อาการคุมความรู้ไม่อยู่เป็นอย่างไร

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย แค่พลังงานที่มีความรู้สึก, 1 กุมภาพันธ์ 2018.

  1. แค่พลังงานที่มีความรู้สึก

    แค่พลังงานที่มีความรู้สึก Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    252
    ค่าพลัง:
    +142
    ขอความรู้หน่อยครับ อาการคุมความรู้ไม่อยู่ กับอาการวิปลาส เหมือนกันหรือไม่ขอรับ
     
  2. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,301
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +11,374
    เรื่องอะไรนะครับ

    ธรรมผุด หรือไม่ อะไรที่ขึ้นมาครับ จะได้แนะนำได้ คุมความรู้อะไรไม่อยู่

    ของมันมีที่มาที่ไป อะไรที่เกิดย่อมมีสาเหตุว่าก่อนหน้าทำอะไรมา

    ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นผู้ปฏิบัติจริง ปฏิบัติไปได้ผลระดับนึง จะโดน กิเลสหลอก ว่าเรามีคุณธรรม จะเกิดอาการที่เรียกว่า ธรรมผุด ก็คือ จะเกิด ธรรม ต่างๆนาๆ ไหลเข้ามาในจิตให้เราเสวยอารมณ์ ไม่หยุด จะจับอะไรจะคิดอะไรก็จะเข้าใจว่า เป็นธรรมไปหมดทุกเรื่องในชีวิตประจำวัน อธิบายธรรมได้เป็นข้อๆ จนเข้าใจว่า เกิดธรรม ในตัวเรา หลงเข้าใจผิดว่าตัวเองมี ธรรม ความคิดเรื่องธรรม จะเกิดมากมาย ไม่หยุด ครับ จนรู้สึกได้ว่าเหมือนตัวเองคุมความรู้ไม่อยู่ นี่ก็สาเหตุนึง เหมือนหยุดความคิดเรื่องธรรมที่เกิดในใจ ต่างๆนาๆไม่ได้

    อีกสาเหตุนึง ที่คุมความรู้ไม่อยู่ ก็คือ คนติดกรรมหนัก พวกปรามาสอริยเจ้า หรือผู้ทรงศีล ทรงฌาน ถ้าอย่างหลังนี้ อาการจะคล้ายๆกัน แต่ที่แตกต่างกันก็คือ อย่างหลัง จะเป็นความฟุ้งซ่าน ในเรื่องต่างๆนาๆ ทางโลกๆ อดีต ปัจจุบัน อนาคต หยุดความคิดตัวเองไม่ได้ จะมีความคิดไหลตลอดต่างๆนาๆ จิตสงบไม่มี เรียกว่า ตัวเองเหมือนคน หยุดความคิดไม่ได้ ฟุ้งซ่านไปหมดทุกเรื่อง แต่ก็ยังใช้ชีวิตประจำวันได้ปรกติ ถ้าหนักๆ ก็จะเป็น บ้า ไป จะฟุ้งซ่านมีแต่ความคิดฟุ้งซ่านไหลเข้ามาตลอด หยุดความคิดตัวเองไม่ได้ อะไรอย่างนี้

    ผมยกตัวอย่าง นะครับ ให้เห็น ไม่ได้ว่าอะไรนะ เลยต้องถามดูก่อนว่า องค์ความรู้ที่ฟุ้ง นี้ คือ อะไร ยังไง อย่างไหน ครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 1 กุมภาพันธ์ 2018
  3. แค่พลังงานที่มีความรู้สึก

    แค่พลังงานที่มีความรู้สึก Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    252
    ค่าพลัง:
    +142
    อาการธรรมพุด ครับหรือองค์ความรู้มันฟุ้ง
     
  4. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,301
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +11,374
    ความรู้เรื่องทางไหนนะครับ เรื่องทาง ธรรม มีแต่ ธรรมมะ ฟุ้ง ฟุ้งจนหยุดไม่อยู่ เหมือนเป็นคนในหัว มีแต่ความคิดทางธรรมไหลตลอดเวลา ควบคุมไม่ได้ หรือ ไม่ หรือว่าอย่างอื่น นะครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 1 กุมภาพันธ์ 2018
  5. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,301
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +11,374
    ถ้าเกิดจาก อย่างแรก บอกตรงๆ ถ้ารู้ตัว ไม่ต้องทำอะไร ปล่อยไปสักพัก หลายๆวัน หรือ อาทิตย์ กำลังตก เดี๋ยวก็จะหายเองครับ

    สิ่งสำคัญคือเราต้องสำนึกตัว รู้ตัวว่ามันไม่ใช่ทาง ไม่ใช่สิ่งที่เราไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ตัวเองเป็น และปล่อยวาง กลับมาปฏิบัติกรรมฐาน สมถะ ภาวนา ครับ
    ถ้าอาการยังอยู่ แล้วยังไม่แก้ แล้วเราไปออก ตามดูตามรู้ธรรมที่เกิด ที่ผุดขึ้นมาจากจิตไปเรื่อย มันก็จะผุดไปเรื่อยๆต่อไป จนกว่ากำลังใจจะตก จึงค่อยรู้ตัว

    ยกเว้นแต่คนที่ไม่รู้ตัว จะไม่หาย เพราะไปยึดมั่นถือมั่นหลงระเริงไปกับธรรมพวกนั้น

    อาการอย่างแรกนี้ จะเกิดได้ ก็ต่อเมื่อเราภาวนา ปฏิบัติ แล้วโดนกิเลสหลอกไม่รู้ตัว


    หรือไม่ก็ถ้าจะแก้ให้หายจริง ก็คือ สมาถะ ให้เข้าสมาธิ เข้าฌาน ทรงฌาน ครับ ก็จะหายแน่นอน

