(หลวง)พ่อบอกว่า.....

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย vichian, 17 มิถุนายน 2006.

  1. vichian

    vichian เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กันยายน 2005
    โพสต์:
    8,164
    ค่าพลัง:
    +41,918
    (หลวง)พ่อบอกว่า.....

    จิตทรงฌาน

    ..........ไอ้คำว่า "จิตทรงฌาน" ไม่ใช่ไปนั่งสมาธิทั้งวัน ไอ้นั่นน่ะมันบ้าแล้ว ถ้านั่งสมาธิทั้งวันนี่เป็นโรคประสาทแน่ เป็นบ้าแน่ คำว่า "สมาธิ" เขาแปลว่า "ตั้งใจ" ต้องทำกำลังใจเบาๆ อันดับแรกที่สุดเราจะทำงานทำการต้องทำทุกอย่าง งานอะไรมีขึ้นต้องทำ ไม่ใช่ทำสมาธิแล้ว "ฉันไม่ทำงาน!!!!" อันนี้ตกนรกแน่ ไม่ช้าความปรารถนาไม่สมหวังเกิดขึ้น อารมณ์มันก็ฟุ้งซ่าน มีความเดือดร้อน เกิดการเดือดร้อนขึ้นมาจิตใจก็เดือดร้อนลงนรกไปเลย อย่านึกว่ามีฌานเป็นของดี ฌานน่ะดีแน่ แต่ต้องทำให้มันถูก

    ..........คำว่า "ผู้ทรงฌาน" แปลว่า "ผู้มีจิตใจปกติ" จะไม่ตกเป็นทาสของนิวรณ์อำนาจของนิวรณ์อย่างหนึ่งอย่างใดก็ตาม จะไม่ให้มีอำนาจเหนือจิตใจ ยามว่าง ถ้าเรายังไม่เป็นพระอรหันต์ ย่อมมีนิวรณ์เข้ากินใจเป็นธรรมดา แต่ว่าเวลาต้องการฌานเมื่อใด นิวรณ์จะต้องกระเด็นออกทันที ถ้ากระเด็นบ่อยๆไม่ช้ามันก็ไม่เข้ามายุ่งกับใจ เราทำการทำงานทุกอย่างใจไม่ตกเป็นทาสของนิวรณ์ อย่าถือว่าทำฌานสมาบัติแล้วทำโน่นทำนี่ไม่ได้ ไอ้นั่นล่ะตัวนรกล่ะ ไม่ช้ามานะมันจะเกิดและจะกินทีไหนล่ะ!!!! หากไม่ทำให้ตายโหงตายห่าล่ะ!!! มันก็ต้องทำ ทำแล้วจิตใจไม่ตกอยู่ในอำนาจของนิวรณ์เท่านั้น พระอรหันต์ท่านนั่งนิ่งที่ไหน พระพุทธเจ้าท่านไม่นั่งนิ่ง

    ถ้าเราระงับนิวรณืได้ จิตเป็นฌานที่ ๑

    ถ้าจิตทรงปีติ มันเป็นฌานที่ ๒

    จิตตัดปีติออกเหลือแต่สุข จิตเป็นฌานที่ ๓

    จิตตัดสุขออกเหลือแต่เอกัคคตาอุเบกขา จิตเป็นฌานที่ ๔

    ..........ทีนี้เวลาทรงฌานไม่ใช่นั่งสมาธิทั้งวัน ทำงานอยู่คุยอยู่กับเพื่อน อ่านหนังสืออยู่ ฟังเทป ฟังเทศน์ ดายหญ้าวัด ทำงานทุกอย่าง หุงข้าวหุงปลา ผ่าฟืน ดายหญ้า จิตสบายใจไม่มีอารมณ์เป็นอกุศล อย่างนี้ที่เรียกว่า "จิตทรงฌาน"

    การที่จะรู้ว่าจิตทรงฌาน

    ..........เราจะรู้กันจริงๆมันยากและมีวิธีวัดนี่ง่าย การที่จะรู้ว่าฌานของเราทรงตัวไม่ทรงตัวอาศัย ๑ในวิชชาสาม หรือ ๒ ในวิชชาสาม นั่นคือ ทิพจักขุญาณ หรือ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ

    ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติได้ ทิพจักขุญาณอย่างเข้ม สามารถรู้เห็นพรหม เทวดาได้ อย่างนี้จุดหนึ่ง

    ..........กำลัง มโนมยิทธิ ที่เราฝึกได้ เราทำได้ เวลาดายหญ้า เวลาขุดดิน เวลาผ่าฟืน เวลาตักน้ำ หุงข้าว ใช้มันเวลานั้นแหละ ลองใช้เวลานั้น เวลาที่กำลังหุงข้าวอยู่ในครัว เวลาทำงานอยู่เราก็ใช้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ นึกปั๊บ ไอ้งานประเภทที่เราทำอย่างนี้เราทำมาแล้วกี่ชาติ ชาติก่อนๆเราเคยทำไหม? ก็ดูภาพ ภาพมันจะปรากฏทันที อันนี้เรียกว่าเราชนะนิวรณ์ ต้องทำอย่างนี้

    ..........ถ้าไปเจอะหมาขี้เรื้อนก็นึกว่าไอ้สภาพแบบนี้เราเคยเป็นไหม? ขอดูภาพ ภาพจะปรากฏทันทีโดยไม่ต้องไปใช้กำลังสมาธิให้เสียเวลาแม้แต่ ๑ วินาที มันจะปรากฏกับใจ แหม....หลายชาติ เราเคยเกิดเป็นหมาขี้เรื้อนมาหลายชาติ

    ..........เราคุยไปคุยมา นั่งดายหญ้า นั่งผ่าฟืน นึกถึงเทวดา เทวดาท่านมีความสุข ก็นึก เอ...เราเคยเป็นเทวดาหรือเปล่า? ถ้าเคยเป็นขอดูภาพเทวดา เคยเป็นกี่ชาติ ขอดูภาพเท่านั้น ขอดูวิมานเป็นที่อาศัย ภาพมันจะปรากฏทั้งตัวเราเองและวิมานในสมัยที่เป็นเทวดา

    ..........นี่เขาต้องทำกันอย่างนี้ อย่างนี้ถือว่าถึง สังฆัง สรณัง คัจฉามิ นี่อย่างย่อนะ ถ้ายังต้องเข้าสมาธิเครียดถือว่ายังใช้ไม่ได้ เวลาจะตายมันไม่ทันเวลาของนรก เวลาจะตายจริงๆ ไปนั่งขัดสมาธิได้ยังไง มันป่วยไข้ไม่สบาย ต้องใช้กำลังใจเป็นปกติ ญาณต่างๆต้องใช้ให้คล่องคือ ใช้ทุกวัน ถ้าเราทิ้งไม่ใช้เพียง ๒-๓ วันมันก็มีอารมณ์เฝือ.........






    จากหนังสือ พ่อรักลูก ๒ ตอน พ่อบอกว่า
    โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง

    (verygood) (verygood) (verygood) (verygood)
     
  2. santosos

    santosos เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    1,166
    ค่าพลัง:
    +3,212
    จิตทรงไว้ซึ่งพระพุทธเจ้าเป็นณาน4ใช้งาน
     

แชร์หน้านี้

Loading...