หลวงป๋า พระโพธิสัตว์ที่ได้รับการพยากรณ์แล้ว

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย พุทโธอวโลกิเตศวร, 13 ตุลาคม 2018.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,958
    กระทู้เรื่องเด่น:
    282
    ค่าพลัง:
    +57,708
    พระโพธิสัตว์ โดย ทวีวัฒน์ เติมฤทธิ์ (อู๋) 11 ก.ย. 2559
    ( ปัจจุบันบวชเป็นพระภิกษุแล้ว )


    เราคงเคยได้ยินเรื่องราวของพระโพธิสัตว์กันมาบ้าง แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่าพระองค์ไหนคือพระโพธิสัตว์ เราก็คงจะดูจากสิ่งที่พระท่านทำ เช่น ท่านชอบช่วยเหลือผู้อื่น ชอบเทศน์โปรดสัตว์ ชอบสร้างวัด-สะพาน-โรงพยาบาล ฯลฯ เราก็คงต้องใช้การเดาและมองดูกันเพียงเท่านั้นเพราะเรื่องนี้ยังไม่เคยมีตำราเขียนเอาไว้ มันเป็นเรื่องนอกตำรา ทำให้ผมคิดว่าจะเล่าเอาไว้ดีไหมเพื่อให้เป็นข้อมูลบันทึกไว้ในโลก

    เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแล้วกว่า 30 ปี แต่ทุกวันนี้ก็ยังมีคนทราบกันน้อยมาก สมัยนั้นพระองค์นี้ท่านยังเป็นฆราวาสท่านยังไม่ได้บวช ท่านยังทำงานเป็นพนักงานของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เมื่อท่านได้เริ่มมาฝึกวิชชาธรรมกายของวัดปากน้ำแล้วประมาณ 2 ปีท่านก็ได้ถึงธรรมกาย และได้เข้าไปกราบขอเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อภาวนาโกศลเถระ วัดปากน้ำภาษีเจริญ วันหนึ่งท่านก็เกิดความประหลาดใจที่เห็นพระธรรมกายของท่านนั้นปรากฏว่ามีฉัตรอยู่เหนือพระเศียร เป็นฉัตร 3 ชั้นแบบเดียวกับที่เขาสร้างถวายพระประธานในโบสถ์

    ท่านก็เลยเกิดความสงสัยว่าเป็นการนึกเห็นไปเองหรือว่ามีฉัตรอยู่จริงกันแน่ เพราะแม้แต่ในตำราของวิชชาธรรมกายหรือตำราทางสมาธิของสายอื่นๆ ก็ไม่เห็นมีใครบอกไว้ ครูบาอาจารย์หรือผู้ที่ถึงธรรมกายท่านอื่นๆ ก็ไม่มีใครพูดถึง “ท่านเห็นน่ะเห็นจริง แต่สิ่งที่เห็นนั้นจะมีอยู่จริงหรือไม่” คำพูดเหล่านี้คือคำพูดที่เหล่านักปฏิบัติจะต้องเตือนตนเองอยู่เสมอๆ

    ท่านจึงได้นำความสงสัยนี้ไปถามกับหลวงพ่อภาวนาซึ่งเป็นอาจารย์ของท่าน หลวงพ่อภาวนาท่านจึงได้ใช้ญาณทัศนะทำการตรวจสอบให้ แล้วท่านก็กล่าวยืนยันว่าพระธรรมกายของลูกศิษย์ท่านนี้มีฉัตรอยู่จริง เหตุที่มีฉัตรประดับไว้ก็เพราะเป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นพระโพธิสัตว์ เป็นพระนิยตโพธิสัตว์คือพระโพธิสัตว์ที่ได้รับการพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าแล้ว อ๋อ...นี่เองที่คนโบราณท่านจึงสามารถบอกได้ว่าพระองค์ไหนคือพระโพธิสัตว์ ก็เพราะท่านคงเห็นว่าพระธรรมกายของพระองค์นั้นมีฉัตรประดับอยู่นั่นเอง

    นอกจากพระธรรมกายของหลวงป๋าท่านจะมีฉัตรแล้ว ก่อนหน้านั้นในสมัยที่หลวงป๋าท่านยังไม่ได้บวช มีอยู่วันหนึ่งท่านได้ตัดสินใจว่าชาตินี้จะขอสร้างบารมีเพื่อเป็นพระโพธิสัตว์ ท่านจึงเข้าห้องพระจุดธูปเพื่ออธิษฐานสร้างบารมีต่อหน้าพระพุทธรูป ในวันรุ่งขึ้นปรากฏว่าได้เกิดปาฏิหาริย์มีจักรปรากฏขึ้นที่กลางฝ่าเท้าทั้ง 2 ข้างของท่าน จักรปรากฏเป็นเนื้อนูนกลมๆ ขึ้นมาเพื่อเป็นสักขีพยานว่าท่านคือหน่อเนื้อแท้พระโพธิสัตว์ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าต่อไปในอนาคต เป็นหลักฐานตราตั้งของพระโพธิสัตว์และเป็นกำลังใจให้ท่านมั่นใจว่าการสร้างบารมีของท่านนั้นได้รับการรับรู้จากเบื้องบนและจะสำเร็จแน่นอน เนื้อนูนรูปจักรนี้ได้ปรากฏอยู่ประมาณ 7 วันจึงจางหายไป

    ต่อไปนี้ถ้าเราตรวจโดยใช้ญาณของพระธรรมกายแล้วเห็นว่าใครมีฉัตรประดับอยู่ก็พอจะบอกได้ว่าท่านผู้นั้นคือพระโพธิสัตว์องค์หนึ่งแน่นอน และเมื่อท่านผู้นั้นได้สร้างบารมีเพิ่มมากขึ้น จำนวนชั้นของฉัตรก็จะเพิ่มมากขึ้นเป็น 5 ชั้น 7 ชั้น และสูงสุด 9 ชั้นตามลำดับ และเวลาที่พระโพธิสัตว์ท่านนั้นจะต้องไปเดินทำธุระอยู่กลางแดด ฉัตรเขาก็จะทำหน้าที่บังความร้อนจากแสงพระอาทิตย์ให้ ฉัตรนี้เขาก็ทำหน้าที่ของเขา เพราะเขาเป็นฉัตรกายสิทธิ์เป็นของเป็นไม่ใช่ของตายนะครับ เรื่องนี้ผม (อู๋) เล่าออกมาจากความทรงจำของผมเมื่อ 30 กว่าปีมาแล้ว....


    **********************************


     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 14 ตุลาคม 2018
  2. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,958
    กระทู้เรื่องเด่น:
    282
    ค่าพลัง:
    +57,708
    ญาณทัศนะที่แม่นยำของหลวงป๋า เล่าโดย ทวีวีฒน์ เติมฤทธิ์ (อู๋) 1 ต.ค. 2559

    ผม (อู๋) เคยซื้อบ้านที่หมู่บ้านเสนานิเวศน์ไว้หลังหนึ่ง คนในยุคที่ผมเป็นหนุ่มๆ คงจะจำกันได้ถึงโฆษณาของหมู่บ้านแห่งนี้ “เสนานิเวศน์ อยู่กันจนเป็นปู่” ซึ่งเป็นโฆษณาที่ฮอตฮิตมากในสมัยนั้น เมื่อจะซื้อบ้านจึงเลือกที่จะซื้อที่หมู่บ้านแห่งนี้ตามคำชวนเชื่อของโฆษณา อยู่มาได้ประมาณ 10 ปี ก็จำเป็นที่จะต้องย้ายเพื่อมาอยู่ที่บ้านหลังปัจจุบัน (ในซอยโชคชัย 4) บ้านที่เสนานิเวศน์จึงต้องประกาศขาย

    เมื่อประกาศขายไปซักระยะหนึ่ง ก็มีผู้สนใจที่จะซื้อประมาณ 3-4 ราย มีทั้งผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงซึ่งดูแล้วก็เป็นผู้ที่มีเงินทองมากและมีตำแหน่งหน้าที่การงานสูงระดับท่านแม่ทัพนายกอง ต้องการซื้อไปให้ลูกที่กำลังจะออกเรือน อีกรายก็เป็นผู้หญิงวัยกลางคนติดต่อเข้ามาและขอเข้ามาดูภายในบ้าน ท่าทางสนใจจริงถึงกับเอากล้องมาถ่ายรูปห้องต่างๆ และขอสำเนาผังแปลนบ้านและโฉนด เพื่อไปดำเนินการกู้ยืมกับทางธนาคาร

    รายสุดท้ายประหลาดกว่ารายอื่นๆ เพราะเป็นเจ้าหน้าที่ของบริษัท True ติดต่อเข้ามา รายนี้โทรศัพท์ติดต่อเข้ามาเพียงครั้งเดียว เขาถามเพียงแค่ว่าตัวบ้านกว้างและยาวเท่าไหร่เท่านั้น การตกแต่งภายในก็ไม่สนใจจะซักถาม ผิดกับรายอื่นๆ ที่เขาจะถามว่ามีแอร์กี่ตัว มีกี่ห้องน้ำ ห้องน้ำตกแต่งอย่างไร ห้องนอนมีพรมไหม ฯลฯ เมื่อผ่านไปราว 1 อาทิตย์ก็มีเจ้าหน้าที่ (แต่ดูจากการแต่งตัวแล้วเหมือนช่างผู้รับเหมา) ขอเข้ามาเพื่อวัดขนาดกว้างและยาวของพื้นที่และตัวบ้าน วัดอยู่ไม่ถึง 10 นาทีก็ลากลับไป

    ในใจของผมนั้นคิดว่า ในรายผู้หญิงวัยกลางคนนั้นน่าจะเป็นผู้ซื้อจริงมากที่สุด เพราะเธอเข้ามาดูบ้านและบอกพอใจบ้านของผมมาก นอกจากนั้นก็ได้ดำเนินการติดต่อกู้กับทางธนาคารแล้ว และต่อมาก็มีเจ้าหน้าที่ของธนาคารขอเข้ามาดูบ้านของข้าพเจ้า ดูท่าทางว่าจะจบที่รายนี้ค่อนข้างมาก

    วันหนึ่งผมไปที่วัดหลวงพ่อสด อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นวัดที่ผมไปทำบุญเป็นประจำ เพราะนับถือและสนิทกับพระองค์หนึ่งซึ่งในที่นี้ขอเรียกท่านว่า “หลวงป๋า” พระองค์นี้ผมสนิทสนมกับท่านมานาน และท่านก็รักผมเหมือนเป็นลูกเป็นหลานคนหนึ่ง วันนั้นผมแวะไปกราบท่านเพื่อจะสอบถามถึงเรื่องบ้านที่กำลังประกาศขาย

    ข้าพเจ้า “หลวงป๋าครับ ตอนนี้ผมกำลังจะขายบ้าน มีคนติดต่อเข้ามา 3 รายครับ”
    หลวงป๋า “เออ แล้วมีใครบ้างล่ะ ไหนบอกมาซิ”
    ข้าพเจ้า “มีคนที่อยู้บ้านใกล้ๆ กัน จะซื้อให้ลูกชายที่กำลังจะออกเรือน อีกคนเป็นผู้หญิงวัยกลางคนมาดูแล้วบอกว่าชอบมาก ตอนนี้กำลังติดต่อแบ๊งค์ขอทำเรื่องกู้อยู่ครับ แล้วอีกรายเป็นบริษัท True รายนี้แปลกมากถามแค่ว่าตัวบ้านกว้างยาวเท่าไหร่เท่านั้น.....” ยังไม่ทันที่ผมจะอธิบายต่อเลย หลวงป๋าก็พูดสวนขึ้นมาทันทีว่า

