อ่านประวัติหลวงพ่อปานแล้วเลิกดื่มสุรา(๓ ชม)รวมธรรมะ

ในห้อง 'หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 30 เมษายน 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,803
    กระทู้เรื่องเด่น:
    164
    ค่าพลัง:
    +27,057
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,803
    กระทู้เรื่องเด่น:
    164
    ค่าพลัง:
    +27,057
    LP Pan.jpg
    ประวัติ พระครูวิหารกิจจานุการ
    (หลวงพ่อปาน โสนันโทเถระ)
    วัดบางนมโค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา


    ชาติภูมิ
    หลวงพ่อปาน เกิดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2418 ในสมัยรัชกาลที่ 5 โยมบิดาชื่อ อาจ โยมมารดาชื่อ อิ่ม นามสกุล สุทธาวงศ์ ที่ย่านบางนมโค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยอาชีพทางครอบครัว คือ ทำนา ครอบครัวของท่านนับได้ว่าเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะ สมัยนั้นเขายังมีทาสกันอยู่ ที่บ้านท่านก็มีทาส เมื่อตอนท่านเกิดมา มีปานแดงอยู่ที่นิ้วก้อยมือซ้ายตั้งแต่โคนนิ้วถึงปลายนิ้วคล้ายปลอกนิ้ว โยมบิดาจึงตั้งชื่อท่านว่า "ปาน"

    ประวัติของท่านในวัยเด็ก เมื่อตอนอายุสัก 3 - 4 ขวบ ก็มีเหตุที่ทำให้ท่านได้ยินคำว่า “พระอรหัง” เป็นครั้งแรก โดยในเรื่องนี้ท่านเล่าให้หลวงพ่อพระราชพรหมญาณ (วีระ ถาวโร หรือ หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ) ซึ่งหลวงพ่อพระราชพรหมญาณ (ซึ่งต่อๆ ไปในนี้จะเรียกสั้น ๆ ว่า หลวงพ่อฤๅษีฯ ) ได้เขียนไว้ในหนังสือ ประวัติหลวงพ่อปาน พอสรุปได้ว่า

    .........วันหนึ่งท่านวิ่งเล่นอยู่ใต้ถุนบ้านย่าของท่าน ก็ปรากฏว่าย่าของท่านกำลังป่วยหนักใกล้จะตาย เวลานั้นเป็นเวลาบ่ายประมาณ 2-3 โมง คนทุกคนเขามาเยี่ยมย่า พ่อแม่ของท่านก็ไป เมื่อคนทุกคนขึ้นไปแล้ว ท่านก็ได้ยินเสียงร้องดัง ๆ บอก “แม่ แม่ อรหังนะ อรหัง ภาวนาไว้ อรหัง พระอรหังจะช่วยแม่”

    ท่านยืนฟังอยู่ใต้ถุน ก็สงสัยว่า เขาว่าอรหังกันทำไม พอท่านสงสัยก็ย่องขึ้นไปที่หน้าบันไดชานเรือน พอท่านขึ้นไป ก็เห็นคนเขาเอาปากกรอกไปที่ข้างหูของคุณย่าท่าน บอก “แม่ แม่ อรหังนะ อรหัง” แต่ว่าพอเขามองเห็นท่านเข้าไป เขาก็ไล่ท่านไป ท่านก็เลยไปเล่นใต้ถุนบ้านอื่น พอมาถึงตอนเย็นเวลากินข้าว ท่านแม่ก็เรียกลูกกินข้าว

    เมื่อทุกคนมาพร้อมกันแล้ว ท่านแม่ก็จัดกับข้าวมาวางกลาง สำหรับตัวท่านเองเป็นเด็ก เขาเอาข้าวใส่จานมาให้แล้วเอาแกงเท

    ท่านบอกว่า ไอ้แกงฉู่ฉี่แห้งท่านชอบ เขาใส่มาให้ เรียกว่าไม่ต้องไปหยิบกับข้าว กินแบบประเภทข้าวราดแกง เวลาที่ท่านกินข้าว กับข้าวมันอร่อยถูกใจ ก็เกิดความชุ่มชื่น พอจิตมันนึกขึ้นได้ว่า เขาบอกอรหัง อรหัง นึกถึงคำว่า อรหัง ขึ้นมาได้ ท่านก็เลยปลื้มใจ อย่างไรชอบกล เลยเปล่งวาจาออกมาดัง ๆ ว่า อรหัง อรหัง ว่า 2-3 คำ

    ท่านแม่มองตาเขม็ง ลุกพรวดจับชามข้าวที่ท่านถืออยู่ วางไว้ แล้วจับตัวท่านวางปังออกไปนอกชาน แล้วร้องตะโกนเสียงเขียว

    “เอ้า มึงจะตายโหงตายห่า ก็ตายห่าคนเดียว มันจะมาว่าอรหังที่นี่ได้รึ คำว่าอรหัง พุทโธ นี่คนเขาจะตายเท่านั้นแหละเขาว่ากัน นี่ดันมาว่าอรหังที่นี่ ทำเป็นลางร้ายให้คนอื่นเขาพลอยตายด้วย มึงจะตายโหงตายห่าก็ไปตายคนเดียว”

    ท่านแปลกใจคิดว่า นี่เราว่าดี ๆ นี่ แม่ดุเสียงเขียวปัด นี่มันเรื่องอะไรกัน ในเมื่อถูกแม่ดุอย่างนั้นจะขืนว่าอีกก็เกรงไม้เรียว ก็เลยไม่ว่าอีก ตอนนี้ไม่ว่า ลุกไปหยิบข้าวไปกินทั้งน้ำตาคลอ เสียใจว่านี่เวลาท่านให้ผู้อื่นพูดว่าได้ แต่เราเป็นเด็กจะว่ามั่งว่าไม่ได้ มันแปลก ท่านแปลกใจ แต่ก็ไม่ว่าอะไร กินข้าวด้วยอาการตื้นตันใจ วันนั้นกลืนไม่ค่อยลง

    ท่านพูดถึงตอนนี้แล้วท่านก็หัวเราะบอกว่า “คุณแม่ฉันน่ะโง่นะ ไม่ได้ฉลาดหรอก อีตอนใหม่นั้น ตอนฉันมาบวชได้แล้ว คุณอรหังหรือพุทโธนี้ถ้าใครภาวนาไว้ เป็นวาจาที่กล่าวถึงคุณงามความดีของพระพุทธเจ้าและพระอริยสงฆ์ทั้งหมด ถ้าใครภาวนาคำนี้ได้ตกนรกไม่ได้ เขาห้ามตกนรก

    นี่ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ท่านจำได้ในสมัยเด็ก ๆ และนำมาเล่าให้พระเณรฟัง ซึ่งท่านทำเป็นประจำภายหลังจากเสร็จการประชุมพระเณรแล้วในทุกวันโกน

    หลวงพ่อปานเมื่อเป็นหนุ่ม

    ต่อมาเมื่อท่านโตขึ้น เป็นชายหนุ่มที่มีหน้าตาดี เป็นคนผิวขาวนวล ลักษณะสมส่วนทุกอย่าง หลวงพ่อฤๅษีฯ เคยให้ท่านนั่งขัดสมาธิ แล้วก็ขออภัยท่าน เอาเชือกวัดรอบศีรษะ วัดตัก วัดตักไปถึงบ่า ได้ส่วนทุกอย่าง ได้ส่วนเดียวกับส่วนของพระพุทธรูป เป็นผู้ที่มีเสียงเพราะมาก

    เมื่อโตขึ้นท่านก็ช่วยบิดามารดาทำนา ท่านเป็นคนขยัน ท่านได้ช่วยเหลือในกิจการงานของบิดามารดามาตลอดจนอายุใกล้จะครบบวช ทางฝ่ายบิดามารดาก็จะไปขอหญิงสาวเพื่อจะมาเป็นคู่ครอง โดยบิดามารดาท่านให้เหตุผลว่า เมื่อบวชแล้วสึกมาจะได้แต่งงานกัน หญิงสาวที่บิดามารดามองหาให้นั้นเป็นลูกคนรวย แต่ท่านบอกว่า เรื่องแต่งงานเอาไว้ทีหลัง ขอให้บวชเสียก่อน บวชแล้วไม่แน่จะสึกหรือไม่สึก ถ้าสึกก็แต่ง ไม่สึกก็ไม่แต่ง ไปขอเขาอย่างนั้นจะเป็นการลากหนามจุกตรอก คนอื่นที่เขาดีกว่าเขามาขอจะได้แต่งงานไป ทำอย่างนั้นไม่ควร