    สาเหตุเพราะ ถ้าจิตเข้าฌาน ทรงฌานอยู่ นิวรณ์5 มันสงบ ไม่กำเริบ ครับ

    อาการที่เกิดธรรมผุดนี้ ก็เพราะด้วยว่า พื้นฐานของจิต จิตยังไม่ได้เข้าสมาธิ จิตยังไม่ได้เป็นผู้รู้ ยังไม่เจอตัวผู้รู้ เมื่อจิตยังไม่เป็นสมาธิ มันก็เลยโดนกิเลสหลอก ทำให้เกิดธรรมผุดเพราะมันหลอก ครับ

    สรุปก็คือ ถ้าจะให้หาย อย่างแรกๆ ก็คือเรารู้ตัวว่าเป็น เดี๋ยวพอกิเลสหมดกำลัง มันก็จะหายกลับเป็นปรกติ เอง

    หรือ ให้เข้าสมาธิ จิตทรงสมาธิ จิตเป็นผู้รู้ หรือไม่ก็ ทรงฌาน จะให้ดี ก็ ทรง ทุติยฌาน ฌานสอง ขึ้นไป หายขาด เพราะมันตัด วิตก วิจารณ์ ออกไปแล้ว รับรองว่าไม่มีอะไรผุดให้เกิดได้ ครับ

    ให้กลับมาที่ อานาปานสติ สมถะ มีสติ อยู่กับคำภาวนา ครับ ก็คือให้กลับมาฝึก สมถะ จะได้มีกำลังหยุดความฟุ้งซ่านธรรมที่เกิด ได้ครับ

    ส่วนตัวเอาตรงๆเลย ส่วนใหญ่อาการนี้ เกิดเพราะว่า จิตยังไม่เป็นสมาธิ พอ จิตยังไม่เป็นผู้รู้ พอพื้นฐานจิตไม่มีสมาธิคอยกำกับ แล้วเราไปออก คิดธรรมต่างๆนาๆ วิเคราะห์ธรรมต่างๆนาๆ ทั้งๆที่ จิตยังไม่เป็นสมาธิ มันก็เลยโดนกิเลสหลอก กลายเป็น ฟุ้งซ่านธรรม หยุดความคิดธรรมที่ไหลออกมาไม่ได้ ครับ


    ถ้าเป็นอาการ อย่างที่ 2 ก็แก้โดยการที่ตัวเอง จิตใจตัวเอง ยอมลง ยอมรับขอขมาอโหสิกรรมปรามาสครับ แล้วจะดีขึ้น
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 1 กุมภาพันธ์ 2018
  6. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    6,496
    ค่าพลัง:
    +28,593
    ถ้ากรณีเป็นความรู้ส่วนตัวเรียกเตลิดครับ
    พวกนี้แค่การผุด ๑ วินาที ต้องมาเขียนอธิบาย
    ด้วยตัวอักษรถึง ๓ สี่หน้าถึงจะอธิบายได้หมดนะครับ
    เหตุที่คาดไม่ถึง ก็เพราะทิ้งไม่เป็น คือแล้วๆไปไม่เป็น
    พูดง่ายๆว่า ถ้ามันจะรู้ก็ปล่อยให้มันรู้ไปจะรู้อะไรก็ช่างมัน
    ถ้ามันไม่รู้ก็ช่างมัน ทั้งสองอาการนี้ต้องเฉยๆ ต้องทิ้งเลย
    เพราะถ้าไม่ทำจะ
    ทำให้จิตมันจ้องที่ผุดหรือพร้อมที่จะผุดตลอดเวลา
    พูดง่ายๆว่า จิตพร้อมที่จะทำงานหรือเกิดตลอดเวลา

    กิริยาพวกนี้คล้ายๆเรื่องสมาธิใช้งานครับ
    พวกใช้งานทางจิตได้ก็จะเป็นกันได้ปกติทุกคนเช่นกัน
    โน้นจนกระทั่ง ตนเองรู้สึกว่าเกิดเวทนาทางจิตขึ้นมา
    แล้วสะสมจนส่งผลทางกาย เด่วต่อไปก็จะเริ่มมาทิ้ง เริ่มเฉยๆเป็น
    และจะใช้เฉพาะที่จำเป็น และใช้แล้วก็แล้วไป ไม่อะไรๆกับมัน
    จิตถึงจะคล้ายตัวได้ตามธรรมชาติครับ เพราะบางทีบอกให้ทิ้ง
    ก็ไม่ค่อยทิ้งกัน เพราะเข้าใจว่า ความรู้จะหาย ความสามารถจะหาย
    ความจริงพวกนี้ ยิ่งทิ้งยิ่งมี ยิ่งเบา ยิ่งใช้งานง่าย ยิ่งอัตโนมัติขึ้นครับ

    *** ทิ้งเพื่อให้จิตกลับคืนสุ่เนื้อหาเดิมแท้ของมันเองนั่นหละครับ***
    สรุปว่า มันมีขั้นตอนของมันอยู่ แต่จะรู้เหตุช้าหรือเร็วเป็นอีกเรื่องครับ