    หลวงป๋า “ป๋าว่าไอ้ราย True นั่นแหละจะมาซื้อบ้านเธอ”
    ข้าพเจ้า “จะเป็นไปได้อย่างไร เขาโทรมาหาเพียงครั้งเดียว รายละเอียดในบ้านก็ยังไม่เคยถามหรือเข้ามาดูในบ้านเลย ถามแค่ว่าหน้าบ้านกว้างเท่าไหร่แค่นั้น ไม่น่าเป็นไปได้นะครับ” ผมเถียงออกไปเพราะไม่เห็นด้วย
    หลวงป๋า “เออ แล้วเธอคอยดูไปก็แล้วกัน”

    พูดตามตรง ผมไม่ค่อยเชื่อคำของหลวงป๋าเลย เพราะดูจากรูปการณ์แล้วมันไม่น่าจะเป็นไปได้ อยู่ต่อมารายที่อยู่หลังบ้านก็ทำเงียบไป (ตอนแรกทำท่าทางสนใจจริงจังถึงกับมาต่อรองราคาไว้) รายผู้หญิงวัยกลางคนก็ปรากฏว่าทางธนาคารไม่ปล่อยเงินกู้ให้ ส่วนราย True ก็เงียบไป 2 อาทิตย์ แล้วก็ติดต่อกลับมาว่าให้ผมไปรับเช็คที่บริษัทได้เลยซะงั้น ผมละงงจริงๆ ว่ามันเป็นไปได้อย่างไร แต่มันก็เป็นไปแล้ว

    ผมไปรับเช็คเงินที่ขายบ้านได้จริงๆ หลวงป๋าท่านแม่นมากทำนายไว้แบบทันทีทันใด ตอนท่านทำนายท่านก็ไม่เห็นต้องมานั่งหลับตาอะไร ท่านพูดสวนขึ้นมาขณะที่ผมยังพูดไม่จบด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ท่านบอกกลับเป็นจริงทุกอย่าง นี่แหละที่เขาว่าอานุภาพของพระธรรมกายนั้นแม่นยำและรวดเร็วจริงๆ

    ไม่ใช่แต่เฉพาะเรื่องบ้านเท่านั้น เรื่องงานก็เช่นเดียวกัน สมัยยังหนุ่มๆ ผมส่งใบสมัครงานเอาไว้ 2-3 ที่ ที่แรกเป็นบริษัทขายกาแฟ ที่ๆ สองเป็นบริษัทโกดัก (สมัยนั้นรุ่งเรืองมาก) และที่สุดท้ายเป็นบริษัทอุตสาหกรรมนมไทย ผมแวะไปหาหลวงป๋าที่กุฏิเห็นหลวงพ่อกำลังจะขึ้นรถตู้เพื่อไปธุระในวัด ผมก็รีบกระโดดตามหลวงป๋าขึ้นรถตู้ไปด้วยเพื่อจะถามท่านเรื่องสมัครงาน ขณะที่รถออกวิ่งผมก็รีบชิงถามหลวงป๋าก่อนเลย

    ข้าพเจ้า “หลวงป๋าครับ ผมไปสมัครงานเอาไว้ 3 ที่ครับ มีบริษัทขายกาแฟ บริษัทโกดัก แล้วก็บริษัทอุตสาหกรรมนมไทย....”
    ผมพูดไปยังไม่ทันเสร็จหลวงป๋าก็พูดตอบกลับมาทันที “ป๋าว่า เธอจะได้งานที่บริษัทอุตสาหกรรมนมไทยนะ”
    ข้าพเจ้า “จริงหรือครับ”
    หลวงป๋า “เออ” ท่านพูดทำนายแบบทันทีทันใด ถามปุ๊บตอบปั๊บ

    แล้วก็เป็นไปตามที่หลวงป๋าบอก ไม่ถึงอาทิตย์ทางบริษัทอุตสาหกรรมนมไทยติดต่อกลับมา พร้อมนัดสัมภาษณ์แล้วให้เริ่มทำงานได้ทันที...ญาณทัศนะของผู้ที่ถึงธรรมกายชั้นสูง มันช่างแม่นยำเที่ยงตรงและรวดเร็วอะไรเช่นนี้


    ************************************


     
  3. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,958
    กระทู้เรื่องเด่น:
    282
    ค่าพลัง:
    +57,708
    มหาเทพ 2 องค์
    โดย หลวงตาอู๋

    สมัยก่อนที่หลวงป๋าจะบวชนั้น ท่านเคยเล่าให้หลายท่านฟังว่าท่านเคยมีนิมิตที่แปลกมากครั้งหนึ่งว่า มีมหาเทพ 2 องค์เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดุสิต องค์หนึ่งเล็กอีกองค์หนึ่งใหญ่ เมื่อเหาะลงมาในอากาศสู่โลกมนุษย์ก็ได้ลงมาในที่แห่งหนึ่ง ที่บริเวณนั้นเป็นที่ขนาดใหญ่เต็มไปด้วยต้นไม้ทั้งเล็กและใหญ่ตั้งอยู่ติดถนนเส้นยาวๆ เส้นหนึ่ง มหาเทพทั้ง 2 องค์นี้ จะลงมาเพื่อสร้างบารมีในที่แห่งนี้ แล้วมหาเทพองค์เล็กจะเสด็จกลับสวรรค์ชั้นดุสิตไปก่อน หลังจากนั้นมหาเทพองค์ใหญ่ก็จะเสด็จตามกลับไป

    วันหนึ่งเมื่อมีผู้ปวารณาที่จะถวายที่ดินให้หลวงป๋าสร้างวัด (ขณะนั้นท่านยังไม่ได้บวช) ท่านจึงเดินทางไปเพื่อสำรวจดูสถานที่ เมื่อมาเห็นครั้งแรกท่านก็หวนระลึกถึงนิมิตที่เคยเห็นนั้นขึ้นมาทันที เพราะที่ตั้งสถานที่และภูมิลำเนาตรงกับนิมิตที่เคยเห็นไม่ผิดเพี้ยน ท่านจึงตกลงรับที่จะสร้างวัดขึ้นในที่แห่งนี้ ปัจจุบันก็คือวัดหลวงพ่อสด อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี นั่นเอง

    วันเวลาผ่านไปเกือบ 30 ปี ท่านก็สามารถสร้างวัดขึ้นมาตามเจตนารมณ์ของท่านได้สำเร็จ จากพื้นที่ทุ่งนาธรรมดาได้กลายเป็นวัดอันสวยงามจนได้รับรางวัลวัดพัฒนาดีเด่นมาหลายรางวัล มีอาคารสิ่งก่อสร้างสถาปัตยกรรมอันสวยงาม ทั้งโบสถ์ วิหาร หอฉัน วิหารกลางน้ำ มี Landscape ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดี มีทั้งต้นไม้ สระน้ำ สะพาน นับเป็นวัดที่รื่นรมย์เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับพระศาสนา ใครเห็นก็อัศจรรย์ใจไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนสามารถสร้างวัดได้ดีขนาดนี้ในแค่ชั่วชีวิตหนึ่งของท่านเท่านั้น จึงนับได้ว่าครั้งนี้หลวงป๋าท่านได้ลงมาสร้างบารมีได้อย่างสมบูรณ์แบบ สมพระเกียรติของมหาเทพโพธิสัตว์ที่ได้อธิษฐานจิตขอสร้างบารมีเพื่อเป็นพระพุทธเจ้าต่อไปในกาลข้างหน้า

    เมื่อปี 2560 ท่านมหาเทพองค์เล็ก (โยมแม่ป้อม-โยมอุปัฏฐากของท่าน) ก็ได้เสด็จกลับไปก่อนหน้าแล้ว มาในวันนี้ วันที่ 7 ตุลาคม 2561 ท่านมหาเทพองค์ใหญ่ก็ได้เสด็จตามกลับไปสู่สวรรค์ชั้นดุสิต ตรงตามนิมิตที่ท่านเคยเล่าให้ฟัง นับดูเวลาแล้วก็ห่างกันไม่ถึงปีด้วยซ้ำ...บนสวรรค์ชั้นดุสิตนี้ไม่มีผู้หญิงนะโยม เพราะเป็นสวรรค์ของเหล่าพระโพธิสัตว์ เทพบนนี้จึงมีแต่เทพพรหมที่มีกายดูเหมือนเพศชายทั้งหมด

    หลายคนได้มาเล่าให้อาตมาฟังว่า ตอนนี้กายหนึ่งของหลวงป๋าได้อุบัติเป็นมหาเทพทรงเครื่องจักรพรรดิเต็มภาคภูมิเสด็จกลับสู่สวรรค์ชั้นดุสิตเรียบร้อยแล้ว ท่านกลางการต้อนรับอย่างยินดีปรีดาสมพระเกียรติจากเหล่าพระโพธิสัตว์และมหาเทพองค์อื่นๆ แต่กายปาฏิหาริย์ของหลวงป๋าท่านก็ยังสถิตอยู่ที่กุฏิเรือนรับรองของท่าน เพื่อที่จะเป็นมิ่งขวัญและเป็นที่พึ่งพิงของเหล่าลูกศิษย์ที่เคารพรักของท่าน ใครที่มาวัดก็ยังสามารถมากราบระลึกถึงท่านได้เหมือนกับที่เคยเป็น

    อาตมาไม่แปลกใจเลยที่ผู้ที่ได้ธรรมกายหลายท่านมาเล่าให้ฟังว่ายังเห็นหลวงป๋าท่านยืนยิ้มนั่งยิ้มอยู่ที่เรือนรับรองของท่าน เขาบอกว่าตอนนี้ท่านดูมีความสุขและผ่องใสมาก แต่ท่านก็ยังห่วงลูกศิษย์และวัดของท่าน ท่านจึงยังต้องอยู่เพื่อสร้างวัดให้เจริญรุดหน้าต่อไป ก็เหมือนกับที่หลายท่านไปวัดปากน้ำ ต่างก็บอกว่ายังเห็นหลวงพ่อสดท่านนั่งอยู่ที่หน้าหีบบรรจุร่างของท่านนั่นแหละ มันเป็นเรื่องเมตตาจิตของท่านพระโพธิสัตว์ที่จะปาฏิหาริย์กายไว้ทำงานโปรดลูกหลานของท่าน มันเป็นเรื่องอจินไตย...ใครคิดถึงท่าน ท่านก็คิดถึงคนนั้นแหละโยม

    43754173_2167902363243960_7254931393443004416_n.jpg
     
  4. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,958
    กระทู้เรื่องเด่น:
    282
    ค่าพลัง:
    +57,708
    คลิบการสอนครั้งสุดท้าย ก่อนวันละสังขารกายมนุษย์




     
  5. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,958
    กระทู้เรื่องเด่น:
    282
    ค่าพลัง:
    +57,708
    ทำไมหลวงป๋าท่านจึงไม่อยู่ต่ออีกสัก 4-5 ปี โดย หลวงตาอู๋

    อาตมาเชื่อว่าลูกศิษย์ของหลวงป๋าทุกคน ต่างก็อยากให้หลวงป๋าอยู่กับพวกเรานานๆ ยังไม่อยากให้ท่านจากไป อย่างน้อยก็น่าจะอยู่กับพวกเราอีกสัก 4-5 ปีก็ยังดี พวกเราลืมนึกไปว่าหลวงป๋าท่านมีอายุเกือบจะ 90 ปีอยู่แล้ว คนอายุขนาดนี้ร่างกายอวัยวะภายในต่างๆ ก็ทรุดโทรมไปมาก หลายคนอายุแค่ 70 กว่าปีก็อยู่ต่อไม่ไหวขอลาโลกกันไปก่อนแล้ว

    ในช่วง 2-3 ปีหลังนี้ หลวงป๋าท่านต้องอยู่ในความดูแลของหมออย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องการควบคุมน้ำตาล ทำให้หลวงป๋าท่านต้องงดอาหารที่ท่านชอบหลายอย่าง การอยู่การฉันนับว่าไม่สะดวกแก่ท่านเป็นอย่างมาก ร่างกายก็อ่อนเพลียง่ายเพราะการควบคุมน้ำตาล ในอนาคตหากท่านอยู่ต่อไปก็อาจจะต้องเข้าไปรักษาอวัยวะภายในเหมือนคนแก่ทั้งหลาย (แบบอาทิตย์ละ 1-2 วัน) มูลเหตุเพราะฉันยามากมาเป็นเวลานาน

