอาสายสิญจน์มา...

    “คล้องคออีนี้ให้กูหน่อย !! ”
    มันก็นั่งอยู่ใกล้ๆพอคล้องคอมัน มันก็ล้มลงไปเลยเด้ คล้องคอมันๆก็ร้อง คนนั้นคนนี้ก็จับมัดแขนมัดขา มันก็ร้องกลิ้งเกลือกอยู่นั้น น้ำมนต์ซัดเข้าไปอีก

    โอ้ย! กลิ้งเกลือกอยู่นั่นแหล่ว คุณวัฒนา ช้างรักษา ที่เป็นตัวแทนหนังสือพิมพ์ไทยรัฐที่อุดรออกมาเยี่ยมพอดี มาเห็นแล้วก็ #โอ้ย_ท่านอาจารย์ผีปอบเว้ย !!

    แกก็ถ่ายรูปไปลงหนังสือพิมพ์ (ลป.ขำ)
    “ #หลวงปู่ไมปราบผี ” ว่างั้น ส่งไปถึงเมืองนอก ดังกันไปทั่วประเทศเลยปีนั้นน่ะ

    นั้นแหละหลวงปู่ก็เลยสอนให้ผีรักษาศีลตั้งแต่นั้นมา แต่ก่อนมันจะรับพระไตรสรณคมน์ได้ พูดอะไรสอนอะไร มันก็เถียง ก็เลยเอาน้ำมนต์มาซัดอีก เอาไพล (ว่าน)มาตีเราก็ไม่ได้ตีแรงหรอก แต่มันด้วยอำนาจฤทธิ์นี้น่ะ ทำเบาๆแค่นี้ล่ะ โอ้ย! มันเจ็บมันจะตายเนี่ย ถูกน้ำมนต์เนี่ยเหมือนกับถูกน้ำร้อนลวกนี่ โอ้ยๆร้อนๆ พวกเรานี่มันหนาว แต่ผีมันร้อนเหมือนถูกน้ำร้อน นี่แหละผลสุดท้ายมันก็ยอม

    (กว่าจะสอน นะโม ตัสสะ ฯลฯ , พุทธัง, ธัมมัง, สังฆัง, คัชชามิ และศีล ๕ อีกเป็นครึ่งปี...กว่าจะได้น่ะ ที่มันกว่าจะได้ก็เพราะว่ามันตายเป็นสัมภเวสีเป็นพันเป็นหมื่นปีมาแล้ว จิตมันเลยติดกับการเป็นสัมเวสีจนลืมไปหมดแล้ว )

    ถอดจากเทปพระธรรมเทศนาหลวงปู่ไม อินทสิริ
    วัดป่าเขาภูหลวง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

    ถอดเทป/เรียบเรียง : นรินทร์ ศรีสุทธิ์
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • S__3833864.jpg
      S__3833864.jpg
      ขนาดไฟล์:
      66.9 KB
      เปิดดู:
      2
  20. ธีระนะโม

    ธีระนะโม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    1,629
    กระทู้เรื่องเด่น:
    13
    ค่าพลัง:
    +5,959
    ?temp_hash=fc4cdd44d74acaa1d95e362a52999021.jpg
    จัดแสดง...วัตถุมงคล หลวงปู่ไม อินทสิริ ล็อกเก็ต รุ่นเมตา ปี 2560
    ด้านหลังบรรจุ เกษา จีวร ตะกรุดเงิน เหรียญในหลวง
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • S__3874827.jpg
      S__3874827.jpg
      ขนาดไฟล์:
      54.9 KB
      เปิดดู:
      4
    • S__3874829.jpg
      S__3874829.jpg
      ขนาดไฟล์:
      69.2 KB
      เปิดดู:
      2

แชร์หน้านี้

Loading...