อัลบั้มพระ ประวัติ และวัตถุมงคล

ในห้อง 'ประสบการณ์ เรื่องเล่า' ตั้งกระทู้โดย ปู ท่าพระ, 26 ธันวาคม 2013.

  1. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    123
    ค่าพลัง:
    +221
    หลวงพ่อใหญ่ วัดม่วง.jpg

    หลวงพ่อใหญ่ วัดม่วงb.jpg


    หลวงพ่อใหญ่ วัดม่วง

    มื่อองค์หลวงพ่อใหญ่ได้ทำการบูรณะเสร็จ จึงมีโอกาสได้เข้ามาชมบารมีแบบใกล้ๆ จึงรับรู้ได้ว่าองค์ท่านใหญ่โตมากจริงๆ คนมีขนาดเพียงแค่เล็บของท่านแค่นั้นเอง นี่อาจเป็นความนัยที่คนสมัยก่อนสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ให้สาธุชนคนรุ่นหลังได้พึงตระหนักว่ายังมีสิ่งที่ใหญ่กว่าเราอยู่เสมอ เหนือฟ้าย่อมมีฟ้า จึงไม่ควรทะนงตนเกินไป ไม่ควรประมาทในชีวิต
     
  2. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    123
    ค่าพลัง:
    +221
    67608242_1609053065892327_729318157331726336_n.jpg

    67294686_1612164492247851_1206823485905567744_n.jpg

    66990520_1609810839149883_203088525023772672_n.jpg

    67176446_1610652799065687_5758617194707550208_n.jpg

    67491826_1611577752306525_7418715775092916224_n.jpg


    ซึมซับกับบรรยากาศสุดท้ายสบายๆกลางทุ่งนากับกาแฟยามบ่าย ผ่อนคลายเรื่องวุ่นว่ายไปกับสายลม เพลิดเพลินเจริญใจไปสมควรกับเวลา ก็กราบลาหลวงพ่อใหญ่เดินทางกลับสู่กรุงเทพ
     
  3. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    123
    ค่าพลัง:
    +221
    หลวงพ่อโต วัดสี่ร้อย.jpg



    วัดสี่ร้อย
    (ขุนรองปลัดชู)

    เมื่อราวปีก่อนทางคุณพยัพ คำพันธุ์ ได้สร้างหนังเรื่องขุนรองปลัดชู ซึ่งเป็นวีรบุรุษที่ถูกลืม ทำให้ชื่อขุนรองปลัดชูเริ่มเป็นที่รู้จักขึ้นมา โดยที่อนุสรณ์สถานของท่านอยู่ที่วัดสี่ร้อยแห่งนี้ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดม่วง ใครมาเที่ยววัดม่วงแล้วก็อย่าลืมแวะมาที่วัดสี่ร้อยแห่งนี้ด้วยนะครับ

    ****************

    หลวงพ่อร้องไห้ หรือ “หลวงพ่อโต”
    พระพุทธรูปองค์ใหญ่ประทับนั่งห้อยพระบาท ปางป่าลิไลยก์
    ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บริเวณประตูทางเข้าวัด(ปัจจุบันกลายเป็นประตูด้านหลังวัดเพราะการคมนาคมเปลี่ยนไป)


    วัดสี่ร้อย ตำบลบางจัก อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง

    “วัดสี่ร้อย” เป็นวัดเก่าแก่อายุกว่า ๑๕๐-๒๐๐ ปี ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน้อย หมู่ที่ ๔ ตำบลบางจัก อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง

    ชื่อตำบลสี่ร้อยและชื่อวัดสี่ร้อย เป็นชื่อที่สันนิษฐานว่าตั้งขึ้นเป็นอนุสรณ์แก่ “ขุนรองปลัดชู และทหารกองอาทมาต ชาววิเศษชัยชาญ ๔๐๐ คน”ที่เสียชีวิตในสงครามระหว่างไทยกับพม่าที่เมืองกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ แห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ.๒๓๐๒

    ณ วัดสี่ร้อยแห่งนี้ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางป่าลิไลยก์
    มีขนาดหน้าตักกว้าง ๖ เมตรเศษ สูงตลอดยอดพระรัศมีราว ๒๑ เมตร มีนามว่า “หลวงพ่อโต” ประดิษฐานอยู่หน้าอุโบสถ ริมฝั่งขวาของแม่น้ำน้อย

    เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประทับนั่งกลางแจ้งห้อยพระบาท
    ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บริเวณประตูทางเข้าวัด พระพักต์หันไปทางทิศตะวันออกพระหัตถ์ขวาวางหงายบนพระเพลาขวา พระหัตถ์ซ้ายวางคว่ำบนพระเพลาซ้าย ลักษณะพุทธศิลป์สมัยรัตนโกสินทร์ วงพระพักตร์ค่อนข้างกลมมน พระรัศมีค่อนข้างสูง เป็นที่น่าแปลกที่ช่างสร้างให้อารมณ์ที่ปรากฏบนพระพักตร์ค่อนข้างหมอง

    สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๒ ในสมัยที่หลวงพ่อบุญ เป็นเจ้าอาวาส โดยมีหลวงพ่อปั้น หรือพระครูสังคกิต เจ้าอาวาสวัดพิกุล (วัดพิกุลโสคัณธ์) ตำบลพระขาว อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ร่วมกับหลวงพ่อบุญ เจ้าอาวาสวัดสี่ร้อย จังหวัดอ่างทอง สร้างพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ ซึ่งเป็นการจำลองมาจากวัดป่าเลไลยก์ วรวิหาร ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยใช้เวลาก่อสร้างอยู่ราว ๑๖ ปี จึงแล้วเสร็จสมบูรณ์

    ชาวบ้านทั้งใกล้และไกลต่างเคารพศรัทธา “หลวงพ่อโต วัดสี่ร้อย” เป็นอันมากงานเทศกาลประจำปีของวัดในวันขึ้น ๑๓-๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ซึ่งตรงกับเทศกาลลอยกระทงนั้น สมัยก่อนจะแน่นขนัดด้วยเรือยนต์ เรือพาย ร้านขายของ และฝูงชนมากมายที่มากราบนมัสการองค์พระและร่วมงานลอยกระทง

    แต่อีกชื่อที่เป็นที่สนใจแก่คนทั่วไป ก็คือ “หลวงพ่อร้องไห้”
    เพราะเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๐ มีข่าวใหญ่ตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่า
    “หลวงพ่อโต วัดสี่ร้อย” มีโลหิตไหลออกมาจากพระนาสิก (จมูก) ข่าวนี้ได้รับความสนใจจากคนทั่วไป เป็นที่โจษจันกันไปทั่ว เหตุการณ์นั้นมีชาวบ้านในอำเภอวิเศษชัยชาญล้มตายไปเป็นจำนวนมาก ทำให้มีสาธุชนผู้สนใจทั้งชาวจังหวัดอ่างทองและจังหวัดใกล้เคียงต่างหาโอกาสเดินทางมานมัสการ กราบไหว้สักการะเป็นอันมาก

    กระทั่งเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๓ มีข่าวใหญ่อีกว่า“หลวงพ่อโต วัดสี่ร้อย” มีโลหิตไหลออกมาทางจมูก บริเวณหน้าอก หัวไหล่ ด้านหลัง และตามส่วนต่างๆ ทั่วองค์พระพุทธรูปอีกเป็นจำนวนมาก
    ชาวบ้านต่างพากันตื่นตระหนกหวั่นลางร้าย ด้วยเชื่อว่าปรากฏการณ์ดังกล่าว อาจเกิดจากองค์หลวงพ่อโตท่านเสียใจ หลังท่านเห็นพระสงฆ์กับชาวบ้าน ทะเลาะกันในงานพิธีบวงสรวงเปิด อนุสาวรีย์ขุนรองปลัดชู ณ วัดสี่ร้อย เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๓ ที่ผ่านมา ก็อาจจะเป็นได้

    นอกจากนี้แล้ว “หลวงพ่อโต วัดสี่ร้อย” องค์นี้ ยังเคยมีปาฏิหาริย์ มีน้ำตาไหลออกมาจากพระเนตร ยามที่บ้านเมืองจะเกิดอาเพศด้วย

    นอกจากนี้ ภายในอุโบสถ วัดสี่ร้อย เคยมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ฝีมือช่างอยุธยาที่มีความงดงามมาก ปัจจุบันภาพลบเลือนไปหมดแล้ว

    ชาววิเศษชัยชาญไปสร้างชื่อเสียงในการรบท้องถิ่นอื่นถึง ๒ ครั้ง คือ การรบของชาววิเศษชัยชาญ ที่ค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี และการรบของขุนรองปลัดชู กับทหาร “กองอาทมาต” ชาววิเศษชัยชาญ ที่อ่าวหว้าขาว อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในปัจจุบันนี้


    ที่มา: dhammajak.net


    เจดีย์ วัดสี่ร้อย.jpg

    (พระเจดีย์สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ “ขุนรองปลัดชู และทหารกองอาทมาต ชาววิเศษชัยชาญ ๔๐๐ คน”ที่เสียชีวิตในสงคราม)
     
  4. tee_tores

    tee_tores เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 ธันวาคม 2010
    โพสต์:
    12,295
    ค่าพลัง:
    +52,242
    IMG_25620909_165525.JPG 1568021724463.jpg 1568021713742.jpg 1568021703706.jpg IMG_25620908_090851.JPG
     
  5. tee_tores

    tee_tores เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 ธันวาคม 2010
    โพสต์:
    12,295
    ค่าพลัง:
    +52,242
    1568021755762.jpg 1568021752373.jpg Screenshot_25620908_085601.jpg Screenshot_25620908_085611.jpg Screenshot_25620908_085537.jpg
     
  6. tee_tores

    tee_tores เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 ธันวาคม 2010
    โพสต์:
    12,295
    ค่าพลัง:
    +52,242
    1567569072791.jpg 1567569075087.jpg Screenshot_25620902_150727.jpg 1567569082397.jpg
     
  7. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    123
    ค่าพลัง:
    +221
    67412566_1614877998643167_3662891914123804672_n.jpg
    67526172_1614877971976503_2472605529776586752_n.jpg

    67401202_1614878055309828_2958350830417215488_n.jpg

    67609308_1614878025309831_7280303324333604864_n.jpg

    ถิ่นวีรชนคนกล้า พระศาสนาเฟื่องฟู เชิดชูคุณธรรม เลิศล้ำประชาธิปไตย ใส่ใจประเพณี

    อนุสาวรีย์ขุนรองปลัดชู
    วัดสี่ร้อย

    นส่วนประวัติของขุนรองปลัดชูนั้นถูกกล่าวถึงไว้น้อยมาก บรรดานักประวัติศาสตร์ต้องรวบรวมมาจากพงศาวดารต่างๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ตรงกันบ้างต่างกันบ้าง
    บางท่านคิดหักมุมไปเลยก็มี


    ประวัติท่านขุนรองปลัดชู กองอาทมาต และวัดสี่ร้อย

    วัดสี่ร้อย จังหวัดอ่างทอง ในอดีตล่วงมาถึงปีพุทธศักราช ๒๓๐๓ พระเจ้าอลองพญา กษัตริย์พม่า กำลังฉลองพระเกตุธาตุ อยู่ที่เมืองย่างกุ้ง จึงรับสั่งให้ “มังระราชบุตร” กับ “มังฆ้องนรธา” คุมทัพพล ๘,๐๐๐ คน ลงไปตีเมืองทวายที่แข็งเมือง

    มังระราชบุตรตีเมืองได้แล้ว ทราบว่ากำปั่นจากเมืองทวายหนีมาอาศัยอยู่ที่เมืองตะนาวศรี และเมืองมะริด (ของไทย) หลายลำ จึงขอยกทัพไปตีเมืองทั้งสอง ซึ่งอยู่ในความปกครองของกรุงศรีอยุธยาต่ออีก มังระราชบุตร กับ มังฆ้องนรธา ยกทัพพล ๘,๐๐๐ ซึ่งคงตายไปบ้าง ไปตีเมืองตะนาวศรี และเมืองมะริด (ของไทย) ได้โดยง่าย เป็นผลให้พม่าประมาทฝีมือไทย จึงคิดจะเข้ามาตีหัวเมืองไทย

    ทางฝ่ายกรุงศรีอยุธยาทราบข่าวศึกจากเมืองตะนาวศรี ก่อนที่เมืองตะนาวศรีจะแตก จึงโปรดให้พระยายมราช ซึ่งเป็นจตุสดมภ์กรมเวียง เป็นแม่ทัพคุมพล ๓,๐๐๐ คนยกไปรักษาเมืองมะริด และโปรดให้พระยารัตนาธิเบศร์ ซึ่งเป็นจตุสดมภ์กรมวัง คุมทัพพล ๒,๐๐๐ คนยกหนุนขึ้นไป
    (เรียกว่าตั้งแม่ทัพแบบตั้งส่งเดช เพราะพระยาทั้งสองท่านไร้ฝีมือในการรบ)

    ในครั้งนั้นยังโปรดให้ ขุนรองปลัดชู กรมการเมืองวิเศษไชยชาญ ตำแหน่ง “ปลัดเมือง” ซึ่งเป็นผู้ทรงวิทยาคมแก่กล้า ชำนาญในการรบด้วยดาบสองมือ มีลูกศิษย์ลูกหามากมายและเป็นที่เคารพนับถือโดยทั่วไปในแถบนั้น พร้อมด้วยพรรคพวกชาววิเศษไชยชาญอีกจำนวน ๔๐๐ คน
    โดยใช้ชื่อว่า “กองอาทมาต” ทุกคนที่อยู่ในกองอาทมาตเรียกว่าจะยิงก็ไม่เข้า จะแทงก็ไม่เข้า หนังเหนียวกันทั้งกอง จนเป็นที่เลื่องลือยกไปเข้าสมทบกับกองทัพของพระยารัตนาธิเบศร์ด้วย

    ส่วนทัพพระยายมราชยกกองทัพไปทางด่านสิงขร ที่ประจวบคีรีขันธ์ ข้ามเขาบรรทัดไป พอพ้นแดนไทยก็ทราบว่า เมืองตะนาวศรีและเมืองมะริดเสียแก่พม่าแล้ว จึงยั้งทัพอยู่ที่แก่งตุ่มปลายน้ำตะนาวศรี หวังรอคำสั่งต่อไป

    ครั้นเมื่อกองทัพพม่ารู้ว่า ทัพไทยตั้งอยู่ที่เมืองแก่งตุม ปลายน้ำตะนาวศรี มังระราชบุตรจึงให้มังฆ้องนรธา ยกมาตีกองทัพพระยายมราชแตกพ่ายไป (พระยายมราช เดิมคือ พระยาราชครองเมือง ไร้ฝีมือในการรบ)

    ขณะนั้นทัพของพระยารัตนาธิเบศร์ตั้งอยู่ที่เมืองกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงได้สั่งให้กองอาทมาตของขุนรองปลัดชู คุมขึ้นไปตั้งสกัดกองทัพพม่าอยู่ที่อ่าวหว้าขาว ตั้งอยู่เหนือที่ว่าการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในปัจจุบันนี้ (ตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์)

    พอพม่ายกทัพผ่านมาแต่เช้าตรู่ ขุนรองปลัดชูจึงคุมกองอาทมาต ออกโจมตีพม่าข้าศึก รบด้วยอาวุธสั้นถึงตะลุมบอน
    ถึงแม้ทหารของไทยจะน้อยกว่า แต่ก็ไล่ฆ่าฟันพม่าล้มตายเป็นอันมาก การต่อสู้ผ่านไป ๑ คืนถึงเที่ยงวันรุ่งขึ้น ก็ยังไม่สามารถเอาชนะพม่าได้ เพราะพม่ายกทัพหนุนเข้ามาช่วยอีก ด้วยกำลังที่น้อยกว่าจึงเหนื่อยอ่อนแรง สิ้นกำลังลง ในที่สุดก็ถูกพม่ารุกไล่โจมตีแตกพ่ายยับเยิน

    ฝ่ายพระยารัตนาธิเบศร์พอทราบว่า กองทัพพระยายมราชแตกถอยลงมาแล้ว ก็ให้เกณฑ์พลอีก ๕๐๐ คน ให้ยกไปหนุนกองอาทมาตของขุนรองปลัดชู ที่มีพลยกไปเพียง ๔๐๐ คน แต่กองหนุนก็ยกทัพไปช่วยไม่ทัน เพราะขุนรองปลัดชูและกองอาทมาตนั้นรบมาตั้งแต่เช้าตรู่จนยันเที่ยง

    แม้ทหารกองอาทมาตจะมีวิชาอาคมแก่กล้า ฟันแทงไม่เข้า หนังเหนียวแต่ทหารพม่าก็ใช้วิธีทุบตีและไสช้างเข้าเหยียบย่ำทหารกองอาทมาตให้ตาย ที่ไม่ตายด้วยการถูกทุบตีหรือช้างเหยียบ ก็ถูกไล่ลงน้ำทะเลจนจมน้ำตายหมดในที่สุด ขุนรองปลัดชู พร้อมด้วยทหารกองอาทมาตอีกจำนวน ๔๐๐ คน
    ก็เสียชีวิตลงด้วยฝีมือของทัพพม่าหมดทั้งกอง