    หลวงป๋าและโยมอุปัฏฐากของท่าน (โยมแม่ป้อม) ต่างก็มีความคิดเหมือนกันว่าท่านทั้งสองจะไม่ขอตายแบบคนป่วยที่เอาแต่นอนบนเตียง ลุกไปไหนๆ หรือช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ต้องนอนให้คนป้อนข้าวป้อนน้ำเช็ดตัวให้ท่าน ท่านไม่ยอมเด็ดขาด ดังนั้นคนที่อยู่ใกล้ชิดกับท่านทั้ง 2 จึงมักจะได้ยินท่านเปรยให้ฟังเสมอว่าท่านจะไม่ยอมนอนเป็นคนป่วยนานๆ ท่านจะขอไปในตอนที่ยังเดินได้และยังช่วยเหลือตัวเองได้นี่แหละ หากจำเป็นท่านก็คงยอมแลกบุญของท่านเพื่อตัดรอนกรรมตัวนี้ (ถ้ามี)

    หลวงป๋าท่านจึงต้องยอมปล่อยให้โยมอุปัฏฐากของท่านไปก่อน เพราะต่อให้ท่านอยากช่วยโดยการต่อชีวิตให้ โยมแม่ป้อมท่านก็คงไม่อยากกลับเข้าร่างอยู่ดี เพราะท่านตัดสินใจแน่วแน่ไปแล้วว่าเมื่ออายุเลย 80 ปีขึ้นไปเท่าไหร่ก็ถือว่าเป็นกำไรชีวิตแล้ว ขอไปแบบนี้ดีกว่าเพราะท่านย่อมรู้อยู่แล้วว่าท่านจะไปสถิตอยู่ ณ ที่ใด ที่ใหม่ของท่านทั้งสุขทั้งดีกว่าโลกนี้เป็นไหนๆ

    อาตมายังจำคำทำนายของหลวงพ่อภาวนาได้อย่างแม่นยำ หลวงพ่อภาวนาเคยพูดเอาไว้ว่า “ต่อไปหลวงป๋าไม่ต้องทำอะไร จะนอนอยู่เฉยๆ ก็จะมีคนเอาเงินมาทำบุญกับท่านมากมาย” ท่านพูดทำนายไว้ก่อนที่หลวงพ่อภาวนาท่านจะละสังขารไปราวๆ 2 ปี หลวงป๋าท่านก็ทราบเรื่องนี้ ท่านทำงานมาตลอดทั้งชีวิตจะให้ท่านมานอนอยู่เฉยๆ ท่านจะยอมหรือ ถ้าเป็นอาตมา อาตมาก็ขอไปก่อนดีกว่า มันทรมานนะโยม อาตมาก็ไม่ขอนอนเฉยๆ ให้คนมากราบไหว้ทำบุญเหมือนกัน แล้วในวิชชาธรรมกายนั้นเขาก็รับรู้เรื่องเทพเรื่องพรหมกันดีอยู่แล้ว กายหยาบไม่อยู่แต่กายละเอียดของท่านก็ยังเดินวิชชาต่อได้ แถมยังทำวิชชาได้ดีกว่าตอนเป็นมนุษย์ด้วยซ้ำ อาตมาคิดทบทวนดูแล้วก็ตั้งใจที่จะไปแบบท่านเหมือนกัน....
     
  6. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,958
    กระทู้เรื่องเด่น:
    282
    ค่าพลัง:
    +57,708
    อมตวัชรวจีหลวงป๋า


    - การบำเพ็ญกุศลคุณความดี
    มันก็ไปจากทานกุศล ศีลกุศล ภาวนากุศล
    เป็นลำดับขั้นไป บุญมันส่งกันไปเรื่อยๆ
    เหมือนขึ้นบันไดทีละขั้นๆ.

    คนเราลองโง่ไม่รู้บาปบุญคุณโทษ ก็ไม่อยากบริจาคทาน คนเราลองโง่ไม่รู้บาปบุญคุณโทษ ก็ไม่เห็นใจสัตว์ ไม่เห็นใจเพื่อนมนุษย์ เบียดเบียนกันทางกาย ทางวาจา และทางใจ ยิ่งๆขึ้นไป เพราะไม่เห็นโทษของการกระทำอย่างนั้นตามความเป็นจริง แต่ถ้าเห็นแล้วคุณจะสะพรึงกลัว

    เอาเบื้องต้นก่อนนะ เบื้องต้นนี่ โบราณ โบราณท่านทำง่ายๆ บางทีทำไมโบราณท่านทำอย่างนั้น เจ็บไข้ได้ป่วยหรือว่ากำลังทุกข์หนักด้วยอะไรๆ ท่านทำบุญอะไรท่านรู้ไหม เวลาใส่บาตร ท่านถวายพระไตรปิฎก คัมภีร์ หนึ่งผูก สองผูก สามผูก แล้วแต่ทุนทรัพย์ ใบลานถวายพระไปเทศนั่นแหละ ถือกันว่าสะเดาะเคราะห์ คือ หมายความว่าคุณความดีที่ให้ธรรมเป็นทานนั้นมันสูง ให้อามิสทานถวายอาหารแล้ว ให้ธรรมทานอีก ให้พระท่านไปเทศน์ เทศน์แล้วเราก็ได้ฟัง คนอื่นก็ได้ฟัง คนมีปัญญาจึงคิดถึงคุณของการปฏิบัติธรรม ละชั่ว ทำดี ทำใจให้ใส ถ้าไม่มีปัญญามันก็หลงงมงี่เง่าอยู่อย่างนั้นแหละ บ้านเมืองก็ปั่นป่วน สังคมก็ปั่นป่วนด้วย นี้อย่างที่ 1 สะเดาะเคราะห์ใช่ไหม

    แต่ทั้งหมดทำนั่นน่ะ ไปอยู่ที่ไหน ?
    ที่ใจนั่นแหละ ใจเป็นบุญเป็นกุศลจึงไปทำทาน ทำทานทำให้ใจเป็นบุญกุศล แต่ใจเป็นบุญกุศลจึงนำไปสู่การบริจาคทาน และรักษาศีล และก็เจริญภาวนา นี่เห็นไหม

    แล้วทานที่ท่านทำนี่นะ สมัยที่หลวงป๋าเป็นเด็กๆ ได้ยินมาตลอดเลย ชาวบ้านเขาจะขุดบ่อ ก่อศาลา สร้างสะพาน สังเกตไหม แต่นี่ไปจากใจนะ ขุดบ่อ ก่อศาลา สร้างถนนหนทาง หรือสร้างสะพาน ถือว่าเป็นบุญใหญ่

    ขุดบ่อนี้ด้วยน้ำใจที่บริสุทธิ์ คนไปมาได้อาศัยน้ำประทังชีวิต นี่อย่างหนึ่ง ให้ชุ่มชื่นหัวใจ ชุ่มชื่นในร่างกาย 2.ก่อศาลาอยู่ตามข้างทาง ให้คนมาได้พักอาศัย จำไว้! จำได้ไหมว่าในคัมภีร์มีนี่ ท้าวสักกะเทวราชเกิดขึ้นเพราะบุญอะไร มาฆมานพมาเป็นพระอินทร์เพราะอะไร? สร้างศาลา สร้างศาลาแล้วก็เปิดให้เขาไปอยู่ อย่าไปปิด นึกออกไหม ถ้าคุณปิดแล้วตรงข้าม คือไปปิดอะไรๆแล้วตรงข้ามกัน เปิดให้เขาอยู่ ให้เขาได้ไปนั่งสบายอกสบายใจ คนทำงานเขาจะได้ทำงาน ชาวบ้านเขาจะได้อยู่อาศัย ขุดบ่อ ก่อศาลา สร้างสะพาน โหนี่!อายุยืนนะ โบราณถือว่าอยากจะอายุยืน สร้างสะพาน ซึ่งควบรวมไปถึงสร้างถนนหนทาง

    มีนี่ ในยุคพระพุทธเจ้าทีปังกร สุเมธดาบส เห็นไหม นี่จำไว้นะ ก่อศาลาให้คนได้เข้าไปพักอาศัย มีผลให้ไปเกิดเป็นท้าวสักกะหรือพระอินทร์ที่มีอานุภาพมาก ไม่ใช่น้อยนะ นี่แสดงถึงบุญนะ แล้วสร้างถนนหนทางให้พระพุทธเจ้าเสด็จผ่าน ผล..เป็นบุญกุศลอย่างหนึ่งช่วยให้ท่านได้เจริญบารมีบรรลุคุณธรรมเป็นพระพุทธเจ้า ในสมัยเริ่มมาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าทีปังกร พระพุทธเจ้าทีปังกรจึงพยากรณ์พระมหาบุรุษว่า ท่านสุเมธดาบสใช่ไหม สุเมธดาบส ท่านเรียกดาบสเฉยๆ ดาบสตนนี้ต่อไปอีก 4 อสงไขยกับแสนกัป จะได้บรรลุคุณธรรมเป็นพระพุทธเจ้า จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์นี้ ใช่ไหม

    เพราะฉะนั้น อันนี้ให้พึงทราบว่า แม้เพียงขุดบ่อ ก่อศาลา สร้างถนนหนทาง สร้างสะพาน อานิสงส์มากอย่างนี้ แต่ถ้าใครไปทำตรงข้าม ผลตรงกันข้าม ไอ้นี่ให้จำไว้นะ โยมน่ะไม่รู้เรื่องน่ะ นี่โบราณเขาเก่งนะ

    เพราะฉะนั้น อาตมาจึงบอกว่า หรือหลวงป๋าบอกว่า การบำเพ็ญกุศลคุณความดี มันก็ไปจากทานกุศล ศีลกุศล ภาวนากุศล เป็นลำดับขั้นไป บุญมันส่งกันไปเรื่อยๆ มันเหมือนขึ้นบันไดทีละขั้นๆ

    ทีนี้ ไอ้ที่จะช่วยให้มันเร็วขึ้น อานิสงส์เร็วขึ้น เจริญปัญญาเห็นแจ้งในสภาวะธรรมและอริยสัจธรรมตามที่เป็นจริง ต้องมีเครื่องมือ ปฏิบัติธรรมไปแล้วให้เกิดเครื่องมือ

    ถ้าจะพูดเอาตรงๆ
    ทิพพจักษุ ทิพพโสต เป็นต้น
    นี่สามารถนำไปสู่การเจริญวิชาที่ 1 ปุพเพนิวาสานุสติญาณ วิชาที่ 2 จุตูปปาตญาณ วิชาที่ 3 ถึงอาสวักขยญาณ มันก็ไปจากอภิญญา แต่อภิญญานั้นครอบวิชชา 3 นี้ แต่เริ่มต้นที่ทิพพจักษุ ทิพพโสต มันช่วยให้เห็นแจ้งรู้แจ้งสภาวะธรรมตามความเป็นจริง ยกภูมิจิตขึ้นสู่โลกุตตรปัญญา ให้รู้แจ้งเห็นแจ้งอริยสัจโดยญาณ 3 มีอาการ 12 นี่นะ เข้าไปเห็นแม้แต่อาสวักขยญาณ เข้าไปเห็นอยู่ที่ไหน พูดกันว่าอยู่ในใจ คุณเคยเห็นไหม เคยปฏิบัติแล้วเข้าถึงรู้เห็นไหม ทั้งที่พระพุทธเจ้าตรัสให้ปฏิบัติถึงกายในกายนะ ให้พิจารณา คำว่าให้พิจารณานี่ คุณต้องทั้งเห็นทั้งรู้กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม

    ทั้งหมดนี่ เป็นเรื่องที่ถ้าคุณเข้าถึง ปฏิบัติได้เข้าถึงรู้เห็นและเป็น คุณจะทำการเจริญอนุปัสสนาให้ไปถึงโลกุตตรวิปัสสนา เจริญวิปัสสนาปัญญาถึงโลกุตตรปัญญาได้ ถ้าปฏิบัติได้ถูกต้อง ให้เจริญด้วยคุณธรรม คุณวิเศษ มีอภิญญาและวิชชา เป็นต้น...

