อาทิตตยปริยายสูตร พระธรรมเทศนาหลวงพ่อสดวัดปากน้ำ

ในห้อง 'พระไตรปิฎก' ตั้งกระทู้โดย หลับอยู่, 13 เมษายน 2018.

แท็ก: แก้ไข
  1. หลับอยู่

    หลับอยู่ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    919
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +287
    กัณฑ์ที่ ๓
    อาทิตตยปริยายสูตร
    ๒๕ สิงหาคม ๒๔๙๖

    นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
    นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
    นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ

    เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา คยายํ วิหรติ คยาสีเส สทฺธึ ภิกฺขุสหสฺเสน ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ฯ
    สพฺพํ ภิกฺขเว อาทิตฺตํ ฯ กิญฺจ ภิกฺขเว สพฺพํ อาทิตฺตํ ฯ จกฺขุ ภิกฺขเว อาทิตฺตํ รูปา อาทิตฺตา จกฺขุวิญฺญาณํ อาทิตฺตํ จกฺขสมฺผสฺโส อาทิตฺโต ยมฺปิทํ จกฺขุสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ อาทิตฺตํ ฯ เกน อาทิตฺตํ ฯ อาทิตฺตํ ราคคฺคินา โทสคฺคินา โมหคฺคินา อาทิตฺตํ ชาติยา ชรามรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตฺตนฺติ วทามิ ฯ โสตํ อาทิตฺตํ สทฺทา อาทิตฺตา โสตวิญฺญฺาณํ อาทิตฺตํ โสตสมฺผสฺโส อาทิตฺโต ยมฺปิทํ โสตสมฺผสฺ สปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ อาทิตฺตํ ฯ เกน อาทิตฺตํ ฯลฯ อิมสฺมิญฺจ ปน เวยฺยากรณสฺมึ ภญฺญมาเน ตสฺส ภิกฺขุสหสฺสสฺส อนุปาทาย อาสเวหิ จิตฺตานิ วิมุจฺจึสูติ ฯ

    ณ บัดนี้ อาตมภาพจักได้แสดงธรรมิกถา เรื่อง อาทิตตปริยายสูตร ที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ชฎิล ๑,๐๐๐ มีปุราณกัสสป นทีกัสสป คยากัสสป เป็นประธาน พระบรมศาสดาจารย์ทรงทรมานชฎิลทั้งหลายเหล่านี้ ได้ทรงทำปฏิหาริย์มากอย่าง จะทำปาฏิหาริย์สักท่าหนึ่งท่าใด ชฎิลผู้เป็นประธาน ปุราณชฎิลนั้นก็ยังแย้งว่าสู้ของเราไม่ได้ร่ำไป จนกระทั่งหมดทิฏฐิมานะยอมรับธรรมเทศนาเชื่อต่อพระศาสดา พระองค์จึงได้ทรงแสดงธรรมเทศนาให้ชฎิลละทิฏฐิของตน พร้อมด้วยบริวารทั้งสามพี่น้อง เมื่อยอมรับถือตามคำสอนของพระศาสดาแล้ว เมื่อได้เวลาสมควรพระองค์ก็ทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตร แก่ชฎิลทั้งหลายเหล่านั้ มีปุราณชฎิลเป็นต้น อาทิตตปริยายสูตรนี้แสดงของร้อนให้ชฎิลเข้าเนื้อเข้าใจ เพราะชฎิลทั้งหลายเหล่านั้นเคยบูชาไฟมาชำนิชำนาญ ชำนาญในการร้อน พระองค์ทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตร เรื่องของร้อนทั้งนั้น

    ตามวาระพระบาลีที่ยกไว้เบื้องต้นว่า เอวมฺเม สุตํ อันข้าพเจ้าพระอานนท์เถระได้สดับตรับฟังแล้วด้วยอาการอย่างนี้ เอกํ สมยํ สมัยครั้งหนึ่ง ภควา องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงเสด็จประทับอยู่ ณ คยาสีสะประเทศ ใกล้แม่น้ำคยา พร้อมด้วยภิกษุ ๑,๐๐๐ รูป ทรงรับสั่งเตือนพระภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นว่า สพฺพํ ภิกขเว อาทิตฺตํ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน กิญฺจ ภิกฺขเว สพฺพํ อาทิตฺตํ ภิกษุทั้งหลาย สิ่งอะไรเล่าเป็นของร้อน

