เรื่องเด่น อดีตที่ผ่านพ้น ตอนที่ ๖๑ : หลวงปู่บุดดา

ในห้อง 'อดีตที่ผ่านพ้น' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 19 กันยายน 2019.

  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    1,272
    กระทู้เรื่องเด่น:
    94
    ค่าพลัง:
    +2,301
    61.jpg
    อดีตที่ผ่านพ้น ตอนที่ ๖๑ : หลวงปู่บุดดา

    LP Budda.jpg

    ในบรรดาพระสุปฏิปันโนเจ้ายุคปัจจุบันนี้ หลวงปู่บุดดา ถาวโร แห่งวัดกลางชูศรีเจริญสุข จังหวัดสิงห์บุรี นับเป็นพระเถระอีกองค์หนึ่งที่มีลูกศิษย์ลูกหาทั่วประเทศ ใครไปกราบท่านก็จะได้ความชื่นอกชื่นใจโดยทั่วหน้ากัน สิ่งที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใครก็คือ ท่านจะแจกแป้งให้เป็นสิริมงคลแก่ทุกคน บางคนเรียกว่า “น้ำมนต์แห้ง”

    เรื่องที่ท่านแจกแป้งมีที่มาคือ ครั้งหนึ่งหลวงปู่ป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ ในบรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่ไปเยี่ยมไข้ มีอยู่คนหนึ่งชื่อ “คุณสุทธิลักษณ์” คุณคนนี้มีสัญลักษณ์ประจำตัวคือ จะใส่แหวนเพชรทีละสี่นิ้ว เรียกว่าใส่จนของแท้กลายเป็นของปลอมไปเลย ค่าที่มันเยอะจนเกินมนุษย์มนาเขา...

    คุณสุทธิลักษณ์เห็นหลวงปู่นอนป่วยอยู่ ก็เกิดเมตตาจิต ช่วยนวดให้หลวงปู่เป็นการใหญ่ นวดไม่นวดเปล่า เอาน้ำมันนวดกล้ามทาให้หลวงปู่ด้วย...! โดนน้ำมันนวดกล้ามเข้า หลวงปู่ก็บวมแดงไปทั้งเนื้อทั้งตัว พล.ต.ท.นพ. สมศักด์ สืบสงวน นายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจมาเห็นเข้า แทบจะเป็นลมด้วยความตกใจ ทำไมเขาทำกับหลวงปู่ขนาดนั้น...!?

    คุณหมอสมศักดิ์จึงเอาแป้งทาให้หลวงปู่ เพื่อลดการอักเสบและระคายเคือง ลูกศิษย์ลูกหาที่มากราบเยี่ยมพอเห็นดังนั้น เลยช่วยกันซื้อแป้งมาถวายเป็นการใหญ่... คนโน้นก็ซื้อ คนนี้ก็ซื้อ กลายเป็นว่าหลวงปู่ชอบแป้ง ถวายจนแทบจะเปิดร้านขายได้ หลวงปู่เห็นแป้งมีมาก ท่านก็เลยแจกเขาบ้าง คนเลยเฮละโลกันมารับจนกลายเป็นว่า หลวงปู่ท่านต้องแจกแป้งติดกันมาจวนจะยี่สิบปีเข้าไปแล้ว...

    ในการเตรียมงานฉลองครบ ๑๐๐ ปี หลวงปู่ปาน วัดบางนมโค และฉลองโบสถ์ วัดท่าซุง คณะลูกศิษย์ “หลวงพ่อ” มี ร.ต.ท.อรรณพ กอวัฒนา (ยศขณะนั้น) เป็นหัวหน้า ออกกราบพระสุปฏิปันโนทั่วประเทศสิบกว่าองค์ (ส่วนใหญ่เป็นพระทางภาคเหนือ) ขอผ้าสังฆาฏิของท่านทั้งหลายมาเพื่อทำเป็นวัตถุมงคลแจกในงาน...

    หลวงปู่บุดดาท่านมอบผ้าสังฆาฏิให้ด้วยความเต็มอกเต็มใจ และปฏิสันถารกับญาติโยมอย่างรื่นเริง ท้องฟ้ามืดมิดเข้ามาทุกที มีทีท่าว่าฝนจะตกหนักในไม่ช้า ผู้หมวดอรรณพเริ่มคิดกังวลใจ เพราะต้องไปกราบหลวงปู่สี ฉนฺทสิริ ที่วัดถ้ำเขาบุนนาค อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ อีก กลัวจะเจอฝนกลางทาง...