    ______________
    เทศนาธรรมจาก

    พระเทพญาณมงคล
    หลวงตาเสริมชัย ชยมงฺคโล
    วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม
    อ.ดำเนินสะดวก
    จ.ราชบุรี
    ______________
    ที่มา
    บางตอนจากเทศนาธรรมเรื่อง
    "ปฏิบัติให้เข้าถึง"
    https://youtu.be/S0RCJEt25ko
    ______________


    44323391_1016514865223227_5367544677056643072_n.jpg
     
  7. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,958
    กระทู้เรื่องเด่น:
    282
    ค่าพลัง:
    +57,708
    เธออย่าไปเล่าให้ใครฟังนะ โดย หลวงตาอู๋

    ในสมัยที่หลวงป๋าท่านยังครองสังขารอยู่ เมื่อมีเวลาว่างอาตมาก็มักจะเข้าไปคุยสนทนากับท่านเพื่อหาความรู้ใส่ตัว หากเรื่องอะไรที่จะเป็นเรื่องลึกๆ ของท่าน หลวงป๋าท่านก็จะหันมามองแล้วพูดว่า "เธออย่าเอาไปเล่าให้ใครฟังนะ" ท่านพูดกำชับบ่อยๆ ทำให้อาตมาไม่ค่อยกล้าที่จะเล่าออกไป ตอนนี้หลวงป๋าท่านไม่อยู่แล้วเลยคิดว่าน่าจะเล่าออกไปได้เพื่อมิให้เรื่องเหล่านี้เลือนหายไป

    หลวงป๋าท่านเป็นพระโพธิสัตว์ ดังนั้นองค์พระธรรมกายของท่านจึงปรากฏมีฉัตร 3 ชั้น อยู่เหนือพระเศียรขององค์พระธรรมกายของท่าน หลังจากที่ท่านออกบวชและสร้างบารมีตอนนี้ฉัตรได้เพิ่มขึ้นเป็น 5 ชั้น ตามบารมีธรรมที่เพิ่มมากขึ้น และก่อนที่ท่านจะละสังขารท่านก็เปรยๆ ว่าฉัตรของท่านปรากฏเพิ่มขึ้นเป็น 7 ชั้นแล้ว (สุดยอดของฉัตรจะเป็นฉัตร 9 ชั้น) เวลาท่านออกไปอยู่กลางแจ้งฉัตรนี้จะทำหน้าที่เป็นร่มกั้นแสงแดดให้ท่าน เพราะฉัตรนี้ไม่ใช่เป็นของตายแต่เป็นของเป็น เป็นฉัตรกายสิทธิ์

    เวลาหลวงป๋าเดินทางออกไปนอกวัด จะมีพญาครุฑมาคอยอารักขาตลอดเวลา ถ้าเดินทางด้วยรถยนต์พญาครุฑก็จะบินเหนือรถคันนั้น ถ้าเดินทางโดยเครื่องบินพญาครุฑก็จะบินแบกเครื่องบินลำนั้นไว้ เพื่อให้หลวงป๋าเดินทางได้อย่างปลอดภัย

    อาตมาเคยถามหลวงป๋าว่าท่านกำหนดจิตอย่างไรเวลานอน ท่านบอกว่าจะต้องเอาใจไปตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกายตลอด ให้หลับไปในศูนย์กลางกาย ดังนั้นท่านจึงไม่ฝันและตื่นตามเวลาที่กำหนด

    หลวงป๋าท่านเป็นน้องคนสุดท้องของพี่น้อง 3 คน คนโตก็คือท่านพระอินทร์ คนกลางก็คือท่านท้าวเวสสุวรรณ หลวงป๋าเป็นน้องคนเล็ก พี่ชายทั้งสองของท่านตอนนี้ก็เป็นพระอริยบุคคลชั้นพระอนาคามีไปแล้ว เมื่อพระศรีอาริย์ตรัสรู้ท่านทั้งสองจะลงมาฟังธรรมแล้วจะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ในการฟังธรรมเพียงครั้งเดียว หลวงป๋าท่านมีอะไรท่านก็มักจะขอกับท่านท้าวเวสสุวรรณ ท่านบอกว่าพี่รองของท่านหน้าดุแต่ใจดีตามใจน้องคนเล็กขออะไรก็ให้ ส่วนพี่ใหญ่คือท่านพระอินทร์หลวงป๋าบอกว่าท่านดุ แต่หลวงป๋าก็ขอเหมือนกันเพราะถือว่าน้องขอจากพี่ได้

    ก่อนหลวงป๋าจะสิ้นราวๆ 2 ปี หลวงป๋าท่านได้ขอยืมช้างเอราวัณจากท่านพี่พระอินทร์มาเพื่อให้ช่วยงานของท่าน เวลาท่านเดินทางท่านก็จะขี่ทรงช้างเอราวัณไปด้วย ท่านพี่ให้ยืมมาใช้งาน แต่ตอนนี้ท่านเอราวัณ (เป็นเทวดา) ก็คงกลับคืนไปอยู่กับท่านพระอินทร์ตามเดิมแล้ว

    ก่อนที่หลวงป๋าจะละสังขาร ท่านก็พอจะรู้ตัว เพราะก่อนหน้านั้นราวๆ 2 อาทิตย์ หลวงป๋าท่านได้พูดกับอาจารย์ฆราวาสท่านหนึ่งที่ท่านรักเหมือนน้องชายว่า "หลวงป๋าจะไปแล้วนะ เขามาทวง 2-3 ครั้งแล้ว" และก่อนหน้านั้น 3-4 เดือน เวลาหลวงป๋าเทศน์หลังจากทำวัตรเย็นเสร็จ ท่านก็จะพูดแต่เรื่องความตายว่ามันจะเกิดเวลาไหนก็ไม่มีใครรู้ ความตายนี้เกิดกับทุกคนรวมทั้งตัวหลวงป๋าเองด้วย ท่านได้มอบหมายงานให้กับทุกคนแล้ว ท่านได้วางรากฐานของวัดและงานต่างๆ ให้แล้ว ท่านจะพูดในแนวนี้ตลอด เพื่อให้ทุกคนได้เตรียมตัวรับสถานการณ์

    เท่าที่อาตมาจำได้ พระภิกษุที่หลวงป๋าท่านเคารพมากที่สุดก็น่าจะเป็นหลวงปู่ทองทิพย์ วัดป่าสีดาพระรามลักษณ์รัตนโคตร จ.หนองคาย ส่วนพระที่หลวงป๋าเคารพยำเกรงที่สุดก็คือหลวงพ่อสมเด็จเกี่ยว วัดสระเกศ องค์แรกนั้นท่านเป็นพระโพธิสัตว์เหมือนกันในอนาคตก็เชื่อกันว่าท่านจะมาเกิดเป็นพระศรีอาริย์ ส่วนองค์หลังท่านเคารพเหมือนเป็นพ่อของท่าน

    หลวงป๋าท่านชอบดูมวยตั้งแต่ยังเป็นฆราวาส ทั้งมวยไทย มวยสากล อะไรที่ต่อสู้กันด้วยมือเปล่าท่านชอบ เวลาดูมวยก็ชอบที่จะท้าพนันกันกับโยมอุปัฏฐากของท่านว่าใครจะแพ้ใครจะชนะ โยมแม่ป้อมดูมวยไม่เป็นแต่ก็ชนะพนันหลวงป๋าเสมอ.....


    ********************************************************

     
  8. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,958
    กระทู้เรื่องเด่น:
    282
    ค่าพลัง:
    +57,708
    สองแรงแข็งขัน โดย หลวงตาอู๋

    โยมแม่ป้อม (โยมอุปัฏฐากของหลวงป๋า) ได้ไปเข้าฝันคุณวันปี ซึ่งคุณวันปีก็คือเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลกุฏิหลวงป๋าและเป็นคนที่หลวงป๋าและโยมแม่ป้อมไว้ใจมากคนหนึ่ง โดยตอนเช้าของวันที่ 7 ต.ค.61 คุณวันปีได้ฝันว่าโยมแม่ป้อมมาบอกว่า "วันนี้หลวงป๋าจะ....ที่กุฏิ ไปคอยดูแลท่านหน่อย" คุณวันปีตื่นขึ้นมาก็ยังแปลกใจเพราะไม่เคยฝันถึงโยมแม่ป้อมมาก่อน

    ตลอดช่วงเช้าวันนั้นคุณวันปีจึงเฝ้าคอยสอดส่องหลวงป๋าเป็นพิเศษ ซึ่งดูแล้วก็ไม่เห็นมีอะไรแปลกไปกว่าวันอื่นๆ หลังจากรับแขกเสร็จช่วงบ่ายหลวงป๋าท่านจึงขึ้นไปพักผ่อน คุณวันปีจึงคิดว่าไม่มีอะไรแล้ว นั่นย่อมหมายความว่าโยมแม่ป้อมและเหล่าเทพยดาชั้นดุสิต ต่างก็มาคอยต้อนรับหลวงป๋าท่านตั้งแต่เช้า คนที่มีตาดีมาเล่าให้อาตมาฟังว่า ท่านพระวิษณุกรรมได้นำราชรถมาจอดคอยรับหลวงป๋าที่ด้านข้างกุฏิตั้งแต่ช่วงบ่ายแล้ว

    ดังนั้นตอนนี้ที่วัดจึงเหมือนว่ากลับไปเหมือนเดิม คือหลวงป๋าและโยมแม่ป้อมได้จับมือประสานกันดูแลวัดเหมือนวันคืนเก่าๆ ที่ผ่านมา ท่านทั้งสองจะทำงานกันอย่างใกล้ชิดเพื่อให้วัดและพระมหาเจดีย์เจริญรุดหน้าต่อไป ท่านยังไม่ไปไหนกันนะโยม แล้วโยมจะสู้เพื่อวัดกันต่อไหม

    ?temp_hash=afd641ede43bc690d588667a9b03c360.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  9. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,958
    กระทู้เรื่องเด่น:
    282
    ค่าพลัง:
    +57,708
    คงอีกนานกว่าหลวงป๋าท่านจะลงมาสร้างบารมีอีกครั้ง โดย หลวงตาอู๋

    เมื่อประมาณ 4-5 ปีก่อนหน้านี้ หลวงป๋าเคยเปรยๆ ให้ฟังเหมือนกันว่าอีกนานแค่ไหนที่ท่านจะลงมาเกิดอีก ถ้าอาตมาจำไม่ผิดท่านได้บอกไว้ว่า "ชาติหน้าหลวงป๋าจะเกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โต เพราะชาตินี้ท่านได้สร้างบารมีไว้มาก บุญบารมีที่ทำในชาตินี้ถือว่าสร้างไว้ได้มากกว่าที่คิดไว้ (วัดได้จากจำนวนชั้นของฉัตรที่เพิ่มมากขึ้น) คงจะอีกนานกว่าที่หลวงป๋าจะลงมาเกิดอีกครั้ง" (แต่หลวงป๋ายังอยู่ดูแลวัด)

    อาตมาเดาเอาเองว่าการที่พระโพธิสัตว์จะลงมาเกิดอีกเมื่อใด ก็คงจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ประเทศชาติ และสภาพจิตใจของบุคคลในยุคนั้นๆ ว่าจะเหมาะสมที่ท่านจะลงมาสร้างบารมีได้หรือไม่ ท่านจะต้องดูสภาพแวดล้อมและองค์ประกอบต่างๆ ที่เหมาะสม เรื่องการสร้างบารมีของพระนิยตโพธิสัตว์ย่อมจะต้องผ่านการพิจารณาของเทวสภาอันมีท่านพระอินทร์เป็นประธาน พระโพธิสัตว์ที่มีบารมีแก่ๆ ท่านจะไม่ลงมาสร้างบารมีแบบโดดเดี่ยว แต่ท่านจะลงมาเป็นคณะเพื่อร่วมมือกันทำงานทั้งเบื้องบนและเบื้องล่างประสานกันไป

    ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อหลวงป๋าท่านเริ่มสร้างพระมหาเจดีย์ เหล่าทวยเทพอันมีท่านพระอินทร์และท่านท้าวเวสสุวรรณ พญานาค พญาครุฑ จึงได้ร่วมมือประสานกันอย่างใกล้ชิดในการช่วยหลวงป๋ามานานนับ 10 ปี วัดหลวงพ่อสดจึงเป็นแหล่งของธาตุกายสิทธิ์ต่างๆ เกิดขึ้นมาเพื่อช่วยหลวงป๋าสร้างบารมี ซึ่งคงจะมีเพียงไม่กี่แห่งในโลกที่จะเกิดมีได้แบบนี้....
     
