เรื่องเด่น หิริ โอตัปปะ ธรรมของเทวดา (อรรถกถา เทวธรรมชาดก)

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย alfed, 29 กรกฎาคม 2017.

  1. alfed

    alfed สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 กรกฎาคม 2017
    โพสต์:
    209
    กระทู้เรื่องเด่น:
    15
    ค่าพลัง:
    +135
    พรหม-พลังจิต.jpg

    อรรถกถา เทวธรรมชาดก
    ว่าด้วย ธรรมของเทวดา
    [​IMG]พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้มีภัณฑะมาก จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา ดังนี้.
    [​IMG]ได้ยินว่า กุฎุมพีชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่ง เมื่อภรรยาตายก็บวชกุฎุมพีนั้น เมื่อจะบวชได้ให้ทำบริเวณ โรงไฟและห้องเก็บสิ่งของ ทำห้องเก็บสิ่งของให้เต็มด้วยเนยใสและข้าวสารเป็นต้นสำหรับตน แล้วจึงบวช ก็แหละครั้นบวชแล้วให้เรียกทาสของตนมา ให้หุงต้มอาหารตามชอบใจ แล้วจึงบริโภค และได้เป็นผู้มีบริขารมาก.
    [​IMG]ในเวลากลางคืน มีผ้านุ่งและผ้าห่มผืนหนึ่ง เวลากลางวัน มีอีกผืนหนึ่งอยู่ท้ายวิหาร. วันหนึ่ง เมื่อภิกษุนั้นนำจีวรและเครื่องปูลาดเป็นต้น ออกมาคลี่ตากไว้ในบริเวณ ภิกษุชาวชนบทมากด้วยกัน เที่ยวจาริกไปตามเสนาสนะ ไปถึงบริเวณ เห็นจีวรเป็นต้น จึงถามว่า จีวรเป็นต้นเหล่านี้ของใคร? ภิกษุนั้นกล่าวว่า ของผมครับ ท่านผู้มีอายุ. ภิกษุเหล่านั้นถามว่า จีวรนี้ก็ดี ผ้านุ่งนี้ก็ดี เครื่องลาดนี้ก็ดี ทั้งหมดเป็นของท่านเท่านั้นหรือ? ภิกษุนั้นกล่าวว่า ขอรับ เป็นของผมเท่านั้น. ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า ท่านผู้มีอายุ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตไตรจีวร มิใช่หรือ. ท่านบวชในศาสนาของพระพุทธเจ้า ผู้มักน้อยอย่างนี้ เกิดเป็นผู้มีบริขารมากอย่างนี้ มาเถิดท่าน พวกเราจักนำไปยังสำนักของพระทศพล
    [​IMG]แล้วได้พาภิกษุนั้นไปยังสำนักของพระศาสดา
    [​IMG]พอทรงเห็นภิกษุนั้นเท่านั้น จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายเป็นผู้พา ภิกษุผู้ไม่ปรารถนานั้นแล มาแล้วหรือ. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้มีภัณฑะมากมีบริขารมาก พระเจ้าข้า.
    [​IMG]พระศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่า เธอมีภัณฑะมาก จริงหรือ?
    [​IMG]ภิกษุนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า จริง พระเจ้าข้า.
    [​IMG]พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ก็เพราะเหตุไร เธอจึงเป็นผู้มีภัณฑะมาก เรากล่าวคุณของความเป็นผู้มักน้อย ความเป็นผู้สันโดษ ความสงัด และการปรารภความเพียร มิใช่หรือ.
    [​IMG]ภิกษุนั้นได้ฟังพระดำรัสของพระศาสดา ก็โกรธคิดว่า บัดนี้ เราจักเที่ยวไปโดยทำนองนี้ จึงทิ้งผ้าห่ม มีจีวรผืนเดียว ยืนอยู่ในท่ามกลางบริษัท.