    จกฺขุ ภิกฺขเว อาทิตฺตํ นัยน์ตาเป็นของร้อน
    รูปา อาทิตฺตา รูปทั้งหลายเป็นของร้อน
    จกฺขุวิญฺญฺาณํ อาทิตฺตํ ความรู้แจ้งทางตาเป็นของร้อน
    จกฺขุสมฺผสฺโส อาทิตฺโต ความสัมผัสถูกต้องทางตาเป็นของร้อน
    ยมฺปิทํ จกฺขุสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ ความรู้สึกอารมณ์มีขึ้นเกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัยแม้อันใด เป็นสุขบ้างทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง แม้อันนั้นก็เป็นของร้อน
    เกน อาทิตฺตํ ร้อนเพราะอะไร
    อาทิตฺตํ ชาติยา ร้อนเพราะชาติ ร้อนเพราะความกำหนัดยินดี ร้อนเพราะความโกรธประทุษร้าย ร้อนเพราะความหลงงมงาย
    อาทิตฺตํ ชรามรเณน ร้อนเพราะชาติ ความเกิด ชรา ความแก่ มรณะ ความตาย โสก ความแห้งใจ ปริเวทะ ความพิไรรำพัน ทุกข์ เพราะความไม่สบายกาย โทมนัส เพราะความเสียใจ อุปายาส เพราะความคับแค้นใจ เราจึงกล่าวว่าเป็นของร้อน

    โสตํ อาทิตฺตํ หูเป็นของร้อน
    สทฺทา อาทิตฺตา เสียงทั้งหลายเป็นของร้อน
    โสตวิญฺญาณํ อาทิตฺตํ ความรู้ทางหูเป็นของร้อน
    โสตสมฺผสฺโส อาทิตฺโต การกระทบถูกต้องทางหูเป็นของร้อน ความรู้สึกอารมณ์อันนี้เกิดขึ้น เพราะอาศัยโสตสัมผัสเป็นปัจจัยแม้อันใดเป็นสุขบ้างทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง แม้อันนั้นก็เป็นของร้อน
    เกน อาทิตฺตํ ร้อนเพราะอะไร
    อาทิตฺตํ ร้อนเพราะความกำหนัดยินดี ร้อนเพราะความโกรธประทุษร้าย ร้อนเพราะความหลงงมงาย อาทิตฺตํ ร้อนเพราะชาติ ความเกิด ชรา ความแก่ โสก ความแห้งใจ ปริยาย ความพิไรรำพัน ทุกข์ ความไม่สบายกาย โทมนัส ความเสียใจ อุปยาส ความคับแค้นใจ นั้นเรากล่าวว่าเป็นของร้อน

    ฆานํ อาทิตฺตํ จมูกก็เป็นของร้อน
    คนฺธา อาทิตฺตา กลิ่นที่กระทบจมูกก็เป็นของร้อน
    ฆานวิญฺญาณํ อาทิตฺตํ ความรู้ทางจมูกก็เป็นของร้อน
    ฆานสมฺผสฺโส อาทิตฺโต การกระทบทางจมูกก็เป็นของร้อน
    ยมฺปิทํ ฆานสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา อารมณ์อันมีเกิดขึ้นเพราะอาศัยฆานสัมผัสเป็นปัจจัยแม้อันใด เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง
    นั้นก็เป็นของร้อน
    ร้อนเพราะอะไร
    ร้อนเพราะความกำหนัดยินดี
    ร้อนเพราะความโกรธประทุษร้าย
    ร้อนเพราะความหลงงมงาย
    ร้อนเพราะชาติ
    ความเกิด
    ชรา
    ความแก่
    มรณะ
    ความตาย
    โสกความแห้งใจ
    ปริเทวะ ความพิไรรำพันเพ้อ
    ทุกข์ ความไม่สบายกาย
    โทมนัส ความเสียใจ
    อุปายาส ความคับแคบใจ นั่นเรากล่าวว่าเป็นของร้อน