    พระยารัตนาธิเบศร์นั้น พอทราบข่าวว่า ทหาร “กองอาทมาต” แตกพ่าย ก็ถอยหนีกลับไปยังเมืองเพชรบุรี กองทัพพม่าก็ตีตามไล่เข้ามา
    ฝ่ายพระเจ้าอลองพญา ที่มาตรวจตราดูเมืองตะนาวศรีที่ตีได้
    พอทราบข่าวว่าได้ชัยชนะอย่างง่ายดายเช่นนั้น จึงคิดมาตีกรุงศรีอยุธยาทันทีแต่การรบในครั้งนี้ พระเจ้าอลองพญา (น่าจะไม่ใช่ทหารปืนใหญ่)ตอนมาล้อมกรุงศรีอยุธยา ทรงบัญชาการยิงปืนใหญ่ด้วยพระองค์เอง
    จะเอาระยะไกลเข้าว่า จึงบรรจุดินปืนมากจนลำกล้องระเบิด
    และการระเบิดของลำกล้องปืน เป็นผลให้พระเจ้าอลองพญาบาดเจ็บสาหัส จึงยกทัพกลับไปทางเมืองตาก หมายจะพ้นแดนไทยทางด่านแม่ละเมา แต่ยังไม่พ้นแดนไทย ก็สิ้นพระชนม์ในป่า ซึ่งสถานที่แห่งนี้ในปัจจุบัน ก็คือ อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช จังหวัดตาก

    ชาววิเศษไชยชาญ เมื่อทราบข่าวการตายยกกองของทหารกองอาทมาตก็โศรกเศร้าเสียใจ จึงได้แต่ภาวนาขอบุญกุศลที่ได้สร้างสมไว้จงเป็นปัจจัยส่งผลให้ดวงวิญญาณของทหารกล้านักสู้ได้ไปสู่สุคติ ความเงียบเหงาวังเวงเกิดขึ้น หมดกำลังใจในการทำมาหากิน ไม่มีอะไรดีไปกว่าการร่วมใจกันสร้างกุศล เพื่อเป็นที่ระลึกถึงผู้พลีชีพด้วยการสร้างวัดสี่ร้อย ขึ้นในปี พ.ศ.๒๓๑๓ ใช้ชื่อสี่ร้อยตามจำนวนกองอาทมาตสี่ร้อยคน ที่ไม่ได้กลับมา

    เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่อนุชนรุ่นหลังของชาวเมืองวิเศษไชยชาญ
    เพื่อเป็นการย้ำเตือนให้ระลึกถึงบรรพบุรุษที่พลีชีพปกป้องผืนปฐพีแผ่นดินไทยถึงกับเสียชีวิต โดยตั้งนามว่า วัดสี่ร้อย ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาประชาชนทั่วไปอีกทั้งยังร่วมใจกันสร้างพระเจดีย์ใหญ่ ขึ้นภายในวัดด้วย เพื่อเป็นที่รวมวิญญาณของเหล่าทหารกองอาทมาตทั้ง ๔๐๐ นายที่ต้องดับสูญไปในการปกป้องผืนแผ่นดินไทยไว้ให้ลูกหลาน

    พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๒ บันทึกเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า

    “...ฝ่ายทัพน่าพม่ายกมาถึงที่นั้นพอเพลาเช้าตรู่ ขุนรองปลัดชูก็แต่งตัวกับทั้งพลทหารทั้งนั้นก็กรูออกโจมตีทัพพม่า รบกันด้วยอาวุธสั้นถึงตลุมบอนฟันแทงพม่าล้มตายเปนอันมาก แลตัวขุนรองปลัดชูนั้นถือดาบสองมือวิ่งเข้าในท่ามกลางศึก ฟันพม่าล้มตายไปก่ายกันดังขอนไม้ แต่รบกันอยู่แต่เช้าจนเพลาเที่ยง พลพม่ามากกว่าหลายเท่าไม่ท้อถอย เยียดยัดหนุนเนื่องกันเข้ามาต่อรบ จนขุนรองปลัดชูเหนื่อยอ่อนสิ้นกำลังลงพม่าจับเปนไปได้ แล้วให้พลทัพช้างขับช้างเข้าย่ำยีพลทหารไทยล้มตายเปนอันมาก ไล่กันลงไปในชเล จมน้ำตายบ้างปลากินเสียบ้าง ที่รอดหนีกลับนั้นได้น้อย มาแจ้งความแก่พระยารัตนาธิเบศๆ ก็ตกใจกลัวไม่อยู่สู้รบ เร่งเลิกทัพหนีมากันทั้งทัพ...”


    อีกทั้งยังเชื่อกันว่า วีรกรรมของรองปลัดชูและกองอาทมาตในครั้งนี้ น่าจะสร้างความฮึกเหิมให้ชาววิเศษไชยชาญ ชาวเมืองสิงห์ ชาวสุพรรณบุรี ตลอดจนชาวบ้านในย่านนี้ รวมตัวกันต่อสู้กับพม่าจนเกิดวีรกรรมค่ายบางระจันขึ้น

    อนุสาวรีย์ขุนรองปลัดชู ณ วัดสี่ร้อย ซึ่งมีแท่น ๗ เหลี่ยม เหลี่ยมหนึ่งมีข้อความจารึกไว้ว่า

    “เกิดครั้งเดียว ตายครั้งเดียว
    ตราบที่ลมหายใจยังมีอยู่
    ชีวิตนี้กูขออุทิศ เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินสยาม
    กูจักสู้ไม่ถอยจนก้าวเดียว”

    และอีกด้านหนึ่งจารึกข้อความจากความเชื่อของชาววิเศษชัยชาญ ที่ว่า

    หากไม่มีวีรกรรม
    ของขุนรองปลัดชู
    ก็จะไม่มีวีรกรรม
    ของชาวบ้านบางระจัน


    ที่มา: dhammajak.net


    DSC_8434.jpg
    (อันนี้เป็นป้ายที่วัดสี่ร้อย)

     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  8. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    123
    ค่าพลัง:
    +221
    70377656_1653859474745019_8404162692213899264_n.jpg

    67394681_1158317774368417_6928626733507674112_n.jpg


    ออกจากวัดสี่ร้อย มาก็บ่ายคล้อยมากแล้ว ใกล้จะถึงแยกเสนาก้มมองดูนาฬิกา ยังพอมีเวลาจึงเลี้ยวซ้ายเพื่อไปยังวัดบางนมโค มาถึงลานจอดรถโหรงเหรงมากเหลืออยู่เพียงไม่กี่คัน มองดูไปที่ประตูวิหารยังเปิดอยู่ จึงรีบเข้าไปกราบ
    หลวงปู่ปาน บูรพาจารย์ใหญ่แห่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง
     
  9. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    123
    ค่าพลัง:
    +221
    68254281_1618039348327032_7785188536843501568_n.jpg

    กลับจากทริปไว้หลวงพ่อใหญ่วัดม่วงไม่นาน ก็ออกเดินทางไหว้พระกันต่อ คราวนี้มุ่งหน้าขึ้นสู่เมืองชัยนาท ออกเดินทางตั้งแต่ตี ๔ ไปทางสายสุพรรณ มุ่งหน้าตรงสู่ อ.สรรคบุรี ก่อนผ่านตัวเมืองสุพรรณ แวะเข้าปั้มน้ำมัน เพื่อเติมเสบียงดื่มชากาแฟกันตามอัธยาศัย หลังจากเข้าห้องน้ำห้องท่ากันเสร็จสรรพก็ออกเดินทางกันต่อ ขับกันมาเรื่อยๆ แบบสบายๆ นั่งเม้าท์มอยกันไปตามทาง ราว ๗ โมงเช้าก็ถึงวัดหลวงพ่อกวย หรือโฆสิตาราม(บ้านแค)พอดี ตามที่คาดการณ์ไว้

    บรรยากาศยามเช้าสดชื่น ลานด้านหน้าวัด แม่ค้าแม่ขายเริ่มนำของกินมาวางขายกัน ชาวบ้านก็ได้รับอานิสงส์จากคนที่มาวัด เมื่อเลี้ยวเข้ามาจอดในวัดเห็นมีรถมาจอดกันพอสมควรแล้ว คนเริ่มทยอยกันมากราบหลวงพ่อท่านกันแต่เช้า ทุกวันนี้บารมีท่านแผ่กระจายไปมากมายจริงๆ เราไม่รอช้าหาดอกไม้ธูปเทียนมากราบสักการะขอพรจากหลวงพ่อกวย หลายคนมีของข้าวปลาอาหารมาถวายหลวงพ่อ บ้างก็มาแก้บนที่หลวงพ่อท่านไปช่วยตามที่ขอ กลิ่นธูปควันเทียนที่ลอยดละคลุ้งไปทั่วมณฑป จากแรงศรัทธาบวกด้วยแรงครูยิ่งเพิ่มความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ให้สถานที่นี้ยิ่งนัก



    68523008_1618781908252776_5869033197500628992_n.jpg

    " พอกูตาย สังขารกูก็เหมือนดังซากทั่วไป ส่วนจิตกูมาสิงอยู่ในรูปนี้แล้วไม่ไปไหน หากมึงคิดถึงก็มาหากูที่รูปนี้ กูอยู่ที่นี้คอยดูแลพวกมึงอยู่..."


    67629173_1619613828169584_7033918183186628608_n.jpg

    " ตราบใดกลิ่นธูปควันเทียนไม่จาง ผู้คนยังกราบไหว้ระลึกถึง
    กูจะคอยคุ้มครองรักษา ไม่ว่าพวกมึงตายแล้วเกิดอีกกี่ครั้ง
    กูก็ยังอยู่วัดบ้านแคช่วยพวกมึงตลอดไป "


    อมตะวาจา หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม ทุกวันนี้ประชาชนทั้งใกล้ไกล ต่างหลั่งไหลไปกราบขอพรหลวงพ่อกวยกันเนื่องแน่น ชื่อเสียงของท่านกำลังระบือไกล

     
  10. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    123
    ค่าพลัง:
    +221
    67705169_1621118498019117_5066803400474099712_n.jpg

    ผู้วิเศษแห่งเมืองสรรค์(๑)

    ปัจจุบันหลวงพ่อกวยท่านมีลูกศิษย์ลูกหาที่เคารพนับถือท่านมากมายวันหยุดที่วัดของท่านมีคนไปกราบไหว้ขอพรกันมากราวกับที่วัดมีงานประจำปี นับว่าหาได้ยากยิ่งในปัจจุบัน ชื่อเสียงของท่านมิได้เกิดมาเพียงวันสองวันหากเกิดแต่ประสบการณ์ที่เหล่าศิษยานุศิษย์ได้ประสบพบเจอกันและนำมาบอกเล่า เหล่าผู้เลื่อมใสศรัทธาจึงมากขึ้นทุกวัน
    ประวัติความเป็นมาของท่าน เส้นทางสายวิชาอาคมมาจากไหน กว่าจะมาเป็นผู้วิเศษแห่งเมืองสรรค์ ที่พึ่งของเหล่าศิษยานุศิษย์ ต้องศึกษาเล่าเรียนบำเพ็ญเพียรมาแค่ไหนลองอ่านประวัติท่านกันดู


    หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร

    วัดโฆษิตาราม บ้านแค ต.บางขุด อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท


    ข้อมูลจาก: http://www.dharma-gateway.com/…/monk_biography/lp-guay/lp-g…

    (หมายเหตุ: แม้จะลงลิงค์ไว้แต่ก็จะนำประวัติมาโพสจนครบ เพราะเคยมีอยู่หลายครั้งที่ลิงค์เสีย
    ทำให้ไม่สามารถหาข้อมูลได้)


    หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร เดิมชื่อเด็กชายกวย ปั้นสน เกิดวันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๘ ปีมะเส็ง ณ หมู่บ้าน บ้านแค หมู่ ๙ ต.บางขุด อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท เป็นบุตรของคุณพ่อ ตุ้ย ปั้นสน บ้านเดิมอยู่วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง มารดาชื่อคุณแม่ต่วน เดชมา เป็นคนบ้าน แค ท่านทั้งสองมีบุตรและธิดาด้วยกัน ๕ คน

    คนที่ ๑ ชื่อนายตุ๊ ปั้นสน คนที่ ๒ ชื่อนายคาด ปั้นสน คนที่ ๓ ชื่อนายชื้น ปั้นสน คนที่ ๔ ชื่อนางนาค ปั้นสน คนที่ ๕ พระกวย ชุตินฺธโร

    ปัจจุบันพี่น้องของท่านและท่านได้เสียชีวิตและมรณภาพหมดแล้ว

    เด็กชายกวย ปั้นสน เป็นบุตรคนสุดท้องของบิดามารดา ถือว่าเป็นบุตรคนเล็กที่เป็นที่รักรักใคร่ของบิดามารดา เมื่อโตขึ้นบิดา มารดาจึงได้นำมาฝากไว้กับ หลวงปู่ขวด ณ วัดบ้านแค เพื่อเรียนหนังสือ ในสมัยนั้นบ้านเมืองยังเป็นป่าเป็นดง จะหาโรงเรียน เรียนก็ยาก เพราะห่างไกลความเจริญ หลวงปู่ขวด ได้ไต่ถามถึงวัน เดือน ปีเกิดของเด็กชายกวย ตลอดจนลักษณะผิวพรรณ การเดินและการพูดจา เด็กชายกวยมีวันเดือนปีเกิดของมหาบุรุษ แสดงว่าวันข้างหน้าจะได้ดีเป็นเจ้าคนนายคน ลักษณะสีผิว สีผิวขาวเหลืองแบบคนมีปัญญา สีผิวต่างจากบิดามารดา ริมฝีปากเล็กแสดงว่าเป็นคนพูดน้อย ประกายตากล้าแข็งเด็ดเดี่ยว แสดงว่าเป็น คนเด็ดเดี่ยวเด็ดขาด แต่เจ้าอารมณ์ การเดินก็แคล่วคล่องปราดเปรียว

    หลวงปู่ขวดรู้สึกพอใจและรับไว้เป็นศิษย์ ได้สอนหนังสือ ก.กา สระ ตัวสะกด การันต์ แล้วเรียนบวก, ลบ, คูณ, หาร จนคล่อง เด็กชายกวยยังได้อ่านหนังสือธรรมบท บทสวดมนต์ต่าง ๆ ของพระ เด็กชายกวยก็ท่องได้ทั้ง ๆ ที่อายุเพียง ๖-๗ ขวบเท่านั้น หลวงปู่ขวดจึงได้ให้เด็กชายกวยเรียนหนังสือขอม เรียนสูตร, สน นาม อีกมากมาย เด็กชายกวยก็เรียนได้ จำได้

    หลวงปู่ขวดได้ทุ่มสติปัญญาในการสอนเด็กชายกวยจนเต็มกำลัง เพราะรู้ในชะตาของเด็กชายกวยว่า วันข้างหน้าอาจจะได้บวชในพระศาสนา จะได้เป็นใหญ่เป็นโต ทั้ง ๆ ที่หลวงปู่ขวดชราภาพมากแล้ว

    ต่อมา หลวงปู่ขวดก็มรณภาพ บิดามารดาจึงได้นำเด็กชายกวยมาเรียนหนังสือขอมต่อกับอาจารย์ดำ วัดหัวเด่น ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับวัดบ้านแค เมื่อเรียนหนังสือขอมจนแตกฉานแล้ว บิดามารดาจึงได้พาเด็กชายกวยมาเรียนที่โรงเรียนวัดพร้าว ต.ดอนกำ อ.สรรคบุรี โดยเดินทางไปเรียนเพราะไม่ไกลนัก ได้สอบไล่ ชั้น ป.๑ และ ป.๒ เด็กชายกวยแทบจะไม่ได้ความรู้อะไรเพิ่มเติมเลย เพราะเด็กชายกวยได้เรียนมากับหลวงปู่ขวดและอาจารย์ดำมาแล้ว แถมยังมีความรู้มากกว่ารุ่นเดียวกันมากนัก ภาษาขอมก็เขียนได้ อ่านได้แตกฉาน เด็กชายกวยจึงเบื่อที่จะเรียนในโรงเรียนอีก จึงได้ช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพทำไร่ไถนา

    ระหว่างที่นายกวยทำไร่ไถนานี้ นาย กวยคิดถึงแต่หลวงปู่ขวด คิดถึงแต่วัด การทำไร่ทำนาหาไปใช้ไปไม่มีแก่นสาร หาประโยชน์อะไรไม่ได้ ช่วงนี้ตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ บอกว่านายกวยไม่ได้ประพฤติเป็นคนเกเร เหมือนกับคนเมืองสรรคบุรีสมัยนั้น และจากคำบอกเล่าของหลวงพ่อกวยเอง เมื่อถามถึงชีวิตในวัยหนุ่ม ท่านเล่าว่าท่านเป็นคนซน คือซุกซน ชอบยิงกระสุน (รูปร่างคล้ายธนู แต่ใช้ลูกดินยิง) คือบ้านไหนตอนกลางคืนไม่ยอมปิดประตูหน้าต่างให้ดี ท่านจะแกล้งเอาคันกระสุนยิง เพื่อเตือนให้เจ้าของบ้านปิดประตูหน้าต่างให้ดี

    ในวัยหนุ่มนั้น ท่านได้พูดกับบิดามารดาว่า ถ้าตัวเองได้บวชเมื่อไรจะบวชไม่สึก ซึ่งท่านเคยเล่าให้คุณย่าฉวย เทียนจัน คนหัวเด่น ผู้เป็นพี่ของคุณยายฉาย ซึ่งเป็นผู้ที่ดูแลท่านก่อนมรณภาพ อายุย่าฉวยมากกว่าหลวงพ่อ ๓-๔ ปี ท่านได้เล่าถึงมูลเหตุของการบวชไม่สึกว่า ตอนสมัยท่านหนุ่ม ๆ ท่านมีคนรักอยู่เหมือนกัน ท่านเคยขึ้นหาคนรักของท่านในตอนกลางคืน โดยปีนหน้าต่างเข้าไปหา ท่านไม่ได้พูดไว้ว่าขึ้นหาบ่อยหรือไม่ และไม่ได้บอกว่าคนรักของท่านชื่ออะไร