    ในที่สุดเมื่อบิดามารดาท่านเห็นว่าท่านค้านก็เลยตามใจ แล้วพอดีถึงตอนจะบวช ในสมัยนั้นเวลาก่อนจะบวชต้องอยู่วัดก่อนถึง 3 เดือน เขาเรียกกันว่า ติฎฐิยะปริวาส พระพุทธเจ้ามีพระบัญญัติอย่างนั้น มีพระพุทธบัญญัติสั่งแบบนั้น เมื่อคนจะบวชจะต้องอยู่วัดถึง 3 เดือน อบรมธรรมวินัยให้มีนิสัยดี ถ้า 3 เดือนยังไม่ดี ยังไม่ให้บวช ให้อยู่ต่อไปอีก 3 เดือน ถ้ายังดีไม่ได้ไม่ให้บวช ให้อยู่ไปอีก 3 เดือน ถ้า 9 เดือนไม่ดีเลิกเลย ไม่ให้บวชเลย แล้วอุปัชฌาย์สมัยนั้นท่านเคร่งครัดเอาตามนี้ทุกอย่าง

    ตอนก่อนที่ท่านจะเข้าวัดบวช บิดาท่านมาบอกว่า

    “ลูกปานเอ๊ย ลูกอายุย่างเข้า 21 ปีแล้ว ครบ 20 ปีบริบูรณ์สมควรจะบวชได้แล้วนะ พรุ่งนี้พ่อจะนำไปฝากหลวงพ่อสุ่นนะ ไปบวชที่วัดบางปลาหมอนะ วัดบางนมโคใกล้บ้านของเราน่ะอย่าบวชเลย พ่อไม่เลื่อมใสพระ”

    บิดาท่านไม่เลื่อมใสพระวัดบางนมโค ซึ่งเป็นวัดบ้านท่าน ท่านบอกว่าพระอย่างนี้ถ้าลูกไปบวชอยู่ด้วยก็จะเสีย อย่าบวชเลย ไปบวชกับหลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอเถิด ท่านดี

    ในเมื่อ พ่อแนะนำอย่างนั้น ท่านรับคำว่า พรุ่งนี้จะเข้าวัด

    ทดลองจับเนื้อผู้หญิง

    ที่บ้านของท่านมีคนรับใช้อยู่คนหนึ่ง เรียกกันว่า ทาส ชื่อว่าพี่เขียว อายุประมาณ 25 ปี ตอนกลางวันอยู่ด้วยกัน 2 คน ท่านเกิดสงสัยเนื้อผู้หญิงขึ้นมา บอกว่าตั้งแต่เกิดมานอกจากเนื้อแม่กับเนื้อพี่แล้ว ไม่เคยจับเนื้อใคร ท่านคิดว่าเนื้อผู้หญิงมันดียังไงผู้ชายถึงอยากได้กันนัก บางทีถึงกับฆ่ากันเลย ก็สงสัย จะบวชแล้วนี่ ถ้ามันดีจริงแล้วก็จะสึก ถ้าไม่ดีก็ไม่สึกละ

    เมื่อคนว่างก็เข้าไปหาพี่เขียว พี่เขียวแกอยู่ในครัว เป็นทาส แต่ว่าท่านเรียกพี่ในฐานะที่เขาแก่กว่ากว่าตัว ยกมือไหว้บอกว่า
    “พี่เขียวขออภัยเถอะ ฉันขอจับเนื้อพี่เขียวดูหน่อยได้ไหมว่าเนื้อผู้หญิงน่ะมันดียังไงเขาถึงชอบกันนัก”
    พี่เขียวก็แสนดี อนุญาต
    ท่านก็เลือกจับเนื้อกล้าม เขาเรียกกล้ามเนื้อที่หน้าอก ผู้หญิงนี้มีกล้ามเนื้อพิเศษอยู่ที่กล้ามเนื้อ 2 กล้ามที่หน้าอก แต่ไม่ได้จับมากหรอก จับตรงนั้น แต่ก็ไม่ได้ลวนลามไปถึงไหน ๆ จับ ๆ แล้วก็มาจับน่อง เอ๊ มันคล้ายกัน
    บอกพี่เขียวว่า “นี่มันคล้ายกันนี่”
    พี่เขียวแกก็บอกว่า เป็นอย่างนั้น มันก็คล้ายกัน
    แล้วท่านก็ถามพี่เขียวว่า ทำไมผู้ชายเขาถึงชอบเนื้อผู้หญิงนัก
    เขาก็บอกว่า ไม่รู้เหมือนกัน ไม่รู้เขาชอบกันอย่างไร
    แล้วท่านก็ยกมือไหว้ขอขมาพี่เขียว บอกว่าขอโทษนะพี่เขียวนะ ที่ขอจับเนื้อนี้ไม่ใช่ดูถูกดูหมิ่น อยากจะพิสูจน์เท่านั้นว่ามันดีอย่างไร
    พี่เขียวให้อภัย แล้วท่านตั้งใจว่าเนื้อหน้าอกของผู้หญิงที่ผู้ชายต้องการ แล้วก็เนื้อของท่านที่น่องมันมีสภาพคล้ายคลึงกัน เนื้อของเราก็มี แล้วไปต้องการเนื้อของเขาทำไม
    ท่านก็เลยบอกว่าตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาก็คิดว่าไม่สึกล่ะ บวชคราวนี้ไม่สึก สึกมาทำไม ให้แต่งงานก็ไปจับเนื้อเหมือนเนื้อ ไอ้เนื้อของเรากับเนื้อของเขาก็เนื้อเหมือนกัน จะต้องไปเอาเนื้อของเขามาทำไม

    สู่ร่มกาสาวพัสตร์

    พอวันรุ่งขึ้น ท่านพ่อก็พาถือพานดอกไม้ธูปเทียนไปวัดบางปลาหมอ เวลาเดินไปตามทาง ท่านไปพบปลาตัวหนึ่งมันอยู่ในหนองน้ำเกือบจะแห้ง เป็นปลาช่อนตัวใหญ่ ท่านก็จับเอาไป พอถึงแม่น้ำท่านก็ปล่อย
    ท่านบอกว่าในชีวิตของท่านไม่เคยฆ่าสัตว์เลย ไอ้สัตว์นี่นะตัวเล็กตัวใหญ่ก็ตาม ถ้าฆ่ามันโดยเจตนาแล้วไม่เคยทำ แม้แต่ยุงก็ไม่เคยตบ
    ปล่อยปลาแล้วท่านพ่อก็พาไปหาหลวงพ่อสุ่น หลวงพ่อสุ่นเห็นเข้ากวักมือเลย เรียกชื่อพ่อท่าน บอกว่า
    “ไง เอ็งพาเจ้าปานมาอยู่วัดหรือ จะเอาเจ้าปานบวชหรืออย่างไร”
    ท่านพ่อบอกว่า “ใช่ขอรับ”
    “เอ้อ ดีจริง ๆ นี่ข้านึกไว้นานแล้วเชียวนา นึกว่าถ้าเจ้าปานมันจะบวชล่ะก็ ข้าจะให้มันมาอยู่กับข้า ถ้าหากว่าแกเอาไปเป็นนาคไว้ที่วัดนางนมโค เวลาข้าไปเป็นอุปัชฌาย์ ข้านึกว่าบวชแล้วข้าจะเอาของข้ามาเลยนา ข้าตั้งใจไว้นานแล้ว”
    เวลานั้นท่านเรียกเข้าไป หลวงพ่อปานก็เข้าไปกราบ หลวงพ่อสุ่นก็เอามือลูบหัวบอกว่า
    “ปานเอ๊ย อยู่กับพ่อนะ จะได้ดีนะ นับตั้งแต่นี้ต่อไปเป็นลูกของพ่อ เอาล่ะ”
    ท่านหันไปบอกพ่อของท่าน “เอ็งน่ะกลับไปบ้านได้แล้ว ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องห่วงไอ้เจ้าปาน มันเป็นลูกของข้าแล้ว”
    “แล้วแกไม่ต้องห่วง เจ้าปานของข้ามันไม่สึก แล้วต่อไปน่ะข้ามีอะไรข้าจะถ่ายทอดให้มันทั้งหมด ไอ้นี่ข้ามองมาตั้งแต่เล็กแล้ว ตั้งแต่ 4-5 ขวบข้าก็มอง ๆ มา นึกว่าถ้าเจ้าปานนี่มันบวชก่อนข้าตายแล้ว ข้าจะต้องเอามาไว้ วิชาความรู้ของข้านี่ถ่ายทอดใครไม่ได้ ไม่มีใครรับเอาไปได้หมด ข้ามองมานานแล้วว่าเจ้าปานมันรับของข้าได้”

