อะไรคือจุดเริ่มต้นทั้งหมดของ นรก สวรรค์ โลก สิ่งมีชีวิต

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย dragoona, 8 เมษายน 2005.

  1. dragoona

    dragoona เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2005
    โพสต์:
    111
    ค่าพลัง:
    +129
    ตั้งแต่เดิมอยู่แล้ว โลกมันก็ไม่มีอะไรนี่นา ไม่มีสิ่งมีชีวิต มีเพียงละอองที่มารวมตัวกันมาเป็นดวาเคราะห์ขนาดใหญ่ โลกดันออกมาจากดวงอาทิตย์ ตอนแรกมันก็ว่างเปล่า อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ไม่มีสิงมีชีวิต ไม่มีการฆ่ากัน ไม่มีบุญ ไม่มีบาป แล้วพอมีมนุษย์ขึ้นมา ดันมีอะไรทีสลับซับซ้อนขึ้น แล้วก่อนหน้านั้นนี้มีสวรรค์ นรก มั้ยหว่า เทวดา กับ ยมบาล มีมาก่อนหน้านั้นหรือไม่หว่า ตั้งแต่ยุค ไดโนเสาร์นี่ ไดโนเสาร์ เช่น ทีเร็กซ์ตัวกินเค้านี่ มันคงตกนรกสิเนอะ กินคนอื่นเขานิ ไดโนเสาร์ตกนรกทองแดง เออ...งง สร้างมนุษย์มาทำไม สร้างมาให้เกิดความวุ่นวาย ตกนรก ขึ้นสวรรค์ จัดลับดับเทวดา เฮ่ออออ!!!!!
     
  2. Pele

    Pele สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 มีนาคม 2005
    โพสต์:
    4
    ค่าพลัง:
    +2
    อยากรู้เหมือนกันครับ ถามเพื่อนที่ปฎิบัติดี ก็แนะนำว่าไม่ต้องไปสนใจในจุดนั้นมากไปกว่าเรื่องที่จะทำให้พ้นทุกข์
    "ดูกรภิษุทั้งหลาย ! ปัญหาที่เผชิญอยู่เบื้องหน้าของทุกๆคน คือ ปัญหาเรื่องทุกข์และความดับทุกข์ มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายถูกความทุกข์เสียบอยู่ทั้งทางกายและทางใจ อุปมาเหมือนผู้ถูกยิงด้วยลูกศรซึ่งกำซาบด้วยยาพิษแล้ว ญาติมิตรเห็นเข้าเกิดความกรุณา จึงพยายามช่วยถอนลูกศรนั้น แต่บุรุษผู้โง่เขลาบอกว่าต้องไปสืบให้ได้เสียก่อนว่า ใครเป็นคนยิง และยิงมาจากทิศไหน ลูกศรทำด้วยไม้อะไร แล้วจึงค่อยมาถอนลูกศรออก"
     
  3. thanan

    thanan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กันยายน 2004
    โพสต์:
    1,662
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +5,150
    มันเป็นเรื่องอจินไตย ตั้งคำถามกันได้ไม่จบไม่สิ้น ผู้ที่จะรู้จริงมีแต่เพียงพระพุทธเจ้าเท่านั้น จะขอนำเรื่องโลกเกิดมาให้อ่านกันนะ

    <b>โลกเกิด</b>

    หลวงพ่อได้เล่าเรื่อง "โลกเกิด" ให้ฟังว่า

    ในวาระแรกได้ทูลถามถึงประวัติการตั้งโลก ท่าน(พระพุทธเจ้า)ตรัสว่า
    <font color=blue>
    "เป็นเรื่อง อจินไตย ไม่ควรคิด รู้แล้วก็ไม่มีอะไรเป็นประโยชน์ ไร้เหตุผลในการบรรลุ ฉันบอกได้ แต่บอกแล้วเอาอะไรเป็นส่วนที่จะบรรลุมรรคผลไม่ได้ จะรู้ไปให้หนักสมองทำไม"</font>