    ชิวฺหา อาทิตฺตา ลิ้นก็เป็นของร้อน
    รสา อาทิตฺตา รสที่กระทบลิ้นก็เป็นของร้อน
    ชิวฺหาวิญฺญาณํ อาทิตฺตํ ความรู้สึกทางลิ้นก็เป็นของร้อน
    ชิวฺหาสมฺผสฺโส อาทิตฺโต ความสัมผัสแห่งลิ้นก็เป็นของร้อน ความรู้สึกอารมณ์นี้เกิดขึ้นเพราะอาศัยชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัยแม้อันใด เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง นั่นก็เป็นของร้อน
    เกน อาทิตฺตํ ร้อนเพราะอะไร ร้อนเพราะความกำหนัดยินดี
    ความโกรธประทุษร้าย ความหลงงมงาย
    ร้อนเพราะชาติ ความเกิด ชรา ความแก่ มรณะ ความตาย
    โสก ความแห้งใจ
    ปริเทวะ ความพิไรรำพันเพ้อ ทุกข์ ความไม่สบายกาย
    โทมนัส ความเสียใจ อุปายาส ความคับแคบใจ นั่นเรากล่าวว่าเป็นของร้อน

    กาโย อาทิตฺโต กายก็เป็นของร้อน
    โผฏฐพฺพา อาทิตฺตา ความถูกต้องของกาย ความสัมผัสของกาย สิ่งที่ถูกต้องกาย ก็เป็นของร้อน ความรู้แจ้งทางกายก็เป็นของร้อน ความสัมผัสถูกต้องทางกายก็เป็นของร้อน ความรู้สึกอารมณ์นี้เกิดขึ้นเพราะอาศัยกายสัมผัสเป็นปัจจัยแม้อันใด เป็นสุขบ้างเป็นทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง นั่นก็เป็นของร้อน
    เกน อาทิตฺตํ ร้อนเพราะอะไร ร้อนเพราะความกำหนัดยินดี ความโกรธประทุษร้าย ความหลงงมงาย ร้อนเพราะชาติ ความเกิด ชรา ความแก่ มรณะ ความตาย โสก ความแห้งใจ ปริเทวะ ความพิไรรำพันเพ้อ ทุกข์ ความไม่สบายกาย โทมนัส ความเสียใจ อุปายาส ความคับแคบใจ
    อาทิตฺตนฺติ วทามิ นั่นเรากล่าวว่าเป็นของร้อน

    มโน อาทิตฺโต ใจก็เป็นของร้อน
    ธมฺมา อาทิตฺตา ธรรมทั้งหลายก็เป็นของร้อน
    มโนวิญฺญาณํ อาทิตฺตํ ความรู้แจ้งทางใจก็เป็นของร้อน
    มโนสมฺผสฺโส อาทิตฺโต ความถูกต้องทางใจก็เป็นของร้อน
    ความรู้สึกอารมณ์นึกคิด เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยแม้อันใด
    เป็นสุขบ้างเป็นทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง นั่นเป็นของร้อน
    ร้อนเพราะอะไร
    ร้อนเพราะความกำหนัดยินดี
    ความโกรธประทุษร้าย ความหลงงมงาย ร้อนเพราะชาติ ความเกิด ชรา ความแก่ มรณะ ความตาย โสก ความแห้งใจ ปริเทวะ ความพิไรรำพันเพ้อ ทุกข์ ความไม่สบายกาย โทมนัส ความเสียใจ อุปายาส ความคับแคบใจ
    อาทิตฺตนฺติ วทามิ นั่นเรากล่าวว่าเป็นของร้อน