    ท่านบอกว่า พอฟังเท่านั้นแหละ ปลื้มใจบอกไม่ถูก คิดไม่ถึงว่าท่านจะเป็นคนที่หลวงพ่อสุ่นวัดบางปลาหมอต้องการตัว เพราะเวลานั้นหลวงพ่อสุ่นมีชื่อเสียงโด่งดังมาก ในสมัยนั้นพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังก็มี หลวงพ่อปั้น วัดพิกุล, หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ, หลวงพ่อเนียม วัดน้อย, หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน แล้วก็หลวงพ่อแสง วัดพะเนียงแตก จังหวัดนครปฐม ชื่อก้องเมือง พระ 4-5 องค์นี้ชื่อก้องเมืองขนาดหนัก หลวงพ่อปานบังเอิญไปเป็นศิษย์หลวงพ่อสุ่น หลวงพ่อสุ่นบอกว่าเป็นลูกของท่าน ท่านจะเอาไว้เป็นลูกของท่าน ท่านก็ดีใจใหญ่
    ต่อมาเมื่อท่านพ่อกลับแล้ว หลวงพ่อสุ่นท่านก็แนะนำถึงวิธีการบวชว่า
    “ปานเอ๊ย การบวชนี้เป็นของยากนะลูกนะ แต่ไม่ยากจนเกินไป เจ้าจะบวชจะต้องจำตรงนี้ไว้ก่อน”
    ท่านกางหนังสือเจ็ดตำนานให้ดูถึงตัวขานนาคว่า นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ เอตัง กาสาวัง คะเหตวา แปลว่า เราขอรับผ้ากาสาวพัสตร์ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน

    “นี่เราอย่าบวชเป็นทาสกิเลสตัณหานะ คิดว่าเวลาบวชน่ะบวชเข้ามาแล้วนะ ปาน โลกธรรมต้องทิ้งให้หมดนะ อย่าเกาะนะ ถ้าเกาะมันตัวเดียวไม่เป็นพระเลย ถึงแม้ว่าจะห่มผ้าเหลืองโกนหัวก็ตาม จะถือว่าเรามีศีลน่ะไม่จริง โลกธรรม 8 ประการมีอย่างนี้ จะพูดให้ฟังนะ คือ

    1. อยากรวย คือ อยากมีลาภอยากรวย เมื่อได้ทรัพย์มาแล้วดีใจคิดว่าเรามีทรัพย์ เราจะสะสมเป็นทรัพย์สินให้มาก

    2. ถ้าทรัพย์หมดเสียใจ

    3. อยากมียศ อยากมียศถาบรรดาศักดิ์ ได้ยศมาแล้วปลื้มใจ

    4. เมื่อยศหมดไปเสียใจ

    5. นินทา เมื่อได้รับคำนินทาแล้วเดือดร้อน

    6. ถ้าได้รับคำสรรเสริญก็ยินดี

    7. มีสุขในกามารมณ์ มีความเพลิดเพลิน

    8. มีความทุกข์ก็หวั่นไหว

    สิ่งทั้งหลายเหล่าอื่นไม่ต้องจำ จำว่า

    1. บวชพระจงอย่ารวย อย่าสะสมเงิน ถ้าไม่มีเงินก็จงอย่าเดือดร้อน ไม่เป็นไร บ้านเราไม่ต้องเช่า ข้าวเราไม่ต้องซื้อ ชาวบ้านเขาหาให้ อย่าหวังรวย ถ้ารวยแล้ว ไม่ใช่พระ บวชสักกี่ร้อยพรรษาก็ไม่ใช่พระ ถ้าเราจะรวยต้องรวยด้วยศีลด้วยธรรม รวยด้วยบุญบารมี เงินได้มาเท่าไรทำเป็นสาธารณประโยชน์ให้หมด เหลือกินเหลือใช้ตามความจำเป็น แล้วใช้เป็นส่วนสาธารณประโยชน์ให้หมดอย่าให้มันเหลือ นี่จงอย่ารวย

    รายการที่ 2. อย่ารับยศ ถ้าจำเป็นจะต้องรับยศ อย่าเมายศ จงคิดว่าเราเป็นพระ เราบวชเพื่อพระนิพพาน ยศถาบรรดาศักดิ์มันเป็นโลกธรรม มันเป็นตัวถ่วง ตัวกิเลส ยศเป็นกิเลส ลาภเป็นกิเลส สรรเสริญเป็นกิเลส ความสุขในกามารมณ์เป็นกิเลส ถ้าเราพอใจในเหตุ 4 อย่างนี่ เราไม่ใช่พระ ถ้าขืนบวชเท่าไรก็ไม่ใช่พระ มันจะตกอเวจีมหานรก จงจำไว้ จงจำไว้ แล้วก็อย่าทำนะ อย่าฝืนไปเกาะตามนั้น คิดอย่างเดียวว่าเราบวชเพื่อพระนิพพาน

    ปานเอ๋ย วิชาความรู้นะลูก ที่พ่อมีอยู่ทั้งหมด ถ้าเธอมีอารมณ์อย่างนี้พ่อให้ไม่มีเหลือ เอาอย่างนี้ก่อนก็แล้วกัน ในฐานะที่ลูกเข้ามาเป็นวันแรก จะให้เรียนอะไรมันก็ยังไม่ดีนะ

    ต่อไปนี้ก็ท่องขานนาคเสียให้ครบ แล้วก็ท่องหนังสือสวดมนต์ให้ได้ แล้วเอาคาถานี้ไป คาถาคือธาตุทั้ง 4 นะ มะ พะ ธะ ให้ว่าถอยหลังเอาไปเป่ากุญแจนะ เป่าให้กุญแจมันหลุด กุญแจนี่กดให้มันติดแล้วเป่าให้มันหลุด ถ้าเจ้าเป่ากุญแจหลุดได้เมื่อไรมาบอกพ่อ ต่อแต่นั้นพ่อจะให้ของดีทุกอย่างที่พ่อมีอยู่ ที่สุดของความดีน่ะไม่ว่าอะไรทั้งหมดที่พ่อมีอยู่น่ะพ่อจะให้ไม่เหลือเลย”
     
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,803
    กระทู้เรื่องเด่น:
    164
    ค่าพลัง:
    +27,057
    (ต่อ)
    LPanSonandho1.jpg
    หลวงพ่อสุ่นให้หัดเป่ากุญแจให้หลุด

    หลวงพ่อปานรับคำแล้ว ท่านให้จัดสถานที่ให้ เมื่อหลวงพ่อสุ่นจัดสถานที่ให้แล้ว ท่านก็มาท่องขานนาค แล้วก็ท่องหนังสือสวดมนต์พร้อมเป่ากุญแจไปด้วย ท่านบอกว่าท่านนั่งเป่ากุญแจมา 1 เดือน กุญแจกดไว้เป่าเดือนหนึ่งมันไม่ออก กุญแจลอกหมดสีขาวจ๋อง สนิมเหล็กมันหมดไปเพราะถูกเหงื่อมือบดสี

    แต่ทว่าวันหนึ่งไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร พอทำใจสบาย ๆ นอนเผลอ ๆ ลุกขึ้นมาพอจับกุญแจเป่ามันก็หลุด ผลัวะ มันหลุดง่าย เป่ามาตั้งเดือนไม่หลุด ต่อแต่นั้นไปเป่ากุญแจดอกไหนมันก็หลุด หนักเข้า ๆ ไม่ต้องเป่า เอามือไปแตะก็หลุด ผลที่สุดไปซื้อกุญแจ 30-40 ดอก เอาใส่ราว เอามือกดให้ติด เอามือแตะราวเท่านั้นแหละ กุญแจหลุดออกหมด แม้แต่กุญแจจีนก็หลุด เป็นอันว่าเรื่องกุญแจท่านทำได้

    นี่เป็นวิธีการของหลวงพ่อสุ่นสอนให้หลวงพ่อปานฝึกสมาธิ เพราะหลวงพ่อสุ่นเป็นคนมีฤทธิ์ ฤทธิ์ต่าง ๆ จะเกิดมาได้ก็เพราะอาศัยจิตเป็นสมาธิเป็นของสำคัญ แต่ว่าถ้าจะบอกว่าสอนให้ทำสมาธิ อันนี้เป็นจะไม่เอากัน สอนให้สะเดาะกุญแจ ถ้าคิดว่าจะเก่งอย่างขุนแผนก็ให้ใช้คาถาบทนี้เป่ากุญแจให้หลุด

    ในที่สุดหลวงพ่อปานท่านก็เป่าหลุด พอเป่าหลุดแล้วปรากฏว่าตอนกลางคืนหลวงพ่อสุ่นก็เรียกเข้าหา ถามว่า

