อย่าเสียดายบุญเก่า ที่ใช้หมดไปแล้ว , บันทึกศรัทธา

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย แผ่บุญ, 19 ตุลาคม 2018.

  1. แผ่บุญ

    แผ่บุญ ชอบ~ศรัทธา 40 อสงไขย

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2018
    โพสต์:
    314
    ค่าพลัง:
    +285
    อย่าเสียดายบุญเก่า ที่ใช้หมดไปแล้ว บุญใหม่ยังมีทุกลมหายใจเข้าออก

    บุญเก่าเปรียบเหมือนดั่งลมหายใจที่ผ่านจมูกเข้ามาสู่ในร่างกายแล้วก็ผ่านออกไป
    บุญใหม่เปรียบเหมือนดั่งอากาศทั่วทั้งพิภพ รอให้เราสูดเข้าไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มปอด

    ตื่นเช้ามาทำบุญหยอดตู้บริจาคก็เป็นบุญ แม้แต่ลมหายใจเข้าออก ภาวนาแผ่บุญควบไปด้วยก็เป็นบุญทั้งเขาทั้งเรา บุญนั้นทำง่าย มีให้สั่งสมได้กับได้ตลอดชีวิต
     
  2. แผ่บุญ

    แผ่บุญ ชอบ~ศรัทธา 40 อสงไขย

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2018
    โพสต์:
    314
    ค่าพลัง:
    +285
    การปรารถนา ก็คือส่วนหนึ่งของการตั้งเป้าหมายที่เราได้ตั้งใจไว้ว่าจะไปให้ถึงจุดหมาย ด้วยวิธีการแบบนั้น แต่การปรารถนาไม่ได้การันตีว่า ระหว่างการเดินทางไปสู่จุดหมาย ต้องปูพรมแดงโรยไปด้วยกลีบกุหลาบ

    บางช่วงบางเวลา เราอาจจะเจอมรสุมหนัก ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง กาย ใจ นั่นมันถือเป็นเรื่องปกติที่ต้องพบเจอ ของจริงไม่อิงนิยายโลกสวย แต่ถึงแม้จะมีอุปสรรคต่างๆ ผ่านเข้ามาในชีวิต ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเปลี่ยนใจไปเลือกเดินทางอื่น

    ทางนี้เป็นทางของบุญ ก่อนช่วยคนอื่นได้มากมายมหาสาร เราต้องมีกำลังบุญเพียงพอ แต่ถ้าตอนนี้เรายังไม่ถึงขั้นที่จะต้องได้ทำประโยชน์ขนาดนั้น ก็เพียงแต่ทำเล็กๆน้อยๆ ในส่วนที่เราทำได้ไปก่อน จากวัน เป็นเดือน เป็นปี

    คนเราดีกับชั่วมันอยู่ด้วยกัน ทำดีชั่วก็หยุด ทำชั่วดีก็หยุด ไม่ว่าเราดีเขาชั่ว เราชั่วเขาดี สุดท้ายรวมจิตภาวนาลงแผ่บุญ อโหสิกันไป ใจเรายังศรัทธาในสิ่งที่เราปรารถนา จงสร้างบุญต่อไป
     
  3. แผ่บุญ

    แผ่บุญ ชอบ~ศรัทธา 40 อสงไขย

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2018
    โพสต์:
    314
    ค่าพลัง:
    +285
    ถ้าว่ากันตามจริงๆแล้ว การใช้กำลังของตนเองแผ่บุญนั้นมันน้อยนิดเหลือเกิน อาจจะมีต้นทุนบุญแค่สลึง ห้าสิบสตางค์

    แต่เรารู้แล้วเราก็ตั้งจิตตั้งสัจจะอธิษฐานขอกระแสบารมีบุญของโพธิรุ่นพี่ มหาโพธิใหญ่ มาเป็นที่พึ่งช่วยเกื้อหนุนค้ำจุนในการปฏิบัติแผ่กำลังกระแสบุญไปยังภพภูมิต่างๆรอบข้าง ให้ได้รับบุญรับแสงสว่างทุกขณะเวลาที่เรานึกภาวนาแผ่บุญอยู่ แบบนี้ก็จะเป็นวิธีการที่ลัดสั้นและได้ผลดีทั้งเขาทั้งเรามากขึ้น
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 ตุลาคม 2018
  4. แผ่บุญ

    แผ่บุญ ชอบ~ศรัทธา 40 อสงไขย

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2018
    โพสต์:
    314
    ค่าพลัง:
    +285
    วันนี้นั่งภาวนาแผ่บุญก่อนนอนตามปกติวิสัย จิตถึงอุปจารสมาธิ ก็ได้ไปปรากฏภาพที่สถานที่ รร. เก่าสมัยเรียนประถมที่หนึ่ง ซึ่งอดีตเป็นสุสานเก่าของคนสมัยก่อน และตอนนี้ รร.แห่งนี้ได้ถูกปล่อยร้างไปแล้ว จิตไปถึงสถานที่ๆจำได้คุ้นเคย เห็นภาพชัดเจนแบบอุปจาระ

    เมื่อจิตไปถึงก็ได้ไปนั่งสมาธิอยู่บริเวณทางเดินหน้าห้องเรียน ซึ่งเป็นตัวอาคาร 2 ชั้น จิตไปนั่งอยู่กลางทางเดินชั้น 2 นั่งภาวนาแผ่บุญอยู่ตรงนั้นพักใหญ่ จิตมีสภาพรู้ขึ้นมาเองว่าบริเวณแถวนี้มีภพภูมิสัมภะเวสีเยอะเป็นพิเศษ นั่งภาวนาแผ่บุญไปก็มีเข้ามาล้อมรอบเรื่อยๆ เวลาภพภูมิเข้ามาใกล้ อาการจะรู้สึกไม่ค่อยโล่ง จะเย็นยะเยือกผิดปกติธรรมดา

    เมื่อแผ่บุญไปเรื่อยๆตรงบริเวณนี้อาการกดดันของภพภูมิจางคลายลงแล้ว จิตก็กำหนดไปนั่งสมาธิลอยตัวอยู่กลางอากาศบริเวณด้านหลังโรงเรียน ก็มีภพภูมิเข้ามาล้อมรอบเหมือนเดิม จากนั้นก็กำหนดลอยขึ้นไปนั่งภาวนาแผ่บุญบนอากาศกลางของบริเวณอาคาร 2 ชั้นนั้น เพื่อกำหนดจิตภาวนาแผ่บุญให้ภพภูมิได้มาโมทนารับบุญกันถ้วนหน้าอีกรอบ ก่อนจิตจะถอยกลับมาอยู่กับตนเองเพื่อผ่อนคลายสภาพจิตลง

    การนึกภาวนาแผ่บุญ เป็นการขอกระแสบุญหลวงพ่อมหาโพธิใหญ่ภาวนากำหนดจิตให้กระแสบุญบารมีท่านผ่านรูปนามเราแผ่ให้แก่ภพภูมิบริเวณแถวนั้นได้มารับกันถ้วนหน้า อาการทางกายมีปีติเป็นพักๆ รับรู้ได้ทั้งเขาทั้งเราตลอดการแผ่ ขอบพระคุณหลวงพ่อที่ให้ความสุขกลับคืนแกพวกเขาทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 ตุลาคม 2018
  5. แผ่บุญ

