อารมณ์พระโสดาบัน : หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย nondanun, 11 ธันวาคม 2013.

  1. nondanun

    nondanun เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    5,980
    กระทู้เรื่องเด่น:
    13
    ค่าพลัง:
    +32,613
    [​IMG]

    สำหรับเวลานี้ ท่านทั้งหลายได้พากันสมาทานพระกรรมฐานแล้ว
    ศัพท์ว่า อิมาหัง ภะคะวา อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปริจัจชามิ
    ซึ่งแปลว่า ข้าพเจ้าขอมอบกายถวายชีวิต แด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    สำหรับท่านนักปฏิบัติเพื่อความดี จะเป็นพระก็ตาม เป็นเณรก็ตาม
    อุบาสกหรืออุบาสิกาก็ตาม จำถ้อยคำนี้ไว้ให้มันดี จำแล้วจิตก็ต้องคิดต้องทำตามด้วย

    คำว่า มอบกายถวายชีวิต นั่นหมายถึงว่า
    ยอมรับนับถือคำสั่งและคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    คำสั่งก็ได้แก่ศีล คือวินัยก็ดี ศีลก็ดี เป็นคำสั่งที่พระพุทธเจ้าทรงให้ละเว้นจากความชั่วเบื้องต้น
    อันนี้ขอบรรดาท่านพุทธศาสนิกชน ทั้งภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา
    ตั้งใจไว้ให้มั่นว่า ถ้าเราละเมิดศีล มันเป็นของไม่ดี เป็นปัจจัยให้เกิดความเร่าร้อน

    อีกประการหนึ่ง รากเหง้าของกิเลส ได้แก่ ความรักใน รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสก็ดี
    หรือว่า ความโลภ โลภอยากจะมีทรัพย์สิน เพิ่มพูนทรัพย์สินให้มากมายก็ดี
    ความโกรธ ความพยาบาทจองล้างจองผลาญซึ่งกันและกันก็ดี
    หรือว่า หลงตัว เราจะไม่ตาย หลงตัวเราเป็นคนดีไม่ใช่คนเลวก็ดี
    สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ องค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงให้เราละเสีย

    ฉะนั้น ขอท่านทั้งหลายที่ประกาศตนว่า อิมาหัง ภะคะวา อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปริจัจชามิ
    ซึ่งแปลเป็นใจความว่า ข้าพเจ้าขอมอบกายถวายชีวิต แด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    จงพยายามอดกลั้น ความรักในระหว่างเพศ รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส
    ความโลภ อยากจะร่ำรวย ความโกรธ ความหลง

    คำว่า อดกลั้น นี่หมายความว่า ทำจิตให้เป็นสมาธิ ได้แก่อารมณ์เป็นฌาน
    ฌานโลกีย์มีอำนาจแค่อดกลั้นเท่านั้น อันดับต่อไปเมื่ออดกลั้นได้แล้ว
    ก็พยายามห้ำหั่นกิเลสทั้ง ๓ ประการ ที่มีอยู่ ๔ ข้อนี่

    ราคะกับโลภะ มีสภาพอันเดียวกัน ที่ผมพูดแยกออกไปก็เพื่อความเข้าใจเท่านั้น
    พยายามห้ำหั่นให้มันหมดสิ้นไป จงทำตัวทำใจให้ประกอบไปด้วยความสุขในด้านของความดี
    หวังว่าท่านทั้งหลายคงจะไม่ลืมบทข้อนี้ คือว่าแทนที่เราจะว่าเป็นประเพณีน่ะมันเสียเวลาเปล่า

    ชีวิตของเราล่วงไปๆ ทุกวันๆ มันใกล้ความตายเข้ามาทุกที
    ฉะนั้น ขอท่านทั้งหลายจงทรงไว้ซึ่งความดี สิ่งใดที่มันชั่วมาแล้วก็ให้มันแล้วกันไป
    อย่ารื้อฟื้นคืนมันขึ้นมา เพราะความชั่วมันเป็นปัจจัยของความทุกข์
    ที่ผมพูดอย่างนี้ไม่ได้ประณามท่านใดท่านหนึ่ง
    เพราะขึ้นชื่อว่าคน ที่เกิดมาในโลกนี้ ที่ไม่เคยทำความชั่วไม่มี

    เวลานี้เราเข้ามาอยู่ในเขตขององค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
    เป็นเขตของความดี เราก็ควรทรงความดีให้เต็มภาคภูมิ
    นี่อันนี้เป็นจุดหนึ่งที่นักปฏิบัติที่จะทำได้ดีจริงๆ น่ะ เขาไม่ลืมคำนี้
    ให้คำนี้มันก้องอยู่ในจิตทุกเวลา

    ในเมื่อมันก้องแล้วค่อยๆ จับจริยาอารมณ์ของจิตว่ามันชั่วตรงไหน
    จิตจะมีความรักในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสหรือเปล่า
    จิตเรามีความโลภหรือเปล่า จิตเรามีความโกรธ ความพยาบาท
    จองล้างจองผลาญบุคคลอื่นหรือเปล่า
    จิตเรามีความหลงในความประพฤติชั่วของในตัวของเราที่เข้าใจว่าเราประพฤติดีหรือเปล่า

    ทุกวันนี้เราคอยจับดูอารมณ์ของจิต ตามพระบาลีที่กล่าวว่า
    อัตตนา โจทยัตตานัง ซึ่งแปลเป็นใจความว่า
    จงกล่าวโทษโจทย์ความผิดตนเองไว้เสมอ อันนี้เราคิดหรือเปล่า
    หรือคิดว่าเราดี ถ้าเราคิดว่าเราดีเมื่อไหร่ เราก็เลวเมื่อนั้น

    ต่อแต่นี้ไปก็จะพูดถึงอานาปานุสสติกรรมฐาน
    เวลานี้เรากำลังศึกษาอานาปานุสสติกรรมฐาน
    และสิ่งที่ผมพูดมาแล้วเมื่อสักครู่นี้ที่ผ่านมา มันเกี่ยวข้องกันหรือเปล่า
    บางท่านจะคิดว่ามันไม่เกี่ยวไม่ข้องกันเลย แต่ความจริงมันเกี่ยว มันเกี่ยวตรงไหน

    เกี่ยวตรงที่ว่าถ้าเราทรงอานาปานุสสติกรรมฐานได้
    กรรมฐานนี้มีนิมิตเครื่องหมายโดยเฉพาะลมหายใจเข้าออก
    และลมหายใจเข้าออกนี้ ส่วนมากคนเราเกิดมาแล้วไม่ได้สนใจกับลม
    เพราะว่าร่างกายมันทำงานของมันเป็นปรกติ

    ถ้าหากว่าเราไปสนใจกับลม ถ้ารู้ลมเข้าลมออกอยู่เป็นปรกติ
    อารมณ์แห่งความหลงในกามคุณ ๕ มันก็ไม่มี
    อารมณ์ความหลงไปในเรื่องของความโลภ มันก็ไม่มี
    จะหลงอยู่ใน ความโกรธ ความหลง มันก็ไม่มี
    เพราะจิตมันติดงาน คือรู้ลมเข้าลมออก
    เป็นอันว่าจิตของท่านเป็นฌานสมาบัติ เมื่อฌานสมาบัติเกิดขึ้น ปัญญามันก็เกิด

    ขอได้โปรดทราบ ที่ไม่สามารถจะทำปัญญาให้ดีขึ้นได้
    เพราะใจของท่านไม่เป็นสมาธิ ปัญญาที่มันดีขึ้นได้มีอะไร
    ที่เราจะรู้ว่าปัญญาดีปัญญาชั่ว ก็เอาจิตของเราเข้าไปวัดกับอารมณ์ของพระโสดาบัน