    “ท่องขานนาคจบแล้วหรือยัง”

    ท่านบอกว่าท่านท่องจบแล้ว

    “หนังสือสวดมนต์ท่องถึงตรงไหน”

    ท่านบอกว่า ท่องถึงบทนั้นบทนี้ จวนจะจบเจ็ดตำนาน

    แต่ว่าทุกวันท่านเรียกไปสอนจริยาของพระตั้งแต่เป็นนาค สอนวิธีบวช ทุกอย่าง ว่าบวชพระแล้วต้องปฏิบัติอย่างไร เขาเรียนรู้กันมาตั้งแต่เป็นนาค ไม่ใช่บวชแล้วมาเรียนรู้กัน ไม่ใช่อย่างนั้น ที่ให้อยู่วัด 2 เดือน 3 เดือน ก็เพื่อให้เรียนรู้ตั้งแต่เป็นนาค

    หลวงพ่อสุ่นถามว่า ไอ้คาถาเป่ากุญแจที่หลวงพ่อให้เอ็งน่ะ เอ็งเป่าได้หรือยัง

    หลวงพ่อปานบอกว่าเป่าหลุดแล้วขอรับ

    ท่านก็หยิบกุญแจจีนมากดเสียแน่น หลวงพ่อปานพอหยิบกุญแจจีนหลุดผลัวะกระเด็นออกไปเลย ขนาดกระเด็นหลุดออกนอกตัวไป

    หลวงพ่อสุ่นหัวเราะชอบใจ ท่านบอกว่า ปาน นี่เป็นพื้นฐานความดีขั้นแรกนะ ความดีต่อไปยังมีอีก วันนี้กลับไปก่อนนะ วันพรุ่งนี้ค่อยมาหาพ่อใหม่ พ่อจะให้เรียนต่อ ลูกไม่ต้องกลัวนะ อยู่กับพ่อ ๆ ให้ ทั้งหมด อะไรก็ตามที่รู้ว่ามีดีที่พ่อมีอยู่ ถ้ารู้ว่าเจ้าต้องการพ่อจะให้หมด เอ้าสำหรับวันนี้เจ้ากลับไปก่อนนะ

    หลวงพ่อปานท่านก็กราบ ๆ แล้วท่านก็กลับ

    หลวงพ่อปานเรียนวิชากับพระอุปัชฌาย์

    รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง หลวงพ่อสุ่นกำลังรับแขกอยู่ แขกของหลวงพ่อสุ่นก็คือแขกคนไข้ มาให้ท่านรักษาโรค
    วันนั้น ปรากฏว่าน้ำในตุ่มไม่มี น้ำในตุ่มที่สำหรับทำน้ำมนต์น่ะไม่มีแล้ว หลวงพ่อสุ่นท่านก็เรียกหลวงพ่อปานเข้าไป ตอนนั้นท่านกำลังเป็นนาค สั่งว่า
    “ปานเอ๊ย ปานมารดน้ำมนต์ให้คนไข้ทีเถอะ”
    หลวงพ่อปานท่านเดินเข้าไป แล้วท่านก็กราบ แล้วกราบเรียนหลวงพ่อสุ่นว่า
    “น้ำในตุ่มไม่มีขอรับ เมื่อกี้ผมไปดูแล้ว ประเดี๋ยวผมจะไปตักน้ำมาใส่ตุ่มก่อน”
    ท่านก็ลุกขึ้นคว้าหาบคว้าถัง ๒ ลูก ใส่คานจะไปหาบน้ำจากท่าน้ำ หลวงพ่อสุ่นท่านก็โบกมือพูดว่า
    “ปานเอ๊ย ไม่ต้องตักหรอกลูกเอ๊ย น้ำพ่อตักมาแล้ว พ่อตักใส่ตุ่มเต็มแล้ว”
    หลวงพ่อปานท่านเล่าว่า ท่านเพิ่งเข้าไปดูอยู่ตะกี้นี้ ประเดี๋ยวเดียว เห็นอยู่แล้วว่าน้ำในตุ่มมันไม่มี พอแขกมา ก็ย่องไปดูน้ำในตุ่ม เห็นว่าไม่มี ก็เตรียมหาบเอาไว้ คิดว่า พอท่านสั่ง จะได้ลงไปตักทันที เพราะรดน้ำมนต์นี่ ตอนหลวงพ่อปานเป็นนาค ดูจะเป็นภาระเป็นตำแหน่งจะต้องทำเป็นหมอรดน้ำมนต์ แลเห็นอยู่แล้วว่าน้ำไม่มี แล้วท่านว่าน้ำมี ก็เลยเดินไปดู ก็ปรากฏว่าน้ำเต็มตุ่ม ก็ชักแปลกใจมากๆ อีตอนนี้น้ำเต็มตุ่มแล้ว
    หลวงพ่อสุ่นบอกว่า “พ่อตักไว้แล้ว ตักเมื่อกี้นี้เอง”
    หลวงพ่อปานเล่าว่า “เราก็นั่งดูท่านอยู่ ไม่เห็นท่านไปไหน ท่านนั่งอยู่ตรงนั้น คุยอยู่กับแขก ฉันก็นั่งอยู่ไม่ไกลนัก เวลาท่านบอกว่าตักน้ำไม่เห็นท่านลุกไปไหน ปรากฏว่าน้ำมี อันนี้แปลกใจ แล้ววันนั้นก็รดน้ำมนต์กันไปประมาณ ๕๐ คน น้ำในตุ่มยุบลงไปไม่ถึงคืบ ตุ่มลูกนั้นไม่โต เป็นตุ่มเล็กๆ หากจะรดกันจริง ๔ คนหมดตุ่มกระถางเล็กๆ แต่วันนั้นแขกตั้ง ๕๐ คน ยุบลงไปไม่ถึงคืบ เป็นเรื่องอัศจรรย์”
    พอแขกไปหมดแล้ว หลวงพ่อสุ่นก็เรียกหลวงพ่อปานเข้าไป บอกว่า
    “ปานเอ๊ย เอ็งแปลกใจหรือลูก แปลกใจหรือว่าน้ำในตุ่มมันมาได้อย่างไร”
    หลวงพ่อปานบอกว่า “แปลกใจขอรับ”
    ท่านก็บอกว่า “ไม่เป็นไรปาน เรื่องนี้เป็นเรื่องของพระนะลูกนะ พระที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนานี่ ถ้ามีความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าจริงๆ ทำอะไรก็ได้นะ อ้ายเรื่องน้ำนี่ไม่ต้องเดินไปตักก็ได้ ที่พ่อบอกว่าตักน่ะ พ่อเอาใจตัก”
    แล้วท่านก็ถามว่า “ปานอยากจะได้ไหมคาถาตักน้ำนี่”
    หลวงพ่อปานบอกว่า “อยากได้”
    “เรื่องอยากได้คาถาตักน้ำเป็นเรื่องไม่อัศจรรย์ แล้วปานอยากจะเรียนหมออย่างหลวงพ่อไหมล่ะ เรียนหมอนี่มันดีนาลูกนา เราได้มีโอกาสสงเคราะห์คน หมอของเรานี่เวลาจะยกครูต้องใช้เงิน ๖ บาท หัวหมูบายศรีซ้ายขวา แต่เวลาจะรักษาเขาจะเรียกเขาไม่ได้นะ อ้ายเงิน ๖ บาทนี่ พอปีหนึ่งเรายกครูครั้งเดียว เราหาของเราเองเราหาได้ ต้องรักษาด้วยอำนาจเมตตาจิตนะ เธอจะทำได้ไหมเล่า”
    หลวงพ่อปานท่านบอกว่าท่านรักอยู่แล้ว บอกว่า “ทำได้ขอรับ”
    หลวงพ่อสุ่นก็หัวเราะ ก็เลยบอกว่า
    “พ่อรู้ว่าเจ้าต้องการละเจ้าทำได้ ปาน เอ็งน่ะมีคนเดียวนะ พ่อบวชพระมาหลายร้อยองค์แล้ว วิชาความรู้ที่พ่อมีอยู่นี่พ่อไม่สามารถจะถ่ายทอดให้ใครได้หมด มีเอ็งคนเดียวเท่านั้นที่พ่อคิดจะถ่ายทอดให้ได้ ตั้งแต่เอ็งยังเป็นเด็กๆ ที่พ่อเอ็งพามาหา พอมองเห็นหน้าแล้ว พ่อคิดว่าเอ็งพอบวชแล้วพ่อจะต้องเอาเอ็งมาอยู่ด้วย มีคนเดียวที่พอจะถ่ายทอดความรู้ความสามารถที่พ่อมีอยู่ได้”
    หลวงพ่อปานปลื้มใจ หลวงพ่อสุ่นก็ว่า
    “เอายังงี้ก็แล้วกันนะ ลูกปานนะ ก่อนที่จะเรียนหมอ เราก็ขึ้นต้นทำใจกันเสียก่อน เพราะว่าหมอของเรานี่น่ะ เราใช้กำลังใจเป็นสำคัญ เราไม่ได้ใช้วัตถุว่าพวกพระนี่ไม่มีทรัพย์ไม่มีสิน ไม่มีเงินมาทองมาซื้อเครื่องไม้เครื่องมือเหมือนหมอหลวงเขา หมอหลวงเขามีเงินงบประมาณรัฐบาลให้ อ้ายเรานี่มันเงินชาวบ้าน ชาวบ้านก็เป็นคนจน เราจะไปกะเกณฑ์ว่าคนนั้นเอาเงินมาเท่านั้น คนนี้เอาเงินมาเท่านี้ แล้วก็ไม่มีใครสามารถหาเอามาให้ได้หรอก คือเราต้องใช้ทางใจ พระพุทธเจ้าท่านสอนกำลังทางใจไว้ ถ้าเรามีกำลังทางใจเสียอย่างเดียวนะ อะไรๆ เราทำได้หมด”
    แล้วท่านก็ถามอีก “ปานเอ๊ย เอ็งเห็นอ้ายพวกทำโบสถ์ไหม”
    อีตอนที่หลวงพ่อปานเข้าไปเป็นนาคน่ะ ช่างกำลังทำโบสถ์ จวนจะเสร็จอยู่แล้ว หลวงพ่อปานพบเขาเหมือนกัน ท่านก็บอกว่า “เห็น”
    “เอ็งรู้ไหมว่าพวกทำโบสถ์มันกินปลาที่ไหน”
    “เขากินปลาในสระขอรับ”
    หลวงพ่อปานถามว่า “เขากินปลาในสระไม่บาปหรือ”
    “ไม่บาปหรอก” หลวงพ่อสุ่นท่านว่าอย่างงั้น บอกว่าไม่บาป
    “ก็พ่อเอาใบไม้ทำปลาให้มันกิน ทีแรกมันซื้อหมูกิน พ่อสงสารมัน เลยเอาใบไม้ทำปลาไว้ในสระให้มันกินกัน มันกินกันจนขี้เขียวเลย อ้ายปลาประเภทนี้มันเป็นปลาที่พ่อเสกใบไม้ให้มันเกิดขึ้น กินยังไงมันก็ไม่บาป รสชาติมันอร่อยเสียยิ่งกว่าปลาธรรมดาเสียอีก เออเอ็งอยากได้ไหมคาถาบทนี้”
    หลวงพ่อปานก็บอกว่า “อยากได้”
    ท่านเลยบอกว่า “ไม่เป็นไร พ่อให้หมด พ่อบอกแล้วนี่ ไม่มีอะไรที่พ่อจะหวงลูก ไม่มีอะไรที่จะกีดกัน สิ่งไรที่พ่อมีอยู่พ่อให้หมด เอายังงี้ก็แล้วกัน ก่อนจะทำอย่างนั้นเราต้องเริ่มต้นวางพื้นฐานกันเสียก่อน”
    หลวงพ่อปานก็ถามว่า “วางพื้นฐานอย่างไร”
    “วางพื้นฐานด้านกำลังใจซิ เราต้องสร้างกำลังใจกันเสียก่อนถึงจะเป็นหมอได้ เสกใบไม้ให้ปลาก็ได้ ตักน้ำด้วยใจก็ได้ เอ็งเอาไหมล่ะ เอาเทียนหนักบาทมา ๕ เล่ม ธูป ๕ ดอก ดอกไม้ ๕ กระทง ข้าวตอก ๕ กระทง พ่อจะให้เรียน เรียนวิชาหมอกัน”

