(หลวงพ่อชา สุภัทโท) ท่านเคยโดนผีหลอก...

ในห้อง 'เรื่องผี' ตั้งกระทู้โดย พระจิรวัฒน์ ญาณวโร, 4 กุมภาพันธ์ 2014.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. พระจิรวัฒน์ ญาณวโร

    พระจิรวัฒน์ ญาณวโร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 พฤศจิกายน 2009
    โพสต์:
    5,028
    ค่าพลัง:
    +17,453
    อาตมาเชื่อว่าผีมีจริง....ตอนเด็กๆเท่าที่จำความได้ มักจะนึกหนังหนังที่มาฉายกลางเเปลงตามงานวัด ว่าผีต้องหน้าตา เเบบนั้นเป็นเเบบนี้ อาตมานั้นเกิดที่บ้านนอกในดินเเดนอิสาน ที่จ.ร้อยเอ็ด โยมพ่อเป็นหมอธรรม(คนทรงเจ้าในภาคกลาง)
    เมื่อได้ยินเสียงจุดประทัดหรือยิงปืนหลายๆนัด ชาวบ้านหนองผักเเว่น เป็นที่ทราบกันว่ามีคนตายในหมุ่บ้าน การจุดประทัดนั้น จะจุดเล่นๆไม่ได้ต้องมีความหมาย...
    อาตมาจำความได้ คนตายในหมู่บ้านที่อาตมากลัวมากที่สุดคือ คุณพี่สำ ตามที่อาตมาเคยเล่าจากเรื่องจริงให้ฟัง นอนหลับตาไป ภาพโลงศพ ที่ใช้ไม้กระดานตีเเบบง่ายๆ4เเผ่น ผุ้ใหญ่ช่วยกันหามสีคน ภาพกองฟอน ที่เผาที่ป่าช้าบ้านหนองผักเเว่น ติดตาข่มตาหลับไม่ลง ยอมรับว่ากลัวมาก ไม่รู้ว่ากลัวผีหรือกลัวศพคนตายกันเเน่ หลับตา ภาพศพคนตายจะลอยอยู่ตลอดเวลา นั้นคือความกลัวผีในวัยเด็ก บ้านหนองผักเเว่น พ.ศ.2523 สมัยนั้นไม่มีไฟฟ้า เวลาจะเดินไปไหนตอนกลางคืน จึงจุดขี้ใต้ เเทนไฟฉาย...มืดน่ากลัวมากๆที่น่ากลัวมากๆคือเวลาเดินผ่านวัด จำได้เเม่นว่าต้องวิ่งจะได้ผ่านเร็วๆ
    [ame="http://www.youtube.com/watch?v=XpzJ_vXvTIs&feature=player_detailpage"]????????? - ?????????????? - YouTube[/ame]
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 กุมภาพันธ์ 2014
  2. พระจิรวัฒน์ ญาณวโร

    พระจิรวัฒน์ ญาณวโร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 พฤศจิกายน 2009
    โพสต์:
    5,028
    ค่าพลัง:
    +17,453
    พึงต่อสู้ความกลัว
    พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)
    วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี

    คัดลอกจาก http://www.geocities.com/clcseacon/preaching23.html

    “ธุ-ตัง-คะ ท่านว่าข้อวัตรปฏิบัติอันบุคคลปฏิบัติยากเป็นข้อปฏิบัติของพระอริยเจ้า

    ผู้ใดต้องการเป็นอริยเจ้า ต้องมีธุดงควัตรเป็นเครื่องขัดเกลายากที่คนจะทำได้ และยากที่จะมีคนศรัทธาทำ...

    เพราะมันยาก มันลำบากมาก ท่านจึงว่า ผู้ใดปฏิบัติธุดงควัตรนี้มีอานิสงส์มากจริง ๆ ”

    ดูความกลัวมันซิ วันหนึ่งตอนบ่าย ๆ ทำยังไงก็ไม่ได้ บอกให้ไปมันก็ไม่ไป ชวนปะขาวไปด้วย ไปให้มันตายเสีย ถ้าหากมันพอจะตายก็ให้มันตายเสีย มันลำบากนัก มันโง่นักก็ให้มันตายเสีย พูดในใจอย่างนี้ใจมันก็ไม่อยากจะไปเท่าไร แต่ก็บังคับมัน เรื่องอย่างนี้จะให้มันพร้อมใจไปทุกอย่างน่ะ มันไม่พร้อมหรอก อย่างนั้นจะได้ทรมานมันหรือ ก็พามันไป

    ไม่เคยอยู่ป่าช้าเลยสักที พอไปถึงป่าช้าแล้ว โอย บอกไม่ถูกปะขาวจะมาอยู่ใกล้ ๆ ก็ไม่ยอมให้มา ให้ไปอยู่โน่นไกล ๆ โน่น ความจริงแล้วอยากจะให้มาอยู่ใกล้ ๆ เป็นเพื่อนกัน แต่ไม่เอา ให้ไปไกล ๆ เดี๋ยวตัวเองจะอาศัยเขา กลัวนักก็ให้มันตายเสียคืนนี้ ทั้งกลัวทั้งทำ ไม่ใช่ว่าไม่กลัว แต่ก็กล้า ที่สุดมันก็ถึงตายเหมือนกันเท่านั้นแหละ

    พอค่ำลงก็พอดีเลย โชค เขาหามศพมาโตงเตง ๆ นั่นทำไมจึงเหมาะกันอย่างนี้ โอ๊ย เดินจนไม่รู้ว่าตัวเองเหยียบดินเลยละทีนี้ หนีคิดอยากจะหนี เขานิมนต์ให้มาติกาศพก็ไม่อยากจะมาติกาให้ใครหรอกเดินหนีไป สักพักก็เดินกลับมา เขาก็ยิ่งเอาศพฝังไว้ใกล้ ๆ เขาเอาไม้ไผ่ที่หามศพมาทำเป็นร้านให้นั่ง ฮือ! จะทำอย่างไรดีล่ะ หมู่บ้านกับป่าช้าก็ไม่ใช่ใกล้ ๆ ห่างกันตั้ง ๒-๓ กิโลเมตรแน่ะ เอาละ ตายก็ยอมตายไม่กล้าทำ มันก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นอย่างไร โอ๊ย! มันช่างออกรสชาติเสียจริง ๆ

    มืดเข้า ๆ จะไปทางไหนล่ะ อยู่กลางป่าช้าอย่างนี้ เอ้า ให้มันตายเสีย มันเกิดมาตายหรอกนะชาตินี้ พอตะวันตกดินเท่านั้นมันก็บอกให้เข้าอยู่แต่ในกลดท่าเดียว เดินก็ไม่อยากจะเดิน มันบอกให้อยู่แต่ในกลด จะเดินออกไปหาหลุมศพ ก็เหมือนมีอะไรมาดึงรั้งเอาไว้ไม่อยากให้เดิน ความรู้สึกกล้ากับกลัวมันฉุดรั้งกันอยู่ เอ้า ลงไปอย่างนี้แหละ หัดมัน เดินออกไปเกิดความกลัวก็หยุด ทีนี้พอมืดสนิทลงจริง ๆ ก็เข้าในกลดทันที ฮือ! ัยังกับมีกำแพงเจ็ดชั้นนะทีนี้ เห็นบาตรของตัวเองอยู่ใบเดียวก็เหมือนกับมีเพื่อนอย่างนั้นแหละ เอาไปเอามาบาตรก็เป็นเพื่อนได้ ตั้งอยู่ข้าง ๆ ใบเดียวก็รู้สึกดีใจ ได้อาศัยบาตรเป็นเพื่อนนั่งอยู่ในกลดเฝ้าดูผีทั้งคืน ไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลย นั่งเงียบอยู่ จะให้ง่วงก็ไม่ง่วง มันกลัว ทั้งกลัวทั้งกล้า ทำอยู่อย่างนี้ตลอดคืนเลย

    นี่ละเช่นนี้ใครจะกล้าทำ ลองดูซิปฏิบัตินี่ พูดถึงเรื่องอย่างนี้แล้วใครจะกล้าไปอยู่ในป่าช้านั่น ทุกอย่างถ้าเราไม่ทำ ไม่ได้เกิดประโยชน์ไม่ได้ปฏิบัติ คราวนี้ละเราได้ปฏิบัติ พอสว่างขึ้นก็รู้สึกว่า โอ...รอดตายแล้วนี่ ดีใจจริง ๆ ภายในใจเรานะอยากให้มีแต่กลางวันเท่านั้นไม่อยากให้มีกลางคืนเลย อยากฆ่ากลางคืนทิ้ง ให้มีแต่กลางวัน สบายใจ อือ! ไม่ตายแล้ว คิดว่าไม่มีอะไร มีแต่เรากลัวเฉย ๆ

    วันนี้ตอนเช้าได้ทดลองกระทั่งหมา ไปบิณฑบาตคนเดียว หมามันวิ่งตามหลังมามันจะกัด เอ้า! ไม่ไล่มันละ จะกัดก็กัดไปเลย มีแต่จะตายท่าเดียวก็ให้มันกัดให้ตายซะ มันก็งับผิดงับถูก รู้สึกป๊าบแข้งขาเหมือนมันขาดออกอย่างนั้นละ แม่ออกภูไท นะ ก็ไม่รู้จักไล่หมาหรอกเขาว่าผีมันไปกับพระ หมาจึงได้เห่าได้กัด เลยไม่ยอมไล่มัน เอ้า! ช่างมัน เมื่อคืนที่แล้วก็กลัวจนเกือบจะตายทีหนึ่งแล้ว ตอนเช้านี้หมาจะกัดก็เลยปล่อยให้มันกัดซะ ถ้าหากว่าแต่ก่อนเราเคยกัดมันก็ให้มันกัดเราซะ แต่มันก็ไม่กัด งับผิดงับถูกอย่างนั้นเอง นี่แหละเราหัดตัวเรา

    บิณฑบาตได้มาก็ฉัน พอฉันเสร็จดีใจ แดดออกมาบ้างรู้สึกอบอุ่น ได้พักผ่อนและเดินจงกรมบ้าง ตอนเย็นจะได้ภาวนา ดีละทีนี้เพราะได้ทดลองมาคืนหนึ่งแล้ว คงไม่เป็นอะไรแล้ว พอบ่าย ๆ มาอีกแล้ว หามมาอีกแล้ว เป็นผู้ใหญ่เสียด้วยซีทีนี้ เอามาเผาไว้ใกล้ ๆ ข้างหน้ากลดเสียด้วย ยิ่งร้ายกว่าเมื่อคืนวานเสียอีก ดีเหมือนกัน เขาเอามาเผาเขามาช่วยกัน แต่จะให้ไปพิจารณา ไม่ไป พอเขากลับบ้านหมดแล้วจึงไป โอ๊ย! เขาเผาผีให้เราดูอยู่คนเดียวนี่ ไม่รู้จะว่าอย่างไร บอกไม่ถูกเลย ไม่มีอะไรจะเปรียบเทียบให้ฟังหรอก ความกลัวนี่มันเกิดขึ้นนี่ เป็นกลางคืนด้วยสิ กองไฟที่เผาศพก็แดง ๆ เขียว ๆ พึ่บพั่บ ๆ อยู่จะเดินจงกรมไปข้างหน้าก็ไปไม่ได้ ที่สุดก็เข้าในกลด เหม็นกลิ่นเน่าของศพทั้งคืนเลย นี่ก่อนที่มันจะเกิดอะไรขึ้นมา ไฟลุกพึ่บ ๆ ก็หันหลังให้ลืมนอน มันไม่คิดอยากจะนอนเลย มันตื่นตาแข็งอยู่อย่างนั้น มันกลัว กลัวไม่รู้จะไปอาศัยใคร มีแต่เราคนเดียวก็อาศัยเราเท่านั้นแหละไม่มีที่ไปนี่ คิดไปไหนก็ไม่มีที่จะไป หนีไปไหนก็ไม่ได้ เพราะมีแต่กลางคืนมืดเสียด้วย นั่งตายมันอยู่ตรงนี้แหละ ไม่ไปไหนละ นั่นพูดถึงใจมันจะอยากทำไหม มันจะพาทำอย่างนั้นไหม พูดกับมัน มันไม่พาทำหรอก ใครล่ะอยากจะมาทำอย่างนี้ นี่ถ้าไม่เชื่อมั่นในคำสอนของพระพุทธเจ้าจะไม่มาทำอย่างนี้

