อัลบั้มพระ ประวัติ และวัตถุมงคล

ในห้อง 'ประสบการณ์ เรื่องเล่า' ตั้งกระทู้โดย ปู ท่าพระ, 26 ธันวาคม 2013.

  1. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    106
    ค่าพลัง:
    +176
    หลวงพ่อใหญ่ วัดม่วง.jpg

    หลวงพ่อใหญ่ วัดม่วงb.jpg


    หลวงพ่อใหญ่ วัดม่วง

    มื่อองค์หลวงพ่อใหญ่ได้ทำการบูรณะเสร็จ จึงมีโอกาสได้เข้ามาชมบารมีแบบใกล้ๆ จึงรับรู้ได้ว่าองค์ท่านใหญ่โตมากจริงๆ คนมีขนาดเพียงแค่เล็บของท่านแค่นั้นเอง นี่อาจเป็นความนัยที่คนสมัยก่อนสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ให้สาธุชนคนรุ่นหลังได้พึงตระหนักว่ายังมีสิ่งที่ใหญ่กว่าเราอยู่เสมอ เหนือฟ้าย่อมมีฟ้า จึงไม่ควรทะนงตนเกินไป ไม่ควรประมาทในชีวิต
     
  2. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    106
    ค่าพลัง:
    +176
    67608242_1609053065892327_729318157331726336_n.jpg

    67294686_1612164492247851_1206823485905567744_n.jpg

    66990520_1609810839149883_203088525023772672_n.jpg

    67176446_1610652799065687_5758617194707550208_n.jpg

    67491826_1611577752306525_7418715775092916224_n.jpg


    ซึมซับกับบรรยากาศสุดท้ายสบายๆกลางทุ่งนากับกาแฟยามบ่าย ผ่อนคลายเรื่องวุ่นว่ายไปกับสายลม เพลิดเพลินเจริญใจไปสมควรกับเวลา ก็กราบลาหลวงพ่อใหญ่เดินทางกลับสู่กรุงเทพ
     
  3. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    106
    ค่าพลัง:
    +176
    หลวงพ่อโต วัดสี่ร้อย.jpg



    วัดสี่ร้อย
    (ขุนรองปลัดชู)

    เมื่อราวปีก่อนทางคุณพยัพ คำพันธุ์ ได้สร้างหนังเรื่องขุนรองปลัดชู ซึ่งเป็นวีรบุรุษที่ถูกลืม ทำให้ชื่อขุนรองปลัดชูเริ่มเป็นที่รู้จักขึ้นมา โดยที่อนุสรณ์สถานของท่านอยู่ที่วัดสี่ร้อยแห่งนี้ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดม่วง ใครมาเที่ยววัดม่วงแล้วก็อย่าลืมแวะมาที่วัดสี่ร้อยแห่งนี้ด้วยนะครับ

    ****************

    หลวงพ่อร้องไห้ หรือ “หลวงพ่อโต”
    พระพุทธรูปองค์ใหญ่ประทับนั่งห้อยพระบาท ปางป่าลิไลยก์
    ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บริเวณประตูทางเข้าวัด(ปัจจุบันกลายเป็นประตูด้านหลังวัดเพราะการคมนาคมเปลี่ยนไป)


    วัดสี่ร้อย ตำบลบางจัก อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง

    “วัดสี่ร้อย” เป็นวัดเก่าแก่อายุกว่า ๑๕๐-๒๐๐ ปี ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน้อย หมู่ที่ ๔ ตำบลบางจัก อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง

    ชื่อตำบลสี่ร้อยและชื่อวัดสี่ร้อย เป็นชื่อที่สันนิษฐานว่าตั้งขึ้นเป็นอนุสรณ์แก่ “ขุนรองปลัดชู และทหารกองอาทมาต ชาววิเศษชัยชาญ ๔๐๐ คน”ที่เสียชีวิตในสงครามระหว่างไทยกับพม่าที่เมืองกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ แห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ.๒๓๐๒