    แผ่บุญ ชอบ~ศรัทธา 40 อสงไขย

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2018
    โพสต์:
    314
    ค่าพลัง:
    +285
    เวลาพบเจอกับวิบากกรรมต่างๆที่มักทำให้จิตใจเราท้อแท้เศร้าหมอง เหมือนกับเป็นผู้ที่โชคร้ายสุดๆ ไม่มีสิ่งใดสมหวังสมปรารถนาเลย มีแต่สิ่งที่ทำให้ผิดหวังเศร้าโศกเสียใจ

    หลวงตาเคยบอกว่า คนเราเกิดมารับเศษของกรรม แล้วทำใหม่ เศษของกรรมคือสิ่งที่ทำให้เกิดเรื่องที่เราไม่สมปรารถนาเศร้าโศกเสียใจต่างๆ มันเป็นความจริง

    สิ่งที่เราพอจะทำใหม่ได้ถึงแม้ว่าอาจจะไม่เท่าสิ่งที่ได้สูญเสียไปแล้ว แต่ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยมีค่าเท่ากับศูนย์ รวบรวมกำลังใจภาวนาลง แล้วตั้งใจทำสิ่งแรกที่ง่ายที่สุดในยามรับวิบากที่ไม่พึงปรารถนา บริจาคทรัพย์ บริจาคเงินออกไป เงินทองมีค่าที่สุดแค่ในโลกใบนี้เท่านั้น บริจาคมันออกไปเล็กน้อยเท่าที่มีไม่เป็นไร ทำซะตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่เราอาจจะไม่ได้ทำเมื่อหมดเวลา
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 ตุลาคม 2018
  6. แผ่บุญ

    แผ่บุญ ชอบ~ศรัทธา 40 อสงไขย

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2018
    โพสต์:
    314
    ค่าพลัง:
    +285
    คาถาแต่ละบทมีพลังงานของตัวคาถาต่างกัน เวลาที่เรานำมาภาวนา ใหม่ๆตัวคาถายังไม่สามารถเข้ากับจิตได้ จิตจะพยายาม ผลักของเดิมที่เคยได้สะสมไว้ในอดีตออกมาเรื่อยๆ

    เราจึงเห็นเป็นเหมือนว่ายิ่งภาวนายิ่งฟุ้ง ที่จริงความฟุ้งที่ไม่ได้เรื่องได้ราวต่างๆที่กำลังออกมาจากจิต หรือความคิดไม่ดีต่างๆ คือสิ่งที่เราได้สั่งสมมาในอดีตนับชาติไม่ถ้วน คาถาหรือคำบริกรรมจึงดูเหมือนว่าจะทำให้สงบไม่ได้

    แต่อย่าพึ่งเข้าใจว่ามันจะไม่สงบ ความจริงพลังงานของคาถาบทที่เรากำลังสวดมันกำลังเข้าไปแซะความจำเดิมๆออกมา แล้วเพิ่มในส่วนของพลังงานในคาถาใหม่อยู่ กระบวนการนี้อาจใช้เวลามากน้อยต่างกันในแต่ละคน แต่ถ้าเราภาวนาไม่หยุดหย่อน ภาวนาลงไปในจิตเรื่อยๆ เมื่อพลังงานสะสมของตัวคาถามีมากขึ้น ความสงบและอานิสงส์ของคาถาบทนั้นๆก็จะรวมตัวเป็นส่วนหนึ่งในจิตเรา การภาวนาจึงมีผลทุกอย่าง เราทำไม่หยุด
     
  7. แผ่บุญ

    แผ่บุญ ชอบ~ศรัทธา 40 อสงไขย

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2018
    โพสต์:
    314
    ค่าพลัง:
    +285
    การภาวนาคือการฟอกจิตแบบสะสมแต้ม ปัจจุบันไม่รวมถึงอดีตที่ล่วงไปแล้ว ผมภาวนาคาถาฟอกจิตเกือบทุกขณะเวลาที่นึกได้ มันจะเป็นอัตโนมัติของจิต ถึงแม้ว่าความคิดฟุ้งในเรื่องราวต่างๆ ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต รูป รส กลิ่น เสียง กาย ใจ มันจะเข้ามาให้คิดเรื่อยๆ แต่จิตก็มีการสลับกลับไปจับคำภาวนาที่มันคุ้นเคย มาภาวนาเพื่อสะสมพลังงานและฟอกจิตให้มีพลังงานด้านดีเข้าไปเพิ่มเติมเสมอๆ

    ในชีวิตจริงไม่อิงนิยาย เราจะหลีกเหลี่ยงภาวะต่างๆ ทางโลกที่ต้องมากระทบจิตให้ขุ่นข้องหมองใจในระหว่างวันไม่ได้ แต่ถึงกระนั้นเราก็ใช่จะรับมาเต็มๆก็ไม่ใช่ เราพยามภาวนาควบจิตคุมใจเพื่อสะสมแต้มของกุศลไปด้วยในตัวได้

    ขึ้นชื่อว่าอารมณ์มนุษย์ จะให้มันคงสภาวะสุขสมหวังดั่งใจตลอดกาลวันเวลา มันก็ไม่ใช่ความจริงที่เกิดขึ้นอีกล่ะ เราจึงต้องภาวนาคลอจิตฟอกจิตฟอกใจ สะสมแต้มสะสมพลังงานดีที่เป็นคุณเป็นประโยชน์ต่อจิตไว้ ทำไปเรื่อยๆทำไปนานๆ จิตมันจะชินเอง มันว่างปุ๊บมันจะคว้าคำภาวนามาทำของมันเอง จิตจะมีพลังงานด้านกุศลเข้ามาหล่อเลี้ยงไปตลอด ข้ามภพข้ามชาติ
     
  8. แผ่บุญ

    แผ่บุญ ชอบ~ศรัทธา 40 อสงไขย

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2018
    โพสต์:
    314
    ค่าพลัง:
    +285
    อยู่กับปัจจุบันของเราให้มากครับ ที่ต้องพูดแบบนี้เราจะได้โฟกัสในจุดที่เราพึงมีกำลังทำได้ และกำลังทำจริงอยู่ ณ เวลานี้ให้มากที่สุด

    รุ่นพี่ที่บารมีเต็มชื่อดังทั้งหลาย สมัยที่ท่านยังเริ่มต้นท่านก็เหมือนเราๆนี่แหละครับ ไม่มีใครจะมาเหนือเมฆพรึบเดียวจบทุกวิชา ของแบบนี้เร่งไม่ได้อิจฉาไม่ควร จงอยู่กับสิ่งในปัจจุบันที่เราพึงทำได้และทำได้ดีที่สุดเต็มกำลังของเรา ณ เวลานี้ครับ

    มันต้องมีสักทางที่เราถนัดที่สุด อย่างเช่น บางคนถนัดให้ทานชวนคนอื่นมาทำทานก็ทำไป เผยแพร่ธรรมของครูบาร์อาจารย์รุ่นพี่ก็ทำไป แต่ส่วนตัวผมถนัดที่สุด ณ เวลาเดี๋ยวนี้เลยคือ ภาวนาแผ่กระแสบุญกับภพภูมิรอบข้าง เราได้เขาได้มิตรภาพถ้วนหน้า คงเป็นทางที่กำหนดมาไว้ก่อนแล้วว่าชาตินี้เราจะมาทำประโยชน์ลักษณะนี้ ทำได้มากได้น้อยไม่เป็นไร อย่าไปเที่ยบกับรุ่นพี่บารมีเต็มชื่อดังทั้งหลาย ทำในส่วนของเราที่ทำได้ ทำให้มีความสุขใจ ขณะเวลาทำทั้งเราทั้งเขา อยู่กับปัจจุบันและสิ่งที่เราพึงทำได้ครับ ทุกอย่างเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ
     
