อภิญญา - สมาธิ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย LucianoDion, 6 ธันวาคม 2018.

  1. LucianoDion

    LucianoDion สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 พฤษภาคม 2018
    โพสต์:
    12
    ค่าพลัง:
    +4
    อภิญญาสมาธิ และ-และอภิญญา สมาธิ คืออะไรผู้รู้ตอบที.. .คับ
    สมาธิพอเข้าใจนะ แต่ว่าอภิญญาคืออะไรผมอยากรู้
    ใช่ พลังรึเปล่า หรือ คือพลังจิตอย่างหนึ่งผมอยากรู้
    ใครใช้พลังจากคำว่า อภิญญา และใช้มันได้บ้าง
    คำๆ นี้คืออะไรอยากรู้มากว่ามันใช้พลังรึเปร่าเว้น
    ผู้รู้เรื่องตอบทีคับ อยากรู้มาก เช่นเสกไฟติดได้
    เลยรึเปล่า... คับ
     
  2. แผ่บุญ

    แผ่บุญ ชอบ~ศรัทธา 40 อสงไขย

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2018
    โพสต์:
    372
    ค่าพลัง:
    +319
    พลังงานจิตเหนือธาตุ นามเหนือรูป นึกคิดอยากให้ได้ให้มีให้เป็นอะไรก็ได้ ยกเว้นนึกอยากถอนกิเลสทันทีดั่งใจนึกอาจจะไม่ได้ ภาษาเป็นการใช้สมมุติต่อสิ่งๆนั้นเฉยๆตีความได้อีกมากมายตามความเข้าใจส่วนบุคคลครับ (อย่าถามต่อชาตินี้ผมยังทำไม่ได้)
     
  3. เตรียมตัว

    เตรียมตัว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มีนาคม 2015
    โพสต์:
    58
    ค่าพลัง:
    +151
    อภิญญา เรื่องของผู้เชี่ยวชาญทางจิตสมาธิ อยากรู้ ก็สร้างจิตของตัวให้เป็นผู้เชี่ยวชาญก่อนนะ ลงมือทำเลยนะ..สู้สู้
     
  4. กลับตัวกลับใจ

    กลับตัวกลับใจ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 สิงหาคม 2017
    โพสต์:
    21
    ค่าพลัง:
    +12
    ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ คงจะ ... พลังงานมาจากไหน แปรสภาพอย่างไง ตามใจนึกอย่างไรละ เดาเอาเด้อ อ่านเล่นๆนะ
     
  5. แผ่บุญ

    แผ่บุญ ชอบ~ศรัทธา 40 อสงไขย

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2018
    โพสต์:
    372
    ค่าพลัง:
    +319
    จะว่ายากก็ยากครับ คนไม่เคยทำมาในอดีตฝึกให้ตายทั้งชาติก็ไม่ได้ นอกจากจะปูพึ้นหัดจำภาพอะไรไป ชาตินี้ได้แค่จำภาพก็ไปหัดอย่างอื่นต่อในชาติต่อๆไปสะสมเอา ส่วนคนที่ได้เลยในชาตินี้เขาต้องงมมาก่อนหลายๆกัปป์แน่นอน ไม่ใช่มาตั้งท่ากันแค่ตอนนี้แล้วเป็นเลย ต้องไปถามคนที่ทำได้เขาได้แล้วเอาไปใช้ทำอะไรบ้าง มันสนุกหรือเปล่า แต่เข้าใจว่าสัจจะธรรมของโลกนี้คือไม่เที่ยง ได้มาแรกๆอาจจะเห่อเล่นเพลิน แต่นานๆเข้ามันเป็นปกติของชีวิตไปแล้วก็คงเฉยๆ ไม่ต่างจากคนมีรถเบนท์ขับมาแล้ว30ปี เทียบกับตอนที่ยังไม่มีแล้วพึ่งซื้อมาขับใหม่ๆ ใจมันฟูต่างกัน
     
  6. เส้นทางยาวไกล

    เส้นทางยาวไกล ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 พฤษภาคม 2018
    โพสต์:
    60
    ค่าพลัง:
    +159
    ลองอ่านหนังสือ ทิพยอำนาจ ครับ
     
  7. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,298
    ค่าพลัง:
    +31,415
    ขอพูดในอีกมุมนะเผื่อจะเข้าใจ
    ง่ายขึ้นเอาเรื่องสมาธิก่อน เชื่อว่า
    ผู้ถามอาจจะยังไม่เห็นมุมที่ส่วนตัว
    จะเล่าให้ฟัง