  10. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,958
    กระทู้เรื่องเด่น:
    282
    ค่าพลัง:
    +57,708
    หลวงป๋าครับ รูปใบหน้าของพระพุทธเจ้าเป็นแบบไหนครับ
    โดย หลวงตาอู๋

    อาตมาสงสัยมานานแล้วว่าพระพุทธเจ้าของเรานั้น กายเนื้อของท่าน (เจ้าชายสิทธัตถะ) มีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ใบหน้าของท่านจะออกไปทางคนอินเดีย ฝรั่ง เนปาล หรือแบบคนไทยกันแน่

    ช่วงประมาณปี 2545 หลวงป๋าท่านได้ไปที่ประเทศอินเดียเพื่อสักการะสังเวชนียสถานที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะที่พุทธคยานั้นหลวงป๋าท่านได้เห็นพระพุทธเจ้าท่านมาปาฏิหาริย์ปรากฏกายให้หลวงป๋าเห็นเป็นครั้งแรก ท่านมาปรากฏเฉพาะให้หลวงป๋าเห็นอยู่นานหลายนาทีกว่าจะจางหายไป สร้างความปลาบปลื้มให้แก่หลวงป๋าเป็นอันมาก เพราะเป็นการยากมากที่จะมีใครได้เห็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดแบบปาฏิหาริย์เหมือนอย่างที่หลวงป๋าท่านได้เห็น

    ท่านคงจะมาโปรดหลวงป๋าเป็นกรณีพิเศษให้หลวงป๋าได้มีกำลังใจในการสร้างบารมีเพื่อจะเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลเบื้องหน้า อาตมาจึงได้ถามหลวงป๋าว่า “หลวงป๋าครับ รูปกายเนื้อของพระพุทธเจ้าที่มาปรากฏให้หลวงป๋าเห็นที่พุทธคยานั้น ท่านมีรูปร่างลักษณะใบหน้าเป็นแบบไหนครับ”

    หลวงป๋า “เธออยากรู้จริงๆ หรือ”
    อาตมา “ผมอยากรู้จริงๆ ครับ เพราะยังไม่เคยมีใครได้พูดอธิบายไว้เลย และก็คงจะมีน้อยคนนักที่จะได้เห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมาปรากฏเหมือนกับที่ท่านมาโปรดให้หลวงป๋าได้เห็น”
    หลวงป๋า “ถ้าป๋าบอกเธอแล้ว เธอก็อย่าเอาไปเขียนลงเฟซบอกใครนะ”

    แล้วหลวงป๋าท่านก็พาอาตมาเดินไปดูรูปพระหล่อโลหะยืนองค์หนึ่งซึ่งเป็นพระที่อาตมาไม่คุ้นตามาก่อนเลย เป็นพระที่หลวงป๋าท่านได้มาเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ แต่ท่านนำเอาไปเก็บไว้ในตู้กระจกอย่างดี ท่านชี้ไปที่พระพุทธรูปองค์นี้แล้วก็พูดว่า

    หลวงป๋า “นี่ไง รูปใบหน้าพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า (กายเนื้อ) ที่หลวงป๋าได้เห็นตามที่ท่านมาปรากฏบริเวณต้นโพธิ์ของพุทธคยา ใบหน้าและรูปร่างของท่านก็จะเป็นลักษณะคล้ายๆ แบบนี้แหละ”

    อาตมามองดูไปที่องค์พระตามที่หลวงป๋าชี้บอก พระพุทธรูปองค์นี้ว่าไปแล้วก็ไม่เหมือนกับพระพุทธรูปที่เราเห็นกันทั่วๆ ไป ใบหน้าของท่านดูแล้วสวยงามสง่ามาก รูปใบหน้ายาว คิ้วสวย รูปตายาว จมูกโด่งเป็นสัน พูดง่ายๆ ด้วยภาษาชาวบ้านก็ว่าท่านหล่อมาก พระพักตร์ไม่เหมือนคนอินเดียสักเท่าไหร่ มีลักษณะผสมของชาวอารยันกับอินเดียผสมเนปาล เค้าโครงหน้างดงามแต่ก็น่าเกรงขาม หน้าตาไม่เหมือนคนไทยหรือจีนหรือญี่ปุ่น ใบหน้าแบบนี้แหละที่อาตมาคิดว่าน่าจะใช่ เพราะดูแล้วสมกับผู้เป็นสัตบุรุษผู้มีความเมตตากรุณาแต่ก็เด็ดเดี่ยวและมากบารมี

    เมื่อหลวงป๋าท่านไม่อยู่แล้ว อาตมาจึงคิดว่าได้เวลาที่จะเผยแพร่เรื่องนี้ออกไปเพื่อให้คนอื่นได้รู้บ้าง เพราะเป็นเรื่องยากที่จะมีใครได้มีประสบการณ์ที่พระพุทธเจ้ากายเนื้อท่านเสด็จมาปรากฏเหมือนกับที่หลวงป๋าท่านได้เห็นอีกแล้ว...



    https://www.facebook.com/grasib
     
  11. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,958
    กระทู้เรื่องเด่น:
    282
    ค่าพลัง:
    +57,708
    44753624_2353145494715104_4175624714783293440_n.jpg?_nc_cat=103&_nc_ht=scontent.fbkk5-4.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  12. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,958
    กระทู้เรื่องเด่น:
    282
    ค่าพลัง:
    +57,708
    44888678_2189102641123932_8574140635747975168_n.jpg?_nc_cat=104&_nc_ht=scontent.fbkk5-5.jpg






    อนาคตองค์หนึ่งคือพระปัจเจกพุทธเจ้า อีกองค์หนึ่งคือพระพุทธเจ้า โดย หลวงตาอู๋


    หลวงป๋าท่านเคารพหลวงพ่อภาวนา (วีระ คณุตตโม) มาก ท่านรักและเคารพหลวงพ่อภาวนาเป็นเหมือนพ่อของท่าน สมัยที่หลวงป๋ายังไม่ได้บวช และเริ่มเผยแพร่วิชชาธรรมกายโดยมีการออกรายการผ่านโทรทัศน์ช่อง 9 ในรายการ "ธรรมะสู่สันติ" ทั้งยังทำรายการทางวิทยุเอเอ็ม เอฟเอ็ม รวมถึงพิมพ์หนังสือคำเทศนาของหลวงพ่อวัดปากน้ำออกแจกจ่าย

    ในครั้งนั้นเมื่อหลวงป๋าเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมา ก็ปรากฏว่าได้มีคำติฉินนินทาว่าร้ายหลวงป๋าขึ้นในวัดปากน้ำ มีผู้หญิงบางท่านพูดว่าให้ร้ายหลวงป๋าจนมีคนบางส่วนเชื่อ ทำให้หลวงป๋าเกิดความเสียหาย จนหลวงพ่อภาวนาท่านทนไม่ไหวได้ออกมาช่วย ท่านถึงกับประกาศออกไปว่า "ต่อไปนี้ ใครจะไปว่าคุณเสริมชัย (ชื่อจริงของหลวงป๋า) ให้มาว่าที่ฉัน" เท่านั้นเองเสียงว่าร้ายหลวงป๋าจึงเงียบเสียงลงไป หลวงพ่อภาวนาท่านเป็นพระเงียบๆ แต่เวลาพูดอะไรออกไปท่านจะเด็ดขาดมาก พูดออกไปทีสะเทือนไปทั้งวัดปากน้ำเลย

    ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา หลวงป๋าจึงสามารถเผยแพร่วิชชาธรรมกายออกไปได้อย่างราบรื่น เวลาที่วัดหลวงพ่อสดมีงานทำบุญ ไม่ว่าจะเป็นงานอะไร หลวงพ่อภาวนาท่านก็จะมาร่วมด้วยทุกครั้งไม่เคยขาด ท่านจะมาให้กำลังใจหลวงป๋าและยังได้พาลูกศิษย์ของท่านมาช่วยงานหลวงป๋าอีกด้วย

    อาตมาเองเคยสงสัยว่าหลวงพ่อภาวนาทำไมท่านจึงเก็บตัวเงียบๆ ไม่ค่อยออกจากกุฏิไปไหน จึงได้ถามหลวงป๋าว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
    หลวงป๋า "เธอไม่รู้อะไร หลวงพ่อภาวนานั้นชาติต่อไปท่านจะไปเกิดเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ท่านจึงมีอัธยาศัยเป็นแบบนั้น" (สังเกตดูรูปใบหูของท่านจะเหมือนใบหูของพระพุทธรูปอย่างไรอย่างนั้นเลย) เรื่องนี้หลวงป๋าบอกอาตมามานานแล้วร่วม 30 ปี อาตมาไม่มีความสงสัยในเรื่องนี้เลย อาตมาเชื่ออย่างสนิทใจว่าหลวงพ่อภาวนาชาติหน้าท่านจะไปเกิดเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแน่นอน ดังนั้นเวลาที่อาตมาพบเจอท่านจึงได้กราบแทบเท้าของท่านเสมือนหนึ่งได้กราบแทบเท้าของพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง

    ส่วนหลวงป๋านั้นท่านก็ปรารถนาที่จะสร้างบารมีเพื่อเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต พ่อลูกคู่นี้จึงเป็นพ่อลูกชนิดพิเศษ องค์หนึ่งจะเป็นพระปัจเจก อีกองค์หนึ่งจะเป็นพระพุทธเจ้า....ในยุคนี้คงจะไม่มีที่ไหนเหมือนแบบนี้อีกแล้ว
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  13. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,958
    กระทู้เรื่องเด่น:
    282
    ค่าพลัง:
    +57,708
    หลวงป๋าเดินเครื่องแต่ทีสะเทือนไปทั้งภพสาม โดย ทวีวัฒน์ เติมฤทธิ์ (อู๋)

    เรื่องนี้ขอเล่าสืบเนื่องจากวันแรกที่ผมได้มีโอกาสพา "น้องไก่" ไปกราบหลวงป๋าที่กุฏิ 9 พวกเรามีกันทั้งหมดประมาณ 4-5 คน เข้าไปนั่งรอหลวงป๋าที่ชั้นล่างของกุฏิหลวงป๋า วันนั้นเป็นเวลาบ่ายกว่าๆ ซึ่งช่วงบ่ายหลังจากหลวงป๋าท่านฉันเพลเสร็จแล้วสักพักท่านจะขึ้นไปเพื่อพักผ่อน ระหว่างที่นั่งรอก็คุยกันถึงเรื่องต่างๆ เพื่อฆ่าเวลา คุยกันไปได้สักพักเจ้า "น้องไก่" น้องชายของผมก็พูดขึ้นมาว่า "หลวงป๋าท่านตื่นนอนแล้ว" ผมก็เลยถามกลับไปว่า "อ้าว รู้ได้อย่างไรว่าหลวงป๋าตื่นแล้ว"