    ความจริงเรื่องนี้ เราพูดย้ำกันไปย้ำกันมา ฟังกันทุกวัน
    ผมเห็นว่าเป็นของไม่ยากสำหรับคนดี แต่เป็นของหนักสำหรับคนเลว
    โปรดจำไว้ด้วยว่าคำว่าพระโสดาบันเป็นของไม่ยาก

    เมื่อวันก่อนที่ผ่านมาก็ได้พูดเรื่องของพระโสดาบัน
    วันนี้เราย้อนถอยหลังไปสักนิดหนึ่ง ว่าเวลานี้เราทรงความเป็นพระโสดาบันได้แล้วหรือยัง
    หรือว่าจิตของเรายังวุ่นวายอยู่กับความชั่ว
    คนที่มีอารมณ์จิตไม่วุ่นวายกับความชั่ว นั่นก็คือ พระโสดาบัน

    พระโสดาบันมีอะไร

    - นึกถึงความตายเป็นอารมณ์
    - มีความเคารพในพระพุทธเจ้า เคารพในพระธรรม
    เคารพในพระอริยสงฆ์ โดยไม่สงสัยในคำสั่งสอนของท่าน
    - มีศีล ๕ บริสุทธิ์
    - จิตรักพระนิพพานเป็นอารมณ์

    ยอมรับนับถือกฎของธรรมดามากขึ้น
    หมายความว่า ความหวั่นไหวในโลกธรรม ๘ ประการมีน้อย
    ใครเขาจะด่าจะว่าก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ใครเขาจะชมก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา
    อะไรก็ตามมันมาก็ธรรมดาไปหมด ความหวั่นไหวของพระโสดาบันยังมีอยู่บ้าง
    แต่ว่าพระโสดาบันก็มีความอิ่มใจ ที่คิดว่าเราเกิดแล้วในชาตินี้ไม่เสียทีเกิด
    เราสามารถจะรวบรวมความดีไว้ได้ คือ หนึ่งสักกายทิฐิแบบเบา
    ก็ได้แก่ ไม่เมาในชีวิต คิดว่าเราจะต้องตาย

    เมื่อเราจะต้องตายก็ต้องหาทางสร้างความดี
    ใช้ปัญญาพิจารณาคำสอนขององค์สมเด็จพระชินสีห์
    จนกระทั่งมีความเข้าใจไม่สงสัย อย่างนี้เรียกว่า
    เคารพในพระพุทธเจ้า เคารพในพระธรรม เคารพในพระสงฆ์

    เมื่อไม่สงสัยก็ตัดใจตรงลงเฉพาะด้านของความดี
    คือ มีศีลบริสุทธิ์ เฉพาะฆราวาสมีศีล ๕ บริสุทธิ์
    สามเณรมีศีล ๑๐ บริสุทธิ์ พระมีศีล ๒๒๗ บริสุทธิ์

    จิตมีความรักพระนิพพานเป็นอารมณ์
    คิดไว้อย่างเดียวว่าตายคราวนี้จุดที่เราจะพึงไปนั่นคือเราต้องการพระนิพพาน

    อารมณ์ขั้นต้นของพระโสดาบันเพียงเท่านี้ มันยากนักหรือ
    ความจริงสำหรับคนชั่วยาก สำหรับคนดีไม่ยาก
    เพราะว่าคนชั่วน่ะจะสอนยังไงก็ตามก็ไม่ได้เกิดประโยชน์ ฟังแล้วก็ฟังเฉยๆ
    มีความทะนงตนคิดว่าตนเป็นคนดีเป็นปรกติ ไม่ได้มองความชั่วของตัว

    สำหรับการที่เราจะทำให้ศีลบริสุทธิ์ นึกถึงความตายเป็นอารมณ์
    ไม่สงสัยในคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราทำยังไง

    เวลานี้เราเจริญอานาปานุสสติกรรมฐาน เราก็ต้องไม่ไปสนใจกับอะไร
    ใช้อานาปานุสสติกรรมฐานเป็นวิปัสสนาญาณเครื่องควบคุม อานาปานุสสติ
    ได้แก่การนึกถึงลมหายใจเข้าหายใจออก ถ้าจะภาวนาก็ภาวนาว่าพุทโธ
    เวลาหายใจเข้านึกว่าพุท เวลาหายใจออกนึกว่าโธ
    นี่เป็นความต้องการของเราที่จะสร้างความดี

    ขณะที่เราภาวนาว่าพุทโธ เพื่อรู้ลมหายใจเข้าออก ปัญญามันเกิด
    ทำไมจึงว่าปัญญาเกิด ก็เพราะจิตเป็นสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิ ปัญญามันก็เกิด
    ถ้าปัญญาของพวกท่านทั้งหลายไม่เกิด ก็แสดงว่าจิตของท่านไม่มีสมาธิ

    ท่านจะถามผมว่า จิตเป็นสมาธิอันดับไหนปัญญาจึงเกิด
    ก็ต้องขอตอบว่า ตั้งแต่ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ
    ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน
    ไม่ว่าสมาธิจุดไหน ปัญญาเกิดทั้งหมดนี้ ถ้าปัญญาเราไม่เกิด
    ก็แสดงว่าจิตไม่เป็นสมาธิ อันนี้ต้องจำไว้ครับ

    การศึกษามีวัดเราแห่งเดียวที่รับฟังคำสอนเป็นปรกติ
    แต่ทว่าเป็นที่น่าเสียดายอยู่นิดหนึ่ง บางทีเรารับคำสอนกันมากเกินไป
    จนกระทั่งมีใจหยาบไม่มีความรู้สึกละอายในความชั่ว
    คือถ้าอารมณ์ใดๆ ถ้ามันเป็นความชั่วมีอยู่ล่ะก็ นึกถึงตรงนี้นะครับ นึกว่าเราเลวจริงๆ นะ

    เหมือนกับปลาที่อยู่ในน้ำแต่ไม่รู้คุณของน้ำ
    นกที่จับอยู่กับต้นไม้ก็ไม่รู้คุณของต้นไม้ ว่าต้นไม้เป็นที่อาศัยให้ความสุขสำหรับนก
    น้ำเป็นที่อาศัยให้ความสุขสำหรับปลา แต่นกกับปลาก็มีจิตหยาบ มีจิตเลว
    ไม่ได้รู้สึกถึงคุณของต้นไม้และน้ำ ฉันใด

    สำหรับคนที่มีจิตเลวก็เช่นเดียวกัน อยู่กับคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    ฟังเป็นปรกติ แต่ว่าไม่สามารถจะทำจิตเป็นสมาธิ
    ไม่สามารถจะทรงความเป็นพระโสดาบันได้ ก็รู้สึกว่าจะเป็นที่น่าหนักใจ
    ถ้าพูดตามประสาชาวบ้านก็เรียกว่าเลวเต็มที
    ความเป็นพระไม่มีความหมาย ความเป็นเณรไม่มีความหมาย
    ความเป็นอุบาสกอุบาสิกาไม่มีความหมาย

    เรามาพูดถึงคนที่มีปัญญา เวลาเขาจับลมหายใจเข้าหายใจออก
    เขาก็จะนั่งคิดว่าร่างกายของเราที่ทรงอยู่ได้ก็เพราะอาศัยผัสสาหาร
    อาหารคือลมหายใจเข้าหายใจออกเป็นสำคัญ
    สำหรับกวฬิงการาหาร อาหารคือคำข้าวก็มีความสำคัญ
    มโนสัญญเจตนาหาร อาหารที่เราต้องการตามอารมณ์ของใจก็มีความสำคัญ

    แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต นั่นก็คือลมหายใจ
    ถ้าเราหายใจเข้าแล้วเราไม่หายใจออกมันก็ตาย
    หายใจออกแล้วเราไม่หายใจเข้ามันก็ตาย นั่งมองดูชีวิตตามความเป็นจริง
    ว่าความตายนี่มันอยู่ที่ปลายจมูกของเราเท่านั้น มันไม่ได้อยู่ที่ไหน
    วันเวลาที่มันจะตายบอกไม่ได้ว่าเมื่อไรกันแน่
    นี่เราจะปล่อยชีวิตของเราตอนนี้ให้มันตายไปโดยการไร้ประโยชน์
    จนไม่สร้างความดี มันจะเป็นการสมควรมั้ย

    การที่เราไม่สร้างความดี เราสร้างความชั่ว มันก็เป็นปัจจัยของความทุกข์
    ในเมื่อชาตินี้เราทุกข์ ชาติหน้าเราจะสุขได้ยังไง วันนี้เราเลว วันพรุ่งนี้มันจะดีได้ยังไง
    หรือว่าใครเขาเห็นเราว่าวันนี้เราเลว
    วันพรุ่งนี้ใครเขาเห็นหน้าเรา เขาก็คิดว่าเราเลวอยู่นั่นแหละ

    เป็นอันว่าเราก็ประณามตัวเราเอง
    คอยจับจุดที่ศีล ศีลของเราบกพร่องมั้ย
    จับจุดที่กามคุณ กามคุณของเราฟุ้งซ่านมั้ย
    จับจุดที่โลภะ ความโลภ เรามีความโลภมั้ย
    จับจุดที่ใจอำมหิตโหดร้าย มีความโกรธคิดประทุษร้ายคนอื่น อันนี้เรามีมั้ย
    จับจุดที่เป็นความหลง หลงว่าเราจะยังไม่ตาย ยังจะมีชีวิตต่อไป
    อยากจะเกื้อกูลกิเลสให้มันมาก คิดว่าร่างกายจะทรงตัวตลอดกาลตลอดสมัย
    อยากทะนงตนเป็นคนดี อยากจะดีอยากจะเด่น
    อันนี้มีหรือเปล่า ถ้ามีเราก็เลว นี้เป็นส่วนย่อสำหรับพระโสดาบัน

    แล้วก็หันเข้าไปอีกทีว่า เอ๊ะ นี่เรากำลังจะตายแล้วนี่
    หายใจเข้าแล้วเราไม่หายใจออกมันก็ตาย
    หรือว่าเราหายใจออกแล้วเราไม่หายใจเข้ามันก็ตาย
    แล้วเราจะทำยังไง ทำยังไงเมื่อเวลาอยู่มันถึงจะเป็นสุข
    เวลาตายแล้วถึงจะเป็นสุข สุขจริงๆ ก็คือพระนิพพานในเวลาตาย
    ในเวลาอยู่ที่เราจะอยู่อย่างเป็นสุขได้ก็เพราะอาศัยอยู่อย่างจิตไม่ติดในโลกธรรม
    ไม่มีอารมณ์ของความชั่ว

    ความจริงพระโสดาบันยังมีโลกธรรมติดอยู่มาก เราก็ถอยหลังไปดู
    โอ้หนอ ชีวิตของเราก็ดี ชีวิตของบุคคลอื่นก็ดี ไม่มีการทรงตัวเสียเลย จะตายเมื่อไรก็ไม่รู้

    ถ้าเราคิดว่าเราจะมีอายุอยู่นาน เราก็จงดูคนที่เกิดพร้อมเรา หรือว่าเกิดทีหลังเรา
    เขาตายก่อนเรามีบ้างมั้ย ถ้ามีก็แสดงว่าชีวิตของเราก็ไม่แน่นอนเหมือนกัน
    มันจะพลันตายเมื่อไหร่เราก็ไม่รู้

    อันนี้จับอานาปานุสสติให้ดี คิดว่าโอ้หนอ ลมหายใจนี่เป็นที่พึ่งชั่วคราวสำหรับเรา
    ถ้ามันไม่ทำงานเมื่อไรเราก็ตาย ชีวิตของเราต้องตายแน่
    แต่ทว่าถ้าปรกติเรามีความรู้สึกชั่ว จะชั่วตรงไหนก็ตาม เราปัจจุบันเราก็มีทุกข์
    ตายจากความเป็นคนเราก็มีทุกข์

    ฉะนั้น เราต้องหาความสุขขั้นต้นซะก่อน อันดับแรกถือลมหายใจเข้าออกเป็นสำคัญ
    ว่าเจ้ากับเรานี้มาอยู่กันไม่นาน ไม่ช้าเจ้าก็ไม่ทำงาน ไม่ทำงานฉันก็ตาย
    เมื่อร่างกายมันตายแล้วฉันก็ต้องไป ไปสู่ภพสู่ชาติตามความดีและความชั่วของฉัน
    แต่การสู่ภพสู่ชาติมันจะดีไม่ได้ เพราะชาตินี้มันเต็มไปด้วยความทุกข์
    ชาตินี้เต็มไปด้วยความเดือดร้อน ชาตินี้เต็มไปด้วยความกระวนกระวายของใจ

    เป็นอันว่า นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เราจะไม่มีความประมาทในชีวิต
    อารมณ์จิตของเราจะทรงไว้ซึ่งความดี เมื่อจิตของเราดี
    เมื่ออยู่ในชาตินี้เราก็เป็นสุข ตายไปชาติหน้าเราก็เป็นสุข
    เป็นสุขตรงไหน เป็นสุขที่ว่าเรามันดี ถ้าเราทำความดีเสียอย่างเดียว
    ไม่มีใครเขามาว่ามากล่าวมาติมาเตียนเรา

    ทีนี้ความดีจริงๆ อยู่ที่ไหน ผู้ให้ความดีจริงๆ คือพระพุทธเจ้า
    แล้วความดีที่พระพุทธเจ้าให้ก็คือพระธรรม ผู้ที่นำเอาความดีคือพระธรรมมาแนะนำเรา
    ก็คือพระอริยสงฆ์ เป็นอันว่าทั้งสามจุดนี่ เราถือว่าเป็นที่พึ่งของเรา
    เกาะติดในพระพุทธเจ้า เกาะติดในพระธรรม เกาะติดในพระสงฆ์

    ความจริงวันก่อนผมก็พูดเรื่องเกาะติดมาแล้ว ติดจริงๆ
    เกาะติดในอารมณ์อานาปานุสสติกรรมฐาน ไม่ยอมให้อารมณ์ว่างจากอานาปาฯ
    ไม่ยอมปล่อยให้ความชั่วส่วนใดส่วนหนึ่งเข้ามายุ่งกับจิตความชั่วต่างๆ มันจะเข้ามายุ่งไม่ได้
    ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะจิตของเรามันติดอยู่ในอานาปานุสสติ
    ติดอยู่ในลมหายใจเข้าหายใจออก แล้วใจมันจะคิดเรื่องอื่นได้ยังไง

    ถ้าเราจะทำงาน ก็จับลมหายใจเข้าหายใจออกเป็นพื้นฐาน
    ให้จิตทรงตัว เอางานเป็นสรณะ เอางานเป็นที่พึ่ง

