อยากฝึกนั่งกรรมฐานครับ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย Sir-Pai, 29 ตุลาคม 2013.

  1. Sir-Pai

    Sir-Pai เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 เมษายน 2010
    โพสต์:
    1,157
    ค่าพลัง:
    +3,358
    มันมีทั้งหมด 40 กองใช่ไหมครับ คือถ้านั่งภาวนา พุท-โธ ๆ แบบนี้คือแบบที่เท่าไหร่หรอครับ แล้วการทำแบบที่พึ่งกล่าวไปคือการเจริญสติใช่ไหมครับ

    แล้วผมก็ทำไปได้แล้วพักใหญ่ๆแล้ว จะปีหนึ่งได้แล้ว ทำให้ผมมีสมาธิ อ่านหนังสือสอบทำได้ดี สวดมนต์แล้วไม่เบื่อเหมือนเมื่อก่อน สวดจบทุกครั้ง

    อยากทราบวิธีพัฒนาๆๆอีกครับ แล้วต้องทำยังไง แนะนำทีครับ ผมไม่มีครู ไม่มีอาจารย์ครับ ทำที่บ้านผมยังเรียนอยู่เลยครับ

    ขอบคุณมากครับ อนุโมทนาสำหรับธรรมทานนะครับ
     
  2. วิญญาณนิพพาน

    วิญญาณนิพพาน ทีมงานอาสาฯ ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 เมษายน 2008
    โพสต์:
    24,023
    กระทู้เรื่องเด่น:
    52
    ค่าพลัง:
    +21,354
    ถ้าคุณ Sir-Pai อยากจะพัฒนาไปให้มากกว่าเดิมคือ ไม่ติดอยู่ที่แค่การทําใจให้สงบจากการนั่งสมาธิหรือทําสมาธิเท่านั้น ขั้นต่อไปก็ต้องฝึกวิปัสสนาครับ การที่คุณ Sir-Pai ทําสมาธิทําใจให้สงบนั้นคือ สมถะ ส่วนวิปัสสนาก็อีกอย่างหนึ่งครับ แต่ต้องปฏิบัติควบคู่ไปกับสมถะด้วย ลองอ่านความหมายข้างล่าง ที่ผมนํามาให้อ่านนี่ดูครับ

    วิปัสสนา

    ความหมาย

    [วิปัดสะนา] น. ความเห็นแจ้ง, การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความเห็นแจ้งในสังขารทั้งหลายว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา. (ป.).


    วิปัสสนา

    คำแปล

    [วิ-ปัด-สะ-นา] (มค. วิปสฺสนา) น. การพิจารณากฎธรรมดาแห่งสังขารตามเป็นจริงด้วย ปัญญา วิปัสสนาเป็นข้อปฏิบัติของพระพุทธ-ศาสนา จุดหมายของการทำวิปัสสนา คือ ให้จิตรู้เห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตาของสังขาร เมื่อรู้แล้วจะได้คลายความยึดมั่นถือมั่น แล้วบรรลุนิพพาน วิธีปฏิบัติต้องทำใจให้สงบที่เรียกว่า สมถกรรมฐานก่อน เมื่อจิต สงบแล้วจึงใช้ปัญญาพิจารณาสังขาร ในขณะที่จิตสงบนั้นเรียกว่า วิปัสสนา.

    ที่มา : http://guru.sanook.com/search/knowl...&ob=&asc=&q=%C7%D4%BB%D1%CA%CA%B9%D2&select=1

    ส่วนตัวแล้วผมจะฝึกวิปัสสนาดูจิตดูกายของตัวเองทุกวัน แต่ส่วนใหญ่จะหนักไปทางดูจิตซะมากกว่า แต่จริง ๆ แล้ว ถ้าให้ดีก็ควรดูทั้งจิตและกายด้วยจะดีมาก ๆ แหะ ๆ ส่วนเรื่องของการดูจิตนั้น ผมจะขอยกตัวอย่างให้ฟัง เช่นเวลาที่มีอารมณ์มากระทบ เช่น สุขและทุกข์ เศร้าและเบื่ออะไรแบบนี้ครับ คือถ้าสุขเกิดผมก็ดูสุขหนอ ทุกข์เกิดก็ดูทุกข์หนอ แล้วก็วางลงไป ไม่ไปยึดมั่นถือมั่นอีก คือพอเรารู้แล้วว่า เรามีอารมณ์เหล่านี้แล้ว เรารู้ว่าถ้าเราไปยึดติดในอารมณ์เหล่านี้เราก็จะไม่สงบ จิตของเราจะไม่นิ่ง คือไม่ว่าจะมีอารมณ์อะไรเกิดขึ้นมา เดี๋ยวเค้าเกิดขึ้นมาตอนนี้ เดี๋ยวอีกไม่กี่วินาทีหรืออีกไม่กี่นาทีข้างหน้าอารมณ์เหล่านี้ก็จะดับไปแล้ว เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้ว เราก็จะไม่อยากยึดติดในทุก ๆ อารมณ์ที่เข้ามาครับ คือถ้าเราอยากไปนิพพาน เราก็ต้องฝึกวิปัสสนาด้วย ( ส่วนตัวผมปรารถนานิพพานในชาตินี้ แต่ไม่รู้ว่าจะไปถึงรึเปล่า ยังไงก็ขอทําให้ดีที่สุดครับ ) เพราะถึงแม้ว่า ถ้าเราทําสมาธิแล้วเข้าณานได้ เราก็ยังไม่สามารถพ้นทุกข์ได้อยู่ดี เพราะถ้าเรายังไปยึดติดในความสงบที่ได้จากการทําสมาธิอยู่ สุดท้ายแล้วเราก็ยังต้องกลับมาเกิดอีกครับ คือถ้าคุณ Sir-Pai อยากฝึกสู่การพ้นทุกข์ที่แท้จริง ก็ต้องฝึกวิปัสสนาควบคู่ไปด้วยครับ ยังไงถ้าสนใจก็ลอง search เรื่องของสมถะและวิปัสสนาอ่านดู แล้วทําความเข้าใจดูครับ ตามนี้ครับ ขอเป็นกําลังใจให้นะครับคุณ Sir-Pai อนุโมทนาครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 ตุลาคม 2013
  3. tsukino2012