    [​IMG]ลำดับนั้น พระศาสดา เมื่อจะทรงอุปถัมภ์ภิกษุนั้น จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เมื่อก่อน แม้ในกาล เมื่อเป็นผีเสื้อนํ้า ผู้แสวงหาหิริโอตตัปปะ เธอแสวงหาหิริโอตตัปปะอยู่ถึง ๑๒ ปี เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร ในบัดนี้ เธอบวชในพระพุทธศาสนา อันเป็นที่เคารพอย่างนี้ จึงทิ้งผ้าห่ม ในท่ามกลางบริษัท ละหิริ โอตตัปปะ ยืนอยู่เล่า. ภิกษุนั้นได้ฟังพระดำรัสของพระศาสดา ได้ยังหิริโอตตัปปะให้กลับตั้งขึ้น จึงห่มจีวรนั้น แล้วถวายบังคมพระศาสดา นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
    [​IMG]ภิกษุทั้งหลายทูลอ้อนวอนพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงยังเรื่องนั้นให้แจ่มแจ้ง.
    [​IMG]พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำเหตุอันระหว่างภพปกปิดไว้ให้ปรากฏ ดังต่อไปนี้
    [​IMG]ในอดีตกาล ได้มีพระราชาพระนามว่า พรหมทัต ในนครพาราณสี ในแคว้นกาสี. ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตนั้น เมื่อครบทศมาส พระนางประสูติพระโอรส.
    [​IMG]ในวันเฉลิมพระนามของพระโอรสนั้น พระญาติทั้งหลายได้ตั้งพระนามว่า มหิสสาสกุมาร.
    [​IMG]ในกาลที่พระกุมารนั้นทรงวิ่งเล่นได้ พระโอรสองค์อื่นก็ประสูติ พระญาติทั้งหลายตั้งพระนามของพระโอรสนั้นว่า จันทกุมาร.
    [​IMG]ในเวลาที่พระจันทกุมารนั้นทรงวิ่งเล่นได้ พระมารดาของพระโพธิสัตว์ก็สวรรคต พระราชาทรงตั้งพระสนมอื่น ไว้ในตำแหน่งพระอัครมเหสี. พระอัครมเหสีนั้นได้เป็นที่รักเป็นที่โปรดปรานของพระราชา. พระอัครมเหสี แม้นั้นทรงอาศัยการอยู่ร่วมกัน ก็ประสูติพระโอรสองค์หนึ่ง. พระญาติทั้งหลายได้ตั้งพระนามของพระโอรสนั้นว่า สุริยกุมาร. พระราชาทรงเห็นพระโอรส แล้วมีพระหฤทัยยินดี ตรัสว่า นางผู้เจริญ เราให้พรแก่บุตรของเธอ. พระเทวีเก็บไว้จะรับเอาในเวลาต้องการพรนั่น.
    [​IMG]เมื่อพระโอรสเจริญวัยแล้ว พระนางกราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่สมมติเทพ ในกาลที่พระโอรสของหม่อมฉันประสูติ พระองค์ทรงประทานพรไว้มิใช่หรือ ขอพระองค์จงประทานราชสมบัติแก่พระโอรสของหม่อมฉัน. พระราชาทรงห้ามว่า พระโอรสสองพระองค์ของเรา รุ่งเรืองอยู่เหมือนกองเพลิง เราไม่อาจให้ราชสมบัติแก่โอรสของเธอ ทรงเห็นพระนางอ้อนวอนอยู่บ่อยๆ ทรงพระดำริว่า พระนางนี้จะพึงคิด แม้กรรมอันลามกแก่โอรสทั้งหลายของเรา จึงรับสั่งให้เรียกพระโอรสทั้งสองมา แล้วตรัสว่า
    [​IMG]พ่อทั้งสอง ในเวลาที่สุริยกุมารประสูติ พ่อได้ให้พรไว้ บัดนี้ มารดาของสุริยกุมารนั้นทูลขอราชสมบัติ พ่อไม่ประสงค์จะให้แก่สุริยกุมารนั้น ธรรมดา มาตุคาม ผู้ลามกจะพึงคิดแม้สิ่งอันลามกแก่พวกเจ้า เจ้าทั้งสองต้องเข้าป่า ต่อเมื่อพ่อล่วงไปแล้ว จงครองราชสมบัติในนครอันเป็นของมีอยู่ของตระกูล แล้วทรงกันแสง ครํ่าคราญจุมพิตที่ศีรษะ แล้วทรงส่งไป.
    [​IMG]สุริยกุมารทรงเล่นอยู่ที่พระลานหลวง เห็นพระโอรสทั้งสองนั้น ถวายบังคมพระราชบิดา แล้วลงจากปราสาท ทรงเห็นเหตุนั้น จึงคิดว่า แม้เราก็จักไปกับพระเจ้าพี่ทั้งสอง จึงออกไปพร้อมกับพระโอรสทั้งสองนั้นเอง พระโอรสเหล่านั้นเสด็จเข้าไปยังป่าหิมพานต์.
    [​IMG]พระโพธิสัตว์แวะลงข้างทาง ประทับนั่งที่โคนไม้ เรียกสุริยกุมารมาว่า พ่อสุริยะ เจ้าจะไปยังสระนั้น อาบและดื่มแล้ว จงเอาใบบัวห่อนํ้าดื่มมา แม้เพื่อเราทั้งสอง.