    คำว่าสมาธิทางกิริยามัน
    คือสภาวะของการลดคลื่น
    ความถี่ของจิตให้น้อยลง
    สมาธิยิ่งระดับสูงขึ้น
    คลื่นความถี่ของจิตยิ่งเข้าใกล้ศูนย์
    ปกติคลื่นความถี่ปกติจะดูตอนใช้ชีวิต
    ปกตินี่แระ ค่าอาจจะ๓๐ Hz ขึ้นได้
    จะค่อยลดมาตามลำดับผ่านคลื่นใันหรือเห็นนามธรรมได้ ตามด้วยคลื่นหลับเทียบได้ปฐมฌาน และลดลงมาจนถึง ๐ Hz คือฌาน๔
    พวกคลื่นความถี่ที่เป็นพลังงานพวกนี้
    หน่วยเป็น Hz หาอ่านดูได้ไม่ยาก
    เค้าแบ่งเป็นข่วงไหว้มีการทดลองพิสูจน์มานานแล้ว
    แต่ในทางพุทธศาสนาเรานั้น
    สมาธิที่แท้จริง
    จะต้องเป็นสมาธิที่คลื่นความ
    เหล่านั้น มันลดลงมาเอง โดยไม่มีตัวไปกระทำ ไม่ว่าจากการเกรงกล้ามตรูดหรือ จากความชำนาญใดๆครับ

    ซึ่งตรงนี้มันเป็นผล จากความรู้ที่เกิดจากตัวปัญญาทางธรรมเพื่อตัดเรื่องราวที่ทำให้จิตเกิดก่อนในเบื้องต้น ก่อนที่จะไปต่อถึงระดับปัญญาญานที่เข้าไปค้นถึงสาเหตุของการเกิดในเรื่องนั้นๆนะครับ


    ซึ่งมันก็จะสอดคล้องกับคำว่าอภิญญาพอดี
    เพราะอภิญญามันก็แปลความว่าเป็นความรู้ยิ่งที่รู้ไปทางด้านปัญญาที่ตัดกิเลสต่างเข้นกันครับ


    พวกความสามารถต่างๆเหล่านั้นมันเป็นแค่
    ผลของการรู้ทางด้านปัญญาพวกนี้เท่านั้นเอง
    ดังนั้นเราจึงมักได้ยินว่า แม้มันมี มันเกิดขึ้นได้ แต่มันไม่ใช่ประเด็นหลัก อาจเพราะด้วยสื่อหรือการมุ้งเน้นไปทางด้านคุณวิเศษแทนเลยทำให้ปัจจุบัน เอามาปรุงเป็นสัญญาที่คาดเคลื่อนจาก นัยยะ คำว่าอภิญญาและสมาธิกันแบบ ที่ไปมองเพียงผล เลยข้ามเหตุ
    ที่ทำให้เกิดไปอย่างคาดไม่ถึงครับ


    เปรียบเนาะ มีรถสปอร์ตอยู่คันสวยงาม
    พุทธเราจะมองถึงขั้นที่ให้เห็นว่ารถคันนี้
    ต่อไปอนาคตมันจะย่อยสลายกลายเป็นเศษเหล็กอย่างไร
    และก็ค้นย้อนไปถึงวัสดุต่างๆ ที่มาประกอบ
    รวมๆเป็นตัวรถ ว่าแต่ละชิ้นทำมาจากอะไรบ้าง มีส่วนผสมอะไรแหล่งที่มาจากไหน
    ประมานนี้ จนสิ้นสงสัยในรถคันนี้
    ตลอดจนไม่ยึดติดรูปลักษณ์

    ในทางกลับกันถ้าเราข้ามเรื่องเหตุ
    ไปมองผลเลย เราจะไปมองว่า
    อภิญญาคือรถสปอร์ตคันงามคันนี้
    มีเอาไว้เพื่อความเท่ห์ ไว้อวดสาว
    ไว้ขับโชว์คน แล้วเราจะรู้สึกพอใจว่า
    มีแต่คนมอง ตัวเรารู้สึกว่าหล่อว่าเท่ห์
    รถคันนี้ เราเลยรู้สึกว่ามันใช่
    เราชอบ กลัวมันหาย กลัวมันเป็นรอย
    เลยต้องคอยระวัง เพราะกลัวมันหาย
    กลัวมีใครมาทำให้เป็นรอย กลัวใครมา
    ใกล้ แล้วทำในสิ่งที่กระเทือนกับรถสปอร์ต
    ถ้าสังเกตุคือ มันสร้างความยึด ความห่วง
    ความกลัวสูญเสียให้เกิดขึ้นในใจ


