อารมณ์พระอรหันต์

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย WebSnow, 6 สิงหาคม 2005.

  1. WebSnow

    WebSnow ผู้ก่อตั้งเว็บพลังจิต ทีมงาน Administrator

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 เมษายน 2003
    โพสต์:
    8,674
    กระทู้เรื่องเด่น:
    123
    ค่าพลัง:
    +63,811
    โอกาสนี้บรรดาท่านสาธุชนพุทธบริษัท และพระโยคาวจรทั้งหลายได้พากันสมาทานศีล พากันสมาทานพระกรรมฐานแล้ว ต่อแต่นี้ไปขอท่านทั้งหลายโปรดตั้งใจสดับคำ การศึกษาซึ่งจะแนะนำในด้าน อรหัตผล

    สำหรับภาคนี้เป็นภาคของ พระอรหัตผล ท่านทั้งหลายคงจะยังไม่ลืมว่า ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่า สำหรับพระโสดาบันกับพระสกิทาคามีเป็นผู้ทรง "อธิศีล" คือมีสมาธิเล็กน้อย มีปัญญาเล็กน้อย แต่ทว่าเป็นผู้มีความมั่นคงในศีล

    สำหรับพระอนาคามีเป็นผู้ทรง "อธิจิต" นี่หมายความว่าศีลของท่านบริสุทธิ์ถึงศีล ๘ และก็มีจิตทรงสมาธิมั่นคงถึงฌาน ๔ อย่าลืมว่าจริยาคือ อาการของพระอนาคามี ท่านผู้ทรงความเป็นพระอนาคามีนั้น จะมีศีล ๘ เป็นปกติ จะสมาทานหรือไม่สมาทานไม่มีความสำคัญ ผู้มีศีลไม่ได้ถือว่าจะต้องนั่งสมาทานกันทั้งคืน ศีลที่มีจริงๆ อยู่ที่ตัวเว้นเราไม่สมาทานเลย แต่ว่าเราเว้น ที่เขาเรียกกันว่า "วิรัติ"

    คำว่า "วิรัติ" แปลว่า เว้น เว้นจากความชั่ว ๕ ประการชื่อว่าเป็นผู้มีศีล ๕ เว้นจากความชั่ว ๘ ประการ ชื่อว่าเป็นผู้มีศีล ๘ ฉะนั้นท่านที่ทรงความเป็นพระอนาคามี จะมีศีล ๘ เป็นปกติ เพราะว่าเป็นศีลพรหมจรรย์ จะเห็นว่าพระอนาคามีหมดกามฉันทะ หมดความโกรธ พยาบาท และปฏิฆะ คืออารมณ์ที่ไม่พอใจ อารมณ์ที่สะดุดใจให้ไม่สบายเกิดขึ้น เป็นความขัดข้อง ที่มีในพระอนาคามี

    สำหรับพระอรหันต์เป็นผู้ทรง "อธิปัญญา" รวมความว่าพระอรหันต์นี้ทรงครบศีลก็บริสุทธิ์ สมาธิก็ทรงตัวต้องมั่นปัญญาก็รอบรู้จริงๆ สำหรับการปฏิบัติ เท่าที่ผมอธิบายมารู้สึกว่ามันเยิ่นเย้อเกินไป แต่ว่านั่นเป็นแนวแห่งคำสอน วิธีปฏิบัติจริงๆ นี่ไม่มีใครเขามุ่งพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี ก็ขึ้นต้นกันจริงๆ ก็มุ่งอรหัตผลกันเลย เพราะว่าการมุ่งอรหัตผลนี้ เขาถือว่าอย่างเลวที่สุดจิตจะจับไว้เฉพาะพระโสดาบันก่อนเป็นอันดับแรก เพราะว่าเป็นของง่าย

    ความจริงการทรงพระโสดาบัน ไม่มีอะไรจะยาก เพียงทรงศีลบริสุทธิ์ ถ้าศีลไม่บริสุทธิ์เราก็เป็นมนุษย์ไม่ได้อยู่แล้วถ้าร่างกายเป็นมนุษย์ เขาก็ถือว่า "มนุสสเปโต" คือ ร่างกายเป็นมนุษย์แต่ในเป็นเปรต
    "มนุสสติรัจฉานโน" ร่างกายเป็นมนุษย์ แต่ทว่าจิตเป็นสัตว์เดรัจฉาน
    "มนุสสนิรโย" ร่างกายเป็นมนุษย์ แต่จิตใจเป็นสัตว์นรก ตายแล้วก็ไปตามนั้น