    คืนวันหนึ่งเดือนหงาย พระจันทร์เต็มดวง ท่านนัดกับคนรักของท่านว่าจะไปหา แต่เมื่อท่านไปแล้ว ปรากฏไม่กล้าเข้าไปหา เพราะแสงจันทร์สว่างมากกลัวว่าที่พ่อตาจะเห็น ท่านได้คอยจนกระทั่งเดือนตก คือดึกมากแล้ว ท่านได้ปีนขึ้นไปหาคนรักของท่าน ปรากฏว่าคนรักของท่าน คอยท่านจนหลับไป ท่านได้เข้าไปดูคนรักของท่านนอนหลับอยู่ ผมผ้ายุ่งเหยิงนอนอ้าปากน้ำลายไหล ผ้าผ่อนเปิดคล้ายคนตาย คล้ายซากศพ หาความงามไม่ได้เลย ท่านได้ถอยหลังออกมาแล้วปีนหน้าต่างกลับ และท่านไม่ได้ไปหาคนรักของท่านอีกเลย และไม่มีคนรักอีก ความตอนนี้คล้ายคลึงกับ เรื่องของพระยสะในพุทธกาล แสดงว่าหลวงพ่อไม่ยินดีในกามคุณตั้งแต่ก่อนบวช

    เมื่อท่านอายุครบบวช บิดามารดาท่านจึงได้จัดการอุปสมบทให้ แต่นายกวยได้พูดกับบิดามารดาว่า ถ้าจะบวชให้ตนก็ขอให้บวชกันที่วัดไม่ให้จัดพิธีใหญ่โต ไม่ต้องมีการแห่ แหน ให้เปลืองเงินเปลืองทอง โดยท่านให้เหตุผลของครูบาอาจารย์คือหลวงปู่ขวดและอาจารย์ดำว่า "พระเทศน์ก็ต้องรู้จักเวลา ผู้ศรัทธาก็ต้องรู้จักกำลัง " บิดามารดาจึงได้พานายกวยไปหาอุปัชฌาย์ คือ พระชัยนาทมุนี จัดการโกนหัวบวชให้ มีหลวงพ่อปา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์หริ่งเป็นอนุสาวนาจารย์ บวชเมื่อวันที่ ๕ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๗ เวลา ๑๕ นาฬิกา ๑๗ นาที อายุ ๒๐ ปี ณ วัดโบสถ์ ต.โพธิ์งาม อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท มีฉายาว่า ชุตินฺธโร แปลว่า "โลกนี้มีแต่ความวุ่นวายของโลก หนักไปด้วยกิเลส ตัณหาคือ โลภ โกรธ หลง ทั่งสิ้น ถ้าท่านผู้ใดตัดกิเลส ตัณหาได้ก็จะถึงซึ่งฝั่งพระนิพพาน"

    เมื่อบรรพชาอุปสมบทแล้วก็กลับมาจำพรรษาอยู่วัดบ้านแค ตอนนั้นหลวงปู่มา เป็นเจ้าอาวาสอยู่ พระกวย ชุตินฺธโร จึงหัดเทศน์เวสสันดรชาดก กันฑ์กุมาร, ทานกัณฑ์ ในแถบนั้นสมัยนั้นไม่มีใครสู้ท่านได้เลย ท่านเทศน์แหล่หญิงหม้ายกล่าวถึงพระนางมัทรี และเทศน์แหล่ชายหม้าย กล่าวถึงพระเวสสันดรต้องไปอยู่ป่าหิมพานต์ ถ้าไม่มีพระนางมัทรีตามเสด็จไปด้วย ก็จะเป็นชายหม้าย ส่วนพระนางมัทรี ก็จะเป็นหญิงหม้าย ท่านเทศน์แหล่ถึงการเป็นหญิงหม้ายชายหม้าย มีแต่คนนินทาว่าร้าย คงจะไม่ดีสามีถึงได้ทิ้ง ครั้นแต่งตัว คนเขาก็ว่าคงอยากจะมีผัวจนตัวสั่น ครั้นไม่แต่งตัว คนเขาก็ว่ารูปร่างขี้ริ้วขี้เหร่ สามีถึงได้ทิ้ง ส่วนชายหม้ายนั้นก็น่าสงสาร มีแต่คนเขาว่า คงจะไม่ดีเมียถึงได้ทิ้ง คงจะเป็นคนเกเร เป็นนักเลงสุรา หรือนักเลงการพนัน จะอยู่จะกินก็อด ๆ อยาก ๆ ลูกเต้าหรือก็ ขะมุกขะมอม บ้านก็ผุก็พัง เพราะขาดกำลังใจ ท่านแหล่ขนาดหญิงหม้าย ชายหม้าย ไม่อาจนั่งฟังบนศาลา ต้องหลบไปแอบฟังที่ใต้ต้นไม้ บางคนนั่งน้ำตาไหลเป็นบาง บางคนร้องไห้โฮ

    ชื่อเสียงของท่านในการเทศน์ทานกัณฑ์นั้นโด่งดังมาก แต่กัณฑ์อื่น ๆ หลวงพ่อก็เทศน์ไม่ดีนัก เพราะการเทศน์เวสสันดรชาดกนั้น พระนักเทศน์ต้องตลกคะนอง แต่หลวงพ่อไม่ชอบตลกคะนอง ปัจจุบัน ใบในการเทศน์ของท่านยังอยู่ที่วัด หลวงพ่อเขียนไว้ว่า พระกวยสร้างถวาย แล้วตอกตรารูปสิงห์ชูคอเอาไว้

    อยู่ต่อมาหลวงพ่อได้หยุดเทศน์โดยหลบหรือแอบไปเรียนวิชาแพทย์โบราณกับหมอเขียน หมอเขียนคนนี้สามารถรักษาโรคระบาด หรือโรคห่าได้ ตอนนั้นคนเป็นโรคระบาดที่บ้านโคกช้าง ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก หมออื่น ๆ ก็ตาย เหลือหมอเขียนคนเดียว สามารถรักษาโรคห่า, โรคไข้ทรพิษได้

    ในวันที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๒ พระกวยได้มาเรียนปริยัติธรรม เพื่อให้เจริญในศาสนา ได้มาอยู่วัดวังขรณ์ ต.โพธิ์ชนไก่ ๒ พรรษา ในพรรษาต่อมาได้เรียนธรรมโท แต่พอสอบไล่ เป็นไข้ไม่สบายเลยไม่ได้สอบ จึงมาคิดได้ว่าปริยัติธรรมก็เรียนมาพอสมควร จึงอยากจะเรียนวิปัสสนากรรมฐานและอาคมตลอดจนวิธีทำเครื่องรางของขลัง จึงได้เดินทางไปเรียนวิชากับหลวงพ่อศรี วิริยะโสภิต แห่งวัดพระปรางค์ จ.สิงห์บุรี

    หลวงพ่อศรีองค์นี้เชี่ยวชาญในวิปัสสนากรรมฐานมาก เก่งที่สุดในจังหวัดสิงห์บุรีในขณะนั้น หลวงพ่อได้เรียนวิชาทำแหวนนิ้ว ซึ่งแหวนนิ้วของหลวงพ่อศรี วัดพระปรางค์ ใต้ท้องวงจะตอกตัวขอมอ่านว่าอิติ ของหลวงพ่อก็เช่นกันและได้เรียนวิชาอีกหลายอย่าง

    ได้จำพรรษาอยู่วัดหนองตาแก้ว ต.โคกช้าง อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี ที่วัดตาแก้วนี้ หลวงพ่อได้ปลูกต้นสมอไว้ ๑ ต้น ปัจจุบันยังอยู่ หลวงตาสมาน เคยไปอยู่วัดหนองตาแก้ว ได้นำไก่แจ้เอาไปนอนบนต้นสมอ ปรากฏว่าไก่ไม่ยอมนอน ไม่ทราบว่าหลวงพ่อได้ลงวิชาอะไรไว้ ทั้ง ๆ ที่หลวงพ่อ เพิ่งอายุ ๒๘ ปี พรรษาได้ ๘ พรรษา แสดงว่าหลวงพ่อเป็นผู้มีอาคมตั้งแต่ยังเป็นพระหนุ่ม ได้จำพรรษาที่วัดหนองตาแก้ว ๑ พรรษา

    ในวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๗ ได้มาจำพรรษาที่วัดหนองแขม ต.ดงคอน อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท อีก ๑ พรรษา ได้เรียนแพทย์แผนโบราณต่อกับโยมป่วน บ้านหนองแขม และเรียนแพทย์แผนโบราณต่อกับหมอใย บ้านบางน้ำพระ ในขณะที่พักจำพรรษาที่วัดหนองแขม ได้มีเพื่อนภิกษุชื่อ แจ่ม ได้เดินทางท่องเที่ยว ไปพบตำราเป็นสมุดข่อยอยู่ในโพรงไม้ แต่เอามาไม่ได้ เพราะตำรานั้นมีอาถรรพณ์แรงมาก คล้ายมีเทพและเทวดารักษา จึงได้มาชักชวนพระกวยให้ไปดู ปรากฏว่ามีตำราอยู่โพรงไม้จริง มีรอยคนเอาพวงมาลัยดอกไม้ ธูปเทียนมาบูชาใต้โคนไม้

    พระภิกษุกวย จึงได้จุดธูปบอกเล่าและอธิษฐานว่า

    "ถ้าจะให้ข้าพเจ้าเอาตำรานี้ไปเก็บรักษาไว้ ขอธูปที่จุดนี้ให้ไหม้ให้หมดดอก"

    แต่ปรากฏว่าธูปได้ไหม้ไม่หมด พระภิกษุกวยจึงได้เสี่ยงสัตย์อธิษฐานขึ้น มาใหม่ว่า

    "ถ้าหากว่าท่านจะให้ตำรานี้ให้ข้าพเจ้าเอาไปเก็บรักษาไว้ ข้าพเจ้าจะนำเอาตำรานี้ไปทำประโยชน์แก่วัดและช่วยเหลือ ประชาชนเท่านั้น"

    แล้วก็จุดธูปขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายปรากฏว่าธูปได้ไหม้หมดทั้ง ๓ ดอก หลวงพ่อจึงได้กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้เจ้าของตำราและอัญเชิญเอาตำรานั้นมาเก็บไว้

    ต่อมามีคนร่ำลือกันว่ามีคน ๆ หนึ่งได้นำตำราชุดนี้มาเก็บไว้ในบ้าน ได้เกิดเหตุวิบัติ เจ็บไข้ล้มตาย จึงเอาตำราชุดนี้มาทิ้งไว้ดังกล่าว

    พระภิกษุกวย เมื่อได้ข่าวดังนั้นก็มาเปิดตำราดู ก็ปรากฏว่ามีลายลักษณ์อักษรบอกไว้ในตำราว่า ตำรานี้ห้ามเอาไปไว้บ้านใคร ๆ ทั้งสิ้น มิฉะนั้นจะฉิบหาย พระภิกษุกวยจึงได้ศึกษาตำรายันต์และคาถาจากตำราเล่มนี้ ปัจจุบันตำราเล่มนี้ยังอยู่ที่วัด หน้าปกเขียนว่า “ครูแรง” ด้วยสีแดง ปกติไม่มีใครกล้าหยิบต้อง ผู้เขียนเคยขอร้องให้ท่านอาจารย์สำรวย เจ้าอาวาสหยิบมาให้ดู ๑ ครั้ง ผมได้จุดธูปบอกเล่าหลวงพ่อ และเจ้าของตำราขอสมาโทษ ได้ขอสมาต่อหลวงพ่อว่า

    "ผมไอ้ครู ศิษย์คนเล็กของหลวงพ่อ ตอนหลวงพ่อมีชีวิตอยู่ ผมไม่กล้าที่จะล่วงเกินหลวงพ่อแม้แต่น้อย เคารพหลวงพ่อดุจบิดา แต่วันนี้ อาจเอื้อมเปิดตำราของหลวงพ่อ เปรียบเสมือนครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อ ขอหลวงพ่อจงอย่าได้ถือโกรธ หากพระมนต์บทใด หลวงพ่อจะให้ ขอให้ผมจำได้เพียงท่องแค่ ๓ ครั้ง"

    ผมได้เปิดตำราดู ในตำรามีพระมนต์และยันต์ต่าง ๆ มากมายหลายร้อยยันต์ เป็นยันต์กันอาวุธ, กันกระทำ, กันคุณ, กันของ คาถาก็มีมากมายหลายบท เป็นภาษาของคนโบราณ แต่มีบทหนึ่งเขียนไว้ว่า พระมนต์พระพุทธเจ้าชนะมาร ใช้เรียกนางแม่ธรณี ใช้ทำน้ำมนต์ ฆราวาสห้ามเรียน ในพระมนต์นี้ได้เขียนถึงการใช้มนต์ในทางที่ดี และใช้ไปในทางที่ร้าย คือมนต์ดำ ผมเลยตัดสินใจอธิษฐานขอเรียนท่องเพียง ๒ ครั้ง ก็จำได้แล้วปิดตำรามอบคืนให้ท่านอาจารย์สำรวย

    เรื่องตำรายันต์ที่หลวงพ่อคัดลอกและเรียนมานี้ ปัจจุบันอยู่ที่อาจารย์เหวียน มณีนัน คนทำทอง ต.ปากน้ำ อ.เดิมบาง จ.สุพรรณบุรี ๑ เล่ม เก็บรักษาอยู่ที่วัดท่าทอง แขวนไว้ในกุฏิไม่มีใครกล้ายุ่ง อยู่ที่อาจารย์ตั้ว ๑ เล่ม อยู่ที่อาจารย์แสวง วัดหนอง อีดุก อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท ๑ เล่ม ส่วนที่วัดมีหลายเล่ม มีอยู่เล่มหนึ่งเป็นตำราภาษาไทย มองดูก็ธรรมดา หลวงพ่อห่อปกไว้อย่างดี ใส่พานไว้บูชาหน้าปกเขียนว่า ทางมรรคผล ลายแทงนิพพานเขียนโดยหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ รับหนังสือไว้ พ.ศ. ๒๕๐๒ ปีนั้นหลวงพ่อสดมรณภาพแล้ว ตำรานี้ปัจจุบันยังอยู่ในพานหน้าโต๊ะหมู่ท่าน กรุณาอย่าไปแตะต้อง บางคนกลับไปบ้านไม่สบายเพ้อคลั่งปวดหัวก็มี เข้าใจว่าหลวงพ่อได้ศึกษาตำราเล่มนี้ในบั้นปลายของชีวิต

    เมื่อหลวงพ่อออกจากวัดหนองแขมแล้ว ได้ไปจำพรรษาที่วัดบางตาหงาย อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ ได้มาเรียนวิชากับหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ ได้เรียนวิชาทำ แหวนแขน, ตะกรุด, มีดหมอ และอื่น ๆ และได้เรียนวิชารักษาโรคกระดูกหักจากหลวงพ่อเคน วัดดงเศรษฐี จ.อุทัยธานี เข้าใจว่า หลวงพ่อคงจะเรียนวิชากับหลวงพ่อองค์อื่น ๆ อีก เพราะในตำรารักษาไข้ ยังได้กล่าวถึงครูของท่านองค์หนึ่งคือ หลวงพ่อพวง วัดหนองกระโดน กับหลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว ก็เข้าใจว่าชอบพอกัน เพราะหลวงพ่อเคยทำพระพิมพ์ยอดขุนพล แล้วนำเหรียญหลวงพ่อกัน กดลงไปด้านหลัง

    ศิษย์ร่วมรุ่นของหลวงพ่อที่เป็นที่รู้กันคือ หลวงปู่พิมพา วัดหนองตางู อ.บรรพตพิสัย คือครั้งหนึ่ง พระโชน วัดหัวเด่น ได้ไปกราบหลวงปู่ หลวงปู่ได้พูดว่าสรรคบุรี ไม่รู้จักท่านกวยหรือ พระโชนได้พูดว่า เป็นศิษย์ครับ หลวงปู่หัวเราะชอบใจใหญ่เลย ได้พูดว่า "ท่านกวยเขาใจจริง" เรียนวิชามาด้วยกัน เขาใจจริง เขาไม่กลัวอะไร

    จากคำบอกเล่าจากพระภิกษุแบนและพระหลวงตา ตลอดจนศิษย์รุ่นเก่าได้พูดตรงกันว่า หลวงพ่อกวยตอนที่อยู่ที่วัดก็เป็นพระที่มีอาคมเหมือนพระทั่ว ๆ ไป แต่เมื่อท่านกลับมาจากเรียนวิชาจากเมืองเหนือ (หมายถึง นครสวรรค์) เมื่อท่านกลับมาท่านเก็บตัว พูดน้อย มีจิตมหัศจรรย์ วาจาสิทธิ์ เหนือกว่าพระทั่วไป

    เรื่องที่หลวงพ่อไปเรียนวิชามากับหลวงพ่อเดิมนี้ มีหลักฐานคือมีรูปถ่ายของหลวงพ่อเดิม มีจารด้วยลายมือ พบในกุฏิของหลวงพ่อ หลักฐานอีกอย่างหนึ่งคือ ลุงลอน คนสักยันต์แทนหลวงพ่อก็มี มี ๒ รูป สมัยนั้นเดินไป หลังสงคราม หลวงพ่อจะไปเรียนวิชาทำทอง เล่นแร่แปรธาตุ แต่หลวงพ่อเดิมไม่สอนให้ ในช่วงนี้ไม่ปรากฏหลักฐานว่าหลวงพ่อกลับวัดบ้านแคเมื่อไร แต่ก่อน พ.ศ. ๒๔๘๔