    ซึ่งจะต่างจากหลักคำสอนของพุทธศาสนา
    ที่สอนให้เรา ละ คลาย ปล่อย วาง
    ความยึดมั่นถือมั่นต่างๆที่เกาะในใจนั่นเอง


    เห็นไหมนี่คือทั่วไป ของการมอง
    แค่มองเหตุ หรือมองผล
    มันก็ส่งผลต่อพฤติกรรมทางจิต
    และพฤติกรรมทางกายเรา
    อย่างแตกต่าง เพราะเรื่อง
    เล็กๆน้อยๆเพียงเท่านี้เอง


    ปล จิตเป็นนามธรรม ความสามารถในการทำได้ของจิตขึ้นอยู่กับสามารถทำให้จิต
    เป็นต้นกำเนิดของเราได้หรือเปล่า
    เท่านั้นเอง เราอยู่ภายใต้ แรง
    คลื่นแม่เหล็กหรือแสง. แรงดึงดูด
    แรงนิวเคลียร์แบบเข้มและแบบอ่อน
    ซึ่งเข้าถึงในระดับอะตอม ที่เป็นองค์ประกอบขิงสะสารชนิดที่เป็นสื่อนำแรง
    แบบที่แทนที่ได้ และที่ไม่เกี่ยวกับพื้นที่
    พอไม่มีพื้นที่ ก็ไม่ขึ้นกับระยะทาง
    จึงไม่ขึ้นกับเวลา และสามารถเปลี่ยน เพิ่ม
    ลด ชนิดของแรงได้ในระดับอนุภาค
    พวกนี้ทางวิทยาศาสตร์
    ค้นพบหมดแล้ว แต่ยังเข้าไม่ถึงต้นกำเนิดของแรงก็คือจิต แบบทางพุทธศาสนาเรา

    เช่น อนุภาคของแรงแบบที่ไม่เกี่ยวกับพื้นที่
    (เฟอร์มิออน)
    ถ้ามันเสียดสีกันมันจะกลายเป็นธาตุไฟ
    บ้านเราเรียก กสิณไฟ หรือถ้ามันไม่เข้าพวก
    จะกลายเป็นน้ำ เข้าพวกกลายเป็นดิน
    เหวี่ยงรวมกันมีระเบียบเป็นอากาศ
    ไม่เป็นระเบียบคือลมเป็นต้น นี่แค่ตัวอย่าง
    สำคัญคือการทำให้จิตมีความสามารถ
    ในการเป็นต้นกำเนิดแรงต่างๆ
    เหล่านี้นั่นเอง ทำได้ไง
    ก็มาจากกรรมฐานต่างๆที่ มีในตำรา
    นั่นหละครับ

    เพียงแต่คุณอย่าไปมองที่ผลของมัน
    เพราะถ้าคุณไม่เข้าใจเหตุแล้ว
    กลายเป็นว่า อาจจะตัดสินใจว่า
    มันไม่มีจริง มันเป็นมายากล
    ตลอดจนคิดเชิงอกุศลต่างๆได้

    ดังนั้นถ้ามาทางพุทธศาสนาควรย้อน
    หาเหตุที่จะทำให้เกิดผลก่อน
    ถ้าเรายังไม่สามารถหาเหตุได้
    แม้เราจะพยายามต่างๆนาไปแล้วก็ตาม
    เราก็ไม่ควรสรุปใดๆ เราบอกได้แต่ว่า
    เห็นแต่ผล แต่ไม่รู้เหตุ
    วันหนึ่งหากเรามีปัญญามากขึ้น
    เด่วเราก็รู้เหตุได้เองเหมือนที่เรา มีความรู้
    ว่ารถสปอร์ตประกอบด้วยวัสดุอะไร
    และทำจากอะไรได้เองตามลำดับต่อไปนั่นหละครับ

    ปล อย่าตีความแค่ตัวอักษร และแปลเป็นผล
    ให้ฝึกมองกิริยาทางนามธรรม
    ที่เป็นเหตุของมันให้ดี
    เราจะอยู่แนวทางพุทธศาสนาได้ตลอดเวลา
    แม้ว่าจิตเราจะมีผลแห่งความสามารถ
    ต่างๆเหล่านั้นหรือไม่ก็ตาม
    เราก็จะเข้าใจแนวทางหลักของ
    พุทธศาสนาได้เองครับ