    เหมือนกับพระที่กำลังทำงานอยู่นี่ พาหนะที่เราใช้มันเก่าไป สีมันไม่เหมาะสม
    พอเห็นว่าสีมันไม่เหมาะสม จงรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมันเป็นอนิจจัง
    ความจริงสีนี่มันดี คนทำก่อนเขาเห็นว่าสวย แต่เวลานี้มันเศร้าหมองเพราะอะไร
    เพราะกาลเวลาผ่านไป มันก็เริ่มใช้ไม่ได้ ไม่ถูกกับกาลสมัย
    เราก็ต้องทำใหม่ให้มันดี แต่ไอ้คำว่าดีที่เราทำใหม่มันก็ไม่ดีตลอดกาลตลอดสมัย
    สีเก่ามันสลายตัวได้เสื่อมได้ฉันใด สีใหม่ก็มีสภาพแบบนั้น

    ในเมื่อสีมันเป็นยังงั้น ร่างกายเราก็เป็นยังงั้นเหมือนกัน ไม่ช้ามันก็ทรุดมันก็โทรม
    มันทรุดมันโทรมไปทุกวันเหมือนกับสีที่พ่นใหม่ มันก็เก่าลงไปทุกวัน
    ในที่สุดสีก็ใช้ไม่ได้ฉันใด ร่างกายของเรามันก็เหมือนกัน ไม่ช้ามันก็พัง

    นี่เป็นอันว่าเรื่องของร่างกายและก็อานาปาฯ ลมหายใจเข้า
    หายใจเข้าไปแล้วและเราก็หายใจออก เวลาหายใจออกและเราหายใจเข้า
    มันไม่ใช่ลมเก่าที่ออกไป มันเป็นลมใหม่ นี่ร่างกายของเราก็มีสภาพแบบนี้

    ความจริงความตายมันมีทุกวัน เวลากาลผ่านไปเพียงใด ความตายปรากฎเท่านั้น
    แต่ที่มันอยู่กันได้ ก็อาศัยสันตติคือการสืบเนื่องติดต่อ
    การติดต่อซึ่งกันและกันในระหว่างอาหาร สำหรับอาหารคือคำข้าว
    ช่วยเชื่อมให้ร่างกายโตขึ้นและทรงตัว สำหรับอาหารที่มีความสำคัญคือ ผัสสาหาร
    นั่นคือลมหายใจเข้าออก เป็นการให้ชีวิตทรงอยู่

    แต่ว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ องค์สมเด็จพระบรมครูกล่าวว่าไม่ช้ามันก็สลายตัว
    เมื่อมันเป็นอย่างนี้ เราก็ต้องเกาะติดศีล เกาะติดศีลจะติดได้ยังไง
    เกาะให้ดีจริงๆ คือ เกาะพรหมวิหาร ๔

    จิตมีเมตตา ความรักในคนหรือสัตว์อยู่เสมอ
    ไม่คิดว่าเราจะเป็นศัตรูกับใคร ไม่คิดว่าใครจะเป็นศัตรูกับเรา

    กรุณา จิตมีความสงสาร ปรารถนาจะเกื้อกูลให้คนอื่นมีความสุขอยู่เสมอ
    เมื่อจิตมีความรักความสงสาร ศีลขาดไม่ได้

    ต่อไป จิตมีมุทิตา คือจิตอ่อนโยน ไม่มีอารมณ์อิจฉาริษยาบุคคลอื่น
    เห็นใครดีเพียงใดเราพอใจเพียงนั้น ไม่ใช่จะไปนั่งอิจฉาริษยาความดีของบุคคลอื่น
    เป็นอันว่าเราพอใจในความดีของท่าน เขาดีเราพลอยดีใจด้วย
    ดีใจและก็ทำตามเขา เห็นเขาดีเราไม่เดือดร้อน เจอะคนดีเมื่อไรชื่นใจเมื่อนั้น
    นี่เป็นลักษณะของพรหมวิหาร ๔

    อุเบกขา วางเฉยต่ออารมณ์ที่เข้ามากระทบกระทั่ง
    จะเป็นคำนินทาหรือคำสรรเสริญก็ช่าง ลาภจะมีหรือไม่มีก็ช่าง
    ยศจะมีหรือไม่มีก็ช่าง มันมีแล้วมันสลายไปก็ช่างมัน ถือว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา

    ถ้าหากว่าจิตใจของบรรดาท่านทั้งหลายโดยถ้วนหน้า
    จิตทรงอยู่ในพรหมวิหาร ๔ ประการ เรื่องความเป็นพระโสดาบันไม่มีความสำคัญสำหรับท่าน
    ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพราะว่าเรื่องความเป็นพระโสดาบันก็เป็นของเล็ก

    เพราะพระโสดาบันก็ดี พระสกิทาคามีก็ดี มีความสำคัญอยู่ที่ศีล
    ถ้าหากว่าศีลของเราบริสุทธิ์ ก็มีความเป็นพระโสดาบันได้
    ทีนี้ถ้าเรามีจิตเมตตากรุณาทั้ง ๒ ประการ
    แม้ไม่มีมุทิตา อุเบกขาก็ตาม ศีลของเราก็บริสุทธิ์แล้ว

    เพราะฉะนั้นขอบรรดาท่านทั้งหลาย ที่มีความหวังดีกับตัวของท่านเอง
    ความจริงความดีที่เราทำ เราทำเพื่อเรา เพื่อเรามีความสุข

    ฉะนั้น ขอทุกท่านหวังความเป็นพระโสดาบัน ขอทุกคนจงอย่าเว้นนึกถึงความตาย
    พิจารณาความดีเข้าไว้ ทรงพรหมวิหาร ๔ ให้ครบถ้วน
    เมื่อพรหมวิหาร ๔ ครบถ้วนเพียงใด ชื่อว่าท่านทั้งหลายทรงศีลบริสุทธิ์
    แถมจิตอีกนิดหนึ่งว่าเราขอไปพระนิพพานเป็นที่สุด
    ชีวิตนี้เป็นชีวิตสุดท้ายสำหรับเรา การเกิดเป็นมนุษย์ก็ดี เทวดาก็ดี พรหมก็ดี
    ไม่พึงเป็นที่ปรารถนาของเรา เราต้องการอย่างเดียวคือพระนิพพาน

    เอาละบรรดาท่านทั้งหลาย มองดูเวลาที่จะพูดกับท่านเห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว
    ต่อนี้ไปขอบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ตั้งกายให้ตรงดำรงจิตให้มั่น
    กำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออก และใช้อารมณ์พิจารณาหรือภาวนาก็ได้ตามอัธยาศัย
    และขอให้อยู่อิริยาบถตามสบาย จะนั่งก็ได้ จะนอนก็ได้ จะยืนก็ได้ จะเดินก็ได้
    ตามอัธยาศัยของท่าน จนกว่าว่าท่านเห็นว่าเวลานั้นเป็นเวลาที่ท่านเห็นว่าสมควร.