    ดึกประมาณ ๔ ทุ่ม หันหลังให้กองไฟ มันบังเอิญอะไรก็ไม่รู้ มีเสียงอยู่ข้างหลังในกองไฟดังทึงทัง ๆ หรือโลงศพตกลงมา หมาจิ้งจอกมากัดกินซากศพหรือก็ไม่ใช่ ฟังเหมือนเสียงควายครืดคราด ๆ อยู่ช่างมันเถอะ เอาไปเอามาเดินมาเหมือนคนเดินเข้ามาหา เดินเข้ามาข้างหลัง เดินหนักเหมือนควาย แต่ไม่ใช่ เหยียบใบไม้หนัก ๆ ดังแครก ๆ อ้อมเข้ามาหา เอ้า! ยอมตายแล้วนี่ จะไปไหนได้ล่ะ แต่จะเข้ามาจริง ๆ ก็ไม่เข้ามา เดินโครม ๆ ออกไปข้างหน้าโน้น ไปหาพ่อปะขาวแก้วโน่นจนเงียบเสียงเพราะอยู่ไกลกัน ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอะไร เพราะความกลัวทำให้คิดไปหลายอย่าง

    นานประมาณครึ่งชั่วโมงเห็นจะได้ เดินกลับมาอีกแล้ว เดินกลับมาจากพ่อปะขาวแก้ว เหมือนคนเดินจริง ๆ ตรงเข้ามา ตรงเข้ามา ตรงดิ่งเข้ามา เหมือนจะเหยียบพระอย่างนั้นแหละ หลับตาอยู่ จะไม่ยอมลืมตามันละ ให้มันตายทั้งตาหลับอยู่นี่ มาถึงใกล้ ๆ ก็หยุดกึ๊ก ยืนนิ่งอยู่เงียบ ๆ อยู่ข้างหน้ากลด รู้สึกเหมือนกับว่า มันเอามือที่ถูกไฟไหม้มาคว้าไปคว้ามาอยู่ข้างหน้าอย่างนี้ อย่างนี้ โอ๊ย! ตายคราวนี้ละ สละหมดแล้ว หลงพุทโธ ธัมโม สังโฆหมด ลืมหมด มีแต่กลัวอย่างเดียวเต็มเอี๊ยดแทนที่อยู่ แน่นเหมือนกับกลอง จะคิดไปไหนมาไหนไม่ไป มีแต่กลัวเท่านั้น ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีความกลัวเหมือนครั้งนี้เลย พุทโธธัมโม ไม่มีเลย ไม่รู้ไปไหน มีแต่กลัวแน่นอยู่เหมือนกลองเพลอย่างนั้นแหละ เอ้า! ให้มันเป็นอยู่อย่างนี้ละ มันเป็นอย่างไร ทำอะไรไม่ได้นั่งอยู่ก็เหมือนไม่ถูกอาสนะ ทำความรู้ไว้เท่านั้น กลัวมาก มันกลัวมาก จนเปรียบเหมือนกับน้ำที่เราเทใส่ในโอ่ง เทใส่มากเต็มแล้วมันก็ล้นออกมา มันกลัวมากจนหมดกลัว แล้วก็ล้นออกมา

    “ที่มันกลัวมากกลัวมายนักน่ะ มันกลัวอะไร” ใจมันถาม

    “กลัวตาย” อีกใจหนึ่งตอบ

    “แล้วตายมันอยู่ที่ไหน ทำไมถึงกลัวเกินบ้านเกินเมืองเขานักล่ะ หาที่ตายมันดูซิ ตายมันอยู่ที่ไหน”

    “เอ้า ตายเลยอยู่กับตัวเอง”

    “อยู่กับตัวเองแล้วจะหนีไปไหนจึงจะพ้นมันล่ะ วิ่งหนีมันก็ตายนั่งอยู่มันก็ตาย เพราะมันอยู่กับเรา ไปไหนมันก็ไปด้วยนั่นแหละ เพราะความตายมันอยู่กับตัวเรา ไม่มีที่ไปหรอก กลัวหรือไม่กลัว มันก็ตายเหมือนกัน เพราะตายอยู่กับตัวเองนี่ หนีมันไม่ได้หรอก ชี้บอกไปไว ๆ อย่างนี้”

    พอบอกไปอย่างนี้เท่านั้น สัญญาก็เลยพลิกกลับทันที เปลี่ยนขึ้นมาทันที ความกลัวทั้งหลายเลยหายออกไปเลย ปานฝ่ามือกับหลังมือเราพลิกกลับ อัศจรรย์เหลือเกิน ความกลัวมาก ๆ มันหายไปได้ ความไม่กลัวมันกลับมาแทนในที่เดียวกันนี้ โอ...ใจมันสูงขึ้น ๆ เหมือนอยู่บนฟ้านะ เปรียบไม่ถูก

    พอชนะความกลัวนี้แล้วฝนก็เริ่มตกทันทีเลย ฝนอะไรก็ไม่รู้ ลมก็แรงมาก ไม่ได้กลัวตายละ ไม่กลัวว่าต้นไม้กิ่งไม้มันจะหักลงมาทับตาย ไม่สนใจมันเลย ฝนตกลงมาหนักเหมือนฝนเดือนสี่ หนักมากพอฝนหายแล้วเปียกหมด นั่งนิ่งไม่กระดิกเลย ทำอย่างไรล่ะ เปียกหมดนี่ ร้องไห้...ร้องออกมาเอง นั่งร้องไห้น้ำตาไหลอาบลงมา ที่มันร้องไปก็เพราะนึกไปว่า ตัวเรานี่ทำไมเหมือนคนไม่มีพ่อมีแม่แท้ มานั่งตากฝนยังกับคนไม่มีอะไร ยังกับคนสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างอย่างนั้นแหละเลยคิดไปอีกว่า คนที่เขามีบ้านอยู่ดี ๆ เขาคงจะไม่คิดหรอกว่ามีพระมานั่งตากฝนอยู่ทั้งคืนแบบนี้ เขาคงจะนอนห่มผ้าห่มสบาย เราซินั่งตากฝนอยู่ทั้งคืน อย่างนี้แล้วมันเรื่องอะไรหนอ คิดไปมันวิตกไป เลยสังเวชชีวิตของตน ร้องไห้น้ำตามันไหลพราก ๆ

    “เอ้า น้ำไม่ดีนี่ให้มันไหลออกให้หมด อย่าให้มันมีอยู่” นี่แหละปฏิบัติเอาอยู่อย่างนี้

    ทีนี้เลยไม่รู้จะพูดอย่างไร จะบอกอย่างไร เรื่องราวที่มันเป็นต่อไป มีแต่นั่งดูนั่งฟังอยู่เฉย ๆ เมื่อมันชนะแล้ว นั่งดูอยู่อย่างนั้น สารพัดที่มันจะรู้ มันจะเห็นต่าง ๆ นานา พรรณนาไม่ได้ คิดถึงพระพุทธเจ้า ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ วิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน นี่เราทุกข์ตากฝนอย่างนี้ ใครล่ะจะมารู้ด้วยกับเรา ก็รู้แต่เฉพาะเราเองเป็นปัจจัตตังเท่านั้นแหละ มันกลัวมาก ๆ ความกลัวมันหายไป ใครอื่นจะมารู้ด้วยชาวบ้านชาวเมืองไม่มารู้ด้วยกับเราหรอก เรารู้คนเดียว มันก็เป็นปัจจัตตัง จะไปบอกใครไปหาใคร มันเป็นปัจจัตตัง แน่เข้าพิจารณาเข้า มีกำลังขึ้นมีศรัทธาขึ้นจนสว่าง

    สว่างมา ลืมตาครั้งแรกเหลืองไปหมดเลย ปวดปัสสาวะ ปวดจนหายปวดเฉย ๆ ยามเช้าลุกขึ้นมองไปทางไหนเหลืองหมด เหมือนแสงพระอาทิตย์ยามเช้าอย่างนั้น แล้วลองไปปัสสาวะดู เพราะมันปวดแต่กลางคืนแล้ว ไปปัสสาวะมีแต่เลือด

    “ฮึ...หรือไส้ข้างในมันขาด” ตกใจเล็กน้อย

    “หรือขาดแล้วจริง ๆ ข้างในนี่”

    “เอ้า...ขาดก็ขาด แล้วใครทำให้มันขาดล่ะ” มันพูดออกมาไวเหมือนกัน

    “ขาดก็ขาด ตายก็ตายซิ นั่งอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ทำอะไรนี่ อยากขาดก็ขาดซิ” ใจมันว่า

    ใจนะเหมือนกับมันแย้งกันดึงกันอย่างนั้นแหละ ใจหนึ่งมันเบียดเข้ามาว่าเป็นอันตราย อีกใจหนึ่งมันก็สู้ ก็ค้าน ก็ตัดทันทีเลย ปัสสาวะเป็นแท่งเป็นแท่ง

    “ฮือ นั่นจะไปหายาที่ไหนหนอ ไม่ไปหาหัวมันละ จะไปหาที่ไหนพระขุดรากไม้ไม่ได้นี้ ตายก็ตายช่างมัน จะทำอย่างไรได้ ตายก็ดี ตายเพราะบำเพ็ญอย่างนี้ ตายเพราะปฏิบัติอย่างนี้ก็พอใจตายแล้ว ตายเพราะไปทำความชั่วนั่นซิไม่ค่อยดี ตายเพราะได้ปฏิบัติแบบนี้ตายก็ตาย” ใจมันว่าไปอย่างนั้น

    คืนนั้นฝนตกทั้งคืน วันรุ่งขึ้นเป็นไข้จับสั่นไปทั้งตัว เป็นไข้อยู่ก็จำต้องไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน บิณฑบาตก็ไม่ได้อะไรหรอก มีแต่ข้าวเห็นคนแก่คนหนึ่งถือมัดถั่วกับขวดน้ำปลามาตามหลัง “เอ เขาจะเอามาตำถวายหรือนี่ จะฉันไหมหนอ” คิดอยู่อย่างนั้น ทั้งที่เขายังไม่ลงมือตำเลย จะฉันหรือไม่ฉันก็ไม่รู้จัก เพราะคิดว่าตำส้มถั่วนี่มันจะแสลงกับไข้ เขากำลังลงมือตำเราก็คิด “ฉันไหมหนอ ฉันไหมหนอ” เพราะว่าฉันข้าวเปล่า ๆ มาหลายวันแล้ว ไม่มีอะไรอยู่ในป่า

    จนกระทั่งเขานำมาถวายก็รับ รับแล้วก็ตักใส่บาตร พิจารณาอยู่อย่างนั้น เมื่อเรารู้ว่าจะแสลงกับไข้ก็ยังจะฉันมัน ก็ฉันเพราะตัณหาเท่านั้นแหละ หรือมันเป็นอย่างไรพิจารณาไม่ออก พิจารณากลับไปกลับมา ฉันข้าวเปล่า ๆ ดูมันก่อน ได้ความว่าถ้าจะเป็นตัณหาได้ก็เพราะว่ายังมีอาหารอย่างอื่นอีก แต่นี่มีแต่มันอย่างเดียว เป็นตัณหาไม่ได้หรอก ก็เลยฉัน

    เอ้า...ถ้ามันแสลงกับไข้ล่ะ แสลงก็ไม่ตายหรอก เพราะหนึ่งต้องมีคนมาแก้ไข สอง ต้องอาเจียนออก มันไม่อยู่หรอก ถ้าไม่ถึงคราวตาย ถ้าถึงคราวตายของมัน คนจะมาแก้ก็ไม่มีหรอก มันตายเลยเลยฉันเข้าไป ฉันตำส้มถั่วของชาวบ้าน พิจารณาตกแล้วจึงฉัน ฉันแล้วให้ศีลให้พรชาวบ้าน แล้วเขาก็กลับ

    พอตอนเที่ยง นึกถึงตำส้มถั่วขึ้นมาเท่านั้น ขนหัวลุกซู่ รู้สึกแน่นขึ้นมาทันที มันไม่ถูกกับไข้แน่ ๆ มันจับไข้ ตำส้มถั่วแสลงไข้จริง ๆ ละนี่เอ้า แสลงก็แสลง ถ้าไม่ถึงคราวตายของมัน มันก็จะอาเจียนออกมาหรอก แน่นไปแน่นมา ดันไปดันมาสักประมาณบ่ายหนึ่ง ก็อาเจียนออกมาจริง ๆ แน่ะ อาเจียนออกมาจริง ๆ ไม่ถึงคราวมัน หรือถ้าหากไม่อาเจียน ก็ต้องมีคนมาแก้ แล้วก็อาเจียนออกมาจริง ๆ พิจารณาไปอย่างนั้น