    ณ วัดสี่ร้อยแห่งนี้ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางป่าลิไลยก์
    มีขนาดหน้าตักกว้าง ๖ เมตรเศษ สูงตลอดยอดพระรัศมีราว ๒๑ เมตร มีนามว่า “หลวงพ่อโต” ประดิษฐานอยู่หน้าอุโบสถ ริมฝั่งขวาของแม่น้ำน้อย

    เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประทับนั่งกลางแจ้งห้อยพระบาท
    ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บริเวณประตูทางเข้าวัด พระพักต์หันไปทางทิศตะวันออกพระหัตถ์ขวาวางหงายบนพระเพลาขวา พระหัตถ์ซ้ายวางคว่ำบนพระเพลาซ้าย ลักษณะพุทธศิลป์สมัยรัตนโกสินทร์ วงพระพักตร์ค่อนข้างกลมมน พระรัศมีค่อนข้างสูง เป็นที่น่าแปลกที่ช่างสร้างให้อารมณ์ที่ปรากฏบนพระพักตร์ค่อนข้างหมอง

    สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๒ ในสมัยที่หลวงพ่อบุญ เป็นเจ้าอาวาส โดยมีหลวงพ่อปั้น หรือพระครูสังคกิต เจ้าอาวาสวัดพิกุล (วัดพิกุลโสคัณธ์) ตำบลพระขาว อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ร่วมกับหลวงพ่อบุญ เจ้าอาวาสวัดสี่ร้อย จังหวัดอ่างทอง สร้างพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ ซึ่งเป็นการจำลองมาจากวัดป่าเลไลยก์ วรวิหาร ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยใช้เวลาก่อสร้างอยู่ราว ๑๖ ปี จึงแล้วเสร็จสมบูรณ์

    ชาวบ้านทั้งใกล้และไกลต่างเคารพศรัทธา “หลวงพ่อโต วัดสี่ร้อย” เป็นอันมากงานเทศกาลประจำปีของวัดในวันขึ้น ๑๓-๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ซึ่งตรงกับเทศกาลลอยกระทงนั้น สมัยก่อนจะแน่นขนัดด้วยเรือยนต์ เรือพาย ร้านขายของ และฝูงชนมากมายที่มากราบนมัสการองค์พระและร่วมงานลอยกระทง

    แต่อีกชื่อที่เป็นที่สนใจแก่คนทั่วไป ก็คือ “หลวงพ่อร้องไห้”
    เพราะเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๐ มีข่าวใหญ่ตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่า
    “หลวงพ่อโต วัดสี่ร้อย” มีโลหิตไหลออกมาจากพระนาสิก (จมูก) ข่าวนี้ได้รับความสนใจจากคนทั่วไป เป็นที่โจษจันกันไปทั่ว เหตุการณ์นั้นมีชาวบ้านในอำเภอวิเศษชัยชาญล้มตายไปเป็นจำนวนมาก ทำให้มีสาธุชนผู้สนใจทั้งชาวจังหวัดอ่างทองและจังหวัดใกล้เคียงต่างหาโอกาสเดินทางมานมัสการ กราบไหว้สักการะเป็นอันมาก

    กระทั่งเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๓ มีข่าวใหญ่อีกว่า“หลวงพ่อโต วัดสี่ร้อย” มีโลหิตไหลออกมาทางจมูก บริเวณหน้าอก หัวไหล่ ด้านหลัง และตามส่วนต่างๆ ทั่วองค์พระพุทธรูปอีกเป็นจำนวนมาก
    ชาวบ้านต่างพากันตื่นตระหนกหวั่นลางร้าย ด้วยเชื่อว่าปรากฏการณ์ดังกล่าว อาจเกิดจากองค์หลวงพ่อโตท่านเสียใจ หลังท่านเห็นพระสงฆ์กับชาวบ้าน ทะเลาะกันในงานพิธีบวงสรวงเปิด อนุสาวรีย์ขุนรองปลัดชู ณ วัดสี่ร้อย เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๓ ที่ผ่านมา ก็อาจจะเป็นได้

    นอกจากนี้แล้ว “หลวงพ่อโต วัดสี่ร้อย” องค์นี้ ยังเคยมีปาฏิหาริย์ มีน้ำตาไหลออกมาจากพระเนตร ยามที่บ้านเมืองจะเกิดอาเพศด้วย