    ท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย และท่านพระโยคาวจรทั้งหลาย
    สำหรับเวลานี้ ท่านทั้งหลายได้พากันสมาทานพระกรรมฐานแล้ว
    ต่อนี้ไปก็เป็นโอกาสที่ท่านทั้งหลายจะได้รับการศึกษาในด้านการปฏิบัติพระกรรมฐาน
    สำหรับในระยะนี้เป็นระยะที่ท่านทั้งหลายศึกษาในด้านอานาปานุสสติกรรมฐาน

    ฉะนั้น ขอท่านทั้งหลายจงสนใจกับอานาปานุสสติกรรมฐานเป็นปรกติ
    สำหรับกรรมฐานกองนี้ผมจะพูดละเอียดกว่ากองอื่นๆ
    เพราะว่าเป็นแบบแผนที่มีความสำคัญ สำหรับกองต่อไปก็จะพูดโดยย่อ

    คำว่า สนใจกับอานาปานุสสติกรรมฐาน ก็หมายความว่า
    จะนั่งอยู่ก็ดี จะเดินอยู่ก็ดี จะยืนก็ดี จะนอนก็ดี
    เอาจิตไปสนใจกับลมหายใจเข้าหายใจออก เวลาหายใจเข้ารู้อยู่ว่าหายใจเข้า
    เวลาหายใจออกรู้อยู่ว่าหายใจออก เวลาหายใจเข้ายาวหรือสั้น
    หายใจออกยาวหรือสั้นก็รู้อยู่ อย่างนี้เป็นแบบหนึ่ง
    คือ แบบของ มหาสติปัฏฐานสูตร

    สำหรับในแบบกรรมฐาน ๔๐ เวลาหายใจเข้ามีความรู้สึกว่าลมกระทบจมูก
    กระทบหน้าอก กระทบศูนย์เหนือสะดือ
    เวลาหายใจออกลมกระทบศูนย์เหนือสะดือ กระทบหน้าอก
    กระทบจมูกหรือว่าริมฝีปาก ถ้าคนมีริมฝีปากเชิดจะมีความรู้สึกว่าลมกระทบริมฝีปาก
    ถ้าริมฝีปากงุ้ม จะมีความรู้สึกว่าลมกระทบจมูก
    ถ้ามีความรู้สึกสามฐานก็แสดงว่า การทรงอานาปานุสสติกรรมฐานของท่านเริ่มใช้ได้

    ผมใช้คำว่า เริ่มใช้ได้ เพราะว่ายังใช้ไม่ได้เต็มที่
    ถ้าจะใช้ให้ได้เต็มที่ ก็ต้องมีความรู้สึกว่าลมหายใจเบาลง
    แต่ก็อย่าไปผ่อนลมหายใจ ให้เกิดความรู้สึกเอง
    และก็ในที่สุดไม่มีความรู้สึกว่าหายใจ ถ้าไม่มีความรู้สึกว่าหายใจนี่เป็นอาการของฌานสี่

    ฉะนั้น อาการที่ท่านทั้งหลายพากันพยายามรู้ลมหายใจเข้าหายใจออกกันเป็นปรกติ
    ก็จะเป็นการห้ามจิตไม่ให้ไปยุ่งกับนิวรณ์ ๕ ประการ
    และก็จะเป็นการห้ามจิตและป้องกันจิตไม่ให้ไปยุ่งกับอารมณ์ที่เป็นอกุศลทั้งหมด
    หลังจากนั้นจิตของท่านก็จะประกอบไปด้วยปัญญา
    ต่อนี้ไปจิตก็ก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้เข้าถึงวิปัสสนาญาน

    ฉะนั้น ขอท่านพระโยคาวจรทุกท่าน จงอย่าทิ้งอารมณ์การรู้ลมหายใจเข้าหายใจออกเสีย
    ถึงแม้ว่าท่านจะทำกองอื่นก็ตาม ต้องขึ้นอานาปานุสสติก่อนเสมอ

    ความจริงเรื่องของพระโสดาบัน ผมก็คิดว่าจะหยุดตั้งแต่เมื่อคืนที่แล้ว
    แต่มาวันนี้มาคิดได้ว่า ความจริงเรื่องการเป็นพระโสดาบันนี่เป็นยาก
    ที่ว่าเป็นยากก็เพราะว่าจิตดวงเดิมของเรา มีการคบหาสมาคมกับอารมณ์ที่เป็นอกุศลอยู่เสมอ
    ฉะนั้น จึงขอย้ำอีกสักครั้งหนึ่ง หรือว่าย้ำอีกวาระหนึ่ง

    คือการย้ำนี่ ผมจะขอเอาความประพฤติและการแนะนำของลัทธิฝ่ายตรงกันข้ามมาใช้
    ความจริงเขาจะเป็นลัทธิอะไรก็ตาม ถ้าของเขาดี เราก็ควรนำมาใช้
    ลัทธิอันนี้ถึงจะเรียกว่าลัทธิอะไรไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่การประพฤติปฎิบัติ
    เขาแนะนำกันว่าอย่างนี้ เด็กๆ ในสมาคมนั้น เขาแนะนำว่า

    จงลืมพ่อ จงลืมแม่ จงลืมครูบาอาจารย์ ลืมพระมหากษัตริย์
    ลืมทุกอย่างเสีย เรามีความต้องการอย่างเดียวคือสังคมนิยม นี้เป็นอาการที่สอน

    โตขึ้นมาแล้ว เมื่อถือปืนเข้าต่อสู้หวังจะยึดพื้นที่ เขาก็แนะนำว่า

    จงติดเกาะติดประชาชน หมายความว่าประชาชนอยู่ที่ไหน เกาะติดที่นั่น
    ไม่ทำตนให้เป็นศัตรูกับประชาชน ทำตนให้เป็นมิตรกับประชาชน

    ประการที่สอง เกาะติดพื้นที่ พื้นที่ที่ใดที่เรารักษาอยู่
    พื้นที่นั้นเราจะไม่ยอมให้เป็นที่อยู่ของข้าศึก หมายความว่า
    จะไม่ยอมให้ฝ่ายตรงกันข้ามเข้ามายุ่งกับพื้นที่นั้นได้

    ประการที่สาม เกาะติดกองทัพ คือหมายความว่าคู่ต่อสู้ของเราอยู่ที่ไหน
    เราจะเกาะติดที่นั่น ไม่ยอมถอยเด็ดขาด

    แล้วต่อมาคติของเขาก็มีว่า มึงมากูมุด มึงหยุดกูแหย่ มึงแย่กูตี มึงหนีกูตาม
    อันนี้เป็นคติของเขา ถึงแม้ว่าจะเป็นคติการเมืองหรืออะไรก็ช่างเถอะ
    เรามีความต้องการอย่างเดียว นำนโยบายของเขามาใช้ในด้านธรรมะของเรา

    คำว่า ลืม อันนี้ผมจะพูดเฉพาะขั้นพระโสดาบัน
    อันดับแรก เราก็จงลืมความทรงชีวิตตลอดกาลตลอดสมัยเสีย
    นี่ความรู้สึกเดิมของเรามีอยู่ว่า เราเกิดมาแล้วเราจะไม่ตาย
    อารมณ์อย่างนี้เราลืมเสียให้หมด จงมีความรู้สึกใหม่ว่าความเกิดมีขึ้นมาได้
    ความแก่ความแปรปรวนมันก็มีได้เหมือนกัน ความป่วยไข้ไม่สบายมันก็มีได้
    ความตายมันก็มีได้ ฉะนั้นเราจะต้องตายแน่ อันนี้เราไม่ลืม

    เราลืมความรู้สึกที่คิดว่าจะไม่ตายเสีย
    หันเข้ามาหาความรู้สึกว่าเราจะต้องตายแน่

    แต่ก่อนที่เราจะตาย เราก็ต้องเกาะติด เกาะติดอะไร
    เกาะติดความดี ให้ทำความรู้สึกไว้เสมอว่าถ้าเราเป็นคนดี
    ถ้าตายจากคนเป็นผี เราก็เป็นผีดี ผีดีผีอะไร คือผีเทวดา
    ผีพรหมหรือผีพระนิพพาน เป็นอันว่าดินแดนที่เราจะไปอยู่เป็นดินแดนที่มีความสุขมาก
    ถ้าดีมากก็สุขมาก ดีปานกลางสุขปานกลาง ดีน้อยสุขน้อย