    ต่อมาได้ถามถึงมนุษย์ที่เริ่มเกิดเป็นอันดับแรกว่า ใครเป็นคนบันดาลให้มนุษย์เกิด พระองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์แล้วตรัสว่า
    <font color=blue>
    "นี่เธอจะคลั่งพระเจ้ากับเขาแล้วซิ ใครที่ไหนจะมาสร้างถ้ามีผู้สร้างมนุษย์แล้ว เจ้าคนที่สร้างโลกสร้างมนุษย์นั้นมันเกิดมาจากอะไร จึงมาสร้างโลกสร้างมนุษย์ได้ มนุษย์ไม่มีใครสร้าง ร่างกายของสัตว์และมนุษย์เกิดจากอณูน้อยๆ ที่รวมตัวกันเข้า วิญญาณนั้นเป็นธาตุอย่างหนึ่ง ที่เรียกว่า วิญญาณธาตุ มีการเกิดขึ้นได้และไม่มีการสลายตัว คำว่าวิญญาณในที่นี้ หมายถึง จิต เป็นธาตุเศษ ที่เกิดจากการรวมตัวของ อนูพิเศษ ที่มีความรู้ ความเคลื่อนไหวรวดเร็ว เธออย่ารู้มากกว่านี้เลย ไม่มีอะไรเป็นคุณพูดไปก็ไร้ประโยชน์"</font>
     
  4. Anonymous

    Anonymous Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 ธันวาคม 2004
    โพสต์:
    53
    ค่าพลัง:
    +35
    คนถามนี่คงได้รับความคิดของศาสนาแบบเทวะนิยมมาพอสมควร ถึงได้ถามคำถามแบบนี้
    ที่พูดเพราะในทางพุทธศาสนานั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมานั้น ไม่ใช่เพราะมีผู้หนึ่งผู้ใด
    มาสร้างให้เกิดแต่เกิดขึ้นมาด้วยเหตุและปัจจัยหลายๆอย่าง ที่มาพบกันลงตัวพอเหมาะพอดี
    "เพราะมีสิ่งนั้น จึงมีสิ่งนี้ เพราะสิ่งนั้นดับ สิ่งนี้จึงดับ"

    ทุกอย่างในจักรวาลนี้ต่างเป็นเหตุ และปัจจัย เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน หมุนเวียนผลัดเปลี่ยน
    กันไปเป็นวัฎจักร ไม่มีใครเป็นผู้สร้างเพียงผู้เดียว เราทุกคน ของทุกสิ่งต่างร่วมกันเป็น
    ผู้สร้างซึ่งกันและกัน และเช่นกัน เราทุกคนต่างก็เป็นผู้ทำลายซึ่งกันและกันด้วย

    กฎแห่งกรรมนั้นเป็นเพียงครรลองของทุกสรรพสิ่ง เป็นเพียงเส้นทางที่บังคับให้ทุกสิ่งดำเนินไป
    กฎแห่งกรรมไม่ได้เป็นผู้กำหนดว่าเราจะไปเกิดเป็นอะไร จะขึ้นสวรรค์หรือลงนรก เป็นเทวดาหรือเปรต
    เราต่างหากเป็นผู้กำหนดตัวเอง กฎแห่งกรรมเป็นเพียงเส้นทางที่เราจะต้องเดินไปสู่ ตามกรรมที่ทำเอาไว้
     
  5. ืีnumq

    ืีnumq เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 มิถุนายน 2006
    โพสต์:
    392
    ค่าพลัง:
    +342
    อยากรู้เหมือนกันครับ
     
  6. อักขรสัญจร

    อักขรสัญจร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    4,518
    ค่าพลัง:
    +27,185
    มีมาก่อนนั้นทั้งหมด
    ทีเร็กซ์ตกนรกก็มี ไม่ตกนรกก็มี
    มนุษย์ก็มีมาก่อนโลก
    ส่วนต้นกำเนิดนั้นอย่าไปคิด เดี๋ยวจะบ้า
     