    เจ้าน้องไก่ก็บอกว่า "ที่ทราบก็เพราะว่าธาตุธรรมของเขาเกิดการสั่นสะเทือนขึ้นมาจนรับรู้ได้ คนที่จะทำให้เกิดการสั่นสะเทือนแบบนี้ได้จะต้องเป็นผู้มีวิชชาชั้นสูงเท่านั้น นอกจากจะมีวิชชาชั้นสูงแล้วก็จะต้องมีสิทธิอำนาจมากกว่าคนธรรมดาด้วย" เรื่องนี้ก็คงจะเป็นเรื่องที่หลวงป๋าท่านทำเป็นประจำ คือในเวลาที่ท่านเข้าพักผ่อนนั้นท่านก็จะกำหนดจิตเอาไปตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกาย เป็นการหลับในศูนย์กลางกาย ไม่มีการฝัน และจะตื่นตามเวลาที่ได้กำหนดไว้ ถ้าพูดในภาษานักปฏิบัติเขาก็จะบอกว่าท่านหลับในฌาน

    พอเวลาที่ท่านตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่ท่านจะทำก็คือท่านจะเดินวิชชาทันที การเดินวิชชาของท่านนั้นท่านจะทำการไขเครื่องขึ้น คืออธิษฐานจิตหมุนธาตุธรรมวัฏจักรของสัตว์โลกในภพสามทั้งหมดให้หมุนไปทางขวา (เวียนขวา) ในวิชชาธรรมกายเรียกว่าการ "ไขขึ้น" มีผลทำให้สัตว์โลกคิดถูกทำถูกจิตใจใฝ่ในบุญกุศลสร้างความดี เป็นทางนำไปสู่สุคติคือสวรรค์และนิพพาน ซึ่งจะตรงข้ามกับการไขลงหรือการหมุนซ้าย จะมีผลในทางตรงกันข้ามคือจะทำให้สัตว์โลกในภพสามมีจิตใจต่ำลงหมกมุ่นในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เมื่อหลงอยู่ในอำนาจของมันแล้วก็จะนำไปสู่ความเสื่อมอบายภูมิ ทางพระศาสนาจึงสอนให้ทำการเวียนขวา (ทักษิณาวรรต) ในกิจกรรมทุกอย่างเพื่อให้เกิดการบุญการกุศล แต่ไม่เคยมีใครอธิบายว่าทำไมจึงต้องเวียนขวา

    พอหลวงป๋าท่านตื่นขึ้นมาปุ๊บท่านก็จะเดินเครื่องหมุนขวาทันที ดังนั้นใครที่อยู่ในรัศมีทำการของท่านและมีญาณรู้พอตัวก็จะรับทราบถึงการเดินเครื่องของท่านได้ น้องไก่ท่านนี้ก็สามารถรับทราบการเดินเครื่องของหลวงป๋าได้เช่นกัน เขาจึงมาทำบุญกับหลวงป๋าเป็นประจำ คือจะมาวัดหรือไม่มาวัดเขาก็ส่งเงินเข้ามาบำรุงวัดทุกเดือนมิได้ขาด เพราะเขาทราบว่าในยุคนี้หลวงป๋าท่านก็คือกลางธาตุรับหน้าที่จากหลวงพ่อสดวัดปากน้ำให้เดินเครื่องช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์นั่นเอง...ท่านเดินเครื่องแต่ละทีจึงสะเทือนไปทั้งภพสาม


    45259843_2201423566558506_7196327208934178816_n.jpg?_nc_cat=101&_nc_ht=scontent.fbkk5-6.jpg
     
  14. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,958
    กระทู้เรื่องเด่น:
    282
    ค่าพลัง:
    +57,708
    หลวงป๋าท่านเป็นใครครับ โดย ทวีวัฒน์ เติมฤทธิ์ (อู๋)

    เมื่อราวๆ สัก 6-7 ปีมาแล้ว ผมได้รู้จักกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งขอสมมุตินามให้ชื่อว่า "น้องไก่" ก็แล้วกัน น้องไก่คนนี้เป็นคนที่มีคนชักนำมาให้รู้จักกับผมอีกที ทราบมาว่าน้องไก่ท่านนี้เป็นคนชอบทำบุญและถึงธรรมกายในระดับสูง เมื่อผมเห็นน้องไก่ครั้งแรกผมก็รู้สึกว่าเด็กคนนี้น่าจะมีความเกี่ยวเนื่องกับผมมาก่อน ในใจคิดไปว่าหรือเขาเคยเกิดเป็นลูกของผมมาในหลายชาติที่แล้ว ซึ่งปกติแล้วผมจะเป็นคนมีลางสังหรณ์แบบนี้ตั้งแต่เด็กๆ ใครเกี่ยวข้องกับผมมาผมจะรู้ในครั้งแรกที่ได้เจอกัน

    จนมาวันหนึ่งได้มีโอกาสคุยกัน คุยไปคุยมาก็วกไปในเรื่องที่ต่างก็เคยนั่งสมาธิมีนิมิตไปพบกับท่านพระอินทร์ เขาก็บอกว่าเขาเป็นหลานพระอินทร์ ผมก็เลยบอกว่า "อ้าว อย่างนั้นน้องไก่ก็อาจจะเป็นลูกของผมซิ เพราะในนิมิตมันบอกว่าผมเป็นลูกของท่านพ่อพระอินทร์" ซึ่งก็ตรงตามที่ผมรู้สึกในครั้งแรกที่ได้เจอกันจริงๆ ซะด้วย อายุอานามของผมก็มีอายุพอๆ กับคุณพ่อของน้องไก่ในชาตินี้ ทำให้ผมและน้องไก่รู้สึกผูกพันกันนับตั้งแต่วันแรกที่ได้เจอกัน

    วันหนึ่งผมได้พาน้องไก่เข้าไปกราบหลวงป๋าที่กุฏิของท่าน (กุฏิ 9) นั่งรอสักพักหลวงป๋าท่านก็ลงมา พอน้องไก่ได้กราบหลวงป๋าแล้วเงยหน้าขึ้นมาเขาก็หันมาบอกกับผมว่า "พี่อู๋ ทำไมผมเห็นหลวงป๋าใส่หมวกเหมือนกษัตริย์ขอมละครับ" น้องไก่คนนี้แกเป็นคนหูทิพย์ตาทิพย์พูดคุยกับเทวดาต่างๆ ได้ ผมก็เลยบอกน้องไก้ไปว่าหลวงป๋าท่านอดีตชาติคงจะเคยเกิดเป็นพระชัยวรมันที่ 7 ผู้สร้างนครธมนครวัดในเขมร เพราะหลวงพ่อภาวนาได้เคยทำนายไว้ และในชาตินี้หลวงป๋าท่านก็มาเกิดที่จังหวัดบุรีรัมย์ชายแดนเขมร แถมยังเป็นสหธรรมิกกับหลวงปู่หงษ์ที่จังหวัดสุรินทร์อีกด้วย (ไม่ค่อยมีคนทราบว่าหลวงป๋าท่านสามารถพูดภาษาเขมรได้อย่างคล่องแคล่ว)

    น้องไก่ก็เลยพูดว่า "มิน่าเล่า ผมเห็นกายละเอียดของหลวงป๋าท่านทรงเครื่องจักรพรรดิแล้วก็สวมมงกุฎแบบกษัตริย์เขมรโบราณ ท่านก็คงจะเคยเกิดเป็นพระชัยวรมันที่ 7 แบบที่หลวงพ่อภาวนาบอกไว้นะครับ"



    45205590_2200047850029411_6742027034609844224_n.jpg?_nc_cat=108&_nc_ht=scontent.fbkk5-7.jpg
     
  15. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,958
    กระทู้เรื่องเด่น:
    282
    ค่าพลัง:
    +57,708
    ไปหล่อรูปหลวงปู่เทพโลกอุดรที่เขาตะเกียบ โดย หลวงตาอู๋

    ในราวปี 2539 ผม (อู๋) ได้ร่วมกับเพื่อนๆ สร้างรูปหล่อของหลวงปู่เทพโลกอุดรขึ้นที่ยอดเขาตะเกียบริมทะเล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยผมได้รับที่จะเป็นประธานหาเงินสร้างรูปหล่อนี้ขึ้นมาเพื่อบูชาพระคุณของหลวงปู่เทพโลกอุดร และเพื่อให้ลูกศิษย์ของท่านได้กราบไหว้บูชา พร้อมทั้งมีความเชื่อว่าถ้าเราหล่อรูปของหลวงปู่ขึ้นในจุดที่สำคัญๆ ทั่วทุกภาคของประเทศแล้ว ประเทศไทยจะมีแต่ความเจริญปลอดภัยจากภัยพิบัติต่างๆ

    เมื่อถึงวันที่จะหล่อรูปองค์หลวงปู่ ผมจึงได้นิมนต์หลวงป๋าให้มาเป็นประธานอุปถัมภ์ในพิธีหล่อครั้งนี้ พอพิธีหล่อจะเริ่มก็ปรากฏว่าได้เกิดพายุหมุนเข้ามาตรงกลางลานพิธี หมุนพัดฝุ่นฟุ้งขึ้นเป็นรูปกรวยขนาดใหญ่ ผู้ที่มาร่วมพิธีต่างก็ตกอกตกใจเอามือปิดตาปิดจมูกเพราะกลัวฝุ่นเข้าตา เต็นท์และเก้าอี้ต่างก็โดนลมพัดอย่างแรง พอลมสงบปรากฏว่าไม่มีอะไรเสียหายเลย ทุกอย่างก็ยังคงอยู่ในสภาพเดิมเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจมาก ในหมู่ลูกศิษย์และผู้ที่เคารพในองค์หลวงปู่เทพโลกอุดรต่างก็เชื่อว่าถ้าพิธีไหนเกิดพายุหมุนแบบนี้แสดงว่าหลวงปู่ท่านได้มาถึงในพิธีแล้ว

    การหล่อรูปหลวงปู่ดำเนินไปอย่างราบรื่น เมื่อเสร็จพิธีหลวงป๋าได้หันมาบอกผมว่า “ในระหว่างการหล่อนั้น หลวงป๋าเห็นในหลวงรัชกาลที่ 1 พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกปรากฏขึ้นที่ท้องฟ้าด้านหนึ่ง ท่านมาพร้อมกับเหล่าเทพเทวาที่เป็นบริวารของท่านจนเต็มท้องฟ้าด้านหนึ่ง มามากจนนับประมาณไม่ได้ แต่บนท้องฟ้าอีกด้านหนึ่งก็เห็นท่านพระวังหน้า กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาถ (บุญมา) มาพรั่งพร้อมด้วยเหล่าบริวารของท่านในอีกท้องฟ้าด้านหนึ่ง แต่ถ้าจะวัดด้วยปริมาณแล้วหลวงป๋าว่าบริวารของในหลวงรัชกาลที่ 1 จะมีมากกว่าหน่อยหนึ่ง หลวงป๋าไม่เข้าใจว่าหลวงปู่เทพโลกอุดรมีความเกี่ยวข้องกับท่านทั้ง 2 พระองค์ได้อย่างไร”

    ผมเลยกราบเรียนหลวงป๋าท่านไปว่า “อู๋สร้างรูปหล่อของหลวงปู่ใหญ่ครั้งนี้ก็ได้ตั้งใจถวายบุญให้แก่ท่านพ่อทองด้วง (ในหลวงรัชกาลที่ 1) และเสด็จวังหน้าทั้ง 2 พระองค์นี้ แม้ในที่จารึกตรงใต้ฐานขององค์รูปหล่อก็ได้เขียนถวายบุญให้แก่ในหลวงรัชกาลที่ 2 ด้วย ดังนั้นท่านทั้ง 2 เสด็จมาก็แสดงว่าท่านรับรู้ในคำอธิษฐานที่ผมกำหนดถวายบุญแก่ท่าน” ซึ่งตามจริงแล้วผมก็เชื่อว่าท่านทั้ง 2 พระองค์นี้ก็คงจะเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่เทพโลกอุดรด้วยเช่นกัน เพราะด้วยบุญบารมีของท่านย่อมจะต้องได้พบกับหลวงปู่ซึ่งเป็นผู้ดูแลรักษาพระศาสนาในดินแดนแถบนี้อย่างแน่นอน