    ดีน้อยสุขน้อยหมายถึงว่าเกิดบนสวรรค์เป็นเทวดา
    ดีปานกลางหมายถึงว่า เกิดเป็นพรหมอยู่ชั้นพรหม
    ดีถึงที่สุดดีมากก็หมายถึงว่าตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหานไปพระนิพพาน
    นี่เราต้องเกาะติดความดี

    เมื่อเกาะติดความดีแล้ว ความดีที่เราจะพึงเกาะติด
    ตามที่ผมพูดมาแล้ว ก็คือ หนึ่ง เราไม่ลืมใช้ปัญญาวินิจฉัยคำสอน
    ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    พระพุทธเจ้านี่เราจะเชื่อโดยที่เราไม่ใช้ปัญญาพิจารณาไม่ได้
    พระพุทธเจ้าไม่ชอบ พระพุทธเจ้าทรงชอบคนที่ฟังแล้วนำไปคิดและก็ทดลองในการปฏิบัติ
    ในเมื่อทดลองมีผลแล้วจริงค่อยเชื่อท่าน

    ฉะนั้น อันดับแรกเราจะเชื่อพระพุทธเจ้า ก็ต้องอาศัยการพิจารณาเสียก่อน
    ว่าคำสอนขององค์สมเด็จพระชินวรมีผลจริงหรือไม่
    เมื่อแน่ใจว่าดีแน่ เราก็เชื่อพระพุทธเจ้าคือยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า
    ยอมรับพระธรรม ยอมรับนับถือพระอริยสงฆ์
    ที่พยายามร้อยกรองพระธรรมวินัยที่องค์สมเด็จพระจอมไตรทรงแนะนำไว้เพื่อให้เราศึกษากัน
    อันนี้ก็หมายความว่า เราเกาะติดพระพุทธเจ้า เราเกาะติดพระธรรม เราเกาะติดพระอริยสงฆ์

    คำว่า เกาะติดพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า
    สัพพปาปัสสะ อกรณัง ซึ่งแปลว่า เธอทั้งหลายจงอย่าทำความชั่วทั้งหมด
    ทั้งกาย วาจา และใจ เราเกาะติดคำนี้ เราไม่ทำความชั่วทุกอย่าง

    กุสลัสสูปสัมปทา พระพุทธองค์ทรงสอนว่า
    เมื่อเราไม่ทำความชั่วแล้ว ก็จงประพฤติแต่ความดี
    เราก็เกาะติดตัวนี้สร้างความดีให้เกิดขึ้นในทุกด้าน
    ที่พระองค์ทรงสั่งสอน ทั้งกาย วาจา และใจ

    สาม สจิตตปริโยทปนัง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่า
    เธอจงทำใจของเธอให้ผ่องใสจากกิเลส อันนี้เราก็ต้องเกาะติดสมถะและวิปัสสนา
    โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อสามเป็นด้านของวิปัสสนา
    ข้อสองเป็นด้านของศีลและสมาธิ
    ข้อหนึ่งเป็นด้านการทำจิตให้มีความรู้สึกว่าความชั่วเป็นโทษเป็นทุกข์เป็นภัย

    เอตัง พุทธานะสาสนัง พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า
    พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ตรัสเหมือนกันอย่างนี้หมด

    คำสอนอย่างนี้ที่เราจะรู้ได้ก็เพราะอาศัยพระสงฆ์เป็นผู้นำมา
    พระสงฆ์รับคำสอนจากพระพุทธเจ้าแล้วจำมา
    แล้วก็นำมาสอนพวกเรา ท่านประพฤติปฏิบัติได้แล้ว

    ฉะนั้นเราจึงเกาะติด ลืมความชั่วเสียทั้งหมด
    ขึ้นชื่อว่าความชั่วในอดีต ที่มีมาแล้วทั้งหมด เราลืมมันเสีย
    คือว่าเราไม่หันไปประพฤติความชั่วใดๆ ทั้งหมด ทั้งกาย วาจาและใจ
    เราเข้ามาเกาะติดความดี คือ คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    และก็ดูจริยาของพระพุทธเจ้าที่ทรงปฏิบัติมาอย่างไร
    เราเกาะติดจริยาแบบนั้น เป็นอันว่าเราเกาะติด
    แล้วก็ดูพระสงฆ์ทั้งหลายที่เป็นพระอรหันต์ตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหานได้
    เพราะทรงปฏิบัติอย่างไร เราก็เกาะติดจริยาอย่างนั้น อันนี้เป็นการเกาะติด

    ต่อมาเราก็เกาะติดอีก เกาะติดอะไร คือ เกาะติดศีล
    ศีลพระมีเท่าไหร่ ๒๒๗ ศีลเณรมี ๑๐ ศีลฆราวาสเอา ๕ เป็นสำคัญ
    จะปฏิบัติศีล ๘ ก็ได้ แต่ว่าศีล ๕ ต้องถือว่าเป็นสำคัญ
    เพราะว่าพระโสดาบันกับพระสกิทาคามี ฆราวาสเขาทรงแค่ศีล ๕ เท่านั้น
    สำหรับพระเณรต้องถือว่าศีล ๒๒๗ หรือศีล ๑๐ เป็นศีลปรกติที่เราจะต้องปฏิบัติ
    จะไปปฏิบัติศีล ๕ ไม่ได้ ฉะนั้นก็จงระวังว่า ถ้าเราบกพร่องในศีล ๕
    ก็หมายถึงว่าศีล ๑๐ หรือศีล ๒๒๗ ไม่มีสำหรับเรา
    เราเป็นผู้ไม่คู่ควรกับผ้ากาสาวพัตร์ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุมัติให้กับเรา

    ฉะนั้น เมื่อเราจะเกาะติดศีล เราจะเกาะติดศีล เราก็ต้องลืม
    ลืมอะไร อันนี้คุณฟังไว้แล้วก็จำไว้นะ ให้มันเป็นนิทัสนะประจำใจของเรา
    เราฟังคำสอนกันมากกว่าที่อื่นทั้งหมด แต่ทว่าถ้าจิตใจของท่านไม่สามารถจะลดความชั่ว
    ทรงความเป็นพระโสดาบันได้ ผมจะเสียดายเวลาที่ผมแนะนำอย่างยิ่ง
    คำว่าลืมทั้งหมด เราลืมอะไร

    เราลืมความโหดร้าย คืออารมณ์จิตที่ขาดความเมตตาปรานีเนี่ย ลืมมันเสีย
    เรามีแต่อารมณ์จิตที่ประกอบไปด้วยความเมตตาปรานีเป็นสำคัญ
    เป็นอันว่า เราลืมความโหดร้าย เราก็เกาะติดความเมตตาปรานี
    อย่าลืมนะครับ อันนี้เป็น ศีลข้อที่ ๑

    ศีลข้อที่ ๒ ลืมมือไว หมายถึงว่า การฉกชิงวิ่งราว
    การลักการขโมย การยื้อแย่งทรัพย์สินของเขา มือไวหรือใจไว
    ถ้าใจมันช้ามือมันก็ช้า ถ้าใจไวมือมันก็ไว ให้มันไวด้วยกัน
    เราลืมความมือไวในด้านความเลวเสีย ลืมใจไวในด้านความเลวเสีย
    ถ้าใจเราไม่ยุ่งกับความเลว มือหรือวาจามันก็ไม่เลวเหมือนกัน

