อัลบั้มพระ ประวัติ และวัตถุมงคล

ในห้อง 'ประสบการณ์ เรื่องเล่า' ตั้งกระทู้โดย ปู ท่าพระ, 26 ธันวาคม 2013.

  1. tee_tores

    tee_tores เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 ธันวาคม 2010
    โพสต์:
    12,487
    ค่าพลัง:
    +52,556
    นะสิวัง พรหมมามะอะอุ
    1583564730466.jpg 1583564732145.jpg 1583564738512.jpg 1583564736890.jpg
     
  2. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    220
    ค่าพลัง:
    +583
    ระหว่างทางขึ้นพระธาตุดอยตุง หมอกลงหนามาก หนทางขึ้นสะดวกดี เมื่อขึ้นไปได้ช่วงหนึ่งจะมีทางแยกไปเส้นเก่ากับเส้นใหม่ เส้นเก่าทางจะใกล้กว่าแต่ค่อนข้างชัน เส้นใหม่ไกลกว่าแต่วื่งสะดวกดี ช่วงปกติขึ้นได้ทั้งสองเส้น แต่หน้าเทศกาลเจ้าหน้าที่ให้ขึ้นทางใหม่อย่างเดียว

     
  3. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    220
    ค่าพลัง:
    +583
    86355390_1815109361953362_4693729986954133504_o.jpg

    83781217_1815109391953359_38918953526886400_o.jpg

    83810869_1816120748518890_259257441600929792_o.jpg


    86287646_1815109491953349_9133365048637390848_o.jpg

    84632676_1816120715185560_3306274332791013376_o.jpg

    86288182_1816120735185558_3325755458337112064_o.jpg


    ทะเลหมอก

    ก่อนถึงพระธาตุดอยตุงจะมีจุดชมวิว ประกอบกับหมอกหรือเมฆกำลังลงพอดีช่วยให้เกิดภาพที่งดงามหมู่บ้านชาวเขาที่มองเห็นราวกับนครกลางเวหา หรือเมืองสวรรค์ และที่ตั้งอยู่บนยอดดอยที่สูงที่สุดก็คือองค์พระธาตุดอยตุงที่หมายของเรา หากทะเลหมอกเปรียบดังทะเลทุกข์ที่เต็มไปด้วยกิเลสตัณหา ทางที่จะพ้นทุกข์ก็คือมรรคมีองค์ ๘ หากหลุดพ้นได้ก็สามารถถึงซึ่งฝั่งพระนิพพานได้กราบองค์พระบรมศาสดา
     
  4. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    220
    ค่าพลัง:
    +583
    86708715_1818068161657482_3560811540909129728_o.jpg

    86372580_1817106038420361_431903607797841920_o.jpg


    พระมหาชินธาตุเจ้าดอยตุง(๑)
    ปฐมบรมธาตุแห่งล้านนา

    สมัยที่เราเรียนวิชาประวัติศาสตร์กันสมัยก่อนนั้น ทางภาคกลางเราที่เก่าแก่และมีหลักฐานนั้นก็ได้แก่อาณาจักรสุโขทัย ที่เก่ากว่านั้นเช่น ทวารวดี ก็ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด ทางล้านนาที่เก่าสุดก็สมัยพ่อขุนเม็งราย ที่ถือว่าเป็นปฐมกษัตริย์แห่งล้านนา(ย้อนไปประมาณ๗๕๐ปี) ที่เก่ากว่านั้นก็อาณาจักรหริภุญชัยของพระนางจามเทวี(ย้อนหลังไปประมาณ๑,๒๐๐ปี)ก็ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดเช่นกัน แม้ประวัติของพระนางก็ยังขัดกันในหลายเล่ม

    ไม่เพียงแต่เท่านี้ยังเชื่อกันว่าอาณาจักรโบราณทางล้านนายังย้อนรอยถอยหลังกันไปอีกไกลจนถึงสมัยพุทธกาล ซึ่งในความเป็นจริงก็ควรจะเป็นเช่นนั้น เราเคยมีสุโขทัย เคยมีอยุธยา แต่ทั้งสองอาณาจักรก็ได้ล่มสลายไปตามกาล ในอดีตที่ผ่านมาก็ควรจะมีเมืองที่เคยรุ่งเรืองแล้วก็ร่วงโรย หมุนเวียนเป็นวัฏจักรเช่นนี้เรื่อยมา ดังเช่นตำนานเรื่องเล่าของทางล้านนา เคยกล่าวถึงตำนานเมืองสุวรรณโคมคำและสามธิดาพยานาค ตำนานเมืองโยนกนาคพันธุ์และปลาไหลเผือก ปู่จ้าวลาวจกผู้มาเกิดเป็นลวจังราช(ลวจักราช)แห่งเมืองหิรัญนครเงินยางที่เชื่อกันว่าเป็นต้นตระกูลของพ่อขุนเม็งรายปฐมกษัตริย์แห่งล้านนา

    อาณาจักรเหล่านี้ปัจจุบัน เป็นเพียงตำนานเพราะยังมิอาจหาหลักฐานทางโบราณคดีมายืนยันได้ โดยเฉพาะอาณาจักรโยนกนาคพันธุ์ ซึ่งตามตำนานกล่าวว่ามีความเกี่ยวข้องกับการสร้างพระธาตุดอยตุง เมืองนี้ก็ได้ล่มสลายจมลงไปกลายเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ ดังตำนานปลาไหลเผือก(จะนำมากล่าวทีหลัง) ก็มิอาจหาหลักฐานมาได้แล้วคล้ายๆแอตแลนติสที่จมลงสู่ก้นมหาสมุทร

    ตำนานพระธาตุดอยตุงนั้นมีหลายฉบับกล่าวตรงกันเฉพาะว่าสร้างในสมัยพระเจ้าอชุตราช แห่งราชวงศ์สิงหนวัติ ผู้ครองนครโยนกนาคพันธุ์ หรือเมืองโยนกไชยบุรีศรีช้างแล่น แต่พ.ศ. นี้ไม่ตรงกันเลย บ้างว่าเป็นสมัยต้นพุทธกาล บ้างว่าราวๆพ.ศ. ๕๐๐ บ้างว่า พ.ศ. พันกว่า ก็เพราะยังไม่มีหลักฐานมายืนยัน ในส่วนนี้ก็ปล่อยให้ผู้รู้ท่านค้นหาข้อมูลกันต่อไป แต่ในส่วนที่จะนำมาลงนี้ขอนำเอาที่หลวงพ่อชัยวัฒน์ พระผู้ใหญ่ในวัดท่าซุง ที่ท่านได้เดินทางไปกราบและหาขัอมูล พระธาตุรอยพระพุทธบาทต่างๆทั่วประเทศมาแล้ว นำมาลงให้อ่านกัน


    ***************

    ประวัติพระธาตุดอยตุง

    "...ตามที่ทราบกันมาแล้วว่า พระบรมธาตุดอยตุงนี้เป็นสถานที่สำคัญ อันเป็นเขตแดนของแคว้นโยนกบุรี

    เนื่องจากเป็นสถานที่องค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จมาพร้อมกับพระอริยสงฆ์สาวกทั้งหลาย โดยเสด็จมาประทับที่ "ดอยน้อย" ก่อน คือที่ "พระธาตุจอมกิตติ" เมื่อพรรษาที่ ๑๖ ต่อมาได้เสด็จมาที่ "ดอยตุง" นี้เมื่อพรรษาที่ ๒๐

    พวกเราเหล่าพุทธบริษัท ที่เป็นลูกหลานของหลวงพ่อ คงจะทราบประวัติความเป็นมาจากท่านบ้างแล้ว ณ โอกาสนี้ อยากจะเพิ่มเติมจาก "พงศาวดารโยนก" บ้าง จาก "ตำนานพระธาตุดอยตุง" บ้าง

    เพื่อพวกเราคนไทยจะได้ทราบว่า เจ้าผู้ครองนครแว่นแคว้นโยนกนี้ มีการสืบเชื้อพระวงศ์กันมาอย่างไร และเคยอาศัยอยู่ที่ดินแดนไหนกันมาก่อน

    เพราะราชวงศ์นี้ก็ได้สืบราชสมบัติมาจนถึงสมัย "พระเจ้าพรหมมหาราช" และสืบสันตติวงศ์ต่อจนมาถึงปัจจุบันนี้ ตามประวัติขอนำมาเล่าโดยย่อว่า

    ...สมัยนั้น "พระเจ้าสิงหนวัติ" ซึ่งเป็นพระราชโอรสของ "พระเจ้าเทวกาล" ผู้ครองนครราชคฤห์ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "นครไทยเทศ"

    พระองค์เป็นโอรสองค์เล็ก จึงได้นำเอาเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย กราบทูลลาพระราชบิดามาสร้างเมืองใหม่ ณ อาณาเขตนี้

    ส่วนพระเชษฐาผู้พี่ทรงพระนามว่า "ภาทิยะ" ก็ได้ครองราชสมบัติต่อจากพระราชบิดา ซึ่งพระเจ้าภาทิยะองค์นี้แหละ คือพระราชบิดาของ "พระเจ้าพิมพิสาร" ซึ่งพุทธบริษัททุกท่านคงจะรู้จักพระองค์ได้เป็นอย่างดี

    เมื่อสมเด็จพระมหามุนีได้สำเร็จพระปรมาภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณแล้วได้ ๑๕ พรรษา จึงเสด็จไปสู่กรุงกบิลพัสดุ์ ทรงเทศน์โปรดพระประยูรญาติด้วย "มหาเวสสันดรชาดก" แล้ว

    ครั้นพรรษาที่ ๑๖ พระองค์เสด็จออกจากกรุงกบิลพัสดุ์ แล้วก็เสด็จมายังแว่นแคว้นโยนก สมัยนั้นมีชื่อว่า "เมืองนาคพันธุสิงหนวัตินคร" ซึ่งเคยเป็น "แคว้นสุวรรณโคมคำ" มาก่อนไม่ใกลแม่น้ำโขงนัก

    เจ้าชายสิงหนวัติราชกุมารได้พบกับ "พันธุนาคราช" ซึ่งพันธุนาคราชได้แนะนำให้เจ้าชายสิงหนวัติตั้งเมืองอยู่ในที่นั้น แล้วกลับวิสัยเป็นพระยานาคขุดแผ่นดินให้เป็นคูเมือง

    เจ้าชายสิงหนวัติจึงตั้งเมืองในที่นั้น หลังจากนั้นอีก 3 ปี พระองค์ก็ได้แผ่อำนาจปราบปรามหัวเมืองต่างๆ ในเขตนั้น ได้แก่ "พวกขอมดำ" เมืองอุมงคเสลา ชนพื้นเมืองที่อยู่มาก่อน และปราบได้ล้านนาไทยทั้งมวล

    ขณะนั้นพระพุทธเจ้าได้เสด็จมาประทับที่ดอยน้อยแห่งหนึ่ง พระเจ้าสิงหนวัติจึงได้กราบทูลขออาราธนาพระพุทธองค์ พร้อมด้วยพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย ให้ไปฉันภัตตาหารภายในพระราชวัง

    ครั้นฉันภัตตาหารเสร็จแล้วก็ทรงอนุโมทนา ในกาลนั้น พระยาช้างต้นได้ยินเสียง และเห็นฉัพพรรณรังสีรัศมี ๖ ประการ ขององค์สมเด็จพระพิชิตมารก็ตกใจกลัว จึงได้วิ่งออกจากโรงช้าง ร้องส่งเสียงแล่นสะเทือนก้องทั่วโยนกบุรี

    เมื่อนั้นพระพุทธองค์จึงทรงพยากรณ์ว่า จำเนียรกาลแต่นี้ไปภายหน้า จะมีกษัตริย์พระองค์หนึ่ง จักมาสร้างเมืองขึ้น ตรงที่พระยาช้างไปหยุดยืนอยู่นั้น

    ซึ่งอยู่ใกล้แม่น้ำโขงให้ชื่อว่า "เมืองช้างแล่น" นานไปคนจะเรียกเพี้ยนไปว่า "เมืองเชียงแสน" มาจนตราบเท่าทุกวันนี้

    สมัยพระเจ้าพันติราช

    ...สมัยต่อมา พระเจ้าพันติราชกุมาร หรือ พระเจ้าคันธกุมาร เสวยราชสมบัติต่อจากพระราชบิดา บ้านเมืองก็อยู่เย็นเป็นสุข หลังจากนั้นอีกไม่นานประมาณพรรษาที่ ๒๐

    องค์สมเด็จพระธรรมสามิสตร์ พร้อมด้วยพระสาวกทั้งหลายก็ได้เสด็จมาอีกครั้งหนึ่ง ณ ที่ "ดอยตายะสะ" บัดนี้ เรียกว่า "ดอยตุง"

    ซึ่งเป็นที่อยู่แห่ง ปู่เจ้าลาวจก หรือ "ลาวจักราช" ผู้เป็นต้นวงศ์ของกษัตริย์ลานนาไทยทั้งหลาย อันมี "พ่อขุนเม็งราย" ผู้สร้างเมืองเชียงใหม่ เป็นต้น

    ครั้นภายหลังสถานที่นี้ จึงเป็นที่ประดิษฐานพระมหาสถูป ซึ่งประดับประดาด้วย "ธงตะขาบใหญ่" คนทั้งหลายจึงเรียกว่า "ดอยธง" นานมาก็แปรไปเป็น "ดอยตุง" แต่บางตำนานเรียกว่า "เกตุบรรพต"

    ในเวลานั้น องค์สมเด็จพระภควันต์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จลงมาจากนภากาศ ประทับยืนอยู่เหนือก้อนหินก้อนหนึ่ง แล้วทรงมีพุทธบัญชาว่า

    "...อานันทะ ดูก่อนอานนท์ บ้านเมืองที่นี้ต่อไปภายหน้าจักรุ่งเรือง และเป็นที่ตั้งพระศาสนาของตถาคตตราบ ๕,๐๐๐ พระวัสสา เมื่อตถาคตนิพพานไปแล้ว จงให้พระมหากัสสปเถระนำเอาพระรากขวัญข้างซ้ายมาบรรจุไว้ที่นี่..."

    สมัยพระเจ้าอชุตราช

    เมื่อพระเจ้าพันติราชเสด็จสวรรคตแล้ว พระเจ้าอชุตราช พระราชโอรสก็ได้เสวยราชสมบัติเป็นลำดับมา พร้อมทั้งอัครมเหสีผู้มีพระสิริรูปลักษณะโสภางมายิ่งนัก ทรงพระนามว่า "พระนางปทุมวดี"

    อันเป็นเวลาเดียวกันที่เสด็จขึ้นครองราชย์นั้น องค์สมเด็จพระทรงธรรม์บรมศาสดาได้เสด็จดับขันธปรินิพพานพอดี และเมืองนี้ก็เปลี่ยนชื่อมาเป็น "เมืองโยนกนครไชยบุรีราชธานีศรีช้างแส่น"

    ฝ่ายพระเจ้าอชุตราชเจ้าทรงทราบข่าวว่า "นางปทุมวดี" ซึ่งเป็นบุตรีของพระฤาษี ได้อาศัยอยู่ที่ดอยดินแดงแห่งนี้ คือบริเวณดอยตุงนี้แหละ

    ในสมัยพระราชบิดาของพระเจ้าอชุตราช เสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองโยนกบุรี ในกาลนั้น ยังมีพระฤาษีองค์หนึ่งชื่อ “กัมมะโล” สร้างอาศรมบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ที่ “ดอยดินแดง” ซึ่งสถานที่ตั้งอาศรมอยู่นั้นชื่อ “ดอยหมอกมุงเมือง” ได้บรรลุฌาณสมาบัติ

    วันหนึ่ง กัมมะโลฤาษีออกจากอาศรม เพื่อจะไปหาเก็บลูกไม้หัวมันมาฉันเป็นอาหาร พลันก็ได้ยินเสียงเด็กน้อยร้องไห้อยู่ในพุ่มไม้

    ฤาษีกัมมะโลก็เดินเข้าไปดูเห็นเด็กหญิงผู้นี้ จึงได้นำมาเลี้ยงไว้เป็นบุตรีบุญธรรม แล้วตั้งชื่อกุมารีน้อยนี้ว่า “ปทุมวดี”

    นางได้ปฏิบัติพ่อเจ้าฤาษี หาเผือกหามันหาผลไม้มาไว้ฉันมิได้ขาด จนกระทั่งนางมีอายุได้ ๑๖ ปี มีรูปสวยงดงามมาก

    ยามนั้น ยังมีพรานป่าผู้หนึ่งได้ออกมาป่าขึ้นมาล่าสัตว์ ก็ได้พบเห็นนางปทุมวดีเข้า จึงได้กลับไปบอกเล่าแก่คนทั้งหลาย จนชาวบ้านเหล่านั้นต่างร่ำลือไปทั่วว่า นางปทุมวดีลูกสาวพระฤาษีนั้น งามเลิศประเสริฐยิ่ง

    ข่าวนี้จึงได้ทราบถึงพระเจ้าอชุตราช พระบาทท้าวเธอจึงได้รับสั่งให้เสนาอำมาตย์ทั้งหลาย หล่อหลอมทองคำ ๔ แสนกหาปนะ เพื่อเป็นการสู่ขอนางต่อพระฤาษี

    ครั้นจัดงานอภิเษกสมรสแล้ว พระฤาษีจึงได้มอบทองคำทั้ง ๔ แสนนั้นให้แก่พระนางปทุมวดีแล้วกล่าวว่า

    “ลูกเอ๋ย..เจ้าจงเอาทองคำนี้ไปหล่อเป็นรูปกวาง สมมุติไว้ให้เป็นแม่แล้วตั้งไว้ในที่ควร เพื่อได้ไหว้ นบเคารพอยู่เสมอ แล้วเจ้าจักมีอายุยืนยาว...”

    ต่อจากนั้น พระเจ้าอชุตราชและพระนางปทุมวดีก็อำลาพระฤาษี แล้วก็พาเอาหมู่เสนาข้าราชบริพารกลับสู่เวียงโยนกบุรี ส่วนพระนางปทุมวดีก็ให้หาช่างทองมาหล่อรูปกวางทอง แล้วก็สร้างมณฑปไว้ ใส่รูปกวางตั้งไว้เหนือแท่นที่บรรทม

    ด้วยเดชะกุศลอันพระนางได้กระทำการเคารพตามคำสั่งแห่งพระฤาษีบอกไว้แล้วนั้น พระนางก็ได้สมฤทธิ์ผลคือ มีอายุยืนยาวนานมากนักแล

    ส่วนกัมมะโลฤาษีนับตั้งแต่พระเจ้าอชุตราชได้นำเอานางปทุมวดีไปสู่โยนกบุรีไม่นานเท่าใด พระเจ้าอชุตราชและพระมหากัสสปก็กระทำการบรรจุพระบรมธาตุพระรากขวัญ คือกระดูกไหปลาร้าเบื้องซ้ายไว้ในพระเจดีย์แห่งนี้

    พระฤาษีกัมมะโลก็อยู่ปฏิบัติอุปฐากพระมหาธาตุเจ้ามาจนตราบเท่าสิ้นอายุขัย แล้วก็จุติตายไปบังเกิดยังพรหมโลก

    ครานั้น พระเจ้าอชุตราชก็หาช่างมาหล่อรูปพระฤาษีผู้เป็นพ่อไว้ที่ ดอยหมอกมุงเมือง ทางทิศตะวันตกแห่งพระมหาธาตุเจ้านั้นแล

    ขอย้อนเล่าก่อนหน้านั้นว่า แต่นั้นมาล่วงได้ ๓ ปี ถึงปีมะแม วันเพ็ญ เดือน ๕ พระมหากัสสปเถรเจ้า พร้อมด้วยพระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ เป็นบริวาร

    ได้อัญเชิญพระบรมอัฐิธาตุ "พระรากขวัญเบื้องซ้าย" และ พระบรมสารีริกธาตุใหญ่น้อยรวม ๕๐๐ องค์ บรรจุไว้ในผอบแก้วมาถวายแด่พระเจ้าอชุตราช ผู้เป็นเจ้าเมืองโยนกนาคนคร

    พระบาทท้าวเธอทรงดีพระทัย จึงพร้อมด้วยเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย ทำการสักการบูชาในโยนกบุรีเป็นเวลา ๗ วัน แล้วจึงได้อัญเชิญขึ้นไปสู่ดอยตายะสะแห่งนี้

    โดยที่พระราชาได้ทรงสร้างผอบเงินและผอบทอง เพื่อสวมซ้อนผอบแก้วไว้ แล้ววางในมณฑปทองคำ ตั้งบนกูบช้าง ทรงตั้งสัตยาธิษฐานขอบารมีสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า

    หากพระบรมสารีริกธาตุนี้สมควรจะประดิษฐาน ณ ที่ใด ขอโปรดให้ช้างทรงนี้นำไป พระยาคชสารออกเดินจากเมืองเชียงแสนไปเรื่อยๆ

    โดย พระเจ้าอชุตราช และ มังรายนราชโอรส เป็นผู้ประคองพระมณฑป ช้างพาเดินขึ้นไปหยุดบนดอยตุง

    เมื่อช้างคู้เข่าหมอบลงที่พื้นนั้น พระราชาได้โปรดให้ตั้งขบวนแห่อัญเชิญเครื่องบูชาสักการะพระมหากัสสปเถระพร้อมทั้งพระอรหันต์อีก ๕๐๐ รูป ทำการเจริญพระพุทธคุณ

    ในขณะนั้นตรงกับฤดูหนาว เดือนยี่ หมอกปกคลุมบริเวณทั้งหมด แต่วันนั้นด้วยบุญญาภินิหาร บันดาลให้อากาศปลอดโปร่ง มีแสงแดดไม่มีหมอกเลย (พวกเรามาประสบตรงกับเวลาและเหตุการณ์พอดี)