  9. แผ่บุญ

    แผ่บุญ ชอบ~ศรัทธา 40 อสงไขย

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2018
    โพสต์:
    314
    ค่าพลัง:
    +285
    ไม่มีคำว่ารีบ ไม่มีคำว่าเร่ง ให้จบให้เสร็จ ให้เต็มไวที่สุด มีแต่ค่อยๆทำกันไปวันละเล็กละน้อย ชาติละเล็กละน้อยๆ ตามกำลังที่พึงมีโอกาส เอื้ออำนวย

    บางคนอาจเข้าใจตามหนังสือที่เคยอ่านมาว่าคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ปรารถนาโพธิแล้วต้องมีสภาพอย่างนี้อย่างนั้น นั่นอาจเป็นอุบายให้ผู้ปรารถนาอ่านแล้วมีความรู้สึกยิ่งใหญ่ฮึกเหิม ในการสร้างความดีก็เป็นได้ ถามว่าก็ไม่มีอะไรผิด

    แต่ถ้ามองกันดีๆด้วยเหตุด้วยผลแล้ว กว่าจะจบ ด็อกเตอร์ได้ มันก็ต้องว่ากันตั้งแต่ชั้นอนุบาล1 กันก่อนใช่ไหม บางทีเราอาจจะอยู่ชั้น อนุบาล1 อนุบาล2 แล้วจะไปตั้งท่ายักยันเหมือนรุ่นพี่จบปริญญาตรี โท เอก เขาก็ไม่ได้อีกล่ะ เพราะมันยังไม่ใช่ความจริงของเราไง เป็นสภาวะความจริงของรุ่นพี่เขาที่เขาเรียน ณ ชั้นนั้นๆ

    เพราะฉะนั้นคำว่าเร่งว่ารีบจะให้จบชั้นด็อกเตอร์ให้ไวที่สุดจึงไม่มีสำหรับเส้นทางสายนี้ ถึงแม้อาจจะมีวิธีตีตั๋วลัดสั้นให้เต็มไวขึ้น แต่ถามย้อนว่า ถ้าเต็มแล้วคุณจะไม่เกิดมาเป็นมนุษย์กันอีกหรือไง คำตอบในความจริงคือไม่ใช่แน่นอน ดูตัวอย่างรุ่นพี่บารมีเต็มทั้งหลาย ไม่มีใครเสวยสุขแผ่หลาอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้าสบายอุราเฉิบก็หาไม่ กลับยิ่งทำตรงกันข้ามคือเกิดมาทำประโยชน์ในเมืองมนุษย์ถี่กว่าเดิมสมัยเรียนอยู่ชั้นประถมกันซะอีกนี่คือความจริง

    เพราะงั้นไม่มีคำว่าช้า ว่าสาย ว่าขยัน ในเส้นทางสายบุญนี้ ทุกภพทุกสมัยที่ต้องเกิดมาเป็นมนุษย์ทำได้เท่าไรพอใจเท่านั้น ชาติต่อไปก็ค่อยๆทำกันใหม่ จงภูมิใจในสิ่งที่เราทำได้ ณ ตอนนี้
     
  10. แผ่บุญ

    แผ่บุญ ชอบ~ศรัทธา 40 อสงไขย

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2018
    โพสต์:
    314
    ค่าพลัง:
    +285
    ผู้ปรารถนาเป็นผู้นำคงต้องพูดอย่างนี้ ถึงแม้ว่าตอนนี้อาจจะยังไม่ได้นำใครก็ตาม นิสัยส่วนตัวลึกๆเลยคือไม่ชอบการเป็นลูกน้องของใคร และยิ่งได้เป็นลูกน้องคนไม่เอาถ่านไม่มีศีลมีธรรม ด้วยสัญชาติญาณแล้วมักมีการต่อต้านดื้อดึงไม่ยอมง่ายๆหรอกนอกจากรรมบันดาลให้ต้องมาตกสภาวะรับวิบากเหล่านั้นที่ตนเคยทำไว้ในอดีตชาติก็ว่าไป แต่ที่ยอมได้คือยอมรับต่อผู้ที่มีบารมีคุณธรรมความดีมีเมตตาเหนือยิ่งกว่าตน เป็นแบบอย่างที่ดีต่อการใช้ชีวิตหรือการทำงาน อันนี้ถือว่าให้ความเคารพ (อ้างอิงจากนิสัยส่วนตัวของผมเอง

    เกิดมานี้ผมไม่เคยเป็นลูกน้องของใครรอดเลย คนที่ผมยอมรับนับถือแล้วผมยอมเป็นลูกน้องท่านได้ในชีวิตจริงนี้มีคนเดียว ท่านเป็นหลวงพ่อโพธิองค์หนึ่งสายวัดป่าธรรมยุติ อยู่ทางภาคเหนือตอนบน องค์นี้ยอมรับได้หมดใจบารมีเมตตาท่านแผ่มาถึงใจเราให้รู้สึกได้ถึงความเป็นผู้นำที่เปี่ยมด้วยเมตตาบารมีและวาจาสิทธิ์จริง ชีวิตนี้เคยได้ไปบวชปฏิบัติอยู่กับท่าน 2 ครั้ง

    จะด้วยความไม่เอาถ่านหรือว่าวิบากกรรมเก่าของเราก็ตาม ที่ไม่อาจจะครองการปฏิบัติสร้างบารมีในเพศนักบวชได้ยืนนาน ต้องหวนเหออกมาซัดเซพเนจรตามกระแสกรรมในแบบชาวโลกทั่วๆไปอีก ขึ้นชื่อว่าผู้ปรารถนาโพธิแล้ว ใช่ว่าจะมีอภิสิทธิ์เหนือกว่าคนปกติธรรมดา ทั่วๆไปที่เขาไม่ได้คิดถึงเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดชาตินี้ชาติหน้าเลย เวลาเราทำกรรมก็ใช่จะเคยทำแต่กรรมดีขาวสะอาดทุกกระเบียดนิ้วมาก็ไม่ใช่ กรรมไม่ดีเราก็เคยได้ทำและทำมาหมดทุกอย่างนั่นแหละ

    ชาตินี้เราจึงต้องได้รับผลกรรมต่างๆที่เราเคยได้ทำไว้ในอดีต ถ้าเราพอจะรู้ตัวได้เราก็ควรที่จะสร้างทางในอนาคตของเราให้มันดีๆ เพียบพร้อม เอื้ออำนวยให้เกิดความสุขอุดมสมบูรณ์ต่อตนเองและผู้อื่นรอบข้างหน่อยก็ดี บุญทานการให้ทำได้ทุกๆวันก็ควรทำ บริจาคออกไป อย่างกอย่าเก็บไว้ บาท2บาท ให้มันเป็นประโยชน์แก่สาธารณะถือว่าใช้ได้ จะรวยหรือจนมันก็ต้องมีกันอยู่แล้วเงินทำบุญวันละ 1บาท ปูทางสร้างความดี การทำอะไรที่ซ้ำๆบ่อยๆ นั่นแหละเป็นบารมีเป็นสิ่งที่จิตเราได้บันทึกไว้มากกว่าการทำอะไรไม่กี่ครั้งในชีวิต
     
  11. แผ่บุญ

    แผ่บุญ ชอบ~ศรัทธา 40 อสงไขย

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2018
    โพสต์:
    314
    ค่าพลัง:
    +285
    วันนี้มีภพภูมิมาหาในขณะนอนหลับ ลักษณะการทำให้รู้คือจะแสดงรูปในฝันแต่ความรู้สึกรับรู้ออกมาถึงทางกาย รายละเอียดปลีกย่อยละไว้ในส่วนที่เข้าใจด้วยตนเอง

    การพบเจอลักษณะแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกและไม่ใช่ครั้งแรก เพราะเราตั้งใจอธิษฐานภาวนาแผ่บุญตลอดชีวิต เจตนาหลักคือบุญ กระแสพลังงานบุญที่เราแผ่ออกไปทุกขณะเวลาที่เราภาวนา ถึงแม้ว่าจะหลับผมก็ภาวนาให้จนจิตตัดหลับเอง

    แต่เคสเมื่อคืนที่เจอออกจะเป็นการทดสอบการแกล้งกันซะมากกว่า จิตนี้มันไวเมื่อรู้สึกเหมือนจะจวนตัว ถึงแม้ว่าจะอยู่ในสภาวะขณะที่ร่างกายหลับอยู่ก็ตาม แต่จิตไม่ได้หลับไปด้วย เมื่อภพภูมิเข้ามา จิตมีการปกป้องตนเอง โดยสามารถภาวนาคำภาวนาที่เราเคยท่องปกติขณะลืมตาตื่น ให้ออกมาภาวนาในฝันได้ เมื่อจิตภาวนาถึงหลวงพ่อมหาโพธิรุ่นพี่ปุ๊บ ภพภูมิกระเดนออกไปปั๊บในเสี้ยววินาทีนั้นเอง แล้วสติจึงกลับเข้ามาที่ร่างกายสดุ้งตื่นขึ้นมาได้

    นี่ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เป็นกระบวนการปกป้องตัวเองของจิตแท้ในขณะที่ร่างกายนอนหลับอยู่ เมื่อสติจับตื่นขึ้นมาก็ ตั้งจิตถึงหลวงพ่อภาวนาแผ่บุญให้เขาไปซ้ำอีกรอบ จะมาขอก็ตามจะมากวนมาลองก็ตาม เราก็แผ่ให้ทั้งหมด ส่วนจะรับไม่รับไม่ใช่เรื่องของเรา เราทำหน้าที่ในส่วนของเราที่พึงทำได้แล้วก็จบ

    เมื่อภาวนาแผ่บุญให้แล้ว แต่จิตผมยังรับรู้ได้ว่าเจ้าคู่กรณีที่มาทำให้ผมต้องสดุ้งตื่นกลางดึกยังไม่ไปไหน ด้วยความง่วงแล้วก็ขี้เกียจอะไรต่อมิอะไรอีก ก็เลยตั้งจิตขอภพภูมิเทวดาแถวๆบริเวณนี้ที่ผมได้พักอาศัยอยู่ที่เคยได้บุญกุศลร่วมกันมาทุกครั้งในขณะที่ผมภาวนาแผ่อยู่ ให้ช่วยคุ้มผมขณะหลับว่า อย่าให้ดวงจิตใดๆอื่นเข้ามารบกวนถึงกายได้อีก คิดเท่านี้จบปั๊บ ก็หมดปัญหาอันใดมากวนใจอีกจับคำภาวนาหลับต่อในทันใด
     
  12. แผ่บุญ

    แผ่บุญ ชอบ~ศรัทธา 40 อสงไขย

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2018
    โพสต์:
    314
    ค่าพลัง:
    +285
    ช่วงนี้อารมณ์วิบากอุศลกรรมเข้าจิต เวลาเราภาวนาอยู่ต่อเนื่องเรื่อยๆทุกขณะเวลาในชีวิตปกติ เราจะรู้ได้ว่าตอนนี้อารมณ์ของจิตเราเป็นยังไงแจ่มใส ขุ่น หมองมัว

    อาการวิบากอกุศลกรรมเข้าจิต คือ อาการที่เรารู้สึกไม่สบายใจ หงุดหงิด ขัดข้อง หมองใจ ขึ้นมาเองโดย ไม่ได้มีเรื่องมีราวอะไรหนักหนาต้องมากระทบจิต แต่จิตก็แสดงอาการความหมองออกมา ทั้งที่เรากำลังภาวนาควบจิตอยู่ตลอดเวลา

    โดยปกติจิตนักภาวนาที่คล่องจะแช่มชื่นด้วยการคุมของสมาธิอย่างน้อยอุปจาระในขั้นต้นอยู่แล้ว ความหมองมัวต่างๆจึงเข้ามากระทบได้ไม่เท่ากับคนปล่อยอารมณ์ไปตามปกติ แต่ขึ้นชื่อว่าวิบากอกุศลกรรมแล้ว สมาธิเล็กน้อยไม่สามารถขวางได้ จึงทำให้มีอาการขุ่นข้องหมองใจแทรกออกมาจากจิตในขณะที่เราภาวนาอยู่ได้

    ถามว่าเกิดอาการแบบนี้ขึ้นกับจิตแล้วจะทำยังไง อุบายวิธีคลายอารมณ์อกุศลกรรมมีหลายวิธีแล้วแต่ว่าใครจะทำแบบไหน ส่วนตัวผมก็ไม่ได้คิดพิจารณาอะไรหรอก ก็ภาวนาสู้มันไปเรื่อยๆ มันจะหายเมื่อไหร่ก็ช่างไปไล่ไปกำหนดมันไม่ได้(วิธีของผม) ถ้ามันหมดวิบากตรงนั้นเมื่อไรสภาพจิตก็จะกลับมาเป็นสภาพปกติเอง อาจจะใช้เวลานานก็ช่างมัน ผมสู้มันมาแบบแลกหมัดต่อหมัดแบบนี้แหละ ถ้าความหมองใจยังอยู่ก็ภาวนาฝืดๆหน่อย แต่ก็ยังภาวนาสู้ไม่ถอย มันหายไปโล่งโปร่งใจเมื่อไรก็ชนะเป็นยกๆไปกันเมื่อนั้น บางทีอาจกินเวลาไปเป็นวันๆ แต่ผมไม่ยอมแพ้ไงภาวนาสู้จนกว่าเราจะชนะ ขันติ วิริยะ ภาวนาสู้มันถ้าไม่ยอมซะอย่างต้องชนะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 ตุลาคม 2018
  13. แผ่บุญ

    แผ่บุญ ชอบ~ศรัทธา 40 อสงไขย

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2018
    โพสต์:
    314
    ค่าพลัง:
    +285
    บางช่วงเวลาชีวิตที่เหมือนกับว่า เราต้องทนทำทนอยู่ในสถานที่หรือในสถานการที่เราไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้เราจะต้องมาตกอับตกต่ำขนาดนี้เลย ทำไมชีวิตนี้ถึงได้มีแต่ความทุกข์ความไม่ดีขนาดนี้ ใช่มันคือความจริงที่หลายคนกำลังประสบพบเจอสิ่งที่ตนไม่เคยคิดและไม่เคยปรารถนาแบบนั้นเลย แต่ก็ไม่อาจจะหลุดพ้น ณ สภาพที่เหมือนดังกรรมบันดาลกลั่นแกล้งนั้นๆได้