  7. dragoona

    dragoona เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2005
    โพสต์:
    111
    ค่าพลัง:
    +129
    ขอบคุณทุกๆคนมากๆเลยนะครับ ^_^ ที่เข้ามาตอบกระทู้ของผม เมื่อหลายปีก่อนนี้ได้ มาดูตอนนี้ มองย้อนไปแล้ว รู้สึกขำกับกระทู้ตัวเองมากๆเลยครับ ช่วงนั้นชอบท่องเน็ตทั้งวันทั้งคืน มาเจอเว็บพลังจิตที่นี่ จิตคิดฟุ้งซ่านไปทั่ว เลยคิดแบบนั้น ว่าทุกสรรพสิ่งจากปัจจุบันมันมีที่มาจากอดีตยังไง ซึ่งหลายๆคำตอบก็ทำให้กระผมมีสติอยู่กับตัวในปัจจุบันมากขึ้นครับ ^_^" เอาเป็นว่ามันเป็น -1/0 = ติดลบอนันต์ ก็แล้วกัน ไร้ที่สิ้นสุด หาประโยชน์มิได้ ไปคิดบ่อยๆคงเพี้ยนอย่างที่พวกท่านว่ากันไว้จริงๆ ^_^" ถึงตอนนี้ ความสงสัยในเรื่องนี้ ก็ยังมีในความคิดของผมอยู่ แต่ผมไม่กลัดกลุ้มและไม่ใส่ใจกับมันแล้วละครับ ปล่อยให้พวกนักวิทยาศาสตร์ที่คลั่งในเรื่องนี้เขาหาคำตอบกันต่อไป ในทฤษฎีบิ๊กแบงอะไรนั่น
     
  8. วิญญาณนิพพาน

    วิญญาณนิพพาน ทีมงานอาสาฯ ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 เมษายน 2008
    โพสต์:
    20,068
    กระทู้เรื่องเด่น:
    41
    ค่าพลัง:
    +20,953
    คําถามของกระทู้นี้เปรียบไปก็เหมือนกับคําถาม ไก่กับไข่ อะไรเกิดก่อนกัน ปล่อยวางดีกว่าครับเเล้วตั้งใจปฏิบัติธรรมครับ จขกท ไม่ิผิดครับที่สงสัยเรื่องนี้ เพราะผมก็เคยสงสัยเหมือนกัน เเต่อย่างว่าครับ เรื่องนี้นั้น ผมว่าคิดไปก็คงไม่มีคําตอบอยู่ดี เเต่ที่เเน่ๆเเละเห็นได้อย่างเด่นชัดคือ ทําดีได้ดี ทําชั่วได้ชั่วครับ ขอให้ทุกคนตั้งใจปฏิบัติธรรมกันในทุกๆวันนะครับ เจริญในธรรมครับ เเนะนํา จขกท มาโหลดหนังสือชีวิตเป็นอย่างนี้ใต้ comment ผมไปอ่านดูครับ น่าจะให้อะไรได้อีกหลายๆอย่างครับกับหนังสือเล่มนี้
     
  9. ดอนdon

    ดอนdon เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    1,582
    ค่าพลัง:
    +3,300
    วิญญานธาตุล่องลอยเรื่อยมาดั่งน้ำมันบนผืนน้ำ สวรรค์นรกมีมาในตัว
    การเกิด ความสมดุลย์ การรวมองค์ เกิดขึ้นจากวาระ
    สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นจากความไม่รู้ จึงดำเนินตนไปตามความอยากของตน
     