    ส่วนวิปลาสเท่าที่พอเล่าได้ มันมี ๔ ส่วน คือ ๑.กรณีที่ไม่มีสติทางธรรมเลย
    จนไม่รู้ว่าตนทำอะไรลงไป คิดอะไร หรืออาจได้รับการกระทบกระเทือน
    ทางจิตใจหรือร่างกายอย่างรุนแรง หรือสาเหตุมาจาก
    ผลของโรคต่างๆ กรณีนี้คือผู้ป่วยครับ
    กับอีกกรณีคือ
    ๒. พวกที่วิถีญานเปิดก่อนจิตจะคลายตัวได้
    หรือก่อนจิตแยกรูปแยกนามได้ กลุ่มนี้ไม่เชิงวิปลาส
    แต่ทำให้สังคมมองดูแปลก เพราะแยกไม่ออกระหว่าง
    โลกความจริงกับโลกแห่งนามธรรม ทำให้อยู่ร่วมสังคมได้ยาก
    และถ้าไปรู้อะไรก็จะยึดจนกลายเป็นตัวเองและมีอารมย์ร่วม
    ในทุกๆเรื่องที่รู้ อนาคตหายได้ ถ้ามาเจริญสติเดินปัญญาครับ
    กลุ่มนี้สัมผัสภายในจะค่อนข้างดีกว่า นักปฏิบัติทั่วไป
    หรือคนทั่วไปครับ
    และ ๓.วิปลาสเหตุเพราะปฏิบัติ เริ่มต้นจากสัญญาวิปลาสก่อนครับ
    คือ ไปยึดนามธรรมต่างๆ แล้วเผลอดึงเข้ามาจนกลายเป็นตัวตน
    กลายเป็นตนเองอย่างไม่รู้ตัวครับ เพราะไปคิดว่า นามธรรมต่างๆเหล่านั้น
    เป็นปัจจุบัน เป็นความจริง คล้ายๆลืมตัว (ตัวอย่างเช่น ฝันว่าตนวิ่งได้ พอลืมตาก็คิดว่าตนวิ่งได้ ทั้งๆที่ตนเองมีขาข้างเดียว ประมานนี้)
    กลุ่มนี้จะปฏิบัติไม่ก้าวหน้า และจะหลงสภาวะ หลงตัวเองได้
    แบบใครบอกก็ไม่ฟังครับ

    และท้ายสุด ๔.กลุ่มที่เริ่มจากการปฏิบัติ และสัญญาวิปลาส
    เพราะไปมีการสร้างเหตุให้ผูกพันธ์ วกวน
    ไปสร้างวิบากต่างๆ จากภายนอก แล้ววิบาก
    ต่างๆเหล่านั้นย้อนกลับมาหาตนเอง กลุ่มนี้นอกจากปฏิบัติไม่ได้ผลดี
    เท่าที่ควร อาจจะหลงตนว่าเป็นผู้วิเศษได้ และมักจะเจ๊บป่วยด้วย
    โรคร้ายแรง ด้วยกระแสภายนอกที่ตนไปสร้างเหตุให้วกวน ผูกพันธ์
    กับจิตตนเอง จนจิตเกิดเวทนา แล้วส่งผลต่อกายครับ
     
  7. นิวรณ์

    นิวรณ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2008
    โพสต์:
    9,087
    ค่าพลัง:
    +3,441
    วิปลาส ในทางธรรม หมายเอา การมี ทิฏฐิ เห็นสิ่งไม่เที่ยงว่าเที่ยง

    เช่น สัญญาไม่เที่ยง เกิดดับ เป็น พยับแดด ... เห็นอยู่เป็นแสนโกฏิ
    ในชั่วเวลาดีดนิ้วดังเปาะ แต่ก็ ไม่มีความรู้ชัด สัญญาไม่เที่ยง
    ทำให้เกิดการสำคัญว่า เราต้องมีสัญญา สัญญาเป็นเรา มีเราในสัญญา
    ในสัญญามีเรา ฯ

    เพิ่มเติมอีกอันคือ " สัตว์สัญญาเสีย " สัตว์สัญญาเสีย เช่น เนวสัญญานาสัญญา
    , อาสัญญีสัตตา ...ที่สัญญาไม่เปลี่ยนเป็น ผัสสะอื่น นอกจาก อารมณ์หนึ่งค้างเติ่ง
    หรือ คนทั่วๆไปที่มี ทิฏฐิบางอย่างด้วยอำนาจเวทนากล้า ทำให้กำหนดรู้ สัญญา
    ไม่เที่ยงไม่ได้ พอสัญญาขยับจะเห็นมีตน มีเรา มีเขา ขึ้นมาทันที หัวถึงหมอน
    ปั๊ปเอาแล้ว องค์มัธยมมาหา ไปหาองค์มัธยม


    ****************************

    กลับมาคำถาม

    ธรรมผุด อาจจะเห็นว่า มีเรื่องราวให้รู้มาก เหมือนเกิดจดจำ ธรรมบท หรือเกิด
    อาการกระทบผัสสะปั๊ป แล้ว บรรยายธรรมตามหัวข้อตามผัสสะ นั้นๆได้

    อันนี้อย่าไปเข้าใจว่า ธรรมผุด เป็น " บุพภาคแห่งมรรค " เด็ดขาด ให้ กำหนดรู้
    ไปว่า " จิตไม่ตั้งมั่น " แล้ว ห้ามทำสมาธิเพิ่ม ( ยิ่งเพิ่ม สมถะ ยิ่งฝุ้งซ่าน ) ให้
    ทำใจให้แยบคาย สมถะ ไม่ใช่ สมาธิ สมาธิ ไม่ใช่เรื่อง ฌาณ แฌณ แต่เป็น
    การตั้งมั่น พรากออกจาก โอฆะ4

    โอฆะ4 คืออะไร ก็ ดูที่มันผุด เป็น ตัวอย่าง รู้ห่างๆ ให้จิตถึงฐาน ( สัมมสมาธิ ไม่ใช่ ฌาณ แฌณ)
     
  8. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,301
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +11,374
    พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