    เอวํ ปสฺสํ ภิกฺขเว สุตฺวา อริยสาวโก ดูกรภิกษุทั้งหลายผู้ได้ฟังแล้ว เมื่อได้เห็นแล้วอย่างนี้ จกฺขุสฺมึปิ นิพฺพินฺทติ เบื่อหน่ายในตาบ้าง
    รูเปสุปิ นิพฺพินฺทติ เบื่อหน่ายในรูปบ้าง
    จกฺขุวิญฺญาเณปิ นิพฺพินทติ เบื่อหน่ายในจักษุวิญญาณบ้าง
    จกฺขุสมฺผสฺเสปิ เบื่อหน่ายในตาสัมผัสบ้าง
    ยมฺปิทํ จกฺขุสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ ความรู้สึกอารมณ์อันนี้เกิดขึ้นเพราะอาศัยจักขุสัมผัสเป็นปัจจัยแม้อันใด เป็นสุขบ้างเป็นทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง ย่อมเบื่อหน่ายในความรู้นั้น
    โสตสฺมึปิ นิพฺพินฺทติ เบื่อหน่ายในหูบ้าง
    สทฺเทสุปิ นิพฺพินฺทติ เบื่อหน่ายทั้งในเสียง
    โสตวิญฺญาเณปิ นิพฺพินฺทติ เบื่อหน่ายทั้งในความรู้ทางหูบ้าง
    โสตสมฺผสฺเสปิ นิพฺพินฺทติ เบื่อหน่ายในความกระทบถูกต้องทางหูบ้าง
    ยมฺปิทํ โสตสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ ความรู้สึกอารมณ์อันนี้เกิดขึ้นเพราะอาศัยโสตสัมผัสเป็นปัจจัยแม้อันใด เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง ย่อมเบื่อหน่ายในความรู้อันนั้น
    ฆานสฺมึปิ นิพฺพินฺทติ ย่อมเบื่อหน่ายในจมูกบ้าง
    คนฺเธสุปิ นิพฺพินฺทติ ย่อมเบื่อหน่ายในกลิ่นทั้งหลายบ้าง
    ฆานวิญฺญาณเณปิ นิพฺพินฺทติ ย่อมเบื่อหน่ายในความรู้ในทางจมูกบ้าง
    ฆานสมฺผสฺเสปิ นิพฺพินฺทติ ย่อมเบื่อหน่ายในทางกระทบถูกต้องทางจมูกบ้าง
    ยมฺปิทํ ฆานสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ ความรู้สึกเกิดขึ้นเพราะอาศัยฆานสัมผัสเป็นปัจจัยแม้อันใด เป็นสุขบ้างเป็นทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง ย่อมเบื่อหน่ายในความรู้อันนั้น
    ชิวฺหายปิ นิพฺพินฺทติ ย่อมเบื่อหน่ายในลิ้นบ้าง
    รเสสุปิ นิพฺพินฺทติ ย่อมเบื่อหน่ายในรสทั้งหลายบ้าง
    ชิวฺหาสมฺผสฺเสปิ ชิวฺหา วิญฺญาเณปิ นิพฺพินฺทติ ย่อมเบื่อหน่าย ในความรู้ ในทางลิ้นบ้าง
    ชิวฺหาสมฺผสฺเสปิ นิพฺพินฺทติ ย่อมเบื่อหน่ายในชิวหาสัมผัสบ้าง
    ยมฺปิทํ ชิวฺหาสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ อันนี้เกิดขึ้นเพราะอาศัยชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัยแม้อันใด เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง ย่อมเบื่อหน่ายในความรู้สึกนั้น
    กายสฺมึปิ นิพฺพินฺทติ ย่อมเบื่อหน่ายในกายบ้าง
    โผฏฺฐพฺเพสุปิ นิพฺพินฺทติ เบื่อหน่ายในสิ่งที่มากระทบกายบ้าง
    กายวิญฺญาเณปิ นิพฺพินฺทติ ย่อมเบื่อหน่ายในความรู้ทางกายบ้าง
    กายสมฺผสฺเสปิ นิพฺพินฺทติ เบื่อหน่ายในการถูกต้องทางกายบ้าง
    ยมฺปิทํ กายสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ ความรู้สึกอันนี้เกิดขึ้นเพราะอาศัยกายสัมผัสเป็นปัจจัยแม้อันใด เป็นสุขบ้างเป็นทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง ย่อมเบื่อหน่ายในความรู้สึกอันนั้น
    มนสฺมึปิ นิพฺพินฺทติ ย่อมเบื่อหน่ายในใจบ้าง
    ธมฺเมสุปิ นิพฺพินฺทติ ย่อมเบื่อหน่ายในธรรมารมณ์บ้าง
    มโนวิญฺญาเณปิ นิพฺพินฺทติ เบื่อหน่ายความรู้ทางใจบ้าง
    มโนสมฺผสฺเสปิ นิพฺพินฺทติ ย่อมเบื่อหน่ายในความถูกต้องทางใจบ้าง
    ยมฺปิทํ มโนสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ ความรู้สึกอารมณ์นี้เกิดขึ้นเพราะอาศัยมโนสัมผัสเป็นปัจจัยแม้อันใดด เป็นสุขบ้างเป็นทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง ย่อมเบื่อหน่ายในความรู้สึกแม้อันนั้น
    นิพฺพินฺทํ วิรชฺชติ เมื่อเบื่อหน่ายย่อมสิ้นกำหนัด
    วิราคา วิมุจฺจติ พอสิ้นกำหนัดจิตก็หลุดพ้น
    วิมุตฺตสฺมึ วิมุตฺตมิติ เมื่อจิตหลุดพ้นเกิดความรู้ขึ้นว่าพ้นแล้วดังนี้ พระอริยสาวกนั้นย่อมทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่จะต้องทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีกแล้ว อิมทโวจ ภควา สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงตรัสธรรมบรรยายอันนี้แล้ว
    อตฺตมนา เต ภิกขุ ภิกขุทั้งหลายเหล่านั้นมีใจยินดี
    ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุ เพลิดเพลินในภาษิตของพระผู้มีพระภาค
    อิมสฺมิญฺจ ปน เวยฺยากรณสฺมึ ภญฺญมาเน ก็แลเมื่อเวยกรณ์อันพระผู้มีพระภาคทรงตรัสอยู่ จิตของพระภิกษุ ๑,๐๐๐ รูปเหล่านั้นก็พ้นจากอาสวะทั้งหลายพร้อมด้วยความไม่ถือมั่นด้วยประการฉะนี้

