อิทธิฤทธิ์มนต์ดำ ผ่าจ้านคน มนต์ดำตัดสวาท ทางล้านนา

ในห้อง 'เรื่องผี' ตั้งกระทู้โดย ✪•ศิษย์ตถาคต•✪, 10 มีนาคม 2018.

  1. ✪•ศิษย์ตถาคต•✪

    ✪•ศิษย์ตถาคต•✪ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กรกฎาคม 2017
    โพสต์:
    532
    กระทู้เรื่องเด่น:
    477
    ค่าพลัง:
    +2,804
    a-2.jpg


    อิทธิฤทธิ์ของมนต์ดำที่คนเมืองเรียกว่า “ผ่าจ้าน” ผ่านพิธีกรรมและเครื่องรางหลายประเภท ทั้งตะกรุดยันต์ เทียนขี้ผึ้ง หรือหุ่นปั้น มีอำนาจลึกลับถึงขั้นทำให้ชาย – หญิงที่เคยรักใคร่ ต้องพรากจากกันได้จริงหรือ ??

    a-2.jpg

    อะไรคือ “ผ่าจ้าน” ? สังคมล้านนายุคใหม่อาจจะหลงลืมคำนี้ไปนานแล้ว หลายคนไม่รู้จัก แต่ก็ยังพอมีบางคนที่เข้าใจว่า “ผ่าจ้าน” คือมนต์ดำที่ใครก็ตามที่กระทำเข้าไปแล้วจะมีแต่การจากพรากเบาะแว้ง และเต็มไปด้วยทุกข์ !!

    ********

    ขนบธรรมเนียมเรื่องคุณไสยในล้านนามีปรากฎเป็นหลักฐานไว้หลายกรณีแต่ที่เล่าขานกันมาสืบต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันเห็นจะไม่มีตำนานไหนร่ำลือเด่นชัดเท่ากรณีของพระนางจามเทวี ใช้ชายผ้าถุงพันรอบหมวกให้ขุนหลวงวิลังคะใส่ และใช้เหล้าใส่กระบอกลอดหว่างขาเพื่อข่มคาถาอาคม ทำให้ไม่สามารถพุ่งหอกไปถึงนครลำพูนได้

    หรือในตำนานสิบห้าราชวงศืตอนพระยาร่วมจำแลงกายหลบหนีการจับกุมและตอนพระเจ้าติโลกราชสามารถจับตัวหมอไสยศาสตร์ที่เข้ามาทำพิธีได้ ไปจนถึงยันต์เทียนของกษัตริย์เชียงใหม่ที่ปรากฎอยู่ในสมัยพระเมืองแก้ว ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ.2503 – 2064 โดยการสู้รบกับพม่า นอกจากจะใช้กำลังทหารแล้วยังใช้พลังไสยศาสตร์ ทำให้ไม่เสียเมืองแก่พม่าอีกด้วย

    ไพฑูรย์ พรมวิจิตร จากสถาบันวิจัยสังคม ม.ช. ศึกษาเรื่องยันต์ล้านนาระบุว่า ไสยศาสตร์ คือศาสตร์ที่ว่าด้วยการใช้พลังลึกลับให้เกิดประโยชน์แก่คน ทั้งทางสร้างสรรค์และทำลาย เป็นศาสตร์ว่าด้วยพลังของเวทย์มนต์และคาถาอาคม ตลอดถึงเครื่องรางของขลัง คนไทยน่าจะได้ศาสตร์นี้มาจากอาถรรพเวทของอินเดียและพุทธศาสนาแบบตันตระในยุคหลัง

    ไสยศาสตร์มีทั้งขาวและดำ มีการกระทำทั้งสร้างสรรค์และทำลาย มักกระทำเลียนแบบของจริง โดยอาศัยหลักการเปรียบเทียบความคิด เช่น เมื่อชายต้องการให้หญิงรักตน อาจไปว่าจ้างหมอไสยศาสตร์ให้นำดินเหนียวมาปั้นหญิงและชายหันหน้าเข้าหากันและมัดติดกัน เสกคาถาแล้วนำไปฝังไว้ใต้บันไดบ้านหญิงสาว และเชื่อว่าหญิงจะรักชายทันที หรือในทางตรงกันข้าม ต้องการกระทำสิ่งร้ายต่อบุคคลใด ก็ทำหุ่นและสาบแช่งเข็มแทง ตัดคอ เผาไฟให้บุคคลนั้นตายในสามวันเจ็ดวันเป็นต้น

    นอกจากการใช้คาถาอาคมเพื่อข่มหรือทำลายแล้ว ในล้านนายังมีความเชื่อและพิธีกรรมปรากฏออกมาในรูปการใช้ยันต์เทียนตะกรุดและผ้ายันต์ที่หลากหลาย รวมทั้งยันต์และพิธีผ่าจ้านด้วย