  10. iofeast

    iofeast เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มีนาคม 2007
    โพสต์:
    4,204
    ค่าพลัง:
    +7,827
    ปัญหาอะไรที่ไม่ทรงตอบ
    ปัญหาที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์หรือตอบนั้นมีปรากฏอยู่ในพระสูตรที่รู้จักกันดีคือจูฬมาลุงโกยวาทสูตร(ม.ม.๑๓/๑๔๗-๑๔๙/๑๑๗-๑๑๘) เนื้อความของพระสูตรมีอยู่ว่า
    สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ท่านพระมาลุงกยบุตรไปในที่ลับ เร้นอยู่ เกิดความดำริแห่งจิตอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ ทรงงด ทรงห้ามทิฏฐิเหล่านี้ คือ โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่ สัตว์เบื้องหน้า แต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่ ข้อที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ทิฏฐิเหล่านั้นแก่เรานั้น เราไม่ชอบใจ ไม่ควรแก่เรา เราจักเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้วทูลถามเนื้อความนั้น ถ้าพระผู้มีพระภาคจักทรงพยากรณ์แก่เรา ฯลฯ เราก็จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค ถ้าพระผู้มีพระภาคจักไม่ทรงพยากรณ์ ฯลฯ เราก็จักลาสิกขามาเป็นคฤหัสถ์.
    ครั้งนั้น เวลาเย็น ท่านพระมาลุงกยบุตรออกจากที่เร้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส เมื่อข้าพระองค์ ไปในที่ลับ เร้นอยู่ เกิดความดำริแห่งจิตอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ ทรงงดทรงห้ามทิฏฐิเหล่านี้ คือ โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ สัตว์เบื้องหน้า แต่ตายไปไม่มีอยู่ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่ ข้อที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ทิฏฐิเหล่านั้นแก่เรานั้น เราไม่ชอบใจ ไม่ควรแก่เรา เราจักเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคทูลถามเนื้อความนั้น ถ้าพระผู้มีพระภาคจักทรงพยากรณ์ ฯลฯ เราก็จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค ถ้าพระผู้มีพระภาคจักไม่ทรงพยากรณ์ ฯลฯ เราจักลาสิกขามาเป็นคฤหัสถ์. ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่าโลกมีที่สุดหรือโลกไม่มีที่สุด เมื่อไม่ทรงรู้ ไม่ทรงเห็น ก็ขอตรัสบอกตรงๆ เถิดว่า เราไม่รู้ เราไม่เห็น. ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า ชีพอันนั้นสรีระก็อันนั้น ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่า ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงทราบว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือว่า ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง เมื่อไม่ทรงรู้ไม่ทรงเห็น ก็ขอตรัสบอกตรง ๆ เถิดว่า เราไม่รู้ไม่เห็น. ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ ขอจงทรงพยากรณ์ แก่ข้าพระองค์เถิดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่ ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไป ไม่มีอยู่ ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงทราบว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ หรือว่าสัตว์เบื้องหน้า แต่ตายไปไม่มีอยู่ เมื่อไม่ทรงรู้ ไม่ทรงเห็น ก็ขอตรัสบอกตรงๆ เถิดว่า เราไม่รู้ เราไม่เห็น. ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี ขอจงทรงพยากรณ์ แก่ข้าพระองค์เถิดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่ ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่ ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงทราบว่า สัตว์ เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี หรือว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่ เมื่อไม่ทรงรู้ ไม่ทรงเห็น ก็ขอตรัสบอกตรงๆ เถิดว่า เราไม่รู้ เราไม่เห็น.

    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาลุงกยบุตร เราได้พูดไว้อย่างนี้กะเธอหรือว่า เธอจงมาประพฤติพรหมจรรย์ในเราเถิด เราจักพยากรณ์ทิฏฐิ ๑๐ แก่เธอ ฯลฯ ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
    ก็หรือว่า ท่านได้พูดไว้กะเราอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักประพฤติ พรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค ถ้าพระผู้มีพระภาคจักทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์ ฯลฯ

    ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า. ดูกรมาลุงกยบุตร ได้ยินว่า เรามิได้พูดไว้กะเธอดังนี้ว่า เธอจงมาประพฤติพรหมจรรย์ ในเราเถิด เราจักพยากรณ์แก่เธอ ฯลฯ ได้ยินว่า แม้เธอก็มิได้พูดไว้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค ถ้าพระผู้มีพระภาค จักทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์ ฯลฯ ดูกรโมฆบุรุษ เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอเป็นอะไร จะมาทวงกะใครเล่า
    จากพระสูตรนี้จะพบว่าคำถามทั้ง ๑๐ ที่พระมาลุงกยบุตรได้ถามพระพุทธเจ้านั้นมีเรื่องสำคัญ ๆ เพียง ๓ เรื่องเท่านั้นคือ