    “ไปเถอะ...ไม่เจอฝนหรอก” หลวงปู่บุดดากล่าวแทรกความคิดจนผู้หมวดอรรณพสะดุ้ง จึงพากันกราบลาหลวงปู่ มุ่งตรงไปยังตาคลี ตลอดทางท้องฟ้าดูกดต่ำมืดทึบ หยาดฝนพร้อมจะย้อยลงมาได้ทุกเวลา แต่ก็ไม่ตกจนแล้วจนรอด พอถึงวัดถ้ำเขาบุนนาคแล้วนี่ซิ...หลวงปู่สีท่านออกมารอรับอยู่แล้ว...

    “เจอฝนไหมเล่า...? หลวงปู่บุดดาท่านตามมาส่งถึงนี่ เจอฝนก็แย่ซิ...” หลวงปู่สีซึ่งอายุกว่า ๑๒๐ ปีแล้ว เอ่ยเป็นประโยคแรก พลางกุลีกุจอมอบสังฆาฏิให้ ซึ่งสังฆาฏิหลวงปู่สีนั้น ท่านครองมาตั้งแต่อายุ ๔๐ แทบจะติดเป็นเนื้อเดียวกันทั้งผืน และที่ทุกคนดีใจเป็นที่สุด คือท่านแจกชานหมากให้คนละคำ...!

    หลวงปู่พระสุปฏิปันโนชุดนั้นทั้งสิบกว่าองค์ “หลวงพ่อ” บอกว่าเป็นผู้คล่องในปฏิสัมภิทาญาณทุกองค์ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่หลวงปู่บุดดาจะบอกว่าฝนไม่ตก และหลวงปู่สีมาคอยรับ พร้อมกับบอกว่าหลวงปู่บุดดามาส่งถึงนี่ เพราะทุกองค์ท่าน “ถึง” กันหมด ปล่อยให้ลูกศิษย์งงกันไปเอง โดยเฉพาะหลวงปู่บุดดา ท่านมีการแสดงออกที่ชัดเจนกว่าใครทั้งหมด...

    ใครจะไปใครจะมา มีธุระอะไร ไม่ต้องเอ่ยปากให้เสียเวลา หลวงปู่รู้ซึ้งเข้าไปถึงในจิตในใจ ตามประวัติหลวงปู่ท่านไม่รู้หนังสือ แต่ท่านกลับแตกฉานพระไตรปิฎกอย่างน่ามหัศจรรย์ ยกธรรมะมาประกอบแต่ละข้อ เล่นเอาคนแบกพระไตรปิฎกหงายท้องตึง เพราะคล่องแต่ตำรา หลวงปู่ท่านคล่องปฏิบัติ เหมือนเอามวยวัดไปปะทะแชมป์มวยโลก แบกตำราเข้าไปกี่คน หลวงปู่ต้อนซะเจ๊งไม่เป็นท่าไปทุกราย...!

    หลังจากบวชได้ไม่นาน อาตมามีความคิดถึงอยากจะไปกราบหลวงปู่ จุดธูปบอกท่านล่วงหน้า กะว่าไปถึงวัดหลวงปู่สักเจ็ดโมงเช้า ปรากฏว่าเล่นเอาเพลพอดี หลงทางนะซิ...ก่อนนี้หลวงปู่อยู่สำนักสงฆ์สองพี่น้อง กับอาศรมฤๅษีขาว จังหวัดชัยนาท พอย้ายไปสิงห์บุรี อาตมาไม่เคยไปเลยหลงซะยกใหญ่...

    พอกราบเท้าท่าน โยมที่อยู่ปฏิบัติหลวงปู่บอกว่า “หลวงปู่ฉันเช้าตั้งแต่หกโมงแล้วนั่งรอจนป่านนี้...” คราวนี้สนุกกันใหญ่ ใครมีปัญหาอะไรไม่ต้องถาม หลวงปู่ท่านควักเอากิเลสในใจของเราออกมาโชว์ให้ดู ใครบกพร่องอย่างไร ติดขัดตรงไหน หลวงปู่ท่านชี้แจงเป็นฉาก ๆ สว่างโล่งไปตาม ๆ กัน...

