อึ้ง มะกันตั้ง"ศาลเจ้า"ในเมือง ผู้คนแห่กราบไหว้-สุดศักดิ์สิทธิ์ ฉุดอาชญากรรมลด 80%

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย nondanun, 19 กันยายน 2014.

  1. nondanun

    nondanun เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    5,980
    กระทู้เรื่องเด่น:
    8
    ค่าพลัง:
    +32,570
    [​IMG]

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุฮือฮา หลังชาวเมือง "อีสต์เลค" ในรัฐโอ๊คแลนด์ ของสหรัฐได้ตั้ง "ศาลเจ้า" ในพื้นที่ของเมืองนี้ ซึ่งปรากฎว่าเกิดเหตุน่าทึ่งเมื่อพบว่าพื้นที่ดังกล่าวมีสถิติการก่ออาชญากรรมลดลงถึง 82 เปอร์เซ็นต์

    รายงานระบุว่า ศาลเจ้าขนาด 2 ฟุต นี้ถูกตั้งโดยนายแดน สตีเวนสัน ซึ่งไม่ได้เป็นชาวพุทธ โดยเจ้าตัวซื้อมาจากร้านอุปกรณ์ขายวัสดุหนักและเครื่องเหล็ก และนำมาวางไว้ยังพื้นที่ถนนที่ 11 ของเมืองอีสต์แลนด์ ขณะที่รายงานระบุว่า ภายหลังการวางศาลฯดังกล่าว ปรากฎว่าได้เกิดเรื่องดี ๆ อย่างน่าประหลาดหลายอย่าง เช่น ผู้คนเลิกทิ้งขยะอย่างไม่เป็นที่ พวกมือบอนเลิกพ่นสีสร้างศิลปะสกปรกบนกำแพง ขณะที่การค้ายาเสพติดก็ลดลง หรือแม้แต่โสเภณี ก็ย้ายไปหากินในที่อื่นด้วย ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังสำนักงานตำรวจประจำเมืองนี้ โดยเจ้าหน้าที่บอกว่า สถิติอาชญากรรมของเมืองนี้ได้ลดลงถึง 82 เปอร์เซนต์

    ด้านชาวบ้านท้องถิ่นบอกว่า ผู้คนทุกประเภทจากทั่วสารทิศ ต่างเดินทางมากราบไหว้ศาลพระภูมินี้ โดยนับตั้งแต่ปี 2012 ผู้คนได้นำสิ่งของมากราบไหว้บนฐานของศาลพระภูมิ รวมทั้งผู้หญิงซึ่งแต่งตัวในชุดพิธีทางศาสนา ต่างมารวมตัว เพื่อทำพิธีกราบไหว้ยังศาลพระภูมินี้ด้วย

    นอกจากนี้ มีรายงานด้วยว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สถิติการจี้ปล้นได้ลดลงจาก 14 ครั้งเหลือ 9ครั้ง การทำร้ายร่างกายลดจาก 5 ครั้งเหลือศูนย์ การย่องเบาลดลง 8 ครั้งเหลือ 4 ครั้ง และการค้ายาเสพติด ลดจาก 3 เหลือศูนย์ และการค้าประเวณีลดลงจาก 3 เหลือศูนย์ นอกจากนี้ ชาวบ้านยังเล่า ศาลพระภูมิแห่งนี้ยัง"ปฎิเสธ"ความพยายามที่จะย้ายศาลนี้ออกไปจากพื้นที่ตั้งด้วย



    ที่มา อึ้ง มะกันตั้ง"ศาลเจ้า"ในเมือง ผู้คนแห่กราบไหว้-สุดศักดิ์สิทธิ์ ฉุดอาชญากรรมลด 80% (ชมคลิป) :
     
  2. alkuwaiti

    alkuwaiti เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2013
    โพสต์:
    368
    ค่าพลัง:
    +1,253
    อยากไปไหว้บ้างซะแล้ว แต่อยู่ห่างกันตั้งครึ่งโลก(เสียดายนิดนึง)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 กันยายน 2014
  3. thaiboy74

    thaiboy74 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 มีนาคม 2009
    โพสต์:
    175
    ค่าพลัง:
    +207
    ผมว่าเขาไม่น่าจะอึ้ง เท่ากับที่เราไปอึ้งแทนเขานะครับ
    มันมีทฤษฎีทางจิตวิทยาเรื่องหนึ่งที่บอกว่า การที่เรารู้สึกตัวว่าโดนจับจ้องอยู่
    นั่นจะทำให้อัตราการยับยั้งชั่งใจเพิ่มขึ้น

    นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเมื่อไฟฟ้าสว่างไสว เมื่อมีการติดกล้องวงจรปิด อัตราการทำผิดกฏหมายจึงลดลง ทั้งนี้ยังรวมไปถึงการเขียนป้ายห้ามต่าง ๆ แม้กระทั้งหุ่นจ่าเฉยเอง ก็ยังมีอิทธิพลต่อสำนึกพวกนี้แบบที่เราเองก็ไม่รู้ตัว

    เมื่อมีการตั้งศาลพวกนี้แล้ว สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นแน่ ๆ คือการรับรู้ ซึ่งปลที่ได้คือการเพิ่มสติและการระมัดระวังในแบบที่เราคาดไม่ถึงได้ทีเดียว เปรียบเทียบกันในส่วนนี้ระหว่างสิ่งศักดิ์สิทธิ์เองกับสำนึกรับรู้ ก็ไม่แน่ว่าใครจะยังทำหน้าทีได้ดีกว่ากัน ทั้งนี้ ทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์และสำนึก ทั่งสำนึกต่อหน้าที่และสำนึกต่อตัวสิ่งศักดิ์สิทธิ์เอง ทั้งหมดต่างก็เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาในมโนทัศน์ด้วยกันทั้งนั้น หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือ ความศักดิ์สิทธิ์จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราไปสร้างสิ่งนั้นให้กับมัน และต่อด้วยการสร้างพิธีกรรม เรื่องราว เพื่อตอกย้ำความศักดิ์สิทธิ์นั้นให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น หรือที่พวกนักประวัติศาสตร์ชอบพูดว่าการผลิตซ้ำ ดังนั้นตรงนี้ ความศักดิ์สิทธิ์เองอาจมีได้สองนัยยะ คือหนึ่งศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ หรือสองอาจเป็นแค่เรื่องของวาทกรรม หรือการไปกำหนดคุณค่าให้เท่านั้นเอง

    ที่ว่าอย่างนี้ไม่ใช่คิดจะขัด แต่ในสังคมตะวันตก เขามองไม่เหมือนกับของเรา บางทีลองมองจากมุมของเขาดูบ้าง สำนึกเรื่องเหนือธรรมชาติและความศักดิ์สิทธิ์ มีไว้ก็ดี มันช่วยให้เราเชื่อมต่อและเคารพธรรมชาติ และถ้าใช้มัน ศรัทธามันโดยปราศจากปัญญา ดังที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ใน พละ 5 นั้นมันจะทำให้เราเข้าสู่วาระแห่งความงมงายในทึ่สุด
     
  4. (-*-)

    (-*-) เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    666
    ค่าพลัง:
    +1,066
  5. blackangel

    blackangel เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    1,755
    ค่าพลัง:
    +1,912
    โอ้วมีการ upgrade ด้วย:cool:
     
  6. กุญแจไขปริศนา

    กุญแจไขปริศนา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 มกราคม 2009
    โพสต์:
    904
    ค่าพลัง:
    +979
    ผมว่านะไม่ใช่เพราะความศักดิ์สิทธิ์ของศาลอย่างเดียวแต่คงเป็นบารมีร่วมของชาวมะกันด้วย สังคมถึงได้ดีขึ้น แล้วสังคมไทยล่ะ เมือไหร่เรื่องร้ายจะน้อยลงเรื่องดีจะดีมากขึ้นบ้าง
     
  7. pongio

    pongio เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 พฤษภาคม 2013
    โพสต์:
    843
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +6,839
    มีเหตุผลมากครับ แต่ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือพวกเขาไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนาน่ะครับ ถ้าเป็นคนไทยมีการตั้งศาลอาจไม่กล้าเยี่ยวแถวนั้น แต่ฝรั่งน่ะครับ มันกลัวที่ไหน

    [ame=http://www.youtube.com/watch?v=zNuuga9iCQI]แทยอน สงสัยในศาลพระภูมิ ไทยแลนด์!! - YouTube[/ame]