    อย่าไปตามใจมัน หัดมัน เอาชีวิตเข้าแลกเลย ปฏิบัตินี่อย่างน้อยต้องได้ร้องไห้ 3 หน นั่นแหละการปฏิบัติ ถ้ามันง่วงนอน อยากนอนก็อย่าให้มันนอน พอมันหายง่วงจึงให้มันนอนอย่างนั้น แต่เรานะโอย...ปฏิบัติไม่ได้หรอก บางครั้งบิณฑบาตมา ก่อนจะฉันก็มานั่งพิจารณาอยู่ มันพิจารณาไม่ออก เหมือนสุนัขบ้า น้ำลายหกน้ำลายไหลเพราะความอยาก จะพิจารณาอะไรก็พิจารณาไม่ออก บางทีพิจารณาก็ไม่ทัน ใจรีบตามมันก็ยิ่งร้ายใหญ่ ถ้ามันไม่ฟัง อดทนไม่ได้ก็ดันบาตรออกไปเสีย อย่าให้มันได้ฉันซะ หัดมัน ทรมานมัน การปฏิบัตินี่ อย่าทำตามมันเรื่อย ๆ ผลักบาตรหนีไป อย่าให้มันฉัน มันอยากมากนัก อย่าให้มันฉัน มันพูดไม่ฟังความนี่ ฮึ น้ำลายก็หยุดไหล พอรู้ว่าจะไม่ได้ฉันมันเข็ด พอวันต่อมามันไม่กวนหรอก มันกลัวว่ามันจะไม่ได้ฉันเงียบ ลอง ๆ ทำดูซิถ้าไม่เชื่อ

    คนเรานะมันไม่เชื่อไม่กล้าทำ ถึงว่าคนไม่มีศรัทธาจะทำ กลัวแต่มันจะหิว กลัวแต่มันจะตาย ไม่ทำดูที่นั่นมันก็ไม่รู้จัก ไม่กล้าทำหรอกพวกเรานะ ไม่กล้าทำดู กลัวแต่มันจะเป็นนั่น กลัวแต่มันจะเป็นนี่เรื่องอาหารการขบฉัน เรื่องนั่นเรื่องนี่นะ โอย...ทุกข์กับมันมามากจนรู้เท่าว่ามันทุกข์ นั่นแหละเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ นี่เรื่องการปฏิบัตินี่ไม่ใช่เรื่องจะพิจารณาง่าย ๆ ไม่ใช่เรื่องเบา ๆ นะ

    พิจารณาเรื่องอะไร เรื่องอะไรล่ะที่สำคัญที่สุด เรื่องอื่นไม่มีแล้วมันตาย เรื่องนี้สำคัญ ตายจึงเป็นเรื่องสำคัญในโลก พิจารณาไป ทำไป หาไป ก็ยังไม่พบ ไม่มีผ้านุ่งผ้าห่มก็ยังไม่ตาย ไม่มีหมากกิน ไม่มีบุหรี่สูบก็ยังไม่ตาย ถ้าไม่มีข้าวไม่มีน้ำกินนี่ตาย เห็นเท่านี้ของสำคัญในโลกมีข้าวกับน้ำนี่สำคัญเลี้ยงร่างกายเลยไม่สนใจเรื่องอื่น เอาแต่มันจะพอได้ส่วนข้าวกับน้ำนี่พอไม่ตายมีอายุปฏิบัติไปเท่านั้นก็เอาละ เอาไหมล่ะเอาเท่านี้ อย่างอื่นเรื่องเบ็ดเตล็ดนั่น ถ้ามันจะได้หรือไม่ได้ก็ช่างมันจะมีจะพบก็ช่าง ข้อสำคัญมีแต่ข้าวกับน้ำเท่านั้น พอได้กิน พอได้ใช้อยู่หรอก เข้าไปบิณฑบาตบ้านไหนเขาคงจะให้หรอก ข้าวทีละก้อนน้ำหากินมันจนได้แหละ เอาสองอันเท่านี้ ไม่คิดจะรวยเท่าใดหรอก

    เรื่องการปฏิบัติ เรื่องผิดเรื่องถูกมันปนกันมานั่นแหละ เราต้องกล้าทำต้องกล้าปฏิบัติ ป่าช้านะไม่เคยไปก็ต้องหัดไป ไปกลางคืนไม่ได้ต้องไปกลางวัน แล้วหัดไปค่ำ ๆ บ่อย ๆ ต่อไปตอนค่ำก็ไปได้แล้วจะเห็นประโยชน์ในการกระทำของตน ทีนี้ก็จะรู้เรื่อง อันนี้อะไรจิตใจของเรามันไม่รู้เรื่องรู้ราวมาตั้งกี่ภพกี่ชาติ อันไหนเราไม่ชอบอันไหนเราไม่รักก็ไม่อยากให้มันประพฤติปฏิบัติ ปล่อยมันกลัวอย่างนี้ แล้วว่าเราได้ปฏิบัติ มันยังไม่เรียกปฏิบัติหรอก ถ้าปฏิบัติจริงๆ ละก็ชีวิตนั่นแหละพูดง่าย ๆ ถ้าตั้งใจจริง ๆ จะไปสนใจทำไม กูได้น้อยมึงได้มาก มึงทะเลาะกูกูทะเลาะมึง ไม่มีหรอกเรื่องอย่างนั้นนะ เพราะไม่หาเอาเรื่องอย่างนั้นใครจะทำอย่างไรก็ช่าง จะเข้าวัดไหนก็ตาม ก็ไม่ได้หาเอาเรื่องเช่นนี้เรื่องเช่นนั้น หาเอาเรื่องของตนเท่านั้น อย่างนี้แหละกล้าประพฤติกล้าปฏิบัติ ปัญญาจะเกิด ญาณจะเกิด เพราะการปฏิบัติ

    ถ้าหากว่าปฏิบัติที่มันถึงแล้ว มันปฏิบัติแท้ ๆ กลางคืนกลางวันก็ตามก็ปฏิบัติ กลางคืนก็นั่งสมาธิเงียบ ๆ แล้วลงมาเดินอย่างน้อยก็ต้องได้สองสามครั้ง เดินจงกรมนั่งสมาธิ นั่งสมาธิแล้วลงมาเดินจงกรมมันไม่อิ่ม มันเพลิน บางทีฝนตกพรำ ๆ ไม่หนัก ให้นึกถึงเมื่อคราวทำนาโน่น กางเกงที่นุ่งทำงานกลางวันยังไม่ทันแห้ง ตื่นเช้ามาก็ต้องสวมใส่เข้าไปอีก ตั้งแต่เช้าเข้าไปเอาควายในคอก มองดูควายข้างนอกเห็นแต่คอ ไปจับเอาเชือกควายมามีแต่ขี้ควายเต็มไปหมด หางควายตวัดแกว่งเอาขี้ของมันมาเปรอะเราเต็มไปหมด ตีนเป็น ฮังก้า ด้วย เดินไปทรมานไป “ทำไมถึงทุกข์ ทำไมถึงยากแท้” ที่เราเดินจงกรมฝนตกแค่นี้ มันจะเป็นอะไร ทำนายิ่งทุกข์ก็ทำได้ เดินจงกรมแค่นี้ ทำไมจะทำไม่ได้ มันกล้าขึ้นมาหรอกถ้าเราได้ทำ

    ถ้ามันตกกระแสของมันแล้ว เรื่องการปฏิบัตินี่ไม่มีอะไรจะขยันเท่ามันหรอก จะทุกข์ก็ไม่ทุกข์เท่าผู้ปฏิบัติ จะสุขก็ไม่สุขเท่าผู้ปฏิบัติขยันก็ไม่ขยันเท่าผู้ปฏิบัติ ขี้เกียจก็ไม่ขี้เกียจเท่าพวกนี้ พวกนี้เป็นเลิศเลิศกว่าเขา ขยันก็เลิศเขา ขี้เกียจก็เลิศเขา มีแต่เลิศทั้งนั้น ถึงว่าถ้าตั้งใจปฏิบัติแล้วมันก็น่าดูจริง ๆ แต่พวกเราว่าปฏิบัตินะมันไม่ถึง มันไม่ได้ทำ เปรียบก็เท่ากับว่า ถ้าหลังคารั่วตรงนี้ก็ขยับไปนอนตรงนั้นถ้ารั่วตรงนั้นก็ขยับมานอนตรงนี้ “ทำยังไงจะได้บ้านได้ช่องดี ๆ กับเขาสักที” นี่ถ้ามันรั่วทั้งหลังก็คงหนีเลย อย่างนี้ก็ไม่น่าเอา มันก็อย่างนั้นแหละการปฏิบัติ

    จิตของเรา กิเลสของเรานะ ถ้าไปทำตามมันก็ยิ่งไปกันใหญ่ ยิ่งทำตามก็ยิ่งหมดข้อวัตรปฏิบัติ เรื่องการปฏิบัตินี่จนมันอัศจรรย์ในจิตของตนนะ อัศจรรย์มันขยันหมั่นเพียรไม่รู้เป็นอย่างไร ใครจะปฏิบัติก็ตามไม่ปฏิบัติก็ตาม ไม่ได้สนใจใคร ทำของตนปฏิบัติของตนไปสม่ำเสมออย่างนั้น ใครจะไปใต้มาเหนือก็ช่างเขา เราทำของเราอยู่อย่างนั้นมันต้องดูตัวเองมันจึงจะเป็นการปฏิบัติ ครั้นปฏิบัติไป ปฏิบัติแล้วไม่มีเรื่องอะไรในใจ มีแต่เรื่องธรรมะ ตรงไหนมันยังทำไม่ได้ ตรงไหนมันขัดข้องอยู่ มันก็วนอยู่แต่ตรงนั้น มันไม่แตกแล้วมันไม่หนีหรอก หมดอันนี้แล้วไม่คาอยู่กับอะไรอีก มันก็ไปติดอยู่ตรงนั้นอีก ติดอยู่ที่นั่นมันไม่หนี ถ้ามันติดอยู่ มันเอาจนแตกนั่นแหละ ถ้ามันไม่เสร็จ มันก็ไม่ไปมันไม่สบายใจถ้ามันไม่เสร็จหมด มันพิจารณาจ่ออยู่ที่นั่น นั่งก็อยู่ที่นั่น นอนก็อยู่ที่นั่น เดินก็อยู่ที่นั่น เปรียบเหมือนกับเราทำนาไม่เสร็จนั่นแหละ นาเราเคยดำทุกปี แต่ปีนี้ตรงนั้นยังไม่เสร็จ ใจมันก็เลยติดเป็นทุกข์ อยู่ที่นั้นไม่สบาย เหมือนเราทำงานไม่เสร็จ ถึงมาอยู่กับเพื่อนมาก ๆ ใจก็ไม่สบาย พะวงแต่เรื่องงานที่เราทำไม่เสร็จอยู่นั้นแหละ หรือเหมือนกับเราปล่อยลูกเล็ก ๆ ไว้บนบ้าน แต่เราให้อาหารหมูอยู่ใต้ถุนบ้าน ใจมันก็คิดอยู่แต่กับลูก กลัวมันจะตกบ้าน ทำอย่างอื่นอยู่ก็คิดอยู่อย่างนั้น เช่นเดียวกันกับข้อปฏิบัติของเรามันไม่ลืมสักทีเลย ทำอยู่ก็ไม่ลืม พอจะออกจากมัน มันก็ป๊าบเข้ามาในใจทันที ติดตามอยู่กระทั่งคืนกระทั่งวันไม่ได้ลืมสักที เป็นอยู่อย่างนั้นมันจึงเป็นไปได้ ไม่ใช่ของง่าย

    ตอนแรกก็อาศัยครูบาอาจารย์ให้ท่านแนะนำ เข้าใจแล้วก็ทำครูบาอาจารย์สอนแล้วก็ทำตามที่ท่านสอน พอเข้าใจแล้วทำได้แล้ว ท่านก็ไม่ได้สอนอีก เราทำของเราเองละทีนี้ มันจะเกิดประมาท อยู่ตรงไหน มันจะเกิดไม่ดีอยู่ตรงไหน มันก็รู้ของมันเอง มันก็สอนของมันเอง มันก็ทำของมันเอง มันเป็นผู้รู้ มันเป็นปัจจัตตัง จิตมันเป็นของมันเอง รู้เองว่าผิดน้อยผิดมาก ผิดตรงไหนมันก็พยายามดูของมันอยู่อย่างนั้น พยายามประพฤติปฏิบัติเองของมัน เป็นอย่างนั้นละปฏิบัติคล้าย ๆ เป็นบ้าหรือเป็นบ้าไปเลยก็ว่าได้ ปฏิบัติจริง ๆ ก็เป็นบ้าน่ะแหละมันเปลี่ยน มันเป็นสัญญาวิปลาส แล้วมันเปลี่ยนสัญญานั่น ถ้ามันไม่เปลี่ยน มันก็ดุร้ายอยู่เหมือนเดิม มันก็ทุกข์อยู่เหมือนเดิม