    ที่ผม (อู๋) อัศจรรย์ใจก็คือหลวงป๋าท่านมีญาณทัศนะที่แม่นยำ ขนาดเราไม่ได้บอกอะไรท่านแต่ท่านก็สามารถขยายข่ายญาณตรวจดูรู้เห็นอะไรๆ ได้หมดครอบคลุมทั้งบนดินและบนท้องฟ้า นอกจากนั้นหลวงป๋าท่านยังเล่าให้ผมฟังอีกว่าในระหว่างพิธีนั้น นอกจากท่านทั้ง 2 พระองค์นี้แล้วบนท้องฟ้าถัดออกไปยังมีเหล่าพญานาคมากันอย่างมืดฟ้ามัวดิน เหล่าพญานาคพากันมาร่วมพิธีอย่างมากมายจริงๆ นับประมาณมิได้ มันก็เป็นเรื่องแปลกที่เหล่าพญานาคมาร่วมงาน เพราะปกติผมก็ไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อน

    ในระหว่างนั่งรถเพื่อกลับวัด หลวงป๋ายังบอกผมอีกว่า “เวลาขับรถทางไกล เธออย่าขับรถเร็วนะ เพราะในระหว่างทางหลวงป๋าเห็นพวกยักษ์ชอบมาซุ่มอยู่ริมถนน รถคันไหนขับโดยประมาทด้วยความเร็ว มันจะเป่าลมใส่เพื่อให้รถคันนั้นเสียการทรงตัวพลิกคว่ำ ถ้าคนขับหรือผู้โดยสารเสียชีวิต ยักษ์พวกนี้มันจะกินกายละเอียดของเรา” ท่านเตือนผมเพราะท่านรู้ว่าผมชอบขับรถเร็ว ตั้งแต่นั้นมาผมก็ขับรถช้าลงมากเพราะไม่อยากเป็นอาหารของพวกยักษ์เกเรเหล่านี้...



    44279877_2175711015796428_6749545649739399168_n.jpg?_nc_cat=104&_nc_ht=scontent.fbkk5-5.jpg
     
  16. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,958
    กระทู้เรื่องเด่น:
    282
    ค่าพลัง:
    +57,708
    ทำไมหลวงป๋าท่านจึงไม่อยู่ต่ออีกสัก 4-5 ปี โดย หลวงตาอู๋

    อาตมาเชื่อว่าลูกศิษย์ของหลวงป๋าทุกคน ต่างก็อยากให้หลวงป๋าอยู่กับพวกเรานานๆ ยังไม่อยากให้ท่านจากไป อย่างน้อยก็น่าจะอยู่กับพวกเราอีกสัก 4-5 ปีก็ยังดี พวกเราลืมนึกไปว่าหลวงป๋าท่านมีอายุเกือบจะ 90 ปีอยู่แล้ว คนอายุขนาดนี้ร่างกายอวัยวะภายในต่างๆ ก็ทรุดโทรมไปมาก หลายคนอายุแค่ 70 กว่าปีก็อยู่ต่อไม่ไหวขอลาโลกกันไปก่อนแล้ว

    ในช่วง 2-3 ปีหลังนี้ หลวงป๋าท่านต้องอยู่ในความดูแลของหมออย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องการควบคุมน้ำตาล ทำให้หลวงป๋าท่านต้องงดอาหารที่ท่านชอบหลายอย่าง การอยู่การฉันนับว่าไม่สะดวกแก่ท่านเป็นอย่างมาก ร่างกายก็อ่อนเพลียง่ายเพราะการควบคุมน้ำตาล ในอนาคตหากท่านอยู่ต่อไปก็อาจจะต้องเข้าไปรักษาอวัยวะภายในเหมือนคนแก่ทั้งหลาย (แบบอาทิตย์ละ 1-2 วัน) มูลเหตุเพราะฉันยามากมาเป็นเวลานาน

    หลวงป๋าและโยมอุปัฏฐากของท่าน (โยมแม่ป้อม) ต่างก็มีความคิดเหมือนกันว่าท่านทั้งสองจะไม่ขอตายแบบคนป่วยที่เอาแต่นอนบนเตียง ลุกไปไหนๆ หรือช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ต้องนอนให้คนป้อนข้าวป้อนน้ำเช็ดตัวให้ท่าน ท่านไม่ยอมเด็ดขาด ดังนั้นคนที่อยู่ใกล้ชิดกับท่านทั้ง 2 จึงมักจะได้ยินท่านเปรยให้ฟังเสมอว่าท่านจะไม่ยอมนอนเป็นคนป่วยนานๆ ท่านจะขอไปในตอนที่ยังเดินได้และยังช่วยเหลือตัวเองได้นี่แหละ หากจำเป็นท่านก็คงยอมแลกบุญของท่านเพื่อตัดรอนกรรมตัวนี้ (ถ้ามี)

    หลวงป๋าท่านจึงต้องยอมปล่อยให้โยมอุปัฏฐากของท่านไปก่อน เพราะต่อให้ท่านอยากช่วยโดยการต่อชีวิตให้ โยมแม่ป้อมท่านก็คงไม่อยากกลับเข้าร่างอยู่ดี เพราะท่านตัดสินใจแน่วแน่ไปแล้วว่าเมื่ออายุเลย 80 ปีขึ้นไปเท่าไหร่ก็ถือว่าเป็นกำไรชีวิตแล้ว ขอไปแบบนี้ดีกว่าเพราะท่านย่อมรู้อยู่แล้วว่าท่านจะไปสถิตอยู่ ณ ที่ใด ที่ใหม่ของท่านทั้งสุขทั้งดีกว่าโลกนี้เป็นไหนๆ

    อาตมายังจำคำทำนายของหลวงพ่อภาวนาได้อย่างแม่นยำ หลวงพ่อภาวนาเคยพูดเอาไว้ว่า “ต่อไปหลวงป๋าไม่ต้องทำอะไร จะนอนอยู่เฉยๆ ก็จะมีคนเอาเงินมาทำบุญกับท่านมากมาย” ท่านพูดทำนายไว้ก่อนที่หลวงพ่อภาวนาท่านจะละสังขารไปราวๆ 2 ปี หลวงป๋าท่านก็ทราบเรื่องนี้ ท่านทำงานมาตลอดทั้งชีวิตจะให้ท่านมานอนอยู่เฉยๆ ท่านจะยอมหรือ ถ้าเป็นอาตมา อาตมาก็ขอไปก่อนดีกว่า มันทรมานนะโยม อาตมาก็ไม่ขอนอนเฉยๆ ให้คนมากราบไหว้ทำบุญเหมือนกัน แล้วในวิชชาธรรมกายนั้นเขาก็รับรู้เรื่องเทพเรื่องพรหมกันดีอยู่แล้ว กายหยาบไม่อยู่แต่กายละเอียดของท่านก็ยังเดินวิชชาต่อได้ แถมยังทำวิชชาได้ดีกว่าตอนเป็นมนุษย์ด้วยซ้ำ อาตมาคิดทบทวนดูแล้วก็ตั้งใจที่จะไปแบบท่านเหมือนกัน....


    44067978_2171985946168935_6568260526193770496_n.jpg?_nc_cat=103&_nc_ht=scontent.fbkk5-4.jpg
     
  17. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,958
    กระทู้เรื่องเด่น:
    282
    ค่าพลัง:
    +57,708
    พบหลวงป๋าครั้งแรกในนิมิต โดย ทวีวัฒน์ เติมฤทธิ์ (อู๋)

    การที่ผมได้มาเจอหลวงป๋านั้นเป็นเรื่องที่เกินความคาดฝัน ในราวปีพ.ศ. 2520 ช่วงนั้นผมยังเป็นนิสิตปี 3 ของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย คืนหนึ่งผม (อู๋) ได้มีนิมิตที่แปลกมหัศจรรย์มาก โดยฝันว่าผมได้เดินทางไปในที่แห่งหนึ่งที่ไม่เคยไปมาก่อน สถานที่นั้นเป็นถนนตรงๆ แคบๆ สองข้างทางเป็นกำแพงอิฐสีขาว จิตของผมก็วิ่งเข้าไปตามทางแคบๆ นั้น สุดทางถนนนี้เป็นโบสถ์แห่งหนึ่งตั้งขวางทางอยู่ จิตของผมก็วิ่งเข้าไปในโบสถ์ สิ่งที่เห็นตรงหน้าทำให้ผมต้องตกตะลึงเพราะมีพระองค์หนึ่งศีรษะโล้นห่มจีวรเหมือนพระทั่วไป แต่ท่านเป็นทองคำทั้งองค์เหลืองอร่ามเลย

    ใบหน้าของท่านก็เหมือนคนธรรมดาไม่ใช่ใบหน้าของพระพุทธรูป สิ่งที่ผมมองเห็นนั้นมันช่างชัดเจนเสียยิ่งกว่าการมองด้วยตาเสียอีก ผมสามารถมองเห็นทุกอย่างได้อย่างชัดเจนละเอียดขนาดมองเห็นรูขุมขนบนใบหน้าของท่าน สังเกตุว่าพระองค์นี้ไม่เหมือนพระพุทธรูปทั่วไป เพราะใบหน้าของท่านมีความมันเหมือนกับมีชีวิตแต่เป็นผิวสีทองคำสวยงามติดตา ผมมองขึ้นไปก็เห็นเส้นผมของท่านก็เป็นทองคำ ผมของท่านสั้นๆ โผล่ขึ้นมาจากผิวหนังเพียงเล็กน้อยเป็นเส้นเล็กๆ แต่เป็นทองคำทุกเส้น

    ในชีวิตผมก็เพิ่งเคยเห็นคนเป็นทองคำทั้งตัวก็ครั้งนี้แหละ เหมือนกับเราดูหนังกำลังภายในเรื่อง 18 อรหันต์ทองคำ ที่มีพระซึ่งฝึกวิชาสำเร็จแล้วเป็นทองคำทั้งตัวสีมันวาวอย่างไรอย่างนั้น พระองค์นี้ท่านนั่งหันหน้าออกมาทำให้ผมเห็นท่านได้ทั้งองค์ ท่านนั่งในท่าขัดสมาธิหลับตานิ่งอยู่เบื้องหน้าของพระประธานสีทองเหลืองอร่ามองค์ใหญ่ภายในโบสถ์แห่งนี้ พระประธานองค์นี้ก็เหมือนกับพระพุทธรูปทั่วไป ที่แปลกไปก็คือพระทองคำที่เป็นมนุษย์ทองคำเท่านั้น ภาพของพระองค์นี้ติดตราตรึงใจผมจนกระทั่งตื่น

    ต่อมาไม่นาน "พี่ตี้" รุ่นพี่ของผมซึ่งท่านก็เป็นอาจารย์ของผมด้วย (ที่คณะนี้สมัยนั้นรุ่นพี่และรุ่นน้องรักและสนิทสนมกันมาก) ได้ชักชวนผมไปหาอาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งเป็นอาจารย์ทางธรรมของพี่ตี้ด้วย ท่านทำงานอยู่ที่ยูซิส (USIS) ถนนสาธรซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุฬานัก ผมตกลงไปด้วยเพราะชอบปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิอยู่แล้ว เมื่อไปถึงตึกที่ทำงานของท่านเราก็ต้องเดินขึ้นไปที่ชั้นสอง พอไปถึงห้องทำงานของท่านผมก็ต้องตกตะลึงยืนนิ่งอยู่กับที่ สิ่งที่ผมเห็นตรงหน้าผมก็คือผู้ชายท่านหนึ่งนั่งทำงานแล้วเงยหน้าขึ้นมามองผม