    นี่จบ อาทิตตปริยายสูตร ต่อแต่นี้จะชี้แจงตามวาระพระบาลีคลี่ความเป็นสยามภาษา
    ตามมตยาธิบายต่อไป

    อาทิตตปริยายสูตรนี้ สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงทราบชัดว่าบริษัทคือชฎิล มีปุราณชฎิล เป็นต้น สาละวนในการบูชาไฟ เพลินเพลินในการบูชาไฟ เป็นที่สักการะนับถือของชาวมคธราช มีพระเจ้าพิมพิสารเป็นประธาน เป็นครูของพระเจ้าพิมพิสารทีเดียว เป็นที่นับถือทีเดียว

    ชฎิลพวกนี้เคยรับสังเวยของพลเมืองเป็นเนืองนิตย์อัตรา
    ชฎิลเหล่านี้ พระพุทธเจ้าอุบัติตรัสในโลกขึ้นแล้วปรากฎว่าเราจะไปโปรดพระเจ้าพิมพิสาร ที่จะสำเร็จเป็นหลักฐานจะทำเป็นประการใด
    เมื่อสอดส่องด้วยพระปรีชาญาณก็ทราบหลักฐานว่าจะต้องไปทรมานชฎิลเหล่านั้นให้มาเลื่อมใสในลัทธิของเราก่อน
    เมื่อมาเลื่อมใสในลัทธิทางพุทธศาสนาแน่แท้แล้ว เราจะพาชฎิลเหล่านั้นไปเฝ้าพระเจ้าพิมพิสาร
    แล้วให้ชฎิลเหล่านี้ปฏิญาณตัวว่าเป็นลูกศิษย์ของเรา
    ถ้าไม่เช่นนั้นชนชาวเมืองราชคฤห์ก็จะพากันตระหนกตกใจสนเท่ห์สงสัยว่า
    พระสมณโคดมจะเป็นใหญ่กว่าหรือว่าพวกชฎิลของเราเป็นใหญ่กว่าเป็นประการใด แล้วไม่ตกลงกัน
    เมื่อมหาชนทั้งหลายสนเท่ห์เช่นนั้น
    ก็ให้ปุราณชฎิลนั้นแหละปฏิญาณตัวว่าเป็นศิษย์พระสมณโคดมบรมครู ให้เหาะขึ้นไปในอากาศแล้วกลับลงมากราบพระบรมศาสดา ๓ ครั้ง และปฏิญาณตนว่าเป็นศิษย์พระบรมครูทีเดียว