    เมื่อหลวงพ่อกลับมาอยู่วัดบ้านแค หลวงพ่อได้ทำการสักให้ศิษย์ มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ขนาดสักกันทั้งกลางวันกลางคืน ทางเดินสมัยก่อนต้องเดินเท้าเอา ลำบากมาก อย่างดีก็ขี่จักรยาน รถ ๒ แถว มีเข้าวัด ๑ คัน ออก ๑ คัน เท่านั้น มีศิษย์สักมาก ได้จดบัญชีไว้ ๔ หมื่น ๔ พันคน แล้วหลวงพ่อก็ไม่ได้จดชื่อศิษย์อีกเลย ไม่ถามแม้แต่ชื่อ ศิษย์สักของหลวงพ่อหลายคนยิงไม่ออก เป็นเรื่องแปลกมาก ที่คนธรรมดาจะยิงไม่ออก

    ต่อมา หลวงพ่อเห็นว่าสมควรแก่เวลา หลวงพ่อได้หยุดสัก หลวงพ่อได้พูดกับศิษย์ว่า ถ้าท่านไม่เลิกสัก หลังคากุฏิท่านสามารถเอาแบงค์ร้อยมามุงหลังคาแทนได้ (สมัยนั้นแบงค์ ๕๐๐ แบงค์ ๑,๐๐๐ ยังไม่มี) แล้วหลวงพ่อก็ทำแต่เรื่องรางของขลัง เช่น ตะกรุด, มีดหมอ, แหวนแขน, พระพิมพ์ ฯ

    ในสมัยนั้นเมื่อเสือ (หมายถึงโจร) เดินผ่านวัดหลวงพ่อ ต้องยิงปืนถวายทุกครั้ง ทั้งกลางวัน กลางคืน

    ในวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๑ หลวงพ่อได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส เข้าใจว่าหลวงพ่อคงจะกลับวัดบ้านแคมาก่อนหน้านี้หลายปี เพราะจากคำบอกเล่าของคนเก่าเล่าไว้ว่า ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๘๔ หลวงพ่อได้มาอยู่ที่วัดบ้านแคแล้ว ได้นำตะกรุดของครูบาอาจารย์มาแจก เป็นของหลวงพ่อศรี วัดพระปรางค์ก็มี เป็นของหลวงพ่อเดิมก็มี เป็นงาก็มี ที่หลวงพ่อทำเองก็มี เพราะมีคนมาขอกันมาก ตลอดจนสมัยนั้นมีเสือเข้ามาปล้นบ้านกันมากมาย บ้านเมืองข้าวยากหมากแพง ผู้คนเดือดร้อน บ้างก็เจ็บป่วย ไม่มีหมอ ไม่มียา พระกวยก็ช่วยจนสุดกำลัง คนก็เรียกกันว่า อาจารย์กวยบ้าง หลวงพ่อกวยบ้าง หลวงพ่อคร่ำเคร่งสักให้ศิษย์บ้าง แจกเครื่องรางบ้าง พระบ้าง, ตะกรุดบ้าง, รักษาโรคบ้าง บ้านเมืองก็เกิดข้าวยากหมากแพง หลวงพ่อจึงตัดสินใจถือธุดงควัตร ข้อฉันอาการเพียงมื้อเดียวมาตลอด ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๔ เรื่อยมา

    ในวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระกรรมวาจาจารย์ (คู่สวด)
     
  11. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    123
    ค่าพลัง:
    +221
    67682288_1620392094758424_854387781084905472_n.jpg


    ผู้วิเศษแห่งเมืองสรรค์(๒)

    "อาตมาภาพพระกวย
    " นะตันโต นะโมตันติ ตันติ ตันโต นะโม ตันตัน"


    หลวงพ่อไม่ชอบการก่อสร้าง ชอบความเป็นอยู่แบบสมถะ แม้กุฏิของหลวงพ่อก็เป็นไม้ทรงไทยโบราณ แต่การก่อสร้างนั้น หลวงพ่อยกหน้าที่ให้กรรมการวัด แม้การก่อสร้างก็ให้กรรมการวัดและชาวบ้านทำ ยกเว้นส่วนที่ยากจึงจ้างช่างทำ ฉะนั้น ทางวัดจึงมีแต่กุฏิเก่า ๆ ที่สร้างใหม่ก็มีมีแต่พระอุโบสถ, ศาลาทำบุญ กุฏิชุตินฺธโร ที่ศิษย์สร้างถวายเท่านั้น

    วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๑๑ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นประทวน และมรณภาพเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๒ อายุ ๗๔ ปี ๕๔ พรรษา ด้วยอาการสงบ

    ก่อนหน้านี้ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๑ หลวงพ่อได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพญาไท หมอได้วินิจฉันโรค ว่าหลวงพ่อเป็นโรคขาดอาหารมาเป็นเวลา ๓๐ ปี ได้ให้สารอาหารประเภทโปรตีนกับหลวงพ่อ เป็นเวลาถึง ๑ เดือน ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย

    เมื่อกลับวัดหลวงพ่อก็ยังได้ฉันอาหารเพียงวันละ ๑ ครั้ง เช่นเดิม โดยไม่เปลี่ยนความตั้งใจ หลวงพ่อยังคงคร่ำเคร่งในการสร้างและปลุกเสกวัตถุมงคล ดูเหมือนจะหนักกว่าเก่า สุขภาพหลวงพ่อมองดูภายนอกก็แข็งแรง ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน

    ในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ หลวงพ่อได้วงปฏิทิน วันที่ท่านเริ่มเจ็บเอาไว้ด้วยสีน้ำเงิน และวงปฏิทิน วันที่ท่านมรณภาพเอาไว้ด้วยตัวหนังสือสีแดง คือวันที่ ๑๑ มีนาคม และ ๑๑ เมษายน ๒๕๒๒ พร้อมทั้งเขียน พระคาถา นะโมตาบอด ให้ไว้เป็นคาถาแคล้วคลาดและกำบัง หลวงพ่อเขียนว่า

    "อาตมาภาพพระกวย " นะตันโต นะโมตันติ ตันติ ตันโต นะโม ตันตัน" จะมรณภาพ วันที่ ๑๑ เมษายน เวลา ๗ นาฬิกา ๕๕ นาที"


    พอวันที่ ๑๑ มีนาคม หลวงพ่อก็ล้มป่วย ไม่มีโรคอะไร เพียงแต่ไม่มีกำลัง ฉันอาหารไม่ได้ ไม่ยอมไปโรงพยาบาล มีอาการไข้แทรก ฉันอาหารแทบไม่ได้เลย ไม่มีรสชาติ บางครั้งท่านพ่นข้าวออกจากปาก ไม่ยอมฉัน แล้วหยิบแผ่นตะกรุดขึ้นมาจาร บางครั้งก็จับสายสิญจน์ ปลุกเสกวัตถุมงคล กลางคืนก็จับสายสิญจน์ปลุกเสกวัตถุมงคล บางคืนถึงสว่าง ร่างกายของท่านปกติก็ผอมมากอยู่แล้วกลับผอมหนักเข้าไปอีก

    เมื่อมีศิษย์มาเยี่ยม ศิษย์เห็นท่าน หลายคนร้องไห้ ท่านไม่ชอบ แทบทุกคนจะร้องไห้ ท่านจะดุศิษย์ว่า

    "มึงร้องไห้ทำไม กูไปดี เป็นห่วงแต่พวกมึงนั่น แหล่"


    ช่วงหวยใกล้จะออก ท่านได้เขียนเลขหวย ๓ ตัวเอาไว้ในฝ่ามือ ใครที่ไปเยี่ยมท่าน คนไหนมีโชคลาภ ท่านจะแบมือให้ดู ในช่วงนั้น (ความจริงตอนนี้ไม่อยากเล่า)

    ผมได้เข้าไปเยี่ยมท่าน เป็นการกราบลาครั้งสุดท้าย นึกขึ้นมาครั้งใดน้ำตาไหลทุกที่ พอผมขึ้นบันไดกุฏิ ตอนนั้นอาจารย์ตั้วได้มาบอกว่า ถ้าเข้าไปเยี่ยมท่าน ห้ามไม่ให้ร้องไห้ ท่านไม่ชอบ เดี๋ยวท่านดุเอา ผมก็เข้าใจ ช่วงนั้นผมงานยุ่งไม่ได้มาเยี่ยมท่านเสียนาน เมื่อเข้าไปหาท่าน ได้เข้าไปกราบที่ปลายเท้า ผมไม่แน่ใจว่าท่านจะจำผมได้หรือไม่ เพราะท่านผอมไปมาก ผมได้ถอดตะกรุดแม่ทัพที่ท่านทำให้ท่านดู เผื่อท่านจำผมไม่ได้ ท่านอาจจำตะกรุดได้

    เมื่อท่านเห็นผม น้ำตาท่านไหล ท่านพูดว่า "ไอ้ครู มึงทำไมพึ่งมา กูคอยมึงตั้งนานแล้ว"

    พอผมเห็นน้ำตาท่านไหล และท่านพูดว่าท่านคอยผมตั้งนานแล้ว ผมร้องไห้โฮ ไม่เกรงใจใครแล้ว อาจารย์ตั้วได้ดึงผมให้ไปร้องไห้ข้างนอก กลัวท่านจะสะเทือนใจมากไป เมื่อสงบดีแล้ว ผมได้เข้าไปหาท่านใหม่ ท่านให้เด็กชายที่ไปหยิบห่อพระมาให้ผม ๒ ห่อ ห่อด้วยผ้ายันต์ค่ายกล ห่อหนึ่งเป็นพระพิมพ์สรรค์ อีกห่อหนึ่งเป็นพระสมเด็จหลังรูป เต็มองค์ พิมพ์ใหญ่ ท่านพูดว่า หลังรูปเอาไว้แบ่งกันใช้ พระสรรค์ให้เอาเก็บไว้ แล้วท่านก็ไม่พูด อะไรอีกเลย ท่านหลับตาเข้าสมาธิ

    วันที่ ๑๐ เมษายน กลางคืนมีศิษย์มาเฝ้าท่านเต็มไปหมด ตอนเช้ายิ่งมาก เพราะท่านจะมรณภาพ แต่ท่านก็ไม่มรณภาพ ท่านผอมมากมีแต่หนังหุ้มกระดูก มีแต่ประกายตาที่สดใสเท่านั้น จนกระทั่งตกกลางคืนท่านก็ไม่มรณภาพ

    ค่อนสว่างวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๒๒ ทางกรรมการวัดและศิษย์ใกล้ชิดได้ประชุมปรึกษากันว่า สงสัยในกุฏิท่านจะลงอาถรรพณ์เอาไว้ ตลอดจนตำราอักขระเลขยันต์ ตลอดจนรูปครูบาอาจารย์ คงจะไม่มีใครกล้ามารับท่านแน่ อยากเห็นท่านไปดี จึงปรึกษากัน นำท่านออกมาที่หอสวดมนต์ เมื่อเตรียมที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว อุ้มท่านมาจำวัดที่เตียงที่หอสวดมนต์ ท่านลืมตาขึ้นเป็นการสั่งลา ครั้งสุดท้าย แล้วหลับตาพนมมือ

    เกิดอัศจรรย์ ระฆังใบใหญ่ที่หอสวดมนต์ได้ขาดตกลงมา ดังหง่าง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ดังยาวนาน ศิษย์ที่อยู่ศาลาเข้าใจว่าท่านมรณภาพแล้ว จึงได้ตีระฆัง คือคาดว่ามีคนตีระฆัง เมื่อจับเวลาดู เป็นเวลา ๗ นาฬิกา ๕๕ นาที จับชีพจรท่านดู ปรากฏว่าท่านมรณภาพแล้ว ตรงกับวันที่ ๑๒ เมษายน ซึ่งวันที่ ๑๓ เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ของคนไทยโบราณ

    ศิษย์มากันเต็มไปหมดมืดฟ้ามัวดิน ทางวัดได้จัดสวดอภิธรรม ๑๐๐ วัน กลางคืนได้นำเทปที่ท่านเทศน์ นำมาเปิดให้ศิษย์ฟัง ไอ้เจ็ก หมาของท่านร้องโหยหวน มันวิ่งไปทั่ว มันไม่รู้ว่าหลวงพ่ออยู่ที่ไหน

    ปัจจุบันในวันที่ ๑๒ เมษายนของทุกปี เป็นวันทำบุญ ประจำปีเพื่ออุทิศและระลึกถึงหลวงพ่อ ได้จดจำวันนี้ไว้ จะอยู่ใกล้หรือไกล ในวันที่ ๑๒ เมษายนทุกปี ควรจะทำบุญใส่บาตรหรือ มากราบหลวงพ่อที่วัด หรือนำผ้าป่ามาทอด เพื่อระลึกถึงหลวงพ่อ ขอจงปฏิบัติให้ได้ทุกปี ท่านจะมีแต่ความสุขความเจริญ ชีวิตจะไม่ตกต่ำเหมือนกับคำพรของหลวงพ่อ ที่เคยให้ไว้

    "ขอศิษย์ทั้งหลาย จงอย่าอด อย่าอยาก อย่ายาก อย่าจน

    อย่าต่ำกว่าคน อย่าจนกว่าเขา"
     
  12. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    123
    ค่าพลัง:
    +221
    67766687_1622846234513010_3152628290162786304_n.jpg


    "อย่าประมาท ขาดสติ ศิษย์มีหลักเหมือนพยัคฆ์มีเขี้ยว
    ศิษย์มีครูเหมือนงูมีพิษ ปัจจามิตรพินาศสูญ"

    ผู้วิเศษแห่งเมืองสรรค์(๓)

    จากประวัติของหลวงพ่อ ไม่ปรากฏว่าท่านมาอยู่จำพรรษาที่วัดบ้านแคเมื่อใด แต่ต้องก่อนสงครามคือ ๒๔๘๔ แน่นอนในช่วงนี้ หลวงพ่อยังได้เรียนวิชาเพิ่มเติมกับหลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา อ.เดิมบาง จ.สุพรรณบุรี ได้เรียนวิชาทำผงจินดามณี, เรียนวิชามือยาว ฯ และยังได้เรียนวิชาทำผ้าขอด ไปได้กลับได้ และตะกรุดกระดูกงูจากหลวงพ่อแบน วัดเดิมบาง อ.เดิมบาง จ.สุพรรณบุรี อาจารย์ท่าน ๒ องค์นี้ มีหลักฐานแน่ชัด แม้ขณะที่พักจำพรรษาที่วัดบางตาหงาย อ.บรรพตพิสัย ยังได้เรียนวิชาเพิ่มเติมกับ หลวงพ่อพวง วัดหนองกระโดนด้วย ในตำรารักษาไข้ได้กล่าวถึงเอาไว้ ก่อนมรณภาพตอนที่ท่านล้มเจ็บ ท่านได้พูดกับศิษย์ว่า ถ้าจะให้วัดของท่านรุ่งเรืองทางอาคมเหมือนสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่ ต้องนิมนต์ศิษย์ท่านบวชอยู่ที่วัดนี้ถึง ๓ องค์ ทางศิษย์ได้ถาม ท่านว่าใครบ้าง ท่านตอบว่าอาจารย์เม่า (บ้านอยู่ใกล้วัดจั่นเจริญศรี) คนหนึ่ง อีกคนหนึ่งคือ อาจารย์จิ๊ต (ชิต) (คนบ้านแค) แล้วท่านก็หยุดพูด เหมือนท่านจะนึกได้ว่าการนำคนที่มีอาคมถึง ๓ คน มาอยู่รวมกันนั้นเป็นไปได้ยาก (อาจารย์เม่า สำเร็จวิชา บังฟัน, บีบถ้วยปูนขาวให้ปากถ้วยเข้ามารวมกันได้, หลวงตาจิ๊ต ปัจจุบันบวชอยู่ ไม่ทราบวัด สำเร็จวิชาหินเบา เสกก้อนหินโยนลงน้ำลอยได้)

    ครูและอาจารย์ของหลวงพ่อ


    ต่อไปจะขอกล่าวถึงครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อ เท่าที่มีกลักฐานแน่ชัด ตลอดจนมนต์และคาถาที่หลวงพ่อเรียนมา ว่าเรียนมาจาก สายไหน หรืออาจารย์องค์ใด ถ้าไม่กล่าวถึงอาจารย์ของท่าน พระประวัติก็จะไม่สมบูรณ์ แต่จะขอกล่าวถึงอาจารย์หรือครูบาอาจารย์ที่สอนทางวิปัสสนาและอาคม ตลอดจนการทำเครื่องรางของขลังเท่านั้น

    แต่เดิมเมื่อ หลวงพ่อบวชตั้งแต่พรรษาแรก อายุท่าน ๒๐ ปี พอพรรษาต่อ ๆ มาท่านก็เรียนเทศน์มหาชาติและเรียนนักธรรม จนกระทั่งพรรษา ๘ หรือ อายุท่านได้ ๒๘ ปี ท่านจึงเรียนวิปัสสนากรรมฐาน ครูบาอาจารย์ของท่านเท่าที่ทราบมีดังนี้

