อะไรคือสาเหตุ"ลาพุทธภูมิ"และมีวิธีป้องกัน?

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย นะมัตถุ โพธิยา, 26 มกราคม 2006.

  1. เทพกามาวจร

    เทพกามาวจร สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    23
    ค่าพลัง:
    +3
    อย่าคิดเอาเองครับ....

    กรุณา อย่าคิดเอาเอง และเอ่ย นามพระคุณเจ้า สาวกของ พระพุทธองค์ เช่นนั้น

    ไม่มีใคร สามารถบอกได้ว่า ใครสำเร็จขั้นไหน จะรู้ได้เฉพาะตนและจะรู้ได้ก้อต่อเมื่อ อยู่ระดับเดียวกัน หรือ สูง กว่า ครับ อันนี้ พระพุทธองค์ ทรงตรัสไว้ชัดเจนครับ

    ** มุนษย์ ทุกคนล้วนตกอยู่ใน วัฎฎสงสาร ไม่เว้นแม้แต่พระพุทธองค์ครับ เพราะฉนั้น ไม่แปลกที่ครับที่ท่านจะละสังขาร

     
  2. บัวเกี๋ยง

    บัวเกี๋ยง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มกราคม 2008
    โพสต์:
    551
    ค่าพลัง:
    +444
    สู้ๆๆๆๆอย่างเดียวครับกำลังใจเมตตาครับ
     
  3. din555

    din555 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 เมษายน 2010
    โพสต์:
    520
    ค่าพลัง:
    +541
    อธิษฐานบารมี หนึ่งในบารมี 10 ทัศ
     
  4. AVATAAR

    AVATAAR เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    273
    ค่าพลัง:
    +600
    อะไรคือสาเหตุ"ลาพุทธภูมิ"และมีวิธีป้องกัน?

    กำลังใจอ่อนล้า

    เพียรสร้างกำลังใจให้เข้มแข็ง
     
  5. sazukia007

    sazukia007 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กุมภาพันธ์ 2010
    โพสต์:
    332
    ค่าพลัง:
    +678
    เหนื่อยครับ

    หนทางอีกยาวใกลเลิกดีกว่า ไปอยู่กับอาจารย์ใหญ่ ดีกว่า แต่ว่าใหนๆก็จะไปแล้ว ไอ้ที่ทำเก็บไว้เยอะๆ ก็เอามาใช้ให้เกิดประโยชน์เพื่อส่วนรวมซักหน่อย

    ปล. เราเป็นคนธรรมดานะ ไม่มีอะไรพิเศษกับชาวบ้านหรอก
     
  6. barking dog

    barking dog เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มกราคม 2012
    โพสต์:
    765
    ค่าพลัง:
    +150
     
  7. joolong

    joolong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กุมภาพันธ์ 2010
    โพสต์:
    109
    ค่าพลัง:
    +283
    ครูบาอาจารย์หลายๆท่านที่ท่านลา เพราะท่านมีความสามารถเข้านิพพานในชาตินี้ ส่วนคนที่บารมี ความเพียรยังอ่อน ลาไปก็แค่นั้น ยังต้องเกิดต้องตายอีกหลายชาติ
     
  8. วีระชัยมณี

    วีระชัยมณี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,139
    ค่าพลัง:
    +2,542
    ลา-ไม่ลา มีผลอย่างไร.....ผู้ที่จะทำได้คือผู้ที่มีสิทธิ์ทำ หมายถึงบุคคลผู้มีบารมีสูงมากแล้ว หาก ยังบารมีไม่พอแล้ว จะคิดเรื่องลา-ไม่ลา คงไม่เกิดผลอะไร.....