    ถ้าเรายิ่งคิดให้มันเลวร้าย มันก็แน่นอนล่ะชีวิตนี้ไม่มีอะไรดีเลย อยากรวยก็ไม่รวย มีแต่จนลงจนลง ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ คิดอะไรก็ไม่ออก คิดได้แต่สิ่งที่ทำให้ชีวิตนี้ย่ำแย่ลงกว่าเดิมเรื่อยๆ ถ้าชีวิตมาถึงจุดนี้จะด้วยเหตุใดก็ตาม อย่าพึ่งไปหาวิธีต่อต้านกับวิบากที่กำลังให้ผล ให้พยามทำใจยอมรับในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ก่อน ถึงแม้ว่ามันจะไม่น่ารับได้เลยก็ตามแต่มันก็เป็นสภาพของความเป็นจริงที่เรากำลังพบเจออยู่

    ให้พยามคิดไปทางปลอบใจตนเองว่า ชีวิตนี้เราทำดีที่สุดแล้ว เราจะสร้างโลกของเราให้ดีในจิตของเราเอง สภาพโลกจะเป็นยังไงนั่นก็ใช้ไปตามวาระ แต่โลกภายในใจของเราต้องดี ต้องผ่องใส ถ้ามาถึงตรงนี้ได้แสดงว่าบุญเริ่มให้ผล ก็นั่งหลับตาสงบภาวนาลงไป อาการต่างที่มันตีขึ้นมาให้เราฟุ้งซ่านจะเกิดก็ช่างมัน มันจะตายขณะที่นั่งหลับตาภาวนานี้ก็ให้มันรู้ไป ตายเมื่อไรเราจะไปสวรรค์ก็ตั้งจิตคิดไป และก็ภาวนาลงไปเรื่อยๆอดทนทำไปจนกว่าอาการน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชตาฟ้าลิขิตจะหายออกไปจากใจ ถ้ามันไม่ออกเราจะนั่งภาวนาไม่ยอมลุก ก็ตั้งใจไป ถ้ามั่นคงและจริงจังแล้ว

    สุดท้ายสติทางดีมันจะเริ่มกลับมา ให้เรามองเห็นสัจจะธรรมบางอย่างที่ดีๆได้ อย่างเช่นว่า นก หนู หมู หมา กา ไก่ มันเกิดมาบนโลกนี้มันเคยลำบากกันบ้างไหม เราลำบากกว่ามันหรือมันลำบากกว่าเรา ถ้ามันทุกข์สุดๆมันทำยังไงกัน มันก็อยู่ของมันไปเรื่อยๆจนกว่าจะหมดอายุขัยใช่หรือเปล่า แต่นี่เราเกิดมาเป็นคนอาจจะมีความสามารถมากกว่าสัตว์พวกนั้น เมื่อตกอยู่ในสภาวะกรรมบันดาล ก็ต้องสู้ต้องอดทน เอาภาพหลวงพ่อโพธิสัตว์มาดูก็ได้ ดูไปดูมาก็ภาวนาควบไปด้วย และอย่าลืมควักเงินบริจาคออกไปด้วย บาทสองบาท ถือว่าซื้อความทุกข์ทั้งหลายให้ออกไปจากจิต บริจาคมันออกไป อย่าเก็บไอ้ตัวทุกข์คือเงิน สละออกทำบุญ นั่นแหละคือสิ่งดีๆที่เริ่มต้นในชีวิตเริ่มเกิดแล้วล่ะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 ตุลาคม 2018
  14. แผ่บุญ

    แผ่บุญ ชอบ~ศรัทธา 40 อสงไขย

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2018
    โพสต์:
    314
    ค่าพลัง:
    +285
    ผมนี่ในอดีตชาติเคยเป็นนักรบราอณาจักรมาคงไม่น้อย สมัยตอนที่ผมบวชปฏิบัติอยู่กับหลวงพ่อโพธิรูปหนึ่ง เวลาที่ผมภาวนาจิตถึงอุปจาระสมาธิผมจะเห็นเป็นภาพวิญญาณต่างๆมาแยกเขี้ยวแยกคาง ทำหน้าตาให้ดูน่ากลัวตลอด แต่สมัยนั้นผมอยู่ในผ้าเหลืองแรกๆก็อาจจะตกใจบ้าง แต่หลังๆไปก็เฉยๆ คือนั่งภาวนาจิตถึงอุปจาระปุ๊บพวกมันก็มา ทั้งจะนั่งภาวนาที่ป่าช้า ในเหว ภาวนาในกุฏิ หรือในโบสถ์ มันก็มาให้เห็นได้ทุกที่ที่มันอยากมา

    ผมถามหลวงพ่อแล้ว ท่านบอกว่าเป็นเจ้ากรรมนายเวร ที่เคยรบรากันมาในอดีต สถานที่วัดที่ผมไปบวชอดีตก็เคยเป็นเมืองเก่าด้วย สงสัยผมคงจะอยู่ในเหตุการณ์บริเวรแถวๆนั้นในอดีตละมั้ง การพบเจอกับวิญญาณจึงติดตามผมตั้งแต่สมัยนั้นมา เหมือนว่าเราได้เปิดประตูบ้านไว้ล่ะ ใครจะเข้าจะออกเราก็รับรู้ได้

    สมัยตอนนั้นผมยังไม่รู้จักหลวงพ่อดู่ ผมก็ภาวนาพุทโธ ของผมไปเรื่อยๆ เพราะวัดป่าธรรมยุติจะให้ภาวนาพุทโธเป็นหลักอยู่แล้ว แต่ถามว่าผลตอนนั้นเป็นยังไง สมัยนั้นต้องบอกตามความรู้สึกว่าเจ้ากรรมนายเวรตามเยอะมากๆคงมีเป็นกองทัพๆล่ะ ก็เราอาจจะไปอยู่ในแหล่งของเขาไปเจ๊อะกันพอดีกรรมพาให้ไปบวชตรงนั้น ใช่ว่าเป็นนักบวชแล้วเจ้ากรรมมันจะอโหสิให้ง่ายๆน่ะป่าวเลย นั่งสมาธิทีนี่หนักหัวหนักคอหนักไหล่ไปหมด คอนี่ปวดระบมเหมือนโดนรัดโดนบีบ บางครั้งนั่งสมาธิเสร็จต้องนอนแผ่หลาหมดแรงเลย ว่ากันตอนสมัยเป็นนักบวชอยู่ที่วัดนั้นนะครับ

    หลังจากที่อยู่ไม่ได้ ภาษาชาวบ้านเรียกกันว่าผ้าเหลืองร้อนต้องสึก จะเจ้ากรรมกวนหรือหมดวาระบุญผ้าเหลืองก็ตาม ผมออกมาเป็นฆาราวาส ได้ฟังหลวงตาม้าพูดเกี่ยวกับหลวงพ่อดู่ บ่อยๆแรกๆ ผมก็เฉยๆเพราะยังไม่รู้จักว่าท่านเป็นใครรูปหน้าตาเป็นยังไง

    แต่พอได้ยินคำหนึ่งที่สะดุดหูที่ไม่เคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อนคือ ภาวนาแผ่บุญปรับภพภูมิส่งวิญญาณ ให้นึกถึงหลวงพ่อดู่ แล้วท่านจะช่วย ด้วยความที่ผมพึ่งเคยได้ยินแบบนี้เป็นครั้งแรกในสมัยนั้น ผมยังคิดในใจว่ามีด้วยเหรอ วิธีการแบบนี้ แต่ด้วยผมโดนเจ้ากรรมตามมาเป็นขบวนตั้งแต่สมัยที่ยังบวชอยู่แล้วไง ผมจึงคิดขึ้นต้องขอลองวิชานี้สักนิดล่ะ เผื่อมันจะช่วยลดไอ้ที่มาเกาะเราให้น้อยลงไปบ้าง
     