    ขนาดพระเจ้าของบ้านเมืองเขา เขายังเอามาล้อเล่น วัฒนธรรมก็ประหลาด เท้าของต่ำเอามาพาด หัวของสูงสามารถตบคลำกันเล่นได้ พ่อแม่เขาก็ไม่เลี้ยงดู ดังนั้นจิตวิทยาที่ว่ามันไม่จริงหรอกครับ บางทีผมว่าเขาน่าจะเข้าใจว่าเป็นสถาปัตยกรรม ถ้าลืมผมเอาข่าวลงให้ (555 แต่คุณเธอคิดว่าเป็นถังขยะ)

    นอกจากนี้น่ะครับรูปภาพล้อเรียนและหมิ่นพระพุทธเจ้าเยอะมาก แต่ผมไม่กล้าเอาลงครับ กลัวปรามาสพระ ผมจึงขอลงภาพที่เขาดูถูกศาสนาอื่นๆครับ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • Image (1).jpg
      Image (1).jpg
      ขนาดไฟล์:
      44.6 KB
      เปิดดู:
      180
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 กันยายน 2014
  8. thaiboy74

    thaiboy74 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 มีนาคม 2009
    โพสต์:
    175
    ค่าพลัง:
    +207
    จากในรูปคงเห็นนะครับ ว่าคนที่สร้างศาลนี้เป็นคนเวียตนาม ซึ่งก็ไม่แปลกที่ใคร ๆ เมื่อย้ายถิ่นฐาน แม้จะไปในต่างที่ต่างวัฒนธรรมแล้ว ก็ยังคงเอาตัวตน รากเหง้า และที่สำคัญคือความเชื่อ ทรรศนคติและตัวตนไปด้วย ซึ่งในส่วนของความเชื่อพื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเขา เราก็คงไม่ต้องอธิบายกันมาก

    ทีนี้ พอมันไปอยู่บนถนนแล้วใน Sanfransisco มันเกิดอะไรขึ้น ตรงนี้ผมคงยังยืนยันจุดเดิม ว่ามันสร้างการรับรู้ ซึ่งมันสร้างการรับรู้ทั้งสองฝ่าย แง่หนึ่งคือจากทั้งผู้สร้าง และผู้เสพ แง่ที่สองคือทั้งผู้ร่วมภูมิหลัง และผู้คนที่มีที่มาต่างวัฒนธรรมออกไป

    จากข้อด้านบน จะเห็นได้ว่า ไม่ว่ามันจะมองจากในแง่ใหน แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องเข้าใจก่อนก็คือว่า สัญญะ มันจะมีความหมายที่แตกต่างกันเสมอในแง่การรับรู้ เพราะสัญญะเอง มนุษย์เราเป็นคนสร้างและกำหนดคุณค่า ซ้ำยังมีการสร้างเสริมเรื่องราวผลิตซ้ำต่าง ๆ บ้างในบางเรื่อง ทีนี้เข้าเรื่อง

    สัญญะในแง่มุมแรก ผู้สร้างและผู้เสพหรือผู้รับรู้ ผู้สร้าง อาจสร้างมาด้วยคุณค่าแบบหนึ่ง อาจด้วยความเคารพ นับถือ ซึ่งเป็นได้ทั้งในเชิงคุณค่าและความหมาย ทั้งนี้เราต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่า ผู้สร้าง ย่อมมีเรื่องราวของตน ในแง่ความสัมพันธ์และคุณค่าความหมายที่มีกับตนเองผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต และอีกอันหนึ่งคือตัวเรื่องราวของสิ่งที่ถูกปลูกสร้างที่ถูกรับรู้ในวัฒนธรรมของตน ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องเล่า หรือประวัติศาสตร์ ปรัมปราพงศาวดารที่ถูกจดบันทึก และถูกตอกย้ำความมีอยู่ผ่านพิธีกรรมต่าง ๆ
    ในทางกลับกัน ในแง่ที่สอง มองในแง่มุมของผู้เสพ ผู้ร่วมและต่างวัฒนธรรม ซึ่งในที่นี้อาจมีภูมิหลังที่เหมือนหรือต่างกับผู้สร้าง เราคงไม่ต้องอธิบายเลยว่า ความหมายและคุณค่าของสิ่ง ๆ นั้นมันจะย่อมมีความต่างออกไป เหมือนเราเข้าไปในโบสถ์คริสต์หรือสุเหร่า ความกำซาบที่เราได้รับย่อมต่างกับสิ่งที่คนร่วมวัฒนธรรมมีภูมิหลังเดียวกันรับรู้ แต่อย่างน้อยที่สุดเราจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศของความศักดิ์สิทธิ์ความขลังบางอย่าง นั่นก็เพราะว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องสากล แต่สิ่งนี้เองก็เป็นสิ่งที่จิตเราสร้างขึ้นมาด้วยเช่นเดียวกัน นั่นหมายความว่า ความศักดิ์สิทธิ์ความขลังของแต่ละคนก็จะไม่สามารถที่จะเท่ากันได้อีกด้วย และสำหรับผู้ที่ปฏิเสธ ผู้ไม่เชื่อความรู้สึกนี้อาจไม่มีอยู่เลยก็ได้
    (การมีอยู่ของสิ่งต่าง ๆ รวมถึงการรับรู้ ความรู้สึกในทางพุทธศาสนาเอง (สายมัธยมิกะ) ได้อธิบายไว้ว่า ถ้ามันมีอยู่จริง ระดับของการรับรู้สิ่งและความรู้สึกที่ได้ จะต้องเท่ากันทุกคน ซึ่งในทางปฏิบัติมันไม่เป็นเช่นนั้น ซึ่งมัธยมิกะก็ได้สรุปว่า เพราะเรื่องนี้จิตสร้างขึ้นมาเอง มันถึงได้เกิดขึ้นมาไม่เท่ากัน และที่สำคัญที่สุดคือ มันไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้ ถ้าจิตไม่ไปรับรู้และสร้างมันขึ้นมา)

