อานาปานสติบริบูรณ์ย่อมทำสติปัฏฐานให้บริบูรณ์

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย จิตสดใส, 23 พฤศจิกายน 2010.

  1. จิตสดใส

    จิตสดใส เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 พฤษภาคม 2010
    โพสต์:
    464
    ค่าพลัง:
    +1,260
    อานาปานสติบริบูรณ์ย่อมทำสติปัฏฐานให้บริบูรณ์


    ภิกษุ ท
    . ! ก็อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้วทำให้มากแล้วอย่างไรเล่า จึงทำสติปัฏฐานทั้ง ๔ ให้บริบูรณ์ได้ ?
    ภิกษุ ท


    . ! สมัยใด ภิกษุเมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว,เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว ;
    เมื่อหายใจเข้าสั้น


    ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น,เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น ;
    ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า


    เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง หายใจเข้า”, ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง หายใจออก” ;
    ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า


    เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้รำงับอยู่ หายใจเข้า”, ว่า เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้รำงับอยู่ หายใจออก” ;
    ภิกษุ ท


    . ! สมัยนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่า เป็นผู้ตามเห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ เป็นผู้มีความเพียรเผากิเลสมีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้.
    ภิกษุ ท


    . ! เราย่อมกล่าวลมหายใจเข้าและลมหายใจออก ว่าเป็นกายอย่างหนึ่งๆ ในบรรดากายทั้งหลาย.
    ภิกษุ ท


    . ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่า เป็นผู้ตามเห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้.
    ภิกษุ ท


    . ! สมัยใด ภิกษุย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ หายใจเข้า”, ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ
    หายใจออก” ;
    ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า


    เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข หายใจเข้า”, ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุขหายใจออก” ;
    ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า


    เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร หายใจเข้า”, ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร หายใจออก” ;
    ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า


    เราเป็นผู้ทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ หายใจเข้า”, ว่า เราเป็นผู้ทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่หายใจออก” ;
    ภิกษุ ท


    . ! สมัยนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่า เป็นผู้ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็นประจำ เป็นผู้มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้.
    ภิกษุ ท


    . ! เราย่อมกล่าวว่า การทำในใจเป็นอย่างดีถึงลมหายใจเข้า และลมหายใจออก ว่าเป็นเวทนาอย่างหนึ่งๆ ในบรรดาเวทนาทั้งหลาย. ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้.
    ภิกษุ ท


    . ! สมัยใด ภิกษุ
    ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต หายใจเข้า”, ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตหายใจออก” ;
    ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า


    เราเป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ หายใจเข้า,ว่าเราเป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ หายใจออก” ;
    ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า


    เราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ หายใจเข้า”, ว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่หายใจออก” ;
    ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า


    เราเป็นผู้ทำจิตให้ปล่อยอยู่ หายใจเข้า” , ว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปล่อยอยู่หายใจออก” ;
    ภิกษุ ท


    . ! สมัยนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่า เป็นผู้ตามเห็นจิตในจิต อยู่เป็นประจำ เป็นผู้มีความเพียรเผากิเลสมีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้.
    ภิกษุ ท


    . ! เราไม่กล่าวว่าอานาปานสติ เป็นสิ่งที่มีได้แก่บุคคลผู้มีสติอันลืมหลงแล้ว ผู้ไม่มีสัมปชัญญะ.
    ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่า เป็นผู้ตามเห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้.
    ภิกษุ ท


    . ! สมัยใด ภิกษุ
    ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้เห็นซึ่งความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ หายใจเข้า”, ว่า เราเป็นผู้เห็นซึ่งความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ หายใจออก” ;
    ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า


    เราเป็นผู้เห็นซึ่งความจางคลายอยู่เป็นประจำ หายใจเข้า”, ว่า เราเป็นผู้เห็นซึ่งความจางคลายอยู่เป็นประจำ หายใจออก” ;
    ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า


    เราเป็นผู้เห็นซึ่งความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ หายใจเข้า”, ว่า เราเป็นผู้เห็นซึ่งความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ หายใจออก” ;
    ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า


    เราเป็นผู้เห็นซึ่งความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ หายใจเข้า”, ว่า เราเป็นผู้เห็นซึ่งความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ หายใจออก” ;
    ภิกษุ ท


    . ! สมัยนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่า เป็นผู้ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้.
    ภิกษุ ท


    . ! ภิกษุนั้น เป็นผู้เข้าไปเพ่งเฉพาะเป็นอย่างดีแล้ว เพราะเธอเห็นการละอภิชฌาและโทมนัสทั้งหลายของเธอนั้นด้วยปัญญ.

    ภิกษุ ท


    . ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจำมีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้.

    ภิกษุ ท


    . ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้วทำให้มากแล้วอย่างนี้แล ย่อมทำสติปัฏฐานทั้ง ๔ ให้บริบูรณ์ได้.

     
  2. Ongsathit

    Ongsathit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    625
    ค่าพลัง:
    +573
    สติ สมาธิ ปัญญา เป็นไวพจน์ซึ่งกันและกัน
     

แชร์หน้านี้

Loading...