    เทศน์บนศาลา วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๕


    เวลาคิดนี่คิดเรื่องอะไรล่ะ? คิดเรื่องอะไรก็ทุกข์เรื่องนั้นแหละ คิดเรื่องสิ่งใดมันก็ทุกข์เรื่องสิ่งนั้น เพราะความคิดนั้น เห็นไหม เพราะความคิดอันนั้น จิตมันเสวยอารมณ์อันนั้น นี่จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส สิ่งที่เป็นนามธรรมๆ แล้วใครจะไปช่วยเหลือมัน ใครจะไปจุนเจือมันล่ะ เพราะมันหิว มันโหย มันไม่มีหลักมีเกณฑ์ของมัน มันก็คิดมาเรื่อยเปื่อยไป แม้แต่ตรึกในธรรมะของพระพุทธเจ้าก็คิดเรื่องธรรมๆ

    คิดเรื่องธรรม เห็นไหม อวิชชามันคิด กิเลสมันพาคิด กิเลสมันคิดธรรมะ พอกิเลสคิดธรรมะ นี่จิตดิบๆ อย่างนี้กิเลสมันคิดธรรมะ พอคิดธรรมะเราว่าเรารู้ธรรมะๆ แล้วมันช่วยเหลือใจมันได้ไหม ใจนี่ใครช่วยเหลือมัน ทั้งๆ ที่มันตรึกธรรมะอยู่นี่ ใครไปช่วยเหลือมัน? มันช่วยเหลือมันไม่ได้เพราะมันขาดสติไง
    ........

    ....สิ่งที่เราศึกษาธรรมๆ กัน เราศึกษานี่ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาธรรมมันเกิดนะ ความสงสัย เวลามันเกิดขึ้นมานี่มันผุดขึ้นมาในใจเลย ในใจมันผุดออกมาเลย เป็นธรรมะเลย อ้าว! ธรรมะต้องศึกษาตำราไม่ใช่หรือ อ้าว! แล้วธรรมะมันเกิดจากใจได้อย่างไรล่ะ นี่มันผุดออกมาได้อย่างไรธรรมะอย่างนี้ เห็นไหม เวลาธรรมมันเกิด อำนาจวาสนาของคน ถ้าคนที่สร้างสมบุญญาธิการมานะมันมีอำนาจวาสนาบารมีของใจดวงนั้น

    ถ้าใจดวงนั้นเรียกร้องการช่วยเหลือ ใจดวงนั้นมีความทุกข์ ความยากมากแล้วไม่มีใครช่วยเหลือมัน ทั้งๆ ที่มีธรรมในหัวใจนะ มีธรรมในหัวใจ แต่กิเลสมันมีอำนาจมากกว่า กิเลสมันก็ครอบงำของมันไว้ แต่เวลาเราปฏิบัติของเราไป เราพุทโธของเราไป เราปัญญาอบรมสมาธิของเราถ้าจิตมันสงบเข้ามา จิตสงบเข้ามา ธรรมมันผุดขึ้นมา ธรรมผุดขึ้นมาเป็นข้อๆ เลย เป็นบาลีก็มี เป็นภาษาไทยก็มี เป็นภาษาที่เรารู้ได้เลย นี่มันผุดขึ้นมาเลย

    “เราปฏิบัติแล้ว เราจะสิ้นกิเลสแล้ว เราจะเป็นพระอรหันต์แล้ว” นี่อย่างนี้มันหลอก มันผุดออกมา ถ้าดิบๆ มันขึ้นมาเลย แต่ถ้ามันสุกล่ะ สิ่งที่ทำขึ้นมา เวลาธรรมมันผุดขึ้นมา ธรรมผุดขึ้นมาเราก็เสวย เพราะมันเป็นธรรม นี่มันผุดขึ้นมา นี่แหม! ตื่นเต้น โอ้โฮ! มันผุดขึ้นมานะมันน่าแปลกประหลาดมหัศจรรย์ นี่ธรรมผุด ถ้าจิตใจดิบๆ มันก็หลงระเริงไป แต่ถ้าจิตใจมันสุกขึ้นมานะ สิ่งนี้ในเมื่อธรรมมันผุดขึ้นมาก็คือธรรม

    แต่ถ้าหลวงตาท่านบอกว่ากิเลสมันผุด กิเลสมันผุดเพราะอะไร เพราะเวลามันผุดขึ้นมาแล้วมันผุดขึ้นมาเป็นธรรมเลย เป็นข้อๆ เลย แล้วก็บอกว่าฉันเป็นผู้วิเศษ โอ๋ย! ฉันรู้ธรรม ฉันบรรลุธรรม พอฉันบรรลุธรรมแล้วฉันก็รู้ของฉัน มันเกิดทิฏฐิเกิดมานะ แล้วมันเกิดอยากได้อยากดี อยากได้อยากดีนี่ไงกิเลสมันเกิด เห็นไหม แต่ถ้าคนมีสติ ถ้าจิตมันสุก มันรู้ไงว่าธรรมมันผุดขึ้นมานี่มันเป็นของเดิม มันเป็นสิ่งที่อยู่ในใจมันผุดออกมา ถ้าผุดออกมาแล้วเราก็ทำความสงบของใจเข้าไปมากกว่านี้
    http://www.sa-ngob.com/media/audio/y55/11/a13-11-55pm.mp3
     