    ๑. หลวงพ่อศรี วิริยะโสภิต หรือหลวงพ่อสี อดีตเจ้าอาวาสวัดพระปรางค์ อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี หลวงพ่อได้มาเรียนวิปัสสนา จะเรียนอยู่กี่พรรษาไม่แน่ชัด แต่มีหลักฐานแน่ชัดคือปีแรกที่เรียนวิปัสสนา ได้พักจำพรรษาที่วัดหนองตาแก้ว อ.เดิมบางนางบวช หลวงพ่อได้ปลูกต้นสมอไว้ ๑ ต้น, ขุดสระไว้ ๑ สระ ปัจจุบันศักดิ์สิทธิ์มาก ได้จำพรรษาที่วัดนี้เพียง ๑ พรรษา เท่านั้น แสดงว่าหลวงพ่อได้เรียนวิปัสสนาและอาคมเพียงปีเดียวก็สำเร็จ นอกจากนั้นหลวงพ่อศรียังมีศิษย์ที่เป็นพระมีวิชาดีหลายองค์ เช่น หลวงพ่อทอง วัดพระปรางค์, หลวงพ่อหร่ำ วัดวังจิก อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี หลวงพ่อเฟื่อง วัดแหลมคาง, หลวงพ่อ ฟัง วัดสะเดา สิงห์บุรี, พระครูพิมพ์ วัดสนามชัย อ.สรรคบุรี, หลวงพ่อบัว วัดแสวงหา อ่างทอง, หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง หลวงปู่ปรง วัดธรรมเจดีย์ จ.สิงห์บุรี ฯ หลวงพ่อศรีนี้ ปัจจุบันเหรียญท่านรุ่นแรกและรุ่นเดียวของท่านมีราคาแพงมาก แพงอันดับ ๑ ของจังหวัดสิงห์บุรี เมื่อท่านมรณภาพ ได้ทำฌาปนกิจ ปรากฏว่ามีดาวขึ้นในเวลากลางวัน แม้รูปหล่อท่านกับสถูปที่เก็บอัฐิของท่านปัจจุบันศักดิ์สิทธิ์มาก

    ๒. หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ หลวงพ่อได้เดินทางมาเรียนวิชาเพิ่มเติมกับหลวงพ่อเดิม แต่ไม่ได้พักที่วัดหลวงพ่อเดิม แต่พักที่วัดบางตาหงา อ.บรรพตพิสัย เฉพาะที่พักจำพรรษาที่วัดบางตาหงาย ท่านอยู่ถึง ๗ พรรษา สมัยนั้นพระครูพิมพ์ยังเด็ก ได้เป็นเด็กวัดหิ้วปิ่นโตให้ เมื่อหลวงพ่อกลับมาแล้ว ยังเดินทางไปเรียนวิชาเพิ่มเติมอยู่เสมอ สมัยนั้นเดินด้วยเท้า เคยเดินไปกับลุงลอน ยังมีหลักฐานรูปถ่ายทั้งที่วัดและที่ลุงลอน หลวงพ่อได้เรียนวิชาทำมีดหมอ, ตะกรุด, และแหวนแขน เรื่องแหวนแขนนี้ หลวงพ่อเดิมทำเป็นและเก่งด้วย กับหลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว นั้นชอบพอกัน ยังเคยพบรูปถ่ายหลวงพ่อกัน ที่กุฏิหลวงพ่อ ศิษย์ร่วมอาจารย์ คือ หลวงปู่พิมพา วัดหนองตางู อ.พรรพตพิสัย

    ๓. ครูบาอาจารย์องค์อื่น ๆ นอกจากหลวงพ่อศรี วัดพระปรางค์, หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ แล้วยังมีอาจารย์องค์อื่น ๆ อีกหลายองค์ แต่ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าหลวงพ่อเรียนมาเมื่อไรตอนไหน แต่ในตำราคาถาของหลวงพ่อได้เขียนเอาไว้ชัดแจ้ง คือ

    หลวงพ่อแบน วัดเดิมบาง หลวงพ่อได้เขียนผ้ายันต์ และผ้าขอดแบบเดียวกันและได้เขียนชื่อเจ้าของตำราเอาไว้,

    หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา อ.เดิมบาง หลวงพ่อได้นำพระถอดพิมพ์แบบของหลวงพ่ออิ่ม, ทำผ้ายันต์แบบเดียวกันและเขียนชื่อ หลวงพ่ออิ่มเอาไว้,

    หลวงพ่อพวง วัดหนองกระโดน นครสวรรค์ หลวงพ่อเขียนคาถาเอาไว้ และเขียนชื่อเจ้าของเอาไว้ คือหลวงพ่อพวง,

    หลวงพ่อเคน วัดดงเศรษฐี จ.อุทัย หลวงพ่อเล่าให้หมอเฉลียว เดชมา เอาไว้ว่า เคยมาเรียนแพทย์แผน โบราณ และต่อกระดูก,

    ครูฟุ้ง, ครูจำปี ศิษย์ในสายหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อยุธยา ถ่ายทอดวิชาสะเดาะกุมารในท้องให้ หลวงพ่อและวิชาถอนคุณถอนของพอกแป้ง ให้หลวงพ่อ,

    ครูลุน, ครูเพ็ง อาจารย์แหล่ม วัดท่าช้าง เป็นศิษย์สายหลวงพ่อกลั่นวัดพระญาติ อยุธยา ถ่ายทอดวิชาอาบว่านยา, วิชาหินเบา, วิชาสัก, โดยเฉพาะวิชาสักและอาบว่านยานี้ ทำให้หลวงพ่อโด่งดัง เป็นที่ยอมรับของศิษย์ มีหลายคนที่สักยันต์จากหลวงพ่อไป ยิงไม่ออก

    นายปาน ถ่ายทอดวิชาลงนะและตัวเฑาะของหลวงพ่อโต วัดวิหารทอง, นอกจากนั้นหลวงพ่อยังได้สืบทอดคาถาและยันต์ของหลวงพ่อเฒ่า วัดค้างคาว วัดนี้อยู่ใกล้วัดหลวงพ่อ ยันต์และคาถานี้ตรงกับหลวงปู่ศุข ได้ศึกษาตำราเล่มเดียวกับหลวงพ่อเฒ่า วัดค้างคาว หลวงพ่อเฒ่ามีพรรษาแก่กว่า (ในอำเภอสรรคบุรี หลวงพ่อเฒ่าดังมาก ดังกว่าหลวงพ่อปากคลองและดังกว่าหลวงพ่อ) หลวงพ่อยังได้ตำราเสกผ้าอาบเป็นกระต่าย, ยังได้วิชาจระเข้ และเสือสมิงสามารถทำได้ ปัจจุบันมีศิษย์ที่ทำได้จริง ๑ คน และรู้คาถานี้ ปลุกได้แต่แปลงร่างไม่ได้ อีก ๑ คน ก็ขอยุติครูบาอาจารย์ของท่านแต่เพียงนี้ เอาเฉพาะที่มีลายมือของท่านเขียนบอกเอาไว้

    ปฏิปทาของหลวงพ่อ


    ต่อไปจะขอกล่าวถึงปฏิปทาของหลวงพ่อ จะบอกกล่าวเพียงสังเขป พอสรุปเป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้ คือ

    ๑. พูดน้อย หลวงพ่อเป็นพระที่พูดน้อย กับคนทั่วไปจะพูดน้อย พูดสุภาพ ระวังตัว ถามคำหนึ่งตอบคำหนึ่ง แต่ถ้าเป็นศิษย์ใกล้ชิด ท่านจะพูดมึงกู ใช้ภาษาแบบเก่า ถ้าเป็นหญิงท่านจะพูดว่าอีหนู, หนู, คุณหนู

    ๒. ชอบเลี้ยงสัตว์ หลวงพ่อชอบเลี้ยงสัตว์ โดยปล่อยให้อยู่อย่างอิสระ ยกเว้นลิง ที่ชอบมากคือสุนัขหรือหมา คือหลวงพ่อชอบธรรมชาติจึงปลูกต้นไม้ด้วย

    ๓. รักและเมตตาศิษย์ หลวงพ่อจะเมตตาต่อศิษย์ ไม่ว่ายากดีมีจน ไม่ว่าคนดี หรือคนบ้า ไม่ว่าคนหรือหมา ท่านเมตตา เท่าเทียมกัน ไม่เลือกแม้ดีหรือเลว ติดผง หรือเป็นหญิงหาเงิน ท่านไม่เคยแสดงอาการรังเกียจ ดูเหมือนจะเมตตาคนบ้า คนจน คนมีปัญหามากกว่าคนปกติด้วยซ้ำ

    ๔. ชอบแจกวัตถุมงคล หลวงพ่อไม่ชอบการจำหน่ายวัตถุมงคล โดยเฉพาะวัตถุมงคลที่ท่านทำขึ้นท่านชอบให้คนมีปัญหา ทุกข์ร้อนทางใจ ใครที่จะมาเช่าบูชาเอาไปมาก ๆ ท่านจะไม่ให้ แม้คนยากคนจน แม้ชอบ หรือมีความจำเป็นท่านก็ให้ ไม่คำนึงถึงความยากลำบากในการทำ หรือต้นทุนการทำ

    ๕. ชอบสร้างวัตถุมงคล หลวงพ่อไม่ชอบการจำหน่ายวัตถุมงคล โดยเฉพาะวัตถุมงคลที่ท่านทำขึ้น ท่านชอบให้กับคนมีปัญหาทุกข์ร้อนทางใจ ใครที่จะมาเช่าบูชาเอาไปมาก ๆ ท่านจะไม่ให้ แม้คนยากคนจน แม้ชอบหรือมีความจำเป็นท่านก็ให้ ไม่คำนึงถึง ความยากลำบากในการทำ หรือต้นทุนการทำ

    ๖. ชอบเก็บตัวเร้นลับ หลวงพ่อไม่ชอบรับนิมนต์ ไม่ว่างานอะไรทั้งสิ้น ชอบอยู่แต่ในกุฏิ ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ จะไม่รับกิจนิมนต์

    ๗. ชอบคนจริง หลวงพ่อชอบศิษย์ที่เป็นคนจริง ใจถึง ท่านจึงเลี้ยงหมาเอาไว้ เอาไว้ขู่ศิษย์ที่มาหา เพราะท่านจะทำพระ คือ ถ้าศิษย์จำเป็นจริง ๆ ตั้งใจมาหาท่านจริง ก็จะพยายามต่อสู้กับหมา คือป้องกันคนรบกวนท่านมากเกินไป และหมาท่านนี้ ท่านห้ามไม่ให้ศิษย์ดูหมาให้ใครด้วย ยกเว้นท่านจะดูให้เอง แต่ถ้าเป็นผู้หญิงท่านจะดูให้อย่างดี

    ๘. เป็นผู้คงแก่เรียน หลวงพ่อเป็นพระที่ชอบศึกษาค้นคว้า ชอบเรียนเวทมนต์ คาถา อักขระ เลขยันต์ วิชาต่าง ๆ เครื่องราง ชนิดต่าง ๆ หลวงพ่อสามารถทำได้ทุกแบบ มีตำราเลขยันต์ยาว ๓-๔ วา ไม่รู้ว่ากี่เล่ม คัดลอกโดยลายมือท่าน ครั้งหนึ่งที่ บางตาหงาย อ.บรรพตพิสัย เขานิมนต์พระมาสวดแก้อาถรรพณ์, เสนียดจัญไร มีพระระดับหลวงพ่อมาหลายองค์ ทางเจ้าภาพเป็นคนใหญ่คนโต ได้นิมนต์หลวงปู่ หลวงพ่อ แต่ละองค์สวดมนต์ พอนิมนต์มาถึงหลวงพ่อกวย หลวงพ่อสามารถว่าคาถาได้ ๓-๔ ชั่วโมง โดยไม่จบ จนเจ้าภาพต้องนิมนต์ให้จบ เพราะเกรงใจท่าน เรื่องนี้หลวงพ่อเจ้ย วัดห้วย, หลวงตาสมาน วัดหัวเด่น ยืนยันได้

    ๙. ชอบให้ทาน หลวงพ่อชอบให้ทาน คือท่านคงชอบ เคารพ และศรัทธา ในพระมหากัจจายน์,พระสิวลีและพระเวสสันดร ท่านจะอุ้มบาตรพร้อมข้าวตอก, ข้าวสาร, เกลือ, พระพิมพ์, สตางค์เหรียญฯ นำเอามาแจกเป็นทาน ในงานประจำปี หรืองานผ้าป่า เป็นประจำ ถ้าเจอคนแก่ ท่านจะให้คนแก่เอื้อมให้หยิบของในบาตรท่าน ท่านจะพูดว่าอยากได้อะไรก็หยิบเอา แก่แล้วไปแย่งกับเขา เดี๋ยวเขาจะเหยียบเสียตาย เกี่ยวกับเรื่องให้ทานนี้ แม้หวยบางครั้งท่านก็บอก วิธีการบอกของท่านคือ ถ้ามีคนมาขอหวยไม่ยอมไป ท่านจะจดใส่กระดาษม้วนให้ หรือบางทีก็ไม่ม้วนและโยนให้ ให้ตรง ๆ เลย ไม่ใบ้

    ๑๐. ไม่หวงลาภสักการะ หลวงพ่อเป็นพระที่ไม่สนใจเงินทอง ใครถวายท่านก็รับ แล้ววางไว้ข้างตัว พอศิษย์หรือแขกกลับ ท่านก็ลุกเข้ากุฏิโดยไม่สนใจเงินทอง ต้องมีกรรมการวัดหรือพระมาคอยเก็บ ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ท่านจะบอกปัด หรือท่านจะลองใจ คนมานิมนต์ก็ไม่รู้ ท่านจะพูดว่า ไปหาแพ ซิ (หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง) ไปหาจวน ซิ (หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม) หรือพูดว่าไป หาเชื้อ ซิ (หลวงพ่อเชื้อ วัดใหม่บำเพ็ญบุญ) ท่านจะพูดว่านิมนต์เขาไปปลุกเสกซิ ของจะขายดีคือวัตถุมงคลก็จะจำหน่ายดี โดยท่านจะบอกทางให้เสร็จ โดยท่านจะถ่อมตนว่า เอาท่านไปปลุกเสก คนเขาไม่มีใครรู้จักท่าน ของก็จะขายไม่ดีคือ วัตถุมงคลก็จะ จำหน่าย ไม่ค่อยได้ เพราะไม่มีใครรู้จักท่าน

    ๑๑. ฉันอาหารมื้อเดียว หลวงพ่อถือธุดงควัตร ข้อฉันอาหารเพียงเวลาเดียว เป็นเวลาถึง ๓๐ กว่าปีจนกระทั่งมรณภาพ ก่อนมรณภาพ ๑ ปี หลวงพ่อได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพญาไท หมอได้วินิจฉัยว่าหลวงพ่อเป็นโรคขาดอาหารมา ๓๐ กว่าปี ได้ให้โปรตีนช่วย เมื่อกลับวัดแล้วทางแพทย์ขอให้ท่านฉันอาหาร ๒ เวลา ท่านก็ไม่ยอม

    ๑๒. ไม่ลงให้ใคร หลวงพ่อเป็นพระที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงมากไม่ประจบ หรือลงให้ใคร เข้าใจว่าท่านเคยลงให้ครูบาอาจารย์ท่านมามากแล้ว แม้พระผู้ใหญ่เมื่อไปเจอกันในงานสำคัญ ๆ ท่านก็ไม่เข้าไปกราบ ไม่เข้าไปพูดคุยด้วย แม้ศิษย์หรือผู้เคารพนับถือท่าน เป็นคนใหญ่คนโตระดับนายอำเภอหรือทหารระดับนายพัน นายพล ท่านก็ไม่สนใจ ไม่ต้อนรับพิเศษ ไม่ถามชื่อ ถ้าไม่พอใจ บางทีท่านยังพูดมึง กู คือครั้งหนึ่งนายอำเภอมาหาท่าน เมื่อเจอท่านอยู่ที่วิหารด้านล่างได้ไต่ถามท่านว่า หลวงตา กุฏิหลวงพ่อกวย อยู่ที่ไหน ท่านได้ชี้ไปที่กุฏิท่านและนายอำเภอก็ขึ้นกุฏิไปหาท่าน ปรากฏว่าโดนหมากัด ท่านก็ขึ้นตามไป พอนายอำเภอทราบว่า ท่านคือหลวงพ่อกวย ได้ต่อว่าท่านที่ท่านปล่อยให้หมากัด และได้แนะนำตัวว่าเป็นนายอำเภอ แทนที่ท่านจะพูดดีด้วย ท่านกลับพูดว่า "แล้วใครใช้ให้มึงมาหากู" งานนี้เข้าใจว่านายอำเภอ คงจะด่าท่านแหลกลาน

    ๑๓. มั่นใจจึงแจก หลวงพ่อได้สร้างวัตถุมงคล, พระพิมพ์ เพื่อให้ศิษย์ไว้ป้องกันตัว เพื่อบำบัดทุกข์ทางใจ เพื่อความร่ำรวย เพื่อความสุขความเจริญ ก่อนที่หลวงพ่อจะมอบวัตถุมงคลให้ใคร หลวงพ่อต้องทดลองดูก่อนว่ากันมีด กันปืนได้หรือไม่ เช่น หลวงพ่อจะจารอักขระไว้ที่ต้นไม้ ต้นที่คนชอบเอาปืนยิง แล้วหลวงพ่อจะคอยฟังดูว่า จะยิงออกหรือไม่ออก บางครั้งก็ลองเสกกิ่งไม้ใบไม้ ให้คนทดลองยิงดู โดยลองดูว่าคาถาบทนี้จะขลังใช้ได้จริงหรือไม่ เมื่อตอนจะสัก ก็ลองสักให้คนที่มีคนหมายปองชีวิต ว่าจะยิงออกหรือไม่ หรือเข้าหรือไม่ แม้พระสมเด็จของท่านเมื่อทำออกมาใหม่ ๆ ท่านจะลองให้คนที่มีหนี้สินจะล้มละลาย หรือ คนยาก คนจน เป็นต้น แล้วท่านก็คอยดูว่าเขาจะดีขึ้นหรือไม่ เมื่อเห็นว่าดีจึงแจกออกไป