    นอกจากนี้ ภายในอุโบสถ วัดสี่ร้อย เคยมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ฝีมือช่างอยุธยาที่มีความงดงามมาก ปัจจุบันภาพลบเลือนไปหมดแล้ว

    ชาววิเศษชัยชาญไปสร้างชื่อเสียงในการรบท้องถิ่นอื่นถึง ๒ ครั้ง คือ การรบของชาววิเศษชัยชาญ ที่ค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี และการรบของขุนรองปลัดชู กับทหาร “กองอาทมาต” ชาววิเศษชัยชาญ ที่อ่าวหว้าขาว อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในปัจจุบันนี้


    ที่มา: dhammajak.net


    เจดีย์ วัดสี่ร้อย.jpg

    (พระเจดีย์สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ “ขุนรองปลัดชู และทหารกองอาทมาต ชาววิเศษชัยชาญ ๔๐๐ คน”ที่เสียชีวิตในสงคราม)
     
  4. tee_tores

    tee_tores เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 ธันวาคม 2010
    โพสต์:
    12,295
    ค่าพลัง:
    +52,236
    IMG_25620909_165525.JPG 1568021724463.jpg 1568021713742.jpg 1568021703706.jpg IMG_25620908_090851.JPG
     
  5. tee_tores

    tee_tores เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 ธันวาคม 2010
    โพสต์:
    12,295
    ค่าพลัง:
    +52,236
    1568021755762.jpg 1568021752373.jpg Screenshot_25620908_085601.jpg Screenshot_25620908_085611.jpg Screenshot_25620908_085537.jpg
     
  6. tee_tores

    tee_tores เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 ธันวาคม 2010
    โพสต์:
    12,295
    ค่าพลัง:
    +52,236
    1567569072791.jpg 1567569075087.jpg Screenshot_25620902_150727.jpg 1567569082397.jpg
     
  7. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    106
    ค่าพลัง:
    +176
    67412566_1614877998643167_3662891914123804672_n.jpg
    67526172_1614877971976503_2472605529776586752_n.jpg

    67401202_1614878055309828_2958350830417215488_n.jpg

    67609308_1614878025309831_7280303324333604864_n.jpg

    ถิ่นวีรชนคนกล้า พระศาสนาเฟื่องฟู เชิดชูคุณธรรม เลิศล้ำประชาธิปไตย ใส่ใจประเพณี

    อนุสาวรีย์ขุนรองปลัดชู
    วัดสี่ร้อย

    นส่วนประวัติของขุนรองปลัดชูนั้นถูกกล่าวถึงไว้น้อยมาก บรรดานักประวัติศาสตร์ต้องรวบรวมมาจากพงศาวดารต่างๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ตรงกันบ้างต่างกันบ้าง
    บางท่านคิดหักมุมไปเลยก็มี


    ประวัติท่านขุนรองปลัดชู กองอาทมาต และวัดสี่ร้อย

    วัดสี่ร้อย จังหวัดอ่างทอง ในอดีตล่วงมาถึงปีพุทธศักราช ๒๓๐๓ พระเจ้าอลองพญา กษัตริย์พม่า กำลังฉลองพระเกตุธาตุ อยู่ที่เมืองย่างกุ้ง จึงรับสั่งให้ “มังระราชบุตร” กับ “มังฆ้องนรธา” คุมทัพพล ๘,๐๐๐ คน ลงไปตีเมืองทวายที่แข็งเมือง

    มังระราชบุตรตีเมืองได้แล้ว ทราบว่ากำปั่นจากเมืองทวายหนีมาอาศัยอยู่ที่เมืองตะนาวศรี และเมืองมะริด (ของไทย) หลายลำ จึงขอยกทัพไปตีเมืองทั้งสอง ซึ่งอยู่ในความปกครองของกรุงศรีอยุธยาต่ออีก มังระราชบุตร กับ มังฆ้องนรธา ยกทัพพล ๘,๐๐๐ ซึ่งคงตายไปบ้าง ไปตีเมืองตะนาวศรี และเมืองมะริด (ของไทย) ได้โดยง่าย เป็นผลให้พม่าประมาทฝีมือไทย จึงคิดจะเข้ามาตีหัวเมืองไทย