  9. แค่พลังงานที่มีความรู้สึก

    แค่พลังงานที่มีความรู้สึก Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    252
    ค่าพลัง:
    +142
    ผมอ่านความคิดเห็นของทุกท่าน ทุกท่านเป็นผู้รู้จริงๆ ครับ
    เพราะแต่ละท่านก็ได้บรรยายสภาวะนั้นๆ ได้จนละเอียดซึ่งผมเป็นอยู่
    ตอนนี้ผมทำสมถะบ้างไม่เยอะ แต่อาศัยดูกายมันเคลื่อนไหว
    จนกระทั่งกายผมมันทำงานเองแต่ไม่เชิงและผมไม่ได้สั่งแต่ผมรู้ก่อนที่กายจะเคลื่อนไหว
    เหมือนรถต้องเดินด้วยน้ำมันและเครื่องยนต์ต้องทำงานร่วมแต่ผมเห็นจิตส่วนจิต กายส่วนกาย
    เพราะหากเราไม่ภาวนาเราไม่สามารถแยกออกเลยว่าจิตสั่งอะไรกายบ้างยึดกายอะไรบ้าง
    ผมเห็นจิตสั่งกายแค่ชั่วแวบๆ จนไปเรื่อยๆ แล้วผมก็เกิดอาการรู้มันและว่างเปล่า
    ผมกลับเข้ามาสู่อาการหดหู่อีกครั้ง ผมเคยตั้งกระทู้ไปแล้วครั้งนึง
    จนตอนนี้ผมกลับมีอาการไม่อยากครองกายเห็นมันภาระเสียอย่างงั้นมันเห็นเอง จนผมหดหู่ครับ
    พอดีผมไปได้ยินคำว่า "คุมความรู้ไม่รู้" ซึ่งมันตรงกับสภาวะผมตอนนี้ คำนี้ยืมเขามาใช้ครับ
    หดหู่จนกระทั่งเมื่อคืน คู่ชีวิตเขามีการต่อว่าผม แต่ผมกลับรู้สึกเหมือนสายลมพัดผ่านไม่มีอารมณ์ร่วมอะไรเลย จนกลัวว่าจะวิปลาสไป
     
  10. คนไทบ้านๆ

    คนไทบ้านๆ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มกราคม 2018
    โพสต์:
    139
    ค่าพลัง:
    +119
    เท่าทันสถานการณ์ทางใจทุกประการ
     
  11. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,301
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +11,374

    ร่างกายจะทำงานอย่างไร ไม่ต้องไปสนใจ นะครับ การปฏิบัติกรรมฐาน ครูบาอาจารย์สายหลวงปู่มั่น สอนให้ทำความสงบของใจเข้ามา ไม่ได้ให้ส่งออกไป ใช้กำลังไปรับรู้การเคลื่อนไหวของกาย ครับ แต่ให้ใช้กำลังจิตในการพิจาณากรรมฐาน

    เรื่องบางเรื่อง ถ้าเราเอามาคิด มันก็เป็นการฟุ้งซ่าน หลุดออกไปจาก กรรมฐานสี่สิบ เอาจริงๆ ผลของการปฏิบัติ เราฝึกจิตให้มีกำลัง จิตต้องออกทำงาน จิตต้องมีกำลัง

    การที่เรารู้สึก เราเห็นทุกข์ในธาตุขันต์ ร่างกาย ว่าเป็นโทษ ก็เป็นพื้นฐาน

    จริงๆ คนที่ปฏิบัติ จิตควรที่จะเป็น บุญกุศลกรรม นะครับ ไม่ใช่เกิดความคิดหดหู่ อกุศลกรรม เกิดจิตเศร้าหมอง

    ผมว่านะ ควรเริ่มที่พื้นฐานใหม่ ก่อนเลยดีกว่าครับ

    เริ่มจาก การ ทำทาน สร้างบุญ กุศลกรรม เมื่อ ได้กำลังจาก บุญ กุศลกรรม จิตก็จะไม่เศร้าหมอง ครับ ทาน เป็นพื้นฐาน ร่วมบุญ สร้างบุญบารมี อย่าให้ อกุศลกรรมเข้าแทรก เมื่อ จิตเป็นบุญกุศลกรรม ก็อย่าไปวิตกเรื่อง อกุศลกรรม ครับ

    การที่จะปฏิบัติกรรมฐานนั้น อย่างน้อยก็ทำจิตให้อยู่ใน บุญกุศลกรรม ครับ

    ส่วนเรื่องการที่บุคคลอื่นมากระทบเรานั้น ถ้าเราไม่รับ ไม่เสวยอารมณ์เข้ามา มันก็ไม่มีอารมณ์ร่วมอยู่แล้วนะคับ ถ้าเราไปรับเข้ามา หู ตา ปาก รับมา ก็ย่อมกระทบเหมือนคนทั่วๆไป เราไม่รับ กำลังใจเราสูงกว่าหนักแน่นกว่า ก็ย่อมไม่กระทบเป็นปรกติ
     
  12. นิวรณ์

    นิวรณ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2008
    โพสต์:
    9,087
    ค่าพลัง:
    +3,441
    ถ้า จขกท เล่า กรณี ไขสือ ต่อ จิตตน( คู่ชีวิตนั่นแหละ ทางธรรมจะถือว่า จิต เดียวกัน )
    อันนั้น วิปลาสแน่

    ของจริง .....

    ตรงที่ จขกท บอกว่า เห็นจิตสั่งกาย อันนั้น ครูบาอาจารย์ ท่านจะปรกติ เทศนา ครึ่งเดียว
    เพราะ กลัว คนฟังธรรม ฟังไป ปฏิบัติธรรมกระเดียดเปรียบเทียบ แล้ว เอ๊อะ ใช่ !!