    ในขณะนั้น พระเจ้าอชุตราชจึงได้รับสั่งให้ "ปู่จ้าวลาวจก" มาหา แล้วพระราชทานทองคำพันกหาปนะ พร้อมกับตรัสว่า เราจักได้นำเอาพระบรมธาตุเจ้ามาบรรจุไว้ในยอดดอยนี้

    เมื่อนั้น พระมหากัสสปะได้อัญเชิญมณฑปทองคำที่ประดิษฐานผอบแก้ว ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้เหนือหินก้อนนั้น อันเป็นที่พระพุทธเจ้าเคยเสด็จประทับในสมัยที่ทรงพระชนม์อยู่

    พระมหาเถระจึงอธิษฐานขอให้พระบรมธาตุจมลงไปในหินนั้น ในกาลนั้น พระบรมธาตุเจ้าก็เปล่งฉัพพรรณรังสีส่องสว่างไปทั่ว แล้วก็จมลงไปในก้อนหินนั้นลึกประมาณ ๘ ศอก

    เมื่อสร้างสถูปครอบแล้ว จึงได้ประดับด้วยธงตะขาบใหญ่ เหตุฉะนี้ ดอยนี้จึงมีนามปรากฏว่า "ดอยธง" ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

    สถานที่แห่งนี้ จึงถือว่าเป็น "ปฐมเจดีย์" ในโยนกลานนาไทยประเทศ บรรดากษัตริย์ขัตติยวงศ์ ซึ่งได้ครองเมืองโยนกสืบๆ กันมา

    ย่อมกระทำสักการบูชาและปฏิบัติบำรุงพระบรมธาตุสืบมาไม่ขาดสาย หมู่ลาวจกทั้งหลายก็มอบตนเป็นผู้อุปฐากพระบรมธาตุสืบต่อกันมา

    ฝ่ายว่าพระมหากัสสปะและพระอรหันต์ทั้งหลาย เมื่อเสร็จภารกิจตามพระพุทธบัญชาแล้ว จึงได้กลับไปสู่เมืองราชคฤห์

    ต่อมาได้ไปจำพรรษา "ปิปผลิคูหา" หลังจากนั้น ๗ เดือน ในยามเช้าได้เข้าไปบิณฑบาตมาฉันแล้ว ก็เข้าไปอำลาพระยาอชุตราช แล้วก็ไปสู่ "เมืองวิเทหรัฐ"

    (ปัจจุบันนี้หลวงพ่อบอกว่าอยู่แถวเชียงตุง) แล้วก็เข้าไปสู่ "ดอยเวฬุบรรพต" นั่งสมาธินิพพานในวันพุธยามเช้า มีดอยล้อมไว้ ร่างกายไม่เน่าตราบเท่าถึงศาสนาพระศรีอาริย์

    ส่วนพระเจ้าอชุตราชก็เสด็จกลับสู่ราชนิเวศน์ แล้วกระทำบุญให้ทาน รักษาศีล มิได้ขาด ไม่ประมาทในราชธรรม ๑๐ ประการนานได้ ๑๐๐ พรรษาจึงสวรรคต ในขณะที่มีพระชนมายุได้ ๑๒๐ พรรษา

    ส่วนพระราชโอรสทรงพระนามว่า "มังรายนราชกุมาร"จึงได้เสด็จขึ้นครองราชย์ต่อ ในขณะที่พระศาสดาปรินิพพานไปได้ ๑๐๐ ปีพอดี

    สมัยพระเจ้ามังรายนราช
    ...ครั้งนั้นยังมีพระอรหันต์องค์หนึ่งชื่อว่า "พระมหาวชิรโพธิเถระ" กับพระอริยสงฆ์ ๕๐๐ องค์เป็นบริวาร ได้นำเอาพระบรมสารีริกธาตุใส่โกศแก้ว จำนวน ๑๕๐ พระองค์ มาจาก "ถ้ำสัตตบรรณคูหา" อันเป็นสถานที่ทำสังคายนา ณ เมืองราชคฤห์ มาถวายพระเจ้ามังรายนราช

    พระบาทท้าวเธอทรงปิติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง จึงโปรดให้ช่างสร้างโกศเงินโกศทองคำ เข้าสวมโกศแก้วอีกซ้อนกันเป็นชั้นๆ แล้วก็ตกแต่งเครื่องบูชาทั้งหลาย เป็นต้นว่าข้าวตอกดอกไม้ บุปผามาลัย จุณจันทร์ พร้อมด้วยการประโคมดนตรี เป็นการสักการะจนครบถ้วน ๗ วัน

    ในวันที่ ๘ แห่งการสมโภชพระบรมธาตุนั้น พระเจ้ามังรายนราช ผู้เป็นหน่อเนื้อพระบรมพงศ์โพธิสัตว์ จึงได้ทรงมีพระกระแสรับสั่งให้เสนาอำมาตย์ทั้งหลาย จัดตั้งกองเกียรติยศแล้ว

    อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ่นสู่พระมณฑปแล้วแห่แหนขึ้นสู่ดอยตุงแห่งนี้ กระทำประทักษิณ พระบรมธาตุองค์เดิม ๓ รอบ แล้วก็ยกเอาโกศพระบรมธาตุขึ้นตั้งเหนือศิลาก้อนนั้น

    พระมหาวชิรโพธิเถระ และ พระเจ้ามังรายนราช พร้อมกันอธิษฐานให้โกศที่บรรจุพระบรมธาตุนั้นจมลงไป เป็นดังเช่นที่พระมหากัสสปเถระอธิษฐานไว้นั้น

    ยามนั้น พระบรมสารีริกธาตุก็เปล่งรัศมี ๖ ประการ รุ่งเรืองส่องสว่างไปทั่วเมืองโยนกบุรี แล้วก็มุดจมลงไปในก้อนศิลานั้นลึกได้ ๗ ศอก

    รวมพระบรมธาตุแห่งพระพุทธเจ้าที่ได้เคยสถิตย์ ณ กรุงราชคฤห์ทั้งสิ้น ซึ่ง "พระเจ้าอชาตศตรู" เป็นผู้ได้รับส่วนแบ่ง หลังจากถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว จึงได้ทรงอัญเชิญมาจากกรุงกุสินารา

    แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า และเหล่าพระอริยสาวกทั้งหลาย ที่ได้ทรงทราบว่า

    ในอนาคตกาลนั้น ประเทศไทยจะเป็นดินแดนที่รักษาพระพุทธศาสนาไว้ครบถ้วน ๕,๐๐๐ ปี ทั้งนี้ เป็นด้วยอำนาจบุญวาสนาของชาวไทยด้วย

    จึงเป็นเหตุให้พระบรมสารีริกธาตุ ได้ทยอยเข้ามาประดิษฐานไว้ในยอดดอยแห่งนี้รวม ๖๕๐ พระองค์

    ส่วนพระเจ้ามังรายนราช เมื่อพระบาทท้าวเธอทรงบรรจุพระบรมธาตุแล้ว ก็ทรงโปรดให้ช่างก่อเป็นเจดีย์ครอบไว้ เป็นดังพระเจ้าอชุตราชกระทำไว้นั้นทุกประการ คือพระเจดีย์ที่เห็นอยู่ด้านทิศใต้ แล้วก็เอาทองจังโกหุ้มไว้ ใส่ยอดฉัตรหมากชมพูทองคำกับบัวระมวล

    แล้วก็กระทำบุญให้ทานเป็นการเฉลิมฉลองได้ ๓ เดือน ถึงเพ็ญเดือน ๖ ตรงกับวันวิสาขบูชาพอดีก็ให้พวกมิลักขุ ๕๐๐ ครอบครัว เป็นผู้รักษาพระบรมธาตุแห่งนี้

    แล้วกำหนดเขตแห่งพระบรมธาตุนั้นไว้ เป็นที่อภัยแก่สัตว์ทั้งหลาย ห้ามมิให้ทำร้ายสัตว์เป็นอันขาด หากผู้หนึ่งผู้ใดฝ่าฝืน หรือกระทำอนาจารในเขตพระธาตุนี้ ได้ชื่อว่าเป็นการหมิ่นประมาท แล้วท่านก็สาบแช่งเอาไว้ตามประเพณีที่เคยกระทำมา

    หลังจากนั้น พระองค์ก็อยู่ปฏิบัติรักษาศีล ภาวนา และอุปัฏฐากพระอรหันต์ทั้งหลายตามสมควรแล้ว ก็เสด็จกลับไปสู่ราชนิเวศน์

    ส่วนพระอรหันต์ทั้งหลาย จึงได้กลับคืนยังเมืองราชคฤห์ ในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๖ พุทธศักราช ล่วงแล้ว ๑๕๐ ปี

    ตามตำนานเล่าเสริมว่า นอกจากได้สร้างพระเจดีย์ใหม่ไว้แล้ว พระเจ้ามังรายนราชก็ยังได้ทรงปฏิสังขรณ์พระเจดีย์องค์เดิมอีกด้วย

    จากนั้นมาก็ไม่ปรากฏหลักฐานอะไร จนถึงปี พ.ศ.๒๔๗๐ "ท่านครูบาศรีวิชัย" นักบุญแห่งลานนาไทย พร้อมด้วยคณะศรัทธาชาวพุทธ ได้ทำการปฏิสังขรณ์พระเจดีย์ทั้งสององค์นี้

    ทำพระเจดีย์ครอบองค์เดิม
    ...กาลต่อมา ปี พ.ศ.๒๔๙๙ นางทองคำ ฮั้นตระกูล จากจังหวัดพะเยา ได้เป็นเจ้าภาพลงรักปิดทองพระเจดีย์ทั้ง ๒ องค์

    ครั้นถึงปี พ.ศ.๒๕๐๗ จึงได้มีการบูรณะองค์พระธาตุครั้งใหญ่ จนถึง พ.ศ.๒๕๑๔ ถึง พ.ศ.๒๕๑๖ จึงได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จ โดยได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปทรงองค์พระเจดีย์กันใหม่ ดังที่เห็นปรากฏจนทุกวันนี้


    ที่มา: http://www.watthasung.com/wat/viewthread.php?tid=2307#3
     
  5. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    220
    ค่าพลัง:
    +583
    86460030_1820080611456237_4168126268820160512_o.jpg

    พระมหาชินธาตุเจ้าดอยตุง(๒)

    พระอาจารย์ชัยวัฒน์ อชิโต เรียบเรียง

    ...ในดินแดนโยนกชัยบุรีศรีเชียงแสนแห่งนี้ ในอดีตพระเดชพระคุณท่านก่อนที่จะเกิดเป็นพระเจ้าพรหมมหาราชนั้น

    ท่านได้เคยเกิดเป็น "พระเจ้ามังรายนราช" โดยเป็นพระราชโอรสของ "พระเจ้าอชุตราชเจ้า" และ "พระนางปทุมวดี"

    ตามประวัติเล่าว่า พระแม่เจ้าได้เคยอาศัยอยู่บนดอยแห่งนี้มาก่อน โดย "พระฤาษีกัมมะโล" เป็นผู้ชุบเลี้ยงมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย กระทั่งเติบใหญ่อายุ ๑๖ ปี ทรงมีพระสิริโฉมงดงามมาก

    เมื่อพรานป่าขึ้นมาพบเห็น จึงกลับไปบอกเล่าให้ชาวบ้านทั้งหลายทราบ แล้วก็ร่ำลือในความสวยงามว่า ลูกสาวพระฤาษีบนดอยดินแดงแห่งนี้ งามเลิศประเสริฐยิ่งกว่าหญิงใดในพื้นปฐพี

    จนคำเล่าลือเข้าไป ถึงพระเจ้าอชุตราช พระบาทท้าวเธอจึงให้เสนาอำมาตย์หล่อทองคำ ๔ แสนกหาปนะ เพื่อเป็นการสู่ขอนางจากพระฤาษี แล้วได้ทรงจัดงานพิธีอภิเษกสมรส เพื่อสถาปนาขึ้นเป็นพระอัครมเหสี

    ต่อมาไม่นาน "พระมหากัสสปเถระ" พร้อมด้วยคณะ ๕๐๐ องค์ อัญเชิญ "พระรากขวัญเบื้องซ้าย" บรรจุลึกลงไป ๘ ศอก ในก้อนหินที่พระพุทธเจ้าเคยประทับนั่ง ซึ่งมีรูปเหมือนมะนาวครึ่งซีกหงายขึ้น

    จากนั้นพระมหากัสสปเถระก็ได้เนรมิตผ้าธงตะขาบผืนใหญ่ มีความยาว ๑๐๐๐ วา โดยมีคันธงปักลงไปในหิน ปัจจุบันนี้ยังมีรอยปักอยู่ (เดิมมี "รอยพระพุทธบาท" อยู่ข้างองค์พระธาตุ ปัจจุบันหายไปแล้ว)

    ต่อมาชาวบ้านที่อยู่ข้างล่างเห็นผ้าธง หรือผ้าตงโบกสบัดไปมาเป็นสัญลักษณ์ จึงเรียกดอยสามเส้า หรือดอยดินแดง หรือเกตุบรรพตแห่งนี้ว่า “ดอยตุง” สืบมา

    เวลาต่อมา "พระมหากัจจายนเถระ" ได้นำเอาพระบรมธาตุส่วน "ตาตุ่มข้างขวา" จากถ้ำสัตบรรณคูหา กรุงราชคฤห์

    เพื่อถวายให้พระเจ้าอชุตราชทรงบรรจุไว้บน "ดอยกู่แก้ว" ตามที่พระพุทธเจ้าพยากรณ์ไว้ก่อนปรินิพพาน

    ซึ่งเดิมผู้เขียนเข้าใจว่าเอามาบรรจุไว้ที่นี้ ครั้นตามหาดอยกู่แก้วพบแล้ว จึงต้องนำมาทบทวนเพื่อความเข้าใจกันเสียใหม่

    ฉะนั้น พระบรมสารีริกธาตุส่วนต่างๆ ที่พระอรหันต์นำมากาลภายหลังปรินิพพาน จึงพอทราบได้ว่าหลังจากนั้นมาถึง พ.ศ.๑๐๐ ก็ได้มีพระอรหันต์ชื่อ "พระมหาวชิรโพธิ์" อัญเชิญมาจากที่เดียวกันอีก คือถ้ำสัตบรรณคูหา จำนวน ๑๕๐ องค์

    ถวาย "พระเจ้ามังรายนราช" ซึ่งเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าอชุตราชนั่นเอง พระองค์ได้โปรดให้สร้างพระเจดีย์องค์ใต้ ส่วนองค์ด้านเหนือเป็นของพระราชบิดา

    และตามที่เข้าใจกันว่า พระธาตุดอยตุง เป็นปฐมเจดีย์แห่งโยนกเชียงแสนนั่นคงไม่ใช่ เพราะตามตำนานบอกว่า

    พระมหากัจจายนะอัญเชิญพระธาตุตาตุ่มบรรจุไว้บนดอยกู่แก้ว จมลงไปในอุโมงค์เก่าอันเป็นที่เคยบรรจุ "พระเกศาธาตุ" มาก่อน นับตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่

    นั่นก็แสดงว่า พระเจดีย์ได้เกิดมีขึ้นก่อนแล้ว ทั้งที่พระธาตุจอมกิตติก็ดี ซึ่งมีพระเกศาธาตุบรรจุอยู่เช่นเดียวกัน

    ฉะนั้น สถานที่ใดมีพระเกศาธาตุบรรจุอยู่ แสดงว่าสร้างมาก่อนที่พระพุทธเจ้าจะทรงปรินิพพาน ส่วนที่มีแต่พระบรมสารีริกธาตุ เป็นการแสดงว่าพระสาวกอัญเชิญมาบรรจุภายหลังจากที่ปรินิพพานแล้ว

    จึงมีข้อเปรียบเทียบได้ว่า พระธาตุดอยตุงมีพระบรมธาตุ "รากขวัญเบื้องซ้าย" และพระบรมธาตุส่วนต่างๆ รวม ๖๕๐ องค์

    ส่วน "พระธาตุดอยกู่แก้ว" มี "พระเกศาธาตุ" และพระบรมธาตุส่วน "ตาตุ่มข้างขวา"

    สำหรับ "พระธาตุจอมกิตติ" มีทั้ง "พระเกศาธาตุ" และ พระบรมธาตุส่วน "แขนข้างขวา" และ "พระบรมธาตุหน้าผาก" อีก ๑๑ องค์ ที่ "พระพุทธโฆษาจารย์" นำมาถวาย "พระเจ้าพังคราช" เมื่อ พ.ศ.๙๐๐

    ส่วนที่เหลืออีก ๕ องค์นำไปบรรจุไว้ที่ "พระธาตุดอยทอง (จอมทอง)" ในเมืองเชียงราย ซึ่งเดิมมีทั้ง "พระเกศาธาตุ" และพระบรมธาตุส่วน "นิ้วพระหัตถ์" ของพระองค์บรรจุอยู่ก่อนแล้ว

    ต่อมาสมัย "พ่อขุนผาเมือง" ก็นำมาบรรจุไว้ที่พระธาตุจอมกิตติอีกสมัยหนึ่ง ส่วนสมัยปัจจุบันนี้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ได้บรรจุไว้อีกเช่นกัน

    รวมถึงสมัยพวกเราที่ได้ร่วมกันสร้างพระเจดีย์องค์เล็กไว้อีก ๓ องค์ รวมความว่าพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าได้มีการบรรจุไว้หลายสมัย

    ...สรุปว่าพอจะได้ไล่เลียงต่อไปว่า พระธาตุส่วนไหนอยู่ที่ไหน พอที่จะค้นหาได้บ้างว่า

    - พระบรมธาตุแขนขวา อยู่ที่ พระธาตุจอมกิตติ เชียงราย
    - พระบรมธาตุแขนซ้าย อยู่ที่ พระธาตุจอมทอง พะเยา
    - พระบรมธาตุกระหม่อม อยู่ที่ พระธาตุหริภุญชัย ลำพูน
    - พระบรมธาตุท้ายทอยเบื้องขวา อยู่ที่ พระธาตุจอมทอง เชียงใหม่
    - พระบรมธาตุท้ายทอยเบื้องซ้าย อยู่ที่ พระธาตุดอยน้อย เชียงใหม่

    (หมายเหตุ ) "พระธาตุแขนขวา" อยู่ที่พระธาตุจอมกิตติ ระบุไว้ตาม "พุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก" อัญเชิญมาบรรจุไว้สมัย "พระเจ้าอโศกมหาราช" ประมาณ พ.ศ.๒๑๘)

    - พระบรมธาตุคอทั้งหน้าหลัง อยู่ที่ พระธาตุลำปางหลวง
    - พระบรมธาตุข้อมือซ้าย อยู่ที่ พระธาตุแช่แห้ง จังหวัดน่าน
    - พระบรมธาตุข้อศอกซ้าย อยู่ที่ พระธาตุช่อแฮ จังหวัดแพร่
    - พระบรมธาตุข้อศอกขวา อยู่ที่ พระธาตุแก่งสร้อย จังหวัดตาก
    - พระบรมธาตุกระดูกคาง ซ้ายและขวาอยู่ที่เชียงใหม่
    - พระบรมธาตุหน้าอก อยู่ที่ พระธาตุพนม
    - พระบรมธาตุหัวเหน่า อยู่ที่ พระธาตุบังพวน สกลนคร

    - พระบรมธาตุรากขวัญเบื้องซ้าย อยู่ที่ดอยตุง
    - พระบรมธาตุรากขวัญเบื้องขวา อยู่ที่ เมืองอนุราชปุระ ลังกา
    - พระบรมธาตุมันสมอง อยู่ที่ พระธาตุจอมทอง เมืองเชียงรุ้ง สิบสองปันนา

    นับว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดและสูงที่สุด ทรงบัญชาให้พระสาวก อัญเชิญไปไว้ส่วนสูงที่สุดของสุวรรณภูมิ เมื่อถึงเวลาก็จะได้ทำพิธีกราบไหว้ รวมกันทุกส่วนของพระองค์ทีเดียวเลย

    เป็นอันว่า ย้อนกลับมาสรุปได้ว่า "พระธาตุดอยตุง" ซึ่งอยู่บนยอดเขาสูงประมาณ ๒,๐๐๐ เมตร พวกเราก็ได้มากันทุกปี

    สมัยก่อน "หลวงปู่ชุ่ม" ได้นำพวกชาวเขามาแพ้วถางทางขึ้นประมาณ ๑๗ ก.ม. จนปัจจุบันนี้ก็มีการลาดยางอย่างสะดวก

    ถ้าจะย้อนกลับไปนับตั้งแต่สมัยพระเจ้าอชุตราช พระธาตุแห่งนี้มีอายุสองพันห้าร้อยกว่าปีมาแล้ว พวกเราอาจจะเคยร่วมสร้างกันมาก่อนก็เป็นได้

    รวมทั้งที่พระธาตุจอมกิตติด้วย ตามที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ เคยกล่าวเอาไว้ว่า

    โอวาทหลวงพ่อที่ดอยตุง
    "...พ่อมองดูหน้าลูกรักทุกคนที่นั่งอยู่ในที่นี้ พ่อคิดว่าลูกทุกคนคงจะเกิดในสมัยนั้น แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลง คือตายแล้วก็เกิด เกิดแล้วก็ตาย มีความสุขบ้าง มีความทุกข์บ้าง


    ในที่สุดก็ตาย แล้วก็เกิด..แล้วก็ตาย มาเป็นคนสมัยนี้ นี่เป็นความรู้สึกของพ่ออย่างเดียว พ่อไม่ยืนยัน แต่ถึงอย่างไรก็ดี เราก็คงเกิดหลายวาระ

    การเกิดแล้วตาย ตายแล้วก็เกิด เกิดแต่ละชาติมันก็มีแต่ความทุกข์ มีภาระในการปกครอง มีภาระในการบริหารในการกิดทุกครั้ง เราก็หวังในความรุ่งเรืองของชีวิต แต่แล้วในที่สุดสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นมันก็หมดไป

    ฉะนั้น ขอบรรดาลูกรักทั้งหลาย ที่ได้อภิญญาสมาบัติและวิชชาสาม จงใช้อภิญญาสมาบัติและวิชชาสามที่ได้ มุ่งพระนิพพานอย่างเดียว