    เมื่อชฎิลประกาศตัวเช่นนั้นแล้ว พระเจ้าพิมพิสารทั้งราชบริพารของพระเจ้าพิมพิสารก็พร้อมใจกันเชื่อถือแน่นอนมั่นหมายในพระสมณโคดมบรมครู
    พระองค์ก็ทรงตรัสเทศนาแก่บริษัทที่มาประชุมพร้อมกันได้ ๑๒ นหุต
    เมื่อพระองค์ทรงตรัสเทศนาจบลง ในกาลครั้งนั้นราชบริพารของพระเจ้าพิมพิสารทั้งหมดปรากฎว่าได้สำเร็จมรรคผล ๑๑ นหุต เหลืออีกนหุตหนึ่งได้ตั้งอยู่ในพระไตรสรณคมณ์
    แล้วพระเจ้าพิมพิสาร อุทยานของพระองค์ชื่อว่า เวฬุวัน สวนไม้ไผ่ให้แก่พระโคดมบรมครู ตั้งเป็นสังฆิกาวาสอยู่ในเวฬุวนารามมอบให้เป็นสิทธิ์ทีเดียว พุทธศาสนาก็ตั้งมั่นในเมืองราชคฤห์เพราะเหตุนี้

    เพราะฉะนั้น เราได้ฟังอาทิตตปริยายสูตรว่าด้วยของร้อนในเวลาวันนี้
    ป็นธรรมอันพระองค์ใช้ดับของร้อน

    ของร้อนต้องดับของร้อนมันจึงจะถูกเงื่อนถูกสายกัน
    ดับของร้อนได้อย่างไร ความร้อนน่ะ ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ชาติ ความเกิด ชรา ความแก่ มรณะ ความตาย โสก ความแห้งใจ ปริเทวะ ความพิไรรำพันเพ้อ ทุกข์ ความไม่สบายกาย โทมนัส ความเสียใจ อุปยาส ความคับแคบใจ
    ดังนี้เป็นผล

    ร้อนด้วย ราคะ โทสะ โมหะ นั้นสำคัญนัก
    อันนี้จะแก้ไขวันนี้ว่าเกิดมาจากไหน ราคะ โทสะ โมหะ
    เกิดมาจากจักขุบ้าง รูปบ้าง ความรู้ทางจักขุบ้าง ความสัมผัสทางจักขุบ้าง

    มันเกิดมาทางนี้ต้องแก้ไขทางนี้ แก้ไขทางอื่นไม่ได้
    ต้องแก้ไขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ยินดียินร้ายใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ที่มากระทบถูกต้องอายตนะทั้ง ๖ นั้น

    ให้ทำใจให้หยุด

    หยุดเสียอันเดียวเท่านั้นดับหมด

    พอหยุดได้เสียก็เบื่อหน่าย เบื่อหน่ายในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์
    เบื่อหน่ายในทางความรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เบื่อหน่ายในการสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เบื่อหน่ายหมด
    ต้องทำใจให้หยุดอยู่ ณ ศูนย์กลางกาย
    สะดือทะลุหลัง ขวาทะลุซ้าย กลางกั๊ก ใสเหมือนดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ หยุดนิ่งหยุดทีเดียว

    พอหยุดก็รู้ว่าใจของเราหยุดแล้ว ที่ว่าใจหยุดก็เข้ากลางของกลาง นิ่งอยู่ที่เดียว กลางของกลาง ๆ ๆ ไม่ถอย แล้วเข้ากลางของกลางหนักเข้าไป พอใจหยุดก็เข้ากลางของกลาง ซ้ายขวาหน้าหลังล่างบนไม่ไป
    กลางของกลางหนักขึ้นทุกทีไม่มีถอยออก
    กลางของกลางหนักขึ้น พอถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงใสเท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์
    นั่นเป็น ดวงปฐมมรรค หนทางเบื้องต้นมรรคผลนิพพาน
    กลางของกลางไม่เลิก อยู่กลางดวงนั่นแหละ
    เกิดขึ้นที่หยุดนั่นแหละ
    นิ่งอยู่กลางดวงของดวงที่หยุดนั่นแหละ
    หยุดหนักเข้า ๆ ก็ถึงดวงศีล เท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ เท่ากัน หยุดอยู่กลางดวงศีลนั่นแหละ กลางของกลางหนักขึ้น พอถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงสมาธิ หยุดอยู่กลางดวงสมาธินั่นแหละ
    พอถูกส่วนเข้าก็เข้าดวงปัญญา หยุดอยู่กลางดวงปัญญานั่นแหละ
    พอถูกส่วนเข้าก็ถึง ดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตตินั่นแหละ
    พอถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะนั่นแหละ
    พอถูกส่วนเข้าก็จะเห็นกายมนุษย์ละเอียด อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ ของกายมนุษย์หยาบหายไปหมด
    เหลือของกายมนุษย์ละเอียด