    ขอบคุณครับ
     
  9. วีระชัยมณี

    วีระชัยมณี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,139
    ค่าพลัง:
    +2,542
     
  10. tachi

    tachi สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 เมษายน 2012
    โพสต์:
    2
    ค่าพลัง:
    +1
    ไม่ต้องกลัวหรอกครับ เพราะถ้าปัจจุบันเราตั้งใจอยู่แล้วในอนาคตเราก็มีเหตุให้เกิดความสงสารคนอื่นและหาทางช่วยเหลืออยู่ดี ที่สำคัญคือ อย่าไปฟังคนอื่นพูดอย่างนั้น พูดอย่างนี้มันจะทำให้เราเกิดความไขว้เขว หน้าที่ของเราคือ ทำ ทำ ทำ ทำ และทำ ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ไม่ต้องรีบร้อน ใช่ว่าเราจะมีชีวิตแค่วันนี้ พรุ่งนี้ มันยังมีต่อไปอีกเรื่อยๆ มีเวลาให้เราท้อครับ ถ้าเรารีบมันจะท้อ ต้องรักษากำลังใจไว้ วันไหนท้อ ก็ออกไปทำอะไรๆ ที่สนุกสนานบ้าง ไม่ใช่ว่าต้องเคร่งครัดทำดีตลอดแบบผิดแม้แต่นิดเดียวไม่ได้ เพราะหนทางอีกยาวไกล ใช่ว่าเราจะเกิดเป็นคนทุกชาติ บางชาติ ท่านจะรู้ได้ไงว่าต้องการเป็นพระพุทธเ้จ้าจริงๆ แต่มันมีเทคนิคนิดนึง เอาแบบชิวๆ ไม่ต้องเครียดครับ เพราะผมเชื่อว่าพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ถามใครเหมือนกัน ท่าน ทำ ทำ ทำและก็ทำ เก็บเล็กผสมน้อย ทำบุญบ้าง รักษาศีลบ้างไม่ต้องครบ 24 ชม (ถ้าได้ก็ถือว่าท่านเป็นยอดคน ถ้าไม่ได้ สัก 1-2 ชมก็ยังดี เอาแบบค่อยเป็นค่อยไป) สมาทานศีลเสร็จ ก็อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร เทวดา ผู้อุปการะคุณ จะนึกถึงใครก็ได้แล้วแต่ ฯลฯ และขอบุญกุศลอันเกิดจากการทำบุญนี้เป็นไปเพื่อสร้างบุญต่อๆ ไปให้ยิ่งขึ้น เพื่อช่วยเหลือคนอื่นให้ได้มากกว่านี้ และเพื่อสร้างบุญกุศลให้เต็ม เพื่อเหตุแห่งการตรัสรู้ในอนาคตข้างหน้า เพราะบางคน บารมีไม่เท่ากันคนที่ยอมบริจาคเลือดเนื้อได้นั้นก็บารมีอีกขั้นนนึง ไม่ต้องไปแข่งกับเค้า และก็อย่าให้ใครมากดดันเรา ว่าถ้าคิดอย่างนี้ไม่ได้จะเป็นพระพุทธเจ้าได้ยังไง อย่าให้การทำบุญของคนอื่นมาข่มเราได้ครับ พระพุทธเจ้าอย่างเราก็ต้องมีแนวทางของเราเองนะ ไม่ใช่แนวทางของคนอื่น เราต้องหาทางของเราเอง ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไปครับ..
     