    ๑. เรื่องโลก ได้แก่คำถามข้อที่ ๑-๔ คือ
    ๑.๑ โลกเที่ยง (คงอยู่อย่างนี้ตลอดกาล)
    ๑.๒. โลกไม่เที่ยง (คงอยู่อย่างนี้ชั่วคราว)
    ๑.๓. โลกมีที่สุด (จักรวาลมีขอบเขตจำกัด)
    ๑.๔. โลกไม่มีที่สุด (จักรวาลไม่มีขอบเขต)
    ๒. เรื่องจิตกับกายหรือเรื่องชีวะกับสรีระ ได้แก่คำถามข้อที่ ๕-๖ คือ
    ๒.๑. ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น (กายกับจิตเป็นอันเดียวกัน)
    ๒.๒. ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง (กายกับจิตเป็นคนละอย่างกัน)
    ๓. เรื่องตายเกิด-ตายสูญหรือเรื่องภาวะหลังความตายของมนุษย์ ได้แก่คำถามข้อที่ ๗-๑๐ คือ
    ๓.๑ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ (ตายแล้วไม่สูญ)
    ๓.๒ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่ (ตายแล้วสูญ)
    ๓.๓ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มีไม่มีอยู่ก็มี (ตายแล้วสูญก็มี ไม่สูญก็มี)
    ๓.๔ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็หามิได้ ไม่มีอยู่ก็หามิได้ (ตายแล้วสูญก็ไม่ใช่ ไม่สูญก็ไม่ใช่)

    แต่เมื่อวิเคราะห์คำถามทั้ง ๑๐ ข้อนั้น สรุปได้ว่าปัญหาที่ถามมีเพียง ๒ ประเด็นเท่านั้นคือ
    ๑. มี
    ๒. สูญ
    นอกจากในจูฬมาลุงโกยวาทสูตรแล้วยังมีปัญหาที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงแนะนำให้คิดหรือศึกษาอีก ดังปรากฏในอจินติตสูตร (อํ.จตุกฺก.๒๑/๗๗/๖๘) เนื้อหาต่อไปนี้

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย อจินไตย ๔ ประการนี้ อันบุคคลไม่ควรคิด เมื่อบุคคลคิดพึงเป็นผู้มีส่วนแห่งความเป็นบ้า เดือดร้อน อจินไตย ๔ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ๑ ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน ๑ วิบากแห่งกรรม ๑ ความคิดเรื่องโลก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายอจินไตย ๔ ประการนี้แล ไม่ควรคิด เมื่อบุคคลคิด พึงเป็นผู้มีส่วนแห่งความเป็นบ้า เดือดร้อน
     
  11. iofeast

    iofeast เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มีนาคม 2007
    โพสต์:
    4,204
    ค่าพลัง:
    +7,827
    อจินไตยคือสิ่งที่ไม่ควรคิดมี ๔ อย่างคือ
    ๑. พุทธวิสัย
    ๒. ฌานวิสัย
    ๓. กรรมวิบาก
    ๔. โลกจินตา
    อจินไตยคืออะไร พระธรรรมปิฎก(ประยุทธ์ ปยุตฺโต) (๒๕๔๖: ๑๙๔-๑๙๕) ได้อธิบายไว้ว่า

    อจินไตยคือสิ่งที่ไม่พึงคิด ท่านว่าถ้าขืนครุ่นคิดก็มีส่วนที่จะอัดอั้นเป็นบ้า ที่ท่านว่าอย่างนี้มิใช่หมายความว่า พระพุทธเจ้าทรงห้ามไม่ให้เราคิด เพียงแต่ทรงแสดงความจริงไปตามธรรมดาว่าเรื่องนี้คิดเอาไม่ได้หรือไม่อาจจะเข้าใจได้สำเร็จด้วยการคิดหาเหตุผลและเมื่อคิดไปจะเกิดเป็นบ้าขึ้นก็มิใช่เพราะพระพุทธเจ้าหรือใครลงโทษหรือทำให้บ้า แต่ผู้คิดเป็นบ้าตามธรรมดาของเขาเองเพราะคิดอัดอั้นวุ่นไป