    ศัพท์ “ผ่าจ้าน” ออกสู่สาธารณะผ่านภาพความทรมานในการพรากลูกช้างออกจากอกแม่ แต่คำว่า“ผ่าจ้าน” อันหมายถึงการทำให้แยกออกจากกันนั้น มิได้จำกัดเพียงเฉพาะช้างหรือสัตว์นั้น กับ “คน”ก็มีพิธีกรรมนี้ และไม่ได้ตีกรอบเฉพาะการพรากลูกออกจากแม่ ตรงกันข้าม การผ่าจ้านคน กลับมีข้อห้ามในเรื่องของการแยกแม่จากลูก แยกพี่จากน้องเสียด้วยซ้ำ หรือแม้แต่กับผัว–เมีย พิธีกรรมอันผสานกลมกลืนอย่างแยกไม่ออกกับวิถีพุทธ ยังมีคุณธรรมกำกับมิให้กระทำการผ่าจ้านความสัมพันธ์ทางสายเลือดและครอบครัวมิเช่นนั้นจะเป็นบาปหลวง

    พระชื่อดังรูปหนึ่งในวัดกลางเมืองเชียงใหม่เล่าว่า การผ่าจ้านยังคงมีอยู่ในสังคมอยู่บ้าง เป็นพิธีกรรมที่เหมือนจะเป็นการปลดทุกข์ทางใจให้กับหญิงที่สามีนอกใจไปมีเมียใหม่ หากคนเป็นเมียหลวงมาขอให้หมอผ่าจ้านทำพิธีแยกผัวออกจากเมียน้อยกลับมาอยู่กับครอบครัวเดิม อาจมีเหตุผลเพียงพอต่อการประกอบพิธี แต่หากเมียน้อยมาขอให้แยกผัวออกจากเมียเก่า หมอที่มีคุณธรรมมักจะปฏิเสธ

    แต่ทุกกติกาย่อมมีผู้แหกกฎ บางทีอามิสสินจ้างก็สามารถลบล้างคุณธรรมได้ ผ่าจ้านจึงกลายเป็นมนต์ดำที่เมียน้อยอาจใช้เป็นที่พึ่งเพื่อแย่งชิงของรักของผู้อื่นมาเป็นของตัว หรือพี่น้องต้องการแยกจากกันเพราะแคลงใจเรื่องมรดก ซึ่งถือเป็นการทำบาปใหญ่บาปหลวงถึงขั้นหมอผ่าจ้านจะต้องมีพิธีอีกพิธีหนึ่งขึ้นมาให้ผู้ว่าจ้างรับผลบาปของการกระทำนั้นตกอยู่แต่ที่ตัวเอง มิใช่ที่หมอและก่อนจะประกอบพิธีจะต้องมีการตรวจดูดวงชะตาของบุคคล ๆ นั้นด้วย หากเป็นผู้มีดวงแข็ง ทำผ่าจ้านไม่สำเร็จ มนต์ดำนั้นจะกลับมาถึงตัวผู้ว่าจ้าง ให้กลายเป็นคนบ้าใบ้เสียสติไปถึงขั้นนั้น

    สนั่น ธรรมมิ นักล้านนาคดีแห่งเมืองเชียงใหม่ เล่าถึงวิธีทำผ่าจ้านคนของล้านนาว่า มีลักษณะของการทำยันต์เทียนลงอักขระเขียนยันต์เป็นรูปหุ่นหญิงและชายเขียนชื่อและวันเดือนปีเกิดของแต่ละคนไว้โดยเขียนชื่อหญิงไว้ที่หุ่นหญิง ชื่อชายไว้ที่หุ่นชาย บางหมอให้นำเศษเล็บ เศษผม หรือเศษเสื้อผ้าของคน ๆ นั้นมาใส่ไว้ด้วย บริกรรมคาถาแล้ว นำหุ่นทั้งสองหันหลังชนกัน เสกคาถากำกับ ตัดแยกเอาเศษผู้ชายไปคลึงเป็นไส้เทียนของหญิง และนำเทียนไปจุดที่ปากแม่น้ำที่แยกจากกัน คนละฟากแม่น้ำหรือจุดที่สองแพร่ง เพื่อให้คนทั้งสองเดินไปคนละทางโดยเชื่อกันว่าจะต้องจุดตอนกลางคืน ที่ขวัญของคนอ่อน พิธีกรรมจึงจะสัมฤทธิ์ผล