    พอ เอ๊อะใช่ แล้ว อ้าง ครูบาอาจารย์สอนมาให้ เฉยNGO ถูกแล้ว เป็นมรรค ถอยมาพิจารณาธรรม
    ตายฮ่านเลย NGO ยิ่งกว่า หมานอนตาย

    นะ

    ของจริง จิตสั่งกาย หนะ ใช่ แต่ ท่านเทนา ครึ่งเดียว

    ของจริง จิต มันจะเป็น ชาติวิบากจิต สภาพธรรมที่เกิดมา มี ขันธ์10( จขกท ดันแต่งงาน )
    กายระยาง ที่บอกว่าเบื่อ อันนั้นก็ได้มาจาก จิต(กรรมเป็นเผ่าพันธ์ คือ พ่อแม่ ให้มาเป็น
    วิบาก ปฏิเสธ ก็อกตัญญูสิคร้าบบบบบบ ท่าน )

    ดังนั้น

    ไม่ใช่ จิตเป็นตัวสั่งกาย

    กายนั้นเป็น วิบากจากการ สำคัญจิตเป็นตน มีตนในจิต มีจิตเป็นตน มีตนในจิต

    จิต เฉยๆ ตัวมันเองก็เป็น วิบาก เกิดจาก ผัสสะ นามรูป นิทาน และ การมี อุปทาน

    ดังนั้น

    จิตที่มีเป็น ขันธ์10 จะไป ทำอะไรมันไม่ได้ มันเป็น วิบาก ที่ต้อง รับเอา
    จะไปเผิกเฉย ก็ หนา สันตีอิน ลูกเดียว

    การภาวนา เราจะ อาศัยอุบายเห็น จิตเป็นอนัตตา เกิดจาก ผัสสะ นิทาน นามรูป
    เวทนา เกิดดับให้มากๆ เพื่อ ความปล่อยวางด้วย จิตที่อบรมดีแล้ว

    แต่ระหว่างนั้น จิตที่ ปราศจากกิเลส ตัณหา อุปทาน จะ หมุนออก ทำดีต่อ
    โลกอย่างสมควรแก่ธรรม ก็ให้มัน หมุนออกจาก จิตสู่จิต

    ไม่เฉย จิตติดบริกรรม เฉยNGO ถอยมา พิจารณา เฮียอะไร !!?
     
  13. นิวรณ์

    นิวรณ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2008
    โพสต์:
    9,087
    ค่าพลัง:
    +3,441
    ลองปรับดูนะครับ

    การภาวนา จะต้องเข้าไปเห็น ยถาภูตญาณ กัมมัสสกตา วิบาก(กาย/จิต)
    มันจะต้อง หมุนออกมาจาก ความว่าง(จากกิเลส) ไม่ใช่ ทิฏฐิเฉยNGO คนละเรื่องกัน
     
  14. แค่พลังงานที่มีความรู้สึก

    แค่พลังงานที่มีความรู้สึก Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    252
    ค่าพลัง:
    +142
  15. เราโตมาคนละแบบ

    เราโตมาคนละแบบ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 มกราคม 2017
    โพสต์:
    734
    ค่าพลัง:
    +197
    .คุมความรู้ไม่อยู่.." ต้องแยกเป็น2กรณี

    :mad::mad: พวกสมาธินำ แต่ศิลไม่บริสุทธิ์-ศิลค่อนข้างบริสุทธิ์ อาการจิตก็จะออกมาต่างกัน ความคิดเรานั่นแหละ จะสร้างภาพในสมาธิ ..ตามเหตุปัจจัยของจิตดวงนั้นๆที่สะสมปัญญาสามเอาไว้(สุตตะ-จินตะ-ภาวนามัย)..เรื่องธรรมชาติของจิตครับ เป็นกันทุกคนเมื่อ จิตเรารวมสงบในระดับนั้นๆ..ไม่ได้วิเศษวิโส อะไรเลยครับ..

    :) กรณี จิตหรือคนที่มีศิลค่อนข้างดี บริสุทธิ์ ..จิต จะแจ่มใส มีกำลังมาก จะมองเห็นทุกเรื่อง หลายมิติ ที่อายตนะ6 ของเราเข้าไปเสพสิ่งนั้นเป็นอารมณ์ของจิตคือ สังเกตุ-สนใจ-จ้องมอง-สิ่งใด จะเห็นจะรู้ ในสิ่งนั้นๆได้ชัดเจน-ได้ลึก-ไปถึงความรู้สึก"ในใจ" ของคนๆนั้น-สิ่งนั้นๆ-หากเป็นสิ่งมีชีวิตทีเดียว- เราจะเห็นถึงความรู้สึกของมัน แล้วจะไม่ให้จิต ตลึง-ตื่นเต้น-กับสิ่งที่ทั้งชีวิตไม่เคยเห็นได้อย่างไรเล่า มันเหมือนสิ่งมหัศจรรย์ จิตจึงเกิดปิติ อย่างแรงกล้าในความรู้นั้นที่เพิ่งได้รับ-ได้เห็นในวันนั้น-จึงอยากอวด อยากแสดง อาการจะหนักหรือเบาอยู่ที่ศิลของคนๆนั้นครับ..เป็นเรื่องธรรมชาติของจิตเท่านั้นเองครับ

    :)..มันเป็นเรื่อง ที่เกินคนธรรมดา หรือชาวบ้านทั่วไปที่หาเช้ากินคำ่-จะรู้เห็นได้ถึงจุดที่เราเข้าถึง มันก็แค่จิตเราสงบกว่าเขาเท่านั้นเอง มันเกิดกับทุกคน หากคนนั้นเล่นสมาธิ-สมถะ-มากๆแล้วไปต่อไม่เป็น..ส่วนใหญ่จะหันเอามาเรียนเรื่องทางโลกแทน พวกนี้จะรู้มาก เฉลียวฉลาด เป็นพระก็จะเอามาสอนญาติโยม-มีมากมายก่ายกอง-ผู้คนก็แตกตื่นคิดว่าเป็นผู้วิเศษ..เชอะ..แค่อาการจิตสงบ แค่ธรรมชาติของจิต ทุกคนก็เกิดได้ครับ