    ทางฝ่ายกรุงศรีอยุธยาทราบข่าวศึกจากเมืองตะนาวศรี ก่อนที่เมืองตะนาวศรีจะแตก จึงโปรดให้พระยายมราช ซึ่งเป็นจตุสดมภ์กรมเวียง เป็นแม่ทัพคุมพล ๓,๐๐๐ คนยกไปรักษาเมืองมะริด และโปรดให้พระยารัตนาธิเบศร์ ซึ่งเป็นจตุสดมภ์กรมวัง คุมทัพพล ๒,๐๐๐ คนยกหนุนขึ้นไป
    (เรียกว่าตั้งแม่ทัพแบบตั้งส่งเดช เพราะพระยาทั้งสองท่านไร้ฝีมือในการรบ)

    ในครั้งนั้นยังโปรดให้ ขุนรองปลัดชู กรมการเมืองวิเศษไชยชาญ ตำแหน่ง “ปลัดเมือง” ซึ่งเป็นผู้ทรงวิทยาคมแก่กล้า ชำนาญในการรบด้วยดาบสองมือ มีลูกศิษย์ลูกหามากมายและเป็นที่เคารพนับถือโดยทั่วไปในแถบนั้น พร้อมด้วยพรรคพวกชาววิเศษไชยชาญอีกจำนวน ๔๐๐ คน
    โดยใช้ชื่อว่า “กองอาทมาต” ทุกคนที่อยู่ในกองอาทมาตเรียกว่าจะยิงก็ไม่เข้า จะแทงก็ไม่เข้า หนังเหนียวกันทั้งกอง จนเป็นที่เลื่องลือยกไปเข้าสมทบกับกองทัพของพระยารัตนาธิเบศร์ด้วย

    ส่วนทัพพระยายมราชยกกองทัพไปทางด่านสิงขร ที่ประจวบคีรีขันธ์ ข้ามเขาบรรทัดไป พอพ้นแดนไทยก็ทราบว่า เมืองตะนาวศรีและเมืองมะริดเสียแก่พม่าแล้ว จึงยั้งทัพอยู่ที่แก่งตุ่มปลายน้ำตะนาวศรี หวังรอคำสั่งต่อไป

    ครั้นเมื่อกองทัพพม่ารู้ว่า ทัพไทยตั้งอยู่ที่เมืองแก่งตุม ปลายน้ำตะนาวศรี มังระราชบุตรจึงให้มังฆ้องนรธา ยกมาตีกองทัพพระยายมราชแตกพ่ายไป (พระยายมราช เดิมคือ พระยาราชครองเมือง ไร้ฝีมือในการรบ)

    ขณะนั้นทัพของพระยารัตนาธิเบศร์ตั้งอยู่ที่เมืองกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงได้สั่งให้กองอาทมาตของขุนรองปลัดชู คุมขึ้นไปตั้งสกัดกองทัพพม่าอยู่ที่อ่าวหว้าขาว ตั้งอยู่เหนือที่ว่าการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในปัจจุบันนี้ (ตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์)

    พอพม่ายกทัพผ่านมาแต่เช้าตรู่ ขุนรองปลัดชูจึงคุมกองอาทมาต ออกโจมตีพม่าข้าศึก รบด้วยอาวุธสั้นถึงตะลุมบอน
    ถึงแม้ทหารของไทยจะน้อยกว่า แต่ก็ไล่ฆ่าฟันพม่าล้มตายเป็นอันมาก การต่อสู้ผ่านไป ๑ คืนถึงเที่ยงวันรุ่งขึ้น ก็ยังไม่สามารถเอาชนะพม่าได้ เพราะพม่ายกทัพหนุนเข้ามาช่วยอีก ด้วยกำลังที่น้อยกว่าจึงเหนื่อยอ่อนแรง สิ้นกำลังลง ในที่สุดก็ถูกพม่ารุกไล่โจมตีแตกพ่ายยับเยิน