    [​IMG]ก็สระนั้นเป็นสระที่ผีเสื้อน้ำตนหนึ่ง ได้พรจากสำนักของท้าวเวสวัณ.
    [​IMG]ท้าวเวสวัณตรัสกะผีเสื้อนํ้านั้นว่า เจ้าจะได้กินคนที่ลงยังสระนี้ ยกเว้น คนที่รู้เทวธรรมเท่านั้น เจ้าจะไม่ได้กิน คนที่ไม่ได้ลง. ตั้งแต่นั้น รากษสนั้นจึงถามเทวธรรมกะคนที่ลงสระนั้น แล้วกินคนที่ไม่รู้เทวธรรม.
    [​IMG]ลำดับนั้นแล สุริยกุมารไปยังสระนั้น ไม่ได้พิจารณาเลยลงไปอยู่. ลำดับนั้น รากษสนั้นจับสุริยกุมารนั้น แล้วถามว่า ท่านรู้เทวธรรมหรือ? สุริยกุมารนั้นกล่าวว่า เออ ฉันรู้ พระจันทร์และพระอาทิตย์ ชื่อว่า เทวธรรม. ลำดับนั้น รากษสนั้นจึงกล่าวกะสุริยกุมารนั้นว่า ท่านไม่รู้จักเทวธรรม แล้วพาดำไปพักไว้ในที่อยู่ของตน.
    [​IMG]ฝ่ายพระโพธิสัตว์เห็นสุริยกุมารนั้นชักช้าอยู่ จึงส่งจันทกุมารไป แม้รากษสก็จับจันทกุมารนั้น แล้วถามว่า ท่านรู้เทวธรรมไหม? จันทกุมารกล่าวว่า เออ ฉันรู้ ทิศทั้ง ๔ ชื่อว่าเทวธรรม. รากษสกล่าวว่า ท่านไม่รู้เทวธรรม แล้วพาจันทกุมารแม้นั้น ไปไว้ในที่อยู่ของตนนั้นนั่นแหละ.
    [​IMG]เมื่อจันทกุมารล่าช้าอยู่ พระโพธิสัตว์คิดว่า อันตรายอย่างหนึ่งจะพึงมี. จึงเสด็จไปที่สระนั้นด้วยพระองค์เอง เห็นรอยเท้าลงของพระอนุชาแม้ทั้งสอง จึงดำริว่า สระนี้คงเป็นสระที่รากษสหวงแหน จึงได้สอดพระขรรค์ถือธนู ยืนอยู่. ผีเสื้อนํ้าเห็นพระโพธิสัตว์ไม่ลงนํ้า จึงแปลงเป็นเหมือนบุรุษผู้ทำงานในป่า กล่าวกะพระโพธิสัตว์ว่า บุรุษผู้เจริญ ท่านเหน็ดเหนื่อยในหนทาง เพราะเหตุไร จึงไม่ลงสระนี้ อาบดื่ม กินเหง้าบัว ประดับดอกไม้ไปตามสบาย. พระโพธิสัตว์เห็นดังนั้น รู้ว่า ผู้นี้จักเป็นยักษ์ จึงกล่าวว่า ท่านจับน้องชายของเรามาหรือ. ผีเสื้อนํ้ากล่าวว่า เออ เราจับมา. พระโพธิสัตว์ถามว่า เพราะเหตุไร. ผีเสื้อนํ้ากล่าวว่า เราย่อมได้คนผู้ลงยังสระนี้. พระโพธิสัตว์ถามว่า ท่านย่อมได้ทั้งหมดทีเดียวหรือ? ผีเสื้อนํ้ากล่าวว่า เราได้ทั้งหมด ยกเว้นคนที่รู้เทวธรรม.
    [​IMG]พระโพธิสัตว์นั้นตรัสถามว่า ท่านมีความต้องการเทวธรรมหรือ?
    [​IMG]ผีเสื้อนํ้ากล่าวว่า เออมีความต้องการ.
    [​IMG]พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ถ้าเมื่อเป็นอย่างนั้น เราจักบอกเทวธรรมแก่ท่าน.
    [​IMG]ผีเสื้อนํ้ากล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นท่านจงบอก เราจักฟังเทวธรรม.
    [​IMG]พระโพธิสัตว์ตรัสว่า แต่เรามีตัวสกปรก. ยักษ์จึงให้พระโพธิสัตว์อาบนํ้า ให้ดื่มนํ้า ให้ประดับดอกไม้ให้ลูบไล้ของหอม ได้ลาดบัลลังก์ให้ ในท่ามกลางปะรำ ที่ประดับแล้ว. พระโพธิสัตว์ประทับนั่งบนอาสนะ ให้ยักษ์นั่งแทบเท้า แล้วตรัสว่า
    [​IMG]ถ้าอย่างนั้น ท่านจงเงี่ยโสตฟังพระธรรมโดยเคารพ แล้วตรัสพระคาถานี้ว่าทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุนั้นดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสเรื่อง ๒ เรื่องสืบอนุสนธิต่อกันไป แล้วทรงประชุมชาดก ว่า
    [​IMG]ผีเสื้อนํ้าในครั้งนั้น ได้เป็นภิกษุผู้มีภัณฑะมาก ในบัดนี้
    [​IMG]สุริยกุมารได้เป็น พระอานนท์
    [​IMG]จันทกุมารได้เป็น พระสารีบุตร
    [​IMG]ส่วนมหิสสาสกุมารผู้เป็นเชฏฐา ได้เป็น เราผู้ตถาคต แล.