    การที่จะท่องเที่ยวไปดูภพดูชาติต่างๆ เป็นของดี แต่ก็อย่าเอาจิตไปยุ่งกับโลกีย์วิสัย คือ ความโลภ และความโกรธ

    คิดว่าชนชาตินั้นเคยเป็นศัตรูของเขา ชนชาตินี้เคยเป็นมิตรของเรา นี่เป็นทรัพย์สินของเรา อย่างกับคนที่มีอุปาทานกินใจ

    พ่อคิดว่านั่นเป็นอารมณ์ของความบ้ามากกว่า เรื่องของคนละชาติ มันก็เป็นคนละชาติ จะเอามาบวกกับชาตินี้ไม่ได้

    ขอลูกจงอย่าติดอาการอย่างนั้น เป็นการแสดงถึงการติดด้วยอำนาจกิเลส คือตัณหาเป็นสำคัญ มีอวิชชาเป็นเบื้องหน้า ควรจะคิดอย่างเดียวว่า..เราจะทำอย่างไรจึงจะไม่เกิด...สวัสดี"


    ที่มา: http://www.watthasung.com/wat/viewthread.php?tid=2307#5
     
  6. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    220
    ค่าพลัง:
    +583
    86659860_1821083591355939_3597277028727914496_o.jpg


    พระมหาชินธาตุเจ้าดอยตุง(๓)

    พระธาตุดอยตุงเชื่อกันว่าสร้างในสมัยพระเจ้าอชุตราชองค์หนึ่ง และสมัยพระเจ้ามังรายนราชอีกองค์หนึ่ง แห่งเมืองโยนกนาคพันธุ์ จึงเป็นพระธาตุคู่ ที่สร้างโดยพ่อและลูกเคียงคู่กัน และเป็นพระธาตุที่เก่าแก่มาแต่สมัยต้นพุทธกาล เป็นต้นตำนานกล่าวขานการสร้างเมืองเชียงราย จากอาณาจักรต่างๆที่ล่มสลาย มาจนถึงสถาปนาเมืองเชียงรายในทุกวันนี้ เวียงโยนกนาคพันธุ์มีความเป็นมาอย่างไร และตำนานปลาไหลเผือกเป็นเช่นไร ลองศึกษากันดูครับ


    *************

    ตำนาน “เวียงโยนกนาคพันธุ์” ก่อนกาลล่มสลายกลายเป็น
    ทะเลสาบเชียงแสน


    ความเป็นมาของดินแดนและชุมชนในแถบลุ่มแม่น้ำสายและแม่น้ำโขง รวมถึงแถบลุ่มแม่น้ำกกนั้น ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 19 ในรัชสมัยพญามังราย ปฐมกษัตริย์ผู้สถาปนาอาณาจักรล้านนา ทว่าก่อนหน้าพุทธศตวรรษที่ 19 นั้น ก็พบว่ามีชุมชนเกิดขึ้นอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ ชุมชนในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำกก – โขง และชุมชนในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง

    เรื่องราวของกำเนิดชุมชนในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำกก – โขงนั้น ปรากฏอยู่ในตำนานหลายฉบับ ตำนานเมืองสุวรรณโคมคำ ตำนานสิงหนวัติ ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน ต่างกล่าวไว้ว่า เทวกาล เจ้าผู้ครองเมืองนครไทยเทศในยูนนาน ได้ให้ราชบุตรแยกย้ายกันไปสร้างบ้านแปงเมือง สิงหนวัติกุมารจึงได้นำผู้คนอพยพมาสร้างเวียงขึ้นในเขตลุ่มแม่น้ำกก ตำนานระบุว่า พญานาค ได้มาช่วยสร้าง จึงเรียกชื่อเมืองแห่งนี้ว่า “นาคพันธุ์สิงหนวัติ” หรือ “เวียงโยนกนาคพันธุ์” มีกษัตริย์ปกครองต่อมาถึง 45 พระองค์ รวมถึงการขับไล่พวกขอมออกไปจากพื้นที่

    จนในที่สุดเวียงโยนกนาคพันธุ์ก็ล่มสลายกลายเป็นหนองน้ำ เนื่องด้วยชาวเมืองไปจับปลาไหลเผือกตัวเท่าต้นตาลในแม่น้ำกก และแบ่งปันกันกินทั่วเมือง ตกกลางคืนเกิดฝนฟ้าคนอง แผ่นดินไหวเมืองจึงล่มเป็นหนองน้ำ กระทั่งปัจจุบันยังปรากฏหนองน้ำแห่งหนึ่งใกล้อำเภอเชียงแสนเรียกว่า เวียงหนอง ที่ชาวบ้านเชื่อกันว่าเดิมคือเวียงโยนกนาคพันธุ์ของพระเจ้าสิงหนวัติ บริเวณกลางหนองมีเกาะเรียก ดอนแม่ม่าย ซึ่งพ้องตามตำนานที่ว่ามีแม่ม่ายรอดตายจากเมืองล่มอยู่เพียงลำพังคนเดียว เพราะไม่ได้ร่วมกินปลาไหลเผือกกับชาวเมืองคนอื่น ๆ

    จากพงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสนกล่าวถึงตำนานเวียงโยนกนาคพันธุ์ล่มไว้ว่า “ศักราชได้ปีเถาะ พุทธศาสนาล่วงได้ 1002 ปี พระองค์มหาชัยชนะเป็นกษัตริย์แห่งเมืองโยนกได้ 5 ปี คนทั้งหลายไปแอ่วแม่น้ำกุกกนาดี ก็เห็นปลาเหยี่ยนเผือกตัวใหญ่เท่าลำตาลยาว 7 วา เขาก็ปล่าวกันไปทุบเหยี่ยนเผือกตัวนั้นจนตายแล้วก็มีอาชญาให้ครัวแล้วแจกกันกินใคว่ทั้งเวียง เมื่อถึงเวลาค่ำแล้วก็ปรากฏได้ยินเสียงแผ่นดินดังสนั่นหวั่นไหว…เมื่อนั้นเวียงโยนกนครหลวงที่นั่น ก็ยุบลงเกิดเป็นหนองน้ำใหญ่ คนทั้งหลายอันมีในเวียงนั้น มีกษัตริย์เจ้าเป็นประธานเลยวินาศฉิบหายตกจมลงไปในน้ำทั้งหมดแล…”

    นอกจากนั้นยังมีเรื่องราวของตำนานเมืองเชียงแสนที่เล่าสืบต่อกันมาจากปากต่อปากของผู้เฒ่าผู้แก่แห่งบ้านแม่ลาก อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงรายว่า “ครั้งหนึ่งมีหนองน้ำใหญ่อยู่ในเมืองนี้หนองหนึ่ง พญาเจ้าเมืองปล่อยเป็ด ห่านลงเล่นน้ำทุกวัน จนกระทั่งวันหนึ่งพญาเจ้าเมืองพบว่าเป็ด ห่านที่เลี้ยงไว้ถูกปลาไหลกิน ท่านจึงได้ไปขอฝ้ายบ้านละปิ๊บ เอามาพันทำเป็นสายเบ็ดมัดติดไว้กับหลังเป็ดแล้วปล่อยลงหนองน้ำ ปลาไหลเผือกออกมากินจึงติดเบ็ด ชาวบ้านจึงช่วยกันจับได้ที่บ้านแม่ฮะ แล้วลากมาที่บ้านแม่ลาก เอาใส่เกวียนไปทำอาหารที่บ้านแม่ลัว จากนั้นจึงเอาไปฆ่าแล้วแบ่งกันไปทำอาหารกินที่บ้านแม่กก

    จากนั้นมีลูกชายพระอินทร์มาเที่ยวที่บ้านแม่ม่าย ถามว่าเมืองนี้มีกลิ่นอะไรหอมจัง แม่ม่ายตอบว่าเขากินปลาไหลเผือกกัน ลูกชายพระอินทร์จึงถามว่าได้กินกับเขาบ้างไหม แม่ม่ายตอบว่าไม่ได้กิน เขาไม่แบ่งให้ ลูกชายพระอินทร์ตอบว่าไม่ได้กินก็ดีแล้ว ถ้าได้ยินเสียงดังตอนกลางคืน อย่าออกไปข้างนอกให้อยู่แต่ในบ้าน ตกกลางคืนมีเสียงดังกึกก้อง แม่ม่ายจะวิ่งออกมาดูก็นึกถึงคำเตือนจึงกลับเข้านอน แต่ก็ได้ยินเสียงดังยิ่งกว่าเดิม พอถึงตอนเช้าจึงออกไปดู มองเห็นแต่น้ำเวิ้งว้างไปทั่ว”

    หนองน้ำดังกล่าวชาวบ้านเชื่อว่ากลายเป็นทะเลสาบเชียงแสน แอ่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่เนื้อที่กว่า 1 ตร.กม. ในท้องที่ตำบลโยนกก่อนถึงเมืองเชียงแสนประมาณ 5 กม. เป็นที่อาศัยของสัตว์น้ำจืดและปลานานาชนิด ซึ่งชาวบ้านหากินเลี้ยงชีพมาแต่โบราณ

    ทะเลสาบเชียงแสนในปัจจุบันอาจเป็นส่วนหนึ่งของเวียงโยนกนาคพันธุ์ที่ล่มสลายไปเมื่อกว่าหนึ่งพันปีก่อน ซึ่งยังปรากฏมีเศษซากของโบราณสถานหลายแห่งไว้ให้คนรุ่นหลังได้สืบค้นเรื่องราวของตำนานมนต์ตราแห่งคำสาป ปัจจุบันพื้นที่ทะเลสาบเชียงแสนประมาณ 2,711 ไร่ แวดล้อมไปด้วยขุนเขาถูกประกาศให้เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย หรือ ทะเลสาบเชียงแสน เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2528 เพราะมีการสำรวจพบว่าบริเวณนี้มีนกมากมายอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นนกท้องถิ่นอย่างนกอีโก้ง นกอีลุ้ม นกอีล้ำ นอกจากนั้นในช่วงฤดูหนาวทุกปี ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไปจะมีนกเป็ดน้ำจำนวนมาก ซึ่งอพยพโยกย้ายมาจากทางตอนกลางของทวีปเอเชียมาอาศัยอยู่ รวมทั้งนกที่หายากในเมืองไทย เช่น นกเป็ดพม่า นกเป็ดผีใหญ่ นกกาน้ำใหญ่ นกกระสานวล และนกเป็ดแดง เป็นต้น

    สำหรับนักท่องเที่ยวที่รักในธรรมชาติต้องการมาชมทะเลสาบเชียงแสนและนกน้ำหายาก ในช่วงเวลานี้นับเป็นฤดูที่จะพบเห็นนกเหล่านี้ได้ โดยทะเลสาบเชียงแสนตั้งอยู่บริเวณ กม. 27 บ้านกู่เต้า ถนนสายแม่จัน – เชียงแสน แยกขวามือเข้าสู่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย ประมาณ 1 กม.กล่าวกันว่าบริเวณทะเลสาบเชียงแสนเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่ง นอกจากนั้นยังเป็นแหล่งดูนกที่สำคัญอันดับต้น ๆ ของประเทศอีกด้วย เนื่องจากมีความสะดวกเพราะมีถนนรอบทะเลสาบสามารถใช้เพียงกล้องส่องทางไกลดูนกเท่านั้น


    บทความโดย
    จักรพงษ์ คำบุญเรือง


    ที่มา: https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/958578

    *************************


    ตำนานปลาไหลเผือกของคนโบราณ อาจจะดูเป็นเรื่องเพ้อฝันของคนยุคใหม่ แต่ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องเหลวไหลไปซะทีเดียว มีผู้รู้ได้ตั้งสมมุติฐานเอาไว้ว่าเหตุแห่งการล่มสลายเมืองในอดีตถ้าไม่เกิดโรคระบาดก็ภัยธรรมชาติ อย่างเมืองเชียงแสนนี้อาจเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ขึ้นจึงเป็นเหตุให้เมืองล่มลง คนโบราณสมัยนั้นไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้คนที่เหลือรอดอยู่ก็เอาความเชื่อความรู้เท่าที่มีในสมัยนั้นมาผูกเป็นตำนานขึ้น การปรากฏตัวของปลาไหลขนาดลำต้นตาลไม่ใช่เรื่องธรรมดาอาจเป็นลางบอกเหตุ คล้ายๆยุคนี้การพบสัตว์หายากในสถานที่ที่ไม่ควรพบก็เป็นการบอกถึงความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ
     
  7. tee_tores

    tee_tores เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 ธันวาคม 2010
    โพสต์:
    12,487
    ค่าพลัง:
    +52,556
    IMG_25630307_144027.JPG 1583564746471.jpg 1583564744715.jpg 1583564742696.jpg 1583564740394.jpg
     
  8. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    220
    ค่าพลัง:
    +583
    87385337_1821974424600189_4213348812703399936_o.jpg


    พระมหาชินธาตุเจ้าดอยตุง(๔)

    จากตอนก่อนได้กล่าวถึงการล่มสลายของเมืองโยนกนาคพันธุ์ที่ตามตำนานกล่าวว่าเกิดจากการกินปลาไหลเผือก เรื่องนี้ก็ว่ากันไปตามตำนาน แต่นักวิชาการเชื่อกันว่าสาเหตุน่าจะเกิดจากแผ่นดินไหวที่รุนแรง เพราะเมื่อมีการศึกษาภูมิประเทศแล้วเมืองโยนกนาคพันธุ์นี้ตั้งอยู่บนลอยเลื่อนแม่จัน

    สมัยที่ผมเรียนหนังสือตอนประถมเราเรียนวิชาประวัติศาสตร์ภูมิศาสตร์ เราภูมิใจกันนักว่าบ้านเราไม่มีการเกิดแผ่นดินไหว สึนามิ แบบญี่ปุ่น (ที่อ้างญี่ปุ่นเพราะเห็นในการ์ตูนญี่ปุ่นบ่อยๆ) และพายุไต้ฝุ่น เฮอริเคน ทอร์นาโด แบบฝรั่ง แต่หลังจากที่เกิดสึนามิขึ้นที่ประเทศไทยแล้ว เราก็เริ่มมั่นใจว่าภัยธรรมชาติที่กล่าวมานั้นมันคงเคยเกิดที่บ้านเรามาแล้วในอดีต แต่ตอนนี้พลังชั่วร้ายนั้นมันได้หลับไหลลงเพื่อรอเวลาที่มันจะตื่นขึ้นมาสำแดงพลังอีกครั้ง เพื่อกวาดล้างสรรพสิ่ง ให้กลับไปเริ่มต้นใหม่ หมุนเวียนเป็นวัฏจักรไปเช่นนี้


    *************

    เวียงหนองหล่ม ตำนานแห่งความล่มสลายของ “โยนกนาคพันธุ์”

    เวียงหนองหล่มเป็นพื้นที่สาธารณะที่มีลักษณะเป็นแอ่งรับน้ำ หรือพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ที่สุดของอำเภอแม่จัน และจังหวัดเชียงราย มีอาณาบริเวณติดต่ออยู่ 3 ตำบล 2 อำเภอ คือ ต.จันจว้า , ต.ท่าข้าวเปลือก อ.แม่จัน และ ต.โยนก อ.เชียงแสน จ.เชียงราย มีพื้นที่ถ้าคำนวณจากการแบ่งสันปันน้ำประมาณ 60,000 กว่าไร่ ปัจจุบันมีพื้นที่คงเหลือ ประมาณ 15,000 ไร่ เนื่องจากพื้นที่บางส่วน ได้มีการบุกรุก ครอบครอง ทำประโยชน์และออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินไปแล้ว พื้นที่บางส่วนถูกทำลายจากประชาชนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ เป็นจำนวนมาก จนทำให้สภาพแวดล้อมต่างๆ ถูกทำลายลงไป รวมทั้งแหล่งโบราณคดีที่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และธรณีวิทยาที่ทรงคุณค่าได้สูญหาย และถูกทำลายอันเนื่องมาจากสาเหตุต่าง ๆ ดังกล่าว และสภาพพื้นที่ดังกล่าวในปัจจุบันยังคงมีสภาพที่เป็น หนองน้ำธรรมชาติที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ หรือทางด้านระบบนิเวศน์ที่ค่อนข้าง มีความสมบูรณ์ ประกอบด้วย หนองน้ำ ทุ่งหญ้า ป่าไม้ สัตว์น้ำ และนกหลากหลายชนิด ซึ่งชาวบ้าน มักเรียกบริเวณแถบนี้ว่า “เมืองหนอง” หรือ เวียงหนอง” หรือบ้างก็เรียกว่า “ เวียงหนองหล่ม ”

    เวียงหนองหล่ม เป็นหนองน้ำและบริเวณที่ลุ่มต่ำ รูปร่างยาวตามทิศตะวันออกเฉียงเหนือ – ตะวันตกเฉียงใต้ ปิดล้อมด้วยเนินเขายกเว้นทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นที่ราบเปิดโล่งจนถึงแม่น้ำโขง บริเวณด้านใต้ของ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย น้ำในแอ่งระบายสู่แม่น้ำกกทางทิศตะวันออกตามลำน้ำแม่ลัว แต่ในฤดูน้ำหลาก น้ำจากแม่น้ำกกจะหลากท่วมเข้าไปในหนองทำให้เกิดบึงขนาดใหญ่ พื้นที่บริเวณโดยรอบเวียงหนองหล่ม แสดงให้เห็นร่องรอยของแนวรอยเลื่อนหลายแนว ที่สำคัญได้แก่ แนวรอยเลื่อนที่เป็นแนวยาววางตัวในทิศตะวันออกเฉียงเหนือ-ตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งก่อให้เกิดลักษณะภูมิประเทศตามแนวรอยเลื่อนอันได้แก่ แม่น้ำกก แม่น้ำบง ผาชันของดอยผาตอง รวมทั้งขอบของเวียงหนองหล่มด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือและตะวันออกเฉียงใต้ จากการที่ขอบเวียงหนองหล่มเป็นแนวเดียวกันกับรอยเลื่อน ทำให้สันนิษฐานได้ว่าเวียงหนองหล่มเป็นแอ่งที่เกิดจากการทรุดตัวของแผ่นดินตามแนวรอยเลื่อน ซึ่งแต่เดิมเกิดเป็นแอ่งยาวตามแนวรอยเลื่อน แต่ต่อมามีตะกอนมาทับถมบริเวณแอ่งด้านตะวันออกจนตื้นเขิน เหลือส่วนด้านตะวันตกเป็นหนองน้ำ

    นักวิชาการบางท่านเชื่อว่าในอดีต บริเวณแห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรโยนกนาคนคร ต่อมาได้เกิดการล่มสลายลงไป ซึ่งมีความเชื่อตั้งอยู่บนสมมุติฐาน มนต์ตราแห่งคำสาปของ “เวียงโยนกนาคพันธุ์” ที่มีความเป็นมาของดินแดนและชุมชนในแถบลุ่มแม่น้ำสายและแม่น้ำโขง รวมถึงแถบลุ่มแม่น้ำกกนั้น ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 19 ในรัชสมัยพญามังราย ปฐมกษัตริย์ผู้สถาปนาอาณาจักรล้านนา ทว่าก่อนหน้าพุทธศตวรรษที่ 19 นั้น พบว่ามีชุมชนเกิดขึ้นอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ ชุมชนในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำกก – โขง และชุมชนในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง

    เรื่องราวของการกำเนิดชุมชนในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำกก – โขงนั้น ปรากฏอยู่ในตำนานหลายฉบับเช่น ตำนานเมืองสุวรรณโคมคำ ตำนานสิงหนวัติ ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน ต่างกล่าวไว้ว่า เทวกาล เจ้าผู้ครองเมืองนครไทยเทศในยูนนาน ได้ให้ราชบุตรแยกย้ายกันไปสร้างบ้านแปงเมือง สิงหนวัติกุมารจึงได้นำผู้คนอพยพมาสร้างเวียงขึ้นในเขตลุ่มแม่น้ำกก ตำนานระบุว่า พญานาค ได้มาช่วยสร้าง จึงเรียกชื่อเมืองแห่งนี้ว่า “นาคพันธุ์สิงหนวัติ” หรือ “เวียงโยนกนาคพันธุ์” มีกษัตริย์ปกครองต่อมาถึง 45 พระองค์ จนในที่สุดเวียงโยนกนาคพันธุ์ก็ล่มสลายกลายเป็นหนองน้ำ เนื่องด้วยชาวเมืองไปจับปลาไหลเผือกตัวเท่าต้นตาล ยาว 7 วา ในแม่น้ำกก แล้วนำมา ชำแหละ และแบ่งปันกันกินทั่วเมือง พอถึงตอนกลางคืนเกิดฝนฟ้าคะนอง แผ่นดินไหวถึง 3 ครั้ง เป็นเหตุให้บ้านเมืองล่มสลายเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ กระทั่งปัจจุบันยังปรากฏหนองน้ำที่ชาวบ้านเชื่อกันว่าเดิมคือ เวียงโยนกนาคพันธุ์ของพระเจ้าสิงหนวัติ บริเวณกลางหนองมีเกาะเรียกชื่อว่า ดอนแม่ม่าย ซึ่งพ้องตามตำนานที่ว่ามีแม่ม่ายรอดตายจากเมืองล่มอยู่เพียงลำพังคนเดียว เพราะไม่ได้ร่วมกินปลาไหลเผือกกับชาวเมืองคนอื่น ๆ