    อีกวิธีหนึ่งคือวิธีตัดกระดาษ เช่น มีหญิงมาขอให้หมอผ่าจ้านประกอบพิธี แยกสามีของตนออกจากเมียน้อย หมอก็จะเขียนชื่อและวันเดือนปีเกิดของคนทั้งสองในกระดาษคนละฟาก และหมอถือส่วนที่เป็นชื่อของฝ่ายชายไว้ แล้วตัดกระดาษให้ขาดโดยให้ชื่อฝ่ายหญิงหล่นลงไป จากนั้นก็มอบกระดาษที่เป็นชื่อฝ่ายชายคืนให้แก่ภรรยานำไปไว้ใต้หมอน ส่วนชื่อของภรรยาน้อยที่หล่นลงไป หมอผ่าจ้านก็จะขยำ ๆและเผาไฟเสีย

    บางตำราก็ใช้วิธีผ่าจ้านด้วยผลไม้ที่สามารถตัดให้ขาดจากกันเป็น 2 ซีก ได้ เช่น มะนาว ส้ม ด้วยวิธีเขียนชื่อชายหญิงคนละฟากและบริกรรมคาถาตัดทั้งสองให้จากกันและบางตำราใช้ปู 2 ตัว โดยเขียนชื่อชายหญิงหลังกระดองปูแต่ละตัว นำด้วยสายสิญจ์มาผูกปูติดกัน ว่าคาถาเสร็จก็ตัดสายสิญจ์ให้ปูทั้งสองแยกจากกันไม่กลับมาหากันอีกเลย

    เป็นที่สังเกตว่า พิธีกรรมผ่าจ้านไม่ว่าจะทั้งช้างหรือคน มีลักษณะการกระทำเลียนแบบของจริงที่อาศัยหลักการเปรียบเทียบความคิด มีการผ่าการแยกออกจากหนึ่งเป็นสองที่สร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ให้ประกอบพิธีรับรู้ถึงผลของการแบ่ง การแยกให้เห็นกับตา ส่วนผลที่ปรากฏจริงสืบเนื่องจากพิธีกรรมเสร็จสิ้นลงไปแล้ว ชายกลับมาหาหญิงเดิมหรือแยกจากอีกฝ่ายหนึ่งแท้จริงอย่างไร เมื่อใดและจริงหรือไม่นั้น เราคงมิอาจนำมายืนยันหรือสรุปได้ ณ ที่นี้

    การนำเสนอพิธีกรรมผ่าจ้านคนครั้งนี้ เป็นเพียงการฉายปรากฎการณ์หนึ่งที่ยังมีอยู่ในความเชื่อของสังคมล้านนา ซึ่งได้คลี่คลายลงไปมาก แต่ก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าลบหายไปจากระบบ เพราะทุกวันนี้ คนที่เชื่อและประกอบพิธีกรรมผ่าจ้านคน ยังคงมีอยู่ในบางซอกมุมของล้านนา และพร้อมจะออกมาทำหน้าให้ สำหรับผู้ที่ต้องการที่พึ่งทางใจและเรียกร้องหาของรักของตนคืนมา…

    *** เป็นความเชื่อของชาวล้านนา โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน**

    ที่มา https://www.longdoosee.com/tumnan/555

    -------------------------
    ขอบคุณที่มา
    https://www.reunglaochaosiam.com/อิทธิฤทธิ์มนต์ดำ-ผ่าจ้า/
     
  2. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    6,938
    ค่าพลัง:
    +29,986
    ในมุมวิชาการถือว่าการใช้พลัง
    เป็นไสยศาสตร์หมด แม้ว่าจะสร้างสรรค์
    หรือไม่สร้างสรรค์

    แต่พุทธฯบางส่วนแยกจากการใช้งาน
    ออกเป็นดำและขาว

    ในสังคมพวกที่ดึงความคิดเชิงบวกมาใช้
    ซึ่งความคิดก็เป็นพลังงานอย่างหนึ่ง
    ถามว่าเป็นไสยาศาสตร์ไหม(ตั้งข้อสังเกตุ)

    และถ้าพลังงานหนุนเพื่อส่งเสริม
    ให้จิตบริสุทธิ์หละ เป็นพุทธไหม
    เพราะกำลังสมาธิก็เป็นพลังงานอย่างหนึ่ง
    ดังนั้นควรมองที่การนำไปใช้งาน
    ไม่ควรมองในเรื่องของการใช้พลังงาน
    น่าจะคลอบคลุมกว่าไหม(ข้อสังเกต)

    ปล เจไดไม่ใช้พลังงานเพื่อตัวเองแต่ใช้
    เพื่อคนอื่นและยอมรับกฏของธรรมชาติ

    พวกธิส มีพลังงานมากพอที่จะชุบชีวิตผู้อื่นได้
    แต่ทำเพื่อยกตัวเอง

    จะมองมุมไหน (การใช้พลังงานได้หรือ
    การนำไปใช้ทำอะไร)ให้พิจารณาด้วยตนเองครับ(^_^)


     

แชร์หน้านี้

Loading...