อยากปรึกษาการทำสมาธิแบบลืมตา

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย Jerusale, 29 พฤศจิกายน 2010.

  1. Jerusale

    Jerusale เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กันยายน 2005
    โพสต์:
    183
    ค่าพลัง:
    +172
    อยากปรึกษาการทำสมาธิแบบลืมตา
    คือ ผมได้ลองฝึกสมาธิแบบลืมตาดูแล้วใช้จิตเพ่งไปจุดใดจุดหนึ่งของร่างกายเรานั้นเวลาผมลองเพ่งไปที่นิ้วหรือมือตัวเองนั้นทีไรจะบางทีเหมือนนิ้วของผมจะหายไปแต่ในบางทีจะเห็นเหมือนอวัยวะส่วนนั้นซ้อนกันอยู่ อาการแบบนี้มันคืออะไรหรือครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 พฤศจิกายน 2010
  2. THEFOOL23

    THEFOOL23 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2010
    โพสต์:
    159
    ค่าพลัง:
    +136
    ไม่เรียกอะไร สมาธิ ปรกติ

    ถ้า จิต มีกำลัง มากๆ ก็เป็นไปตามนั้น ปรกติ
     
  3. เอกวีร์

    เอกวีร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    3,972
    ค่าพลัง:
    +3,242
    ก็แจงได้หลายแบบ

    แบบดีๆ คือ ทำไปอีกหน่อยก่อน

    แต่ก็เกรงว่าจะไปเจอใครแล้วบอกว่า เป็นท่งเป็นเทพ ก็จะลงคูไปเลย

    ก็เลยขออนุญาติอธิบายละเอียดดังนี้

    1. จิตรู้อารมณ์ได้ทีละทวาร

    ทวาร ก็มาจาก อยานตนะ6 ในขณะที่คุณใช้จักษุทวาร หรือ ตามองไปที่
    อะไรสักอย่าง แล้วมันเบลอลงไป หายไป ตรงนี้แปลว่า มันไม่ได้มองอยู่
    แล้ว จิตไม่ได้รู้อารมณ์ทางตาอีกแล้ว

    แล้วมันไปไหน ก็ไปใน มโนทวารก็ได้ ไปทางหูก็ได้ ไปทางกายคันๆก็ได้
    ไปที่จมูกก็ได้ ไปทางรสในปากกับของเก่าๆก็ได้ พอมันไปแล้ว จิตจะไม่
    อาจรู้อารมณ์ทางตาได้อีก มันจึงเบลอลงไป

    แต่เนื่องจากจิตเกิดับทางทวารได้เร็วมาก จนเหมือนไม่ขาดสาย คุณจึง
    เห็นอาการเบลอลงไม่กี่ขณะ แล้วมันก็กลับมารู้ใหม่ ก็เหมือนเราดูหนัง
    การตูนทางแผ่นฟิลม์ มันก็เลยทำให้เข้าใจว่าต่อเนื่อง ยิ่งมีสภาพของ
    ตัวตนเราที่สุดรัดสุดหวง อยากดำรงค์ชีวิตเป็นเชื้อ มันจะรู้สึกว่า นี่แหละ
    คือโลกของฉันที่ไม่เบลอเลย

    ก็สังเกตนะ มันแค่เบลอไปนิดเดียว เล่นเอาใจหาย ลืมรุ้ลมหายใจไปเลยก็มี

    ถ้าไม่เคยสดับธรรมะ หรือ ฟังหมอมามาก ก็อาจจะวิ่งเข้าโรงพยาบาล แต่
    ถ้าเป็นคนเคยฟังธรรมะ ก็จะ พิจารณาเห็นไปเลยว่า จิตมันรู้อารมณ์ได้ที
    ละอย่าง ทีละทวาร แม้อยาตนะทั้ง6ที่มีอยู่มันก็ให้การรู้(วิญญาณ)ที่ไม่เที่ยง

    มองแช่ที่เดียวก็เป็นทุกข์ ดมกลิ่นตัวเองอย่างเดียวคนเดียวก็ลืมเลือนหาย
    ดีไม่ดีตัณหาจัด รักตัวเองมาก ขี้ตัวเองมันก็หอม สภาพจริงคือมีกลิ่นทางจมูก
    แต่จิตไหลไปในความคิดแล้วบอกว่าหอม สร้างสิ่งลวงตามาให้เรายึดมั่นถือ
    มั่นแทน

    2. การเห็นภาพซ้อนกัน อันนี้ มีหลายแบบ หากเราขยับมือไปมาแล้วมองอยู่
    ภาพแต่ละภาพจะถูกส่งเข้าอยาตนะไปทีละช๊อต ทีละเฟรม มันจะคาอยู่ที่จักษุ
    วิญญาณอยู่สักพักก่อนสลายไป ทำให้เห็น ภาพได้หลายภาพซ้อนกัน แล้ว
    หากเรารับเอา ภาพๆหนึ่งตรึงใจ ภาพนั้นจะคาใน มโนทวารแทนแล้วก็เหมือนกัน
    คือไปค้างในมโนทวารได้