    หลวงพ่อสุ่นท่านมีความฉลาด เรียกได้ว่าลอกแบบฉบับของพระพุทธเจ้า ไม่หักล้างน้ำใจคน ในเมื่อหลวงพ่อปานชอบฤทธิ์ชอบเดช ท่านก็สอนกรรมฐานให้ แต่ท่านไม่บอกว่าเป็นกรรมฐาน บอกว่าเป็นพื้นฐานของความเป็นหมอ เป็นพื้นฐานของความเป็นผู้มีฤทธิ์
    หลวงพ่อสุ่นเริ่มสอนด้วยพระกรรมฐาน
    พอถึงตอนกลางคืน หลวงพ่อปานเข้าไปหาท่าน ท่านก็ให้สมาทานพระกรรมฐาน
    หลวงพ่อปานบอกว่า ท่านก็สอนกรรมฐาน ๔๐ นี่แหละครบถ้วน
    เมื่อหลวงพ่อปานเข้าไปหาหลวงพ่อสุ่น ท่านก็สอนพระกรรมฐานในขั้นต้น

    ท่านสอนให้ละนิวรณ์ ๕ ประการ กามฉันทะ ความฉันทะความพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสในเพศตรงกันข้ามหรือว่าของตัวเอง แล้วก็พยาบาท การจองล้างจองผลาญ การง่วงเหงาหาวนอน มีอารมณ์ฟุ้งซ่าน นอกแบบนอกแผน สงสัยในผลของการปฏิบัติความดี สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ท่านเรียกกันว่านิวรณ์ เป็นเครื่องกันความดี สิ่งเหล่านี้ต้องระงับ ต่อไปก็รักษาศีลให้บริสุทธิ์ มีพรหมวิหาร ๔ นี่แหละ

    หลวงพ่อสุ่นสอนให้หลวงพ่อปานต้องทำอย่างนี้ เสร็จเรียบร้อยท่านบอกว่า

    “ปานเอ๊ย ลูกปานเป็นคนดีมีความสามารถ เคยมีบุญวาสนาบารมีมาก เอาอย่างนี้นะ ขั้นแรก กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก หายใจเข้ากระทบจมูก กระทบหน้าอก กระทบริมท้อง หายใจออกกระทบท้อง กระทบหน้าอก กระทบฝีปาก ลมกระทบ ๓ ฐาน กำหนดให้ได้นะ พร้อมกันนั้น หายใจเข้าให้รู้กำหนดนึกถึงคำภาวนาว่า พุท หายใจออกนึกว่า โธ แล้วก็เพ่งรูปพระสักองค์หนึ่ง พระพุทธรูปองค์ไหนก็ได้ เพ่งรูปพระให้จำได้ นึกถึงรูปพระไปพร้อมกัน กับรู้ลมหายใจเข้าออกและภาวนา “

    นี่เป็นการสอนกรรมฐานทีเดียว ๓ อย่าง คือว่า หนึ่ง อานาปานุสติกรรมฐาน รู้กำหนดลมหายใจเข้าออก อันทรงได้ถึงฌาน ๔ แล้ว คำว่าพุทโธเป็นเครื่องโยงใจ เป็น พุทธานุสสติกรรมฐาน การเพ่งรูปพระเป็น กสิณ

    เมื่อท่านสอนอย่างนั้นแล้ว หลวงพ่อปานก็มาทำตาม เวลาทำท่านเข้าไปในโบสถ์ เพราะพระในโบสถ์องค์ใหญ่ พระประธานเขาปั้นไว้ใหญ่ เห็นง่าย เห็นชัด ท่านไปนั่งทำในโบสถ์ ท่านบอกว่า ๗ วันเห็นชัด ๗ วันเท่านั้นแหละ

    พอวันแรกก็จับพระได้ไรๆ พอวันที่ ๒ ที่ ๓ มองภาพพระได้ชัด พอวันที่ ๔ ที่ ๕ พระปรากฏชัด พอวันที่ ๗ พระมีสีแก้วเป็นประกายพฤกษ์ จะบังคับให้สูงก็ได้ต่ำก็ได้ ใหญ่ก็ได้ ตามใจชอบ อันนี้เป็นกสิณสำคัญจริงๆ เป็นตัวกสิณ ฝึกอยู่อย่างนั้นต่อไปอีก ๕-๖ วัน อารมณ์สบาย นึกถึงภาพพระเมื่อไรก็เห็นเมื่อนั้น จะเดินไปบิณฑบาต จะเดินไปกลางลานวัด จะกลับมาเยี่ยมพ่อเยี่ยมแม่ นึกถึงภาพพระเมื่อไรก็เห็นเมื่อนั้น บังคับให้อยู่ข้างหน้าก็ได้ ให้อยู่ข้างหลังก็ได้ เห็นทางใจ คือว่าติดอยู่ในอารมณ์ พอสบายใจ