  15. แผ่บุญ

    แผ่บุญ ชอบ~ศรัทธา 40 อสงไขย

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2018
    โพสต์:
    314
    ค่าพลัง:
    +285
    ผมใช้เวลาภาวนานึกถึงหลวงพ่อดู่ วัดสะแก เพื่อขอพลังงานบุญจากหลวงพ่อมาแผ่ให้กับเจ้ากรรมนายเวรที่ตามผมมาเป็นกองทัพทั้งหัวหน้าลูกน้อง ใช้เวลาถึงตอนนี้ก็จะเกือบ1ปีได้ ที่ผมเปลี่ยนจากคำภาวนา พุทโธ มานึกถึงหลวงพ่อดู่ขอบุญท่านแล้วแผ่ให้ภพภูมิ(ไม่ใช่คาถาตามต้นฉบับเดิม) ทั้งที่ตามและรอบๆข้างให้ได้บุญกุศลร่วมกันถ้วนหน้า มาถึงตอนนี้ก็รู้สึกว่าจะได้รับบุญกันและยอมอโหสิกรรมให้กันค่อนข้างเยอะ อาจจะเหลือแต่พวกมีตำแหน่งใหญ่เขาอาจจะยังได้บุญไม่พอใจเขา เราก็ไม่ว่าอะไรไปห้ามเขาก็ไม่ได้ก็ให้เขาโมทนาบุญด้วยตลอดที่ภาวนาแผ่บุญให้กับภพภูมิทั้งหลาย ทั้งของที่อยู่กับตนเองและรอบข้าง

    บางคนอาจไม่เห็นไม่สัมผัสด้วยตนเองอาจไม่เชื่ออันนี้เป็นเรื่องส่วนบุคคลครับ ถือว่าเล่าเรื่องวิบากกรรมส่วนตัว ใช่ว่าเราเป็นผู้ปรารถนาโพธิแล้วเราจะเคยได้ทำแต่กรรมดี บางชาติอาจนำทัพไปรบรากับเขาหรืออาจจะร่วมอยู่ในเหตุการณ์เหล่านั้น มาถึงชาตินี้มีสติรู้ทันก็ควรหมั่นภาวนาแผ่เมตตาให้เขาไป อย่างน้อยที่สุดเราได้บุญได้เมตตาบารมีทุกครั้งที่เราแผ่ ภพภูมิที่อยู่รอบข้างเราก็ได้ความสุขคือบุญไปด้วย
     
  16. แผ่บุญ

    แผ่บุญ ชอบ~ศรัทธา 40 อสงไขย

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2018
    โพสต์:
    314
    ค่าพลัง:
    +285
    มีคำกล่าวของหลวงตาได้พูดไว้บ่อยๆว่า ถ้าสวดมนต์ภาวนาแผ่เมตตาเป็นปกติแล้ว อนาคตตอนแก่ไม่ต้องกลัวว่าจะลำบาก ผีจะเลี้ยง อื่ม ผมฟังดูแล้วก็ไม่ได้คัดค้านอะไร เข้าใจว่าเป็นการช่วยเหลือเกื้อกุลกันระหว่างผู้แผ่บุญ กับภพภูมิผู้ได้รับบุญได้ช่วยเหลือเกื้อกุลกันตามกำลัง

    แต่ผมก็อาจจะมีข้อสงสัยอยู่บ้างล่ะเพราะตอนนี้ผมยังไม่แก่ขนาดนั้น และถ้าตอนแก่เราไม่ได้บวชอย่างหลวงตาล่ะ เป็นชาวบ้านหาเช้ากินค่ำธรรมดาๆ แบบไม่ได้มีลูกหลาน ที่จะต้องคอยดูแลเอาใจใส่ และที่สำคัญคือเราไม่ได้ร่ำรวยเงินทองอะไรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แล้วตอนแก่เราจะไม่ลำบากได้ยังไง นี่เป็นคำถามในหัวผมตอนนี้ที่ยังไม่มีคำตอบ คำตอบคงจะมาตอนผมแก่

    คิดไว้ว่าตอนแก่อารมณ์จิตเราคงจะเบากว่านี้เพราะเราหัดภาวนาตั้งแต่ยังเป็นวัยกลางคนอยู่ ไม่เคยทิ้งคำภาวนาปล่อยใจไปตามโลกนานๆแม้วันเดียว จิตมันคว้าคำภาวนามาทำของมันเอง ลมหายใจเข้าออกจะสอดคล้องกับคำภาวนาพอดี ทำให้เวลาภาวนาผมถึงรู้สึกสบายกว่าปกติเพราะลมหายใจมันจะแช่มชื่นเย็นๆกว่าปกติ บางทีถึงกับนั่งเหมือนคนเหม่อลอย ที่ไหนได้เรากำลังเพลินกับลมหายใจหวานๆเย็นๆอยู่ ลมหายใจเมื่อถึงตัวสุขแล้วมันจะออกรสหวานๆเย็นๆโคตรชื่นใจ เกิดขึ้นได้แม้ขณะเราภาวนาแบบลืมตาปกติ ถือเป็นน้ำจิ้มเล็กๆน้อยๆให้กับชีวิตบางเวลา

    ตอนแก่ฝันไว้ว่าถ้าผมสามารถกินอาหารทิพย์แทนข้าวได้ทุกมื้ออาหารจะดีมาก จะได้ไม่ต้องเปลืองตังค์ค่าอาหารเงินทองหามาได้ก็เอาไปทำบุญบริจาค บาทสองบาทก็เป็นบุญ ชาตินี้ถ้าเราเอาการภาวนาเป็นหลักของชีวิตแล้ว ผมคิดว่าโอกาสที่เราจะเจริญในบุญกุศลบารมีนั้นก็มีมากกว่า ชาวโลกทำงานหาเงินงกๆปกติทั่วไป เพราะอะไร เพราะหนึ่งจิตเราภาวนาถึงโพธิรุ่นพี่เป็นกระแสแห่งความดีใหญ่เป็นบุญใหญ่ เป็นหนึ่งในสังฆานุสสติ ไม่มีรุ่นพี่โพธิบารมีเต็มองค์ไหนจะไม่ชี้ทางที่ถูกต้องดีงามให้แก่รุ่นน้องนี่รอรับพลังงานด้านดีได้เลย สองจิตรู้จักทางหนีทีไล่ รู้จักคลายทุกข์ รู้จักสุขในสมาธิ และรู้จักการผูกมิตรไมตรีที่ดีต่อภพภูมิรอบข้างโดยเฉพาะชั้นจาตุม พูดง่ายคืออยู่ด้วยกันเลยแหละ เพียงแต่คนละมิติ แต่ผมก็จะไม่ลืมคำพูดของหลวงตาว่าภาวนาไป ตอนแก่ไม่ต้องกลัวลำบาก ผีจะเลี้ยง งานนี้ต้องพิสุจน์ไปจนแก่ครับ
     
  17. แผ่บุญ

    แผ่บุญ ชอบ~ศรัทธา 40 อสงไขย

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2018
    โพสต์:
    314
    ค่าพลัง:
    +285
    คนเราบางช่วงเวลาของชีวิต ก็มีช่วงที่สงบจิตสงบใจบ้าง นอนภาวนาจับลมหายใจเข้าออก ไม่คิดย้อนหลัง ไม่คิดไปข้างหน้า อยู่กับอารมณ์เฉยๆที่จิตคุ้นเคย ในอารมณ์สมาธิ โลกนี้จะมีการหมุนเปลี่ยนเวียนไปยังไง เราไม่ขอนึกคิด อยู่กับอารมณ์เฉยๆของตนเองไป พักที่ดีอยู่ที่จิตพัก