    ส่วนประเด็นเรื่องการเกิดแผ่นดินไหวบริเวณพื้นที่เวียงหนองหล่ม (เมืองโยนกนาคนคร ) ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เขตปกครองของ ต.จันจว้า , ต.จันจว้าใต้ ต.ท่าข้าวเปลือก อ.แม่จัน และ ต.โยนก อ.เชียงแสน จ.เชียงราย จากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา ว่ามีแนวลอยเลื่อนของเปลือกโลกที่เรียกว่า “ แนวรอยเลื่อน แม่จัน – เชียงแสน’’ หรือ “ รอยเลื่อนเชียง แสน’’ รอยเลื่อนนี้วางตัวในแนวตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนบนสุดของประเทศ มีความยาวประมาณ 130 กิโลเมตร โดยเริ่มต้นจากแนวร่องน้ำแม่จัน อ.แม่จัน ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือตามแม่น้ำเงิน ทางด้านทิศเหนือของ อ.เชียงของจ.เชียงราย แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่สุดที่วัดได้ตามแนวเลื่อนนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2521 วัดได้ 4.9 ริคเตอร์ และตั้งแต่ พ.ศ 2521 เป็นต้นมา ได้เกิดแผ่นดินไหววัดได้มากกว่า 3 ริคเตอร์ ซึ่งเกิดตามแนวรอยเลื่อนนี้ นับจำนวนได้ 10 ครั้ง และมี 3 ครั้งวัดได้มากกว่า 4.5 ริคเตอร์ แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นโดยทั้งหมดบริเวณนี้เป็นแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในระดับที่ตื้นกว่า 10 กิโลเมตร

    และจากการศึกษา แผนที่หน่วยหินจังหวัดเชียงราย สำนักธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี เมื่อเดือน ตุลาคม 2547 พบว่า สภาพทางธรณีวิทยาในบริเวณกลางของพื้นที่ชุ่มน้ำเวียงหนองหล่ม ประกอบไปด้วยตะกอนปัจจุบัน สะสมตัวโดยทางน้ำ กรวด ทราย ดินในยุคควอเทอร์นารี ส่วนบริเวณขอบของพื้นที่หนองน้ำเป็นหินชั้นตะกอนที่ยังไม่แข็งตัวด้วยชั้นทราย ชั้นทรายกรวด ชั้นดินดานและชั้นทรายแป้ง ยุคเทอร์เชียรี และหินแกรนิต ไบโอไทต์-มัสโคไวต์แกรนิต ที่แสดงการเรียงตัวแบบยุคคาร์บอนิเฟอรัสช่วงล่าง

    การพบหลักฐานทางโบราณคดี ที่ชาวบ้านได้ขุดพบเศษซากซึ่งเป็น ทั้งข้าวของ เครื่องใช้ในครัวเรือน กล้องยาสูบดินเผา แม้กระทั่งเครื่องรางของขลัง พระเครื่อง พระพุทธรูป กระจัดกระจายอยู่โดยทั่วบริเวณพื้นที่เวียงหนองหล่ม นอกจากนี้ยังพบว่าบริเวณกลางเวียงหนองหล่มยัง มีหนองน้ำร้อน (น้ำพุร้อน) ที่อาจเกิดจากรอยเลื่อนแม่จัน – เชียงแสน ที่ลากผ่านบริเวณพื้นที่เวียงหนองหล่ม แห่งนี้ จึงเป็นสมมุติฐานทางแนวความคิดที่สนับสนุนความเชื่อของประชาชนในท้องถิ่นซึ่งเชื่อว่าอาณาจักรโยนกนาคนครได้ล่มสลายลงอาจเกิดเนื่องจากเหตุแผ่นดินไหวแล้วทำให้เมือง ดังกล่าวได้ล่มจมลงเป็นหนองน้ำกว้างใหญ่ตราบเท่าที่เห็นในทุกวันนี้

    ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ได้เข้ามาศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพในบริเวณพื้นที่เวียงหนองหล่ม พบว่าได้มีพืชจำนวน 286 ชนิด มีนก จำนวน 96 ชนิด และมีปลามากกว่า 22 ชนิด สัตว์น้ำและสัตว์ป่าอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมากมายในระบบนิเวศน์ จึงถือได้ว่าบริเวณแห่งนี้เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญยิ่งทางชาติพันธุ์และระบบนิเวศทางธรรมชาติ ดังนั้นพื้นที่เวียงหนองหล่มจึงนับว่าเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญแห่งหนึ่งของชุมชน โดยมีการจับสัตว์น้ำจำพวก ปลา กุ้ง หอย เพื่อนำมาเป็นอาหาร อีกทั้งยังมีพืชผักพื้นบ้านที่สามารถนำมาเป็นอาหารได้ ซึ่งขึ้นอยู่ตามพื้นที่ชุ่มน้ำเวียงหนองหล่ม เช่น ผักขม ผักบ้งุ มะระ ตำลึง ขาเขียด สีเสียด เป็นต้น

    และบริเวณพื้นที่แห่งนี้ยัง ถือได้ว่าเป็นแหล่งเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัวและควาย ซึ่งเป็นประโยชน์แก่พี่น้อง ประชาชนที่อาศัยอยู่รอบๆ เขตพื้นที่เวียงหนองหล่ม เป็นประโยชน์ต่อการอุปโภค บริโภค การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ การเป็นแหล่งอุ้มน้ำหรือซับน้ำ เป็นการป้องกันการเกิดอุทกภัยและเป็นแหล่งเก็บกักน้ำไว้ในใช้ในภาคฤดูแล้ง ซึ่งหากได้รับการปรับปรุงและพัฒนา ให้ดีกว่าสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คาดว่า พื้นที่ชุ่มน้ำเวียงหนองหล่มตามที่กล่าวมาข้างต้น จะเป็นประโยชน์โดยรวมแก่พี่น้องประชาชนทั้งในและ นอกพื้นที่ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งเป็นการพัฒนาเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และแหล่ง การเรียนรู้ทางโบราณคดี เรียนรู้เชิงระบบนิเวศ และ สิ่งแวดล้อม ไปพร้อม ๆ กับการอนุรักษ์สืบสานและเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้เป็นมรดกไทยที่ดีงาม มีความหลากหลายด้านนิเวศน์ที่ยังคงงดงามตามธรรมชาติให้เหลือพอได้สัมผัสกลิ่นอายของ ประวัติศาสตร์สร้างสุขที่เลือกได้ของชุมชนคนจันจว้าตลอดไป


    บทความโดย
    จักรพงษ์ คำบุญเรือง

    ที่มา: https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/822538
     
  9. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    220
    ค่าพลัง:
    +583
    DSC_8629.jpg


    สวดมนต์บทรัตนสูตร (พร้อมคำแปล)
    (คัดลอกมาจากหนังสือสวดมนต์แปล ฉบับวัดท่าซุง
    (พอเริ่มทำน้ำมนต์ พระอานนท์ก็กล่าวว่า)

    ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ
    ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข,
    สัพเพ วะ ภูตา สุมะนา ภะวันตุ
    อะโถปิ สักกัจจะ สุณันตุ ภาสิตัง,
    ตัสมา หิ ภูตา นิสาเมถะ สัพเพ
    เมตตัง กะโรถะ มานุสิยา ปะชายะ,
    ทิวา จะ รัตโต จะ หะรันติ เย พะลิง
    ตัสมา หิ เน รักขะถะ อัปปะมัตตา ฯ


    หมู่ภูตผีปิศาจประจำถิ่นทั้งหลาย ที่ประชุมกันอยู่ในเมืองนี้ก็ดี ที่ประชุมกันอยู่ในอากาศก็ดี ขอหมู่ภูตผีปิศาจทั้งปวงนั้น จงเป็นผู้มีใจดี และจงฟังธรรมของพระตถาคตเจ้า ที่เรากล่าวแล้วนี้โดยเคารพเถิด
    เพราะเหตุที่ท่านทั้งหลายเป็นผู้มีใจดีอย่างนี้นั่นแหละ ท่านภูตผีปีศาจทั้งหลายจงตั้งใจฟัง แล้วกระทำไมตรีจิตในชุมชนหมู่มนุษย์ ขอท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาท รักษาหมู่มนุษย์ผู้ซึ่งสังเวยท่านด้วยพลีกรรมทั้งกลางวันกลางคืน ตลอดกาลทุกเมื่อเถิด

    ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วา,
    สัคเคสุ วา ยัง ระตะนัง ปะณีตัง
    นะ โน สะมัง อัตถิ ตะถาคะเตนะ,
    อิทัมปิ พุเธ ระตะนัง ปะณีตัง,
    เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ


    ทรัพย์อันทำให้ยินดีและปลื้มใจ อย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้หรือโลกอื่น หรือว่ารัตนะอันประณีตในสวรรค์ ทรัพย์หรือรัตนนั้น ๆ ที่จะวิเศษเสมอด้วย พระตถาคตเจ้านั้นไม่มีเลย คุณวิเศษแม้อันนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า
    ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอความสวัสดีจงมี

    ขะยัง วิราคัง อะมะตัง ปะณีตัง
    ยะทัชฌะคา สักยะมุนี สะมาหิโต,
    นะ เตนะ ธัมเมนะ สะมัตถิ กิญจิ
    อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง,
    เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ


    พระศรีศากยมุนีเจ้า ผู้มีพระทัยดำรงตั้งมั่น ได้บรรลุถึงความสิ้นไปแห่งกิเลสและความสิ้นไปแห่งราคะ อันเป็นอมตะธรรมอันประณีตแล้ว
    สิ่งวิเศษใด ๆ จะเสมอด้วยพระธรรมนั้นย่อมไม่มี
    คุณวิเศษแม้อันนี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระธรรม
    ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอความสวัสดีจงมี

    ยัมพุทธะเสฏโฐ ปะริวัณณะยี สุจิง
    สะมาธิมานันตะริกัญญะมาหุ,
    สะมาธินา เตนะ สะโม นะ วิชชะติ,
    อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง,
    เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ


    พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ทรงสรรเสริญสมาธิว่าเป็นธรรมอันสะอาด
    และบัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่าสมาธิเป็นคุณธรรมอันให้ผลโดยลำดับสม่ำเสมอ
    คุณธรรมอื่น ๆ ที่จะเสมอด้วยสมาธิที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญแล้วนั้นย่อมไม่มี
    คุณวิเศษแม้อันนี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระธรรม
    ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ขอความสวัสดีจงมี

    เย ปุคคะลา อัฏฐะ สะตัง ปะสัฏฐา
    จัตตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนติ
    เต ทักขิเณยยา สุคะตัสสะ สาวะกา,
    เอเตสุ ทินนานิ มะหัปผะลานิ
    อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง,
    เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหนตุ ฯ


    พระอริยบุคคล 8 จำพวก 4 คู่ ที่สัตบุุรุษสรรเสริญแล้วนั้น เป็นสาวกของพระสุคตเจ้า เป็นผู้ควรรับทานที่หมู่ชนนำมาถวาย
    ทานทั้งหลายที่ถวายในพระอริยบุคคล 8 จำพวก 4 คู่เหล่านั้น ย่อมมีผลมาก
    คุณวิเศษแม้อย่างนี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระอริยสงฆ์
    ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอความสวัสดีจงมี

    เย สุปปะยุตตา มะนะสา ทัฬเหนะ
    นิกกามิโน โคตะมะสาสะนัมหิ,
    เต ปัตติปัตตา อะมะตัง วิคัยหะ
    ลัทธา มุธา นิพพุติง ภุญชะมานา,
    อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง,
    เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ

    ( ทัฬเหนะ อ่านว่า ทัล - ละ - เห – นะ )

    พระอริยบุคคลทั้งหลาย ในศาสนาของพระสมณโคดมเจ้า เป็นผู้ประกอบความเพียรดีแล้ว มีใจมั่นคง มีความใคร่ออกไปแล้ว
    พระอริยบุคคลทั้งหลายเหล่านั้น เป็นผู้ถึงอรหัตผลที่ควรถึง ได้หยั่งจิตเข้าสู่นิพพานแล้วได้ความดับกิเลสโดยง่ายแบบกินเปล่า แล้วจึงเสวยผลที่ได้นั้นอยู่ตลอดกาล
    คุณวิเศษแม่อย่างนี้ เป็นรัตนะอันประณีตนายพระอริยสงฆ์
    ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอความสวัสดีจงมี

    ยะถินทะขีโล ปะฐะวิง สิโต สิยา
    จะตุพภิ วาเตภิ อะสัมปะกัมปิโย,
    ตะถูปะมัง สัปปุริสัง วะทามิ
    โย อะริยะสัจจานิ อะเวจจะ ปัสสะติ,
    อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง,
    เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ


    เสาเขื่อนที่ฝังลงดินแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหวสั่นสะเทือนด้วยลมพายุจาก 4 ทิศฉันใด
    เราตถาคตย่อมเรียกบุคคลผู้มีปัญญาอันหยั่งลงเห็นอริยสัจทั้งหลาย ว่าเป็นสัตบุรุษผู้ไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม มีอุปมาแม้ฉันนั้น
    คุณวิเศษแม่อย่างนี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระอริยสงฆ์
    ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ขอความสวัสดีจงมี

    เย อะริยะสัจจานิ วิภาวะยันติ
    คัมภีระปัญเญนะ สุเทสิตานิ
    กิญจาปิ เต โหนติ ภุสัปปะมัตตา
    นะ เต ภะวัง อัฏฐะมะมาทิยันติ,
    อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง,
    เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ


    พระโสดาบันผู้กระทำให้แจ้งซึ่งอริยสัจทั้งหลาย ที่พระตถาคตเจ้าผู้มีพระปัญญาอันลึกซึ้งทรงแสดงไว้ดีแล้ว แต่พระโสดาบันนั้นก็ยังเป็นผู้ประมาทอยู่ ถึงกระนั้น ท่านย่อมไม่ก่อกรรมเป็นเหตุให้ถือเอาการเกิดในภพชาติที่ ๘ อีกอย่างแน่นอน
    คุณวิเศษแม้อย่างนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระอริยสงฆ์
    ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอความสวัสดีจงมี ฯ

    สะหาวัสสะ ทัสสะนะสัมปะทายะ
    ตยัสสุ ธัมมา ชะหิตา ภะวันติ
    สักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉิตัญจะ
    สีลัพพะตัง วาปิ ยะทัตถิ กิญจิ,
    จะตูหะปาเยหิ จะ วิปปะมุตโต
    ฉะ จาภิฐานานิ อะภัพโพ กาตุง,
    อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง,
    เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ


    พระโสดาบัน ละสังโยชน์ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส ได้แล้ว พร้อมด้วยความถึงพร้อมแห่งการเห็นด้วยปัญญานั้นเทียว อนึ่ง พระโสดาบันเป็นผู้พ้นจากอบายภูมิทั้ง ๔ แล้ว เป็นผู้ไม่อาจเพื่อจะกระทำอภิฐานะ คือเหตุแห่งความฉิบหายอันยิ่งใหญ่ ทั้ง ๖ ได้แก่ อนันตริยกรรม ๕ และการไปเข้ารีตศาสนาอื่นได้อีกต่อไป
    คุณวิเศษแม้อย่างนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระอริยสงฆ์
    ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอความสวัสดีจงมี ฯ

    กิญจาปิ โส กัมมัง กะโรติ ปาปะกัง
    กาเยนะ วาจายุทะ เจตะสา วา
    อะภัพโพ โส ตัสสะ ปะฏิจฉะทายะ,
    อะภัพพะตา ทิฏฐะปะทัสสะ วุตตา,
    อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง,
    เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ


    พระโสดาบันนั้นยังกระทำบาปกรรมเล็กน้อย ด้วยกายหรือวาจาใจบ้าง แม้เพราะเหตุคือ การทำบาปกรรมแม้เล็กน้อยนี้ ก็ไม่ควรเพื่อจะปกปิดบาปกรรมอันนั้น เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้แล้วว่า พระโสดาบันเป็นผู้เห็นทางพระนิพพานแล้ว จึงไม่ควรเพื่อจะปกปิดบาปกรรมอันเล็กน้อยนั้น
    คุณวิเศษแม้อย่างนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระอริยสงฆ์
    ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอความสวัสดีจงมี ฯ

    วะนัปปะคุมเพ ยะถา ผุสสิตัคเค
    คิมหานะมาเส ปะฐะมัสมิง คิมเห,
    ตะถูปะมัง ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ
    นิพพานะคามิง ปะระมัง หิตายะ,
    อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง,
    เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ


    พุ่มไม้ในป่า ออกยอดบานในระยะต้นเดือนที่อากาศเริ่มร้อนแห่งฤดูร้อนฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงพระธรรมอันประเสริฐ เป็นทางให้ถึงพระนิพพาน เพื่อประโยชน์อย่างยิ่งแก่หมู่สัตว์ทั้งหลาย มีอุปมาฉันนั้น
    คุณวิเศษแม้อย่างนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า
    ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอความสวัสดีจงมี ฯ

    วะโร วะรัญญู วะระโท วะราหะโร
    อะนุตตะโร ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ,
    อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง,
    เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ


    พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ทรงรู้ธรรมอันประเสริฐ ทรงให้ธรรมอันประเสริฐ เป็นผู้นำมาซึ่งธรรมอันประเสริฐ เป็นผู้ยอดเยี่ยมหาผู้อื่นในโลกเทียบไม่ได้ ได้ทรงแสดงซึ่งพระธรรมอันประเสริฐแล้ว คุณวิเศษแม้อย่างนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า
    ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอความสวัสดีจงมี ฯ

    ขีณัง ปุราณัง นะวัง นัตถิ สัมภะวัง
    วิรัตตะจิตตายะติเก ภะวัสมิง,
    เต ขีณะพีชา อะวิรุฬหิฉันทา
    นิพพันติ ธีรา ยะถายัมปะทีโป,
    อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง,
    เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ


    กรรมเก่าของพระอริยบุคคลทั้งหลายสิ้นแล้ว กรรมอันแต่งให้เกิดใหม่ย่อมไม่มี มีจิตอันหน่ายในภพต่อไปแล้ว พระอริยบุคคลเหล่านั้นสิ้นพืชคือตัณหาคือเหตุให้เกิดแล้ว
    ไม่มีความพอใจในภพงอกขึ้นมาอีกแล้ว เป็นผู้มีปัญญาย่อมดับกิเลสไม่มีเชื้อเหลือ เหมือนแสงสว่างอันดับไปแล้ว ฉะนั้น
    คุณวิเศษแม้อย่างนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระอริยสงฆ์
    ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอความสวัสดีจงมี

    ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ
    ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข,
    ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง
    พุทธัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ ฯ


    หมู่ภูตผีปีศาจประจำถิ่นทั้งหลาย ที่ประชุมกันอยู่ในที่นี้ก็ดี ที่ประชุมกันอยู่ในอากาศก็ดี เราทั้งหลายจงพากันนอบน้อมพระพุทธเจ้า ผู้เสด็จมาแล้วอย่างนั้น ซึ่งเป็นผู้ที่เทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ขอความสวัสดีจงมี ฯ

    ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ
    ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข,
    ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง
    ธัมมัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ ฯ


    หมู่ภูตผีปีศาจประจำถิ่นทั้งหลาย ที่ประชุมกันอยู่ในที่นี้ก็ดี ที่ประชุมกันอยู่ในอากาศก็ดี เราทั้งหลายจงพากันนอบน้อมพระธรรม ซึ่งเป็นธรรมที่เทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ขอความสวัสดีจงมี ฯ

    ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ
    ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข,
    ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง
    สังฆัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ ฯ


    หมู่ภูตผีปีศาจประจำถิ่นทั้งหลาย ที่ประชุมกันอยู่ในที่นี้ก็ดี ที่ประชุมกันอยู่ในอากาศก็ดี เราทั้งหลาย จงพากันนอบน้อมพระอริยสงฆ์ผู้มาแล้วอย่างนั้น ซึ่งเป็นธรรมที่เทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ขอความสวัสดีจงมี ฯ

    ***************

    นี้เป็นบทรัตนสูตรที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกให้พระอานนท์ท่องจำแล้วไปทำน้ำมนต์ หลังจากพระอานนท์ไปพรมน้ำมนต์ในเมืองเวสาลีทั้ง 4 ทิศแล้ว ภูตผีปีศาจก็รีบออกจากประตูเมือง ออกทางประตูไม่ทันก็ออกทางกำแพงเมือง กำแพงก็พัง

    อ่านมาถึงตรงนี้แล้วก็เกิดความสงสัยอีกแหละว่า เอ ที่พระอานนท์กล่าวคาถา (คือข้อความ) ตามที่กล่าวมานี้ ไม่ได้กล่าวขับไล่ภูตผีปีศาจเลย มีแต่บอกให้ภูตผีปีศาจโมทนายินดีในคุณความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ และให้ยินดีในทานที่มนุษย์ทั้งหลายพลีกรรม คือทำบุญแล้วอุทิศส่วนกุศลให้ทั้งกลางวันกลางคืน

    ลองคิดดูสิ มันเพราะอะไร ถ้าคิดไม่ได้ก็จะคิดแทนให้ แต่ไม่รับรองว่าจะถูกต้องนะ เพราะขึ้นชื่อว่า สังขารคือความคิดแล้ว คิดได้ทุกอย่างนั่นแหละ แต่ความคิดอย่างไหนที่เป็นสัมมาสังกัปโป (ความคิดชอบ) เท่านั้น ผู้เขียนขอคิดว่า เป็นด้วยอำนาจแห่งความเมตตาและกรุณาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ตามที่เราได้ยินกันเสมอว่า

    พุทโธ อัปปมาโณ คุณของพระพุทธเจ้าหาประมาณมิได้
    ธัมโม อัปปมาโณ คุณของพระธรรมหาประมาณมิได้
    สังโฆ อัปปมาโณ คุณของพระสงฆ์หาประมาณมิได้

    เมื่ออานุภาพแห่งพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มากหาประมาณมิได้อย่างนี้ ก็ย่อมร่มเย็นอย่างมหาศาล เราคงรู้สึกกันได้ดีเวลาเราอยู่ใกล้คนหรือพระสงฆ์ที่ท่านมีความเมตตากรุณามาก ๆ เรารู้สึกเย็นใจเพียงใด หรือถ้าเปรียบเป็นห้องเย็นที่เขาแช่ของในโกดัง ก็เรียกว่า เย็นเจี๊ยบ เจ้าหน้าที่ยังต้องใส่ชุดป้องกันความเย็นเลย เพื่อเอาสิ่งของไปเก็บ หรือเอาออกมาเลย