    ไม่ว่าสิ่งปลูกสร้างทางพิธีกรรมจะถูกเข้าใจในแง่การรับรู้อย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ทั้งสองฝ่ายจะสามารถรับรู้ได้ก็คือ การดำรงอยู่ของสถานที่นั้น ๆ อย่างที่สรุปไว้ตอนต้นว่า ความศักดิ์สิทธิ์เป็นเรื่องสากล ขึ้นอยู่กับระดับการรับรู้ การปฏิบัติด้วยความเข้าใจคือการปฏิบัติด้วยความเคารพสำหรับผู้ที่ไม่ปฏิเสธในการดำรงอยู่ของสถานที่และพิธีกรรมนั้น ๆ แต่ในส่วนของผู้ที่ไม่เชื่อเราเองก้ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า อย่างน้อย เขาก็ต้องยอมรับในระดับของการรับรู้ของการปรากฏ ของการมีอยู่การเกิดขึ้นของสิ่ง ๆ นั้น เหมือนในคลิปด้านบน ที่คนต่างวัฒนธรรมอาจไม่เข้าใจและสงสัย อย่างดีเขาก็จะปฏิบัติต่อเคารพสิ่งที่เกิดขึ้นถูกสร้างขึ้นตรงนั้น แต่อย่างน้อยที่สุด ก็อย่างที่ว่า นั่นมันสร้างการรับรู้ ซึ่งทุกคนสามารถรู้ได้เองว่า คนสร้างต้องเชื่อและศรัทธาต่ออะไรบางอย่าง จึงมีการสืบทอดผ่านพิธีกรรมที่เป็นรูปธรรม สำหรับนักมานุษยวิทยาและผู้ศึกษาปรัชญาวัฒนธรรมอาจสืบค้นหาความคิดเบื้องหลัง สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปอาจมองและเรียนรู้ว่าเป็นสิ่งแปลกด้วยความสงสัย อาจเชื่อหรือไม่เชื่อหรืออะไรก็แล้วแต่

    แต่ทั้งนี้ไม่ว่าจะมองจากมุมใหนผมว่ามันส่งผลต่อผู้รับรู้ด้วยกันทั้งนั้น เพราะตรงนี้เป็นเรื่องราวสิ่งปลูกสร้างเชิงพิธีกรรม ซึ่งเป็นเรื่องสากลของทุกศาสนาและวัฒนธรรม ที่ไม่ว่าเราจะรู้หรือเข้าใจหรือไม่ เราอาจพอสร้างสำนึกได้คร่าว ๆ ว่ามันน่าจะเป็นเช่นนั้น เหมือนการปรากฏอยู่ของศาลพระภูมิ ของกระทงไหว้ผีตามสี่แยก หรือในแง่อื่น เช่นร่องรอยของอุบัติเหตุหรือโศกนาฏกรรมต่าง ๆ ทุกอย่างมันสามารถสร้างการรับรู้ได้ในระดับที่ต่าง ๆ กันไป ในขณะที่เราอาจไม่เคยนึกย้อนกลับไปถามตัวเองเลยว่าทำไมเราถึงเชื่อ และรู้สึกไปแบบนั้น เช่น ดาราฮอลลีวูดอาจจะซื้อศาลพระภูมิไปประดับสวนที่บ้าน แต่คนที่ไม่รู้อาจไปชำเลืองเห็นแล้วเข้าใจไปว่าเขาจะเอาไปตั้งศาลสำหรับพระภูมิ