    มันก็แสนจะทุกข์ นั่นละการปฏิบัติ แต่ว่าทุกข์นั่นถ้ามันไม่รู้จักว่ามีทุกข์ มันก็ไม่รู้จักทุกข์หรอก ถ้าเราจะพิจารณาทุกข์ เราจะฆ่าทุกข์นี่มันก็ต้องพบกันก่อนซิ จะไปยิงนกถ้าไม่เจอนกแล้วจะได้ยิงหรือ ทุกข์พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนว่า ทุกข์ ชาติทุกข์ ชราปิทุกข์ เกิดขึ้นมาแล้วไม่อยากให้มันทุกข์มันก็ไม่เห็นทุกข์ ไม่เห็นทุกข์มันก็ไม่รู้จักทุกข์ ไม่รู้จักทุกข์มันก็เอาทุกข์ออกไม่ได้อย่างนี้ แล้วคนเราไม่อยากเห็นทุกข์ ไม่อยากได้ทุกข์ ทุกข์ตรงนี้ก็หนีไปนั้น นั่นแหละยิ่งเอาทุกข์ไว้ไม่ได้ฆ่ามัน ไม่ได้คิดไม่ได้พิจารณาดูมัน ทุกข์ตรงนี้หนีไปตรงนั้นทุกข์ตรงนั้นหนีไปตรงนี้ หนีแต่ทางกายเรา ครั้นมันหลงอยู่เมื่อใดจะไปตรงไหนมันก็ทุกข์ จะขึ้นเครื่องบินหนีไปมันก็ขึ้นไปด้วย แม้จะมุดลงไปในน้ำมันก็มุดไปด้วย เพราะทุกข์มันอยู่กับเรา แต่เรามันหลงมันอยู่กับเรา จะไปหนี จะไปละมันที่ไหนได้ คนเรานะทุกข์ที่นี้หนีไปที่นั้น ทุกข์ที่นั้นหนีมาทางนี้ ว่าเราหนีทุกข์มันก็ไม่ใช่ ทุกข์มันไปกับเราเราไปกับทุกข์ ไม่รู้จักทุกข์ ถ้าไม่รู้จักทุกข์ ก็ไม่รู้จักเหตุเกิดของทุกข์ ไม่รู้จักเหตุของทุกข์ ก็ไม่รู้จักความดับทุกข์ ที่ไหนมันจะดับได้ มันไม่มีหรอก

    มันต้องหมั่นมาพิจารณาให้มันแน่นอน ต้องกล้าประพฤติกล้าปฏิบัติ อยู่กับเพื่อนกับฝูงก็เหมือนอยู่คนเดียว ไม่กลัว ใครจะขี้เกียจขี้คร้านก็ช่างเถอะ ผู้ใดเดินจงกรมทำเพียรมาก ๆ ละรับรอง ใครจะไปไหนมาไหนก็ทำการปฏิบัติของตัวเองอยู่อย่างนั้น ทำเพียรอยู่อย่างนั้นถ้าทำจริง ๆ แล้ว ก็พรรษาเดียวเท่านั้น การปฏิบัตินี่ให้ทำนะ ให้ทำอย่างที่พูดมานี่ ให้ฟังคำสอนของอาจารย์ อย่าเถียงอย่าดื้อ ท่านสั่งให้ทำ ทำไปเลย ไม่ต้องกลัวกับการปฏิบัติ มันรู้จักเพราะการกระทำ ไม่ต้องสงสัยหรอก

    การปฏิบัตินั้นเป็นปฏิปทาด้วย ปฏิปทาอย่างไร ปฏิบัติไปเรื่อย ๆ สม่ำเสมอ ปฏิบัติเหมือนหลวงตาเปไม่ได้นะ ในพรรษาท่านก็สมาทานไม่พูด ไม่พูดแต่ก็เอาหนังสือมาเขียน “พรุ่งนี้ปิ้งข้าวเหนียวให้สักก้อนนะ” อยากกินข้าวเหนียวปิ้ง ท่านไม่พูดแต่เอาหนังสือมาเขียน ยิ่งยุ่งกว่าเดิมอีก เดี๋ยวก็เขียนเอาอันนั้น เดี๋ยวก็เขียนเอาอันนี้ วุ่นวายไปหมด ท่านสมาทานไม่พูด แต่มาเขียนเอา นี่ก็ไม่รู้จะสมาทานไม่พูดไปทำไม ไม่รู้จักการปฏิบัติของตนเอง ความเป็นจริงปฏิปทาของเราเป็นผู้มักน้อยเป็นผู้สันโดษ ปล่อยไปตามธรรมดาปกติของเรา อย่าไปสนใจมันจะขี้เกียจ อย่าไปสนใจมันจะขยัน ปฏิบัตินี่อย่าว่าขยันอย่าว่าขี้เกียจธรรมดาคนเรานั้นนะขยันจึงจะทำ ถ้าขี้เกียจแล้วไม่ทำ นี่ปกติของคนเรา แต่พระท่านไม่เอาเช่นนั้น ขยันก็ทำ ขี้เกียจก็ทำ ไม่สนใจอย่างอื่นตัดไป ละไป หัดไป ทำไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าวันหรือคืน ปีนี้ปีหน้ายามไหนก็ตาม ไม่สนใจขยัน ไม่สนใจขี้เกียจ ไม่สนใจร้อน ไม่สนใจหนาว ทำไปเรื่อย ๆ นี่ท่านเรียกว่า สัมมาปฏิปทา

    บางทีก็ขะมักเขม้นขึ้นมาคุมกันอยู่เสีย ๖ วัน ๗ วัน พอเห็นว่าไม่เข้าท่าก็หยุด เลิกออกมาเลย ยิ่งไปกันใหญ่ ทั้งพูดทั้งคุยไม่รู้อะไรต่ออะไร พอนึกได้ทำเข้าไปอีกสองวันสามวันเท่านั้น พอเลิกแล้วนึกได้อีกก็ทำอีก เหมือนกับคนทำงาน บทจะทำก็ทำเสียจนไม่รู้เนื้อรู้ตัวเรื่องขุดไร่ขุดสวน ถางไร่ถางภูก็ดี บทจะเลิก จอบเสียมก็ไม่ยอมเก็บทิ้งอยู่อย่างนั้น หนีไปเลย วันต่อมาดินจับเกรอะไปหมด แล้วก็นึกขยันทำอีก ทิ้งไปอีก อย่างนี้ไม่เป็นไร่ไม่เป็นนา ปฏิบัตินี่ก็เหมือนกันนั่นแหละ ปฏิปทาถ้าถือว่าไม่สำคัญก็ไม่สำเร็จ สัมมาปฏิปทานี่สำคัญมากจริง ๆ คือ เราทำเรื่อย ๆ อย่าไปว่ามันได้อารมณ์ดีอารมณ์ไม่ดี ดีก็ช่างไม่ดีก็ช่าง ช่างมัน พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สนใจใครหรอก ท่านผ่านมาหมดของดีไม่ดี ของชอบไม่ชอบเหล่านี้ นั่นแหละจึงเป็นการปฏิบัติ การปฏิบัติที่จะเอาแต่ของชอบ ของไม่ชอบไม่เอา อย่างนี้ไม่เป็นการปฏิบัติ มันเป็นวิบัติ ไปที่ไหนก็ไม่สบาย อยู่ที่ไหนก็ไม่สบายเป็นทุกข์อยู่ตลอดกาลตลอดเวลา กระทำเพียรอย่างนี้ก็เหมือนกันกับพราหมณ์บูชายัญ ทำไมบูชายัญ ก็เพราะเขาต้องการสิ่งที่เขาปรารถนาเราทำเพียรก็เหมือนกัน ทำไมเราจึงทำความเพียรล่ะทำเพื่อมีภพมีชาติต้องการตามใจตามปรารถนาจึงเอา ไม่ได้ตามปรารถนาก็ไม่เอาเหมือนกับพราหมณ์บูชายัญ เขาต้องการเขาจึงบูชายัญ

    พระพุทธเจ้าท่านไม่ว่าอย่างนั้น การกระทำเพียรก็เพื่อละเพื่อปล่อยเพื่อเลิกเพื่อถอน ไม่ต้องการภพชาติ ไม่ต้องการเอานั่นเอานี่กว่าที่ท่านจะมาถูกทางท่านก็ปฏิบัติมาไม่รู้กี่อย่างต่อกี่อย่าง มีพระเถระองค์หนึ่ง ท่านบวชมหานิกายว่ามันไม่เคร่ง ก็เปลี่ยนมาเป็นธรรมยุติครั้นบวชธรรมยุติแล้วมาปฏิบัติ ปฏิบัติไปบางทีก็ไม่ยอมกินข้าวตั้ง ๑๕ วันนะ ครั้นกินก็กินเฉพาะผักเฉพาะหญ้า กินสัตว์นะมันบาป กินผักกินหญ้าดีกว่า กินฝัก ลิ้นฟ้า หมดทีละ ๔-๕ ฝักแน่ะ กินอย่างนั้นมันก็ได้แค่นั้น ต่อมาสักหน่อย เฮ้ย...เป็นพระไม่ดี เป็นไปลำบาก รักษาวัตรมันยาก ลดลงมาเป็นผ้าขาวดีกว่า เลยสึกจากพระมาเป็นผ้าขาวเพราะเก็บผักเก็บหญ้ากินเองก็ได้ ขุดหัวเผือกหัวมันกินเองก็ได้ เลยมาเป็นผ้าขาว ทำไปทำมาไม่รู้เรื่องรู้ราว เลยหมดไป หมดไปจากพระจากผ้าขาว หมดเลย เดี๋ยวนี้ไม่รู้ว่าไปอย่างไร ตายหรือยังก็ไม่รู้ นี่เพราะทำอย่างไรก็ไม่พอใจไม่หนำใจเลย ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำตามกิเลส กิเลสพาทำก็ไม่รู้จัก พระพุทธเจ้านะท่านสึกเป็นผ้าขาวหรือเปล่า ท่านทำอย่างไร ท่านปฏิบัติอย่างไรก็ไม่คิดดู ท่านพากินผักกินหญ้าเหมือนวัวเหมือนควายหรือเปล่า เออ...ครั้นจะกินก็กินไปเถอะเราทำได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น

    อย่าไปติคนอื่น อย่าไปว่าคนอื่น มันสบายอย่างใดก็เอาอย่างนั้นอย่าไปเสี้ยม อย่าไปถาก อย่าไปฟันเขามากเกินไป จะไม่เป็นคันกะบวยเลยไม่เป็นอะไรก็ทิ้งไปเสียเฉย ๆ อย่างนี้ก็มี อย่างการทำความเพียรเดินจงกรม ๑๕ วัน ก็เดินอยู่อย่างนั้น ไม่กินข้าวละ แข็งแรงอยู่ ครั้นเลิกทำแล้วทิ้ง นอนเรื่อยเปื่อยไม่ได้เรื่อง นี่แหละมันไม่ได้คิดไตร่ตรองให้ดี ไป ๆ มา ๆ เป็นอะไรก็ไม่ถูกใจ เป็นพระก็ไม่ถูกใจ เป็นเณรก็ไม่ถูกใจ เป็นผ้าขาวก็ไม่ถูกใจ เลยไม่เป็นอะไร ไม่ได้อะไรเลยหมด นี่แหละมันไม่รู้จักการปฏิบัติของตน ไม่พิจารณาเหตุผล จะปฏิบัติเพื่อเอาอะไรให้คิดดู ที่ท่านให้ปฏิบัติน่ะปฏิบัติเพื่อทิ้ง มันคิดรักคนนั้นมันคิดชังคนนี้ อย่างนี้มีอยู่แต่อย่าไปสนใจมัน แล้วปฏิบัติเพื่ออะไร เพื่อละสิ่งเหล่านั้น มันสงบก็ทิ้งความสงบ มันรู้แล้วก็ทิ้งมันเสีย ความรู้เหล่านั้นรู้แล้วก็แล้วไป ครั้นถือว่าตัวว่าตนว่ารู้แล้ว ก็ถือว่าตัวเก่งกว่าคนอื่นเท่านั้นซิ ไป ๆ มา ๆ เลยอยู่ไม่ได้ อยู่ที่ไหนเดือดร้อนที่นั่นเรื่องปฏิบัติไม่ถูกหนทางมัน นี่เราไม่ได้ปฏิบัติ

    ปฏิบัติพอสมควรตามกำลังของเรา มันนอนมากไหม ก็ทรมาน มันดู มันกินมากก็ทรมานมัน เอามันพอสมควร เอาแต่ศีล สมาธิ ปัญญา เอาธุดงควัตรใส่เข้าไปด้วย ธุดงควัตรนี่เพื่อเป็นเครื่องขูดเกลา เอาขนาดหนึ่งมันไม่พอนะ เอธุดงควัตรเข้าใส่มันจึงแก้ได้ ธุดงควัตรนี้ก็เป็นของสำคัญอยู่ บางคนเอาศีลเอาสมาธิฆ่ามันก็ไม่ได้ ไม่เป็น ต้องเอาธุดงควัตรเข้าช่วยอย่างนั้น ธุดงคววัตรมันตัดหลายอย่างเช่น บางทีให้อยู่โคนต้นไม้ อยู่โคนต้นไม้ก็ไม่ผิดศีล อยู่ป่าช้า อยู่ป่าช้าก็ไม่ผิดศีล ถ้าตั้งธุดงควัตรอยู่ป่าช้าแล้วไม่อยู่นะถึงผิด ไปอยู่ลองดูซิ ป่าช้านั่นมันจะเป็นอย่างไร มันจะเป็นเหมือนอยู่กับหมู่กับพวกหรือเปล่า มันมีประโยชน์ทุกๆ อย่างนั่นแหละธุดงควัตรนี่