  11. Saksurat

    Saksurat เป็นที่รู้จักกันดี Administrator

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    115
    ค่าพลัง:
    +529
    ให้พระท่านเตือนครับ ก็ดีนะครับ ผมเคยคิดที่จะลาเหมือนกัน พอคิดเท่านี้ จิตมันบอกตัวเองว่า"เธอลาไม่ได"้ ตอนแรกคิดว่าเรา ความคิดมันตีกัน แต่อารมณ์ที่จะลามันตัดทันที เป็นแบบนี้อยู่เป็นหลายอาทิตย์ ต่อมาอารมณ์มันลงจริงๆ ไม่ไหวแล้วคิดว่าถ้าเราเข้านิพพานตอนนี้สบายทันที คำพูดเดิมผุดขึ้นมาอีก ผมคิดต่อไปว่ามันไม่ไหวจริงๆ หลวงพ่อยังไปแล้ว คราวนี้เสียงผุดขึ้นมาในจิตว่า "เธอลาไม่ได้ ฉันไม่ให้เธอลา" เลยสงสัยว่านี่ไม่ใช่ความคิดของเราแน่เลย ถามจิตว่าเสียงใคร แล้วท่านก็บอกพระนามท่านมา ผมเลยถามเหตุผลว่าทำไมไม่ให้ลา ท่านก็เมตตาเล่าให้ฟัง ก็ซักไปเรื่อยๆ ตอนคุยนี้ใส่ชุดวันเกิด นั่งแปลงฟันในห้องน้ำ ก็คุยไปถึงตอนแต่งตัว ก็คิดว่านี้เราคงจะอาการหนักแล้วบ้าอยู่คนเดียว ยังไงซะอธิษฐานจิตซะเลยว่า"ถ้าสิ่งที่ข้าพเจ้ารู้มานี้เป็นความจริงขอพระบรมสารีริกธาตุของพระองค์จงปรากฏแก่ข้าพเจ้าถ้าคิดไปเองแล้วไซร้ ขอจงอย่าได้ปรากฏ" ต่อจากนั้นยืนรอผลงาน เงียบกริบไม่มีอะไรเกิดขึ้น คิดว่าคงบ้าไปเอง เลยเดินไปตรวจดูที่นอนก็ไม่มี เลยปล่อยอารมณ์นี้ทิ้งไปซะ จะมาแต่งตัว เสียงผุด มาอีกว่า "แต่งตัวให้เรียบร้อยก่อนจะสวดมนต์ไม่ใช่หรือ" เราก็เอาว่ะมี หรือไม่มีก็ช่างยังไงต้องแต่งตัวสวดมนต์อยู่แล้ว พอแต่งตัว เรียบร้อยจะเดินไปสวดมนต์ นึกได้ว่าลืมฉีดยาจมูกแก้แพ้อากาศ เดินมาทีเจอทันทีหินก้อนเล็ก 3 ก้อน หยิบขึ้นมานี่ใช่แน่ของท่าน จิตบอกมาอีกว่า เชื่อหรือยัง บอกไปว่ายัง จิตตอบมาอีก "แล้วเธอจะทำยังไง" ผมบอกไปว่าต้องพิสูจน์ก่อน เลยใช้มโนวิชาของหลวงพ่อที่ฝึกมาเดือนกว่าๆจับดู ใช่แน่ เลยยอมรับในเวลานั้น ก็ถามท่านว่า "แล้วถ้าผมจะลาล่ะครับ" ท่านบอกไม่ให้ลา ถามเหมือนเดิมอีกครั้งคำตอบเหมือนเดิม ถามอีกครั้งว่า "แล้วถ้าผมจะลาจริงๆล่ะครับ" ท่านบอกว่า "งั้นคงต้องให้ลา แล้วเธอจะลาไหมล่ะ" บอกไปว่าไม่ เท่านี้ท่านยิ้ม(เป็นความรู้สึก)แล้วตรัสว่า "มันก็เป็นอย่างนี้ล่ะเอาเข้าจริงๆก็ไม่ลา" ผมก็นั่งยิ้มคนเดียว ....เป็นอันว่าให้พระท่านช่วยนี้มีผลดีครับ แต่ทั้งนี้ถ้าไม่เอาจริง ๆ ใครจะไปห้าม ต้องรอให้อารมณ์มันขึ้นถึงที่สุดก่อน (สังขารบุเบกขา) จะรู้ทันทีจะอยู่หรือไปเพราะจิตจะว่าง พุทธวิสัยเข้าเต็มที่ หลวงพ่อเคยกล่าวไว้ ผมเคยอ่านเจอ แล้วหลวงตาที่สอนผมท่านก็ว่ามาอย่างนี้ สุดท้ายไปเจอหลวงตาวัชรชัย ที่วัดเขาวงถามท่าน ว่า "ผมปรารถนาพุทธภูมิใช่ไหมครับ" ท่านบอกว่า "ตัวเองจะรู้ตัวเองดีที่สุด" ผมเลยบอกท่านไปว่า บางทีมันก็อยากลา หลวงตาเลยเมตตาแนะนำว่า "อธิษฐานจิตว่าหากมีวิสัยพุทธภูมิต่อขอให้มีอารมณ์ที่ชัดเจน แต่ถ้าจะเป็นสาวกแล้วขอให้อารมณ์พุทธภูมิคลายตัวก่อนออกพรรษา" ผมก็ว่าไปตามนั้น คิดว่านี่ดีแล้วหากไม่มีวิสัยของพุทธภูมิที่แท้จริงไม่สมควรอยู่ต่อ เพราะสุดท้ายดันไม่ไหวแน่ คิดอธิษฐานตามนั้น เสร็จ มีเสียงหัวเราะในจิตแล้วพูดว่า "เอ็งไม่ได้ลาหรอก" ก็ต้องดูต่อไปหลังจากออกพรรษานี้ เหตุการณ์ทั้งหมดผ่านมาไม่ถึงเดือน...
    ..รวมความอีกทีมันอยู่ที่เราครับ หากคิดจะฝืนสุดท้ายไปไม่รอด ต้องดูกำลังใจตัวเองบ่อย ๆ ว่าประโยชน์ที่จะพึงเกิดจากการปรารถนาเป็นไปเพื่อความอยาก เป็นหรืออยากช่วยส่วนรวมกันแน่ ท่านต้องดูตัวเอง
    ปล.ผมไม่ได้อธิษฐานขอมาก่อน ท่านมาสงเคราะห์เอง...
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 9 เมษายน 2012
  12. tachi