    เปรียบดั่งสภาวะของพระพรหมที่ท่านภาวนาอยู่ในวิมาน เสวยสุขอยู่ในอารมณ์สมาธิ เพียงแต่อารมณจิตของมนุษย์มันจะคงตัวตลอดกาลสมัยไม่ได้ เมื่อถึงจังหวะสงบเราก็ควรพักจิตให้เต็มที่ ถือว่าจิตอยู่ในกระแสพลังงานบุญ ที่มีลักษณะเย็นสบาย ซึ่งกระแสเย็นที่ออกมาจากจิตพักสงบนี้แหละที่ภพภูมิรอบข้างชอบเป็นพิเศษ

    เราเป็นมนุษย์มีรูปกับจิตก็จริงแต่ถ้าได้ไปอยู่วัดของโพธิท่านสร้างหรืออยู่ใกล้ๆโพธิบารมีมากแล้ว จิตเราจะเย็นและชุ่มชื่นเป็นพิเศษแบบเห็นได้ชัดเจน ผมพิสูจน์มาหลายครั้ง เวลาภาวนาอยู่ในขอบเขตกระแสของท่าน จิตก็จะรวมตัวได้ไวกว่าปกติมาก

    เวลาผมไปเที่ยววัดตามสถานที่ต่างๆที่ยังไม่เคยไปมาก่อน พอไปถึงสิ่งแรกที่ผมจะจับคือกระแสพลังงานเย็น หรือกระแสพลังงานด้านสมาธิจิตของสถานที่วัดนั้นๆ ถ้าวัดไหนเราเข้าไปแล้วรู้สึกเย็นจิตชื่นใจบอกไม่ถูกแสดงว่า สถานที่นี้ไม่ขาดพลังงานด้านดี คือกระแสพลังงานบุญที่มาจากสมาธิภาวนา สถานที่ไหนผู้ปกครองภาวนามาก พลังงานกระแสเย็นจากบุญสมาธิก็จะมีมาก ภพภูมิจึงมากตาม เราเข้าไปปุ๊บจะสัมผัสได้ทันที ถือว่าที่นี้ทำบุญแล้วมีอานิสงส์มาก เพราะจิตของทั้งผู้ให้และผู้รับอยู่ในกระแสบุญตลอดเวลา
     
  18. แผ่บุญ

    แผ่บุญ ชอบ~ศรัทธา 40 อสงไขย

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2018
    โพสต์:
    314
    ค่าพลัง:
    +285
    คำว่าเป็นผู้ปรารถนาเป็นพระโพธิแล้วต้องทุกข์กว่าผู้อื่นจริงหรือ บางคนอาจเข้าใจว่าต้องทุกข์กว่า ชาวบ้านปกติเขา เพราะเคยอ่านตามในหนังสือท่านเขียนกันไว้แบบนั้น เอาล่ะหนังสือก็เขียนไม่ผิดเพราะส่วนใหญ่มักบอกว่าต้องเป็นผู้เสียสละ รักผู้อื่นมากกว่าตนเอง

    แต่ทว่าความจริงแล้วในศาสตร์ของโพธิที่ท่านทำสืบกันมารุ่นต่อรุ่นกันจริงๆ อาจจะไม่ได้ตรงตัวตามที่เขียนกันในหนังสือเปะๆ อันดับแรกท่านสอนกันมาทุกๆรุ่น คือ ก่อนจะช่วยคนอื่นได้เต็มกำลังเราต้องช่วยตัวเราเองให้มีกำลังซะก่อน ว่ากันตามจริงแล้วคงไม่มีมดตัวไหนไปแบกช้างได้ แต่มันอาจจะคิดว่าฉันอยากที่จะแบกให้ได้อยู่ เพราะงั้นผู้ปรารถนาโพธิที่มีรุ่นพี่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลอยู่อาจจะเป็นนักบวชหรือภพภูมิข้างบน ในอันดับต้นจริงๆ ท่านมักจะฝึกจิตทำสมาธิกันเป็นหลัก การฝึกจิตให้จิตมีฐานนี่คืองานหลัก ที่ผู้ปรารถนาที่มีรุ่นพี่คอยเกื้อกุลอยู่ท่านทำกัน ไม่ใช่การคิดอยากจะเสียสละแบกช้างกันแบบไม่มีกำลังอะไรเลยท่าเดียว

    กำลังของสมาธิจิตนั้นเป็นส่วนสำคัญมากๆของผู้ที่ปรารถนาโพธิที่ท่านจะนำไปใช้ต่อยอดในการสร้างบุญต่างๆให้กว้างขวางออกไป ดังนั้นจะเห็นได้ว่าพระโพธิที่มีกำลังจิตกำลังใจดีแล้ว ท่านช่วยเหลือผู้อื่นได้แบบไม่ทุกข์ ท่านช่วยเหลือผู้อื่นแบบปีติสุข เพราะจิตท่านอยู่ในกระแสพลังงานบุญกระแสสมาธิบุญแทบจะตลอดเวลา ถึงแม้จะต้องเสียสละขนาดไหน จิตท่านก็ไม่ทุกข์ และสิ่งที่กำลังทำอยู่นั่นก็คือบุญ ดังเช่นในอดีตประวัติพระโพธิบารมีเต็มชื่อดังท่านได้เสียสละด้านต่างๆเกินกว่าที่คนธรรมดา ที่ไม่มีสมาธิจิตจะทำได้กัน ซึ่งถ้ามองแบบคนธรรมดาที่ไม่รู้ก็ต้องเข้าใจว่าท่านทุกข์มากเหลือเกิน

    ดังนั้นการที่เข้าใจว่าเป็นผู้ปรารถนาโพธิแล้วต้องทุกข์กว่าคนธรรมดาปกตินั้น ความจริงแล้วคือท่านไม่ทุกข์จิตท่านอยู่ในกระแสบุญมีสมาธิมีฌานคอยคุมจิตอยู่ตลอดเวลา คนที่ต้องทุกข์ตามสภาวะของโลกจริงๆนั้น คือคนที่ไม่ได้ฝึกจิต ไม่ได้ฝึกสมาธิ ปล่อยจิตปล่อยใจไหลไปตามกระแสของโลก นั่นแล เพราะงั้นหลวงตาจึงเทศน์ให้สวดมนต์ฝึกจิตทุกวัน มันเป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น ทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และขั้นปลายแบบนี้
     
  19. แผ่บุญ

    แผ่บุญ ชอบ~ศรัทธา 40 อสงไขย

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2018
    โพสต์:
    314
    ค่าพลัง:
    +285
    หลายครั้งที่ผมมักมีอารมณ์อ้างว้างด้านลบ แบบรู้สึกตนไร้ค่าหาประโยชน์อะไรจากตนเองไม่ได้เกิดมาทำไมอะไรพวกนั้น เข้าใจว่ามันเป็นอารมณ์ด้านอกุศลที่จิตสะสมไว้นับครั้งและนับชาติไม่ถ้วนที่คอยฝุดขึ้นมากวนจิตกวนใจอยู่เนืองๆ ซึ่งบางครั้งบางคราวภาวนาก็เอามันไม่อยู่จริงๆ ทำให้ต้องหม่นต้องหมองไปกับมัน แต่ผมยังมีภาพของหลวงพ่อดู่ติดข้างฝาตรงหน้าโต๊ะทำงาน