    แค่เพียงแต่เล่าให้ฟัง

     
  8. Cheewin...

    Cheewin... เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 กันยายน 2018
    โพสต์:
    555
    ค่าพลัง:
    +662
    หาอ่านได้ที่ไหนครับ หรือมีขายครับ
     
  9. เส้นทางยาวไกล

    เส้นทางยาวไกล ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 พฤษภาคม 2018
    โพสต์:
    60
    ค่าพลัง:
    +159
    ที่มหามกุฏ ตรงข้ามวัดบวรฯ น่าจะมีอยู่ครับ
    ลองพิมพ์ชื่อหนังสือ อาจจะโหลดจาเเวปพลังจิตได้ครับ เพื่อนเคยทำ
     
  10. เสขะ บุคคล

    เสขะ บุคคล เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    1,060
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +3,582
  11. Username-chatreekain

    Username-chatreekain สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    อาทิตย์
    โพสต์:
    10
    ค่าพลัง:
    +6
    ขนาด หูทิพย์ ยังต้องไปรักษาจิตตเวชเลย ต้องเข้ารักษาจิตตเวชหน่ะก็คนเค้าไม่เชื่อ
    ว่าสิ่งแบบนี้มีอยู่จริงบนโลกใบนี้
     
  12. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,812
    ค่าพลัง:
    +7,226
    +++ อภิญญา คือ อภิ+ปัญญา หรือ "ปัญญาอันยิ่ง"
    +++ ป่าว... อภิญญา "ไม่ใช่ตัวพลัง" แต่เป็น "ปัญญาในการใช้พลัง"
    +++ ก็ลอง "ท่องคำว่า อภิญญา" ไปสัก แสนอสงไขย ดู
    +++ แล้วมา "เล่าสู่กันฟัง" เผื่อมีคนในนี้ ยังรออยู่นะ
    +++ สำหรับผม ไม่รอหรอก...
    +++ เดินไป 7/11 ซื้อไฟแช็กมาดีกว่ามั้ง...
    +++ ไม่แน่นะ "ถ้า" เจอใครทำได้จริง ก็บอกมาด้วย
    +++ ผมมี "ทีมจัดสถานที่ ทีมประชาสัมพันธ์ ทีมขายตั๋ว" พร้อมทั้งหมด

    +++ ขออย่างเดียว "ให้มันได้เจอตัวจริง ๆ สักรายเดียวก็พอ"
    +++ ช่วย ๆ กันหาด้วยนะ จะเอากี่ % ก็บอกมา ก็แล้วกัน...

    +++ รีบ ๆ หาให้เจอด้วยนะ "ทีมงาน กำลังรออยู่" .....
     
  13. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,298
    ค่าพลัง:
    +31,415
    คนที่มีความสามารถพิเศษระดับ
    ใช้งานได้ในชีวิตปกติประจำวัน
    แบบที่เกิดขึ้นเองโดยไม่ได้ฝึกนั้น
    ถ้าความสามารถนั้นเกิดก่อนที่
    จิตจะคลายตัวได้
    หรือเกิดก่อนที่จิตจะแยกรูปแยกนาม
    และเดินปัญญามาก่อนได้นั้น

    จะมีปัญหาเรื่องการ. “หายตัวในญานวิถี”
    ไม่เป็นครับ คือ แยกแยะไม่ออกระหว่าง
    โลกนามธรรมกับโลกปัจจุบัน
    และถ้ารับรู้อะไรก็จะซึมไปกลับ
    การรับรู้นั้นๆ เช่น รู้ว่าผีตัวนี้เศร้า
    ตนเองก็จะเศร้าเหมือนผี เห็นเค้าขำ
    ก็ขำไปกลับเค้า ประมานนี้ครับ

    บุคคลกลุ่มนี้ ไม่ใช่คนบ้า ไม่ใช่คนประสาท
    แต่เป็นพวกบารมีในอดีตเยอะ
    แต่ด้วยการที่ตนเองหายตัวในญาน
    วิถีไม่เป็น คนเลยมองว่าไม่ปกติ เช่น
    บางคน เดินหลบผี บางคนทักโน้นนี่นั้น
    คุยกันแต่ไม่รู้ว่าที่คุยไม่ใช่คน
    คนที่อยู่รอบๆก็เลยมองว่า ไม่ปกติ

