อุบายสลายกาม

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย rinnn, 20 พฤศจิกายน 2006.

  1. rinnn

    rinnn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    7,666
    ค่าพลัง:
    +24,008
    [SIZE=-1]<center>[​IMG]</center>

    ความเห็นที่ 12 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน ศุกร์ ที่ 14 กรกฎาคม 2543 11:35:56



    กามนั้นจำแนกเป็นสองส่วนคือ วัตถุกาม กับกิเลสกาม
    วัตถุกามได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อันเป็นที่ตั้งแห่งความรักใคร่
    และแม้จะไม่เจอของจริง หรือวัตถุจริงๆ
    แต่บางทีจิตก็เข้าไปตั้งยึดอยู่ในกามสัญญา
    เช่นมโนภาพเกี่ยวกับสาวงาม เป็นต้น
    ส่วนกิเลสกาม หรือกามราคะ เป็นความกำเริบของจิต
    ที่เข้าไปรักใคร่ ผูกพันกับวัตถุกาม


    นักปฏิบัติเมื่อผจญการคุกคามของกิเลสกาม
    ก็มีอุบายหลายอย่างที่จะต่อสู้เอาตัวรอด
    เช่นพิจารณาวัตถุกามให้เห็นเป็นของไม่สวยงาม
    บางทีก็เพ่งที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เบี่ยงเบนความสนใจเสีย
    เช่นเพ่งลมหายใจ เพ่งพุทโธ
    บ้างก็พยายามดูจิต โดยหวังให้พ้นจากการคุกคามของกิเลสกาม



    แต่หลายคราวคงพบว่า ไม่ว่าจะทำอย่างไร
    จิตก็ยังถูกกิเลสกามครอบงำอยู่นั่นแหละ
    วันนี้จึงมีอุบายง่ายๆ มาแนะนำกันอีกอย่างหนึ่ง
    พอเป็นเครื่องเล่นของนักปฏิบัติ



    คือเวลาที่จิตถูกกิเลสกามครอบงำ จนไม่มีกำลังจะดูจิตได้จริง
    ยิ่งพยายามดิ้นรน อยากจะให้จิตพ้นการครอบงำของกิเลส ก็ยิ่งทุกข์มากยิ่งขึ้น
    ก็ให้ลองเปลี่ยนอารมณ์ ไปรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเสียก่อน
    เช่นหันไปมองสาวสวยหรือหนุ่มหล่อที่ชอบใจให้เต็มตาเสียเลย
    แล้วจับความรู้สึก/ความรับรู้แรก ที่เห็นรูปในแว้บแรกให้ทัน
    (ตรงนี้เป็นการเล่นเกมส์ที่ไม่เหมาะกับพระหนุ่มๆ เพราะถ้าพลาดก็แย่ไปเลย)



    ความรู้สึกแรกนั้น มันเป็นกลาง เฉยๆ เบิกบาน อยู่ในตัวเองอยู่แล้ว
    ถ้าจับความรู้สึกนี้ทัน ก่อนที่มันจะปรุงเป็นกิเลสกามขึ้นมา
    จิตจะพ้นจากอำนาจครอบงำของกิเลสกามทันที
    เพราะจิตดวงเก่าที่ถูกกิเลสกามครอบงำ
    มันตายไปแล้วเมื่อเรามีจิตดวงใหม่ไปรู้อารมณ์ใหม่
    ส่วนจิตดวงใหม่ก็ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะอันว่องไว
    ยังไม่ถูกกิเลสกามครอบงำ
    ถ้าจับจุดนี้ทัน ต่อให้นาวงามสามโลกมาเดินอยู่ต่อหน้า
    จิตก็จะเพียงสักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็นรูป
    เพราะจิตใหม่มีสติสัมปชัญญะ
    พ้นจากการครอบงำของกิเลสกามที่เคยกลุ้มรุมไปได้แล้ว
    หลังจากนั้น ก็คอยดูจิตต่อไปอย่างที่เคยฝึกหัดกันมา