    คำว่า "มนุษย์" แปลว่า ผู้มีใจสูง หมายความหรือว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ทรงศีล ๕ หรือว่าทรงกรรมบถ ๑๐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านถือว่า ผู้ใดทรงกรรมบถ ๑๐ ผู้นั้นมีความเป็นมนุษย์สมบูรณ์ เพราะว่ากรรมบถ ๑๐ เป็นธรรมให้บุคคลไปเกิดเป็นมนุษย์

    เป็นอันว่าตอนนี้เรามาพูดกันถึงอรหัตผล ก็ขอย้อนต้นไปถึงปลาย อันดับแรก การที่จะเข้ามาเจริญพระกรรมฐานก็ต้องใช้อารมณ์อย่างหนึ่งที่เราทิ้งไม่ได้ แม้แต่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา เป็นพระพุทธเจ้าแล้วท่านยังไม่ละ พระอรหันต์ทุกองค์ที่ทรงความเป็นอรหันต์แล้วไม่ละ นั้นก็คือสมถภาวนา ๓ ประการ ได้แก่

    ๑. อานาปานุสสติกรรมฐาน การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก เพื่อความอยู่เป็นสุขของเรา เพราะเป็นการระงับทุกขเวทนา
    ๒. กายคตานุสสติ สำหรับสมถะพิจารณาเห็นว่า ร่างกายมันเป็นของสกปรกโสโครกไม่ทรงตัว
    ๓. ขอแถมนิด พระอรหันต์ก็ดี พระพุทธเจ้าก็ดี ไม่ลืมความตาย
    ตามที่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาตรัสกับพระอานนท์ ว่า "อานันทะ ดูก่อนอานนท์ เธอนึกถึงความตายวันละกี่ครั้ง?"
    พระอานนท์ทูลองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า "ข้าพระพุทธเจ้านึกถึงความตายวันหนึ่งประมาณ ๗ ครั้ง พระเจ้าข้า"
    พระพุทธเจ้าตรัสว่า "อานันทะ ดูก่อนอานนท์ เธอนึกถึงความตายห่างเกินไป สำหรับตถาคตนี้นึกถึงความตายทุกลมหายในเจ้าออก..."

    ตอนนี้จำกันได้แล้วหรือยังว่า พื้นฐานที่จะทรงให้เราเป็นพระอริยเจ้าได้ ต้องทรงสมถะเป็นประจำ นั่นก็คือ

    ๑. อานาปานุสสติกรรมฐาน การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกเป็นปกติ
    ๒. กายคตานุสสติ เห็นว่าร่างกายนี้ไม่ทรงตัว แบ่งเป็นอาการ ๓๒ ควบกับ อสุภกรรมฐาน มีความสกปรกเป็นปกติ
    ๓. นึกถึงความตายเป็นอารมณ์ มีความรู้สึกว่าเตาจะต้องกายเดี๋ยวนี้อยู่เสมอ ความประมาทมันก็ไม่มี
    เป็นอันว่าถ้าบรรดาท่านทั้งหลายทรงอารมณ์ทั้ง ๓ ประการนี้ทรงตัว คำว่าทรงตัวท่านเรียกกันว่าเป็นฌาน

    คำว่า "ฌาน" ผมถือว่าคือ อารมณ์ชิน อารมณ์นี้ทรงอยู่เป็นปกติในใจของเรา ถ้าทรงอารมณ์ทั้ง ๓ ประการนี้ ได้เป็นปกติ ถ้าท่านจะเป็นพระโสดาบัน ท่านก็เป็นได้ภายใน ๗ วัน ถ้ามุ่งจะเป็นพระสกิทาคามี ผมว่าไม่เกิน ๑๕ วัน ถ้ามุ่งจะเป็นพระอนาคามี ผมก็คิดว่าไม่เกิน ๑ เดือน ถ้ามุ่งจะเป็นพระอรหันต์ ผมว่าไม่เกิน ๗ เดือนเป็นอย่างมาก เพราะอะไรก็ลองคิดดูว่า