    “หลวงปู่ครับ...ถ้ากระผม... ” “ดูที่ศีล” คำตอบมาขณะคำถามยังไม่หลุดจากปากเลย ตั้งใจถามว่าถ้าปฏิบัติตรงตามมรรค ๔ ผล ๔ แล้วเราจะเอาอะไรเป็นเครื่องวัด “พระโสดาบันศีล ๕ พระอนาคามีศีล ๘ พระอรหันต์ศีล ๑๐... ” คำตอบตามมาเป็นชุดจนอาตมาคิดไม่ทันตามไม่ทัน...พระเราศีล ๒๒๗ นี่ครับ...?

    แค่เถียงในใจก็ได้เรื่อง... “...นั่นมันศีลเพื่อโลก เพื่อเอาใจชาวบ้าน ศีลของพระอรหันต์จริง ๆ แค่สิบก็พอแล้ว ดูเณรซิ...ศีล ๑๐ เท่านั้นทำไมเป็นพระอรหันต์ได้...? ” เสร็จครับ...นับร้อยก็ไม่ฟื้น แต่ละหมัดชกตรง ๆ ทั้งนั้น ใครมีคำถามผุดขึ้นในใจเป็นโดนเปรี้ยงเข้าแสกหน้าทุกที หูตาสว่างทั้ง ๆ เห็นดาวนั่นแหละ...!

    อิ่มอกอิ่มใจก็กลับวัดได้ อยากโดนถลกหนังเปิดกิเลสเมื่อไรก็ไปใหม่...มีโอกาสเป็นแว่บไปกราบเท้าหลวงปู่ทันที ระยะหลังกายสังขารท่านทรุดโทรมลงมาก ครั้งล่าสุดที่เพิ่งไปมา ท่านนอนเงียบเฉย ๆ ไม่พูดไม่คุยด้วยแล้ว...

    “พระพุทธเจ้าไม่ตาย พระธรรมเจ้าไม่ตาย พระสังฆเจ้าไม่ตาย...แก่นของศาสนาอยู่ตรงไม่ตายนี่แหละ... ไม่ตายอย่างไร...? อย่างตอนนี้แหละ ถ้าตายแล้วจะพบกันอย่างไร...? ต้องตรงนี้ เดี๋ยวนี้ อดีตไม่มี อนาคตไม่มี เอาแต่ปัจจุบันนี้ สังขารหยุดปรุงแต่งทุกอย่างก็หยุดหมดดับหมด...

    กายเดียวจิตเดียวก็นิโรธ หลายกายหลายจิตมันยุ่ง อะไร ๆ มันก็อยู่ตรงนี้ หนังแผ่นเดียวนี่... ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ต้องต่อเนื่องตามกันทุกลมหายใจเข้าออก อย่าเกาะตำราซิ... เอาแต่เกาะตำราก็เป็นมอดเป็นปลวก แทะคัมภีร์แทะกระดาษใบลานอยู่นั่นแหละ...

    สนามหลวงบอกว่า ...อวิชฺชา ปจฺจยา สงฺขารา...อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร โธ่เอ๊ย...! อวิชชา สังขารมาจากไหน มาจากใจนี่...มโน ปุพฺพงฺคมา ธมฺมา...ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า... สนามหลวงเคยพูดถึงใจมั้ยล่ะ...? ในปัจจยาการน่ะ เกาะตำราจบประโยคเก้าก็ไม่หายโง่หรอก...!”

    ยิ่งเขียนยิ่งคิดถึง เดี๋ยวต้องไปกราบเท้าหลวงปู่สักหน่อย ธรรมแท้ ๆ จากดวงจิตที่แท้ ไปหาฟังที่ไหนได้ง่าย ๆ ล่ะ...?

    ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๓๓
    พระใบฎีกาเล็ก สุธมฺมปญฺโญ

    ที่มา www.watthakhanun.com
    ภาพประกอบโดย สำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษี
    #๖๐ปีพระครูวิลาศกาญจนธรรม
     

แชร์หน้านี้

Loading...