    แท้แล้ว กลุ่มนี้เป็นดวงจิต
    มีบารมีมาก มาจากข้างบนทั้งนั้น
    เวลาเกิดก็แอบเอาญานวิถีลงมาเกิดด้วย

    ถ้ากลับเป็นปกติจะไปทางสอนธรรม
    โปรดสรรพสัตว์ไปตามวิถีของเค้าครับ

    เป็นกึ่งๆทางมหายานนะครับ

    ส่วนตัวเคยเจอเป็น ญ คนหนึ่ง
    ต้องมากินเจตลอด.
    เพราะเห็นแค่เนื้อหมู
    สามารถย้อนอดีตหมูได้ ๒,๐๐๐ ชาติ
    ได้ภายในเสี้ยววินาที ฟังไม่ผิดครับ
    สองพันชาติครับ(ปกติพวกปฎิบัติ
    ที่ฝึกมาจะได้ครั้งละ ๕ ถึง ๖ ชาติ)

    แต่พอมาเจริญสติ เดินปัญญา
    ความสามารถที่ไม่ได้ใช้จะถูกปิดไป
    เรียกว่า จำไม่ได้เลยว่าตัวเอง
    เคยทำได้มาก่อน

    กลุ่มเหล่านี้มีอยู่ครับ
    ที่เคยเจอ เป็นแพทย์ เป็นแอร์โอสเตสก็มี
    เป็นบุคคลทั่วไปก็มีให้เห็นครับ
    แต่จำนวนไม่มาก ส่วน ช เคยเจอ
    แต่ว่าเจอตอนเป็นปกติแล้ว

    เกือบทุกคนที่เจอ
    เคยผ่านหมอจิตเวชมาแล้วทั้งนั้น
    นึกแล้วก็ขำดี.

    ที่เล่ามาถือว่าเป็นนิทานนะครับ
     
  14. แนน จันทบุรี

    แนน จันทบุรี สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 พฤษภาคม 2018
    โพสต์:
    118
    ค่าพลัง:
    +56
    ...อภิญญาสมาธิ คือ รูป นาม เกิดจาก อาการของสมาธิ ถ้าให้เข้าใจ คือ รู้รูป รู้นาม เท่านั้นเองแหละ แต่ คนเรานี่อาจจะรู้อะไรๆ แปลกๆก็ได้ สรุป แล้วมันจะไม่พ้น รูป นาม ท่านนักปราชญ์ทั้งหลาย ท่านจึงให้ นำสมาธิปัญญา มาพิจารณา นามรูปนามนี้ คือตัวของเราเอง ใจของเรา อย่างนี้ ฉะนั้น คนมักเข้าใจผิด พระพุทธศาสนาว่าปฎิบัติได้ในทาง สมาธิ ทางฤทธิ์ ซึ่ง ความเป็นจริง พระพุทธ ศาสนาคือให้รู้ตามความเป็นจริงซึ่งเหนืออภิญญานั้นอยู่แล้ว แต่ถ้าชอบ ก็ลองวิชาสายหลวงพ่อฤาษีลิงดำก็ได้มีบอกอยู่ หรือ แบบพาหรมณ์ ก็ได้ คือ อากาศานันจายตนะ แต่สุด ท้าย จริงๆ คือ รู้รูป รู้นามเท่านั้นล่ะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 11 ธันวาคม 2018 at 19:14
  15. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,298
    ค่าพลัง:
    +31,415
    ยังไม่ขั้นเหาะได้
    หายตัวได้
    อย่าไปใช้คำว่า อภิญญา เลยครับ
    เรียกว่า คุณวิเศษ ก็พอได้...
    หรือเรียกว่าสัมผัสที่จิตพอมีบ้างก็พอครับ...