    ใบหน้าของท่านเหมือนกับพระทองคำที่ผมเห็นในนิมิตไม่มีผิดเพี้ยนเลย ท่านเป็นคนเดียวกับพระทองคำที่นั่งอยู่ในโบสถ์องค์นั้นแน่นอน 100% ใบหน้า ดวงตา จมูกและปาก ผมตัดสั้นๆ เกือบติดหนังศีรษะเหมือนในนิมิตเป๊ะเลย เป็นไปได้อย่างไรกันที่คนเราจะเห็นอีกคนก่อนที่จะมาได้พบกันจริงๆ มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่ถ้าไม่เกิดกับตัวเองก็ยากที่จะเชื่อ คำแรกที่ผมพูดขึ้นมาก็คือ "อาจารย์ครับ ผมเคยเห็นอาจารย์มาก่อนแล้วในนิมิต ผมเห็นอาจารย์เป็นพระทองคำนั่งอยู่ในโบสถ์ที่ไหนไม่ทราบ อาจารย์นั่งอยู่หน้าพระประธานครับ"

    ตอนนั้นหลวงป๋าท่านยังไม่ได้บวช ยังเป็นฆราวาสผู้ปฏิบัติธรรมได้แต่หัวเราะเบาๆ แต่สำหรับผมนั้นยังรู้สึกตื่นเต้นปนประหลาดใจต่อเหตุการณ์ที่เราคาดไม่ถึง จากวันนั้นจนถึงวันนี้ 39 ปีแล้วที่ผมอยู่กับหลวงป๋า ไม่เคยจากท่านไปไหนเลย เหมือนได้มีพ่อที่เคารพรักอีกคนในโลกใบนี้ หลวงป๋าท่านเป็นพระทองคำตั้งแต่ท่านยังไม่ได้บวชด้วยซ้ำ แล้วผมก็ไม่เคยสงสัยในคุณธรรมของท่านเลยตลอด 39 ปีที่ผ่านมา ผมเชื่อโดยสนิทใจว่าท่านคือพระโพธิสัตว์องค์หนึ่งที่ลงมาเพื่อสร้างบารมีในยุคนี้ (กลียุค)

    ต่อมาในภายหลังผมจึงได้มีโอกาสไปที่วัดปากน้ำ เมื่อถึงด้านหน้าวัดเราจะต้องเดินเข้าวัดโดยผ่านถนนแคบๆ ถนนเส้นนี้ (หน้าคณะเนกขัม) ก็เหมือนกับถนนในนิมิตที่ผมเห็นอย่างไรอย่างนั้นเลย สุดถนนก็เป็นโบสถ์ตั้งขวางอยู่ ภายในโบสถ์ก็มีพระประธานสีทองอร่ามองค์ใหญ่ ทุกอย่างตรงตามนิมิตที่ผมเห็น เพียงแต่ไม่มีหลวงป๋านั่งอยู่หน้าพระประธานเท่านั้น เพราะท่านไปเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดหลวงพ่อสด อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรีแล้ว นิมิตของผมครั้งนี้มันช่างมห้ศจรรย์จริงๆ...

    ?temp_hash=ce6bfa411b2dfc48f7bfe7654c22c305.jpg ?temp_hash=ce6bfa411b2dfc48f7bfe7654c22c305.jpg

    ?temp_hash=ce6bfa411b2dfc48f7bfe7654c22c305.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  18. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,958
    กระทู้เรื่องเด่น:
    282
    ค่าพลัง:
    +57,708
    เธอมันขันใบใหญ่ โดย ทวีวัฒน์ เติมฤทธิ์ (อู๋)

    ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบนั่งสมาธิมาตั้งแต่หนุ่มๆ ถือศีลนั่งสมาธิมานานมากกว่า 40 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่เก่งสักที เมื่อได้มาเจอหลวงป๋าก็ยิ่งนั่งสมาธิมากขึ้นไปอีกเพราะอยากเก่งเหมือนท่าน หลวงป๋าท่านก็คงจะทราบว่าผมนั่งสมาธิมาก ปกติท่านจะพูดเคี่ยวเข็ญทั้งคนทั้งพระให้นั่งสมาธิกันให้มาก แต่ท่านไม่เคยเคี่ยวเข็ญผมให้นั่งสมาธิเลย

    ท่านมีแต่คอยปลอบใจว่าให้ทำความเพียรไปเรื่อยๆ ค่อยเป็นค่อยไปอย่าไปเร่งรีบเพราะว่า "เธอมันเป็นพวกขันใบใหญ่" ผมก็ฟังท่านพูดแต่ไม่เข้าใจว่ามันแปลว่าอะไร ทำไมผมต้องใช้ขันนั่งสมาธิด้วยหรือ หลวงป๋าท่านจึงต้องอธิบายให้ผมฟังว่า คำว่าขัน (ขันธ์) นั้นแต่ละคนมีขนาดของขันไม่เท่ากัน บางคนมีขันใบเล็ก บางคนมีขันใบใหญ่ อธิษฐานสร้างบารมีมาต่างกัน

    คนที่มีขันใบเล็กเมื่อเอาไปรองน้ำ น้ำก็ค่อยๆ หยดลงไปในขันทีละหยดแต่ไม่นานนักก็เต็มขัน ส่วนพวกขันใบใหญ่กว่าน้ำแต่ละหยดจะเต็มขันได้ก็ต้องใช้เวลานานมากกว่าขันใบเล็กมาก น้ำในขันใบเล็กเวลาเอาไปใช้ประโยชน์ก็ใช้ได้น้อย ไม่เหมือนน้ำในขันใบใหญ่ที่เวลาเอาไปใช้แล้วเกิดประโยชน์ได้มากกว่า ขัน (ขันธ์) นี้ก็เปรียบได้กับบุญบารมี คนที่ขันเล็กก็อธิษฐานสร้างบารมีไว้เพียงเพื่อให้สำเร็จเป็นพระอรหันตสาวกเท่านั้น ยิ่งเป็นพวกสุกขวิปัสสโกก็ยิ่งมีขันใบเล็กๆ พออยู่พอกิน ขันที่ใหญ่ขึ้นเมื่อสำเร็จก็จะเป็นพวกพระอรหันต์อภิญญา 6 ปฏิสัมภิทาญาณ ขันที่ใหญ่กว่านั้นก็มีสิทธิอำนาจบารมีใหญ่ขึ้นไปตามขนาดของขัน

    หลวงป๋าท่านจึงต้องมักมาปลอบใจผมบ่อยๆ ว่า "เอาน่า เธอมันพวกขันใบใหญ่ ค่อยๆ ปฏิบัติไป เดี๋ยวน้ำก็จะเต็มขันเอง ไม่ต้องอยากได้หรือเร่งความเพียรจนเกินไป" ท่านทั้งปลอบทั้งเตือนผมเพราะท่านก็คงทราบด้วยญาณของท่านว่าผมเคร่งครัดบังคับตัวเองในการนั่งสมาธิมาก จนถึงขนาดเคยนั่งสมาธิตั้งแต่ 4 ทุ่ม ไปจนถึง 6 โมงเช้า นั่งนานประมาณ 8 ชั่วโมง เคยทำแบบนี้มาถึง 2 ครั้ง 2 หนแล้ว น้ำมันก็ยังไม่เต็มขันเลย

    ผมเอาเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังเพื่อให้หลายๆ ท่านสบายใจว่า ท่านก็อาจจะมีขันใบใหญ่เหมือนของผมก็ได้ ส่วนคนที่ได้ธรรมกายแล้วเขาก็อาจจะมีทั้งขันใบเล็กหรือใบใหญ่ก็ไม่ทราบ แต่พวกที่มีขันใบใหญ่นั้นเมื่อสำเร็จได้ธรรมกาย หลวงป๋าท่านบอกว่าจะสามารถช่วยคนได้มาก ได้แล้วไม่เสื่อมง่ายๆ ผมจึงปลอบใจตัวเองว่าที่เรายังไม่ได้ธรรมกายเพราะขันมันใหญ่ ท่านที่ยังไม่ได้ธรรมกายก็อย่าเพิ่งท้อ เรามันพวกเดียวกันพวกขันใบใหญ่เหมือนกัน....
     
  19. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,958
    กระทู้เรื่องเด่น:
    282
    ค่าพลัง:
    +57,708
     
  20. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,958
    กระทู้เรื่องเด่น:
    282
    ค่าพลัง:
    +57,708
    หลวงป๋าเก็บฝน โดย หลวงตาอู๋

    สมัยที่หลวงป๋ายังอยู่ โดยเฉพาะตอนที่ท่านยังแข็งแรงนั้น ท่านจะคอยติดตามข่าวเรื่องพายุต่างๆ ที่จะเข้าสู่ประเทศไทย โดยรับฟังข่าวผ่านทางวิทยุหรือทางหนังสือพิมพ์ เมื่อทราบว่าพายุลูกไหนก่อตัวแล้วข่าวรายงานว่าจะเข้าสู่ประเทศไทย ท่านจะทำวิชชาเก็บหรือปัดไม่ให้เข้าสู่ประเทศไทยทุกครั้ง ช่วงที่อาตมาได้อยู่กับท่านนั้นท่านก็จะเล่าให้ฟังเสมอๆ ว่าท่านจะไม่ยอมให้พายุเข้ามาทำความเสียหายเดือดร้อนให้แก่ประเทศไทยเลย พายุลูกไหนที่กรมอุตุบอกว่าจะเข้าสู่ประเทศไทยก็จะไม่เคยได้เข้ามา ท่านชอบทำให้กรมอุตุทำนายผิดบ่อยๆ

    ท่านทำของท่านจริงๆ เป็นการทำงานปิดทองหลังพระเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ยิ่งตอนที่วัดจัดงานบุญท่านจะเก็บฝนเอง ดูแล้วท่านทำวิชชาเก็บฝนเพียงไม่นานก็สำเร็จ เหมือนกับว่าท่านมีสิทธิอำนาจในการสั่งการไม่ใช่ว่าใครที่ได้ธรรมกายแล้วจะทำได้อย่างท่าน อย่าว่าแต่ฟ้าฝนเลย แม้แต่อากาศอุณหภูมิท่านก็ยังทำให้ร้อนให้เย็นได้ ตอนท่านเดินทางไปที่อเมริกาท่านอ่านข่าวว่าเมืองที่ท่านจะไปเกิดหิมะตกหนัก ท่านก็ทำวิชชาเก็บหิมะไม่ให้ตก พอเดินทางไปถึงเมืองนั้นท่านบอกว่าฟ้าเปิดแดดออกเลยท่านเล่าไปก็หัวเราะไป

    เช่นเดียวกันกับหลวงพ่อภาวนา ท่านก็มักจะคอยฟังข่าวคราวจากทางวิทยุของกรมประชาสัมพันธ์ อะไรที่จะทำให้เกิดความทุกข์เดือดร้อนท่านก็จะเก็บเหตุนั้นๆ ทั้งข่าวพายุเข้า ข่าวสารการสงคราม ข่าวโรคระบาด ฯลฯ ท่านจะเก็บเหตุเหล่านั้นตลอด

    ตอนนี้ไม่มีทั้งหลวงป๋าและหลวงพ่อภาวนาอยู่แล้ว ก็ไม่ทราบว่าจะมีใครมาคอยช่วยเหลือปัดเป่าพายุและเหตุร้ายต่างๆ ให้กับพวกเรา ถ้ายังมีผู้มีฤทธิ์คอยช่วยเหลือก็ยังพอเบาใจอยู่บ้าง ถ้าไม่มีท่านเหล่านี้แล้วเราก็ต้องดูแลตัวเอง ถึงคราวที่ต้องช่วยตัวเองกันแล้ว
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...