    ถึงวันที่ ๑๐ หลวงพ่อสุ่นก็เรียกเข้าไปหา เมื่อเข้าไปหาก็ถามว่า

    “ปานเอ๊ย พื้นฐานกำลังใจที่พ่อให้ไว้ทำได้หรือยังลูก”

    หลวงพ่อปานก็บอกว่า “ทำได้แล้วขอรับ”

    หลวงพ่อสุ่นก็ถามว่า “เจ้าเห็นพระเป็นสีประกายพฤกษ์แล้วใช่ไหม”

    หลวงพ่อปานตกใจ บอก “เอนี่มันเรื่องอารมณ์จิตของเรา ท่านรู้ได้ยังไง” ก็นึกในใจ

    พอสงสัย ท่านก็ยิ้มบอกว่า “ปานไม่ต้องสงสัย สิ่งใดก็ตามที่เจ้าทำได้พ่อต้องรู้ เพราะพ่อได้มาก่อน สิ่งที่ได้ก่อนพ่อต้องรู้ เจ้าทำทีหลัง ไม่ยังงั้นพ่อสอนเจ้าไม่ได้”

    หลังจากนั้นไปท่านก็บอกว่า

    “ปาน นี่ถึงที่สุดแล้วนะ ต่อไปนี้เราจะเปลี่ยนกันใหม่ อันนี้ได้เต็มที่แล้ว ได้เต็มที่แต่ต้องรักษาอารมณ์ไว้นะ อย่าให้สูญไป ของที่ได้ไว้แล้วอย่าให้สูญ ตอนนี้เรามาตั้งต้นกันใหม่ ตอนนี้ลูกปานจะเอาอะไรล่ะ ลูกจะเรียนอะไรต่อ จะเรียนพื้นฐานกำลังใจน่ะจะเรียนอะไรต่อ เรื่องเสกยา เสกน้ำมนต์ยังไม่ต้องเรียน เราสร้างกำลังใจกันก่อน”

    หลวงพ่อปานท่านบอกว่า ท่านคิดอยู่เสมอเรื่องน้ำในตุ่ม ท่านคิดอยู่เสมอว่าอยากจะตักน้ำด้วยใจ

    หลวงพ่อสุ่นก็รู้ใจ ท่านบอกว่า “เธออยากได้วิชาตักน้ำด้วยใจใช่ไหม”

    หลวงพ่อปานก็กราบเรียนท่านบอกว่า “ใช่ขอรับ”

    ท่านบอกว่า “ได้ปาน พ่อตั้งใจไว้แล้ว มาเรียนวิชาตักน้ำกัน”

    ท่านก็บอกว่า “ต่อแต่นี้ไปไม่ยากนะ อารมณ์เดิมที่ลูกทำมาแล้ว ที่พ่อสอนไปก่อน เราตั้งอารมณ์อย่างไหนเราก็ทำอย่างนั้น แต่ว่าวิธีที่เราจะทำวิชาตักน้ำ ก็เอาน้ำมาขันหนึ่งวางไว้ตรงหน้า ห่างออกไปสักศอกคืบ ลืมตามองดูน้ำแล้วก็หลับตานึกถึงภาพน้ำ ภาวนาว่า อาโปกสิณัง ว่าเท่านี้นะ แล้วก็ถ้าภาพน้ำมันหายไปละก็ ลืมตาดูใหม่ ใช้อารมณ์ตามเดิมนะ กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก แต่ไม่ต้องภาวนาว่าพุทโธ ไม่ต้องนึกถึงภาพพระ นึกถึงภาพน้ำแทน ใช้คำภาวนาว่า อาโปกสิณัง แทนนะ หลวงพ่อปานก็รับคำ แล้วบอกว่าเจ้าไปทำในโบสถ์หรือในป่าช้าก็ได้”
    หลวงพ่อปานก็ไปทำ
    ท่านบอกว่าท่านไปทำอยู่ ๒-๓ วัน ภาพน้ำปรากฏเป็นสีแก้วประกายพฤกษ์ ก็ปรากฏว่าเป็นกสิณเต็มที่
    หลวงพ่อปานเรียนวิชากับอาจารย์ต่าง ๆ

    เรียนวิชาปริยัติธรรมกับพระอาจารย์จีน ที่วัดเจ้าเจ็ด
    ด้วยเหตุที่หลวงพ่อสุ่นท่านได้ถ่ายทอดวิชาต่างๆ ให้จนหมดสิ้นแล้ว ท่านจึงแนะนำให้มาเรียนปริยัติธรรมที่วัดเจ้าเจ็ด กับพระอาจารย์จีน

    จากปากคำของชาวบ้านแถบวัดเจ้าเจ็ด และผู้ที่เคยไปเรียนกับพระอาจารย์จีนได้ให้ปากคำตรงกันว่า พระอาจารย์จีนเป็นคนโมโหร้าย เวลาโมโหแล้วยั้งไม่อยู่ ปากว่ามือถึง

    ดังนั้น เวลาสอนใคร ถ้าลูกศิษย์ทำไม่ถูกต้องตามใจที่สอนไปแล้ว กลัวว่าจะไปทำร้ายลูกศิษย์เข้า ท่านจึงได้สร้างกรงใหญ่ขึ้นสำหรับขังตัวท่านเองเวลาสอนหนังสือ โดยให้ลูกศิษย์เป็นคนใส่กุญแจขังแล้วเก็บกุญแจไว้

    เวลาสอนหนังสือลูกศิษย์คนใดไม่ตั้งใจเรียนหรือตอบคำถามไม่ถูกต้องทำให้อาจารย์จีน ท่านก็จะโมโหโกรธาเอามือจับลูกกรงเหล็กเขย่าจนลูกศิษย์ที่เรียนตกใจขวัญหนีดีฝ่อ แต่พอท่านคลายโทสะลงแล้ว ท่านก็กลายเป็นพระอาจารย์จีนรูปเดิม

    หลวงพ่อปานท่านมีความมานะพยายามเป็นที่ตั้ง ท่านต้องพายเรือมาเรียนหนังสือที่วัดเจ้าเจ็ดทุกวัน เวลาพายเรือไปเรียนท่านก็จะท่องพระปาฏิโมกข์ และบทเรียนที่อาจารย์สอนจนขึ้นใจ พอเวลาเรียน อาจารย์ถามอะไรก็ตอบได้ถูกต้อง เป็นที่พอใจแก่อาจารย์ยิ่ง

    ในที่สุดพระอาจารย์จีนก็สิ้นความรู้ที่จะสอนให้ท่านท่านจึงหยุดเรียนและเตรียมตัว สำหรับที่จะหาสำนักเรียนใหม่ หลวงพ่อปั้น วัดพิกุลโสกันต์ ตามคำบอกเล่าของพระภิกษุเลี่ยมว่า หลวงพ่อปานได้เรียนรู้วิชามาหลายอย่าง เคยพิมพ์คาถาออกแจกด้วย

    เมื่อเห็นว่าพระอาจารย์จีนไม่มีความรู้ที่จะสอนได้อีกต่อไป ท่านจึงคิดเข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ เพราะเป็นแหล่งรวมวิชาต่างๆ ท่านจึงได้ไปเรียนให้โยมมารดาของท่านได้รับทราบว่า จะขอลาไปศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ เพราะว่าที่นี่หาอาจารย์สอนไม่ได้อีกแล้ว

    โยมมารดาท่านเป็นห่วงว่าท่านเป็นบุตรคนเล็กที่มีอยู่ นอกนั้นออกเรือนไปหมดแล้ว อีกทั้งไม่มีญาติโยมทางกรุงเทพฯ จึงขอร้องไม่ให้ไป ท่านจึงลากลับวัดด้วยความเด็ดเดี่ยว ท่านตัดสินใจนำจีวรแพรที่โยมมารดาถวายไว้นำไปขายได้เงินแปดสิบบาท แล้วตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ โดยไม่บอกให้โยมมารดารู้ จะให้รู้ก็หลังจากลงเรือไปแล้ว จึงเข้าไปกราบนมัสการ หลวงปู่คล้าย (เจ้าอาวาสวัดบางนมโคสมัยนั้น) ว่าจะไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ หลวงปู่คล้าย จึงแนะนำให้ไปเรียนกับ พระอาจารย์เจิ่น สำนักวัดสระเกศ โดยมอบเงินช่วยเหลือไปอีกจำนวนหนึ่งเพื่อเป็นทุนในการศึกษาเล่าเรียน