    หรือถ้ายังไม่มีความสามารถใช้งาน
    ทางจิตที่เป็นประโยชน์อะไรได้บ้าง
    ก็อย่าทำเป็น รู้ดีกับคำว่า อภิญยง อภิญญา เลยครับ
    พูดไปดูหล่อ ดูเท่ห์ หลงตัวเองไปวันๆแค่นั้นหละครับ
    ทั้งๆที่ จิตยังเข้าไม่ถึงเรื่องคุณวิเศษกัน
    จะพูดไปเพื่ออะไร ? พูดไปเปลื้องนำลาย
    เจ๊บคอเปล่าๆ พูดไป ให้ผี ให้เทวดา มาขำ
    ฮาขี้แตกขี้แตนเปล่าๆ


    เอาว่าสนใจแต่เรื่อง ปัญญาแห่งการหลุดพ้น
    ที่ลด ละ คลาย การไปยึด ไปดึง
    สิ่งต่างๆภายนอกเข้ามาจนจิตเกิด
    ที่เป็นสาเหตุจนกลายเป็นกิเลสดีกว่า
    เอาตรงนี้ให้มันชัวดีกว่าครับ


    ดวงจิตที่จะมีคุณวิเศษเป็นปกตินั้น
    จะต้องไม่ยินดีในกามคุณ ชื่นชมในกามอารมย์
    ไม่ว่าจะรูปก็ดี หรือนามก็ดีครับ...


    อยากดีอยู่ อยากเด่นก็อยากเด่น อยากดังก็อยากดัง
    พุทธฯสอนให้ทิ้งให้ละ แต่ทำตัวเป็นผู้รู้
    เป็นปรมจารย์ สร้างเป็นอัตตาตัวตนแต่
    ความสามารถใช้งานจริงระดับสองสลึง
    เก่งแต่ในบ้าน ชำนาญแต่ในนิมิต...
    บ้างก็มีแต่มโนฯเรื่อยๆเปื่อย ไม่กล้าพิสูจน์ ไม่กล้าออกงาน
    ก็ยังมีให้เห็นเรื่อยๆในเวบนี้ เวบอื่นๆทั่วไปนั่นหละครับ
    นี่ยังไม่หนักพวก ยึดตำรา
    ที่สติ ทิฐิ วิปลาส ที่เข้าใจว่าตนอ่านตำรา
    แล้วสำเร็จสมาธิ หรือ บรรลุธรรมนะครับ....

    เราอยู่กับโลกความจริง ไม่ใช่โลกนามธรรม
    เรามีอัตตารู้จักมัน เพื่อเรียนรู้อนัตตานั่นหละครับ
    เพราะถ้ามีแต่ดวงจิต ดวงวิญญาน มันฝึกอะไรไม่ได้

    ดังนั้น เมื่อเริ่มเข้าถึงอนัตตาได้บ้าง
    ก็อย่ามาเยอะ ทำเป็นหล่อ ทำเป็นว่า ให้ทิ้งอัตตา
    หรือเข้าใจว่า ตนเองไม่มีอัตตาอะไร
    เพราะมันอาศัยกันอยู่ปกติ
    เหมือน จิตที่อาศัยอยู่ในกายนั่นหละครับ

    จะพูดว่า ตนเองไม่มีอัตตาตัวตนได้
    คือ ดวงจิตที่พร้อมจะทิ้งกายนี้ได้จริงๆเท่านั้น
    เรียกว่า งูใหญ่มารัดตัวก็ทิ้งกายได้
    บางคนเจอแค่ในฝันยังวิ่งป่าราบ
    หรือมีใครเอาปืนมาจ่อหัวจะยิงเรา
    ก็พร้อมที่จะทิ้งกายนี้ได้เลย
    หรือป่วยทางกายแค่ไหน ก็ตัดกายได้
    โดยไม่ส่งผลความรู้สึกอะไรเลยกับตัวจิต.....
    เหมือนที่พระเกจิมีชื่อ ทั้งหลายท่านทำได้ปกติก่อน
    ค่อยว่ากัน

    แต่ถ้าบ้านก็ห่วง รถก็ห่วง สมบัติก็ห่วง
    ญาติก็ห่วง เมียก็ห่วง ลูกก็ห่วง
    บิดามารดาก็ห่วง ชื่อเสียงก็ห่วง
    หน้าที่การงานก็อยากเติมโต
    เงินก็อยากมีเยอะๆ อยากสบาย
    แฟนก็ต้องสวยๆ สามีก็ต้องหล่อๆดีๆ
    ชุดก็ต้องสวยๆ หล่อๆ

    ให้พึ่งระวัง การุคยฟุ้งเรื่องอัตตาตัวตนไว้บ้าง
    กิเลสมันไม่โง่หรอกครับ....
    มันฉลาดพอที่จะทำให้เราคิดว่าเราฉลาด
    และมันโง่ได้
    เราถึงได้ต้องมาเกิดอยู่ทุกวันนี้นั้นหละครับ

    แค่เล่าให้ฟังในอีกมุมหนึ่ง....

     

แชร์หน้านี้

Loading...