    ๑๔. อุปนิสัยแปลก หลวงพ่อเป็นพระที่มีอุปนิสัยหรือปฏิปทาแปลกจากพระทั่ว ๆ ไป ในบางอย่าง เช่น ไม่ชอบจำหน่ายวัตถุมงคล ชอบแจกชอบให้ แต่ให้เอาไปใช้เอาไปบูชา มีบางคนได้มาหาท่านมาขอเช่าวัตถุมงคลจากท่าน บางครั้งท่านตอบไม่มีเฉย ๆ ก็เคย เข้าใจว่าไม่ชอบให้เช่า คือท่านไม่ชอบจำหน่ายของ รู้สึกท่านละอายใจแต่ถ้าขอเฉย ๆ โดยไม่นับถือจริง ๆ บางครั้งท่านก็ตอบไม่มี เฉย ๆ ก็เคย การเข้าไปขอวัตถุมงคล ถ้าขอโดยไม่เกรงใจ เช่น ท่านจะออกมาพบศิษย์ต่อเมื่อฉันข้าวเช้าและประมาณ ๑๐ โมงเช้า ถ้าศิษย์คนไหนมาหาแบบไม่เกรงใจ คือเรียกท่านแบบไม่เกรงใจ คือจะเช่าของหรือขอของวัตถุมงคลนั่นแหละ แต่ทำแบบไม่เกรงใจ คือเรียกท่าน บางครั้งท่านจะยิงเอาด้วยคันกระสุน ก็เคยมี นับว่าหลวงพ่อเป็นพระที่แปลกกว่าพระทั่วไป คือเอาคันกระสุนยิงศิษย์ ก็เคยมี

    ก็ขอยุติปฏิปทาของหลวงพ่อเพียงนี้ เรื่องปฏิปทาของหลวงพ่อนี้มีบางคนไม่ชอบท่าน เช่น ท่านเลี้ยงหมาเอาไว้ขู่ศิษย์ บางครั้งก็กัดจริง ๆ ทำให้ศิษย์บางคนไม่พอใจท่าน อีกข้อหนึ่งที่คนไม่ชอบท่านคือพบยาก เขาว่าหลวงพ่อไม่คอยต้อนรับแขก เขาเลยไปหาหลวงพ่อองค์อื่น เขาไม่เข้าใจว่าหลวงพ่อกำลังพิมพ์พระอยู่ หรือทำตะกรุดอยู่


     
  13. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    123
    ค่าพลัง:
    +221
    67952017_1621958827935084_5772798266185875456_n.jpg


    ผู้วิเศษแห่งเมืองสรรค์(๔)

    ผู้วิเศษเมืองสรรค์

    คุณวิเศษในตัวของหลวงพ่อนั้น ลูกศิษย์ยกย่องว่าหลวงพ่อคือ ผู้วิเศษเมืองสรรรค์ อย่างแท้จริง เมืองสรรคบุรี คืออำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท เกจิอาจารย์ของเมืองนี้ที่จำได้รุ่นปู่มี ๑ องค์คือ หลวงพ่อเฒ่า (ปั้น) วัดค้างคาว

    ส่วนรุ่นพ่อมี ๓-๔ องค์ คือ หลวงพ่อคง วัดใหม่บำเพ็ญบุญ หลวงพ่อปลื้ม วัดสังฆาราม หลวงพ่อโต วัดวิหารทอง และหลวงพ่อโม วัดจันทาราม

    ส่วนรุ่นสุด ท้ายหรือรุ่นลูกมี ๓ องค์ คือ หลวงพ่อกวย วัดโฆษิตาราม หลวงพ่อเชื้อ วัดใหม่บำเพ็ญบุญ และองค์สุดท้ายคือหลวงพ่อพิมพ์ วัดสนามชัย

    หลังจากหลวงพ่อพิมพ์มรณภาพไปแล้วก็ยังไม่ปรากฏว่ามีเกจิอาจารย์ท่านใดที่คนเมืองสรรค์ยอมรับอย่างเต็มปาก ในจำนวนเกจิอาจารย์ที่กล่าวมามีเพียง ๒ ท่านที่มีดวงจิตมหัศจรรย์จนศิษย์ยอมรับและตั้งฉายาให้ว่า เป็นผู้วิเศษ ไม่ว่าจะบนบาน บอกเล่าอย่างไร ใกล้ไกลแค่ไหน ถ้ารู้ถ้าช่วยได้ท่านจะช่วยทันที ท่านผู้นั้นคือหลวงพ่อเฒ่า วัดค้างคาว และหลวงพ่อกวย วัดโฆษิตาราม

    สำหรับหลวงพ่อเฒ่านั้นรู้จักในวงแคบเฉพาะอำเภอสรรคบุรีเพราะเป็นพระรุ่นปู่และไม่ได้สร้างวัตถุมงคลอะไรไว้มากมาย โดยเฉพาะเหรียญ เพิ่งมาสร้างสมัยหลวงพ่อกวยและหลวงพ่อกวยก็ปลุกเสกให้

    วัตถุมงคลที่สร้างสมัยก่อนนั้นก็มี ผ้าแดง ผ้าอาฬารวยักษ์ (ผ้ายันต์ค่ายกล) และผ้าขอด ปัจจุบันก็ชำรุดเกือบหมดแล้ว ส่วนหลวงพ่อกวยนั้น ได้ดำเนินรอยตามอาจารย์ปู่คือหลวงพ่อเฒ่า วัดค้างคาว แต่ชีวิตเป็นของน้อย วันเวลาของท่าน ท่านได้ทุ่มเทเวลาสร้างเครื่องรางของขลังให้ศิษย์ ท่านมีปฏิปทาสันโดษ ชอบเก็บตัวเร้นลับเพื่อที่จะได้ใช้เวลาอันน้อนนิดนี้ได้สร้างวัตถุมงคลที่เป็นของจริงให้ศิษย์ แม้หนังสือพระเครื่องจะมาขอนำพระประวัติของท่านไปลงตีพิมพ์ ท่านก็ปฏิเสธ ท่านเกรงว่าคนจะมารบกวนท่านมากไปจนไม่มีเวลาทำของวิเศษให้ศิษย์ได้คุ้มครองตน ก่อนจะกล่าวถึงอภินิหารในดวงจิตของท่าน จนท่านได้รับฉายานี้ จะขอกล่าวคุณวิเศษในตัวท่านที่ท่านเรียนวิชามา จะขอเรียงลำดับเป็นข้อ ๆ เท่าที่จำได้ดังนี้

    ๑. ท่านมีมันสมองมาก ศีรษะแบบศีรษะช้าง ตรงกลางเป็นลอน แล้วโหนกหน้าโหนกหลัง ท่านสามารถท่องจดจำคาถาโองการ ต่าง ๆ ที่ยาวได้ ขณะเป็นเด็กวัดเรียนแค่ประถม ๒ ท่านสามารถจดจำวันเวลาที่ผ่านมาได้ แม้จะนานแสนนาน คล้ายสมองของท่าน รีวายแบบเทปได ้สามารถบอกเวลาเกิด, เวลาบวช เวลาไปที่ใด สามารถบอกได้บอกออกมาเป็นวัน เดือน ปี เวลาเท่าไร กี่นาฬิกา นาที

    ๒. มีหูทิพย์ ตาทิพย์ รู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ รู้อดีตได้ ใครจะมาเรื่องอะไรท่านรู้ล่วงหน้าได้ ท่านจะไปสวดมนต์ ไปช้า ไปเร็ว ท่านรู้ หวยจะออกอะไร ท่านรู้ ใครมาหาท่าน ท่านรู้ แม้ท่านล้มเจ็บจะมรณภาพ ท่านก็รู้

    ๓. ยิงกระสุนทางคดได้ หายตัวได้

    ๔. เป่าแหวนเข้านิ้วผู้อื่นได้แม้นั่งอยู่ไกล

    ๕. ทำให้ถ่ายรูปไม่ติดได้

    ๖. ทำให้คนที่มาหาจำท่านก็ได้ จำท่านไม่ได้ก็ได้

    ๗. เสกสะเก็ดไม้ให้ปืนยิงไม่ออกก็ได้

    ๘. ขอดผ้าให้ปืนยิงไม่ออกก็ได้

    ๙. เรียกมดลงรูได้

    ๑๐. เสกข้าวให้ไก่กิน ใครกินไก่, กินไข่ไก่ เป็นขี้กลากก็ได้

    ๑๑. เอาเชือกผูกหินแล้วลองตีศิษย์ ศิษย์ไม่เจ็บก็ทำได้

    ๑๒. คนกำลังยิงปืนบอกให้ยิงไม่ออกก็ได้

    ๑๓. เอามือบีบหัวแม่มือตัวเองทำให้คนปวดหัวหายปวดหัวได้

    ๑๔. เอามีดถากไม้ ทำให้คนกระดูกหักหายได้

    ๑๕. ภรรยาปวดท้อง จะคลอดลูก ทำให้ไปปวดที่สามีได้

    ๑๖. ใครมาตามให้พ่นป่วง ให้คนที่มาตามกินน้ำมนต์ คนที่เป็นป่วงอยู่ทางบ้านหายได้

    ๑๗. เสกคนเป็นจระเข้ได้

    ๑๘. สามารถแปลงร่างเป็นเสือได้

    ๑๙. สามารถเสกก้านกล้วยเป็นงูเขียว

    ๒๐. สามารถเสกผ้ารัดเอวเป็นงูเห่าได้

    ๒๑. สามารถเสกใบแจงเป็นตัวต่อได้

    ๒๒. สามารถตัดกระดาษแดงใส่ธูปเป็นปลากัด กัดกันได้

    ๒๓. สามารถหยิบถ่านแดง ๆ ในเตาได้

    ๒๔. สามารถหยิบของในที่ไกลได้

    ๒๕. ท่านเป็นผู้มีวาจาสิทธิ์ บางครั้งเป็นทันตาเห็นเลย

    ๒๖. ปลุกเสกวัตถุมงคลลอยน้ำได้ เสกให้ลอยในอากาศก็ได้

    ๒๗. พูดกับต่อให้ไปต่อยคนได้ พูดกับเต่าให้ไปตามคนได้

    ๒๘. ส่งพระให้ศิษย์ทางเมล์อากาศโดยไม่สอดซองติดแสตมป์ได้

    ๒๙. ศิษย์โดนทำร้ายอยู่ใกล้ไกลแค่ไหนสามารถรู้ได้

    ยังมีคุณวิเศษของหลวงพ่อนี้มีหลักฐาน ผู้ที่ได้วิชาไปดังนี้

    นายเฉือน ปั้นสน คนหนองแขม สามารถขอดชายผ้า ยิงไม่ออก,

    หมอ เฉลียว เดชมา ได้วิชาตีไม่เจ็บ,

    เสือผ่าน อ้นฉ่ำ, หมอแจ๋ ได้วิชาบังไพรหายตัวได้,

    หลวงตาจิ๊ด สามารถเสกหินลอยน้ำได้,

    นายยุทธ ยิ้มจู เรียกมดลงรูได้,

    นายแดง สว่างศรี ได้คาถาหัวใจแมลงป่อง สามารถจับแมลงป่องได้ไม่ต่อย,

    นายชัย คนทางวัดค้างคาว ได้ คาถาหัวใจนาคราช สามารถจับงูได้งูไม่กัด

    อาจารย์เหวียน มณีนัย คนท่าทอง สามารถผ่าไม้รวกได้ด้วยมือ,

    อาจารย์ตี๋ สำนักสงฆ์ เขาเขียว นั่งบนน้ำได้,

    อาจารย์เม่าบีบถ้วยแบบถ้วยสังคโลก ให้ปากถ้วยรวมเข้ามาหากันได้, ใช้มีดบังฟันก็ทำได้

    สรุปคุณวิเศษของหลวงพ่อ

    ๑ เป็นผู้มีลาภ หลวงพ่อเป็นพระที่อุดมลาภ ท่านได้ปฏิบัติตนเหมือนพระเวสสันดร, ปฏิบัติตนเหมือน พระสีวลีเถระ, เหมือน พระสังกัจจายน์ ชอบทำทานเป็นที่สุด และยังได้ติดต่อกับพระสิวลีได้ แม้ที่กระถางธูปท่าน ท่านก็ทำธงพระสิวลีบูชาอยู่ ท่านสวด คาถาบูชาทุกวัน ทำให้ท่านเป็นพระที่อุดมลาภ มีคนมาขอหวยท่าน ถ้าท่านเห็นว่าพอมีโชคลาภท่านจะเขียนให้ตรง ๆ เลย กับคนใกล้ชิดกับท่าน ถ้าไปไหนด้วยกันถามท่านว่าเลขไหนดี ท่านจะบอกออกไปเลย แม้ก่อนที่ท่านจะมรณภาพ ท่านยังเขียนเลขไว้ในฝ่ามือ ถ้าใครมีโชคมีลาภมาเยี่ยมท่าน ท่านจะแบมือให้ดู แม้มรณภาพไปแล้ว ใครบูขารูปท่านอยู่ ขอโชคขอลาภจากท่าน ท่านให้ได้ จะให้เลย มีคนถูกหวยเพราะบูชารูปท่าน มีเป็นร้อยคน บางคนได้ส่งเงินมาทำบุญมูลนิธิ ตก ๑ หมื่นบาท เพราะถูกหวยจากการขอพรท่าน มีคนถูกหวยกันมาก ชนิดไม่เคยมีปรากฏมาก่อน ผมเคยไปวัด มีคนมาแก้บนชื่อเรณู บ้านอยู่ทางวัดค้างคาว ถูกหวยติดต่อ กัน ๑๘ งวด เกี่ยวกับการที่ท่านเป็นผู้อุดมลาภนี้ เมื่อมีคนบูชารูปท่านจะปรากฏว่ามีความสุข ความเจริญ ซื้อง่าย ขายคล่อง สมกับ คำพรของท่านที่เคยให้แก่ศิษย์ไว้คือ "ขอให้อย่าอด อย่าอยาก อย่ายาก อย่าจน อย่าต่ำกว่าคน อย่าจนกว่าเขา"

    ๒. เป็นผู้คงแก่เรียน หลวงพ่อเป็นพระที่ชอบศึกษาค้นคว้า เรียนมามากไม่ว่าตำรายา, ตำรายันต์, คาถาอาคม เรียนมาแทบทุกบท แทบทุกยันต์ ปัจจุบันตำรายาของท่านที่ท่านเรียนเอาไว้ จดใส่สมุดเล่มหนา ๆ เอาไว้ตก เกือบ ๑ ร้อยเล่ม ตำรายันต์ต่าง ๆ มีเก็บไว้เป็นตู้ จดเองกับมือ คาถายาว ๆ ท่องได้หมด เครื่องรางทำได้เกือบทุกชนิด ทำได้ขลังด้วย ไม่ว่าผลัดแหวนแขน, ตะกรุด, เชือก คาดเอว, ผ้ายันต์, กุมารทอง, รัก-ยมฯ

    วัตถุมงคลรุ่นแรก ๆ ท่านทำเองกับมือด้วย เช่นพระหินแกะ, กระเบื้องแกะ, กุมารทอง กระดูกผีแกะ ท่านยังเคยทำ ตัว พ.พาน ที่ทำจากก้านธูปพันด้วยสายสิญจน์ มอบให้ศิษย์ใกล้ชิด คือหมอเฉลียว เดชมา, กับนายที ทำให้ไว้คนละตัว เมื่อหมอเฉลียวถามท่านว่าหลวงพ่อทำเป็น น่าจะทำออกแจกมาก ๆ หลวงพ่อตอบว่า "เอาไว้ให้หลวงตาเย็น เอาไว้สร้างโบสถ์มั่ง ไปทำซะหมดทุกอย่างได้อย่างไร"

    หลวงพ่อยังสามารถทำเครื่องรางของขลังได้อัศจรรย์ คือสามารถเตือนภัยได้ สิ่งนั้นคือ แหวนแขน สามารถเตือนภัยรัดแขนได้ ไม่ปรากฏมีมาก่อน

    สรุปได้คือ หลวงพ่อเป็นพระที่ชอบศึกษาทางอาคมมาก ไม่ว่า วิชาตำรายา, ตำรายันต์, อาคม ที่ปรากฏชื่อของครูบาอาจารย์เจ้าของยันต์ เจ้าของอาคม ที่มีอยู่เป็นหลักฐานยืนยันได้และเป็นที่รู้ จัก คือ หลวงพ่อโต วัดวิหารทอง, หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ, หลวงพ่อแบน วัดเดิมบาง, หลวงอิ่ม วัดหัวเขา, หลวงพ่อพวง วัดหนองกระโดน, หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ ฯ เฉพาะที่เป็นยันต์ต่าง ๆ กันภัย กันปืน, ค้าขาย, เมตตา, กันกระทำ, หายตัว, กัน ยมฑูต, กันเพลี้ย, กันหนอน, ยันต์ ปลุกให้ตื่น ฯ เฉพาะที่เป็นยันต์ต่าง ๆ ที่หลวงพ่อเรียนมา มีหลายร้อยยันต์ ท่านได้เขียนผ้ายันยันต์ เอาไว้ยันต์ละ ๑-๒ ผืน ได้ผ้ายันต์ถึงหลายร้อยผืน แม้แต่อาคมแปลก ๆ ท่านก็เรียนเอาไว้ ที่เด่นที่สุด คือ คนปวดหัว ปวดท้อง ถ้าไปบอกท่าน ท่านจะเอามือบีบนิ้วโป้งท่าน ปรากฏว่าคนปวดหัวปวดท้องหาย คนจะออกลูก จะให้สามีปวดแทน ท่านก็ทำได้ นับว่า หาได้ยาก แม้วิชาชั้นสูงสุด เช่น ผูกหุ่นพยนต์เป็นสัตว์ต่าง ๆ เสกก้านกล้วยเป็นงูเขียว, วิชาเสือสมิง, วิชาแปลงร่างเป็นจระเข้ หลวงพ่อก็ทำได้