    ภาพที่เกิดจากทางตา จะคาไม่นานก็ต้องหาย เพราะมันต้องกลายเป็นภาพอื่นๆ

    แต่ภาพในมโนทวารนั้นสามารถส่งเข้าไปเป็น ธรรมารมณ์ ได้ ด้วยการเอาตัณหา
    เข้าร้อยรัดตราตรึง เมื่อนั้น ภาพในมโนทวารก็จะทำให้คาอยู่ก็ได้ หรือจะทำให้
    แปรรูปไปตามตัณหาก็ได้

    เมื่อผู้ปฏิบัติใครครวญอยู่ทำให้เห็น ภาพทางตา ซ้อนภาพทางมโน ซ้อนภาพทาง
    ธรรมารมณ์ภายใน ซึ่งอันนี้ ปุถุชน สามารถเห็นได้ แต่อาจจะไม่เคยนึกว่า จะมีประโยชน์
    ในการเอามาพิจารณาเรื่อง จิตรู้อารมณ์ที่ละอารมณ์(อย่าลืมนะ มันไวมาก เลยซ้อยฉาก
    ได้6เวทีเป็นอย่างน้อย แต่ละเวทีซ้อนๆกันได้อีก)

    สรุปแล้ว เวลาเห็น ก็พิจารณาตามลงไป ช่วยมันพิจารณาไปก่อน ว่า

    1. อยาตนะมี 6 อย่าง จิตเกิดขึ้นเพื่อรับรู้ได้ที่ละทวาร
    2. การรับรู้เพื่อให้สามารถดำรงค์ชีพได้จะอาศัยการปรากฏของนามรูปทางอยาตนะทั้ง6นั้น
    3. การรับรู้นั้นมีสภาพไม่เที่ยง ไม่สามารถกะเกณฑ์ได้ว่าให้รู้ทางทวารเดียว ทำได้แค่ให้มัน
    รู้ติดต่อกันได้ช่วงเวลาหนึ่ง สั้นๆอาจจะ 2 ขณะจิต ยาวๆอาจะถึงขนาดจักรวาลแตกดับไป
    หลายรอบ ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไรว่า มันจะรู้ได้นานจริงไหม เที่ยงไหม รู้ไปตามพระ
    งพุทธองค์ดีกว่าว่า มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนิจจัง เจริญปัญญาเข้ามาดีกว่า
    4. การที่ ภพซ้อนภพ ภาพซ้อนภาพ เกิดจากตัณหาที่พึงใจในรูป อาจจะแค่ไม่กี่รู้ แต่
    อาจจะเกิดตัณหาพึงใจหลายรูป เมื่อตัณหาเกิดขึ้นแล้ว ภพก็ซ้อนภพ ภาพก็ซ้อนภาพ
    ชาติซ้อนชาติ มรณะซ้อนมรณะ มีแต่ความไร้สาระของ ภพ ชาติ มรณะ หรือ วัฏฏะสงสาร
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 พฤศจิกายน 2010
  4. โทสะ

    โทสะ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 มิถุนายน 2009
    โพสต์:
    187
    ค่าพลัง:
    +466
    ทุกก้าวที่ย่างไป ทุกลมหายใจที่เข้าออก ให้ความรู้สึกนึกคิดจดจ่อลงไป ไม่ส่งออกไปไหน
    หากต้องทำงาน พูดคุย ก็ค่อยมากำหนดรู้ถึงสิ่งที่ทำ พอเสร็จก้กลับเข้าไปใหม่ จนจิต คุ้นชิน ไม่ช้า ไม่นาน ท่านจะเข้า ฌานได้
     
  5. เอกวีร์

    เอกวีร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    3,972
    ค่าพลัง:
    +3,242
    อนุโมทนาครับ

    กรณีที่จิตตั้งมั่นดี มีสมาธิ แต่จิตใจยังแนบไปกับ สายเลือนวับๆแวมๆของรูป
    ก็อยากจะกล่าววิธีการดูบางอย่าง ให้ลองไปฝึก

    ปรกติ เวลามีจิตตั้งมั่นแล้ว รูปที่เกิดจากการเคลื่อนไหว นอกจากจะซ้อนกัน
    แล้ว มันยังมีระยะห่างด้วย ภาพที่ห่างกันอาจจะมีสองรูป คือรูปมือที่ชัด(มือ
    ปัจจุบัน) และชัดรองลงมา(วิญญาณที่ยังรู้สืบเนื่องเพราะตัณหาเป็นเชื้อ) แต่
    ถ้าใส่ใจในการพิจารณาก็จะเห็นมากกว่าสองรูปได้