    คนเราถ้าลองคิดว่าเราจะต้องตาย แล้วก็มานั่งพิจารณาในด้านวิปัสสนาญาณ ว่าการทรงชีวิตอยู่นี่มันเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ใช้ปัญญา อย่าใช้แต่สมถะนั่งหลับหูหลับตากันวันยันค่ำ คืนยันรุ่งโดยไม่ได้ใช้ปัญญา ไม่ใช้อาการสัมผัส ไม่ใช้ตาสัมผัส ไม่ใช้กายสัมผัส ไปนั่งเงียบอยู่ในเขาลำเนาป่า อยู่แต่ในห้องโดยเฉพาะ ถ้าคิดว่าจิตของตนบริสุทธิ์ เพราะว่าไม่กระทบกระทั่งกับอารมณ์ที่เป็นอนิฏฐารมณ์ ไม่ต่อสู้กับความจริง ในที่สุดก็จะเป็นแบบท่านพระผู้ถูกควายเขาอ่อนขวิด เมื่อเข้ามากระทบกับอารมณ์จริงๆ แล้วมันก็จะทนไม่ไหว

    ฉะนั้นการปฏิบัติจะเป็นด้านสมถะก็ดี วิปัสสนาญาณก็ดี หวังเป็นผู้ทรงฌานโลกีย์ก็ดี ฌานโลกุตตระก็ดี เขาก้องสู้กับความจริงไม่ใช่หนีความจริง ฉะนั้นเราจะต้องมีอารมณ์สัมผัสอยู่เสมอ จะต้องไม่ประมาทในชีวิตคิดว่าเราดี ความเป็นอรหันต์มีอยู่ตรงไหน

    อันดับแรกองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้พิจราณา สักกายทิฏฐิ พิจารณาร่างกายคือขันธ์ ๕ ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้ง ๕ อย่างนี้ ไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเรา เราไม่มีในขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ไม่มีในเรา ที่ว่าขันธ์ ๕ ไม่มีในเรา ไปลงกับสมถะคำที่เรียกว่า "ตาย" สมถะเห็นว่ากายตาย

    วิปัสสนาเห็นว่ากายพัง เราไม่มีอำนาจควบคุมกายให้ทรงตัว กายมันจะแก่เราห้ามแก่ไม่ได้ กายมันจะป่วยเราห้ามไม่ได้ กายมันจะตายเราห้ามมันไม่ได้

    เขาทำกันยังไง วิธีเขาทำเขาใช้ปัญญา นั่งอยู่ ยืนอยู่ เดินอยู่ นอนอยู่ ทำกิจการงานอยู่ มีความรู้สึกอยู่เสมอว่า คนที่อิริยาบถอย่างเราๆ นี่ท่านตายไปแล้วนับไม่ถ้วน ในสถานที่ที่เรานั่งอยู่ เรายืนอยู่ เราเดินอยู่หรือเราอาศัยอยู่ ในสถานที่ที่ตรงนี้เคยมีคนตายแล้ว สัตว์ตายแล้วนับไม่ถ้วน

    ถ้าหากว่าถ้าเราตายแล้วเกิดจะมีผลอะไร ดูผลของการเกิด เกิดอยู่ในท้องแม่ก็ทุกข์ ออกมาจากท้องแม่เป็นเด็กช่วยตัวเองไม่ได้ก็ทุกข์ เป็นเด็กโตขึ้นไปหน่อย ทุกสิ่งทุกอย่างต้องอาศัยแม่ อาการที่เราอาศัยท่าน ท่านเมีเมตตาก็จริงแหล่ แต่ทว่าสิ่งที่เราปรารถนามันไม่ค่อยจะสมหวัง เราก็เป็นทุกข์ โตขึ้นมาแล้วพ้นจากอกพ่ออกแม่ ก็ต้องประกอบกิจการงานหนัก งานทุกอย่างเป็นปัจจัยของความทุกข์