    tachi สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 เมษายน 2012
    โพสต์:
    2
    ค่าพลัง:
    +1
    จริงๆ การลาหรือไม่ลา ผมไม่คิดว่ามันจะมีความหมายอะไร ในเมื่อคนที่ลาก็ถือเป็นคนที่หมดกำลังใจไปแล้ว ใครที่มีกำลังใจทำต่อก็จะรู้ว่าใครตัวจริง ส่วนคนที่เป็นพระโพธิสัตว์จริงๆ จะคอยประคับประคองพระโพธิสัตว์รุ่นน้องให้พยายามเดินต่อไป เพราะนิสัยของแต่ละคนไม่เหมือนกันคับ จะให้คนนี้ปฏิบัติ 6 ประการเพื่อเป็นพระโพธิสัตว์ แต่ในเมื่อเค้าอาจทำได้แค่ 3 เราก็ไปต่อว่าเค้าว่าอย่างนี้จะเป็นได้หรือ เป็นการทำให้กำลังใจพระโพธิสัตว์รุ่นน้องถดถอยไปเปล่าๆ และเหมือนเป็นการยกตนข่มท่านว่า เราปฏิบัติได้มากกว่า ซึ่งมันจะจริงหรือ ไม่จริง ไม่มีใครรู้หรอก ไม่อยากให้เถึยงกันในเรื่องพวกนี้ เพราะตายไปใครจะรู้บ้างว่า[/COLOR]
    ต่อไปถ้าเราเกิดเป็นลิง แล้วลิงมันรู้หรือเปล่าว่าชาติที่แล้วเราเกิดเป็นมนุษย์โดยปรารถนาพระโพธิสัตว์ เค้าไม่รู้หรอก นอกจากสิ่งที่มันเป็นนิสัยที่เราเคยปฏิบัติมาโดยความเคยชินคับ
    ถามว่าเมือเราตายไป ไม่มีพระพุทธศาสนาแล้วเราจะรู้ไหมว่า มีพระธรรม 84000 พระธรรม เราจะรู้ไหมว่าเรามีศีล 5 คำตอบท่านรู้กันอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันก็ยังมีคนเอาศีลเอาธรรมมาข่มกันว่าสูตรการเป็นพระโพธิสัตว์ต้องทำอย่างนั้น ต้องทำอย่างนี้ ต้องมาลา ไม่ต้องลา คำพูดพวกนี้ก็คงมีแค่ในภพนี้ หมดจากนี้ก็อันตรธานหายไป สุดท้ายหลักสูตรที่ว่าดีที่สุดก็หายไป
    แล้วพระโพธิสัตว์ ต่อไปจะทำอะไรเมื่อตายไปใครรู้บ้างเมื่อสิ้นศาสนา จะใช้สูตรไหนดีชาติต่อไปเค้าจะรู้ไหมคับ คำตอบทุกคนคงรู้อยู่แล้ว...
    การเป็นพระโพธิสัตว์ มันต้องออกมาจากจิตใจ และสิ่งที่ำทำเป็นประจำอยู่ทุกวัน สิ่งเหล่ามี แม้เมื่อสิ้นศาสนา แม้เมื่อไปเกิดภพภูมิไหน มันก็จะบังคับเราให้ทำอยู่อย่างนั้น
    แม้เมื่อไปเกิดเป็น สัตว์ อมนุษย์ มันก็จะฝังจิตฝังใจเราให้ทำอย่างนั้นไปทุกชาติคับ เพราะการเดินทางอันแสนไกล ท่านต้องไปด้วยตัวเอง ต้องหาทางด้วยตัวเอง อะไรที่อยากเอาติดตัวไปก็ต้องรู้จักที่พระพุทธเจ้าท่านมาสอน ก็ให้เรารู้หนทางในการเดินทาง ว่าจะเลือกเดินอย่างไหน พระองค์ท่านไม่ได้กำหนดว่าท่านต้องรักษาศีล 5 ไม่ได้บังคับท่านต้องรักษาศีล 8 แต่ถ้าทำจะมีผลเป็นอย่างไร ตัวท่านเป็นคนกำหนดเองแต่ผู้เดียว
    เพราะฉะนั้นพระโพธิสัตว์ที่กำลังใจยังน้อย ก็พยายามหาคนที่มีจิตใจอ่อนโยนที่เป็นพระโพธิสัตว์จริงๆ นะคอยเป็นพี่เลี้ยง ไ่ม่ใช่ว่าเค้าเป็นแต่เพียงพระโพธิสัตว์ตามตัวหนังสือ มันไม่มีประโยชน์ ฟังธรรมชั้นสูงที่ไม่มีประโยชน์ต่อตัวเอง และเราทำไม่ได้มันก็เหมือนหลงทางเปล่าคับ เสียเวลาจริงๆ
    เราต้องรู้ว่าบุญอันไหนทำแล้วได้อะไร ถ้าจะเป็นพระโพธิสัตว์ ในข้างหน้าเมื่อตายแ้ล้ว และสิ้นอายุศาสนาพุทธแล้ว เราจะเตรียมตัวอย่างไร อันนี้สำคัญกว่าถ้าเราจะช่วยเหลือคนอื่นเราต้องรู้เรื่องบุญในชาตินี้แล้วเลือกทำบุญตามที่เราต้องการ เพราะเมือตายไปแล้ว ท่านไม่รู้หรอกคับ ว่าศีลเป็นยังงัย ธรรมเป็นยังงัย มีแต่จิตที่ทำเป็นประจำ