    บางทีที่ผมภาวนาสู้อารมณ์หม่นหมองใจไม่ไหวจริงๆ ผมก็จะมองภาพหลวงพ่อแล้วพยามคุยบ่นให้ท่านรู้ว่า ชีวิตนี้มันลำบากจิต ลำบากใจอย่างนี้หนอ มันไม่ดีอย่างนี้หนอ บางทีถึงกับหดหู่แทบหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต เอาเป็นว่าผมบ่นทุกอย่างที่ทำให้ผมทุกข์ใจ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าอารมณ์อกุศลเหล่านี้มันผุดออกมาจากจิตได้ยังไงทั้งที่เราก็พยามภาวนาอยู่เนืองๆ ความจริงมันก็มาจนได้นั่นแหละ

    แต่ก็น่าอัศจรรย์ทุกครั้งไปที่ผมบ่นให้หลวงพ่อได้รู้ จะมีความคิดซ้อนขึ้นมาในจิตของเราอีกที เป็นคำพูดที่เราไม่ได้นึกได้คิดไว้ก่อน ผุดขึ้นมาในจิตของเราเอง เหมือนกับว่าท่านกำลังคุยปลอบใจให้เรา อดทน เข็มแข็ง พยายามสู้ต่อไป ซึ่งบางทีความคิดที่ผุดขึ้นมาเองนั้นก็สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ที่อัศจรรย์ยิ่งนักคือ สามารถทำให้ใจเราขณะที่หมดอาลัยตายอยาก หม่นหมองสุดๆ กลับฟื้นดีขึ้นมาได้อย่างไรก็ไม่รู้เหมือนกัน และอาการทางกายก็จะขนลุกเป็นพักๆสลับกันไป กับอาการจิตที่ค่อยๆผ่องขึ้นมาเป็นลำดับจนอาการของความคิดอกุศลกรรมต่างๆหมดหายไปจากจิต บางอย่างผมก็พูดไม่ออกว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรแต่เกิดขึ้นจริงกับผมทุกครั้งที่ผมบ่นให้หลวงพ่อได้รับรู้

    ใครที่มีปัญหาชีวิตกำลังกลุ้มอกกลุ้มใจไม่ว่าจะเรื่องอะไร ขอแนะนำเลยครับ หารูปหลวงพ่อดู่วัดสะแกมาตั้งไว้ตรงหน้าแล้ว บ่นในใจให้ท่านรู้ให้หมดเปลือกหมดใจทุกอย่างที่อยากบ่นเลย ท่านอาจโชคดีทุกครั้งเหมือนผมก็ได้ อย่างน้อยสุดความหม่นหมองใจหายไป ความปกติสุขกลับคืนมาสู่จิต ผมเชื่อและศรัทธาท่านเพราะผมทำอยู่
     
  20. แผ่บุญ

    แผ่บุญ ชอบ~ศรัทธา 40 อสงไขย

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2018
    โพสต์:
    314
    ค่าพลัง:
    +285
    วันนี้ถือเป็นวันพิเศษสำหรับผมอีกหนึ่งวัน บางวันอาจไม่มีเรื่องราวอะไรมาเล่ามาบันทึกแต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นอะไร แต่วันนี้ที่บอกว่าเป็นวันพิเศษสำหรับผมอีกหนึ่งวันที่ควรจดจำบันทึกไว้สำหรับตนเอง ถ้าเป็นทางโลกก็เปรียบเหมือนกับว่าวันนี้ได้เลื่อนตำแหน่งหน้าที่การงานให้มันสูงขึ้น ภาระหน้าที่อัพเกรดขึ้นกว่าเดิม อาจจะจากพนักงานธรรมดา ได้รับตำแหน่งมอบหมายงานให้ขึ้นมาเป็นหัวหน้าสายงานฝ่ายนั้นๆ นี่ยกตัวอย่างงานทางโลกเปรียบเทียบกันให้เห็นชัดขึ้นเฉยๆ แต่ความจริงไม่ใช่เรื่องทางโลกอันใดหรอกครับ

    สิ่งที่พิเศษวันนี้ที่ได้พูดไว้ตอนต้นคือการได้เพิ่มหน้าที่ในการแผ่กระจายกระแสบุญให้กับภพภูมิรอบข้างให้ได้รับประโยชน์และความสุขคือบุญมากขึ้นครับ ซึ่งจากเหตุที่ผมมักมีความรู้สึกด้านลบโผล่เข้ามาในจิตบ่อย ว่าตนเองเกิดมาแล้วดูเหมือนจะเป็นประโยชน์น้อยเหลือเกิน พูดง่ายๆคือรู้สึกเหมือนคนไร้ค่าอยู่ไปวันๆอะไรพวกนั้น เมื่ออารมณ์พวกนี้เข้ามาบ่อยๆขึ้น ก็มักจะต้องพึ่งหลวงพ่อ ดูภาพท่านแล้วระบายความรู้สึกออกไป แต่วันนี้พิเศษกว่าทุกวันอย่างที่บอกในตอนต้น

    คือถ้าพูดเป็นภาษาที่เข้าใจง่ายคือ หลวงพ่อให้งานมาเพิ่ม(สมใจหวังแล้วสินะ) งานเพิ่มที่ว่านั้นคือปกติผมจะภาวนาคำภาวนาที่มีขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับการแผ่บุญให้ภพภูมิรอบข้างอยู่แล้ว แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่พอใจหรือว่าอาจจะถึงวาระขยับขยายแล้วก็ตาม นึกถึงหลวงพ่อคราวนี้หลวงพ่อเลยให้คำภาวนามาเพิ่มอีก2 บท มีบทสั้นกับบทยาว เอาไว้ต่อคำภาวนาแผ่บุญเดิมที่เคยใช้เป็นปกติก่อนหน้าอยู่แล้ว บทแรกเป็นบทอธิษฐานจิต และต่อด้วยบทแผ่กระจายบุญไปไม่มีประมาณทุกภพภูมิ พอเอามาต่อเรียบเรียงกันใหม่แล้ว คือได้งานเพิ่มขึ้น เพราะคำภาวนายาวขึ้นกว่าเดิม(งานเข้า) แต่พอผมลองนั่งบริกรรมภาวนาดูแล้ว ก็รู้สึกถึงจิตที่เบาตัวมากขึ้น รู้สึกถึงการแผ่กระแสบุญได้ไกลครอบคลุมมากขึ้นกว่าเดิม ที่สำคัญเหมือนหลวงพ่อท่านจะรู้ใจเรา ปิดช่องที่ทำให้รู้สึกว่าตนเกิดมาแล้วได้ทำประโยชน์น้อยนิดเหลือเกินลงไป ก็แหงล่ะคำภาวนายาวขึ้น ตะบี้ตะบันภาวนากันเยอะกว่าเดิมละคราวนี้

    บางคนอาจจะสงสัยว่าผมคิดไปเองหรือเปล่าไอ้นี่ท่าจะเพี้ยน แต่ความจริงคือผมปรารถนาเป็นโพธิคนหนึ่งเหมือนกัน การติดต่อสัมพันธ์กับโพธิรุ่นพี่บารมีเต็มแล้วถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะเราจะมัวมางมทางเอาเองทำไม เกาะรุ่นพี่ไว้ท่านทำมาก่อนเราแล้วทุกอย่าง ไม่มีสิ่งไหนที่ท่านไม่รู้ แต่เราน่ะไม่รู้ทางดีอีกเยอะ สำหรับสายปฏิบัติแบบโพธิแล้วการทำอะไรพวกนี้ถือว่าได้บุญได้บารมีเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมตตาบารมีและทานบารมีครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...