    ฉะนั้น ที่ภูตผีปีศาจได้ถูกน้ำมนต์รดราดแล้ว คงเย็นยิ่งกว่าความเย็นในห้องเย็นหลายร้อยเท่า จึงรีบวิ่งหนีออกไปโดยเร็วอย่างนั้น นี้น่าจะเป็นความคิดที่ไม่ผิดเท่าไหร่นะ แต่ท่านอย่าคิดมากอย่างผู้เขียนเลย ทำตามที่พระพุทธเจ้าบอกเถอะ ง่ายกว่าเยอะ ตอนนี้ต้องเป็นผู้มีสัทธาจริตแล้วละ เชื่อพระพุทธเจ้าเถอะ ดีแน่

    นอกจากเชื่อเรื่องน้ำมนต์แล้ว ก็ขอให้มีความเชื่อยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก คือเชื่อเรื่องการให้ทานแล้วดี เชื่อเรื่องการรักษาศีลแล้วดี เชื่อเรื่องทำสมาธิแล้วดี เชื่อเรื่องวิปัสสนาแล้วดี และที่สุด เชื่อเรื่องสวรรค์ นรก พรหม นิพพาน เพื่อจะได้ไม่เป็นผู้ประมาทในชีวิต และมีจิตตั้งตรงสู่พระนิพพานเท่านั้น

    พุทธานุภาเวนะ ด้วยอานุภาพแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    ธัมมานุภาเวนะ ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    สังฆานุภาเวนะ ด้วยอานุภาพแห่งพระสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสมพุทธเจ้า

    ได้โปรดเมตตาปกปักรักษาคุ้มครองท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย และสัตว์โลกผู้มีศีลมีธรรม จงปลอดภัยจากโรคาพยาธิทั้งปวงด้วยเทอญ

    พระครูภาวนาธรรมนิเทศก์
    21 มีนาคม 2563

    ที่มา:



    **********************

    ขออัญเชิญบทสวดรัตนสูตรโดย ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
    กรมหลวงวชิรญาณสังวร และคณะสงฆ์วัดบวรนิเวศ




    เป็นกำลังใจให้กับทุกคนนะครับ เราจะผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน
     
  10. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    220
    ค่าพลัง:
    +583
    90173829_840285139715685_509430254276706304_o.jpg


    หลักธรรมที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ

    วันนี้ก็คงจะมาขอพูดเรื่องของการเอื้อเฟื้อ และการให้กำลังใจกันหน่อยนะเพราะเห็นว่าช่วงนี้หลายประเทศขอให้ประชาชนอยู่แต่บ้าน ก็คงจะทำให้เครียดกันบ้าง

    เครียดเพราะอะไร ดูข่าวทั้งวัน มีแต่ข่าวโควิด วันนี้ผู้ติดเชื้อเพิ่มกี่คน เชื้อมาถึงไหนแล้ว เราจะติดไหม ฯลฯ คนที่มีครอบครัวก็ห่วงครอบครัว มีลูกห่วงลูก มีพ่อแม่ก็ห่วงพ่อแม่ ห่วงกันอีรุงตุงนัง ยิ่งพอต้องกักบริเวณก็ยิ่งเกิดอาการเครียด

    เมื่อเกิดความเครียดแล้วจะเป็นผลเสียยังไงล่ะ แล้วหลายฝ่ายถึงให้ความสำคัญ

    ถ้าเครียดก็ส่งผลเสียกับสุขภาพ ภูมิต้านทานต่ำลง และมีผลต่อสภาพจิตใจ ห่อเหี่ยวซึมเศร้า หรือบางทีอาจถึงขั้นทำร่ายตัวเองและคนอื่นได้น่ะสิ

    ตอนนี้หลายประเทศก็ห่วงประชาชนจะเกิดภาวะเครียด จนหลายฝ่ายก็ออกมาจัดกิจกรรมโดยทำในที่ที่ตัวเองอยู่นั่นแหละ เช่นเล่นดนตรีร้องเพลงร่วมกันจากระเบียงบ้าน เริ่มจากจากอิตาลีตอนนี้ทางยุโรปก็ถึงสวีเดนเลย

    หรือมีนักกีฬาที่มีชื่อเสียงพาคนออกกำลังกายจากดาดฟ้าและคอนโดของแต่ละคน ไม่ต้องออกมาข้างนอกหรอกนะ บ้านใครบ้านมันนั่นแหละ อันนี้พูดถีงต่างประเทศนะ เพราะส่วนมากเค้าจะอยู่กันตามอพาร์ทเม้นท์และตีกสูงกัน

    ต่างก็ช่วยกันไปตามหน้าที่ของตนที่จะพีงทำได้ แต่จุดประสงค์เดียวคือ ช่วยเหลือกัน

    หมอ ช่วยรักษาคนไข้
    นักกีฬา พาคนออกกำลังกายเพื่อให้แข็งแรงต้านโรคภัย
    นักดนตรี เล่นดนตรีเพื่อให้คนไม่เกิดภาวะเครียด

    ส่วนพระล่ะจะทำอะไรดี ? ก็คงต้องอธิษฐานจิตสวดมนต์ล่ะนะ ให้พระสวดมนต์ก็ถูกต้องแล้วนี่ จะให้พระไปพาออกกำลังกายก็ท่าจะไม่ดี สวดมนต์อย่างนี้แหละเห็นว่าสมควรแก่สถานะแล้ว

    สิ่งที่เราจะทำอะไรได้อีกในตอนนี้ คือการเอื้อเฟื้อ มีน้ำใจให้กัน ก็จะเห็นกันได้ในยามยากนี่ล่ะนะ แล้วความดีที่จะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจกัน สำหรับฆราวาสควรปฏิบัติคืออะไร ก็คือสังควัตถุ นี่เอง

    ◾สังคหวัตถุ 4 หรือ "ฆราวาสปฏิบัติ" หลักธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ เอื้ิอเฟื้อเกื้อกูล สงเคราะห์ซี่งกันและกัน เหมาะที่สุดกับเหตุการณ์บ้านเมืองในตอนนี้ ถ้าอย่างนั้นแล้วมีอะไรบ้างล่ะ

    ▪ ทาน การให้เอื้อเฟื้อแบ่งปัน มีน้ำใจ การแบ่งปันแก่ผู้ขาดแคลน
    ▪ ปิยวาจา การพูดจาด้วยถ้อยคำไพเราะอ่อนหวาน
    ▪ อัตถจริยา การสงเคราะห์ ช่วยเหลือกิจการงานผู้อื่น
    ▪ สมานัตตตา ไม่ถือตัวถือตน ไม่รังเกียจกันโดยความรู้ โดยฐานะเป็นต้น

    องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้ความสำคัญกับการพูดเป็นอย่างยิ่ง นอกจากจะเป็นหนึ่งในข้อของศีลแล้ว ก็ยังมีกรรมบถ 10 และยังมีห้ามพูดส่อเสียด คำหยาบ คำเพ้อเจ้อ อีกด้วยนะ

    หลวงพ่อพระราชพรหมยานท่านก็สอนให้พูดเพราะๆ.... จากคำบอกเล่า ของท่านเจ้าคุณพระราชภาวนาโกศล ตอนที่อยู่เฝ้าดูแลพยาบาลรักษาหลวงพ่อที่ตึกกลางน้ำ

    ท่านเจ้าคุณฯ บอกว่าหลวงพ่อท่านพูดดีมาก "ขอบใจนะลูกนะ ที่ช่วยดูแลพ่อ" แล้วท่านก็เล่าว่า พ่อ แม่สุนัขที่หลวงพ่อเลี้ยงไว้อย่างเช่นนิลกับนาค ท่านก็จะเรียกว่า "นิลเอ๊ย นาคเอ๊ย...อยู่ไหนลูก มาหาพ่อหน่อยซิ" นี่ขนาดสุนัขท่านยังพูดเพราะขนาดนี้

    สมเด็จพระพุฒาจารย์วัดสระเกศ ในงานครบรอบมรณภาพหลวงพ่อท่านขึ้นเทศน์ว่า "หลวงพ่อพูดคำว่าลูกเพราะมีความรู้สึกว่าพวกเราเป็นลูกของท่านจริงๆ "

    เวลาหลวงพ่อไปเยี่ยมนักเรียนโรงเรียนพระสุธรรมยานเถระ ท่านพูดกับนักเรียนว่าลูกทุกคำ นักเรียนถึงรักหลวงพ่อมาก หลวงพ่อไม่ได้พูดดีเฉยๆท่านยังไปเยี่ยมเขาถึงหอพัก เพราะเข้าใจดีว่านักเรียนที่อยู่หอจะมีความเหงาความเศร้าคิดถึงพ่อคิดถึงแม่

    หรือเวลาหลวงพ่อไปเยี่ยมทหารที่อยู่ชายแดนท่านก็ทักทหาร ว่าลูกอย่างนั้นลูกอย่างนี้ ทำให้ทหารมีกำลังใจดีมาก และยังนำของไปแจกทหารอีกด้วยนี่ยังเป็นทานในเรื่องของสังคหวัตถุ 4 อีกด้วย

    นักปราชญ์ก็ยังให้ความสำคัญกับการพูด เช่นในงานเขียนของสุนทรภู่ที่พวกเราเคยเรียนกันมาแทบจะทุกคนแหละนะ

    "ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์ มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา"

    "อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก แต่ลมปากหวานหูมิรู้หาย แม้เจ็บอื่นหมื่นแสนจะแคลนคลาย เจ็บจนตายก็เพราะเหน็บให้เจ็บใจ "

    นี่ไง...เห็นไหมว่าคำพูดนี่ทำให้จำกันจนตายเลยทีเดียวนะ จะชอบจะเกลียดกันคำพูดนี่แหละ รักๆกันอยู่ดีๆ พูดผิดใจ ก็เกลียดกันได้แล้ว ในเวลาแบบนี้การพูดให้กำลังใจกันดีที่สุด อย่าพูดทำลายความหวังของคนอื่นเพราะอาจเป็นความหวังเดียวที่เค้ามีอยู่ก็เป็นได้นะ

    จะเห็นว่าสังคหวัตถุ 4 เป็นธรรมของฆราวาสที่ทำได้ไม่ยากเลยนะ โดยเฉพาะพวกเรา ที่ได้ทำมาด้วยดีแล้ว เรื่องของทานและการสงเคราะห์ผู้อื่น(อัตถจริยา) พวกเราก็ทำกันเต็มที่อยู่เป็นประจำแล้ว อันนี้ก็น่ายินดีและขอโมทนาด้วย

    ตอนนี้ฟังข่าวก็รับฟังและพิจารณากันไป ข่าวจริงบ้าง ลวงบ้าง ฟังหูไว้หู อย่าประมาทจนเกินไป และอย่าตื่นตูมจนเกินเหตุ มีความหนักแน่นมั่นคงไม่โอนเอียง และสงเคราะห์ซึ่งกันและกันตามกำลังที่พึงทำได้ อย่าลืมว่าความสามัคคีเป็นสิ่งสำคัญที่จะพาให้พวกเราผ่านพ้นเหตุการณ์ต่างๆ ไปได้ด้วยดีนะ ถ้าเราแตกความสามัคคีเมื่อไหร่ก็นำไปสู่ความเสื่อมและความหายนะ

    "อันเสาหินแปดศอกตอกเป็นหลัก ไปมาผลักบ่อยเข้าเสายังไหว จงฟังหูไว้หูค่อยดูไป เชื่อน้ำใจดีกว่าอย่าเชื่อยุ"
    (อิศรญาณภาษิต)


    พระครูภาวนาธรรมนิเทศก์
    22 มีนาคม 2563



    ที่มา:
     
  11. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    220
    ค่าพลัง:
    +583
    ศาลา 12 ไร่1.jpg


    น้ำมนต์พระพุทธเจ้า(น้ำมนต์รัตนสูตร)
    โดย หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง

    ท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย และบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรทั้งหลาย วันนี้ก็จะมาคุยกันถึงเรื่อง น้ำมนต์ของพระพุทธเจ้า แต่ความจริงร่างกายผมมันก็แย่ วันนี้เป็นวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2527 ความจริงหยุดบันทึกเสียงมานาน ร่างกายไม่ดีแล้ว แถมวันนี้มันก็ยังไม่ดี ไม่ดีตลอดมา ก็เลยรำคาญร่างกาย แต่ว่าเสมหะมันก็มาก เป็นไข้ก็เป็น ก็ช่างมัน คอยมานานงานไม่มีผล ร่างกายไม่ดีก็เลยวันนี้แกล้งใช้ให้มันตายไปเสียเลย ในเมื่อมันไม่ดีก็ไม่รู้จะคบมันไว้ทำไม เรื่องน้ำมนต์ของพระพุทธเจ้านี่เป็นอย่างนี้ เพราะเวลานี้ได้ยินข่าวเขาบอกว่ามีพระบางวัด แต่ว่าในวัดนั้นจะเป็นทุกองค์รึเปล่าผมก็ไม่ทราบ เวลาที่ญาติโยมพุทธบริษัทไปหา เขาบอกไปงานศพ ออกมาพูด 2 องค์ 3 องค์ ก็โจมตีเรื่องเชื่อน้ำมันน้ำมนต์เป็นต้น ผมว่าพระเราทำอย่างนั้นมันก็ไม่ถูก ต้องศึกษากำลังใจคนเสียก่อน กำลังใจของคนน่ะ อยู่ระดับไหน แล้วก็ น้ำมนต์นี่มันไร้ผลหรือเปล่า ไอ้ที่เขามีผล มันก็มี ที่ทำให้เลอะเทอะไร้ผลก็มี ก็รวมความว่า คนติ น้ำมนต์ก็ถือว่าเป็นคนที่มีความไม่รอบคอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ติคน นินทาคน กล่าวร้ายป้ายสีคน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกล่าวว่า ผู้นั้นยังไม่เข้าถึงสะเก็ดความดีของพระองค์ ที่พระองค์ทรงสั่งสอน เพราะเป็นอุปกิเลส

    ฉะนั้นขอบรรดาท่านทั้งหลายที่ฟังอยู่ที่นี่เลิกนินทาคนเสีย ถ้าเราจะนินทาคนมากเพียงเไร เราก็เลวมากเพียงนั้น ถ้าเราเลิกนินทาคนเราก็เป็นคนดี เพราะคนนินทาคนไม่ใช่คนดี เป็นคนเลว เป็นคนคบกิเลส คือความเศร้าหมองของจิต ก็รวมความว่าอารมณ์จิตชั่วนั่นเอง

    ผมจะนำเรื่องน้ำมนต์ของพระพุทธเจ้ามาเล่าสู่ท่านฟังใน พระธรรมบทภาคที่ 7 ท่านกล่าวว่า เป็น บุพกรรมของพระองค์ ไอ้เรื่องบุพกรรมของพระพุทธเจ้านี่ พระพุทธเจ้าทรงสั่งให้พระอานนท์ ทำน้ำมนต์ จะได้รู้กัน การทำน้ำมนต์ พระพุทธเจ้าก็ทรงสั่งให้พระอานนท์ทำ แล้วพระอานนท์เป็น พุทธอนุชาด้วย เป็นน้องชายแล้วก็เป็น พุทธอุปัฎฐาก เป็นพระอุปถัมภ์ เหมือนกับเงาตามตัวของ พระพุทธเจ้า ถ้าน้ำมนต์ไม่ดี ถ้าพระอานทท์ ไปทำเข้า พระพุทธเจ้าต้องเล่นงานแน่ แต่ทว่าในเรื่องนี้ คาถาทำน้ำมนต์ พระพุทธเจ้าให้พระอานนท์ บอกให้พระอานนท์ศึกษา เมื่อพระอานนท์เรียนไปแล้วก็ไปทำน้ำมนต์ ก็เป็นอันว่า คนที่ด่าคนทำน้ำมนต์ ก็ถือว่าคนนั้นด่าพระพุทธเจ้าด้วย คนที่ด่าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่ใช่สาวกของพระองค์ คำว่าสาวกหมายถึง ผู้รับฟัง คือคนที่ไม่ใช่คนของ พระพุทธเจ้านั่นเอง ถือว่าเป็นคนของเดียรถีย์

    วันนี้ผมอาจจะพูดแรงไปนิดหนึ่ง ก็ต้องขออภัย พูดให้พวกเราสู่กันฟังเรื่องของภายใน อย่าสุ่มสี่สุ่มห้า พูดส่งเดชไปมันจะลงนรก ท่านที่ปฎิบัติพระกรรมฐานได้แล้วไปดูเสียบ้างว่า คนที่พูดไม่ดูหนือ ดูใต้ประเภทนี้ เขาไปอยู่ขุมไหนกัน

    เนื้อความก็มีอยู่ว่า สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภบุพกรรมของพระองค์เอง จึงได้ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า มัตตาสุข ปริจจาคา เป็นต้น เนื้อความก็มีอยู่ว่า ในสมัยหนึ่งใน เมืองไพสาลี ซึ่งมีอาณาจักรติดต่อกับเมืองของ กรุงราชคฤห์มหานคร เวลานั้น เมืองไพสาลีเกิดโรคร้ายเกิดขึ้น โรคอันดับแรกก็คือ ความแล้ง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล แล้วก็เกิดโรค คนก็อด โรคก็มาก ร้อนก็ร้อน ความจริง เมืองไพสาลี กับ เมืองราชคฤห์ นี่อยู่ใกล้กัน เขตนี้ถ้าร้อนก็ร้อนน่าดู อย่างพวกเรา ๆ ผมไปมาแล้วทนเกือบไม่ไหว ก็เป็นอันว่าคนก็เจ็บป่วยตายกันเป็นแถว ๆ

    อันดับแรกโรคก็เกิดก่อน ไอ้ความไข้มีเข้ามา ร่างกายทรุดโทรม อากาศไม่ดี โรคอื่น เข้ามาแทรก หนัก ๆ เข้าอหิวาตกโรคก็มา เมื่ออหิวาตกโรคนี่ บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท อหินี่ก็แปลว่า งู วาตะนี่ก็แปลว่า ลม ไอ้โรคะก็แปลว่า การเสียดแทง อาการเสียดแทงที่เกิดจากลม ลมนี่มีพิษเหมือนงู เขาว่าอย่างนั้น คือเป็นแล้วมันตายเร็ว จำไว้ด้วยนะ คำว่าอหิวาตกโรคนี่ก็แปลว่า โรคหรืออาการ เสียดแทงที่มาจากลม ลมที่มีพิษเหมือนงู ฉะนั้นคนที่เป็นโรคอหิวาต์ตายเร็ว เหมือนกับถูกพิษงูกัน เวลานั้นการแพทย์ก็ดี แต่ทว่ามันก็ไม่ทัน ถึงวาระที่คนจะตาย ก็ตายกันเกลื่อนกลาด เมื่ออหิวาตกโรคมาตายกันเกลื่อน ฝังก็ไม่ค่อยจะทัน ทิ้งศพหมักหมมกัน โรคอื่นก็เข้ามาแทรก พวกอมนุษย์คือพวกอสุรกายบ้าง พวกเปรตบ้าง พวกอะไรบ้างก็เข้ามายื้อแย่งศพกิน ก็หมักหมมกันมาก คนตายหนัก

    อาการตาย เมื่อมากเข้าอย่างนั้นจริง ๆ บรรดาชาวบ้านเขาก็โทษพระราชา ความจริงพระราชานี่ เป็นกระโถนท้องพระโรงจริง ๆ ท่านก็อยู่เฉย ๆ ท่านก็ทำความดีทุกอย่าง แต่ว่าชาวบ้านก็โทษว่า เจ็ดรัชกาลมาแล้ว ไม่เคยมีโรคอย่างนี้เลย แต่มารัชกาลนี้เป็นรัชกาลที่ 8 นี่ หมายความ ความจริงเขาสืบ เขาปกครองราชสมบัติเป็นพระราชามาถึง 7,000 องค์กระมัง มันมากด้วยกันนะ ผมก็ไม่รู้กี่องค์ ขี้เกียจจำ นับว่าเป็นพัน ๆ องค์ ในเมืองนี้เขาไม่มีการปฎิวัติรัฐประาหาร บ้านเมืองก็มีความสุข แต่ว่าคนเขาทราบว่า สมัยตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึง 7 ในช่วงหลังนี้ไม่เคยมีโรคร้ายแบบนี้ แต่ว่าพอรัชกาลที่ 8 เข้ามา โรคหนักจริง ๆ เขาก็เลยโทษพระราชาว่าพระราชาไม่ทรงธรรม

    พระราชาท่านก็ดีแสนดี จึงประชุมอำมาตย์ข้าราชบริพาร ปุโรหิต คนที่มีความรู้ต่าง ๆ ให้ สอบสวน สืบสวนความประพฤคิของพระองค์ว่า ความประพฤติของพระองค์นี่มันไม่ดีตรงไหนบ้าง บกพร่องตรงไหนบ้าง ขอให้ชี้แจงออกมา ถ้ามีอะไรไม่ดีก็ทรงยอมรับผิด บรรดาประชาชนทั้งหลายเหล่านั้นก็พิจารณากันแล้ว เห็นว่าพระองค์ทรงทำดีทุกอย่าง อยู่ในศีลในธรรมทุกอย่าง แต่พอเวลานั้นโรคเกิด 3 รายการ คือ


    1. ภัยเกิดจากอาหาร อาหารนี่หาได้ยาก มันจนแล้วไม่มีอะไรจะกินเหมือนกับปี 2521 ของเรา
    2. ภัยเกิดจากพวกอมุษย์ คือพวกผี พวกเปรต พวกอสุรกาย
    3. แล้วภัยมันเกิดขึ้นจากโรค โรคมันเกิดขึ้นจากอากาศไม่ดี