    ตลอดเวลาท่านจำพรรษาอยู่กับพระอาจารย์เจิ่น ท่านได้พยายามหาความรู้เพิ่มเติม ในด้านคันถธุระและวิปัสสนาธุระ ตลอดจนพระปริยัติธรรมเพิ่มเติม ซึ่งต่อมาเมื่อท่านกลับมาวัดบางนมโค ปรากฏว่าท่านเป็นพระธรรมกถึกที่เทศนาได้เพราะจับใจ และดึงดูดศรัทธายิ่งนัก

    นอกจากวัดสระเกศแล้ว ท่านยังได้มาเรียนเพิ่มเติมที่วัดสังเวช และที่อื่น จนมีความรู้ทางด้านแพทย์แผนโบราณแตกฉานอีกด้วย

    จากข้อความในหนังสือ อนุสรณ์ครบ 101 ปี หลวงพ่อปาน เขียนไว้ว่า

    "หลวงพ่อปานเคยเล่าให้ฟังว่าระหว่างอยู่ที่วัดสระเกศนั้น อัตคัดมาก บิณฑบาตบางครั้งก็พอฉัน บางครั้งก็ไม่พอ ได้แต่ข้าวเปล่าๆ ต้องเด็ดยอดกระถินมาจิ้มน้ำปลา น้ำพริก ฉันแทบทุกวัน แต่ท่านก็อดทน ด้วยรับการอบรมเป็นปฐมมาจากพระอุปัชฌาย์คือ หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ ท่านว่าอยู่กรุงเทพฯ 3 ปี ได้ฉันกระยาสารทเพียงครั้งเดียว โดยนางเฟือง คนกรุงเทพฯ นำมาถวาย ได้รับนิมนต์ไปบังสุกุลครั้งหนึ่งได้ปัจจัยมาหนึ่งสลึง เจ้าหน้าที่สังฆการีก็มาเก็บเอาไปเสีย เลยไม่ได้ใช้ เงินที่ติดตัวไป ท่านก็ใช้จ่ายไปในการศึกษาจนเกือบหมด ท่านเหลือไว้หนึ่งบาท เอาไว้ใช้เมื่อมีความจำเป็นสุดยอดเท่านั้น

    ด้วยความอดทนของท่าน ในปีสุดท้ายที่ท่านจะกลับวัดบางนมโคนั้นเอง คืนหนึ่งท่านได้ยินเสียงคนเคาะหน้ากุฏิ ท่านเปิดออกไปก็เจอเทวดามาบอกหวยแล้วเขียนให้ดู แล้วย้ำว่าจำได้ไหม ท่านก็ตอบว่าจำได้

    ท่านนอนคิดจนนอนไม่หลับ พอรุ่งเช้าแทนที่ท่านจะแทงหวย ท่านกลับเห็นว่า นั่นไม่ใช่กิจของสงฆ์ตามที่หลวงพ่อสุ่นได้อบรมไว้ ท่านก็ไม่แทง ปรากฏว่าวันนั้นหวยออกตรงตามที่เทวดาบอก ถ้าท่านแทงหวย ก็คงจะรวยหลาย

    กลับมาตุภูมิ

    หลังจากที่หลวงพ่อปานได้เสร็จสิ้นการเรียนจากกรุงเทพฯ แล้วท่านก็หวนคิดถึงโยมมารดาที่ท่านจากมาถึง 3 ปี จึงเดินทางกลับวัดบางนมโค พร้อมกับความรู้ที่ได้รับมา

    ท่านได้ระลึกถึงว่า การเล่าเรียนของท่านที่ลำบากมาก จึงอยากจะจัดสอนหนังสือแก่พระภิกษุสามเณรและบุตรธิดาชาวบางนมโค ให้มีความรู้ จึงนิมนต์พระภิกษุเกี้ยว ที่อยู่สำนักเดียวกับท่านมาด้วย เพื่อจัดสอนหนังสือเมื่อมาถึงแล้วท่านก็นำมากราบนมัสการหลวงปู่คล้าย และได้ไปหาโยมมารดาให้ได้ชมบุญ

    ท่านอาจารย์แจง ฆราวาสชาวสวรรคโลก
    จากบันทึกของท่านฤาษีลิงดำว่า ท่านอาจารย์แจง เป็นฆราวาสชาวสวรรคโลก ได้เดินทางล่องลงมาทางใต้ ถึงวัดบางนมโค มาเลื่อมใสในปฏิปทาของหลวงพ่อปาน จึงได้สอนให้รู้ถึงวิธีการปลุกเสกพระ และวิธีสร้างพระตามตำรา ซึ่งเป็นของพระร่วงเจ้า ได้รับการสืบทอดมาจากอาจารย์ซึ่งเขียนไว้ว่า

    "ข้าพเจ้าได้รักษาตำราของพระอาจารย์ไว้แล้วก็ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระอาจารย์ทุกอย่าง วิชาต่างๆ มีผลดีทุกประการ ถ้าบุคคลใดได้พบแล้วจะนำไปใช้ให้บูชาพระอาจารย์ของท่าน แต่มิได้ระบุว่าเป็นใคร"

    ท่านอาจารย์แจงได้นิมนต์หลวงพ่อปานไปในโบสถ์ตามลำพัง เพื่อถ่ายทอดวิชา ซึ่งนอกจากวิชาการปลุกเสกพระ และทำพระแล้ว ยังได้ มหายันต์ เกราะเพชร ซึ่งท่านก็ได้ใช้ยันต์เกราะเพชรนี้สงเคราะห์ผู้คนได้มากมาย
    ...................... YanKraopetre.jpg
     
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,803
    กระทู้เรื่องเด่น:
    164
    ค่าพลัง:
    +27,057
    (ต่อ)
    หลวงพ่อปานกับหลวงพ่อเนียม

    หลวงพ่อฤๅษีฯ ได้เล่าไว้ในประวัติหลวงพ่อปาน ว่า

    ..เวลาหลวงพ่อปานไปหาหลวงพ่อเนียม ก็ไปโดนดีเข้า เข้าไปแล้วเจอะหลวงพ่อเนียมที่ไหน ความจริงหลวงพ่อเนียมก็เดินคว้าง ๆ อยู่กลางวัดนั่นแหละ มีผ้าอาบ 1 ผืนที่ชาวบ้านเขาเรียกกันว่าผ้าขาวม้า แต่ว่าพระนั่นเขาเรียกผ้าอาบน้ำฝนสีเหลือง แต่ว่าผ้าที่ท่านนุ่งมันไม่เหลือง มันตุ่น ๆ เข้าไปแล้ว มันจะดำ เหลืองหมดไป ขาวก็ไม่ขาว กลายเป็นผ้าดำ ๆ นุ่งแบบชนิดไม่รัดประคดคาดลอยชาย ผ้าอีกผืนหนึ่งแบบเดียวกัน คล้องคอเดินไปรอบวัด มีหมาวิ่งตามเป็นฝูง

    หลวงพ่อปานก็บอกว่าเมื่อท่านเห็นน่ะ ก็ไม่รู้ว่าหลวงพ่อเนียม เห็นพระแก่ ๆ ผอม ๆ นุ่งผ้าลอยชายผืนหนึ่ง เอาผ้ามาคล้องคออีกผืนหนึ่ง เดินมีหมาฝูงหนึ่งวิ่งตามไป ท่านก็คุยกับหมาตัวโน้นบ้างตัวนี้บ้าง เดี๋ยวก็ยิ้มกับหมาตัวโน้น ลูบหัวหมาตัวนี้

    ท่านก็นั่งดู เอ ว่าพระองค์นี้น่าจะเป็นหลวงพ่อเนียม

    ท่านไม่รู้จักนี่ ทำไมหลวงพ่อปานจึงคิดอย่างนั้น ก็เพราะว่าหลวงพ่อปานอยู่กับหลวงพ่อสุ่น ๆ นี่เป็นพระชั้นอ๋องแล้วนะ เป็นพระลืมเกิดแล้ว ท่านสอนหลวงพ่อปานได้ดีทุกอย่าง รู้จนกระทั่งหลวงพ่อปานเคยปรารถนาพุทธภูมินา นี่พระขนาดนี้ก็อ๋องแล้ว แต่ว่าเวลาที่หลวงพ่อปานไปหาหลวงพ่อเนียมน่ะหลวงพ่อสุ่นตายแล้ว เมื่อหลวงพ่อสุ่นตาย หลวงพ่อปานท่านก็บอกว่า ท่านก็ต้องหาที่เกาะต่อไป เพราะหลวงพ่อสุ่นบอกไว้ว่า หลวงพ่อเนียมท่านเก่ง ท่านว่าอย่างนั้น ท่านก็เลยเดา ๆ เอาว่า พระองค์นี้ต้องเป็นหลวงพ่อเนียม