    เรามีคู่ครอง ไม่ใช่ว่าเราจะเปลื้องความทุกข์ เราก็ไปดึงความทุกข์เข้ามา มีลูกมีหลานมากเท่าไหร่ทุกข์มากเท่านั้น เราก็แก่ลงทุกวัน ถ้าหากว่าเรายังดิ้นรนเพื่อการเกาะ มันก็ต้องเกิด เกิดเมื่อไรทุกข์เมื่อนี้ เกิดเป็นคนเป็นมนุษย์ยังดีกว่าเกิดในอบายภูมิ ถ้าเกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกายเป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็ทุกข์ยิ่งกว่าความเป็นคน ถ้าเกิดเป็นเทวดาหรือพรหมก็พ้นทุกข์ชั่วคราว หมดบุญวาสนาบารมีก็ต้องกลับมาทุกข์กันใหม่

    เราก็พิจารณาไปว่าร่างกายมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราโดยนำเอา สักกกายทิฏฐิ กายคตานุสสติ และอสุภกรรมฐาน มาควบหาความจริง ว่าร่างกายไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ไม่เป็นแท้งทึบ ร่างกายนี้แบ่งเป็นอาการ ๓๒ เต็มไปด้วยความสกปรกโสมม เป็นสิ่งโสโครก ถ้าเราปรารถนาในการครองคู่มันเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ เราอยู่ตัวคนเดียวเราก็เป็นทุกข์ ถ้าเรามีคู่ครองเราก็เพิ่มทุกข์ และใครบ้างที่จะเป็นที่พึ่งของเรา ไม่มี ถ้าขืนไปดึงเอากิเลส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาก็มุ่งเอากิเลสใหญ่ หันเข้าไปดูราคะความรักในระหว่างเพศ จุดไหนบ้างที่เป็นของสวยระหว่างเพื่อน ในเพื่อนระหว่างเพศ ไม่มี และมีใครทรงตัวในความเป็นหนุ่มเป็นสาวบ้าง ไม่มี

    คนแก่เราอยากจะแต่งงานด้วยไหม อายุสัก ๘๐ ปี หนังก็ยาน หน้าก็ตกกระ ผมหงอก ฟันหัก ตาขาวโหล หลังโก่ง ทำอะไรไม่ไหว อยากจะแต่งงานด้วยไหม ถ้าเราไม่พอใจคนที่มีสภาพอย่างนี้ ก็จงนึกว่าเราก็ดี คนที่เราคิดจะแต่งงานด้วยก็ดี ถ้ามีอายุถึงปานนั้นแล้ว เราจะหลีกเลี่ยงได้หรือเปล่า ใช้ปัญญาพิจารณาดูให้ดี ตอนนี้เป็นตัวปัญญา

    แล้วก็มาตอนโลภะความโลภ อย่าลืมนะ คนถ้าเป็นพระอริยะเจ้าหรือว่าท่านทั้งหลายปฏิบัติ ตั้งแต่ฌานโลกีย์ขึ้นมา ถ้าอารมณ์จิตเริ่มทรงฌานหรือก้าวเข้าเป็นพระโสดาบันสกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ทุกระดับนี้ ฌานโลกีย์ถ้าทรงตัวลาภจะมาก ถ้ายิ่งเป็นพระอริยะเจ้ามีลาภมากขึ้น พระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามีจะรวยขึ้นตามลำดับ ถ้าถึงอรหันต์ก็รวยใหญ่ รวยตรงไหน รวยที่มันตัดโลภะความโลภทรงฌานโลกีย์จิตระงับความโลภ เป็นพระโสดาบันจิตเริ่มตัดความโลภมาขึ้น ไม่ใช่ระงับเฉยๆ เริ่มตัด ถึงสกิทาคามีตัดความโลภมากขึ้น ถึงอนาคามีตัดความโลภเกือบหมด ถึงอรหันต์ความโลภไม่มีเหลืออยู่ในใจ เมื่อความโลภมันหมดไปลาภมันก็เกิด