    ส่วนในคำถามที่ ๒ ที่ว่าทำไมพระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์หรือตอบปัญหาเหล่านี้ ก็มีคำตอบชัดเจนอยู่ในจูฬมาลุงโกวาทสูตร(ม.ม.๑๓/๑๕๒/๑๒๐)ดัง เนื้อความของพระสูตรว่า
    ดูกรมาลุงกยบุตร เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายจงทรงจำปัญหาที่เราไม่ พยากรณ์ โดยความเป็นปัญหาที่เราไม่พยากรณ์ และจงทรงจำปัญหาที่เราพยากรณ์ โดยความเป็นปัญหาที่เราพยากรณ์เถิด. ดูกรมาลุงกยบุตร อะไรเล่าที่เราไม่พยากรณ์ ดูกรมาลุงกยบุตร ทิฏฐิว่า โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไป มีอยู่ก็หามิได้ ไม่มีอยู่ก็หามิได้ ดังนี้ เราไม่พยากรณ์. ดูกรมาลุงกยบุตร ก็เพราะเหตุไร ข้อนั้นเราจึงไม่พยากรณ์ เพราะข้อนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน เหตุนั้นเราจึงไม่พยากรณ์ข้อนั้น.
    ดูกรมาลุงกยบุตร อะไรเล่า ที่เราพยากรณ์ ดูกรมาลุงกยบุตร ความเห็นว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ดังนี้ เราพยากรณ์. ก็เพราะเหตุไร เราจึงพยากรณ์ข้อนั้น เพราะข้อนั้น ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ เป็นไปเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน เหตุนั้นเราจึงพยากรณ์ ข้อนั้น. เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายจงทรงจำปัญหาที่เราไม่พยากรณ์ โดยความเป็นปัญหาที่เราไม่พยากรณ์ และจงทรงจำปัญหาที่เราพยากรณ์ โดยความเป็นปัญหาที่เราพยากรณ์เถิด. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ท่านพระมาลุงกยบุตร ยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล.
    จากพระสูตรนี้ตอบคำถามได้ว่าเหตุผลที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบคำถามทั้ง ๑๐ ข้อนั้นสรุปได้ว่าที่ไม่ทรงตอบเพราะ

    ๑. ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
    ๒. ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์
    ๓. ไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย
    ๔. ไม่เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด
    ๕. ไม่เป็นไปเพื่อความดับ
    ๖. ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ
    ๗. ไม่เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง
    ๘. ไม่เป็นไปเพื่อความตรัสรู้
    ๙. ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน



    แหล่งที่มา
    http://kit-meaninoflife.blogspot.com/2008/07/blog-post_10.html
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 เมษายน 2010
  12. Unbiased

    Unbiased สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 เมษายน 2010
    โพสต์:
    11
    ค่าพลัง:
    +5
    อนุโมทนาด้วยค่ะ อันที่จริงก็ิคิดอยู่เหมือนกัน คิดมานานหลายปีแล้วก็แก้ไม่ได้ซักที อย่างที่พระพุทธองค์ตรัสนั่นหละค่ะ ว่าคิดไปแล้วจะทำให้บ้าได้
    แต่ก็ยังอดคิดไม่ได้อยู่ดี ยิ่งพอมีเรื่องมนุษย์ต่างดาวเข้ามาก็อดคิดไม่ได้ว่าที่โลกของเขาจะรู้จักความหลุดพ้นไหมนะ แล้วถ้ารู้จักจะเป็นยังไงน้า~
    555+ บ้าไปแล้ว.....dannce_
     
  13. iofeast

    iofeast เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มีนาคม 2007
    โพสต์:
    4,204
    ค่าพลัง:
    +7,827

    ยังมีโลกอื่นๆเหมือนกับโลกของเราอยู่อีก 10000 โลกธาตุ หากพระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นมาในโลกนั้นๆ เขาก็รู้จักความหลุดพ้น ครูบาอาจารย์ท่านเคยบอกเอาไว้ ปัจจุบันพระพุทธเจ้าในบางโลกธาตุยังทรงพระชนม์อยู่จ๊ะ หุ หุ หุ
     