    นี้การที่จะคิดลักคิดขโมย คิดยื้อแย่งคิดคดโกงทรัพย์สินของบุคคลอื่น เราลืมมันเสีย
    เรามีอารมณ์ตรงกันข้ามคือแทนที่เราจะมีความรู้สึกอย่างนั้น
    เราสร้างความรู้สึกเสียใหม่ คือ เกาะติดทานการให้
    อย่าลืมนะขอรับ ทีนี้เราลืม ลืมลัก ลืมขโมย ลืมทุจริต
    แต่ว่าเราเกาะติดผลของทานการให้ หวังในการสงเคราะห์เป็นสำคัญ

    อันนี้ทำอารมณ์ของเราให้เกาะติดตัวนี้ไว้ เรามีจิตเมตตา กรุณา
    สงสารคนทั้งหลายและสัตว์ทั้งหลาย สงสารเขาเหมือนกับสงสารตัวเรา
    อันนี้เราใช้อารมณ์เกาะติดคือแทนที่เราจะแย่ง จะลักขโมยเขา
    เรากลับเป็นผู้ให้ ตั้งใจคิดว่าจะให้ไว้เสมอ และก็เต็มใจในการให้ถ้าเรามี
    ถ้าเราไม่มีวัตถุเป็นที่ให้ เราก็ให้แรงงานช่วยแรงงาน
    ถ้าแรงงานเราไม่มีจะให้เราก็ให้ปัญญา ช่วยในการแนะนำ

    เป็นอันว่าเรากลับใจจากอารมณ์อยากจะได้ของเขากลายเป็นผู้ให้
    เราลืมคิดลัก คิดขโมย แต่เราเกาะติดในการให้ มันก็เป็นการทำลาย
    ป้องกันความชั่วในด้านของศีล ที่จะละเมิดศีลเสียได้ในข้อที่สอง

    ข้อที่สาม เราลืมความเป็นคนใจเร็ว คำว่าใจเร็วในที่นี้คือใจลืมคิด
    เห็นลูกเขา เห็นเมียเขา คนในปกครองของเขา
    เรามีความต้องการจะสมสู่อยู่ร่วมกันในฐานะสามีภรรยา
    โดยที่ไม่ได้รับอนุญาตจากท่านผู้ปกครองหรือเจ้าของของเขา
    นี่เป็นความชั่วที่เราจะต้องลืม เราลืมมันเสีย อารมณ์อย่างนี้อย่าให้มีในจิตของเรา

    เราก็เกาะติดอารมณ์สันโดษ พอใจแต่เฉพาะคู่ตัวผัวเมียของเราเท่านั้น
    ไม่ปรารถนาจะไปล่วงเกินยื้อแย่งบุตรธิดาสามี
    ข้าทาสหญิงชายคนในปกครองของบุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง

    คำว่ากาเมนี่ไม่ใช่เฉพาะผัวเขาเมียเขา ลูกเขาหลานเขาเหลนเขา
    คนใช้เขา คนในปกครองของเขา ถ้าเขายังมีผู้ปกครองอยู่ เราไม่ได้รับอนุมัติ
    ไปร่วมรักถึงแม้ว่าจะมีความพอใจในระหว่างซึ่งกันและกัน
    ก็จัดว่าเป็นโทษของกาเม นี่อาการประพฤติปฏิบัติข้อนี้ต้องละเอียดนิดหนึ่ง

    อันนี้เราก็เกาะติดสันโดษ ถ้าเราเป็นคนโสด
    ก็พอใจในความเป็นโสดเกาะติดความเป็นโสด
    ต้องการจะแต่งงานก็มีความยินดีเกาะติดเฉพาะภรรยาหรือสามีของเราเท่านั้น
    บุคคลอื่นใดเราไม่ต้องการ

    สำหรับ ศีลข้อที่สี่ เราจะต้องลืมวาจาสี่สถาน ไม่มีในอารมณ์จิตของเรา

    หนึ่ง พูดไม่จริง
    สอง พูดหยาบ
    สาม พูดยุแยงตะแคงแส่ให้เขาแตกร้าวซึ่งกันและกัน แตกความสามัคคี
    สี่ พูดวาจาสำราก เป็นที่สะเทือนใจของบุคคลผู้อื่นคือไร้ประโยชน์

    อาการสี่อย่างนี้ เราต้องลืมมันเสีย ไม่พีงประสงค์จะนำมาใช้
    มันจะมีประโยชน์เพียงใดก็ตามที ก็ถือว่ามันไม่ใช่ความปรารถนาของเรา
    เรามีความต้องการอย่างเดียว คือ เกาะติดสัจจธรรม
    เกาะติดความจริง จะพูดอะไรก็ตาม จะพูดตรงต่อความเป็นจริงเสมอ
    แต่การพูดจริงต้องมีความฉลาด ฉลาดในการพูดจริง หมายความว่า
    ต้องดูกาลดูสมัย ถ้าบางระยะถ้าพูดจริงไปมันจะเป็นโทษ
    เราก็ต้องหลบไปเสียนิดหน่อย แต่ไม่ถึงกับทำลายประโยชน์ของเขา

    เราจะต้องลืมคำหยาบที่เราเคยใช้ จะมีวาจาแต่เฉพาะวาจาอ่อนหวานเป็นที่ชื่นใจ
    เราจะต้องลืมวาจาที่เราจะทำให้บุคคลอื่นเขาแตกแยกซึ่งกันและกัน
    คือยุให้รำตำให้รั่ว ยุแยงตะแคงแส่ อันนี้ลืมมันเสีย ใช้แต่วาจาที่สร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้น

    และเราจะต้องลืมที่มีความรู้สึกว่าน้ำเมาเป็นของดี
    คำว่าน้ำเมาเป็นของดีมีประโยชน์เพื่อสังคม เราลืมมันเสีย
    เกาะติดคิดแต่ว่าน้ำเมาเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
    สุราเมระยะมัชชะปมาทัฏฐานาเวรมณี สุราและเมรัยก็ดี
    ดื่มเข้าไปแล้วมันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ทำคนให้เสียคน ทำจริยาให้เสียจริยา

    คิดว่าคนใดที่มีความประมาทอยู่ สมเด็จพระบรมครูท่านกล่าวว่า
    เป็นคนที่ก้าวเข้าไปหาความตาย ถ้าเราไม่ตายจากชีวิต เราก็ตายจากความดี
    โดยเฉพาะอย่างยิ่งชีวิตเรามักจะรักน้อยกว่ารักความดี
    ฉะนั้น เราก็ต้องเกาะติดอารมณ์อย่างนี้ คือ
    เกาะติดอารมณ์ที่เราคิดว่าจะไม่ดื่มสุราและเมรัย และเราก็ไม่ติดมันด้วย

    เป็นอันว่าจริยาทั้งหมดนี้ เป็นจริยาที่คู่ควรแก่พระโสดาบัน

    นอกจากนั้นเราก็ต้องมีอารมณ์เกาะติด นั่นคือ เกาะติดพระนิพพานเป็นอารมณ์
    เราทำทุกสิ่งทุกอย่างไม่หวังผลตอบแทนในชาติปัจจุบัน
    เราเกื้อกูลใครพูดดีกับใครสงเคราะห์ใคร เขาจะมีความกตัญญูรู้คุณในเราหรือไม่ ไม่สำคัญ
    เราคิดเสียว่าเราทำทุกอย่าง เพื่อการเข้าถึงพระนิพพาน
    นี่เป็นสิ่งที่เราต้องการ เป็นอันว่าจิตเราเกาะติดพระนิพพานเป็นอารมณ์
    เมื่อเราลืมความชั่วเกาะติดความดีอย่างนี้