    พระอริยะเจ้าอยู่ที่ไหน อยู่ในป่าในดงมันก็เป็นวัด และก็คงจะไม่ใช่วัดที่โกรงเกรง จะเป็นวัดที่เต็มไปด้วยความแจ่มใส ดูตัวอย่าง หลวงปู่บุญมี ที่ดอยโมคคัลลาน์ ใกล้ดอยอินทมนนท์ ที่นั่นคนขึ้นไปหาก็แสนยาก ท่านขึ้นไปอยู่ใหม่ๆ ๗-๘ วันจะมีคนเอาข้าวไปให้สักครั้งหนึ่ง คนเต็มไปด้วยความคับแค้นข้องใจ แต่ในระยะต้น ระยะหลังนี่กลับมาใหม่เมื่อจิตดีแล้ว เพียงแค่ ๒ ปี วัดก็มีราคาเป็นล้าน คนนั้นก็อยากไปสร้างให้ คนนี้ก็อยากไปสร้างให้ ว่าท่านจะเป็นพระอริยะเจ้าหรือไม่นี่ ผมไม่ทราบ แต่เวลาคุยกับท่าน ท่านคุยอยู่ข้อเดียวคือ ตัดสักกายทิฏฐิ

    นี่อันนี้ท่านทั้งหลายจะพึงเห็นว่า จิตถ้าบริสุทธิ์มากเพียงใด ลาภสักการะมันก็เกิดมากเพียงนั้น เมื่อลาภสักการะเกิดก็จงอย่าคิดว่าทุกคนท่านจะติดลาภสักการะ ความจริงเปล่า หัวใจท่านไม่ติด ตอนนี้แหละเราจะต้องคิด

    อันดับแรก เราก็ไปจับจุดตัดกามราคะเสียก่อน เห็นว่ามันไม่เป็นประโยชน์ นี่ผมพูดตั้งแต่เริ่มปฏิบัติครั้งแรกนะครับ และต่อมาก็มองดูทรัพย์สินทั้งหลายว่า คนที่แบกทรัพย์สินทั้งหลายมากเท่าไรก็ตามที เขาก็ตาย มีทรัพย์มากก็ตายมีทรัพย์น้อยก็ตาย จนก็ตาย รวยก็ตาย แล้วจิตใจจะไปนั่งมัวเมาอยู่ในทรัพย์เพื่ออะไร ทรัพย์มีดีประโยชน์ ได้ทรัพย์มากเท่าไร ทำทรัพย์นั้นให้เป็นสาธารณประโยชน์ให้มากขึ้น จงอย่าเอาจิตเข้าไปติดในทรัพย์ เป็นแต่เพียงว่ารับมาแล้ว เพื่อทำประโยชน์ใหญ่ให้เป็นสาธารณะให้มากขึ้น ใจไม่เกาะ

    ต่อมาอำนาจของความโกรธ ก็มานั่งดูสักกายทิฏฐิ เราโกรธแล้วเราอยากจะฆ่ากายของเขา เราอยากจะประทุษร้ายร่างกายของเขา ไอ้ร่างกายนี้เขาเองเขาก็ทรงตัวไว้ไม่ได้ เขาห้ามความแก่ไม่ได้ เขาห้ามความป่วยไม่ได้ เขาห้ามความตายไม่ได้ แล้วจะไปนั่งโกรธร่างกายของเขาด้วยเรื่องอะไรอยากประทุษร้ายเขามันก็สร้างความชั่วให้ แก่เรา เราไม่ต้องทรมานเขา เขาก็ทุกข์ เราไม่ต้องฆ่าเขา เขาก็ตาย ยกล้อมันไปไม่ดีกว่าหรือ

    เขาชั่วปล่อยเขาชั่วไปแต่ผู้เดียว เขาด่าเรา เราไม่ด่าเขา เขาเลวคนเดียว เขาแกล้งเรา เราไม่แกล้งเขา เขาเลวคนเดียวเราไม่เลว ทำอารมณ์จิตให้เป็นสุข คิดว่านั่นเขาเป็นทาสของกิเลสและตัณหา

    โมหะ สำหรับโมหะความหลงตัวนี้เป็นตัวสำคัญ อันดับแรกเราก็มาตัดความหลง มานั่งมองร่างกายเรา นั่งมองร่างกายของบุคคลอื่น มองดูความสกปรกของร่างกาย มองดูความเสื่อมไปของร่างกาย และดูการเดินเข้าไปหาทางสลายตัวของร่างกาย มองดูร่างกายที่มันใช้เราคือจิต ให้แสดงหาอาหารมาให้มัน กินแล้วก็ถ่าย ถ่ายแล้วก็กิน แต่ทว่ามันก็ทรุดโทรมลงไปทุกวัน มันดีหรือมันชั่ว แสดงว่าร่างกายนี้มันชั่ว เราควรมีร่างกายต่อไปไหม ก็เชื่อว่าเราไม่ควรจะมี