    tsukino2012 หยุดจึงพบ สงบจึงเกิด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,311
    ค่าพลัง:
    +3,090
    ลองหาหนังสือ เกี่ยวกับกรรมฐาน สมถภาวนา วิปัสสนาภาวนา มาอ่านทำความเข้าใจก่อน แล้วก็ลองปฏิบัติแบบใดๆดู ต้องลองก่อน ถึงจะรู้ว่าจริตของเราเป็นอย่างไหน หรือจะโหลดไฟล์ธรรมทานของผมไปอ่านดูก็ได้ครับ ดาวน์โหลด ธรรมทาน "ก่อนปฏิบัติต้องทำความเข้าใจ" ในนี้มีเรื่องของกรรมฐานให้อ่านอยู่
     
  4. นิวรณ์

    นิวรณ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2008
    โพสต์:
    9,051
    ค่าพลัง:
    +3,457
    ครั้นสมัย ศึกผาแดงนางไอ่

    เจียงกัดหลู กับ ยี่จิว ต่างอยากวัดความสามารถของตัว จึงออกอุบาย ถามหา
    ความสามารถของตนแท้ๆ เอาจากผู้อื่น ด้วยการถามกันและกันว่า ศึกครั้งนี้จะ
    พิชิตนางไอ่ที่ผาแดงอย่างไร

    ทั้งสองจึงให้ต่างฝ่ายต่างเขียน คำที่เป็น " ปฏิปทาอันยอดเยี่ยม " ที่จะเป็น
    หนทางนำออก คือ ชัยชนะเหนืออาสวะอวิชชากล้าของเชาเชา(caocao)

    เมื่อเขียนเสร็จ ต่างก็อัศจอรอหันการันยอ กันและกัน เพราะต่างใช้

    ปฏิปทาอันเอก ทางเดียวกัน คือ " ไฟ "

    ถูกแล้ว มหาไผ่

    " ไฟ "

    " ไฟ " นั้นก็คือ ปฏิปทา ที่ส่องสว่าง จากมืด ก็กลับมาสว่าง จากเคยสวดมนต์
    ได้น้อย ก็สวดมนต์ได้นานขึ้น แถมจบ ระลึกถึงความ จบการสวดมนต์ เป็นดั่งการ
    ตีชนะกองพลน้อยของข้าศึกเอาไว้ด้วยเป็น อธิษฐานบารมี บารมี ในการ เพียร
    รักษาฐานที่มั่น

    " ไฟ " อันใดที่ทำให้ อ่านหนังสือได้มากขึ้น ก็ใช้ ไฟอันนั้น ระลึกถึง คุณของ " ไฟ "
    นั้นๆ เป็นดั่ง อินทรีย์ เป็นดั่งพละ ทำปัญญาให้ทุรพล แล้วน้อมไปในญาณทัศนะ

    " ไฟ " จึงเปรียบเหมือน สัมมัปทาน4 มี ไฟเป็นสังวรณ์ประทาน นำมาซึ่ง สัมมาฤทธิ์
    อิทธิฤทธิ์ บุญฤทธิ์ และเหนือสิ่งใดๆ คือ " ธรรมฤทธิ์ "

    ถูกแล้ว มหาไผ่

    " ไฟ " ท่านจุดแล้ว ท่านถือไว้แล้ว เพียงแต่ พึงทราบว่า ในธรรมวินัยนี้
    เขาหมายเอาความมั่นคงของการมี " ไฟ " ไม่ใช่ไป ส่องหาผล หากบ
    หาเขียด

    ความมั่นคงในปฏิปทา นั่นแหละ คือ ความก้าวหน้า ที่จะใช้ พยากรณ์ได้ว่า
    เป็น มนุษย์ที่ท้าวสักกะเทวราชยังต้องร้อนอาสน์ ก็เพราะ " ไฟ " ของมนุษย์


    ****

    ปล. ไฟ คำเดียว สามารถ รับอรรถ และ พยัญญชนะ ได้อีกหลากหลาย

    เช่น การกำหนดรู้ไฟอันยิ่ง เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ เช่น ไฟคือราคะ ไฟคือโทษะ
    ไฟคือโมหะ ไฟคือตบะ ไฟคือขันติ ไฟคือไฟโตะ ไฟโตะ โอะ ฯลฯ
     

แชร์หน้านี้

Loading...