    จิตที่สงสารคนอื่นเป็นประจำ ได้ช่วยคนแก่ข้ามถนนแล้วท่านมีความสุขไหมเมื่อเห็นเค้ายิ้มขอบคุณ จิตที่แผ่เมตตาเป็นประจำ จิตที่ทำบุญเล็ก ๆน้อยๆ เป็นประจำ แล้ว ขอให้ได้ทำบุญต่อๆ ไปให้ยิ่งๆ เพื่อช่วยเหลือคนอื่น จิตที่คอยระลึกอยู่เสมอว่าสักวันหนึ่ง เราจะช่วยเหลือพวกเค้าหล่านั้นอาจเป็นผู้มีพระคุณ คนรัก เพื่อน ฯ ลฯ ให้ถึงจุดสิ้นสุดแห่งการเดินทา่งอันไร้จุดหมายนี้ให้ได้
    สิ่งเหล่านี้ที่เราทำเป็นประจำจะติดตัวเราไปทุกชาติโดยไม่ต้องสงสัย แม้ไม่มีศาสนาแล้ว แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังอยู่ แม้ไม่มีพระธรรม 84000 แล้วสิ่งเหล่านี้ก็ยังอยู่ ตามที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า กรรมที่ให้ผลหนัก คือ กรรมที่ทำอยู่เป็นประจำสม่ำเสมอคับ เพราะการทำดีเพื่อเป็นพระโพธิสัตว์ก็เป็นกรรมอย่างหนึ่งที่เลี่ยงไม่ได้ไม่ว่าจะดีหรือไ่ม่ดีเราต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น แต่เราก็สมัครใจทำใช่ไหม เพราะฉะนั้น
    ทำต่อไป ทำต่อไป เลือกทำแต่บุญที่จะให้เราเดินทางต่อไปได้ และอย่าลืมว่าบุญมันมีจุดสิ้นสุดของมัน เมื่อหมดบุญแล้ว บาปที่เราเคยทำไว้ก็จะให้ผลแทน เพราะฉะนั้นพระโพธิสัตว์รุ่นน้องต้องทำใจให้ได้ครับอย่าคิดว่าเป็นพระโพธิสัตว์แล้วจะหนีบาปในอดีตได้ให้คิดใหม่ได้เลย แต่ถ้าบุญเราิเยอะกว่ามันก็เหมือนน้ำที่คอยเจือจางสารพิษยิ่งเยอะยิ่งเจือจางได้เยอะ แต่ที่สำคัญต้องฝึกให้อยู่ในจิตใจเลยคือ
    1 ฝึกทำบุญเล็กน้อยๆ ก็ได้ แล้วแต่กำลังทรัพย์ ถ้าไ่ม่มีทรัพย์อนุโมทนาบุญคับ และขอให้ผลบุญนี้สำเร็จแก่ตัวเราเพื่อสร้างบุญที่ิยิ่งกว่านี้เพื่อช่วยเหลือคนอีกมาก
    2 ฝึกแผ่เมตตาให้ทุกคน เจ้ากรรมนายเวร เทวดา อมนุษย์ ญาติ มิตร และให้สัญญาว่าจะพาพวกเค้าให้ถึงจุดที่สิ้นสุดการเดินทางให้ได้ด้วยการสั่งสมบุญของเรา
    3. ฝึกนั่งสมาธิคนเดียวสัก 5 นาที แล้วแผ่เมตตา สำคัญการเป็นพระโพธิสัตว์ต้องแผ่เมตตา
    4. พยายามคิดให้ออกว่าการเกิดมันเป็นทุกข์อย่างไร เช่น แฟนเรางอนเรามันทุกข์ไหม
    สอบไม่ได้มันทุกข์ไหม เจ้านายต่อว่าเราความรู้สึกเป็นอย่างไร เมือเป็นเทวดาหมดบุญแล้วต้องไปรับกรรมมันทุกข์ไหม
    เมือทำบุญแล้วหมดบุญมันทุกไหม แล้วแต่จะคิดอะไร แต่สำคัญต้องคิดด้วยตัวเองนะ
    ห้ามลอกความทุกข์คนอื่น ฯ ลฯ ดังนั้นแล้วมันจึงต้องมีวิธีที่สิ้นสุดแห่งความทุกข์นี้อยู่บ้าง
    ข้อ4 นี้เป็นการเสริมกำลังใจไม่ต้องเคร่งครัดมาก แค่คิดแว่วๆ แผ่วๆ เบาๆ เท่านั้น
    ข้อ 4.5 ฝึกคิดนิดนึง ว่าแม้การเดินทางจะโดดเดี่ยวสักเพียงไหน ก็จะเดินต่อไปเพราะยังมีคนอีกมากที่ไม่รู้หนทางข้างหน้า เดินวนกันไปอยู่นั่นแหละ เมื่อเรารู้แล้วและยังมีกำลังเราก็จะพยายามฝ่าฟันไปให้ได้ แม้จะฉุดเค้าขึ้นมาจากขุมนรกก็จะทำให้ได้ด้วยบุญบารมีที่เราสร้างไว้