    ถ้าเราไม่มีร่างกายต่อไปเราจะทำยังไง เราก็ต้องเป็นคนใช้ปัญญา ปัญญาของเราจะเอาอะไรมาใช้ ปัญญามันมีอยู่แล้ว แต่เหตุที่จะต้องใช้ ต้องใช้ตามแนวที่องค์สมเด็จพระประทีปแก้วทรงแนะนำ นั่นก็คือพิจารณาคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่ต้นจนอวสาน ในที่สุดองค์สมเด็จพระพิชิตมารว่าเราสามารถเข้าใจในอริยสัจด้วยปัญญา เราเป็นอรหันต์

    อริยสัจมองเห็นทุกข์ของตนเอง ทุกข์ของคนอื่น ทุกข์ของสัตว์โลกทั้งหมด ทุกข์มาจากไหน มาจากตัณหา ตัณหาคืออะไร คือความอยาก เราตัดตัณหาเราตัดตรงไหน ตัดที่ศีล สมาธิ ปัญญา อันนี้เป็นคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ผมขอกล่าวโดยย่อๆ เราก็ทรงศีล สมาธิ ปัญญาให้ครบถ้วน เมื่อศีล สมาธิ ปัญญาครบถ้วน จิตทรงตัวดีอันดับแรกเป็นฌานโลกีย์ ต่อมาก็มานั่งดูว่าพระโสดาบันทรงอะไร พระโสดาบันทรงอธิศีล และไม่ข้องในกาย เราเป็นพระโสดาบัน อนาคามีมีอะไร สกิทาคามีผมไม่พูด อนาคามีคือตัดกามฉันทะ โดยใช้ กายคตานุสสติ อสุภกรรมฐาน และสักกายทิฏฐิ ควบกัน

    กายคตานุสสติ เห็นว่าร่างกายเป็นชิ้น เป็นท่อน เป็นตอน อสุภกรรมฐาน เห็นว่าร่างกายสกปรก สักกายทิฏฐิ ไอ้สิ่งที่มันสกปรกอย่างนี้ มันไม่ใช้เรา ไม่ใช่ของเรา เราอาศัยมันพอใจมันทำไมสำหรับความสวยงามในร่างกาย มันเป็นความสกปรก ร่างกายเราเราก็ไม่พอใจ ร่างกายเขาเราก็ไม่พอใจเป็นอันว่าไม่สนใจ อย่าลืมนะตรงนี้ก็สู้กับอารมณ์ ถ้าเราตัดกามฉันทะเราก็หาคนสวยเมื่อไหร่ เมื่อนั้นใช้ได้จิตใจไม่ผูกพัน

    มาด้านโทสะความโกรธ พออนาคามีตัดได้ด้วยอาศัย พรหมวิหาร ๔ กับ สักกายทิฏฐิ ควบกันตามที่อธิบายมาแล้ว นี่ต้องใช้ปัญญานะ จะไปนั่งภาวนาอยู่เฉยๆ มันไม่ไปมองดูโทษของความโกรธ มองดูโทษอารมณ์ที่โกรธ มันไม่ได้เกิดประโยชน์ตามที่กล่าวมา

    เมื่อถึงอนาคามีแล้ว ความเป็นอรหันต์เก็บเล็กเก็บน้อยเป็นของสบายๆ ใช้ปัญญาว่า รูปฌาน และอรูปฌาน เป็นบันไดสำหรับก้าวเข้าไปสู่พระนิพพาน เราจะไม่หยุดอยู่แค่นี้