    ธุ-ตัง-คะ ท่านว่าข้อวัตรปฏิบัติอันบุคคลปฏิบัติยาก เป็นข้อปฏิบัติของพระอริยเจ้า ผู้ใดต้องการเป็นอริยเจ้าต้องมีธุดงควัตรเป็นเครื่องขัดเกลา ยากที่คนจะทำได้และยากที่จะมีคนศรัทธาทำ เพราะมีแต่สิ่งที่ขัด มีแต่ขัดมีแต่ขืนทั้งนั้น อย่างถือผ้าก็ผ้าสามผืน เที่ยวบิณฑบาตมาฉัน บางทีก็ฉันแต่ในบาตร เที่ยวบิณฑบาตไป ตักบาตรอะไรก็ฉันอันนั้น เขาจะเอาอะไรมาถวายภายหลังไม่เอา เวลาบิณฑบาตเขาใส่อะไรให้ก็ฉันแต่อันนั้น การที่ถือธุดงค์ข้อนี้อยู่ทางภาคกลางดี สบายเพราะเขาพร้อมอยู่แล้ว แต่ถ้ามาทางภาคอีสานธุดงค์ข้อนี้ได้ปฏิบัติละเอียดดี เพราะได้กินแต่ข้าวเปล่าๆ เท่านั้น บ้านเราเขาใส่บาตรแต่ข้าวเปล่าๆ ทางโน้นเขาใส่บาตรใส่ข้าวใส่กับด้วย มาบ้านเราทิ้งใส่ให้แต่ข้าวเท่านั้น ธุดงค์ข้อนี้อย่างอุกฤษฎ์เลย เคร่งอย่างนั้น บิณฑบาตมาฉัน ฉันแล้วใครจะเอาอะไรมาถวายอีกก็ไม่ฉัน ธุดงควัตรนี่มันช่วยมาก ช่วยจริงๆ ฉันหนเดียว ภาชนะอันเดียว อาสนะอันเดียว ลุกไปแล้วไม่ฉันอีกอย่างนั้น อันนี้เรียกว่าธุดงควัตร แล้วจะมีใครบ้างที่ประพฤติปฏิบัติได้ ยากที่จะมีคนศรัทธาเพราะมันยากมันลำบากมาก ท่านจึงว่าผู้ใดปฏิบัติธุดงควัตรนี้มีอานิสงส์มากจริงๆ

    ที่เราว่าปฏิบัติน่ะมันยังไม่เรียกว่าปฏิบัติหรอก ถ้าปฏิบัตินะมันไม่ใช่ของเบาๆ มันไม่กล้าประพฤติไม่กล้าปฏิบัติหรอก คนเรานะ ที่ไหนมันขัดมันไม่กล้าทำหรอก อันไหนมันขัดหัวใจ ไม่อยากทำ ไม่อยากปฏิบัติ ไม่อยากขัดกิเลส ไม่อยากเกลามัน ไม่อยากเอามันออก

    ความเป็นจริงท่านว่า การปฏิบัตินั้น อย่าทำตามใจของตนนัก ปฏิบัติให้พิจารณาบ้าง ใจเรามันถูกล่อลวงมาหลายภพหลายชาติแล้ว ว่าเป็นใจของตน มันไม่ใช่หรอก มันล้วนแต่เป็นของปลอม มันพาเราโลภ มันพาเราโกรธ มันพาเราหลง มันพาปล้นพาสดมภ์ พาอยากได้ พาอิจฉาพยาบาท อย่างนี้มันไม่ใช่ของเรา แล้วลองถามดูใจของเราซิอยากดีไหม มีแต่อยากดีทั้งนั้น แล้วทำอย่างนั้นมันดีไหมล่ะ แน่ะ ไปทำไม่ดีแต่มันอยากได้ดี ถึงว่าของที่มันไม่จริงก็ต้องเป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้ตามมัน ให้ขัดมัน มันไปทางนั้นหลบมาทางนี้ มันมาทางนี้หลบไปทางโน้น นั่นแหละ พูดง่ายๆ ก็เท่ากันกับเรื่องเก่าที่พูดมาแต่ต้น ใจเรามันจะชอบอันนี้เอาไปโน่น ใจมันจะชอบอันโน่นเอามานี่ เหมือนคนเคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน แต่มาถึงวันนี้ก็มีความเห็นไม่ตรงกัน ไปคนละทางแยกทางกัน พูดจาไม่ลงรอยกันทะเลาะกันเลย มันแยกไปอย่างนั้น นั่นแหละไม่ตามใจของตน ถ้าผู้ใดทำตามใจของตน มันรักอันไหนมันชอบอันไหน ก็เอาไปตามเรื่องราวของมันนั่นแหละ ยังไม่ได้ปฏิบัติอะไรเลยสักอย่าง ลองดูก็ได้

    นี่แหละเขาว่าได้ปฏิบัติ มันไม่ใช่ มันวิบัติอยู่ ถ้าไม่หยุดดูไม่ทำดู ไม่ปฏิบัติดูก็ไม่เห็น ไม่เป็น ปฏิบัตินี่พูดง่ายๆ มันก็ต้องเอาชีวิตนั้นแหละเข้าแลก ไม่ใช่มันไม่ทุกข์นะปฏิบัตินี่ มันต้องทุกข์ ยิ่งพรรษาหนึ่งสองพรรษานี่ยิ่งทุกข์ พระหนุ่มเณรน้อยนี่ยิ่งทุกข์มาก ผมนี่มันเคยทุกข์มามาก ทุกข์กับอาหารการก็นี่ก็ยิ่งทุกข์ ก็เราอายุ ๒๐ ปีมาบวชมันกำลังกินกำลังนอน

    จะว่าอย่างไรกับมันล่ะ บางครั้งก็ไปนั่งเงียบคิดถึงแต่ของกินของอยาก อยากกินตำกล้วยตานี อยากกินตำส้มมะละกอ ทุกอย่างนั่นแหละ น้ำลายนี้ไหลยืด นี่แหละได้ทรมานมัน ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่ใช่ของง่าย ถึงว่ามันได้พาทำบาปมามากแล้วเรื่องอาหารการกินนี่ คนกำลังกินกำลังนอนกำลังสนุกมายึดเอาไว้มาขังเอาไว้ มันก็ยิ่งไปกันใหญ่ เท่ากับน้ำกำลังไหลไปขวางเอาไว้ยิ่งแตกใหญ่ เอาไว้ได้ก็ดี เอาไว้ไม่ได้ก็พัง จนกว่ามันสบายจากสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ละก็ไม่ยากเลย

    ภาวนาปีแรกไม่ได้อะไร มีแต่ภาวนาของอยากของกินวุ่นวายไปหมด แย่มากเหลือเกิน บางครั้งนั่งอยู่เหมือนกับได้กินกล้วยจริงๆ รู้สึกเหมือนหักกล้วยเข้าปากอยู่อย่างนั้น มันเป็นของมันเอง เหล่านี้มันมีแต่เรื่องการปฏิบัติทั้งหมดทั้งนั้น แต่ว่าอย่าไปกลัวมัน มันเป็นมาหลายภพหลายชาติแล้ว เราได้มาฝึกมาหัดมันทุกอย่างแสนลำบาก แต่ว่าอันไหนยากๆ อันนั้นแหละทำ อันไหนไม่ยากไปทำมันทำไม ทำในสิ่งที่มันยาก ทำที่มันได้ สิ่งง่ายๆ นะ ใครๆ ทำเป็นหรอก สิ่งทำยากๆ นี่ต้องทำให้มันได้ พระพุทธเจ้าของเราก็เช่นกัน ถ้าจะมาคอยพะวงญาติพี่น้อง พงศ์พันธุ์ ทรัพย์สมบัติ ความร่าเริงบันเทิงต่างๆ รูปก็ดี เสียงก็ดี กลิ่นก็ดี รสก็ดี โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ก็ดี ก็ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าหรอก เหล่านี้มันไม่ใช่ของน้อย คนเราก็หาเอาแต่สิ่งเหล่านี้ทั้งโลกนั่นแหละ ออกบวชแต่อายุยังน้อย หนีจากมันได้ มันก็ตายนั่นแหละ บางคนก็ยังมาพูดว่า “ถ้าเหมือนหลวงพ่อก็ค่อยยังชั่วหน่อย ไม่ได้สร้างครอบครัวก็สบาย ไม่ได้คิดอะไร” ว่าไปนั่น ผมว่า “อย่ามาพูด อยู่ใกล้ๆ นะ เดี๋ยวโดนไม้ค้อนหรอก” ยังกับเราไม่มีหัวใจอย่างนั้น

    เรื่องของคนไม่ใช่เรื่องย่อยๆ มันเรื่องชีวิตทั้งนั้นแหละ ถึงว่านักปฏิบัติเรากล้าหาญ ฝึกเร่งเข้าไป ไม่เชื่ออย่างอื่น เชื่อพระพุทธเจ้าท่านทรงสอนให้หาความสงบใส่ตัวเอง พอมาภายหลังจึงรู้ ปฏิบัติไปพิจารณาไป ไตร่ตรองไป ผลมันสะท้อนกลับมาที่นี้เท่ากัน มีเหตุผลเหมือนกัน นักปฏิบัติของเราก็เช่นกัน อย่าไปยอมมัน ทีแรกแค่เรื่องการนอนมันก็คงยาก ว่าจะลุกตื่นขึ้นเวลานั้นเวลานี้มันก็ไม่ลุก นี่ต้องหัดมัน ว่าจะลุกก็ลุกขึ้นมาทันที บางทีมันก็ได้ แต่บางทีพอรู้สึกตัวว่าจะลุกมันก็ไม่ลุก บางทีก็จะให้มันลุกว่า หนึ่ง...สอง...เอ้า ถ้านับถึงสาม แล้วไม่ลุกต้องตกอเวจีนรกนะ บอกมันอย่างนั้น พอจะสามันรีบลุกขึ้นทันที มันกลัวตกนรก อย่างนี้ต้องหัดมัน ไม่หัดไม่ได้หรอก มันต้องหัดทุกด้านทุกมุม จะอาศัยครูบาอาจารย์ อาศัยหมู่ อาศัยเพื่อน มาแนะนำพร่ำสอนเราอยู่เรื่อยๆ นะ โอย ไม่ได้กินหรอก อย่างนี้ไม่ต้องบอกกันมากหรอก บอกทีสองทีก็เลิก ทำไปปฏิบัติไปของมันเอง

    จิตที่มันเป็นไปแล้วมันไม่ทำผิดหรอก อยู่ต่อหน้าคนมันก็ไม่ทำผิด อยู่ลับหลังมันก็ไม่ทำผิด เรื่องจิตที่มันเป็นแล้วมันไม่มีที่ลับที่แจ้งสักแห่ง มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น ฉะนั้น พระอริยเจ้าทั้งหลายท่านจึงเชื่อจิตของท่านว่ามันเป็นเช่นนั้น นี่เราทั้งหลายก็เหมือนกันข้อวัตรปฏิบัติเล็กๆ น้อยๆ นี้ก็ยังไม่รู้จัก บางคนต้องการจะมาปฏิบัติเพื่อเอาความสุขเฉยๆ สุขมันจะเกิดมาจากไหนก่อน อะไรเป็นเหตุมัน ความสุขทั้งหลายนะมันต้องมีทุกข์ก่อน มันจึงจะเป็นสุข เราทำทุกสิ่ง ทำงานก่อนจึงได้เงินมาซื้อกินไม่ใช่หรือ ทำนาก่อนจึงจะได้กินข้าว มันต้องผ่านความทุกข์มาก่อนทุกอย่างน่ะแหละ บางคนมาบวชว่าจะมาพักผ่อนให้สบาย จะมานั่งพักผ่อนเอาสบายเลย เขาว่า ไม่ได้เรียนหนังสือมาก่อน จะมาจับหนังสืออ่านได้เลยอย่างนั้นหรือ ไม่ได้หรอก

    อย่างนี้แหละคนที่มีความรู้สูงๆ เมื่อเข้ามาบวชมาปฏิบัติไม่ค่อยได้เรื่อง เพราะมันรู้ไปคนละอย่างคนละทาง มันไม่ได้ทรมานตัวเองไม่ได้ดูตัวเอง หาเอาแต่ความยุ่งเหยิงมาใส่ใจของตน เอาแต่สิ่งที่ไม่ใช่ความสงบระงับ ส่วนด้านรู้ของพระพุทธเจ้าของเราไม่ใช่รู้ด้านโลกีย์ ท่านรู้ด้านโลกุตตระ มันรู้ไปคนละทาง ฉะนั้น ผู้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาไม่ว่าผู้ใด ไม่ว่าชั้นใดภูมิใดก็ตาม ก็ให้หยุด กระทั่งพระเจ้าอยู่หัวมาบวช ก็หยุดเรื่องนั้น เรื่องโลก ไม่ได้เอามาใกล้ ไม่ได้เอามาอวดมาอ้าง ไม่ได้เอาลาภนั้นมา ไม่ได้เอายศนั้นมา ไม่เอาความรู้นั้นมา ไม่เอาอำนาจนั้นมา การปฏิบัติเป็นเรื่องละ เป็นเรื่องวาง เป็นเรื่องถอน เป็นเรื่องเลิก ต้องเข้าใจอย่างนั้น ทุกอย่างมันจึงจะเป็นไปได้