    สิ่งเหล่านี้ฝึกให้อยู่ประจำใจ ให้ฝังอยู่ในจิตใจกันเลยทีเดียวคับ โดยเฉพาะความเมตตา สำคัญมาก....แม้สิ้นอายุ แม้พระธรรมได้หายไป แม้ไม่มีใครรู้พระธรรมสักบท แต่สิ่งเหล่านี้จะติดตัวเราไปทุกชาติ...ไม่เชื่อลองทำให้เป็นนิสัยสิคับ แล้วคนที่ทำจะรู้เอง ,,
    อยากคุยก็ได้ที่ นี่ tra_krub@hotmail.com เผื่อใครอยากคุยก็คุยได้พอเป็นพี่เลี้ยงได้ไม่มากก็น้อยครับ..
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 9 เมษายน 2012
  13. Komodo

    Komodo หัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์ ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 สิงหาคม 2006
    โพสต์:
    11,628
    กระทู้เรื่องเด่น:
    143
    ค่าพลัง:
    +104,514
    เนื้อแท้ของจิตผู้ที่บรรลุพระโพธญาณนั้น ต้องเป็นผู้ปรารถนาเพื่อช่วยสรรพสัตว์อย่างแท้จริงครับ นั่นคือ ปรารถนาที่จะช่วยสรรพสิ่ง วิธีสังเกตง่าย ๆ คือ จะไม่โกรธเลย เพราะจิตมีแต่เมตตาครับ