    [​IMG]จบอรรถกถาเทวธรรมชาดกที่ ๖

    หิริโอตัปปะ นั้น เรียกรวมกันว่า ความละอายและความเกรงกลัวต่อบาป ถือว่าเป็นธรรมะสำคัญ ต่อการใช้ชีวิต อยู่ร่วมกันของคนในสังคมนี้มาก เพราะบุคคลที่ไม่ละอายแก่ใจต่อการกระทำผิด ไม่เกรงกลัวต่อผล ของการกระผิดแล้วนั้น บุคคลนั้น สามารถทำสิ่งเลวร้ายได้ทุกชนิด สามารถสร้างความเดือดร้อน ความเสียหายให้แก่ตนเอง และผู้คนในสังคมได้ไม่หยุดหย่อน เพราะเหตุนี้ โลกนี้ สังคมนี้ ต้องการธรรมะสองข้อนี้ปกป้องคุ้มครอง เรียกได้ว่า เป็นธรรมโลกบาล หรือ ธรรมะที่คุ้มครองโลก เลยทีเดียว

    หิริ หรือความละอายแก่ใจในการทำบาป หากหิริเกิดขึ้น สามารถหยุดตัวเองไม่ให้ความชั่วชนะใจ เพราะมีความละอายที่จะคิด จะพูด หรือจะกระทำ ความชั่วเหล่านั้น หิริเกิดขึ้นได้จากการอบรมเลี้ยงดู ฝึกฝนตนเอง การคำนึงถึงชาติ วงศ์ตระกูล คนในสมัยโบราณอบรมเลี้ยงดูลูกหลานให้เกรงกลัวต่อบาป ด้วยการเล่าถึงนรก ยมบาล และการลงฑัณฑ์ในอเวจีขุมต่างๆ ทำให้คนเกรงกลัว ซึ่งไม่ใช่เรื่องเสียหาย หรืองมงาย หากเรื่องเล่าเหล่านี้ สามารถคุ้มครองสังคม ให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุขได้ ผิดกับสังคมอุดมปัญญา ที่หาความละอายใจแก่บาปของคนในสังคมไม่ได้

    โอตัปปะ หรือ ความเกรงกลัวต่อบาป หากคนกลัวแต่กฎหมาย ไม่กลัวกฏแห่งกรรม สังคมนี้จะมีแต่คนหากินกับ การหาช่องโหว่ทของกฏหมาย โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง เหมาะสม สังคมควรมีส่วนรับผิดชอบในเรื่องนี้ คือคนในสังคมควรยกย่องผู้กระทำดี มีศีลธรรม และตำหนิผู้ประพฤติชั่ว ไม่ใช่ยกย่องผู้มีเงิน มีอำนาจ โดยไม่สนใจที่มาของเงิน และอำนาจเหล่านั้น ซึ่งหากสังคมให้ยอมรับผู้มีศีลธรรม เป็นสำคัญ สังคมนั้นก็จะสงบร่มเย็น

    แหล่งที่มา http://www.84000.org/tipitaka/atita100/jataka.php?i=270006
    http://www.polyboon.com/worship/dhumma01_03.html
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 29 กรกฎาคม 2017

แชร์หน้านี้

Loading...