    เป็นไข้ ยิ่งไม่ฉีดยากินยา มันจะหายหรือที่ไหนมันกลัวต้องเข้าไปป่าช้าตรงไหนมันกลัวต้องเข้าไปดู ห่มผ้าเข้าไปพิจารณา อนิจจา วต สงฺขารา ไปยืนแล้วก็เดินจงกรมอยู่ที่นั้น ไปพิจารณาให้รู้ให้เห็นว่ามันกลัวอยู่ตรงไหน แล้วมันจะบอก มันจะรู้เอง มันให้รู้เท่าสังขาร อยู่ดูมันจนค่ำจนมืดไปเรื่อยๆ ต่อไปดึกๆ ก็เข้าไปได้ แต่นี่ไม่กล้า ไปกลัวมัน ไม่กล้าเข้าไปปฏิบัติ ถ้าทำอย่างนั้นนะ เขาเรียกปฏิบัติไม่รู้เรื่อง การปฏิบัติไม่รู้จักเรื่องของมัน เราจะต้องกล้า ต้องฝึก ต้องหัด อันใดที่พระศาสดาทรงบัญญัติไว้ อันนั้นต้องเกิดประโยชน์ อันนั้นต้องมีประโยชน์ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า

    “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นตถาคต ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นพระนิพพาน”

    ไม่ปฏิบัติตามท่านจะเห็นธรรมได้อย่างไร ไม่เห็นธรรมจะรู้จักท่านได้อย่างไร ไม่รู้จักท่านจะรู้จักคุณของท่านได้อย่างไร ถ้าทำตามท่านแล้วจะรู้จักว่า พระพุทธเจ้าท่านสั่งสอนมาแน่นอนเหลือเกินเรื่องสัจจธรรมนี้ สัจจธรรมเป็นความจริงที่สุด
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 กุมภาพันธ์ 2014
  3. พระจิรวัฒน์ ญาณวโร

    พระจิรวัฒน์ ญาณวโร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 พฤศจิกายน 2009
    โพสต์:
    5,028
    ค่าพลัง:
    +17,453
    [ame=http://www.youtube.com/watch?v=o6yfWKGtcMM&feature=player_detailpage]ประวัติหลวงปู่ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง - YouTube[/ame]
     
  4. พระจิรวัฒน์ ญาณวโร

    พระจิรวัฒน์ ญาณวโร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 พฤศจิกายน 2009
    โพสต์:
    5,028
    ค่าพลัง:
    +17,453
    ผมหมดความโกรธแล้ว
    ใกล้ฤดูเข้าพรรษา หลวงพ่อชาเดินธุดงค์มาถึงวัดป่าแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ในป่าช้า เขตอำเภอเมือง จังหวัดนครพนม มีพระหลวงตาพำนักอยู่กับพระลูกวัดหลายรูป

    วันนั้น เมื่อกล่าวธรรมปฏิสันถารกันพอสมควร หลวงตาสมภารวัดปรารภถึงภูมิจิตกับตัวเองว่า "ผมหมดความโกรธแล้ว"

    หลวงพ่อชารู้สึกแปลกใจมาก เพราะคำพูดเช่นนี้ไม่ค่อยได้ยินใครกล่าวบ่อยนักในหมู่ผู้ปฏิบัติ จึงอยากพิสูจน์ให้รู้ชัด และช่วงนั้นจวนเข้าพรรษาแล้ว หลวงพ่อตัดสินใจขอจำพรรษาด้วย

    แต่ไม่ง่ายเสียทีเดียว หลวงตาไม่ไว้ใจใครง่าย ๆ เหมือนกัน เพราะหลวงพ่อเป็นพระ แปลกหน้า และยังจรมาผู้เดียว ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุว่าจะมาดีหรือร้ายอย่างไร หลวงตากับพระ ลูกวัดจึงปฏิเสธไม่ยอมให้พำนักด้วย แต่ผ่อนผันให้ไปจำพรรษาที่ป่าช้านอกเขตวัด

    ครั้นถึงวันเข้าพรรษา หลวงตาให้พระไปนิมนต์หลวงพ่อมาจำพรรษาด้วย เพราะได้รับคำทักท้วงจากพระรูปหนึ่งว่า "พระมีพรรษามากขนาดนี้ ให้จำพรรษานอกเขตวัดเห็นจะไม่เหมาะ บางทีท่านอาจเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็ได้ ไม่ควรประมาท" แม้จะได้ร่วมจำพรรษาในสำนัก แต่หลวงตากับลูกศิษย์ก็ตั้งกติกากีดกันหลวงพ่อไว้ หลายอย่างคือ

    -ไม่ให้รับประเคนของจากโยม ต้องคอยรับจากพระรูปอื่นส่งให้
    -ไม่ให้ร่วมอุโบสถสังฆกรรม ให้บอกปริสุทธิเท่านั้น
    -เวลานั่งฉันอาหาร ให้นั่งต่อท้ายพระพรรษาน้อยที่สุดของสำนัก

    กติกาทั้งสามข้อนี้ หลวงพ่อยินดีปฏิบัติตามทุกอย่าง แม้ท่านจะมีพรรษาสิบแล้วก็ตาม ท่านกลับพิจารณาน้อมเอาประโยชน์จากข้อกีดกันนั้น โดยให้คติแก่ตนเองว่า "หลวงตากับคณะ กำลังทดสอบเรา และการนั่งหัวแถวหรือท้ายแถว ก็ไม่แปลกอะไร เหมือนกับเพชรนิลจินดา จะ วางไว้ที่ไหนก็มีคุณค่าเท่าเดิม และการปฏิบัติตามกติกานี้ จะช่วยลดทิฐิมานะของเราให้เบาบาง ลงด้วย"

    การจำพรรษาร่วมกับหลวงตา ผ่านไปด้วยความสงบ เพราะหลวงพ่อชาวางความรู้สึกนึกคิด ได้ถูกและเป็นปกติ จึงพากเพียรภาวนาอย่างสม่ำเสมอ พยายามพูดน้อย เมื่อได้ยินใครพูดสิ่งใด ก็น้อมมาพิจารณาเป็นปัญญาแก้ไขตัวเอง และเฝ้าสังเกตเลือกเอาแต่สิ่งที่ดีงามจากข้อวัตรปฏิบัติ ที่มีอยู่ในสำนัก เพื่อถือเอาเป็นบทเรียน

    ขณะเดียวกัน หลวงตาและคณะก็จับตามองหลวงพ่ออย่างไม่ให้คลาดสายตาเช่นกัน แต่ ท่านวางเฉย ไม่แสดงกิริยาอาการใดๆ โต้ตอบ กลับคิดขอบคุณเขาว่า "เขาช่วยไม่ให้เราเผลอไปประพฤติบกพร่อง เปรียบเหมือนมีคนมาช่วยป้องกันความสกปรก ไม่ให้แปดเปื้อนแก่เรา"

    ในพรรษานั้น หลวงพ่อชาทำความเพียรภาวนาสม่ำเสมอ เคารพกฏกติกาอย่างไม่บกพร่อง พระเณรร่วมสำนักเริ่มยำเกรงท่านมากขึ้น

    เช้าวันหนึ่ง ชาวบ้านนำข้าวหมากมาถวาย หลวงตากับพระลูกวัดทุกรูปฉันกันอย่าง เอร็ดอร่อย ส่วนหลวงพ่อเพียงแต่รับประเคนแล้ววางไว้ข้างๆ หลวงตาสังเกตดูอยู่จึงถามว่า
    "ท่านชา ไม่ฉันข้าวหมากหรือ... ทำไมล่ะ ?"
    "ไม่ฉันครับ... ผมว่ากลิ่นและรสมันไม่เหมาะแก่พระเท่าไหร่"
    หลวงตาได้ฟังก็หน้าเสีย... ฉันอาหารแทบไม่รู้รส

    อยู่ต่อมาวันหนึ่งในกลางพรรษา หลวงตาพาพระเณรลงเรือไปเก็บฟืนมาไว้ใช้ เมื่อถึงไร่ร้าง ริมน้ำ พระลูกวัดพากันขึ้นไปขนฟืนมากองไว้ที่ฝั่งห้วย หลวงพ่อทำหน้าที่ขนลงเรือ

    ขณะจัดเรียงฟืน หลวงพ่อสังเกตเห็นไม้พะยุงท่อนหนึ่ง มีรอยถากเป็นทรงกลมยาว ประมาณ 2 เมตร ท่านคิดว่าไม้ท่อนนี้ต้องมีเจ้าของแน่ หากขนลงเรือจะมีความผิดเป็นการลักทรัพย์ ทำให้ขาดจากการเป็นพระได้ จึงไม่ยอมแตะต้อง พอได้เวลาจวนกลับ หลวงตาเดินมาถึง เห็นไม้ท่อนนั้นถูกทิ้งอยู่ริมตลิ่ง จึงร้องถามว่า
    "ท่านชา... ทำไมไม่ขนไม้ท่อนนี้ลงเรือ ?"
    "ผมเห็นว่าไม่เหมาะครับ มันคงมีเจ้าของ เพราะมีรอยถากไว้"
    เมื่อหลวงพ่อตอบเช่นนี้ หลวงตาชะงักงันอยู่ชั่วครู่ แล้วจึงแกล้งร้องบอกแก้เก้อให้พระเณร รีบลงเรือ โดยทิ้งไม้ท่อนนั้นไว้ริมฝั่งนั่นเอง
    ความผิดพลาดของหลวงตา ผู้มีทีท่าว่าเป็นนักปฏิบัติที่เคร่งครัดส่งเสริมให้คุณค่าของ หลวงพ่อสูงขึ้นตามลำดับ เพราะหลวงพ่อไม่ซ้ำเติม หรือดูหมิ่นเหยียดหยามใคร กลับเก็บตัว ภาวนาอยู่เงียบๆ เช่นเดิม

    หลังจากนั้นหลายวัน ชาวบ้านมาเผาข้าวหลามข้างโรงครัว ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกุฏิหลวงพ่อ หลวงพ่อกลับจากบิณฑบาตก็ขึ้นกุฏินั่งพักผ่อน สักครู่หนึ่งเห็นหลวงตาเดินผ่านไปทางโรงครัว ขณะนั้นไฟลุกไหม้กระบอกข้าวหลามจนเกรียม เพราะไม่มีใครคอยพลิกกลับ หลวงตามองซ้ายมองขวานึกว่าไม่มีใครเห็น จึงพลิกกระบอกข้าวหลามเสียเอง หลวงพ่อนั่งอยู่ที่หน้าต่างจึงเห็นการกระทำนั้น

    ครั้นถึงเวลาฉัน ชาวบ้านนำข้าวหลามมาถวาย พระเณรฉันกันหมด แต่หลวงพ่อรับแล้ว วางไว้เฉยๆ หลวงตาฉันไปได้สักพัก ก็เหลือบตาสำรวจกิริยาการขบฉันของลูกศิษย์ตามความเคยชิน แต่สายตาต้องสะดุดหยุดลงทันที เพราะเห็นหลวงพ่อไม่ยอมฉันข้าวหลาม จึงถามเบาๆ ว่า "ท่านชา ฉันข้าวหลามหรือเปล่า ?"
    "เปล่าครับ" หลวงพ่อตอบ
    คราวนี้หลวงตาถึงกับสะอึก แล้วพูดอย่างอายๆ ว่า "ผมต้องอาบัติแล้ว" (พระจับอาหารที่ยังไม่ได้รับประเคน ถ้าของที่จับยังไม่เคลื่อนที่ต่อมา มีคนมาประเคน ในภายหลัง หากพระผู้จับฉันอาหารนั้นเป็นอาบัติ ส่วนพระรูปอื่นฉันได้ แต่ถ้าทำให้ของเคลื่อนที่ไป แม้มีผู้มาประเคนใหม่ หากพระรับมาฉันก็เป็นอาบัติด้วยกันทุกรูป)
    หลวงตานึกรู้ทันทีว่า หลวงพ่อต้องเห็นตนพลิกกระบอกข้าวหลามแน่ จึงสารภาพผิดออกมา ครั้นฉันอาหารเสร็จ หลวงตาเข้ามาขอแสดงอาบัติด้วย แต่หลวงพ่อพูดว่า "ไม่ต้องก็ได้ ครับ ให้พยายามสำรวมระวังต่อไป"