    ุ๓. เป็นผู้มีดวงจิตมหัศจรรย์ หลวงพ่อเป็นพระที่มีเมตตาต่อศิษย์ต่อคนทั่วไป เมื่อหลวงพ่อฝึกจิต จนได้หูทิพย์, ตาทิพย์ เมื่อทราบว่าศิษย์หรือผู้เคารพนับถือ ตกทุกข์ได้ยาก เดือดร้อน ขอโชคขอลาภ เมื่อท่านทราบถ้าช่วยได้จะช่วยทันที ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่อง ใหญ่ เรื่องไกลเรื่องใกล้ หรือเรื่องไม่เป็นเรื่อง ถ้าช่วยได้จะช่วยเลยไม่ลังเล ถ้าเป็นเรื่องดี เรื่องค้าเรื่องขายยิ่งชอบช่วย จิตของท่านกว้างไกลมาก แม้อยู่ต่างประเทศก็ช่วยได้ เคยมีศิษย์ของท่านไปรบที่ลาว ถูกล้อมอยู่ ท่านเคยถอดจิต เดินนำหน้าศิษย์ฝ่าวงล้อมออกไปได้ เพียงแค่ร้องขอให้ท่านช่วย บางคนตัดรูปท่านในหนังสือเอาไปบูชา รูปไม่ได้ปลุกเสก ขอพรต่อท่าน ซื้อหวยถูกได้ บางคนได้ขอพรต่อรูปท่านในหนังสือยังถูกหวยได้ บางคนก็ไปสมัครงาน เขารับวุฒิ ปวส. แต่ศิษย์ท่านจบวุฒิ ปวช. คือวุฒิต่ำกว่า ได้บอกเล่าท่านปรากฏว่าเขารับ ซึ่งแปลกมากทั้ง ๆ ที่วุฒิ ปวส. ก็มีตัวให้เลือก เรื่องจิตของท่านที่เมตตาศิษย์และคนทั่วไปนี้ เมื่อท่าน สร้างวัตถุมงคล ท่านจึงไม่มีข้อห้าม ไม่ว่าคน ๆ นั้นจะดีหรือบ้า จะประกอบอาชีพอะไร ก็บูชาของท่านได้ ไม่ว่าจะเป็นนัก ร้อง, ดารา, ผู้หญิงบาร์, หมอนวด หรือโสเภณี ใช้ได้หมด ผู้ชายจะเป็นเสือเป็นโจร หรือเป็นพวกรถไฟ, เรือเมล์, ลิเก, ตำรวจ, ก็ใช้ ได้ เพราะจะทำให้ผู้นั้นได้ประพฤติปฏิบัติเป็นคนดีขึ้นในเวลาต่อมา สรุปคือ หลวงพ่อเป็นผู้มีลาภ, มีวิชาดี, มีเครื่องรางดี, มีจิตดี


    หลวงพ่อกวย.jpg

     
  14. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    123
    ค่าพลัง:
    +221
    71770430_1666621170135516_124547372909854720_n.jpg


    ผู้วิเศษแห่งเมืองสรรค์(จบ)

    การสร้างและการปลุกเสกวัตถุมงคล

    หลวงพ่อเป็นพระที่ชอบทำวัตถุมงคลเอง เช่นทำพระเนื้อดินเอง ทำพระเนื้อผงเอง มีความตั้งใจทำสูงมาก แม่พิมพ์พระสมเด็จ เป็นแม่พิมพ์ที่ใช้มือบีบเอง ทำทีละ ๑ องค์ ส่วนแม่พิมพ์พระเนื้อดินใช้แม่พิมพ์ดิน โดยมากใช้วิธีถอดพิมพ์จากของเก่า เคยมีศิษย์ ได้พระกรุ องค์ต้นแบบที่ใช้ถอดพิมพ์ เช่น พิมพ์สรรค์ ส่วนแม่พิมพ์ชนิดดิน เมื่อพิมพ์ ไม่ชัดเจน ท่านจะเก็บรวม ๆ ไว้กับพระชนิดชัดเจน ถ้าเป็นแม่พิมพ์พระสมเด็จ ท่านจะโยนลงสระน้ำ แม่พิมพ์สมเด็จปรกโพธิ์ ๙ ใบ ด้านหน้าท่านตัดใจทิ้งไม่ได้ ได้ให้อาจารย์ตั้วเก็บรักษาไว้ ปัจจุบันอาจารย์ตั้ว ก็ทำพระออกจำหน่ายพิมพ์ปรกโพธิ์ ๙ ใบ แต่เปลี่ยนยันต์ข้างหลัง คือแกะพิมพ์ใหม่ ส่วนแม่พิมพ์เนื้อดินที่ไม่สวย มีหลายพิมพ์ หมอเฉลียว เดชมา เก็บรักษาไว้

    ตะกรุด ท่านจะจารเองทุกดอก ม้วนเองทุกดอก ทำสายเอง บางดอกท่านจะถักหุ้มเอง ส่วนมีดยุคแรก ท่านตีเองกับพ่อแก่อุ้ยกับลูกเขย คือลุงคลี่ ยิ้มจันทร์ คนบ้านคู ยุคต่อมาเป็นช่างพยุหะ คือ พ่อแก่อุ้ยตาย มีดนี้ท่านใส่ด้ามเองทุกเล่ม แหวนแขน ท่านทำเอง ลงรักเอง ทำเองทุกวง ปลัดยุคแรก เป็นชนิดไม้ ท่านเหลาเอง จารเอง ยุคต่อมา เป็นตะกั่วนม ผสมเงิน ท่านสั่งทำบ้าง หล่อเองบ้าง จารบ้างๆ ไม่จารบ้าง วัตถุมงคล เช่น เหรียญรุ่น ๑,๒ รูปหล่อ บูชารุ่น ๑,๒ รูปหล่อเล็กรุ่น ๑,๒ ท่านดำเนินการเองทุกอย่าง ติดต่อช่างสั่งทำออกแบบ ยกเว้นเหรียญรุ่น ๓ ท่านให้ศิษย์ออกแบบ คือศิษย์เขาชอบโล่ฝรั่ง ส่วนรูปหล่อรุ่น ๒ ชนิดเล็ก ศิษย์ก็ดำเนินการเอง เขาชอบรูปหล่อฉีดเขาว่าสวยดี

    ส่วนผสมของพระเนื้อดิน จะผสมแร่วิเศษ และผงวิเศษของท่าน แต่พระเนื้อผงก็ผสมแร่วิเศษ และผงวิเศษเช่นกัน บางพิมพ์มีเกศาของท่าน, ของครูบาอาจารย์ของท่าน พระพิมพ์ปรกโพธิ์ ๙ ใบ มีเกศาผู้มีบุญสูงมากผสมอยู่ ส่วนแร่วิเศษนั้น ท่านมาเอาที่ดอนเจดีย์ ๑ แห่ง ท่านมาเอง, แต่ให้ศิษย์เป็นคนลงไปงมให้ ได้ที่เมืองเก่าสุโขทัย, ท่านมาเอาแร่ที่เหมืองแม่เมาะ จ.ลำปาง ๑ แห่ง ขณะเหมืองปิดแล้ว ท่านได้ไปพูดกับคนเฝ้าประตูเขาให้เข้าไป ปัจจุบันแร่นี้ ยังมีอยู่ในตู้พิพิธภัณฑ์ ๒ ครั้งหลัง ท่านมากับหมอเฉลียว เดชมา ส่วนผงวิเศษนั้น ท่านทำเอง โดยใช้ดินสองพองผสมกับเครื่องยาที่ท่านปลูกเอง ปลุกเสกเอง รดน้ำด้วยอาคม แต่บางอย่างก็หาเอามา เครื่องยาที่ใช้ ทำผงดินสอ สำหรับทำผงปถมัง มีดอกเสน่ห์จันทร์ทั้ง ๕, ผักราชพฤกษ์เมล็ดมะกล่ำขาว ท่านปลูกเอง,

    ดีทั้ง ๕ มีดีงู, ดีไก่, ดีเต่า ฯ ดีนี้ท่านปลุกเอาไว้ ถ้าบ้านไหนเกิดอาเพศหนัก ๆ ท่านจะให้เอาไปแขวนไว้ในบ้านจะแก้ได้ ไม้คันทรง ท่านเอามาตีระฆังก่อนแล้วค่อยป่นผสมทำผงดินสอผสมกับเครื่องยาอีกหลายอย่าง ผู้เขียนดูไม่ออก ปัจจุบันเครื่องยาและแร่ ผมเก็บรักษาไว้จำนวนหนึ่ง ผสมกับดินสอพอง ซื้อจากสาวพรหมจารี หลวงพ่อทำผงปถมัง, ผงมหาราช, ผงอิทธิเจ, ผงนะ ๑๐๘ ท่านทำเองหมด นอกจากผงของ ท่านยังมีผงของครูบาอาจารย์ของท่าน ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ พี่ชายหมอเฉลียว เดชมา มาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ได้พักที่วัดระฆังโฆสิตารามได้พบผงของสมเด็จโตประมาณ ๑ บาตร พระสมเด็จเกือบ ๑๐ องค์ ได้นำผงมาถวายหลวงพ่อพร้อมพระสมเด็จ ๒ องค์ หลวงพ่อได้นำผงของสมเด็จโตผสมกับผงของท่านทำพระสมเด็จ เวลาผสมทำท่านชุมนุมเทวดาเชิญพระอรหันต์ ปรากฏว่าคนมากันเต็มไปหมด พระก็จะทำ คนก็จะมามายุ่งไปหมด ท่านได้พูดว่า "ผงสมเด็จโตนี่ก็สำคัญเหมือนกัน ผสมทำพระไม่ได้เลย คนคอยจะมา แต่กูซิชักจะรำคาญแล้วไม่เป็นอันทำอะไรได้เลย" เมื่อท่านเผลอ หนูก็คอยจะมากินผงท่าน แม้พระ ท่าน หนูก็แทะกิน ค้างคาวก็มารุมกิน แม้เป็นสมเด็จแล้วมันก็แทะ ผมมีสมเด็จที่หนูแทะ ค้างคาวแทะเอาไว้ ๒-๓ องค์ สรุปคือพระของท่าน กันหนูและกันค้างคาวไม่ได้ เมื่อหนูกินผงของท่าน เด็กวัดเคยเอาเหล็กหมาด (เหล็กแหลม) แทงติดพื้นกระดานเลย แต่แทงไม่เข้า นายทีเป็นคนแทง

    การปลุกเสกพระผง ท่านจะปลุกเสกด้วยคาถาหลักคือ ปริตมนต์ ปริตนี้เป็น มนต์ของพระพุทธเจ้าโดยตรง แก้โรคระบาดได้ แคล้วคลาดปลอดภัย กันผีปีศาจได้ แก้อาเพศอาถรรพณ์ได้ นอกนั้นก็ปลุกด้วยมนต์จินดามณีและอื่น ๆ เช่น มนต์แม่ธรณี มีพระพิมพ์หนึ่งคือ สมเด็จหลังรูปท่าน ทั้ง ๒ รุ่น ท่านผสมผงผีไว้ด้วย พระ ๒ รุ่นนี้ กำบังดี

    พระเนื้อดิน ท่านผสม ทรายเสกทุกรุ่น ทรายนี้ท่านปลุกเสกเอาไว้ กันผีกันวิญญาณได้ แคล้วคลาด พรางตาได้ เป็นกำแพงแก้วได้

    มีดหมอ ท่านบรรจุด้ามด้วยผ้าแดงของอาฬวกยักษ์ แร่อุกกาบาต, แผ่นยันต์, เกศา, ก้นบุหรี่, ผงฯ ท่านปลุกเสกด้วยอาวุธ ๕ อย่าง มงกุฏพระ พุทธเจ้าฯ แหวนแขน ท่านลงด้วยอิติปิโส ๘ ทิศ ลงคาถาฆะเตสิ ปลุกเสกสามารถรัดเตือนภัยได้

    ตะกรุด ท่านลงไว้หลายยันต์ ผ้าประเจียด ก็เช่นกันท่านเคยพูดว่า ปลุกด้วยโองการมหาทหมื่น เหรียญ และรูปหล่อ ปลุกเสกด้วยมงกุฏพระพุทธเจ้า, นะโม ตาบอด และอื่น ๆ

    พระเครื่องก็ดี วัตถุมงคลก็ดี ท่านปลุกเสกเองทั้งหมด ไม่เคยทำพิธีแบบนิมนต์ หลวงพ่อ หลวงปู่องค์อื่นมาร่วมปลุกเสก มีมนต์บทหนึ่งท่านต้องปลุกเสกลงไปทุกครั้ง คือมนต์พระกาฬ มนต์นี้ ใครทำไม่ดี คิดไม่ดีต่อผู้มีวัตถุมงคลของท่าน จะแพ้ภัยตัวเอง ท่านจะสั่งศิษย์ใกล้ชิดของท่านไว้เสมอ ว่าอย่าเอาวัตถุมงคลของท่านไปทดลองเดี๋ยวจะเข้าตัว เพราะท่านลงมนต์พระกาฬเอาไว้ ท่านสั่งไว้อย่างหนัก


    เอาเป็นว่าใครเรียนมนต์นี้ จะพูดสิ่งไม่ดีไม่ได้เลย จะถึงกับวิบัติ พลัดพราก ฉิบหาย ตายโหง ทันตา อีกอย่างหนึ่งเวลาท่านปลุกเสกวัตถุมงคล ท่านพูดว่าถ้าปลุกไม่ขึ้นท่านจะเรียกวิญญาณผีตายโหงเข้าช่วย ท่านพูดกับอาจารย์ศรีนวล สำนักสงฆ์ทับนา อ.หันคา จ.ชัยนาท คาถาเรียกจิต ผีตายโหงขึ้นต้นด้วย "จิเจรุนิ จิตตัง เจตะสิกังฯ คล้ายเรียก รัก-ยม "

    วิธีการปลุกเสกวัตถุมงคลของท่าน ท่านจะปลกเสกตามฤกษ์มงคลก่อนแล้วจังปลุกด้วยฤกษ์โจร ฤกษ์บุญ พญามาร คือ พระท่านนั้น คนดีก็ใช้ โจรก็ใช้ ท่านมีวิธีการปลุกที่ลึกซึ้งมาก ตำราบางเล่มผมเก็บรักษาไว้ ท่านจะปลุก เช้า สาย บ่าย เย็น หัวค่ำ เที่ยงคืน ค่อนสว่าง ท่านจะปลุกทุกวันเพื่อป้องกันคนชะตาขาดใช้ คือ จันทร์ถึงอาทิตย์ วันไหนวันอ่อน ยิ่งต้องปลุกเสกให้มาก วิธีการทำของหรือปลุกเสกของเช้า สาย บ่าย เย็น กลางคืน กลางดึกนี้ ตรงกับไสยดำทุกอย่าง คือท่านกันเอาไว้ เพราะไสยดำเขา จะทำตอน ๗ เวลานี้

    คำพูดของท่านเกี่ยวกับวัตถุมงคล ท่านเคยพูดถึงสมเด็จหลังรูป ท่านพูดว่า "หลังรูป เก่งดี" ท่านพูดว่า "ปรกโพธิ์ ร่มเย็น อยู่ไหน ไม่มีใครรังเกียจ" ท่านพูดว่ามีดหมอถ้าบาดมือ ให้เอาด้ามฝนทำน้ำมนต์ทาจะหาย สำหรับการสร้าง และปลุกเสกวัตถุมงคลของท่านเล่าได้ย่อ ๆ เพียงเท่านี้ ส่วนข้อห้ามในวัตถุมงคลของท่าน ห้ามด่าแม่ ห้ามเด็ดขาด

     
  15. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    123
    ค่าพลัง:
    +221
    72393115_1666612980136335_1186533854240833536_n.jpg


    "• เทพทรงดล..มนต์มหากาฬ..สะท้านกลับ!!..
    ใครเล่นลับ..หลังศิษย์กู..เดี๋ยวรู้ผล!!..
    เทพประทาน..มนต์มหากาฬ..บันดาลดล!!..
    ย้อนกลับจน..มันย่อยยับ..ให้ดับดวง!!..

    • เทพทรงดล..มนต์พระกาฬ..สะท้านช่วย!!..
    ศิษย์กูด้วย..เถิดมหากาฬ..สะท้านย้อน!!..
    ใครคิดร้าย..ศิษย์ของกู..ให้ร้าวรอน!!..
    กลับสะท้อน..ย้อนตีมัน..ให้บรรลัย!!..

    • มหาสะท้อน..ย้อนสะท้าน..มหากาฬเกิด!!..
    มนต์ชั้นเลิศ..ด้านดำดับ..ให้อับสูญ!!..
    พ่อกวยเศก..ฤทธิแรงเพิ่ม..ทวีคูณ!!..
    ใช้เกื้อกูล..เหล่าศิษย์กู..พระครูกวย!! ๛"


    A...ด้วยรักจากศิษย์..Cat indy

    บทกลอนนี้แต่งขึ้นโดยศิษย์ที่ใช้ชื่อ Catindy Love Plaindy‎ ในเฟส​
     
  16. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    123
    ค่าพลัง:
    +221
    DSC_8489.jpg


    • นอนในโลง..โยงจำวัด..ตัดทางโลก!!.. ไร้ทุกข์โศก..ทั้งโรคภัย..ให้สลาย!!..
    สัจจะธรรม..นำทางส่อง..ล่องมลาย!!.. ชีพสิ้นวาย..กายยังอยู่..คู่อาราม!!..

    • ถึงกายดับ..วิญญาณนับ..มิดับสูญ!!.. คอยค้ำคูณ..ทูลบารมี..ทวีศาล!!..
    ท่านพ่อกวย..แรงฤทธิ์ช่วย..ด้วยตำนาน!!.. ยอดอาจารย์..ชาญวิชา..มหามนต์!!..

    • เทพทรงดล..มนต์พระกาฬ..ประทานไว้!!.. คุ้มศิษย์ไซร้..ไว้พึ่งพา..มหากุศล!!..
    มนต์พระกาฬ..ตำนานแรง..สำแดงมนต์!!.. เทพเบื้องบน..ดลประสิทธิ์..ฤทธิ์พระกาฬ!!..