  14. Namushakamunibutsu

    Namushakamunibutsu เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ตุลาคม 2009
    โพสต์:
    1,353
    ค่าพลัง:
    +2,622
    สรรพสิ่งล้วนแล้ว สุญญตา
    มิใช่หมายถึงขาดสูญ แต่หมายถึงไม่มีสิ่งใดเลยที่เป็นสวภาวะของตัวมันเอง
    มันดำรงอยู่ไม่ได้ถ้าขาดเหตุและปัจจัย สรุปโดยนัยแล้ว
    ในความจริงระดับนี้ ทุกสิ่งขาดไม่ได้คือสัมพัทธภาพ
    เมื่อขาดสัมพัทธภาพแล้ว ระยะทางจะไม่มี กาลเวลาก็ไม่มี
    ขนาดก็ไม่มี สสารไม่มี พลังงานไม่มี
    กฎที่ทำให้ทุกสิ่งนี้ดำรงอยู่ได้แบบไตรลักษณ์คืออิทัปปัจจยตา

    ถ้าถามว่าอะไรคือจุดเริ่มต้นของทั้งหมด
    เราต้องพิจารณาความจริง3ระดับนี้ก่อน
    1.วิกัลป์ ความจริงระดับสมมติสัจจะ วัตถุธาตุต่างๆที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาแล้ว
    เป็นส่วนหยาบที่สัมผัสได้ไม่ยากนัก อาจจะใช้คำแทนว่า"สิ่ง"
    2.ปรตันตระ ความจริงที่ทุกสิ่งเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน เช่น กฎแห่งกรรม กฎแห่งอิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปปบาท เราอาจมองดังนี้
    -เพราะ"สิ่ง"นี้เกิด "สิ่ง"นี้จึงเกิด เพราะ"สิ่ง"นี้ดับ "สิ่ง"นี้จึงดับ
    เพราะ"สิ่ง"นี้มี "สิ่ง"นี้จึงมี เพราะ"สิ่ง"นี้ไม่มี "สิ่ง"นี้จึงไม่มี-
    กฎนี้แหละ ที่ทำให้เราแยกแยะออกว่าเป็นความจริงระดับปรตันตระ
    คำว่า"สิ่ง" หรือความจริงระดับวิกัลป์ ดำเนินไปตามความจริงระดับปรตันตระ
    ซึ่งความจริงระดับปรตันตระ เราอาจจะเรียกอีกอย่างว่า วิถี หรือ มรรคา
    3.นิรวาณ ความจริงที่ไร้การปรุงแต่ง อยู่นอกเหนือจากวิกัลป์และปรตันตระ
    แน่นอน นิรวาณดำรงอยู่ได้โดยที่ไม่อิงอาศัยในสัมพันธภาพ ดังนั้น นิรวาณไม่มีเกิด ไม่มีดับ ไม่มีสัมพันธภาพ กาลไม่มี ระยะทางไม่มี

    หากได้อ่านอย่างครบถ้วนก็ลองพิจารณาดู คำตอบจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับปัญญาของท่านเอง... ขอให้เจริญในธรรม

    -นอกเหนือจากการปรุงแต่งแล้ว กรรมไม่มี ทุกข์ไม่มี จิตไม่มี นรกไม่มี สวรรค์ไม่มี ไม่มีเขา ไม่มีเรา ไม่ใช่สตรี ไม่ใช่บุรุษ ภพก็ไม่มี ชรามรณะไม่มี อวิชชาไม่มี วงจรปฏิจจสมุปปบาทก็ไม่มี รวมถึงไม่มีการบรรลุ และไม่มีการไม่บรรลุ-
    แต่นี้คือความจริงระดับที่นอกเหนือจากปรตันตระไปแล้ว เป็นขั้นปรมัตถ์
    ดังนั้นอย่าไปติดกับคำว่า "ว่าง" กับ "ไม่มี" มากหละครับ ^^
     

แชร์หน้านี้

Loading...