    ใจก็หยุดอย่างนั้นแหละ ในศูนย์กลางกายมนุษย์ละเอียด ก็เห็นแบบเดียวกันอย่างนี้แหละ ก็ถึง กายทิพย์ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ หายไปหมด

    พอเข้าถึงกายทิพย์แล้ว หยุดอยู่ในกลางกายทิพย์อย่างนี้แหละ
    จะเข้าถึงกายทิพย์ละเอียด หยุดอยู่กลางกายทิพย์ละเอียดอย่างนี้แหละก็จะเข้าถึง
    กายรูปพรหม นี่โลภะ โทสะ โมหะ หายไปหมดแล้ว เหลือแต่ราคะ โทสะ โมหะ
    หยุดดังนี้ในกายรูปพรหมทั้งหยาบทั้งละเอียด
    จะเข้าถึง กายอรูปพรหม นี่ราคะ โทสะ โมหะ หายไปหมดอีกแล้ว

    หยุดอยู่ดังนี้แหละในกายอรูปพรหมทั้งหยาบทั้งละเอียดเข้าถึงกายธรรม
    พอเข้าถึงกายธรรมเท่านั้น กามราคานุสัย อวิชชานุสัย ปฏิคานุสัยก็หายไปหมด
    ooo
    กายธรรมเป็นวิราคธาตุวิราคธรรมส่วนหยาบส่วนย่อยooo
    oo เป็นวิราคธาตุวิราคธรรมที่ยังเจือปนระคนอยู่ด้วยฝ่ายหยาบ

    ยังไม่เป็นวิราคธาตุวิราคธรรมแท้สิ้นเชิงทีเดียว

    แต่เข้าเขตวิราคธาตุวิราคธรรมแล้ว

    ก็หยุดอยู่ในกายธรรมทั้งหยาบทั้งละเอียดอย่างนี้แหละจะเข้าถึงกายโสดา ทั้งหยาบทั้งละเอียด

    นี่หมดสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส
    เข้าถึงพระโสดาไปแล้วหยุดอยู่ที่พระโสดาดังนี้
    พอถูกส่วนเข้าจะเข้าถึงพระสกทาคาทั้งหยาบทั้งละเอียด
    พยาบาท กามราคะ อย่างหยาบหมด หยุดอยู่ในพระสกทาคาอย่างนี้ทั้งหยาบทั้งละเอียด
    ถูกส่วนดังนี้จะเข้าถึง พระอนาคา กามราคะ พยาบาท อย่างละเอียดหมด
    เหลือแต่รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา
    หยุดอยู่ในกายพระอนาคาอย่างนี้แหละ
    จะเข้าถึงกายพระอรหัตต์ทั้งหยาบทั้งละเอียด
    รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา หลุดหมด
    พอเข้าถึงกายพระอรหัตต์ทั้งหยาบทั้งละเอียดนี้เป็นวิราคธาตุวิราคธรรมแท้
    นี้เสร็จกิจในพระพุทธศาสนา

    แต่ให้รู้จักหลักอย่างนี้ ทางเป็นจริงของพุทธศาสนาเป็นอย่างนี้

    ooo เมื่อเรารู้หลักจริงดังนี้แล้วให้ปฏิบัติไปตามแนวนี้ooo

    ถ้าผิดแนวนี้จะผิดทางมรรคผล นิพพาน

    อะไรเป็นมรรค อะไรเป็นผล อะไรเป็นนิพพาน

    มรรคผลนิพพาน
    กายธรรมอย่างหยาบ
    กายธรรมโคตรภู
    โสดา
    สกทาคา
    อนาคา
    อรหัตต์อย่างหยาบนั่นแหละเป็นooตัวมรรคoo
    กายธรรมอย่างละเอียด
    โสดาอย่างละเอียด
    สกทาคาอย่างละเอียด
    อนาคาอย่างละเอียด
    อรหัตต์อย่างละเอียด
    นั่นแหละเป็นoooตัวผลooo