    ผมเคยสังเกตจิตใจของผู้ปฏิบัติในสายอภิธรรมหลายสำนัก
    พบว่าเขาพยายามใช้สติ ระลึกรู้ความรู้สึกแรกที่ตากระทบรูป
    หรือเท้ากระทบพื้น อยู่เหมือนกัน
    แต่ถ้าเขาไม่มีสัมปชัญญะจริง ไม่มีธรรมเอกหรือสัมมาสมาธิจริง
    จิตของเขาจะเคลื่อนเข้าไปจ่ออยู่ในรูปที่รู้
    อันเป็นการเสียสมรรถนะที่จะรู้อารมณ์ด้วยจิตที่เป็นกลางไปในทันที
    ดังนั้น เมื่อจับความรู้สึกแรกได้แล้ว
    ระวังอย่าให้จิตเคลื่อนหลงเข้าไปในความรู้สึกนั้นนะครับ
    มันจะกลายเป็นการทำสมถะ ทั้งที่แขวนป้ายว่า กำลังทำวิปัสสนาอยู่
    (ที่เล่ามานี้เป็นการยกตัวอย่างการดำเนินของจิต
    แบบเล่าสู่กันฟังภายใน "บ้านของชาววิมุตติ" ที่เป็นญาติมิตร พี่น้องกัน
    ไม่มีเจตนาไปล่วงเกิน หรือชวนทะเลาะกับท่านผู้หนึ่งผู้ใดนะครับ
    เพราะวิมุตติ ไม่ใช่ที่สาธารณะ แต่เป็นที่เฉพาะสมาชิกเท่านั้น)



    น้องๆ หลานๆ นักปฏิบัติ จะลองวิธีนี้เล่นบ้างก็ได้
    ถือเป็นการเล่มเกมส์กับกิเลส ประเภทใครดี - คนนั้นอยู่ทีเดียว

    [/SIZE]Credit : http://santidharma.com/
     
  2. den_siam2523

    den_siam2523 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2006
    โพสต์:
    595
    ค่าพลัง:
    +2,267
    โมทนาครับ กับหลักแนวคิด
    เห็นสักแต่ว่าเห้น ไม่ปรุงแต่ง
    ขอบพระคุณมากครับ
     
  3. ยายทองประสา

    ยายทองประสา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 สิงหาคม 2005
    โพสต์:
    809
    ค่าพลัง:
    +3,067
    วิธีที่พวกผมใช้อยู่.......

    จะดูรูป - วีดีโอ ทุกชนิดที่ว่าสวยว่าสุดยอด

    แล้วต้องพิจารณาให้เห็นตามความจริงตลอดเวลา

    ชนะบ้าง คล้อยตามบ้าง ต้องใช้สติให้มากๆๆๆๆๆๆๆ

    โดยห้ามไม่ให้ทำวิธีต่างๆ เพื่ออสุจิเคลื่อน หรือผิดศีลกาเมสุมิจฉาจาร แม้กระทั้งซื้อบริการแม้จะไม่ผิดศีลก็ตาม

    ฝึกกันกระทั้งในฝัน ในเมื่อทางกายกิเลสมันเล่นไม่ได้ มันมีฤทธิ์มาก ก็มาทางฝัน ๆ อยู่ก็ต้องมีสติ ตะโกนไล่มันเลยในฝัน ถีบมันเลยทันที ตื่นขึ้นมาแล้วพิจารณาถอดถอนมันออกไป ฯ

    เมื่อใดก็ตามที่จิตห่างหายจากกิเลสกาม ใจมันจะเบาสบายเหลือเกิน ไม่ต้องมาเครียดกังวลกับเรื่องอย่างว่า ทันทีที่เห็นคนสวยๆ หล่อๆ ก็ตามจะรู้ได้ทันทีว่าใจมันหนาขึ้นๆ หนักขึ้นเรื่อยๆ พอพิจารณาตกไปๆ ใจก็ค่อยเบาออกๆๆ จนสบายในที่สุด

    อาจเป็นวิธีที่ตาต่อตาฟันต่อฟันไปหน่อย หนักไปหน่อยแต่ก็สบายใจดี เรียกว่าเห็นกันจะๆ แต่ก็ไม่ควรทำบ่อยๆ ให้ทำบ้างเป็นบางครั้งคราว ถ้าเป็นพระแล้วเนี่ย ก็ไม่ควรทำวิธีนี้เลย
     

แชร์หน้านี้

Loading...