    การรับรู้ตรงนี้มันประยุกต์ใช้ได้ทุกที่ เช่นถามตัวเองเวลาคุณเดินผ่านบ้านที่มีการฆาตกรรม สถานที่บุคคลสำคัญ หรืออะไรก็ตาม ทุกอย่างที่กล่าวมาระดับการรับรู้จะต่างกันออกไปในทุก ๆ คน ทั้งผู้ที่รู้และไม่รู้เรื่องราวเหล่านั้น
    ระดับความสำคัญของคุณค่าและความหมายขึ้นอยู่กับการสร้างขึ้นมาของเราเอง การตอกย้ำการดำรงอยู่จะผ่านทางการผลิตซ้ำเสมอ ๆ ไม่ว่ารูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ซึ่งสาระตรงนี้เป็นเรื่องไม่ตายตัว นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมศาสนาถึงเจริญอยู่ได้นับพันปี และทำไมในแต่ละที่ที่เชื่อเหมือน ๆ กัน ความหมายของสิ่งเดียวกันจึงต่างกันในแง่ของการรับรู้ผ่านการผลิตซ้ำเชิงพิธีกรรมในแต่ละวัฒนธรรมอันเป็นปัจเจก

    ทั้งนี้เรื่องนี้ก็ยังสามารถใช้อธิบายที่คุณข้างบนบอกเรื่องรูปล้อเลียนหรือการ์ตูนต่าง ๆ ว่า ทำไมไลน์สติกเกอร์จึงเป็นปัญหาในไทย แต่กลับไม่เป็นในญี่ปุ่น เกาหลีและอื่น ๆ หรือทำไมการตีความอะไรตั้งคำถามเกี่ยวกับอะไรบางอย่างจึงก่อปัญหาให้กับคนบางกลุ่ม เรื่องพวกนี้ก็วนกลับไปที่เดิมคือเรื่องการกำหนดคุณค่าและความหมาย สำหรับบางคนเรื่องนี้อาจะเป็นเรื่องที่แตะไม่ได้เพราะสำหรับเขาอาจมีความหมายเดียว คุณค่าเดียวที่ละเมิดไม่ได้ แต่เราต้องเข้าใจว่า คนอื่น ๆ เขาอาจไม่ได้คิดและเข้าใจเหมือนเรา และเราก็ไปบังคับเรียกร้องให้เขาคิดแบบเราก็ไม่ได้ สิ่งที่ดีที่สุดคือ เราต้องทำความเข้าใจกับสิ่งที่เราเชื่อต่างหาก เมื่อเรารู้จักตัวเรา เราก็จะเรียนรู้จักคนอื่นได้ เปิดใจได้กว้างมากขึ้น เพราะทุกคนต่างก็มีฐานมาจากธรรมะ หรือธรรมชาติแบบเดียวกันร่วมกันอยู่

    ปล ในที่นี่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเรารู้แล้วเราจะสามารถไปล้อไปเลียนอะไรเขา แต่มันหมายถึงว่าเมื่อเรารู้แล้ว เราจะสามารถปฏิบัติกับความเชื่อของคนอื่นด้วยความเคารพที่ประกอบด้วยความเข้าใจและสติ ไม่ใช่งมงายและการถมอัตตาเข้าหั้มหั่นกัน และยอมรับในมิติของความเชื่ออันหลากหลาย โดยนัยยะที่ว่า เคารพในสิ่งที่เชื่อ และก็ยังเคารพในสิ่งที่คนอื่นเชื่อด้วย
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 กันยายน 2014
  9. อีกาจอมภู

    อีกาจอมภู เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2013
    โพสต์:
    244
    ค่าพลัง:
    +137
    ความเชื่อก็คือความเชื่อ ความจริงก็คือความจริง

    เหตุการณ์ต่างๆล้วนมีเหตุและผลของมันเอง ไม่ได้เกิดจากความเชื่อร่วมหรือความเชื่อส่วนบุคคล แล้วจะบังเกิดสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้นมาจนเป็นปรากฏการน่าทึ่งได้