    ฝ่ายพระยารัตนาธิเบศร์พอทราบว่า กองทัพพระยายมราชแตกถอยลงมาแล้ว ก็ให้เกณฑ์พลอีก ๕๐๐ คน ให้ยกไปหนุนกองอาทมาตของขุนรองปลัดชู ที่มีพลยกไปเพียง ๔๐๐ คน แต่กองหนุนก็ยกทัพไปช่วยไม่ทัน เพราะขุนรองปลัดชูและกองอาทมาตนั้นรบมาตั้งแต่เช้าตรู่จนยันเที่ยง

    แม้ทหารกองอาทมาตจะมีวิชาอาคมแก่กล้า ฟันแทงไม่เข้า หนังเหนียวแต่ทหารพม่าก็ใช้วิธีทุบตีและไสช้างเข้าเหยียบย่ำทหารกองอาทมาตให้ตาย ที่ไม่ตายด้วยการถูกทุบตีหรือช้างเหยียบ ก็ถูกไล่ลงน้ำทะเลจนจมน้ำตายหมดในที่สุด ขุนรองปลัดชู พร้อมด้วยทหารกองอาทมาตอีกจำนวน ๔๐๐ คน
    ก็เสียชีวิตลงด้วยฝีมือของทัพพม่าหมดทั้งกอง

    พระยารัตนาธิเบศร์นั้น พอทราบข่าวว่า ทหาร “กองอาทมาต” แตกพ่าย ก็ถอยหนีกลับไปยังเมืองเพชรบุรี กองทัพพม่าก็ตีตามไล่เข้ามา
    ฝ่ายพระเจ้าอลองพญา ที่มาตรวจตราดูเมืองตะนาวศรีที่ตีได้
    พอทราบข่าวว่าได้ชัยชนะอย่างง่ายดายเช่นนั้น จึงคิดมาตีกรุงศรีอยุธยาทันทีแต่การรบในครั้งนี้ พระเจ้าอลองพญา (น่าจะไม่ใช่ทหารปืนใหญ่)ตอนมาล้อมกรุงศรีอยุธยา ทรงบัญชาการยิงปืนใหญ่ด้วยพระองค์เอง
    จะเอาระยะไกลเข้าว่า จึงบรรจุดินปืนมากจนลำกล้องระเบิด
    และการระเบิดของลำกล้องปืน เป็นผลให้พระเจ้าอลองพญาบาดเจ็บสาหัส จึงยกทัพกลับไปทางเมืองตาก หมายจะพ้นแดนไทยทางด่านแม่ละเมา แต่ยังไม่พ้นแดนไทย ก็สิ้นพระชนม์ในป่า ซึ่งสถานที่แห่งนี้ในปัจจุบัน ก็คือ อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช จังหวัดตาก

    ชาววิเศษไชยชาญ เมื่อทราบข่าวการตายยกกองของทหารกองอาทมาตก็โศรกเศร้าเสียใจ จึงได้แต่ภาวนาขอบุญกุศลที่ได้สร้างสมไว้จงเป็นปัจจัยส่งผลให้ดวงวิญญาณของทหารกล้านักสู้ได้ไปสู่สุคติ ความเงียบเหงาวังเวงเกิดขึ้น หมดกำลังใจในการทำมาหากิน ไม่มีอะไรดีไปกว่าการร่วมใจกันสร้างกุศล เพื่อเป็นที่ระลึกถึงผู้พลีชีพด้วยการสร้างวัดสี่ร้อย ขึ้นในปี พ.ศ.๒๓๑๓ ใช้ชื่อสี่ร้อยตามจำนวนกองอาทมาตสี่ร้อยคน ที่ไม่ได้กลับมา

    เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่อนุชนรุ่นหลังของชาวเมืองวิเศษไชยชาญ
    เพื่อเป็นการย้ำเตือนให้ระลึกถึงบรรพบุรุษที่พลีชีพปกป้องผืนปฐพีแผ่นดินไทยถึงกับเสียชีวิต โดยตั้งนามว่า วัดสี่ร้อย ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาประชาชนทั่วไปอีกทั้งยังร่วมใจกันสร้างพระเจดีย์ใหญ่ ขึ้นภายในวัดด้วย เพื่อเป็นที่รวมวิญญาณของเหล่าทหารกองอาทมาตทั้ง ๔๐๐ นายที่ต้องดับสูญไปในการปกป้องผืนแผ่นดินไทยไว้ให้ลูกหลาน

    พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๒ บันทึกเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า

    “...ฝ่ายทัพน่าพม่ายกมาถึงที่นั้นพอเพลาเช้าตรู่ ขุนรองปลัดชูก็แต่งตัวกับทั้งพลทหารทั้งนั้นก็กรูออกโจมตีทัพพม่า รบกันด้วยอาวุธสั้นถึงตลุมบอนฟันแทงพม่าล้มตายเปนอันมาก แลตัวขุนรองปลัดชูนั้นถือดาบสองมือวิ่งเข้าในท่ามกลางศึก ฟันพม่าล้มตายไปก่ายกันดังขอนไม้ แต่รบกันอยู่แต่เช้าจนเพลาเที่ยง พลพม่ามากกว่าหลายเท่าไม่ท้อถอย เยียดยัดหนุนเนื่องกันเข้ามาต่อรบ จนขุนรองปลัดชูเหนื่อยอ่อนสิ้นกำลังลงพม่าจับเปนไปได้ แล้วให้พลทัพช้างขับช้างเข้าย่ำยีพลทหารไทยล้มตายเปนอันมาก ไล่กันลงไปในชเล จมน้ำตายบ้างปลากินเสียบ้าง ที่รอดหนีกลับนั้นได้น้อย มาแจ้งความแก่พระยารัตนาธิเบศๆ ก็ตกใจกลัวไม่อยู่สู้รบ เร่งเลิกทัพหนีมากันทั้งทัพ...”


    อีกทั้งยังเชื่อกันว่า วีรกรรมของรองปลัดชูและกองอาทมาตในครั้งนี้ น่าจะสร้างความฮึกเหิมให้ชาววิเศษไชยชาญ ชาวเมืองสิงห์ ชาวสุพรรณบุรี ตลอดจนชาวบ้านในย่านนี้ รวมตัวกันต่อสู้กับพม่าจนเกิดวีรกรรมค่ายบางระจันขึ้น

    อนุสาวรีย์ขุนรองปลัดชู ณ วัดสี่ร้อย ซึ่งมีแท่น ๗ เหลี่ยม เหลี่ยมหนึ่งมีข้อความจารึกไว้ว่า

    “เกิดครั้งเดียว ตายครั้งเดียว
    ตราบที่ลมหายใจยังมีอยู่
    ชีวิตนี้กูขออุทิศ เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินสยาม
    กูจักสู้ไม่ถอยจนก้าวเดียว”

    และอีกด้านหนึ่งจารึกข้อความจากความเชื่อของชาววิเศษชัยชาญ ที่ว่า

    หากไม่มีวีรกรรม
    ของขุนรองปลัดชู
    ก็จะไม่มีวีรกรรม
    ของชาวบ้านบางระจัน


    ที่มา: dhammajak.net


    DSC_8434.jpg
    (อันนี้เป็นป้ายที่วัดสี่ร้อย)

     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  8. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    106
    ค่าพลัง:
    +176
    70377656_1653859474745019_8404162692213899264_n.jpg

    67394681_1158317774368417_6928626733507674112_n.jpg


    ออกจากวัดสี่ร้อย มาก็บ่ายคล้อยมากแล้ว ใกล้จะถึงแยกเสนาก้มมองดูนาฬิกา ยังพอมีเวลาจึงเลี้ยวซ้ายเพื่อไปยังวัดบางนมโค มาถึงลานจอดรถโหรงเหรงมากเหลืออยู่เพียงไม่กี่คัน มองดูไปที่ประตูวิหารยังเปิดอยู่ จึงรีบเข้าไปกราบ
    หลวงปู่ปาน บูรพาจารย์ใหญ่แห่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง
     

แชร์หน้านี้

Loading...