    นั่นแหละมรรคนั่นแหละผล

    แล้วนิพพานล่ะ

    ธรรมที่ทำให้เป็นกายโคตรภู
    โสดา
    สกทาคา
    อนาคา
    อรหัตต์
    พอถึงธรรมที่ทำให้เป็นพระอรหัตต์ก็ถึงนิพพานกัน
    นิพพานอยู่อย่างนี้
    oooถ้าไม่มีธรรมที่ทำให้เป็นพระอรหัตต์ก็ไปนิพพานไม่ได้ooo

    ธรรมที่ทำให้เป็นพระอรหัตต์เป็นวิราคธาตุวิราคธรรม
    ตัวนิพพานเป็นวิราคธาตุวิราคธรรม เข้าก็ดึงดูดกัน
    พอถูกส่วนเข้าก็ดึงดูดกันรั้งกันไปเอง

    เหมือนมนุษย์ในโลกนี้ คนมั่งมีเขาก็เหนี่ยวรั้งคนมั่งมีไปรวมกัน
    คนยากจนมันก็เหนี่ยวรั้งคนยากคนจนไปรวมกัน
    นักเลงสุรามันก็เหนี่ยวรั้งนักเลงสุราไปรวมกัน
    นักเลงฝิ่นมันก็เหนี่ยวรั้งนักเลงฝิ่นไปรวมกัน
    ภิกษุก็เหนี่ยวพวกภิกษุไปรวมกัน
    สามเณรก็เหนี่ยวพวกสามเณรไปรวมกัน
    อุบาสกก็เหนี่ยวพวกอุบาสกไปรวมกัน
    อุบาสิกาก็เหนี่ยวพวกอุบาสิกาไปรวมกัน
    มีคล้าย ๆ กันอย่างนี้

    แต่ที่จริงที่แท้เป็นอายตนะสำคัญ
    อายตนะดึงดูด เช่น โลกายตนะ
    อายตนะของโลก ในกามภพ
    อายตนะของกามมันดึงดูดให้ข้องอยู่ในกามคือกามภพ รูปภพ
    อายตนะรูปพรหมดึงดูดเพราะอยู่ในปกครองของรูปฌาน
    อายตนะดึงดูดให้รวมกัน อรูปภพ
    อายตนะของอรูปพรหม อรูปฌานดึงดูดเข้ารวมกัน
    อตฺถิ ภิกฺขเว สฬายตนํ
    นิพพานเป็นอายตนะอันหนึ่ง
    เมื่อหมดกิเลสแล้วนิพพานก็ดึงดูดไปนิพพานเท่านั้น

    ให้รู้หลักจริงอันนี้ก็เอาตัวรอดได้

    ที่ได้ชี้แจงมาตามวาระพระบาลี อาทิตตปริยายสูตร โดยสังเขปกถาและตามมตยาธิบาย พอสมควรแก่เวลา เอเตน สจฺจวชฺเชน ด้วยอำนาจความสัจที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดมีแก่ท่านทั้งหลาย บรรดามาสโมสร ณ สถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลา สมมุติว่ายุติธรรมิกถาโดยอรรถนิยมความเพียงแต่นี้ เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • S__7299074.jpg
      S__7299074.jpg
      ขนาดไฟล์:
      18.5 KB
      เปิดดู:
      11
    • S__7299075.jpg
      S__7299075.jpg
      ขนาดไฟล์:
      14.7 KB
      เปิดดู:
      2
    • S__7299076.jpg
      S__7299076.jpg
      ขนาดไฟล์:
      25.7 KB
      เปิดดู:
      1
Loading...
กระทู้ที่คล้ายกัน - อาทิตตยปริยายสูตร พระธรรมเทศนาหลวงพ่อสดวัดปากน้ำ
  1. หลับอยู่
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    133
  2. หลับอยู่
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    967
  3. หลับอยู่
    ตอบ:
    6
    เปิดดู:
    464
  4. หลับอยู่
    ตอบ:
    10
    เปิดดู:
    371

แชร์หน้านี้

Loading...