    อาทิเช่น อาถรรพณ์บางประการที่ว่า เมื่อใช้สิ่งนี้แก้ ย่อมสามารถปลดปล่อยหรือป้องกันสิ่งหนึ่งที่เคยทำผิดให้ถูกได้ งูเหลือมกลัวเชือกกล้วย ย่อมแสดงว่างูเหลือมไม่ได้สั่งสมความเชื่อจากบรรพบุรุษงู แต่เพราะมันเป็นวิทยาศาสตร์ที่อธิบายได้ แต่ยังไม่มีใครศึกษามาอธิบายให้ทราบเหตุผลนั้น

    การสร้างวัดๆหนึ่งบริเวณวังน้ำวน ในสมัยรัชกาลที่ห้า ทำให้ปรากฎการณ์เรือล่มอย่างไม่ทราบสาเหตุ ได้หยุดลง ทั้งที่ก่อนหน้าสร้างวัดและหลังจากสร้างวัด ผู้คนก็สัญจรกันเช่นเดียวกัน โดยที่วัดไม่ได้มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับกระแสน้ำหรือพฤติกรรมการเดินเรือของผู้คนในแถบนั้นหรือที่สัญจรผ่านมาเลย สิ่งนี้ไม่ได้เกิดจากความเชื่อแต่มีเหตุผลที่นอกเหนือไปจากความเข้าใจของคนเราที่ต้องรอการพิสูจน์ต่อไป
     
  10. pongio

    pongio เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 พฤษภาคม 2013
    โพสต์:
    843
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +6,839
    เห็นด้วยกับประโยคนี้เลยครับ

    แหล่งข้อมูล 1
    แหล่งข้อมูล 2
    จากข้อมูลแหล่งที่ 2 อ่านแล้วงงๆครับ เพราะมันใช่อธิบายแหล่งข้อมูล 1 ไม่ได้ กรณีผู้คนเลิกทิ้งขยะอย่างไม่เป็นที่ พวกมือบอนเลิกพ่นสีสร้างศิลปะสกปรกบนกำแพง ถ้าจะบอกว่าผู้คนในเมืองรับรู้ว่าศาลเจ้าที่ตั้งอยู่บริเวณ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อจิตใจและส่งผลต่อการกระทำ ถึงแม้ผู้คนในเมืองนี้จะไม่นับถือศาสนาพุทธ อาจจะนับถือศาสนาอื่น แต่ก็ยังคงมีผลต่อจิตใจ แม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจในเรื่องราวของศาลเจ้านั้น แล้วมันส่งต่อจิตใจพวกโสเภณีอย่างไรให้ต้องย้ายเมืองอ่ะครับ หรือเราจะอธิบายกันว่าผู้หญิงเหล่านี้ขายบริการและมีเพศสัมพันธ์กันบริเวณศาลเจ้า ทำให้รับรู้และส่งผลกระทบต่อจิตใจ แต่ผมว่าไม่น่าจะใช่ ต่อให้มีคนพิลึกแบบนั้น ผมก็ว่ามันเป็นส่วนน้อย พวกเขาน่าจะมีเพศสัมพันธ์ในที่ลับตา แล้วทำไมพวกเขาต้องย้ายเมือง
    ในส่วนพ่อค้ายาเหมือนกัน ถ้าเราอ้างว่ามั่วสุมเล่นยากันบริเวณศาลเจ้า หรือนัดส่งยากันบริเวณศาลเจ้า ถ้าพวกนี้รู้สึกว่าการกระทำผิดบริเวณศาลเจ้าไม่ปลอดภัย ไม่สบายใจ เขาก็ไปเสพหรือไปขายกันบริเวณอื่นได้น่ะครับ ผมคิดว่าในเมืองใดๆ ก็ตาม ผมว่ามันต้องมีอีกซักที่สิน่ะ ที่มันไกลผู้คนลับหูลับตา
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 กันยายน 2014
  11. เปาชุนไหล

    เปาชุนไหล เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    435
    ค่าพลัง:
    +2,240
    เห็นมีรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมด้วย
    กราบได้อย่างสนิทใจเลยครับ
    ท่านศัดิ์สิทธิ์ และมีเมตตาสูงส่งยิ่งนัก
     

แชร์หน้านี้

Loading...