    หลวงตากับพระเณรรู้สึกทึ่ง และนึกนิยมในอัธยาศัยของหลวงพ่อมากขึ้น ทั้งที่พวกตน พยายามกีดกันรังเกียจด้วยความไม่ไว้ใจ แต่พระอาคันตุกะรูปนี้ กลับหนักแน่นและใจสูงยิ่งนัก จึงตกลงกันว่าให้ล้มเลิกกติกากีดกันนั้น
    แต่หลวงพ่อตอบด้วยนิสัยที่เคารพต่อกฎระเบียบว่า "ทำอย่างนั้นคงไม่เหมาะครับ ขอให้ถือ ตามกติกาเดิมที่ตั้งไว้ดีกว่า เพื่อความสงบเรียบร้อยต่อไป ต่อจากนั้นมา พระทุกรูปได้ให้ความสำคัญ และเคารพยำเกรงต่อหลวงพ่อมาก ความรู้สึกอคติ ที่มีต่อกันถูกทำลายลงด้วยคุณธรรม

    แล้ววันหนึ่ง กาลเวลาได้พิสูจน์คำพูดของหลวงตาที่ว่า "ผมหมดความโกรธแล้ว" ให้ได้ ประจักษ์ข้อเท็จจริงขึ้นมาดังพระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า "ศีล (ความประพฤติ) จะพึงรู้ได้ เมื่ออยู่ ร่วมกันนาน ๆ"

    ท้ายพรรษา พายุฝนพัดกระหน่ำติดต่อกันหลายวัน ท้องทุ่งนาแปรสภาพเป็นทะเลสาบ ขนาดย่อม ชาวบ้านต่างเดือดร้อนกันทั่วหน้าและวุ่นวายไปถึงวัวควาย เพราะไม่มีที่อยู่และหญ้า จะกิน

    วัดหลวงตาตั้งอยู่ที่บนดอน จึงรอดพ้นจากภัยน้ำท่วม วัวควายของชาวบ้านจึงมุ่งหน้า มากินหญ้าริมรั้ววัดประทังชีวิต บางตัวกินเพลินหลงเดินลึกเข้าเขตสำนัก หลวงตาไม่ชอบใจ จึง ให้พระเณรไล่ออกไปบ่อย ๆ

    เจ้าวัวน่าสงสารตัวหนึ่งถูกไล่ต้อนออกไปแล้ว แต่ด้วยความหิวจึงยื่นคอลอดรั้วกลับเข้า มากินหญ้าอีก หลวงตาซึ่งถือไม้รอท่าอยู่แล้วก็ตรงรี่เข้าไปตีวัวหลายที วัวตัวนั้นร้องด้วยความ เจ็บปวด รีบมุดหัวกลับไป แต่กว่าจะหลุดไปได้ ก็ลิ้มรสไม้ตะพดหลวงตาเสียหลายตุ๊บ

    หลวงพ่อชายืนดูอยู่เงียบ ๆ นึกสงสารวัวอย่างจับใจ เพราะสิ่งที่พวกมันควรได้จากวัด คือ ความสุขจากเมตตาจิตของสมณะ แต่นี่กลับเป็นความไร้น้ำใจจากนักบวชผู้ซึ่งเคยกล่าวไว้ว่า "เราหมดความโกรธแล้ว!"
    หลวงพ่อชา สุภัทโท
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 กุมภาพันธ์ 2014
  5. พระจิรวัฒน์ ญาณวโร

    พระจิรวัฒน์ ญาณวโร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 พฤศจิกายน 2009
    โพสต์:
    5,028
    ค่าพลัง:
    +17,453
    ย้อนเวลา ไปเมื่อ30ปีก่อน ณ.ดินเเดนดินถิ่นอิสาน หลังจากโยมพี่สำกินยาฆ่าตัวตายได้ไม่นาน.. เด็กๆอย่างอาตมา ค่ำมารีบเข้าบ้าน ขณะนั้นทั้งหมู่บ้านยังไม่มีไฟฟ้าใช้ มีเเค่จุดขี้ไต้ เเละตะเกียงน้ำมัน..บ้านหนองฟ้า ห่างออกไปอีก4กิโล มีหนังมาฉายๆ ล้อมผ้าเก็บเงินผู้ใหญ่10บาท เด็กๆ อย่างอาตมา2บาท ค่าเข้าชม หนังฉาย3เรื่องควบ หนังวันนั้นมีเรื่องเเม่นาค สมัยพระเอกสมบัติเล่น(นางเอกจำไม่ได้เเล้ว) ดูหนังเเม่
    นาคไปกลัวไป นั่งหลบอยู่หลังผู้ใหญ่ เวลาเเม่นาคออกมาที ก้มหน้า กลัวจนเหงื่อเเตก นั่งนิ่งๆกลัวจริงๆ หนังจบชวนพี่ๆเขากลับบ้านหนองผักเเว่น พี่ๆเขาเป็นคนหนุ่มคนสาว คุยกัน หยอกเล่นกัน เขาไม่สนใจคำชวนของเด็กๆอย่างอาตมาเลย เอื้อยๆกลับบ้านเฮาป่ะ..ข่อยง่วงนอนเเล้ว บ่ๆ เอื้อยสิเบิ่งเทิ่ง3เรื่องเลย ..เอาไงดี ตัดสินใจ มองดูท้องฟ้า คืนนี้ เป็นคืนข้างขึ้น15ค่ำ ท้อฟ้าสว่างยังกะตอนกลางวันจะไปกลัวอะไร...
    นึกในใจ ไม่เง้อก็ได้ กลับคนเดียวก็ได้ เเค่4กิโลเอง เดินไม่ถึงชั่วโมง ว่าเเล้วก็บอกพี่ๆ ว่าข่อยกลับบ้านก่อนเด้อ ลืมเรื่องพี่สำฝังไว้ที่ป่าช้าไปเลย เดินออกมาจากบ้านหนองฟ้า ประมาณ1กิโลกว่า เริ่มลังเล จะกลับไปหนองฟ้าดูหนังต่อหรือว่าจะเดินผ่านป่าช้าคนเดียว ..ความคิดเเว๊บเข้ามา เราห้อยเหรียญหลวงปู่เเหวนนี้นา...ผีต้องกลัวเรา ว่าเเล้วก็ถอดพระมากำไว้ในมือ เดินต่อไป จะเข้าป่าช้าเเล้ว ท้องฟ้าคืนเดือนหงายจากสว่าง เริ่มมืดๆลง ทีละนิด มองไปที่อีเกิ้ง (ดวงจันทร์เริ่มเเหว่งไปที่ละนิดๆ ๆๆ) ทางเดินกลับ ต้องผ่านป่าช้า กบก็กำลังจะกินเดือน ได้ยินเสียงปืนของชาวบ้านยิงๆปังๆ มาเป็นระยะ ใจคอไม่คอยดี เดี๋ยวนิมนต์ หลวงปู่เเหวนใส่ห้อยคอ เดี๋ยวถอดมากำไว้ รีบเดินให้เร็วขึ้น กะว่าจะให้ผ่าน ป่าช้าที่อยู่ข้างหน้า ให้เร็วที่สุด...เสียงนกฮูกบินโฉบ เกาะกิ่งไม้กะบกต้นใหญ่อยู่ริมทาง ด้านฝั่งป่าช้า ร้องกูฮูกๆ...มองไปที่เดือนวันเพ็ญ เป็นเงาดำทะมืน..ก้าวขาจะไม่ออก เรื่องราวในหนังเเม่นาคผุดขึ้นมา...ตายเเน่ๆ เตรียมถอดรองเท้า....
     
  6. พระจิรวัฒน์ ญาณวโร

    พระจิรวัฒน์ ญาณวโร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 พฤศจิกายน 2009
    โพสต์:
    5,028
    ค่าพลัง:
    +17,453
    บุญคืออะไร ?

    ...บุญ คือ สิ่งซึ่งเกิดขึ้นในจิตใจแล้วทำให้จิตใจใสสะอาด ปารศจากความเศร้าหมอง
    ขุ่นมัว ก้าวขึ้นสู่ภูมิที่ดี เกิดขึ้นจากการที่ใจได้เพื่อนคิดที่ดี คือ พระธรรม ทำให้เลือก
    คิดเฉพาะสิ่งที่ดี ที่ถูก ที่ควร ที่เป็นประโยชน์แล้ว พูดดี ทำดี ตามที่คิดนั้น

    ...บุญ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ย่อมส่งผลปรุงแต่งใจของเราให้มีคุณภาพดีขึ้น คือ ตั้งมั่นไม่
    หวั่นไหว บริสุทธิ์ผุดผ่องสว่างไสว โปร่งโล่งไม่อึดอัด อิ่มเอิบ ไม่กระสับกระส่าย ชุ่มชื่น
    เบาสบาย ผ่อนคลายมไม่ตึงเครียด นุ่มนวลควรแก่การใช้งาน และบุญที่เกิดขึ้นนี้ยัง
    สามารถสะสมเก็บไว้ในใจได้อีกด้วย

    ...คนเราแม้จะมองไม่เห็น "บุญ" แต่ก็สามารถรู้อาการของ บุญ หรือ ผลของบุญได้
    คือเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ทำให้จิตใจชุ่มชื่น เป็นสุข เปรียบได้กับ "ไฟฟ้า" ซึ่งเรามองไม่เห็น
    ตัวไฟฟ้าโดยตรง แต่เราสามารถสัมผัสกับอาการของไฟฟ้าได้ เช่น มองเห็นแสงสว่าง
    จากหลอดไฟ ได้รับความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น
     
  7. พระจิรวัฒน์ ญาณวโร

    พระจิรวัฒน์ ญาณวโร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 พฤศจิกายน 2009
    โพสต์:
    5,028
    ค่าพลัง:
    +17,453
    “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นตถาคต ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นพระนิพพาน”
     
  8. พระจิรวัฒน์ ญาณวโร

    พระจิรวัฒน์ ญาณวโร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 พฤศจิกายน 2009
    โพสต์:
    5,028
    ค่าพลัง:
    +17,453
    ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยเเละบุญกุศลที่บำเพ็ญนี้
    จงบันดาลให้ท่านเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาน ธนสารสมบัติ
    เเละประสบสิ่งอันพึงปรารถนาทุกทิพาราตรีกาลเทอญ สาธุ
     
  9. พระจิรวัฒน์ ญาณวโร

    พระจิรวัฒน์ ญาณวโร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 พฤศจิกายน 2009
    โพสต์:
    5,028
    ค่าพลัง:
    +17,453
    ผี...มี จริงหรือ?....เป็นคำถามที่ไม่สามารถอธิบายโดยมีพยานอ้างอิงได้เต็มปากเต็มคำ เรื่อง..ผี..เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมานมนาน ไม่มีที่สิ้นสุด หากแต่คนที่ยังไม่เคยเจอผีก็มักมีเหตุผลมาอ้างอิงเสมอ เช่น ตาฝาดหรือเปล่า เมาหรือเปล่า โกหกหรือเปล่าและอีกหลาย ๆ เหตุผลมาเปรียบเทียบแต่...คนที่เคยเจอ..ผี.. จึงรู้ว่า..ผี..มีอยู่จริง ไม่ได้เมา ตาไม่ฝาดและไม่ได้โกหก คนที่เคยเจอมักจะพูดได้ประโยคเดียว....คุณไม่เคยเจอ คุณไม่รู้หรอก....ก่อน ที่จะบอกได้ว่า..ผี..มีจริงหรือไม่?..เรามาดูกันก่อนสิว่าไอ้เจ้า..ผี..มัน คืออะไร....จากหนังสือ..ผีในวรรณคดี..ครับ เขียนโดยคุณวิชาภรณ์ แสงมณี ข้าพเจ้าขอนุญาตคัดมาเป็นบางส่วนซึ่งเป็นข้อมูลทางวิชาการอาจมีประโยชน์ต่อ ท่านผู้อ่านหรือไม่ก็เอาแค่พอคลายเครียดจากการทำงานในชีวิตประจำวัน ครับ...เราเริ่มกันเลยนะครับ
    ผี....คืออะไร ?
    ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๐ ให้คำจำกัดความไว้ว่า..ผี น. สิ่งที่มนุษย์เชื่อว่าเป็นสภาพลึกลับ มองไม่เห็นตัว แต่อาจปรากฏเหมือนมีตัวตนได้ อาจให้คุณหรือโทษได้ มีทั้งดีหรือร้าย เช่น ผีปู่ย่าตายาย ผีเรือน ผีห่า ; เรียกคนที่ตายแล้วว่า ..ผี..
    นี่คือคำอธิบายเรื่อง..ผี..ตามพจนานุกรม
    พลตรี หลงวิจิตรวาทการ ท่านปราชญ์คนหนึ่งของเมืองไทยได้อธิบายเรื่องผีไว้ในหนังสือ...วิชชาแปดประการ...ของท่านว่า
    ลัทธิโยคีนั้น เขาถือว่าในมนุษย์เรามีส่วนใหญ่ที่แบ่งออกได้เป็น ๗ ส่วนคือ
    ๑. กาย
    ๒. เจตภูต
    ๓. ปราณ
    ๔. สัญญา
    ๕. ปัญญา
    ๖. ดวงจิต
    ๗.วิญญาณ