    • แม้นใครหาญ..รุกรานศิษย์..คิดให้ร้าย!!.. จักวอดวาย..สายแรงลับ..สนับสนุน!!..
    มนต์พระกาฬ..สะท้านกลับ..ดับเป็นจุล!!.. ด้วยแรงคุณ..พระครูกวย..ช่วยบันดาล!!..

    • นะสิวัง..พรหมมา..มะอะอุ!!.. ท่องบรรจุ..บรรลุธรรม..ครูนำสอน!!..
    มนต์วิชา..จินดามณี..ศรีบรรณชร!!.. สวดขอพร..วอนโชคช่วย..ด้วยพระมนต์!!..

    • นะตันโต..โมตันติ..มิเคลื่อนคลาด!!.. เสริมแรงธาตุ..ศาสตร์วิชา..มาประสาน!!..
    กันเหตุร้าย..ได้พึ่งพา..มีมานาน!!.. ตำราจารย์..นะตันโต..โมคุ้มภัย!!..

    • ตราบกลิ่นธูป..พร้อมควันเทียน..ลอยเวียนอยู่!!.. ศิษย์หลายหมู่..ก้มกู่กราบ..รูปภาพฉัน!!..
    เหล่าหมู่ศิษย์..กราบวิงวอน..ขอพรกัน!!.. ทุกคืนวัน..ฉันจึงต้อง..อยู่ป้องภัย!!..

    • แม้นกูตาย..วายสังขาร..มิหาญกลับ!!.. ชีพกูดับ..ออกจากกาย..วายสังขาร!!..
    กูยังอยู่..ป้องคุ้มศิษย์..ทั่วทิศกาล!!.. ด้วยแรงชาญ..แห่งตัวกู...พระครูกวย!!..

    • ตราบกลิ่นธูป..พร้อมควันเทียน..ลอยเวียนคว้าง!!.. เปรียบหนทาง..กระจ่างนวล..ชวนชัยศรี!!..
    กูจะอยู่..เฝ้าหมู่ศิษย์..ด้วยฤทธิ์ธี!!.. บารมี..แผ่คุ้มศิษย์...นิจนิรันด์..!!...


    ด้วยรักจากศิษย์ CAT INDY

    บทกลอนนี้แต่งขึ้นโดยศิษย์ที่ใช้ชื่อ Catindy Love Plaindy‎ ในเฟส


    71234637_1670485519749081_2825645652459913216_n.jpg


    ไฮไลท์ที่สำคัญของการมากราบหลวงพ่อกวยก็คือการลอดโลงหลวงพ่อ โดยตั้งจิตอธิษฐานขอในสิ่งที่ตนปรารถนา หากไม่เกินวิสัยหลวงพ่อท่านก็จะดลบันดาลให้สำเร็จสัมฤทธิ์ผลตามที่ตนขอไว้ สังเกตดูได้จากการที่มีผู้คนมาแก้บน มาออกโรงทานกันมากมายโดยเฉพาะในวันหยุดนั้น ราวกับว่าจะมีงานวัดกันเลยทีเดียว ย่อมแสดงให้เห็นถึงความขลังของหลวงพ่อท่านนั้นมีมากเพียงใด
    หรือใครไม่ได้มีเรื่องทุกข์ร้อนอันใด การมากราบขอพรลอดโลงหลวงพ่อ ก็เชื่อว่าสามารถจะขับไล่สิ่งไม่ดีลมเพลมพัดสิ่งอัปมงคลต่างๆให้มลายหายสิ้นไปได้ กันไว้ดีกว่าแก้ แย่แล้วจะแก้ได้ลำบาก
     
  17. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    123
    ค่าพลัง:
    +221
    57623839_2579306218760545_5646321688455938048_n.jpg
    57213700_2579306282093872_1593219132063481856_n.jpg
    57533049_2579306272093873_516842968397643776_n.jpg
    แรงครู
    เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี) สุดยอดพระอริยสงฆ์เพชรยอดมงกุฏแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ท่านเป็นที่เคารพนับถือของพระเกจิแห่งยุคปัจจุบันมากมาย บางองค์ก็เป็นศิษย์ที่ทันท่าน บางองค์ก็เป็นศิษย์หลาน เช่น หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน หลวงพ่อเนียม วัดน้อย หลวงพ่อปาน วัดบางนนโค หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง และแม้แต่หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม เองก็นับถือเจ้าประคุณสมเด็จท่านมาก ดังเช่นคุณต้อม สำนักจันทร์ได้บันทึกไว้ว่า

    "หลวงพ่อกวย เป็นอีกหลวงพ่อหนึ่งในหลายหลวงพ่อที่เป็นเกจิอาจารย์ยุคหลัง สมเด็จฯโต ที่นับถือและถือแรงครู เชิญท่านเป็นครูต้น ครูใหญ่ อย่างหลวงพ่อกวยท่านบันทึกไว้ว่าพระเครื่องของท่านต้องเชิญ สมเด็จฯโต มาช่วยปลุกเสกทุกครั้ง"


    Cr. ภาพ มานพ ต้อม สำนักจันทร์

    ***************


    และจากประวัติวัดโฆสิตาราม จากเว็บ watkositaram.com ได้กล่าวไว้ว่า

    หลวงพ่อกวยเป็นเจ้าอาวาสรูปที่๖ เหตุที่ชื่อวัดขวิด เพราะเนื่องจากทำเลเป็นที่ดอนเเละมีต้นมะขวิดขึ้นอยู่ เเต่คนเก่าๆเเก่เรียกวัดบ้านเเค ตามชื่อของหมู่บ้านคือบ้านเเค ต่อมาสมัยที่หลวงพ่อกวยเป็นเจ้าอาวาส ท่านจึงได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นวัดโฆสิตาราม


    สันนิษฐานว่าหลวงพ่อกวยท่านคงมีเเรงบันดาลใจมาจากการที่ท่านได้สร้างพระพุทธพิมพ์ซึ่งมีรูปเเบบเหมือนกับของสมเด็จพระพุฒาจารย์โต วัดระฆังโฆสิตาราม เเละในการสร้างพระหลวงพ่อยังได้ใช้ผงของสมเด็จโต วัดระฆังเป็นส่วนผสมด้วย ผงวัดระฆังนี้ ลูกศิษย์หลวงพ่อได้ไปบวชที่วัดระฆัง ได้ค้นพบผงนี้เเล้วนำมาถวายหลวงพ่อ เพื่อเป็นการรำลึกถึงสมเด็จโต หลวงพ่อจึงเปลี่ยนชื่อวัดใหม่ให้เป็นสิรินามเเละเป็นมงคล
     
  18. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    123
    ค่าพลัง:
    +221
    69797568_1666607466803553_7977464417275084800_n.jpg


    แรงศรัทธาบวกแรงครู

    หลวงพ่อกวยท่านเคยสอนเอาไว้ว่า คล้องพระเพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงและเป็นกำลังใจในการทำดีและทำมาหากิน
    หลวงพ่อเคยพูดไว้ว่า การนับถือพระเครื่องนั้น จะต้องประกอบกันระหว่างผู้สร้างกับผู้ใช้หรือผู้นับถือ คือผู้สร้างจะต้องดีจริงเก่งจริง ตั้งใจสร้างจริง กับผู้นับถือต้องนับถือจริง ศรัทธาจริงเพ่งอยู่ในวัตถุมงคลนั้นจนเกิดพลังจิตของตัวเอง รวมตัวกับพลังจิตของหลวงพ่อจนเกิดอำนาจตบะ และอิทธิฤทธิ์ ถ้าทำได้อย่างนี้ พระผงสมเด็จของหลวงพ่อ จะมีอานุภาพไม่ยิ่งหย่อนกว่าพระสมเด็จของวัดระฆังเลย เพราะสมเด็จของหลวงพ่อผสมผงของสมเด็จวัดระฆัง
    หลวงพ่อพูดไว้อย่างนี้

    ส่วนคนที่บูชาพระของหลวงพ่อถ้าปรารถนาจะมีเงินทอง มีลาภผลก็ต้องทำมาหากินขยัน หลวงพ่อพูดไว้อย่างนี้ พระของหลวงพ่อจะช่วยได้เพียงตัดวิบากกรรม คือตัดกรรมเก่าไม่ให้มาเบียดเบียน กับช่วยให้มีโชคลาภเนืองๆ แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มากผู้บูชาต้องช่วยตัวเองด้วย คือ ขยันหา ขยันเก็บ ดังนี้คือ
    -พร้อมด้วยความหมั่น คือขยันหา
    -พร้อมด้วยความรักษา คือเก็บให้เก่ง
    -คบคนดีเป็นมิตร คือไม่คบคนชั่ว
    -ดำรงชีวิตโดยสมควร ตามกำลัง
    -มีเมตตาเป็นที่ตั้ง
    ถ้าประพฤติได้ดังนี้ โอกาสที่จะร่ำรวยมีเงินทองนั้นมีมาก แต่ต้องทำมาหากิน โดยมากคนที่ทำมาหากินแล้วร่ำรวย ซื้อง่ายขายคล่องโดยมากจะเป็นคนจีน สรุปคือต้องรู้จักทำมาหากินนั่นเอง

    ที่มา:https://sitluangporguay.com/forum/index.php/topic,833.0.html
     
  19. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    123
    ค่าพลัง:
    +221
    68781724_1628708103926823_5056503789725417472_n.jpg


    รวมบทกลอนและคำสอนหลวงพ่อกวย

    "อย่าประมาทขาดสติ ศิษย์มีหลักเหมือนพยัคฆ์มีเขี้ยว
    ศิษย์มีครูเหมือนงูมีพิษ ปัจจามิตรพินาศสูญ"

    " พอกูตาย สังขารกูก็เหมือนดังซากทั่วไป ส่วนจิตกูมาสิงอยู่ในรูปนี้แล้วไม่ไปไหน หากมึงคิดถึงก็มาหากูที่รูปนี้ กูอยู่ที่นี้คอยดูแลพวกมึงอยู่..."

    " ตราบใดกลิ่นธูปควันเทียนไม่จาง ผู้คนยังกราบไหว้ระลึกถึง
    กูจะคอยคุ้มครองรักษา ไม่ว่าพวกมึงตายแล้วเกิดอีกกี่ครั้ง
    กูก็ยังอยู่วัดบ้านแคช่วยพวกมึงตลอดไป "

    " ขอศิษย์ทั้งหลาย จงอย่าอด อย่าอยาก อย่ายาก อย่าจน
    อย่าต่ำกว่าคน อย่าจนกว่าเขา "..


    ***************



    หลวงพ่อมักเขียนคำกลอนเอาไว้ที่ข้างฝา ใต้รูป หลังรูป พอให้ศิษย์อ่านกัน เช่น

    ท่านเขียนไว้ให้รูป ตอนปลุกเสกแหวนแขนที่วัดชิโนรส

    " มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน
    จะตกถิ่น ฐานใดคงไม่แคลน
    ถึงคับแค้น ก็พอยังปะทังตน "



    ท่านเขียนไว้ด้านหลังหนังสือธรรมเล่มหนึ่งท่านเขียนว่า ภาษิตของพระพุทธเจ้า

    " วีรชน ต้องสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะไว้ ต้องสละอวัยวะเพื่อรัษาชีวิตไว้
    เมื่อระลึกถึงธรรม ต้องกล้าสละได้ทุกสิ่ง "



    ท่านเขียนไว้ที่ตำราคาถาว่า

    " วิชา เหมือนสินค้าอันมีค่า อยู๋แดนไกล
    ต้องยากลำบากไปจึงจะได้สินค้ามา "


    อีกบทหนึ่งท่านเขียนว่า

    " เมื่อไม่เรียน แล้วใยเล่าเจ้าจะรู้ เมื่อไม่ดู แล้วใยเล่าเจ้าจะเห็น
    เมื่อไม่ทำ แล้วใยเล่าเจ้าจำเป็น จึงยากเข็ญ ขัดสน จนปัญญา "


    คำกลอน ที่เขียนไว้ที่สมุดบัญชีคนทำบุญ

    • ปล่อยให้ยุ่ง แล้วมันแย่ แก้มันยาก
    ยิ่งยุ่งมาก มันยิ่งแย่ แก้ไม่ไหว
    อย่าให้ยุ่ง นุงนักจะหนักใจ
    จงแก้ไข อย่าให้ยุ่งนุงนักเอย ฯ

    • ห้ามอันใด พอห้ามได้ดูไม่ยาก
    แต่ห้ามปากยากจิตคิดไฉน
    ใจมันอยาก ปากจะกิน จนสิ้นใจ
    เหลืออะไร ที่จะห้ามปราบปรามมัน ฯ

    • อันวาสนามนุษย์สุดคาดหมาย
    มักกลับกลายไม่แน่ มักแปรผัน
    ชั่วเจ็ดที่ ดีเจ็ดหน ระคนกัน
    มีจนนั้นผันแปรไม่แน่นอน ฯ

    • มีจะมาก็เพราะหาเข้ามาไว้
    มีไม่ได้เพราะนิสัยไม่ขยัน
    มีมากแล้วใช้หมดก็อดกัน
    วันหน้านั้นกินอะไรเพราะไม่มี ฯ

    • ถึงมีมากใช้มากก็มักหมด
    พอยามอดก็เสียใจเพราะไส้แห้ง
    เป็นหนี้สินรุงรังนั่งตาแดง
    ใครเขาแกล้งเหตุเพราะตัวมัวเมาเอง ฯ

    • มีเฟื้องมีสลึง พึงประจบให้ครบบาท
    อย่าให้ขาด โดยเป็นของต้องประสงศ์
    มีน้อยใช้น้อย ค่อยบรรจง
    อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน ๛


    ท่านเขียนไว้ที่ใต้รูปพรรษาสุดท้ายว่า

    • อันความตาย ชายนารีหนีไม่พ้น
    จะมีจน ก็ไม่พ้นตนเป็นผี
    ถึงแสนรัก ก็ต้องร้างห่างทันที
    ไม่วันนี้ ก็วันหน้า จริงหนาเรา ๛


    ท่านเขียนไว้ที่ปฎิทินสมัยที่ท่านสักให้ศิษย์ว่า

    " อย่าประมาทขาดสติ ศิษย์มีหลักเหมือนพยัคฆ์มีเขี้ยว
    ศิษย์มีครูเหมือนงูมีพิษ ปัจจามิตรพินาศสูญ "


    ถ้าจะให้มีอำนาจตบะ จะเป็นคนเหนือคน อย่ากินของเหลือเดนคนอื่น
    ข้อความนี้หมายถึง ไม่ให้กินอาหารเหลือเดน อาหารเน่าเสีย
    อย่าเห็นแก่กินรวมทั้งแย่งชิงภรรยาคนอื่นมาเป็นของตน
    ถ้าใครถือข้อนี้ได้ จะมีตบะอำนาจ ไปไหนมีคนเกรงใจ มีอำนาจในตัว



    ข้อห้ามในการบูชาวัตถุมงคลหลวงพ่อมีข้อเดียว ห้ามด่าแม่ ห้ามเด็ดขาด

    คัดลอกจากหนังสือที่ อ. เฒ่าสุพรรณได้เขียนไว้


    ที่มา:https://sitluangporguay.com/forum/index.php/topic,656.0.html
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 11 ตุลาคม 2019
  20. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    123
    ค่าพลัง:
    +221
    DSC_8500.jpg


    พระพรหมชุตินฺธโร วัดโฆสิตาราม

    ศาลพระพรหมนี้ตั้งอยู่ด้านหน้าวัดเยื้องๆกับมณฑปรูปหล่อหลวงพ่อกวย โดยส่วนตัวผมเองก็เคารพนับถือในองค์พระพรหม เห็นรูปหล่อท่านที่ไหนก็จะเข้าไปกราบไหว้เสมอๆ เพราะพระพรหมหรือคำว่าพรหมนี้เกี่ยวข้องกับครูบาอาจารย์ที่เคารพนับถือหลายองค์ เช่น หลวงปู่ดู่ หลวงปู่หงษ์ จะมีฉายาว่า พรหมปัญโญ
    เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี)
    และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤาษีไม่เพียงจะมีสมณศักดิ์เป็นพระราชพรหมยาน ท่านยังกล่าวถึงท่านท้าวสหัมบดีพรหม

    หรือท่านปู่ใหญ่อยู่เนืองๆ

    พระพรหมท่านมี ๔ หน้า แทนพรหมวิหาร ๔ อันได้แก่


    ๑. เมตตา คือความรัก
    ๒. กรุณา คือความสงสาร
    ๓. มุทิตา คือยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี ไม่คิดอิจฉาริษยา
    ๔. อุเบกขา คือการวางเฉยต่อสิ่งต่างๆที่มากระทบใจ ใครจะชมใครเขาจะด่า ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของโลก ที่จะต้องมีทั้งคนรักและคนเกลียด


    พรหมวิหาร๔ นี้ถือเป็นรากฐานของการทำความดี ช่วยสงเสริม ศีล สมาธิ ปัญญา ให้เจริญยิ่งๆขึ้นไป เพราะหากเราไร้ซึ่งความเมตตา กรุณา(ความรัก ความสงสาร) ศีล๕ ย่อมขาดสบั้น เมื่อศีล๕ ไม่ทรงตัว สมาธิก็จะไม่ตั้งมั่น ส่งผลให้ปํญญาก็ไม่เกิดตามมา

    พรหมวิหาร๔ จึงเป็นพื้นฐานที่สำคัญ ที่ครูบาอาจารย์ท่านให้เจิญเอาไว้เสมอๆ และให้หมั่นแผ่เมตตาออกไปโดยไม่มีประมาณ



    73014926_1678181348979498_8725321023550914560_n.jpg

    0.jpg

    35174088_234919223767776_3366924669784424448_n.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...