    ในเมื่อทุกคนเห็นว่าพระราชาดี ก็กราบทูลให้ทรงทราบว่า ความผิดของพระองค์ไม่มีพระเจ้าค่ะ พระองค์จึงได้ปรึกษาว่า ถ้าอย่างนั้นจะทำอย่างไรดี เอาอย่างไรกันแน่ โรคจึงจะบรรเทา บรรดาลูกศิษย์ของอาจารย์ทั้งหกของเดียรถีย์ก็บอกว่า ถ้าไปนำอาจารย์ทั้ง 6 มา อาจารย์ทั้ง 6 มีฤทธิ์มาก มีบุญญา ธิการมาก โรคอย่างนี้จะหาย

    แต่ทว่าในเวลานั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในโลกใหม่ ๆ ก็นั่นหมายความว่า ใหม่เอี่ยมเลย เข้าไปอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร เห็นว่าจะประมาณ 1 ปี เห็นจะไม่ครบปี เป็นเวลาจวนที่จะเข้าพรรษา นั่นหมายความว่าถึงปีที่ 2 บรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ เข้ามาเป็นปีที่ 2 ก็มีคนที่ทราบข่าวพระพุทธเจ้าว่า เวลานี้พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก ขอให้ไปนิมนต์พระพุทธเจ้ามาที่นี่ โรคภัยไข้เจ็บมันจะหาย ภัยอันตายต่าง ๆ จะหมดไป ในที่ประชุมลงมติเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าเห็นด้วย อาจารย์ทั้ง 6 มีมานานแล้ว โรคมันก็มี แต่ว่าสมเด็จพระชินศรี คือพระพุทธเจ้าเราใฝ่ฝันกันมานาน ใคร ๆ ก็พูดถึงพระพุทธเจ้า แต่ไม่เคยได้พบพระพุทธเจ้าจริง ๆ สักที เวลานี้พบพระพุทธเจ้าจริง

    ขณะที่ปรึกษากันอยู่นั้นก็มี เจ้าลิจฉวี องค์หนึ่ง ท่านประทับอยู่ด้วย พระเจ้าลิจฉวี องค์นี้ไปฟังเทศน์ของพระพุทธเจ้าพร้อมกับพระเจ้าพิมพิสาร ในวันที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้ามากรุงราชคฤห์เป็นครั้งแรก แล้วเวลานั้น พระเจ้าพิมพิสาร กับบรรดาพุทธบริษัท เป็นพระโสดาบันกันเป็นแถว ๆ พระเจ้าลิจฉวีองค์นี้ก็เป็นพระโสดาบันด้วย ในเมื่อเขาพูดถึงพระพุทธเจ้า ท่านก็ทรงยืนยันว่า พระพุทธเจ้ามีความดีจริง ถ้าพระพุทธเจ้ามาในที่นี้ โรคภัยมันจะหายไป ความจริงโรคร้ายที่เบียดเบียน ร่างกายมันเป็นของธรรมดา มันเป็นโรคมาใหม่ แต่โรคร้ายที่สุดที่ประจำใจ คือความเลวของจิตมันจะหายไปด้วย ทุกคนก็ตัดสินใจว่า ถ้าอย่างนั้นต้องให้ พระเจ้าลิจฉวีองค์นี้กับลูกชายของปุโรหิตไปนิมนต์พระพุทธเจ้าที่ กรุงราชคฤห์มหานคร

    เมื่อท่านรับอนุมัติก็ทรงไปเฝ้าพระเจ้าพิมพิสาร ความจริงท่านเป็นเพื่อนกัน เอาเครื่องบรรณาการไปมอบให้แก่พระเจ้าพิมพิสาร ไปถวายอีก ทั้งบอกว่ามีความต้องการอยากจะได้พระพุทธเจ้าไปสงเคราะห์ที่ เมืองไพสาลี เพราะเวลานี้คนตายกันมาก ทับถม ฝังก็ไม่ทัน เผาก็ไม่ทัน มันตายกันเป็นเบือ แหม! ไอ้โรคตาย ๆ อย่างนี้นี่ครับ ผมเคยเจอะมาหลายสมัยในชีวิตผม มันน่ากลัวจริง ๆ บางทีคนเขามาเอาโลงที่วัด ไอ้คนเอาโลงจะไปใส่ศพ ไม่ทันจะเอาโลงไป เขามาส่งข่าวตายอีกแล้ว วันหนึ่งตาย 4-5 คน เฉพาะในเขตนั้นทำอย่างนี้ พระในวัดหนาวกันเป็นแถว ๆ นี่แหละครับ อย่าประมาท จะบอกสมัยไหนหมอเก่งนั่นน่ะสมัยนั้นหมอเก่ง ๆ โรคฉะหมอตายเป็นแถว ๆ

    รวมความว่า พระเจ้าพิมพิสาร ก็บอกว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้อยู่ในอำนาจของกระผม ผมเองก็เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า พูดภาษาไทย ๆ นะ พระพุทธเจ้าจะเสด็จไปหรือไม่เสด็จไปเป็นเรื่องของท่านที่จะต้องเข้าไปกราบทูลเอง จะเอาเครื่องบรรณาการ เครื่องกำนัลอะไรก็ตาม เครื่องกำนัลเครื่องผู้ใหญ่บ้านมาให้น่ะ ผมรับไม่ได้ ทางที่ดีก็ไปนิมนต์เอง ดังนั้นพระเจ้าลิจฉวี กับลูกชายของปุโรหิตก็ไปกราบทูลองค์สมเด็จพระบรมศาสดาให้ทรงทราบ (นี่มันยังไม่สบาย ลิ้นมันไม่เป็นเรื่อง ที่มันไม่สบายมากกว่านี้ ก็พูดไปอย่างนั้นนะ มันอยากไม่สบาย พูดให้มันตายไปซะเลย ถ้าตายในธรรมก็ไม่เป็นไร)

    พระพุทธเจ้าทรงทราบ พิจารณาดูตามด้วยอำนาจพุทธญาณก็ทรงทราบว่า ถ้าตถาคตไปที่นั่น ถ้าเราไปที่นั่น นึกในใจนะ ไปถึงแล้วฝนจะตกหนัก จะชะสิ่งโสโครกทั้งหมดให้ไหลลง แม่น้ำคงคา ความสะอาดของพื้นที่จะเกิดขึ้น หนึ่ง โรคจะบางเพราะความสกปรกก็เริ่มหายไป แล้วก็ประการที่ 2 ถ้าเราแสดงพระธรรมเทศนา รัตนสูตร ยานีธ ภูตานิ (ในเจ็ดตำนาน) ผลจะเกิดมหันต์ เป็นมหันต์ให้คนเข้าถึงพระไตรสรณคมน์ อยู่ในศีลห้า ปฎิบัติดี ปฎิบัติชอบ จะมีความสุขกัน คือ ไม่เบียดเบียนกันโดย ทางกาย ไม่ฆ่ากันบ้าง ไม่เบียดเบียน ไม่ทำร้ายร่างกายกันบ้าง ไม่ลักไม่ขโมยกัน ไม่แย่งคนรักกัน ไม่โกหกมดเท็จ ไม่พูดส่อ ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด เพ้อเจ้อเหลวไหล ไม่นินทาชาวบ้าน แล้วก็ ไม่เมาเกินไป อันนี้โลก เมืองไพสาลี จะมีความสุขขึ้นกว่าเดิม แต่ว่าจะให้หมดไปทีเดียวไม่ได้ เพราะความเลวของคนมันมีอยู่ ดูแต่สมัยนี้เถอะ อย่าว่าแต่คนนุ่งกางเกงเลย คนนุ่งสบงมันยังเลว

    เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยอำนาจพุทธญาณ ก็ทรงรับว่าตถาคตจะไป ต่อมาเมื่อ พระเจ้า พิมพิสาร ทรงทราบ ก็เข้าไปกราบทูลถามองคฺสมเด็จพระจอมไตรว่า จะเสด็จไปเมืองไพสาลี หรือ พระพุทธเจ้าข้า พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าไป ตถาคตจะไปสงเคราะห์ แต่ว่าจะไปไม่นาน จะต้องกลับมาเข้าพรรษาที่พระเวฬุวัน เวลานี้ก็เหลือเวลาอีกไม่กี่วัน 10 วันกว่า ๆ จะเข้าพรรษา พระเจ้าพิมพิสาร ได้กลาบทูลว่า ก่อนที่พระองค์เสด็จไป รอข้าพระพุทธเจ้าก่อน ขอให้ปรับพื้นที่ให้ดีเสียก่อน พื้นที่ยังไม่ ราบเรียบ จึงได้ทรงสั่งให้พนักงานปรับพื้นที่ให้เรียบเดินสะดวก ๆ สำหรับพระพุทธเจ้ากับบรรดา พระสงฆ์ 500 รูป ระยะทางสิ้นทางไกล 5 โยชน์ แล้วก็จัดดอกไม้ 5 สี โปรยปรายด้วยทุกทางสูง แค่เข่า เป็นการบูชาพระพุทธเจ้า เมื่อเสร็จแล้วก็กราบทูลให้เสด็จพระพุทธดำเนิน

    เวลานั้นเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จ จะเอาร่มเอาฉัตร 2 ชั้นกั้นให้พระพุทธเจ้า ฉัตรชั้นเดียวกั้นให้ พระสงฆ์ 500 รูป คือ 1 รูป 1 องค์ ต่อฉัตร 1 คัน ก็หลังจากนั้นไปถึงแม่น้ำแล้วต้องข้ามฟาก ก็เอาเรือ 2 ลำเข้ามาเทียบกัน ทำเป็นเรือกัญญา ประดับประดาสวยสดงดงาม เวลาที่เรือถอยออกไป สำหรับพระพุทธเจ้าเรือพระพุทธเจ้าเรือต้องใช้มาก 500 องค์ แต่เรือของพระพุทธเจ้านี่ประดับประดาสวยงาม

    พระเจ้าพิมพิสารไปส่งเรือถึงน้ำแค่คอ เรือถอยออกไป ท่านก็เดินตามเรือไป มือพนมไป ไหว้พระพุทธเจ้าลงทั้งเครื่องทรง ไม่ใช่มีแต่ผ้าขาวม้า น้ำแค่คอ ก็กราบทูลพระพุทธเจ้าว่า ถ้าพระองค์ยังไม่เสด็จกลับเพียงใด ข้าพระพุทธเจ้าก็จะคอยพระองค์อยู่ที่นี่จนกว่าจะเสด็จกลับ

    พระพุทธเจ้าก็ทรงเสด็จไปทางเรือ ซึ่งระยะทาง 3 โยชน์ แล้วก็จึงขึ้นฝั่ง ที่ฝั่งโน้นก็เหมือนกัน เมื่อทราบข่าวว่า พระเจ้าพิมพิสาร ทำอย่างนั้น พระราชาเมืองไพสาลี ก็ลงมารับแค่คอเหมือนกัน น้ำแค่คอเหมือนกัน จัดที่ให้เรียบเป็นระยะทาง 3 โยชน์ ถึงเมืองแล้วก็เอาดอกไม้โปรยปรายเช่นเดียวกัน แต่ว่าทางโน้นจัดหนักของพระพุทธเจ้า ฝั่งนี้จัดฉัตร 2 ชั้น ฝั่งโน้นจัดฉัตร 4 ชั้นรับพระพุทธเจ้า ฝั่งพระเจ้าพิมพิสาร จัดฉัตร 1 ชั้น กั้นให้แก่บรรดาพระสงฆ์ ฉัตรคือร่ม ฉัตรแปลว่าร่ม แต่ฝั่งโน้นเอาร่ม 2 ชั้น ฝั่งนี้เอาร่ม 1 ชั้น ทำให้เกินกัน

    พอพระพุทธเจ้าทรงเหยียบพื้นดินฝั่งโน้นของเมืองไพสาลี มหาเมฆใหญ่ตั้งขึ้น ฝนตกหนักไม่ลืมหูลืมตานับเป็นชั่วโมง ๆ นาบางแห่งน้ำท่วมแค่เข่าบ้าง บางแห่งน้ำท่วมแค่อก น้ำก็พัดพาเอาสิ่งโสโครกต่าง ๆ ลงในแม่น้ำคงคา ทำให้บ้านเมืองสะอาดขึ้นมาเยอะ และไอ้สิ่งปฎิกูลพวกซากศพทั้งหลายเหล่านั้น ก็หล่นไหลลงมาในแม่น้ำลำคลองหมด ส่วนเลอะเทอะต่าง ๆ ก็มาตามพื้นดินสะอาด ความ ชุ่มชื่นก็ปรากฎ คนก็เริ่มมีความสบายเพราะฝนไม่ตกนาน

    ครั้นเมื่อองค์สมเด็จพระพิชิตมารเสด็จเข้าไปในเขตเมืองไพสาลี เข้าไปในเขตพระราชฐาน แล้วองค์สมเด็จพระทีปแก้วก็ทรงเรียก พระอานนท์ ว่าอานันทะ ดูกร อานนท์ จงมานี่ เธอจงไปเรียน รัตนสูตร รัตนสูตร คือบท ยานีธ ภูตานิ เรียน รัตนสูตร ไป แล้วก็ไปเดินไปบริกรรมรอบ ๆ เขตของ เมืองไพสาลี ทั้ง 4 ทิศ

    พระอานนท์ เรียน รัตนสูตร แล้ว หลังจากนั้นก็เอาบาตรขององค์สมเด็จพระประทีปแก้ว เอาบาตรของพระพุทธเจ้าใส่น้ำเห็นไหม เริ่มทำน้ำมนต์

    วิธีทำน้ำมนต์ของพระอานนท์ก็คือ

    1. อาราธนาบารมีของพระพุทธเจ้า 30 ทัศ คือบารมีปกติที่เรียกว่าบารมีเฉย ๆ 10 ทัศ อุปบารมี 10 ทัศ ปรมัตถบารมี 10 ทัศ แล้วก็

    2. มหาความดีของพระพุทธเจ้าอีกอันหนึ่ง คือ มหาบริจาค * 5 ประการ แล้วก็
    * มหาบริจาค การสละอย่างใหญ่ของพระโพธิสัตว์ 5 อย่างคือ

    1. ธนบริจาค สละทรัพย์สมบัติเป็นทาน
    2. อังคบริจาค สละอวัยวะเป็นทาน
    3. ชีวิตบริจาค สละชีวิตเป็นทาน
    4. บุตรบริจาค สละลูกเป็นทาน
    5. ทารบริจาค สละเมียเป็นทาน

    3. จริยา 3 ประการ คือ
    -โลกัตถจริยา ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงประพฤติให้เป็นประโยชน์แก่โลก
    -ญาตัตถจริยา ที่พระพุทธเจ้าทรงประพฤติให้เป็นประโยชน์แก่พระญาติ
    -พุทธัตจริยา ทรงประพฤติให้เป็นประโยชน์ในฐานะที่เป็นพระพุทธเจ้า คือสอนคนให้บรรลุมรรคผล แล้วก็

    4. อาราธนาความดีขององค์สมเด็จพระชินศรี ในการก้าวลงสู่พระครรภ์ในภพที่สุด คือชาติ สุดท้าย แล้วการความดีของการประสูติ ความดีในการเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ของพระพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้าทรงทำความเพียรถึง 6 ปี ต่อมาความดีของพระองค์ บารมีช่วยให้ชนะมาร ตลอดจนอาราธนาความดีที่แทงตลอด พระสัพพัญญุตญาณ เหนือบัลลังก์พระโพธิ์เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระอรหันต์ การยังธรรมจักรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมจักร ให้เป็นไปกับปัญจวัคคีย์ฤาษี ทั้ง 5 ให้เป็นไปในโลก

    5. แล้วก็อาราธนา โลกุตตรธรรม 9 ประการ คือ มรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1 ได้แก่ โสดาปัตติมรรค สกิทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตมรรค พระโสดาปัตติผล พระสกิทาคามิผล พระอนาคามิผล พระอรหัตผล แล้วก็นิพพาน อีก 1 เป็น 9

    หลังจากอาราธนาบารมีทั้งหมดเสร็จ พระอานนท์ก็เข้าไปยังเขตของเมืองในพระนคร เที่ยวทำ พระปริต คือสวด ยานีธ ภูตานิ เรื่อยไปในกำแพงทั้ง 3 ด้าน คือเดินกำแพง 3 ด้าน ตลอด 3 ยาม ในราตรีนั้น เดินไปเดินมาก็สวด รัตนสูตร ยานีธ ภูมินิ สมาคตนิ ภุมมานิ วา ยานิว อันตลิกเข ท่านรู้ แต่ท่านบอกว่า เมื่อพระอานนท์ใช้ศัพท์คำว่า ยังกิญจิ เท่านั้นล่ะ เป็นต้น เป็นอันว่าพระเถระกล่าวเท่านั้น น้ำที่สาดท่านก็สาดน้ำไปด้วยน้ำมนต์ อย่าลืมนะ ทำน้ำมนต์น่ะบทนี้นะ เมื่อสาดน้ำขึ้นไปเบื้องบน น้ำขึ้นไปลอยเบื้องบนตกลงมากระหม่อม กระหม่อมของอมนุษย์ทั้งหลายคือเปรต อสุรกาย เป็นต้น พวกนั้นทนไม่ไหว วิ่งกันพล่านไปหมด จำเดิมแต่การกล่าวคาถา ยานีธ ภูตานิ เป็นต้น หยาดน้ำเป็นราวกับว่า เทริดเงิน คือชฎาพุ่งขึ้นไปในอากาศ แล้วตกลงมาเบื้องบน ตกลงมาบนหัวของบรรดามนุษย์ ทั้งหลายผู้ป่วย บรรดาคนป่วยทั้งหลาย หายโรคทันทีทันใด นั้นเองเห็นไหมล่ะ แล้วก็ลุกขึ้นแวดล้อมพระเถระ

    หนังสือท่านว่าอย่างนี้นะ ท่านบอกจำเดิมแต่บทว่า ยังกิญจิ เป็นต้น อันพระเถระกล่าวแล้ว บรรดาอมนุษย์คือพวกเปรต อสุรกาย สัมภเวสีทั้งหลาย ถูกเมล็ดน้ำกระทบแล้วทนไม่ไหว รีบวิ่งกันหนีกันพล่านไปก่อน คนที่อาศัยที่กองหยากเยื่อก็ดี ส่วนแห่งฝาเรือนเป็นต้นก็ดี ก็หนี หนีไปแล้วโดยประตู ออกประตูนั้นบ้าง ประตูนี้บ้าง เท่าที่มีประตู ท่านบอกบรรดาประตูทั้งหลายไม่มีช่องว่างเลย พวกนี้มันดันกันหมด เบียดกันออกไป บรรดาอมนุษย์ทั้งหลายเหล่านั้น เมื่อไม่ได้โอกาสก็ทำลายกำแพงหนีไป มหาชนประพรมท้องพระโรงในท่ามกลางแห่งพระนคร ด้วยของหอมต่าง ๆ แล้วก็ผูกผ้าเพดานอันวิจิตรนั้นด้วยดาวทอง เป็นต้น ตกแต่งพุทธอาสน์นำเสด็จสมเด็จพระบรมโลกนาถเสด็จเข้าไป

    แหม! วันนี้ไม่ทันจะถึงไหนเลย นาฬิกากริ๊งซะก่อนแล้ว ไม่พูดอะไรกัน เวลามันหมดแล้ว ก็ขอบอกว่าเรื่องน้ำมนต์ไม่ใช่เรื่องเหลวไหลถ้าทำถูก.


    ที่มา:https://sites.google.com/site/sphrathewtheph/-27

    https://sites.google.com/site/sphrathewtheph/-28

     
  12. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    220
    ค่าพลัง:
    +583
    อดีตรำลึก พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤาษีเล่าเรื่องราวการตายตอนเด็กของท่านด้วยโรคอหิวาต์ หลวงพ่อท่านไปพบเจออะไรบ้าง และท่านได้แนะนำชาวบ้านอย่างไรให้รอดพ้นรอดพ้นจากโรคภัยในครั้งนั้น ลองฟังดูครับเผื่อเป็นประโยชน์


     
  13. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    220
    ค่าพลัง:
    +583
    17630003_1262618653852309_4323326345118701407_n.jpg

    unnamed.jpg


    อาถรรพ์วันเสาร์ ๕ กล้าแข็งด้วยแรงครู

    ๒๘ มีนาคม ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๕ อันถือเป็นวันเสาร์ ๕ (ใหญ่)

    วันเสาร์ ๕ เป็นวันที่เหมาะแก่การปลุกเสกวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลัง ด้วยเชื่อกันมาแต่โบราณว่าจะช่วยเพิ่มพูนสรรพเวทย์วิทยาให้กล้าแข็งเพิ่มพูนเป็นทับทวี ด้วยจักรราศีและดาราทำมุมเล็งองศาอันเป็นคุณ...