    :p จิต เมื่อเกิดอาการความรู้เกิด -ทำให้อยากอวด-อยากบอกแก่คนทั่วไป-ในสิ่งที่เขาเห็นในปัจจุบัน เพราะจิตเขาสงบมาก..น้อยตามกำลังอินทรีย์-จิต มันจะรวมเป็นหนึ่ง มีกำลังมากด้วยสมถะ-สมาธิ และมองเรื่องทุกเรื่องได้คม-ชัด-ลึก-กว่าคนอื่นนั่นเอง เกิดตามกริยาจิต ตามศิลที่เราปฏิบัติมาบริสุทธิ์แค่ไหน บริสุทธิ์มากๆคุณมองคนอื่นคุณจะรู้หมดเลยแม้เขาคนนั้นมีอากร..ยืน-เดิน-นั่ง-นอน-การแต่งตัวมีรสนิยมแบบไหน จิตเขาจะคาดการณ์ได้แม่นยำชนิด 80-90 เปอร์เซ็นต์ทีเดียว หรือหากคุณพูดอะไรออกมา จิตเขาจะเห็นไปถึงอารมณ์-ความรู้สคกลึกๆ -ของผู้พูดคนนั้นข้างในจิตได้เลย..หากจิตคุณละเอียดมากๆเราเรียกว่า " อ่านใจ" คนนั้นได้นั่นเอง
    ;) คลุกคลีกับธรรมมากๆ-จิตจะจับจ้อง มองอะไร การตัดสินใจ จะมีธรรมเข้าร่วมเสมอนำหน้า ให้เรายกขึ้นประกอบในการตัดสินใจ ในเรื่องนั้นๆทันที..เพราะฉนั้นการดูคน-พระ-ผู้ปฏิบัติธรรม ให้ดูการตัดสินใจในแต่ละเรื่อง เราจะรู้ได้ทันที คนนี้ มีธรรม ขั้นไหน..จิตเห็นแก่ตัวหรือมีคุณธรรมรึไม่-ธรรม ที่เกิดจากการสะสมไว้ในใจ สุตตมัยปัญญาที่สะสสมไว้ ผุดออกมาให้พิจราณา ครับ
     
  16. เราโตมาคนละแบบ

    เราโตมาคนละแบบ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 มกราคม 2017
    โพสต์:
    734
    ค่าพลัง:
    +197
    :mad::pส่วนพวกที่ศิลไม่บริสุทธิ์..ต้นคดปลายตรง-มั่งไม่ตรงมั่ง อาการจิตที่แสดงออกมาก็จะเพี้ยนๆ เขาเรียกพวกนี้ว่า วิปัสสนูกิเลสอย่างแรง..แก้ยากตามกำลังศิลที่ตั้งใจไว้แต่แรกในจิต
     
  17. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,612
    ค่าพลัง:
    +6,253
    +++ เท่าที่อ่านมาคร่าว ๆ "คุมความรู้ไม่อยู่" ของคุณ แค่พลังงานที่มีความรู้สึก จัดอยู่ใน "ฟุ้งซ่าน + ลังเล" ในนิวรณ์ 5 เท่านั้น
    +++ อาการที่ "อาการธรรมพุด ครับหรือองค์ความรู้มันฟุ้ง" ตรงนี้ลองเปลี่ยนการใช้ภาษามาเป็น "พอนึกผุดขึ้น มันก็ปรุงฟุ้งต่อ" เป็นอาการนี้ นะ
    +++ ให้เปลี่ยนจาก "ดูกาย มาเป็น รู้กาย" ก็จะสัมผัสถึง "ความแตกต่าง" ระหว่าง "ดู VS รู้" ทันที
    +++ ที่สำคัญที่ต้อง "รู้" ให้ดี ๆ คือ ณ ขณะนั้น เป็น "อาการรู้" อยู่ข้างนอกกาย หรือไม่

    +++ อาการของกายคล้าย เป็นแค่หุ่นยนต์ ตัวหนึ่งเท่านั้น ไม่มีความหมายอะไรเลย

    +++ อีกประการหนึ่ง ณ ขณะนั้น ๆ "กาย" ไม่ใช่ตน และ "ตน" ไม่ใช่กาย ใช่หรือไม่

    +++ ถ้าหาก "ใช่" ตามอาการที่กล่าวมานี้ ถือว่า "ถูกต้อง"
    +++ ความจริง มันย่อมเป็นเช่นนั้น "ถูกต้อง" แล้ว
    +++ ตรง "จิตสั่งกายแค่ชั่วแวบๆ" นั้น หาก "รู้" ดี ๆ ให้ละเอียด ก็จะรู้ได้ว่า

    +++ ตรง "แวป ๆ" ในแต่ละ "แวป" จะมีการ "ขยับตัวของ สังขารจิต" อยู่ด้วย

    +++ จะสามารถ "สัมผัสรู้" ได้ถึง "คลื่นการตกกระทบ" ตรงนี้เรียกว่า "กิริยาจิต"

    +++ ตรงนี้ "ถูกต้อง" แล้ว


    +++ ตรง "แล้วผมก็เกิดอาการรู้มันและว่างเปล่า" ตรงนี้ "ถูกต้อง" เช่นกัน

    +++ ตรง "รู้ และ ว่างเปล่า" นี้ เปรียบเหมือน "ภาชนะ ที่รู้ทุกอย่าง ไม่มีขอบเขต"

    +++ ทั้ง "กาย + จิต" ล้วนเป็น "การแสดง" อยู่ในภาชนะที่ "รู้ และ ว่างเปล่า" นี้

    +++ กาย+รู้สึกกาย และ จิต+รู้สึกจิต ล้วนไม่ใช่ "รู้และว่างเปล่า"