    แต่....อยากบอกว่า อย่าใส่ใจตรงที่มันมีกี่รูป แต่ให้สนใจ ระยะห่างที่หาย
    ไประหว่างรูปแทน เมื่อใส่ใจตรงนี้ได้ ระยะห่างระหว่างรูปจะยาวขึ้น หรือ
    รูปที่ปรากฏอาจจะมากขึ้นอีก ก็ว่ากันไป แต่เนื้อหาสาระที่จะให้ใคร่ยก
    พิจารณาก็คือ

    ระยะที่มันหายไปนั้น คือ สุญญตา ทำไปสักพักจนกว่าจิตจะยอมรับว่ามี
    สุญญตาปรากฏ มีสภาวะที่ "รู้ไม่รู้" ปรากฏ จนจิตไม่วิพากษ์ ยอมรับการ
    มีอยู่นั้นแนบแน่นเข้ามาโดยไม่ต้องมีเสียงพากษ์ เมื่อได้ตรงจุดนี้ ก็ลองกลับ
    มาดูวิญญติรูป(อริยาบท ยืน เดิน นั่ง นอน) จะพบว่า กายเนื้อของเราเอง
    ที่เห็นเป็นก้อนๆคงทนถาวรนี่ จะกระจายออก มีบางระยะที่เกิดการหายไปเช่น
    เดียวกัน

    เมื่อเห็นกายเนื้อเองยังหายไปได้ ความทนไม่ได้ในการเห็นจะเกิดขึ้น ให้ยกไปเลยว่า
    นั้นคือ "ความคับแค้นของจิตที่ตกอยู่ใต้ความเป็นทาสของรูปนาม(โลก)"
    โดยมี"ความไม่รู้"เป็นผู้สร้างขึ้นลวงตาว่ามีจริง [ ระวัง อย่าไปยกความทนไม่ได้ใน
    การเห็นเป็นความวิตก จะทำให้นิวรณ์เข้าแทรก และทำให้ดิ้นรนหาทางอยู่ในภพ ซึ่ง
    หากดิ้นไปทางโลก ก็ไม่เท่าไหร่ แต่หากดิ้นไปทางพรหม จะกลายเป็นการ
    ปรุงสุขเพื่ออยู่เพื่ออาศัย อันนี้จะไม่ดี อายุจะยืนเกินไป แต่ถ้าปรุงเพื่ออาศัย
    ระลึกโยคะก็ไม่ว่ากัน ]
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 30 พฤศจิกายน 2010
  6. โทสะ

    โทสะ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 มิถุนายน 2009
    โพสต์:
    187
    ค่าพลัง:
    +466
    ใคร สอนท่านมาเอ่ย อยากรู้ครับ.....
     
  7. โทสะ

    โทสะ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 มิถุนายน 2009
    โพสต์:
    187
    ค่าพลัง:
    +466
    ถามท่าน เอกวีร์ ประดับความรู้ บุญ บาป นี้ คืออะไรครับ
     
  8. jinny95

    jinny95 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    6,074
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +9,667
    1 มองอะไรนาน ๆ แล้วสติลดลง จะเป็นเช่นนั้น ไม่เชื่อลองมองอะไรแบบเหม่อลอย เพลิน ๆ ดูสิ

    2 มองอะไรนาน ๆ สายตาย่อมล้า เลยเป็นเช่นนั้น
     
  9. Mr.Boy_jakkrit

    Mr.Boy_jakkrit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    2,063
    ค่าพลัง:
    +2,676
    สมาธิแบบลืมตา จัดอยู่ประเภทสมาธิแบบชั่วคราว หมายถึงไม่สามารถคงสภาวะนั้นได้นานและย่อมจะเปลี่ยนไปเป็นอื่นเรื่อยๆโดยเฉพาะทางกายภาพ

    สมาธิแบบหลับตา จัดอยู่ในประเภทสมาธิแบบเชิงลึก หมายถึงสามารถทำสมาธิได้คงที่ลึกซึ่งและเนิ่นนานได้ ก็เนื่องด้วยปัจจัยหลายๆประการที่อื้ออำนวย เช่น ปัจจัยทางกาย และสภาวะแวดล้อม สถานที่ แลงสภาวะของจิตใจในช่วงเวลานั้น

    สมาธิแบบลืมตา ไม่ได้หมายเอาแค่ต้องจ้องสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานๆ ไม่หลับตา ไม่กระพริบตา แต่เป็นการระลึกรู้เท่าทันของผัสสะที่เข้ามากระทบได้เร็วและต่อเนื่องเพื่อการสังเกตุการณ์สรรพสิ่งต่างๆภายนอกบ้าง และพิจารณาจิตใจภายในบ้างสลับกันไปตามเหตุและปัจจัยการเกิดและดับไปของสภาวะจิตนั้นๆ
     

แชร์หน้านี้

Loading...