    ส่วนคนที่จิตไม่ได้เป็นเช่นนั้น แม้จะบำเพ็ญบารมีมามากเพียงใด สุดท้ายก็ต้องลาพุทธภูมิอยู่ดีครับ ดังนั้นเราต้องสำรวจจิตตัวเองให้ดีว่า เราปรารถนาที่จะเป็นพุทธภูมิโดยเนื้อแท้ของจิตหรือไม่ครับ

    สำหรับผมเป็น "สาวกภูมิ" ครับ ตอบมากกว่านี้ไม่ได้ครับ

    โมทนา
     
  14. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,329
    กระทู้เรื่องเด่น:
    363
    ค่าพลัง:
    +59,751
    ใจ

    ................................................<!-- google_ad_section_end -->
     
  15. J47

    J47 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 เมษายน 2010
    โพสต์:
    500
    ค่าพลัง:
    +3,405
    แจ่มมากเลยครับ พี่คมน์ คำตอบพี่ เหมือนกับที่ผมจะโพสเลยครับ อิอิ
    โดนใจผมมากเลยครับ
     
  16. bosslnwskr10

    bosslnwskr10 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    1,913
    ค่าพลัง:
    +1,513
    เพราะมีแต่คนพูดจาแรงๆใส่ตลอดโดยที่เราห้ามพูดแรงๆใส่กลับ
    แต่พอมีความทุกข์ คนเหล่านั้นเอาแต่ปัญหามาให้
    เพราะบางครั้งมันมีตัวเลือกในการกระทำที่ไม่น่าเลือกไม่ว่าอย่างไรก็ผิดมันหนักใจที่จะเลือก
    เพราะฝึกเอาชนะตัวเองได้เป็น1000ครั้งแต่พอเผลอก็กลับมาแพ้เหมือนเดิม
    เพราะรู้ว่าวันนี้เราทำดีมาก แต่อนาคตเราจะทำตรงกันข้ามกับวันนี้แบบเลี่ยงไมได้
    แล้วเราก็ลงนรก
    เพราะรู้ว่าต้องถูกคนตามล่าเอาชีวิตโดยต้องมอบความรักให้แก่บุคลนั้น

    สำหรับผมผู้ปรารถนาเป็นเลิศทางด้านกำลัง
    ผมรู้ว่าอนาคตจะต้องถูกคนกลุ่มหนึ่งทำร้าย แล้วจับลอกหนังออกโดยที่ให้มอบความรักให้กับคนกลุ่มนั้นสุดกำลังตัวเอง
    หากทำไม่ได้ก็ต้องลงมาโดนกระทำอีก เรื่อยๆ จนกว่าจะทำได้อย่างสะอาด ที่เรียกว่าไม่มีด่างพล้อย
    ผมกำลังรอพยากรณ์กับพระพุทธเจ้าองค์ถัดไป
    ทุกวันนี้ผมคิดที่จะถอนโพธิญาณ คิดจะถอน200-300หน แทบทุกวัน ข้างในบอกว่าตอนนี้ยังทัน หากไม่ถอนอนาคเราจะเจอที่หนักยิ่งกว่าอดีต
    บางที่เห็นนรก เห็นตีนแตะบนหน้า เห็นทุกอย่างที่เรียกว่าการดูถูกจะโดนทุกอย่าง

    เมื้อกี้ก็คิดที่จะถอนเพราะ รู้สึกตัวเองขาดความสามารถ เพราะโดนดูถูกมาเมื่อกี้
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 25 มิถุนายน 2012
  17. bosslnwskr10

    bosslnwskr10 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    1,913
    ค่าพลัง:
    +1,513
    ผมเห็นนะครับ websnow ท่านจะได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าก่อนผม
    ส่วนผมยังอีกนาน
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 25 มิถุนายน 2012

แชร์หน้านี้

Loading...