    เจตภูต..เป็นกายอีกกายหนึ่งซึ่งมีลักษณะละเอียดกว่ากายธรรมดา เพราะปกติเราเห็นด้วยตาไม่ได้ แต่ก็ยังหยาบกว่าธรรมชาติอีก ๕ ประการเพราะเจตภูตนี้ยังอาจเห็นได้ด้วยตาในบางครั้งเจตภูตเป็นสิ่งซึ่งคนในสมัยโบราณรู้จักดีที่สุด และเป็นบ่อเกิดของการ..ถือลาง..หรือ..ผีสาง.. หรือสิ่งลึกลับอะไรต่าง ๆ แต่ตามลัทธิของ..โยคี..นั้น..เจตภูต..เป็น ส่วนหนึ่งของกาย แยกออกจากกายได้เป็นบางครั้ง เช่นเวลาหลับนอน การที่แยกออกไปนั้นก็ยังมีความเกี่ยวพันกับกายอยู่ คล้ายมีสายใยผูกติดกันไว้ สามารถดึงเอากลับกายได้เมื่อต้องการ ในบางครั้งถูกดึงเข้ามาแรงหรือเร็วเกินไป เจตภูตก็กระทบกายอย่างแรงจนคนเรารู้สึกตัว ตัวอย่างเช่น เรานอนหลับอย่างสบาย...เจตภูตกำลังออกจากร่างกายไปท่องเที่ยวอย่างเพลิด เพลิน พอเกิดมีเสียงโครมครามขึ้นข้าง ๆ ตัวเราตกใจตื่น สายใยดึงเอาเจตภูตเข้ามาสู่กายทันทีและกระทบกายอย่างแรง จนเมื่อเราตื่นขึ้นมารู้สึกใจเต้นหรือตัวสั่นอยู่นาน
    พลตรี หลวงวิจิตรวาทการกล่าวต่อไปว่า
    .....เมื่อกายแตกหรือถูกทำลายลง ที่เราเรียกว่า..ตาย..เจตภูต จึงไม่มีกายอยู่และออกท่องเที่ยวไป จนบางครั้งทำให้คนอื่นเห็นประจักษ์ตาอย่างที่เราเรียกว่า..ปีศาจ..ในเรื่อง กายกับเจตภูตนี้อาจเปรียบเทียบได้อย่างดีกับตัวเราและบ้านของเรา สมมุติว่าเรามีบ้านซึ่งอยู่มานานจนจวนพังแล้ว เรารู้ว่าบ้านนั้นจะพังลงในวันหนึ่งจึงเตรียมแสวงหาที่อยู่ไว้ใหม่ เมื่อบ้านนั้นพังทลายลงจริง ๆ เราก็ไปอยู่บ้านใหม่ทีเดียว โดยมิต้องมาวนเวียนอยู่ที่เก่าหรือต้องไปอาศัยญาติพี่น้องอยู่ แต่ถ้าบ้านของเรายังดีอยู่แท้ ๆ เราไม่เคยนึกว่าบ้านของเราจะพังทลาย บังเอิญเกิดภัยพิบัติเช่นอัคคีภัยมาทำลายบ้านของเรา โดยที่เราไม่รู้ตัวหรือเตรียมแสวงหาที่อื่นไว้ เช่นนี้ เราก็มีอยู่สองทาง ทางหนึ่งวิ่งไปอาศัยญาติพี่น้องอยู่ อีกทางหนึ่งเราไม่รู้จะไปอาศัยใครเราก้ต้องวนเวียนอยู่ในบริเวณบ้านเก่าที่ ถูกทำลายลง ตากแดดตากฝนอยู่ในที่นั้น จนกว่าจะหาที่อยู่ใหม่ได้ดังนี้ฉันใด เจตภูตก็ฉันนั้น เมื่อกายเจ็บปวดทนทุกขเวทนาอยู่นาน เช่นเป็นโรคเรื้อรังแรมปี เจตภูตรู้ตัวแล้วว่ากายอันนี้จะทนทานอยู่ไม่ได้นาน ก้เริ่มท่องเที่ยวออกมองหาที่ไปอยู่ไว้ก่อน พอกายอันนี้ถูกทำลายลงเจตภูตก็ออกจากกายโดยเรียบร้อย ไม่ต้องวนเวียนไปมาอยู่ใกล้ ๆ แต่ถ้าร่างกายถูกทำลายลงเพราะอุบัติเหตุ เช่นถูกรถทับตาย ถูกฆ่าตาย หรือตายด้วยโรคปัจจุบันอย่างใดอย่างหนึ่งเจตภูตต้องออกจากกายโดยมิทันเตรียม ตัวจึงไม่รู้จะไปทางไหน จึงต้องวนเวียนอยู่ตรงนั้นเองหรือวิ่งไปหาพี่น้องที่ตนรักใคร่ จนบางครั้งไปปรากฏแก่ตาของใครคนหนึ่งเข้า จึงถูกเรียกว่า..ปีศาจ..และเพราะเหตุนี้เองคนที่ตายด้วยโรคเรื้อรังทน ทุกขเวทนามาตลอดกาลนานนั้น ไม่ค่อยมีใครจะเห็น..ปีศาจ..แต่คนที่ตายโดยปัจจุบันทันด่วนมักจะมีคน เห็น..ปีศาจ..บ่อย ๆ จรเราถือกันว่าคนที่ตายโหงมักจะ..เป็นผีดุ.. แต่ถ้าเราเชื่อตามลัทธิโยคีที่อธิบายมานี่แล้ว เราจะไม่กลัวผีเลย เพราะสิ่งที่เราเรียกว่า..ผี..หรือ..ปีศาจ..ซึ่งเราหมายความถึงธรรมชาติที่ ดุร้ายอะไรต่าง ๆ นั้นที่จริงก็เป็นส่วนหนึ่งของกายนี้เอง และมีอยู่ตั้งแต่เรามีชีวิตอยู่ ไม่ใช่มีขึ้นหลังจากเราตายไปแล้ว....
    ครับ...นี่เป็นคำอธิบายเรื่อง..ผี...ของพลตรี หลวงวิจิตรวาทการ คราวนี้ลองไปศึกษาท่านเสถียรโกเศศหรือท่านพระยาอนุมานราชธนกันบ้าง...ท่านกล่าวไว้ในหนังสือ..ผีสางเทวดา..ไว้ว่าอย่างนี้ครับ
    .....สิ่ง ใดตามปกติไม่สามารถมองเห็นตัวได้ แต่เราถือหรือเข้าใจเอาว่ามีฤทธิ์อำนาจอยู่เหนือมนุษย์ อาจให้ดีหรือให้ร้าย คือให้คุณหรือให้โทษแก่เราได้ สิ่งเหล่านี้เรากลัวเกรงและบางทีก็ต้องนับถือด้วย เราจึงเรียกสิ่งที่ว่านี้ว่า..ผี.. จริงอยู่ บางคนเคยเห็นผี แต่ที่ว่าเห็นนั้นไม่ใช่เห็นตัวตนจริง ๆ ของผี ..ผี ..นั้น ตัวจริงจะมีอย่างไรแน่ไม่มีใครทราบ ทราบแต่ว่าถ้าผีต้องการจะให้เห็นตัวตนก็จะสำแดงเป็นรูปร่างราง ๆ ไม่ชัดเจน หรือไม่ก็เป็นรูปต่าง ๆ ตามแต่ผีจะต้องการจะให้เห็น หรือตามที่เราจะเห็นไปเอง และว่านั่นแหละคือ..ผี.. หรือถ้าจะกล่าวอีกนัยหนึ่ง สิ่งใดที่ปรากฏขึ้นแก่เราและเราไม่สามารถอธิบายด้วยปัญญาและเหตุผลหรือคิด ว่าเป็นสิ่งประหลาดน่าอัศจรรย์ผิดธรรมดาสามัญที่ควรจะเป็น สิ่งนั้นเราก้เรียกว่า..ผี..และเรียกอาการที่ปรากฏขึ้นในธรรมชาติที่ประหลาด อัศจรรย์หรือรุนแรงน่าสะพรึงกลัวว่า ..ผี..เป็นผู้บันดาลให้ปรากฏขึ้น ผีนั้นจะต้องมีอยู่ตลอดไป ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์มาจนทุกวันนี้.....
    ท่านเสถียรโกเศศได้กล่าวไว้อีกว่า
    .....คน โดยมากถือว่าเมื่อตายแล้วก็ไปเป็นผี...อะไรตาย..ตอบอย่างกำปั้นทุบดินว่า สิ้นลมหายใจ ร่างกายไม่เคลื่อนไหวกระดุกกระดิกได้อีกต่อไป แล้วก้เน่าเปื่อยสูญสิ้น เพราะฉะนั้นที่ว่าตายคือตายแต่ร่างกาย แต่เราซึ่งเป็นลม ๆ มองไม่เห็นตัวนั้นถือว่าไม่ตาย สิ่งที่เป็นลม ๆ นี้เดิมเราเรียกว่า..ขวัญ..แต่เดี๋ยวนี้เราเรียกว่า..วิญญาณ..และวิญญาณนี้แหละถ้ายังไม่มาเกิดเป็นคนอีกก็ไปเกิดเป็นผีวิญญาณนั้นมีรูปร่างเป็นอย่างไรก้ไม่มีใครเคยเห็น ถ้าจะนึกเอาก็เห็นจะมีรูปร่างกลม ๆ อย่างดวงไฟ เราจึงเรียกว่า..ดวงวิญญาณ..และ คงจะมีลักษณะแบน ๆ ด้วยเราจึงพูดว่า..ขวัญบิน..คือขวัญหนีออกจากร่างกายไปเมื่อคนยังมีชีวิต หรือยังมีลมหายใจอยู่ก็เรียกว่ายังเป็นอยู่หรือยังไม่ตายเพราะวิญญาณสิงอยู่ ครั้นเมื่อตายแล้ววิญญาณจะได้อะไรอาศัยเป็นร่างกายตัวจนเล่าและจะรู้ได้ อย่างไรว่าเป็นใคร ตอบง่ายนิดเดียวว่ามีร่างเหมือนอย่างเดิมและแบบบางแต่โปร่งมาก เห็นได้แต่เงา ๆ เป็นลม ๆ เท่านั้น เรียกในภาษสันสกฤตว่า..อาตมัน..เดิม แปลว่า..ลมหายใจ..แต่เราเรียกว่า..วิญญาณ..เดิมแปลว่าความรู้สึก เพราะฉะนั้นเมื่อวิญญาณยังไม่มีโอกาส มาเกิดมีรูปร่างเป็นคนอีกก็เป็นผีไปก่อน เหตุนี้ผีจึงไม่มีรูปร่างเป็นแต่ลม ๆ ถ้าจะมีรูปร่างเมื่อเป็นผีก็เป็นรูปหากบันดาลให้เราเห็นไปเอง .....
    ท่าน ผู้อ่านครับ...พอจะมองเห็นความหมายหรือตัวตนของคำว่า..ผี..กันหรือยัง...ไม่ น่ากลัวอย่างที่คิดกันใช่ไหมครับ คงจะลดหรือเลิกกลัวกันไปได้บ้าง...ผมผู้เขียนก็เคยโดนสอง-สามครั้งครับ เขียนลงในเรื่องสั้นเรื่อง..อุปาทาน..นั่นก็ใช่ ท่านที่ยังไม่ได้อ่านลองย้อนกลับไปอ่านสิครับ....ผมก็ยังชี้ชัดไม่ได้ว่า ..ผี..มีตัวตนเป็นอย่างไร..แค่..มาเป็นลม ๆ วูบ ๆ วาบ ๆ อย่างที่ท่านเสถียรโกเศศกล่าวไว้ไม่ผิดเลย
    หาก ใครที่ไม่เชื่อหรือยังไม่เคยเจออยากลองพิสูจน์ก็ย่อมได้....ตอนดึก ๆ หลังเที่ยงคืนไปแล้ว เชิญไปนั่งตามสี่แยกที่มีอุบัติเหตุตายกันบ่อย ๆ( ไปคนเดียวนะโยม ) อาจพบเห็นเจตภูตก็ได้หรือไปที่ป่าช้าเก่า ๆ ตามบ้านนอก ( ป่าช้าฝังแบบโบราณนะครับ หรือซองเก็บศพก็ได้ ..อย่าลืม!..ไปคนเดียวนะโยม ) คุณอาจโชคดีเจอแจคพอต ฟรีไสตล์ 1500 เมตร แบบม้วนเดียวจบก็เป็นได้ ก่อนไปก็หาเครื่องลางของขลังคล้องคอไปเสียหน่อยนะจ๊ะ...เหล่าคนไม่กลัวผี... เผื่อท่านจะช่วย.บำรุงขวัญและสร้างสรรกำลังใจให้เพิ่มมากขึ้น
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...