    วัดท่าซุงของจะประกอบพิธีพุทธาภิเษกในวันเสาร์ ๕ (๒๘ มีนาคม เวลา ๑๗.๐๐ น.)อันเป็นประเพณีมาตั้งแต่สมัยพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤาษี ขอให้ท่านที่ศรัทธาอาราธนาบารมีคุณพระรัตนตรัย คุณครูบาอาจารย์สืบๆกันมา อันมีหลวงปู่ปานและหลวงพ่อฤาษีเป็นที่สุด ขอรับยันต์เกราะเพชรคุ้มครองตัวท่านและบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ให้ปลอดภัยจากอันตราย และโรคโควิดที่กำลังระบาดอยู่อย่าได้มากล้ำกรายขอโรคร้ายเหล่านั้น ให้มลายหายสิ้นไปด้วยเทอญ

    สามารถอธิษฐานรับยันต์เกราะเพขรที่บ้านได้เลย ตามเวลาดังกล่าว


    อ่านรายละเอียดได้ที่: http://www.watthasung.com/wat/viewthread.php?tid=2754
     
  14. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    220
    ค่าพลัง:
    +583


    90844611_1855926804538284_5962193254353993728_o.jpg

    DSC_1910.jpg


    หลวงปู่โต๊ะเป็นไข้ทรพิษ

    ฝีดาษหรือไข้ทรพิษเป็นโรคติดต่อร้ายแรงในอดีตอีกโรคหนึ่งที่เคยคร่าชีวิตผู้คนไปมากมาย แม้แต่หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี สมัยที่ท่านยังเป็นพระหนุ่มเพิ่งจะบวชใหม่ๆก็ติดโรคนี้กับเขาด้วยดังมีในประวัติตอนหนึ่งของท่าน

    ***************

    เห็นทุกขเวทนา

    เมื่อหลวงปู่โต๊ะได้อุปสมบทแล้วใหม่ๆ ได้มีโรคระบาดเกิดขึ้น คือ ไข้ทรพิษ หลวงปู่ท่านได้เป็นโรคนี้เหมือนกัน และเป็นชนิดร้ายแรงด้วย แทบจะเอาชีวิตไม่รอด เมื่อถึงเวลานอนต้องใช้ใบตองรองนอน ต่อจากนั้นท่านได้ตักเอาน้ำขึ้นมาแล้วตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าจะมีชีวิตอยู่ ขอให้จงเกิดมีนิมิตเห็นพระ ถ้าจะไม่มีชีวิตอยู่ก็ขออย่าให้ได้เห็นอะไรเลย และในคืนนั้นเอง หลวงปู่ท่านก็ได้นิมิตไปว่า หลวงพ่อวัดบ้านแหลมได้มาประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้ ครั้นรุงเช้าท่านก็ได้เอาน้ำพระพุทธมนต์ทีได้ตั้งจิตอธิษฐานไว้ทางศีรษะนอน ขึ้นมาฉันและประพรมอีกครั้งหนึ่ง นับแต่นั้นมาโรคดังกล่าวก็ทุเลาเป็นปกติ

    ที่มา: http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=33413

    **************


    พระคาถาศักดิ์สิทธิ์..หลวงพ่อวัดบ้านแหลม มีจารึกพระคาถาบนพระหัตถ์

    "นะ มะ ระ อะ นะ เท วะ อะ"


    เมื่อคราวอหิวาตกโรคระบาดที่กรุงเทพฯ และหัวเมือง ในปีระกา พ.ศ. ๒๔๑๖ นั้น ที่เมืองสมุทรสงคราม ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมากจนเงียบเหงาไปทั้งเมือง ไม่มีใครอยากออกจากบ้าน ไม่มีใครเผาศพใครด้วยเชื่อกันว่าเป็นโรคผีโรคห่า ครั้งนั้น พระสนิทสมณคุณ (เนตร) เจ้าอาวาสวัดบ้านแหลม (วัดเพชรสมุทรวรวิหาร) ในเวลานั้น ฝันว่า หลวงพ่อบ้านแหลม พระพุทธรูปยืนปางอุ้มบาตรในพระอุโบสถ มาบอกคาถาป้องกันอหิวาตกโรคให้บทหนึ่ง โดยบอกให้ท่านเจ้าอาวาสไปจดเอาคาถาที่พระหัตถ์ พระสนิทสมณคุณจึงลุกไปปลุกขุนประชานิยม (อ่อง ประชานิยม) ซึ่งขณะนั้นเป็นเด็กวัด ให้เข้าไปในพระอุโบสถด้วยกันกลางดึก ท่านได้เอาเทียนส่องดูที่พระหัตถ์ทั้งสองข้างของหลวงพ่อบ้านแหลม เห็นที่พระหัตถ์ขวามีอักขระว่า "นะ มะ ระ อะ" และที่พระหัตถ์ซ้ายมีอักขระว่า "นะ เท วะ อะ" ท่านจึงจดคาถามาทำน้ำพระพุทธมนต์ให้ชาวบ้านเอาไปกินไปอาบ ปรากฏว่าโรคภัยไข้เจ็บก็เงียบสงบตั้งแต่นั้นมา


    ที่มา: https://www.tnews.co.th/.../%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0.....


    อ่านเรื่องโรคฝีดาษหรือไข้ทรพิษได้ที่นี่: https://health.kapook.com/view151487.html
     
  15. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    220
    ค่าพลัง:
    +583
    91448406_845810512496481_641341181111828480_n.jpg


    สถานการณ์โรคโควิดยังไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงตรงไหน อนาคตในวันข้างหน้ายังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร หลังโรคระบาดผ่านไป จะดีร้ายแค่ไหนก็ยังไม่รู้
    งานพุทธาภิเษกเสาร์๕ วัดท่าซุงที่ผ่านมา ลูกศิษย์หลวงพ่อหลายๆท่านก็ได้จัดเครื่องบูชาพระรับยันต์กันที่บ้าน หลวงพ่ออาจินต์ท่านก็ได้รวบรวมนำมาเล่าให้ฟัง เพื่อเป็นกำลังใจแก่ผู้ศรัทธา


    ***************

    พระมหากรุณาธิคุณ
    ตอนที่ 6
    เรื่องพิธีพุทธาภิเษก (ต่อ)

    เมื่อวานได้ลงเรื่องพุทธาภิเษกไปแล้ว เพื่อให้เข้าใจโดยชัดเจนของพิธีพุทธาภิเษกของวัดท่าซุง และให้เข้าใจเรื่องการที่ทางวัดไม่เป่ายันต์เกราะเพชรเพราะอะไร และผู้ที่มาร่วมพิธีพุทธาภิเษกบางคนบอกว่าเหมือนได้รับยันต์เกราะเพชรเพราะอะไร
    คราวนี้ก็เหมือนกันถึงแม้ทางวัดห้ามผู้คนไปร่วมพิธีพุทธาภิเษกที่วัด แต่ว่าให้ทำที่บ้าน อธิษฐานขอบารมีที่บ้าน พระพุทธองค์ท่านก็ยังสงเคราะห์เป็นกรณีพิเศษอีก สงเคราะห์อย่างไรบ้าง จะขอนำความรู้สึกของบางคนที่รู้จักกันดี มาเล่าสู่กันฟัง
    คนแรกคือคุณนฤมล ครูว์ กับคุณกอร์ดอน ครูว์ อยู่ประเทศอังกฤษ ไกลจากประเทศไทยมากที่สุด แต่เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อมานาน แล้วก็ฝึกมโนมยิทธิจากท่านพระครูฯ ได้ทั้งสองคน
    ถามคุณเก๋ว่า
    "ในขณะทำพิธีวันนี้รู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง และเห็นอะไรบ้างเล่าสู่กันฟังบ้างสิ"

    คุณเก๋ตอบว่า
    "วันนี้รับยันต์ธงหนุนดวงและมงกุฏเพชร มงกุฏเพชรมียอดเป็นเพชรและเส้นลงมาเป็นเพชรสวยงามมากเจ้าค่ะ ส่วนกอร์ดอนได้เต็ม ๆ ตอนทำน้ำมนต์เจ้าค่ะ ท่านส่งพลังลงมาที่กอร์ดอนแล้วให้กอร์ดอนจับปล่อยพระลงไปในขันน้ำมนต์ แล้วเอามือจับขันไว้ เขาบอกเหมือนไฟฟ้าแรงสูงส่งผ่านเขาลงมาเลยเจ้าค่ะ
    ส่วนตอนรับยันต์เขาไม่เห็นอะไรเจ้าค่ะ สงสัยนั่งหลับตาเพราะหมดแรงเจอไฟฟ้าแรงสูงไปแล้ว"

    ส่วนคุณเก๋ มีผ้ายันต์พิชัยสงครามผืนสีแดงวางอยู่ที่โต๊ะบูชาด้วย บอกว่า
    "เห็นยันต์ตรงกลางของยันต์ธงพิชัยสงครามและคำว่า "หนุน" แล้วจิตรวมลึกเข้าไป ยันต์มาเข้าตัวซาบซ่านไปหมดเลย แล้วพอจะจบเห็นมงกุฎเพชรคลุมลงมาจากหิ้งพระเจ้าค่ะ
    และคุณเก๋ยังบอกอีกว่า
    "ตอนบวงสรวงเห็นหลวงพ่อมารับพานบูชาครูของเก๋ ท่านรออยู่ อดร้องไห้ไม่ได้อีกแล้ว"

    ต่อไปคือคุณณรงค์ พระเจริญ ลูกศิษย์หลวงพ่อ อยู่เมือง Crewe ประเทศอังกฤษ ได้นิมนต์ไปฝึกมโนมยิทธิบ้านเขา 2 ครั้งแล้ว บอกว่า
    "พอจุดธูปเทียนบูชาพระตามเวลาที่วัดท่าซุงแล้วตั้งจิตตาม จิตจับสมเด็จองค์ปฐมและพระเดชพระคุณหลวงพ่อ พอถึงเวลากำหนดลมหายใจ แม่บ้าน (คือคุณแขก ภรรยา) มีความรู้สึกว่า มีสมเด็จองค์ปฐมเสด็จมากับหลวงพ่อและรู้สึกคันตามหน้าและหนังศีรษะ ยุบยิบ ๆ เป็นปลื้มเป็นอย่างมากในความเมตตาที่สมเด็จองค์ปฐมและหลวงพ่อมีต่อลูกหลานต่างแดน"
    พอออกจากสมาธิ ได้เอาปัจจัยใส่ซอง 2 ซองถวายสังฆทานหลวงพ่อและเจ้ากรรมนายเวรด้วย

    คนที่สามคือ หนูเหน่ง หรือ Nunan คนที่มีความรักความเคารพหลวงพ่อมาตั้งแต่เด็ก ๆ ตอนนั้นตามแม่ไปวัดเสมอ หลวงพ่อเป่ายันต์เกราะเพชรก็ไม่ได้เข้าไปร่วมพิธีเท่าไหร่ มัวแต่เฝ้าร้านขายเครื่องดื่ม พสธ. ที่ท่านพระครูฯควบคุมดูแลในสมัยนั้น
    วันนี้บอกว่าน้อมรับฉัพพรรณรังสีที่อาจารย์หนุนทำพิธีด้วย เพราะท่านทำพิธี 3 รอบ ที่วัดพุทธโมกข์ จ. สกลนคร รอบเย็นพิธีก็ตรงกับที่วัดท่าซุงทำพิธีเหมือนกัน เห็นเป็นตาข่ายสีขาว แผ่ลงมาจากฟ้าคลุมตัว เหน่งก็ขอยันต์เกราะเพชรคุ้มครอง และเห็นหลวงพ่อจารอักขระติดที่บนหัวเหน่งเป็นสีแดงฉานด้วย เจ้าค่ะ

    ต่อไป คนที่ 4 ร.อ. หญิง ปณิตา บุตญาพันธ์ มีชื่อเล่นว่า "ส้ม" เป็นพยาบาลอยู่ที่ รพ.พระมงกุฎเกล้า สมัยที่ท่านเจ้าคุณฯ พักรักษาตัวอยู่ที่รพ.พระมงกุฎก็คอยดูแลอย่างใกล้ชิด เอาใจใส่ดีมาก และเป็นเหตุให้เคารพรักท่านเจ้าคุณฯ มาก เพราะได้เห็นความเมตตาของท่าน และต่อมาก็ได้มาฝึกมโนมยิทธิกับท่านพระครูภาวนาฯ อีก ทำให้เข้าใจและมั่นใจในวิชามโนมยิทธิมากขึ้น
    เธอเล่าให้ฟังว่า

    "ตอนแรกเริ่มตั้งแต่สวดมนต์ท่านก็ให้เห็นภาพบุญที่เคยทำมาเจ้าค่ะ เลยปีติใจมากเจ้าค่ะ ก็สวดมนต์ไปจนจบ จากนั้นนั่งสมาธิเจ้าค่ะ เห็นฉัพพรรณรังสีเป็นสายโยงเป็นเส้นมาคลุม และครอบตรงศีรษะเหมือนมงกุฎเจ้าค่ะ เป็นเส้นเยอะมากเจ้าค่ะแต่รวมกัน เส้นนี้ครอบคลุมไปทั่วเลยเจ้าค่ะ คลุมมาที่ลูกเหมือนเชือกเส้นใหญ่ แต่ถ้ามองดี ๆ จะเห็นว่าประกอบจากเส้นเล็กหลายเส้นเจ้าค่ะ
    เห็นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์มากมาย มีสมเด็จองค์ปฐมเป็นประธาน ท่านก็เข้าสมาธิเจ้าค่ะ ลูกจึงไปนั่งใต้ฐานท่าน เห็นคนนั่งอยู่เยอะเลยเจ้าค่ะ"

    "เจอท่านท้าวมหาชมภูด้วยเจ้าค่ะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อให้ลูกไปกราบท่านด้วย ท่านบอกว่าเชื้อโรคนี้จะ...(ขอใช้ศัพท์ว่าร้ายแรงสามารถทำลายคนทั้งโลกได้) ...เจ้าค่ะ แต่เราจะปลอดภัย
    แล้วพระปัจเจกพุทธเจ้าท่านก็มาบอกว่า คาถาที่ท่านเคยให้ลูก “นะโมพุทธายะ สหัสเนชะ” ต่อด้วยพระคาถาเงินล้านนั้น มีผลช่วยในการรักษาเจ้าค่ะ เวลาดูแลคนไข้ให้ท่องจะช่วยได้ตามผลบุญเจ้าค่ะ เวลาที่ทำสมาธิพระท่านให้รักษากำลังใจไว้ นึกถึงท่านเจ้าค่ะ ท่านแสดงให้ดูว่ารัศมีที่มาคลุมกายเป็นเหมือนประจุพลังงานเจ้าค่ะ พอเชื้อโรคเข้ามาใกล้จะหมดฤทธิ์ เหมือนโดนยาฆ่าเชื้อเจ้าค่ะ"

    สอบถามมา 4 คนด้วยกัน ก็ดีใจกับทุกคนที่ได้รับความเมตตาจากพระพุทธองค์ สมกับพุทธสุภาษิตที่ว่า “ปูชา ลภเต ปูชัง” แปลว่า บูชาท่าน ย่อมได้รับบูชาตอบ
    แต่อาจจะมีบางคนนึกในใจว่า หนูก็บูชาท่าน ทำไมหนูไม่ได้บ้างล่ะ ก็ดูตัวอย่างเปสการีก็แล้วกัน ท่านสมควรจะสงเคราะห์ใครท่านก็สงเคราะห์ ฉะนั้นอย่าน้อยใจหรือตีโพยตีพาย ท่านสงเคราะห์ทุกคนนั่นแหละ ขอให้ถึงเวลาและโอกาสอันควรเถอะ ดูตัวอย่าง แม้โจรดุร้ายอย่างองคุลีมาล ท่านยังเสด็จไปสงเคราะห์เลย

    กำลังจะจบอยู่แล้ว จึงนึกขึ้นมาได้ ผู้เขียนให้เขาเล่ามา 4 คนแต่ตัวเองยังไม่เล่าเลย คงจะมีสักคนที่ได้รับมาคล้ายคลึงกันนะ
    ก็มีคล้ายกันสิถึงจะต้องเล่าดังต่อไปนี้

    เมื่อสวดมนต์เสร็จก็เริ่มภาวนา ไม่ได้ภาวนาว่า "พุทโธ" หรอก จับอารมณ์พระนิพพาน ไปนิพพานเลย ไปถึงก็ไม่อยากภาวนาแล้วเพราะใจสงบเฉย มีความสุข แล้วก็ทรงอารมณ์ที่พระนิพพานไว้

    สักครู่ก็ได้เห็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่สีทอง มีเรือนแก้วครอบ ลอยอยู่บนอากาศ ก็คือลักษณะพระพุทธรูปสมเด็จองค์ปฐมนั่นแหละ แต่ว่าองค์พระพุทธรูปเป็นสีทองก็จริงแต่ว่า รอบองค์พระพุทธรูปตั้งแต่เรือนแก้ว ปกคลุมด้วยแดงฉานทั้งหมด มีความหนาประมาณ 6 นิ้ว


    เห็นแล้วก็มองดูก็ไม่ได้ขออะไร แต่พยายามตีความหมายว่า ที่ท่านให้เห็นแบบนี้หมายถึงอะไร ก็รู้สึกเข้าใจในตอนนั้นเลยว่า เคยได้ยินหลวงพ่อพูดเสมอว่า ถ้าเห็นสีแดงก็จะต้องป่วย ถ้าแดงมากป่วยมาก

    ฉะนั้น...สีแดงวันนี้หมายถึงความเจ็บไข้ได้ป่วย ก็รู้อยู่แล้วนะ ว่าปัจจุบันนี้ป่วยกันด้วยโรคอะไร ก็นึกขอบารมีตอนนั้นเลย ขอพระองค์ท่านโปรดเมตตาสงเคราะห์ให้สลายไปด้วยพระบารมีด้วยเถิด ก็เห็นสีแดงค่อย ๆ กะเทาะออก หลุดไปเรื่อย ๆ จนเหลือสีแดงตามผิวบ้างนิดหน่อย เห็นอย่างนี้แล้วก็นึกกราบท่าน

    แล้วก็นั่งทรงอารมณ์ที่พระนิพพานต่อไป นั่งตีความหมายอีกอย่างว่า สีแดงฉานที่มาพอกพระพุทธรูป ไม่สามารถแทรกซึมเข้าไปในเนื้อได้เลย พระพุทธรูปก็เป็นพระพุทธรูปสีทองเสมอแปลว่า การเจ็บไข้ได้ป่วยไม่มีกับพระพุทธเจ้าได้ ก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะท่านเข้าสู่พระนิพพานแล้ว แต่ความเจ็บไข้ได้ป่วยก็อยู่กับมนุษย์อย่างเรานี่แหละ ฉะนั้น ...ถ้าเรานึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งไว้เสมอ คือ “พุทธัง สรณัง คัจฉามิ” แปลว่า ข้าพเจ้าขอถือพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง เราก็จะไม่เป็นอันตรายจากโรคภัยมากนัก คือรอดจากโรคภัย ถ้าหากว่ายังไม่ถึงอายุขัยนะ

    จึงไม่ต้องสงสัยแล้วนะว่าทำไมถึงต้องมีพระเครื่อง หรือวัตถุมงคลติดตัวหรือคล้องคอไว้ ทั้งนี้สำหรับผู้ที่มีกำลังใจอ่อน ก็ต้องมีพระเครื่องเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ไปไหนมาไหนก็อาราธนาบารมีพระก่อนเสมอ สำหรับคนที่ไม่มีพระเครื่องแต่จิตใจมีความรักเคารพพระพุทธองค์ด้วยความจริงใจ ก็คือพระโสดาบันเป็นต้น ก็ย่อมรอดปลอดภัยจากโรคภัยเหมือนกัน ถ้าไม่เกินวิสัยกฎของกรรมนะ

    การเห็นวันทำพิธีไม่ใช่เพียงเท่านี้ เมื่อทรงอารมณ์อยู่ที่พระนิพพานต่อไปอีกสักพักก็ได้เห็นแสงพุ่งมาจากที่ไกล เห็นต้นกำเนิดแสงเล็กมากเป็นลำแสงยาว เส้นละเอียด และมีหลายสี ในใจก็นึกถึงอาจารย์หนุนในขณะนั้นเลย เออ...ตั้งชื่อพิธีในวันนี้ดีนะ “รับฉัพพรรณรังสีพิธีเสาร์ห้า” เพราะแสงที่เห็นนี้มีความรู้สึกว่าเป็นฉัพพรรณรังสีรัศมี 6 ประการนั่นเอง แต่ก็ไม่ได้สังเกตโดยละเอียดว่ามีสีอะไรบ้าง ก็นึกอธิษฐานขอบารมีจากพระพุทธองค์เลยว่า ขอได้แผ่เมตตามายังข้าพระพุทธเจ้าและสถานที่นี้ และ.......ฯลฯ นึกขอเยอะจำไม่ได้แล้ว สุดท้ายคือ โปรดเมตตาสงเคราะห์ผู้ที่มีศีลธรรมด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า

    โอ...ชื่นใจ ขนาดทำพิธีในอุโบสถที่วัดท่าซุงหลายครั้ง ยังไม่มีโอกาสเห็นอย่างนี้เลย ได้เห็นอย่างมากก็เห็นแสงแผ่คลุมวัตถุมงคลที่เข้าพิธีเท่านั้น และก็ไม่ได้เห็นทุกครั้งด้วย แต่คราวนี้พระพุทธองค์ท่านสงเคราะห์มากเลย ทำให้มั่นใจในพิธีพุทธาภิเษกมากขึ้น
    ก็ได้ความคิดขึ้นมามากมายว่า ขนาดเราอยู่ต่างประเทศไม่ได้มีเครื่องบูชาอะไรมากมายเลย ยังได้รับความเมตตาขนาดนี้ ถ้าที่วัดท่าซุง ซึ่งท่านพระครูปลัดสมนึกและพระสงฆ์ตั้งใจทำพิธีพุทธาภิเษก มีเครื่องบูชาครบถ้วนตรงตามที่หลวงพ่อนำทำมาเพื่อพุทธาภิเษกวัตถุมงคล พระพุทธองค์จะเมตตาขนาดไหน นอกจากพระพุทธองค์ แล้วยังมีพรหมอีก มีท้าวมหาชมภู เป็นต้น มีเทวดาอีก ที่มาร่วมทำพิธีจะทรงอานุภาพขนาดไหน
    และที่สำคัญก็คือ ถึงแม้พระเดชพระคุณหลวงพ่อไม่อยู่ หรือท่านเจ้าคุณฯก็ไม่อยู่แล้วก็ตาม พระพุทธองค์ไม่ทรงทอดทิ้งเลย เหมือนเดิมทุกประการ เพราะเรายังมีความศรัทธาเลื่อมใสพระองค์ท่านไม่เปลี่ยนแปลงนั่นเอง