    มานะ การถือตัวถือตนไปถืออะไรกันตรงไหน ถือนี่มันถือกาย หรือถือความเลว ถือชาติตระกูล ถือฐานะ ถือวิชาความรุ้ ไอ้สิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันไม่ทรงตัว จะไปถืออะไรกัน คนกับสัตว์มีสภาวะเท่ากัน ถ้าเราเป็นเพื่อนกับสัตว์ได้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นชื่อว่าจิตเราปลดมานะได้ ถ้าเรายังเห็นสัตว์เดรัจฉาน สัตว์ขี้เรื้อนเป็นที่น่ารังเกียจ เวลานั้นชื่อว่าเรายังเป็นผู้ตัดมานะไม่ได้ จำให้ดีเท่านี้ ทำใจให้มันลงตัว

    และอุทธัจจะ อารมณ์ฟุ้งซ่านนี้ หมายความว่า อารมณ์เราจับนิพพานตรงหรือเปล่า โลภะความโลภมีในจิตหรือเปล่า ราคะความกำหนัดยินดีมีในอารมณ์หรือเปล่า โทสะ พยาบาท ความโกรธมีในใจหรือเปล่า จิตเรายังนึกถึงว่านั่นเป็นเรา นี่เป็นของเราอยู่หรือเปล่า ถ้ายังมีอยู่ ยังตัดไม่ได้ อารมณ์ต้องเบาในสิ่งทั้งหมายเหล่านี้ ทั้งหมดจิตกำหนดเฉพาะพระนิพพานเป็นอารมณ์ อย่างนี้ชื่อว่า ตัดอุทธัจจะ คืออารมณ์ฟุ้งซ่านได้

    แล้วก็ อวิชชา มั่นไม่มีอะไร อวิชชานี้แปลว่าไม่รู้ เหลือนิดเดียวอวิชชา ที่อารมณ์จิตคิดว่า การทรงเป็นพระอนาคามียังดี เกิดเป็นเทวดาหรือพรหมก็หมดกัน อย่างนี้เราตัดทิ้งมันไป ตั้งใจเฉพาะพระนิพพานเป็นอารมณ์ พอจิตเข้าถึงอรหัตผลจิตใจของเราจะมีอาการของความเบา ไม่มีความรู้สึกหนักในกรณีทั้งปวง จะมีอารมณ์โปร่ง มีใจเป็นสุข

    เขาจะมาในด้านไหน กามฉันทะมาก็เหลว โลภะความโลภเขานำมาก็เหลว โทสะความโกรธมายั่วเย้าเข้าก็เหลว โมหะเข้ามายั่วเพียงใดก็เหลว ใจเราไม่ติด อารมณ์มันสบายๆ คล้ายกับว่ามือไม่เกาะอะไรทั้งหมด จิตมันโปร่งมีอารมณ์เป็นสุข เห็นคนสวยก็เหมือนกับเห็นเปรต เห็นร่างกายทรัพย์สินทั้งหลาย เห็นวัตถุเหมือนว่าไร้ค่า จิตใจเป็นสุข อารมณ์โปร่ง

    เท่านี้แหละบรรดาท่านทั้งหลาย เป็นอาการที่การปฏิบัติตนให้เข้าถึงอรหัตผล ผมพูดมาน่ะมันยาวเกินไป แต่ความจริงการปฏิบัติ เขาปฏิบัติกันแบบนี้ เขาลัดๆ ประเดี๋ยวหนึ่งก็ถึง เอาละ ท่านทั้งหลายมองดูเวลา แต่ความจริงเรื่องนี้เราย้ำกันมาเป็นปี เห็นว่าเท่านี้ก็พอ เวลาก็หมดเสียแล้ว ก็ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้

    สำหรับด้านอนุสสติ ๕ ประการ ที่เริ่มต้นด้วยพระโสดาบันก็ขอจบไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอความสุขสวัสดิ์จงมีแด่ท่านทั้งหลาย ต่อนี้ไปขอทุกท่านตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออก อยู่ในอิริยาบถที่ท่านต้องการ จนกว่าจะถึงเวลานั้นที่ท่านเห็นว่าสมควร สวัสดี
     
  2. เฮียปอ ตำมะลัง

    เฮียปอ ตำมะลัง ทุกสิ่งจบสิ้นลงด้วยความตาย วุ่นวายทำไม ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 มีนาคม 2007
    โพสต์:
    24,971
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +91,133

    อ นุ โ ม ท น า ส า ธุ

    [​IMG]
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 6 มิถุนายน 2008

แชร์หน้านี้

Loading...