    ความจริงอารมณ์เกาะติดนี่ อารมณ์ลืมก็ดี อารมณ์เกาะติดก็ดี
    มันต้องมีกับนักปฏิบัติทุกท่าน อย่าไปคบค้าสมาคมกับอารมณ์ของความชั่ว
    ถ้าอย่างเกาะติดจริงๆ น่ะท่านทั้งหลาย ไม่เกินหนึ่งเดือน เราได้แน่

    ทีนี้เราก็หันไปมองดู ภาษิตของเขามีว่า
    มึงมากูมุด มึงหยุดกูแหย่ มีงแย่กูตี มึงหนีกูตาม
    ใช่หรือไม่ใช่ คงจะใช่นะ ผมก็จำไม่ได้นัก

    มึงมากูมุด หมายความว่า อารมณ์แห่งความชั่วต่างๆ ที่มันจะเข้ามาถึงใจ
    สมมติว่าสักครั้งหนึ่งเราลืมตัวลืมตน คิดว่าเราจะไม่ตาย
    คิดว่าเราเป็นคนดี คิดว่าเราไม่ชั่ว ถ้าอารมณ์อย่างนี้มันเกิดขึ้นกับใจเรา
    จงนึกว่านี่ศัตรูร้ายมาแล้ว ศัตรูร้ายที่ทำลายความดีมาแล้ว เมื่อมันมาเรามุดเสีย มุดไปตรงไหน

    มันคิดว่าร่างกายเราจะไม่ตายเกิดขึ้น มันมีอารมณ์เกิดขึ้นอย่างนี้
    เราก็มุดเข้าไปหามรณานุสสติกรรมฐาน คิดว่าลมปราณของเราที่ทรงอยู่นี่
    เราหายใจเข้าแล้วเราไม่หายใจออกแล้วมันก็ตาย
    หายใจออกแล้วไม่หายใจเข้ามันก็ตาย เราจะไปเชื่อมันทำไมกับอารมณ์เลวๆ แบบนั้น
    เรามุดเสีย แทนที่จะยอมรับนับถือว่าเราจะไม่ตาย เราไม่ยอมคิด
    คิดว่าวันนี้แหละเราอาจจะต้องตาย
    ความตายจะมีกับเราขึ้นได้ในที่ทุกสถานทุกกาลเวลา ไม่ใช่ไปรอวันรอคืน

    ท่านกล่าวว่ามึงมากูมุด อีตอนมึงหยุดกูแหย่ พอ มึงหยุดกูแหย่
    หมายความว่า อารมณ์ที่มีความทะนงตนไม่เกิดขี้น
    อารมณ์ที่คิดประทุษร้าย ความโหดร้าย มือไวใจเร็วพูดปดหมดสติไม่เกิดขึ้น
    อารมณ์ทรงความดีทั้งศีลทั้งธรรม ทั้งมรณานุสสติกรรมฐานก็ทรงตัว
    การยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ก็มั่นคง
    ศีลก็มั่นคง อารมณ์เกาะพระนิพพานก็มั่นคง นี้เรียกว่ามันหยุด

    กิเลสศัตรูคือศัตรูหยุด เราก็แหย่ แหย่ตรงไหน แหย่โจมตีมันเข้าไป
    กวนมันเข้าไปอย่าให้มันเกิดขึ้น พยายามเจริญมรณานุสสติกรรมฐาน
    โดยใช้ลมหายใจเป็นลมปราณเป็นที่กำหนด พยายามควบคุมอารมณ์ศีลให้ทรงตัว
    พยายามควบคุมอารมณ์ยอมรับนับถือด้วยปัญญาในพระพุทธเจ้า
    ในพระธรรม พระสงฆ์ พยายามยึดพระนิพพานเป็นอารมณ์

    รวมความแล้ว เราใช้มรณานุสสติกรรมฐาน
    กับพุทธานุสสติ ธรรมานุสสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติ อุปสมานุสสติกรรมฐาน
    พร้อมกันไปในคราวเดียวกัน
    พยายามทำจิตให้มันทรงตัวอย่างยิ่งเพื่อความเป็นพระโสดาบัน

    ที่นี้ มึงแย่กูตี เมื่อเราทรงตัวได้ดีแล้วอย่างนี้
    มึงแย่กูตี หมายความว่า จับสักกายทิฎฐิในวิปัสสนาญาณขึ้นมาใช้
    พิจารณาว่าร่างกายนี้มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่ใช่ของมัน มันไม่ใช่ของเรา
    มันเป็นเพียงธาตุสี่มาประชุมกันชั่วคราว เมื่อมันสลายตัวเราจะต้องไป
    แต่การไปของเราจะไม่ไปเพื่อความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ในภพใดๆ อีก เราจะเป็นผู้สิ้นชาติ สิ้นภพ

    ตีโลภะความโลภให้พินาศไป ตีราคะความกำหนัดยินดีในกามารมณ์ให้พินาศไป
    ตีโทสะให้พินาศไป ตีโมหะให้พินาศไป การโจมตีแบบนี้เพราะว่าเข้าถึงพระโสดาบัน
    ให้จิตทรงตัว ตีอันดับสำคัญให้ถึงอรหันต์เลย ไม่ต้องไปตีพระสกิทาคา อนาคา ตีให้มันจบจุด

    มึงแย่กูตี ที่นี้มันก็หนี มันหนีเราตาม
    หมายความว่า เราจะทรงอานาปานุสสติกรรมฐานให้เป็นฌานไว้ในปรกติ
    แล้วใช้สักกายทิฎฐิในวิปัสสนาญาณเข้าประหัตประหาร
    โดยจับสังโยชน์ ๑๐ ประการเป็นเครื่องวัดอารมณ์ใจ
    ว่าเวลานี้สังโยชน์ตัวใดบ้างที่ยังขวางใจของเราอยู่

    เอาละบรรดาสาวกของสมเด็จพระบรมครู เท่าที่พูดมานี้มองดูเวลามันก็หมด
    ผมคิดว่าการที่เอาจุดซอยๆ ความจริงน่าจะซอยมากกว่านี้ แต่เวลาไม่พอ
    มาซอยกันเรื่องพระโสดาบัน คิดว่าคงไม่เกินวิสัยของท่านที่จะพึงทำได้
    โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านทั้งหลายหมั่นฝึกฝนในด้านของมโนมยิทธิเป็นของดี
    คือการฝึกกำลังจิตให้มั่นคง

    เอาละต่อแต่นี้ไปขอบรรดาท่านอุบาสก อุบาสิกา
    บรรดาพระสงฆ์ภิกษุสามเณรทั้งหลาย ตั้งกายให้ตรงดำรงจิตให้มั่น
    กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย
    จนกว่าที่ท่านทั้งหลายจะเห็นว่าเวลานั้นเป็นการอันสมควร

    ที่มาแสดงกระทู้ - อารมณ์พระโสดาบัน (๒) : หลวงพ่อฤาษีลิงดำ • ลานธรรมจักร
     
  2. DuchessFidgette

    DuchessFidgette เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ตุลาคม 2012
    โพสต์:
    2,607
    ค่าพลัง:
    +9,302
    เป็นคนขี้เกียจอ่านธรรมะยาวๆหลายบรรทัด ฟังเอาดีกว่า

    [ame=http://www.youtube.com/watch?v=tUfJbWV4AQ0]อารมณ์พระโสดาบัน หลวงพ่อฤาษีลิงดำ - YouTube[/ame]
     

แชร์หน้านี้

Loading...