    และคงไม่เฉพาะที่วัดท่าซุงเท่านั้น ที่อื่นหรือวัดอื่น ถ้าทำพิธีด้วยความเคารพพระองค์ท่าน ท่านก็ต้องเมตตาสงเคราะห์แน่นอน แต่สำหรับผู้ที่เข้าร่วมพิธีต้องมีจิตใจที่สะอาดด้วยนะ สะอาดด้วยศีล สะอาดด้วยสมาธิ สะอาดด้วยปัญญา
    สะอาดด้วยศีล ตั้งใจรักษาศีลด้วยความจริงใจ ทั้งวันนี้และวันต่อไป ให้นึกไว้เสมอว่า ศีลเท่านั้นที่จะให้เรารอดปลอดภัยจากอันตรายทั้งหลาย ตายไปก็ไม่ตกนรก
    สะอาดด้วยสมาธิ ตั้งใจภาวนาให้ใจสงบนิ่งจริง ๆ ถ้าภาวนาได้ถึงขั้นอุปจารสมาธิ เราก็จะเห็นในสิ่งที่ตาเนื้อไม่เห็น อย่างที่ทั้ง 4 คนเขาเล่ามา
    สะอาดด้วยปัญญา คือตั้งจิตอธิษฐานขั้นสูงไว้เลยว่า ลูกเบื่อเกิดแล้ว ไม่อยากมีร่างกายที่เป็นทุกข์ ไม่อยากอยู่กับโลกที่เป็นทุกข์อย่างนี้ ขอไปนิพพาน เพื่อจะได้ไปอยู่กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระนิพพาน

    แล้วก็...ไม่ต้องรอทำเฉพาะวันพุทธาภิเษกนะ ทำทุกวันเลย เพราะรู้อยู่แล้ว เหตุการณ์ในขณะนี้ไม่ควรประมาทอีกแล้ว ให้ย้อนไปอ่านที่ท่านท้าวมหาชมภูบอกกับคุณปณิตามา ให้คิดไว้เลยว่า เวลาเราเหลือน้อยแล้ว ความตายใกล้มาถึงเราแล้ว เราต้องตักตวงทำความดีให้มากที่สุด เมื่อตายแล้วท่านผู้มีคุณจะได้มารับเรา และเราจะได้ไปนิพพาน
    สำหรับผู้ที่ยังไม่อยากตาย ก็คิดว่า เวลานี้ลูกยังไม่พร้อม ขอมีชีวิตต่อให้ครบอายุขัย เพื่อลูกจะได้ทำ......(อธิษฐานเอง)....และตอบแทนผู้มีพระคุณด้วเถิดเจ้าค่ะ
    เหตุการณ์ตอนนี้ กำลังใจมีความสำคัญ สติ คือความระลึกได้ ก็มีความสำคัญ อย่าหวั่นวิตกจนเกินไป ให้นึกไว้เสมอว่า “ธรรมะย่อมคุ้มครองรักษาผู้ประพฤติธรรม”

    สำหรับท่านที่ได้เข้าร่วมพิธีกับทางวัดแต่ทำที่บ้าน และบอกเล่าความรู้สึกมาทางเพจฯนี้ เมื่อได้รับอะไรมาแล้วก็อย่าหลงดีใจแต่เพียงแค่ที่ได้รับมา แล้วก็ลืมหายไป ต้องเอามานึกหรือระลึกให้เกิดคุณและประโชน์แก่เราต่อไป
    จงจำเปสการี เด็กสาวอายุเพียง 13 ปี ได้ฟังธรรมะจากพระพุทธองค์ไปแล้ว ที่พระพุทธองค์เทศน์ว่า “ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง จงอย่าประมาทในชีวิต" เธอฟังแล้วก็ไปคิดไปพิจารณาต่อ เป็นเวลา 3 ปี แล้วก็เห็นจริง แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าความรู้จากการที่คิดพิจารณาได้นั้นมันถูกต้องไหม เพราะเป็นความรู้ใหม่เหลือเกิน จนพระพุทธเจ้ามารับรองนั่นแหละ เธอจึงมั่นใจ เกิดความปีติใจและได้บรรลุพระโสดาบัน
    ฉะนั้น...ทุกท่านที่ได้รับอะไรมาจากงานพิธีพุทธาภิเษก จงนำมาทำให้เกิดประโยชน์ต่อไปอย่างเปสการีธิดานะ


    พระครูภาวนาธรรมนิเทศก์
    29 มีนาคม 2563

    ที่มา:
     
  16. tee_tores

    tee_tores เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 ธันวาคม 2010
    โพสต์:
    12,487
    ค่าพลัง:
    +52,556
    1 ใน 2000 องค์
    #พระแก้วมรกต แม่ชีบุญเรือน วัดสารนาถ ปี2506
    ขนาดความสูงประมาณ 3.3cm
    สภาพสมบูรณ์สวยงามมากๆ

    องค์พระสร้างด้วยเนื้อแก้วจากประเทศญี่ปุ่น ออกที่วัดสารนาถธรรมาราม จ.ระยอง สร้างปี พ.ศ.2506 ปีเดียวกับเหรียญพระพุทโธภาสชินราชจอมมุนี วัดสารนารถ
    เป็นพระที่มีประสบการณ์สูงมากและหายากมากในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะเก็บกันหมดเนื่องจากจำนวนการสร้างที่น้อยมาก เพียงแค่ 2,000 องค์เท่านั้น
    พระรุ่นนี้ผ่านพิธีใหญ่ คุณแม่บุญเรือนอธิษฐานจิต และเป็นประธานดำเนินการ
    พิธีพุทธาภิเษกนี้ เป็นการรวมพลังจิตของพ่อแม่ครูอาจารย์พระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริตทัตโต ในสมัยนั้น อาทิเช่น
    หลวงปู่ดุลย์ อตุโล
    หลวงปู่ขาว อนาลโย
    หลวงปู่แหวน สุจิณโณ
    หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
    หลวงปู่สิม พุทธจาโร
    หลวงปู่จันทร์ เขมปัตโต
    หลวงพ่อเฟื่อง วัดธรรมสถิตย์
    หลวงปู่เจี๋ยะ จุนโฑ
    หลวงพ่อ สมชาย วัดเขาสุกิม เป็นต้น
    นอกจากนี้ยังมี พระเกจิอาจารย์ชื่อดังของเมืองระยอง มาร่วมพิธีปลุกเสกด้วย อาทิเช่น
    หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่
    หลวงปู่ทาบ วัดกระบกขี้ผึ้ง
    หลวงพ่อโต วัดเขาบ่อทอง
    หลวงพ่อโต วัดเขากระโดน
    หลวงปู่คร่ำ วัดวังหว้า
    หลวงพ่อบุญ วัดบ้านนา
    หลวงพ่อรวย วัดท่าเรือ เป็นต้น
    received_229315765141343.jpeg

    พระหยกองค์นี้ ในเวบพลังจิตบอกว่า แม่ชีท่านไม่ได้ปลุกเสก
    แต่ผมลงกลุ่มเฟสแม่ชีบุญเรือนประมาณ2-3กลุ่มมีแต่คนกดไล้และมีเซียนพันทิพย์ที่มีบัตรขายรับซื้อพระแม่ชีท่านตามจีบอยู่1-2ท่าน งง นิดหน่อยครับ
     
  17. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    220
    ค่าพลัง:
    +583
    91179254_1861081117356186_4957416660823703552_o.jpg


    ผลกระทบจากโรคโควิดที่โดนกันทั่วหน้าตอนนี้ก็คือเรื่องของเศรษฐกิจ หลายคนต้องถูกพักงาน หลายคนขายของไม่ได้ เพราะห้างปิด สถานที่ท่องเที่ยวปิด วัดปิด ทุกคนต้องเซฟเงินเอาไว้เพราะยังไม่รู้ว่าเหตุการณ์มันจะคลี่คลายลงเมื่อใด นี่ยังไม่นับรวมถึงไฟป่าที่เชียงใหม่และภัยแล้งที่เริ่มส่งผลกระทบต่อหลายพื้นที่แล้ว

    พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤาษีเคยตอบคำถามลูกศิษย์เรื่องการแก้ดวงเมืองเอาไว้และยังคงใช้ได้ทุกยุคสมัย อยู่บ้านว่างๆนั่งฟังธรรมะ ไหว้พระสวดมนต์กันดีกว่าครับ


    ******************

    แก้ดวงเมืองประเทศไทย

    ผู้ถาม : ขณะนี้ดวงของประเทศชาติกำลังแย่ หลวงพ่อมีวิธีแก้ไขตามพระพุทธศาสนา อย่างเช่นการสะเดาะเคราะห์ใหญ่จะช่วยชาติได้หรือไม่ ลูกๆจะได้ช่วยประเทศชาติในด้านใดบ้างเจ้าคะ ?

    หลวงพ่อ : มันของไม่ยากเลยนะ ให้เอาดวงของประเทศชาติมา ถ้าเอาอะไรผูกไว้ฉันจะช่วยแก้ออกให้ (หัวเราะ) ดวงประเทศชาติเป็นอย่างไรน่ะ ฉันไม่เคยรู้เขาเลย


    ผู้ถาม : เป็นดวงเมืองหรือเปล่าครับ ?


    หลวงพ่อ : ดวงเมืองหรือดวงกรุงเทพฯ มันมี 2 ดวงนะ เอาอย่างนี้ดีกว่า ดวงมันเป็นวิชาของโหร ถ้าตามพระพุทธศาสนาเขาเรียกว่ากฏของกรรมอย่างนี้ถูกกว่านะ

    กฏของกรรมนี่เราแก้กันไม่ได้ สมมุติว่าสีมันเข้มเราก็พยายามเอาสีหนึ่งเข้ามาผสมให้มันจาง สีมันไม่จางแต่สีอื่นมันทับ นั่นคือกฏของกรรมที่ทำให้คนลำบาก คือบาปในชาติก่อน เราก็สร้างบุญให้มันเยอะ


    การสร้างบุญให้มันเยอะไม่ใช่ต้องใช้เงินเยอะ บางทีกุศลก็ไม่มาก ไม่แน่นะ อย่างพวกที่เจริญกรรมฐาน บูชาพระสวดมนต์ จิตก็สะอาดขึ้น ทำอย่างนี้เรื่อยๆ ไปก็แล้วกัน

    วิธีแก้อีกวิธีหนึ่งที่ท่านย่าบอกไว้คือ ให้ว่า "คาถาเงินล้าน" ด้วยความตั้งใจ อย่างน้อยวันละ 30 จบ ไม่ต้องจบครั้งเดียวนะ หลายครั้งภายในวันเดียวนะ อย่างนี้จะแก้ความฝืดเคืองได้


    ค่อยๆแก้ แล้วก็ไม่ต้องไปแก้ดวงมือง แก้ดวงของเราก็แล้วกัน ใช่ไหม ถ้าดวงของเราดีหมด เมืองของเราก็ดีด้วย


    (จากธัมมวิโมกข์ ปีที่ 8 ฉบับที่ 74 เมษายน 2530 หน้า 19-20)


    คาถาเงินล้าน
    (ตั้ง นะโม 3 จบ )

    • สัมปะจิตฉามิ นาสังสิโม
    • พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ (คาถาปัดอุปสรรค)
    • พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุเม (คาถาเงินแสน )
    • มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุเม (คาถาลาภไม่ขาดสาย)
    • มิเตพาหุหะติ (คาถาเงินล้าน)
    •พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา
    วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม
    (คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า)
    • สัมปะติจฉามิ (คาถาเร่งลาภให้ได้เร็วขึ้น)
    • เพ็ง ๆ พา ๆ หา ๆ ฤา ๆ


    ( บูชา ๙ จบ ตัวคาถาต้องว่าทั้งหมด)


    61207381_172071107137104_6925422378667212800_o.jpg
     
  18. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    220
    ค่าพลัง:
    +583





    พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤาษี ได้พูดถึงอานุภาพของเหรียญทำน้ำมนต์ไว้ว่าอธิษฐานได้ "ทุกอย่าง" ไม่ว่า เมตตา ค้าขาย คลายโรค โชคลาภ ปลอดภัย คลายกฏแห่งกรรมได้ แต่ทั้งนี้จะต้องปฏิบัติตามที่ท่านแนะนำอย่างเคร่งครัด มีผู้ทอดเทปเอาไว้ดังนี้

    ****************

    เหรียญทำน้ำมนต์เป็นเหรียญโลหะชุบทอง เดิมๆจะอัดกรอบพลาสติกสีเหลืองจากวัด หลวงพ่อทำพิธีพุทธาภิเษก “เหรียญทำน้ำมนต์” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 พฤศจิกายน 2532 ที่วิหารแก้ว 100 เมตร เวลาประมาณ 6 โมงเย็น (แต่ในหนังสือสมบัติพ่อให้เล่มใหม่ลงไว้ว่าสร้างเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2532) ด้านหน้าเป็นรูปหลวงพ่อและชื่อ “พระสุธรรมยานเถระ (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)” ใต้รูปเขียนว่า “วัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี” ส่วนด้านหลังเป็นยันต์พระสารีบุตร และคำว่า “ทำน้ำมนต์”

    ถัดไปอีก 2 วันเป็นงานเป่ายันต์เกราะเพชร ครั้งที่ 13 ในวันเสาร์ 5 ที่ 2 ธันวาคม 2532 พิธีมีขึ้นที่ศาลา 4 ไร่

    จากวิดีโอเทปวันพิธีปลุกเสกเหรียญทำน้ำมนต์และวันพิธีเป่ายันต์เกราะเพชร ถอดคำเฉพาะบางตอนที่หลวงพ่อกล่าวถึงที่มาการสร้างและอานุภาพเหรียญน้ำมนต์ไว้ดังนี้

    ในพิธีเป่ายันต์เกราะเพชรวันที่ 2 ธันวาคม 2532 รอบแรก หลังจากหลวงพ่อได้แนะนำเรื่องการรับและรักษายันต์เกราะเพชรจบแล้ว ท่านได้พูดถึงเรื่องเหรียญทำน้ำมันต์ให้ฟังประมาณนี้ว่า

    ช่วงเดือนตุลาคม ร่างกายท่านเคลียด มีอาการป่วยมาก ท่านขึ้นไปวิมานท่านบนแดนพระนิพพานแล้วตัดสินใจว่าถ้าร่างกายไม่ดีก็จะไม่กลับ พระพุทธองค์ท่านก็มายับยั้ง ท่านบอกกับหลวงพ่อว่าให้เป็นหมอเอาไหม หลวงพ่อบอกว่าร่างกายแบบนี้เป็นหมอไม่มีใครเชื่อถือ เป็นหมอยา หมอพิธีกรรม ท่านไม่อยากเป็นเพราะจิตใจเป็นกังวล ไม่มีสุข

    ท้ายสุดพระท่านบอกว่า ถ้าทำน้ำมนต์อย่างเดียว รักษาได้ทุกโรคเอาไหม หลวงพ่อก็ว่าถ้ารักษาโรคภัยไข้เจ็บทางกายอย่างเดียวเอา แต่ยังไม่พอใจนัก ต้องรักษาโรคทรัพย์จางได้ด้วย พระพุทธองค์ท่านก็เรียกพระสารีบุตรมาให้สอนหลวงพ่อ พระสารีบุตรท่านว่าเคยสอนแล้วเมื่อปี 2504 แต่หลวงพ่อบอกว่าตอนนั้นทำครั้งเดียวเลิกไปเลย ก็สอนกันใหม่ และพระสารีบุตรท่านก็ติดตามมาสอนหลวงพ่อต่ออีก 3-4 วัน รักษาโรคได้ทั้งทางกายและทางใจพวกคุณไสย พวกผีเข้าเจ้าสิง

    หลวงพ่อพูดแนะนำว่า ” ถ้าผู้หญิงมีครรถ์ ให้ทานน้ำมนต์ทุกวันก่อนจะหลับ อธิษฐานก่อน วันละอึกก็พอ อธิษฐาน ขอให้บุตรในครรค์จงเป็นผู้แข็งแรงไม่มีโรค และมารดาก็ไม่มีโรคด้วย แข็งแรงปลอดภัย เวลาเจ็บท้องใหม่ๆ ดื่มซัก 1 อึก อธิษฐานว่า ขอให้คลอดง่าย อย่างนี้ก็จะคลอดง่าย ”

    ” ถ้าญาติโยมพุทธบริษัทต้องการลาภจากค้าขายทำมาหากิน ถ้าค้าขาย ตอนเช้าไปพรมหน้าร้าน ว่าคาถาตามหนังสือที่แนะนำไปให้ ถ้าต้องการปลูกผักปลูกหญ้า หรือข้าวกล้าทั้งหลายจะลงทำนา เอาน้ำมนต์ไปลงก่อนจะมีผลดีมาก ”

    ” ยันต์นี้มีรูปอาตมาอยู่ด้วย เป็นอันว่าท่านอนุญาติให้ทำ ท่านก็ตั้งราคาเสร็จ เหรียญที่มียันต์นี่ ท่านตั้งราคาบอกว่าใช้ราคาเกิน 30 บาทไม่ได้ ”

    ในพิธีพุทธาภิเษกเหรียญทำน้ำมนต์ที่วิหาร 100 เมตรในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2532 หลวงพ่อเล่าตอนนึงว่า

    ” ทีแรกไม่ให้ทำเลย ไม่ให้แจกเลย(หมายถึงว่าพระท่านไม่ให้ทำเหรียญ ให้ทำเฉพาะแผ่นยันต์อย่างเดียว ทำน้ำมนต์แล้วให้คนมาตักไปเอง ประมาณๆนี้) เพราะกำลังใจคนเราไม่เท่ากัน นี่พระพุทธเจ้าเองนะ ต่อมาขอร้องเข้า คุยกันตั้งแต่ตี 2 ถึงตี 4 เอางี๊ก็แล้วกัน คุณทำได้แต่ทำได้ไม่เกินครั้งนึงไม่เกินพันองค์ เลยบอกท่านว่าถ้าไม่เกินพันองค์นี่มันตีกันแน่ เดี๊ยวก็ขึ้นราคากัน คนที่ได้ไป ก็ไปขึ้นราคากับคนไม่ได้ เลยขออนุญาติท่านเป็นพิเศษว่า เฉพาะรับงานเป่ายันต์คนมาก พันองค์คงไม่ไหว ท่านก็เลยอนุมัติว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกให้เป็นพิเศษให้ 3 หมื่นองค์ แต่ว่าต่อไปจะทำอีก ครั้งต่อไปจะได้ไม่เกินพันองค์ ”

    หลวงพ่อท่านบอกเพิ่มเติมว่า ” บูชาทำน้ำมนต์รักษาโรคทุกอย่าง ค้าขายก็ได้ หาลาภก็ได้ ปลอดภัยก็มี ทุกอย่างท่านบอกทุกอย่าง วิชานี้โดยตรงผู้ให้คือพระสารีบุตร แต่ว่าการทำคือพระพุทธเจ้าทำ ”

    " หลวงพ่อบอกเหรียญทำน้ำมนต์นี้ กันและแก้ได้ทุกอย่าง จะรักษาโรคอะไรสุดแท้แต่จะอธิษฐาน "

    วิธีการอาราธนาเหรียญทำน้ำมนต์

    ให้เอาเหรียญใส่ขัน ตั้งนะโม 3จบ แล้วสวด

    อิติปิโส ทั้ง 3ห้อง (อิติปิโส… สวากขาโต… สุปฏิปันโน…) อีก7จบ

    และปิดท้ายด้วย นะ มะ พะ ธะ (พร้อมทั้งกำหนดลมหายใจเข้า-ออกด้วยจะดีมาก) อีก 15จบ

    แล้วอธิษฐานตามความปรารถนา แต่จะมีผลเฉพาะผู้ที่มีความเคารพในพระรัตนตรัยเท่านั้น แล้วนำน้ำมนต์ไปประพรม อาบหรือดี่มกินได้

    ตอนพุทธาภิเษกเหรียญทำน้ำมนต์ หลวงพ่อเล่าว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระโพธิ์สัตว์ พระอรหันต์พรหมและเทวดาทุกๆ พระองค์จะนั่งหลับตาเข้าสมาธิกันหมดโดยไม่ใช้พลังทั้งสิ้น… ต่างกับวัตถุมงคลอื่นๆ ทุกๆพระองค์จะใช้พลังแสงพุ่งออกจากกายที่สำคัญและพิเศษที่สุดคือ เหรียญทำน้ำมนต์ นี้ถือเป็นเหรียญเดียวที่สามารถคลายกฎแห่งกรรมได้ (ปกติกฎแห่งกรรม ไม่สามารถคลายหรือลดได้)

    เหรียญทำน้ำมนต์ถือว่าเป็นเหรียญที่ทำได้ยากมาก กว่าพระท่านจะทรงอนุญาติให้หลวงพ่อสร้างได้ เพราะครั้งแรกจะต้องใช้ทองคำเท่านั้น แต่หลวงพ่อขอพระท่านจนสำเร็จ

    เหรียญนี้พิเศษอีกอย่างหนึ่งคือ ลุงพุฒ(ท่านพญายมราช)มาบอกหลวงพ่อ ให้บอกลูกหลานว่า ถ้ามีกำลังใจสูงกำลังใจเข้มข้นแล้ว ก็ไม่ต้องใช้เหรียญทำน้ำมนต์ ให้นึกถึงภาพยันต์น้ำมนต์(ที่อยู่ด้านหลังเหรียญ)ให้อยู่กลางกระหม่อม แล้วก็สวดภาวนาตามวิธีอาราธนาใช้เหรียญไปเรื่อยๆ จะค่อยๆคลายกฎของกรรมได้ ถ้าทำทุกวันต่อไปก็จะเหลือนิดเดียว

    ที่มา: http://settheetham.com/product/เหรียญทำน้ำมนต์-บล็อคค/




     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 1498105857.jpg
      1498105857.jpg
      ขนาดไฟล์:
      44 KB
      เปิดดู:
      16
  19. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    220
    ค่าพลัง:
    +583
  20. NiponSuwan

    NiponSuwan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2018
    โพสต์:
    220
    ค่าพลัง:
    +583

แชร์หน้านี้

Loading...