    +++ ประดุจ "นักกีฬา" เล่นในสนาม แต่ "ไม่ใช่ตัวสนาม" ที่เป็นภาชนะเลย

    +++ ตรงนี้ "ถูกต้อง" แล้ว และตรงกันกับ "อยู่กับรู้" ของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล
    +++ ขณะที่ "อาการหดหู่" เกิดขึ้นนั้น สภาวะของ "ภาชนะที่ รู้และว่างเปล่า" โดนสภาวะ หดหู่ เข้ามา "บดบัง" หรือไม่
    +++ ก็ไม่ต้อง "ครองกาย" แต่ให้ "เลือกครอง สภาวะที่ รู้และว่างเปล่า แทน"
    +++ แล้วสภาวะที่ "หดหู่" จะสูญสลาย คลายตัวของมันไปเอง
    +++ ขณะที่ "หดหู่เข้ามา ความไม่รู้ ก็เข้ามาด้วยกัน"

    +++ ขณะที่ "เป็นรู้และว่างเปล่า หดหู่ก็สลายไป ความรู้และว่างเปล่า ก็จะเด่นชัดเอง"

    +++ ตรงนี้เป็น การคุม รู้/ไม่รู้ ขึ้นอยู่กับว่าจะ "อยู่" กับฝั่งไหน เท่านั้น
    +++ หาก "เกรงใจภรรยา" ก็ให้กลับมาสู่ "ฝั่งไม่รู้ ชั่วคราว" เมื่อ ภรรยาพอใจแล้ว ก็ "ข้ามไปฝั่ง รู้ ต่อไป"

    +++ ของมัน "ทำได้ หากรู้ วิธีทำ" และจะ "อยู่ได้ทั้ง ทางโลกและทางธรรม" ให้ถือว่าเป็น "บทฝึกส่วนบุคคล" ดีกว่า เพราะว่า "คุณทำได้" จริงมั้ยครับ ;););)
     
  18. บ้องแบ้ว

    บ้องแบ้ว นางฟ้าผู้น่ารัก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 พฤษภาคม 2010
    โพสต์:
    3,304
    กระทู้เรื่องเด่น:
    105
    ค่าพลัง:
    +5,255
    อาจแสดงความเห็นไม่ตรงกับที่จขกท.ถามนะคะ แต่อยากบอกว่ากำลังใจในการปฏิบัติธรรมเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ ถ้าทรงกำลังใจดี อกุศลจะไม่เกิด ใจจะเบิกบานเป็นกุศลตลอด คือมีอนุสติน่ะค่ะ หลายครั้งดิฉันสวดมนต์ไม่ไหว ใจมันไม่ไป ต้องกลับมาที่เรื่องทำทาน รักษาศีล5ให้บริสุทธิ์ อยากบอกว่าจาคานุสติเป็นกรรมฐานที่ดิฉันใช้บ่อย และทำให้จิตใจร่าเริงเบิกบานในกุศลมาก ทานอาศัยทำตามกำลังแต่ต้องทำเป็นนิสัยค่ะ สาธุ_/\_
     
  19. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    494
    ค่าพลัง:
    +329
    เมื่อธรรมบารมีไม่เท่ากันก็ทำให้เท่ากันสิ เราจะมัวมานั่งสมาธิทำไมถ้าคนข้างกายไม่เข้าใจ มันต้องสร้างสถานการณ์ การเห็นคนทุกข์ยากรู้สึกอย่างไร การสร้างบุญสร้างกุศลเป็นอย่างไร ถ้าเราคือเราจะต้องหาวิธีเมื่อแรกเริ่มเขาอาจสงสัย..แต่ถ้ามั่นใจคือผลลัพธ์เขาก็เข้าใจ...เมื่อก่อนเคยทำทานทำบุญครั้งหนึ่งให้จนหมดไม่เหลืออะไรจะกินลำบากแต่ก็รับผลนั้นเช่นกัน เขาสงสัยว่าทำไมทำทั้งที่เราก็ไม่มี...ผลลัพธ์..เมื่อเวลาผ่านไป...สิ่งต่างๆได้มาเพราะอะไรความลำบากที่เคยคิดมีอีกไหม...สรุปคือต้องพาเขาทำโดยเริ่มจากสิ่งง่ายๆตามธรรมแล้วเชาจะเห็นเองและโน้มเอียงตามเราเข้าสูู่ธรรมที่สูงขึ้นไปจนถึงอยู่ในระดับเดียวกัน
     
  20. ศิษย์โง่ V2

    ศิษย์โง่ V2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 กันยายน 2017
    โพสต์:
    170
    ค่าพลัง:
    +202
    ถ้ามันจะเป็นขนาดนี้ ก็ออกไปเที่ยวนอกบ้านบ้าง
    ให้กิเลสมันกินหัวดูบ้าง ดูหนัง ฟังเพลงบ้าง
    ออกไปหวานกับภรรยาบ้าง
    เลิกคิดเรื่องธรรมมะไปสักพักหนึ่ง

    จนเมื่อเวลามีทุกข์เข้ามากระทบ
    ค่อยกลับมาปฏิบัติ
    เพราะจิตเรายังไม่ละเอียดพอที่จะเห็นสุขเป็นทุกข์
    จึงให้ยึดที่ทุกข์กระทบไปก่อน

    มันจะกลายเป็นหมกมุ่นมากเกินไป
    เปลี่ยนเรื่องคิดบ้าง ....
    รีบบรรลุมากๆเดี๋ยวก็เป็นบ้า

    วิธีแก้ ก็แค่นี้เอง
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 1 กุมภาพันธ์ 2018

แชร์หน้านี้

Loading...