    ก็วางกลด วางย่าม ถอดรองเท้า เข้าไปถึงก็กราบ หลวงพ่อปานบอกว่า แทนที่ท่านจะยกมือรับไหว้ กลับจ้องหน้าเป๋ง วาจาที่กล่าวมาเป็นวาจาแรกก็คือ

    มึงจากไหนวะ มึงมากราบกูทำไม

    หลวงพ่อปานบอกว่า เกล้ากระผมมาจากเมืองกรุงเก่าขอรับ กระผมจะมานมัสการหลวงพ่อ ขอเรียนพระกรรมฐาน

    วาจาอีกคำที่ตามมาก็คือ กรรมฐานโคตรพ่อโคตรแม่มึงมีที่ไหน กูไม่มีกรรมฐาน คนบ้านนี้เขาหาว่ากูบ้า กูเป็นบ้า กูพูดกับหมู กูพูดกับหมา กูกินข้าวกับหมูกับหมาได้ มึงจะมาเรียนกรรมฐานกับกูยังไง กูไม่รู้กรรมฐานมันเป็นยังไง

    ว่าแล้วก็ขับไล่ไสส่งให้กลับวัด หลวงพ่อปานก็นั่งทนฟังอยู่ ในที่สุดเห็นท่าจะไม่ได้เรื่องก็เลี้ยวไปหาพระในวัดไปขออาศัยนอน แล้วก็ถามพระในวัดว่าพระองค์นั่นน่ะชื่ออะไร พระท่านก็บอกว่าองค์นั้นแหละชื่อหลวงพ่อเนียมละ

    หลวงพ่อปานก็สมใจ คิดว่า

    ดีละ ในเมื่อพบหลวงพ่อเนียมก็จะต้องเรียนให้ได้ เอาซิมาพบคนดีตามคำสั่งของหลวงพ่อสุ่นเข้าแล้ว ในเมื่อพบเข้าแล้วเช่นนี้จะถอนได้อย่างไร ไอ้เรื่องจะถอนไม่มีวันละ ไม่มีวันถอน

    วันรุ่งขึ้นหลวงพ่อปานก็เข้าไปหาท่านอีก ตอนนี้เข้าไปตอนเช้าเวลาที่พระฉันข้าว คือว่าพระที่ท่านพักอยู่ด้วยก็ดีเหมือนกัน ในตอนเข้าต้มข้าวต้มให้ท่านฉันแล้วก็บอกว่า ถ้าหาหลวงพ่อเนียมต้องหาตอนเช้าจะค่อยยังชั่วสักหน่อย ถ้าหาตอนเย็นไม่ได้ แดดแข็งแดดจัด ๆ ดีไม่ดีท่านก็ตวาดเอาง่าย ๆ

    เวลาที่หลวงพ่อเนียมฉันข้าวก็ปรากฏว่าท่านนั่งบนโต๊ะ 2 ชั้น ข้างล่างเป็นโต๊ะตัวโต ข้างบนตัวย่อมหน่อย มีกับข้าวเต็ม ท่านฉันองค์เดียว พระองค์อื่น ๆ ตั้งวงฉันไม่ไกลกันนัก บนโต๊ะของท่านพื้นโต๊ะชั้นที่ 1 มีหมาเต็มหมด ท่านกินข้าวคำ ท่านก็ป้อนตัวโน้นคำป้อนตัวนี้คำ แล้วก็ท่านฉันคำ ป้อนหมาบ้างกินเองบ้าง ป้อนแมวบ้าง คุยกะหมาคุยกะแมวไปตามชอบใจ

    เมื่อหลวงพ่อปานเข้าไปกราบ ๆ ท่านก็ด่าเอาอีก ท่านด่าเอา ท่านไม่ยอมสอน ท่านบอกว่าท่านไม่รู้กรรมฐาน ตอนนี้ล่อโคตรพ่อโคตรแม่เข้าเลย เอากันอย่างหนัก ในเมื่อหลวงพ่อปานเห็นท่าไม่ได้การ มองดูพระพี่เลี้ยงที่ไปอาศัยกุฏิอยู่ ท่านก็พยักหน้าให้เข้าไปหา ท่านก็เลยเข้าไปหา พระองค์นั้นท่านก็บอกว่าคอยก่อน พรุ่งนี้เข้าไปหาใหม่

    พอวันรุ่งขึ้นก็เข้าไปหาในเวลานั้นอีก ก็ถูกด่าพ่อล่อแม่อีก เอาขนาดหนัก (หลวงพ่อปานก็ยืนยันคำเดิม ว่าจะมาขอเรียนกรรมฐาน เมื่อ) ท่านยืนยันแบบนี้ (หลวงพ่อเนียมก็) ชักนิ่งเอา ตอนนี้หลวงพ่อเนียมนิ่ง นั่งมองหน้าเป๋งสักครึ่งชั่วโมง ไม่ใช่น้อยนะ ไม่พูดละ มองเป๋งตาไม่กระพริบ

    หลวงพ่อปานก็หมอบอยู่ข้างเท้าของท่าน หมามันก็เลียหัวเลียหูเลียหลังบ้าง ท่านก็ปล่อยมัน บอกว่าช่างมัน ไอ้หัวเรากับลิ้นหมามันก็คล้ายคลึงกัน ไอ้ลิ้นหมามันก็อยู่ส่วนหัว ไอ้หัวเราก็อยู่ส่วนหัว มันปะทะกัน ไม่เป็นไรหัวต่อหัว ท่านบอกว่าดีน่ะนา มันยังไม่เอาหัวแม่เท้าของมันมาพาดหัวเรา ๆ ก็ยังไม่ว่ามัน เพราะอย่างน้อยที่สุดมันก็ยังเป็นหมาของหลวงพ่อเนียม

    หลวงพ่อเนียมจ้องเป๋งสักครึ่งชั่วโมงแล้วก็พูดมาคำ บอกว่า ไอ้…..กะแม่ ไอ้พวกเมืองกรุงเก่านี่น่ะดื้อด้านเหลือทน โคตรแม่มันดื้อด้านมาก ด่าเท่าไหร่ก็ไม่เจ็บ ด่าเท่าไหร่ก็ไม่ช้ำ เอา มันอยากจะเรียนก็เรียนซีวะ ในเมื่อชาวบ้านเขาหาว่ากูบ้าแล้ว มึงเรียนกับกู มึงก็เป็นคนบ้า ต่อไปมึงจะต้องบ้าอย่างกูนะถ้ามึงเรียนกับกู

    หลวงพ่อปานก็เลยบอกว่า บ้าก็บ้าครับ ผมยอมบ้า ถ้าผมไม่อย่างบ้า ผมก็ไม่มาหาหลวงพ่อ นี่ผมได้ยินข่าวหลวงพ่อแล้วผมอยากบ้าอย่างหลวงพ่อขอรับ

    ตอนนี้ท่านบอกว่า เพิ่งจะได้ยินเสียหัวเราะลั่น ๆ เลย หัวเราะเสียงดังบอกว่า

    เออ กูหาคนอยากจะบ้ามานานแล้วหาไม่ได้ นี่กูบ้าคนเดียวมานาน ต่อไปนี้กูจะมีเพื่อนบ้าละโว้ย

    หลวงพ่อปานบอกว่าหลังจากนั้นท่านก็เลยสั่งว่า

    เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะ กลางคืนเวลาประมาณสัก 2 ทุ่มนะ เอ็งนุ่งสบงทรงจีวรคาดสังฆาฏิให้ดีเข้าไปหาข้าในกุฏิ เวลากลางวันนี้มันจะเรียนกันยังไงวะกรรมฐาน เขาเรียนกันกลางคืน มันเงียบสงัด

    หลวงพ่อปานก็บอกว่าใจชื้น พอตอนกลางคืน หลวงพ่อปานเข้าไปหาท่าน ปรากฏว่ารูปร่างท่านผิดไปมาก ผิวดำผอมเกร็งแบบนั้นไม่มี ท่านนุ่งสบงทรงจีวรพาดสังฆาฏิเหลืองอร่าม ผิวกายสมบูรณ์ ร่างกายสมบูรณ์ หน้าตาอิ่มเอิบ รัศมีกายผ่องใส สวยบอกไม่ถูก

    หลวงพ่อปานกราบ 3 ครั้งแล้วก็นั่งมอง ท่านก็นั่งมองยิ้ม ๆ แล้วท่านก็ถามว่า แปลกใจรึ คุณ

    หลวงพ่อปานก็ยกมือนมัสการ บอกว่าแปลกใจขอรับ ว่าหลวงพ่อรูปร่างไม่เหมือนตอนกลางวัน

    ท่านก็บอกว่ารูปร่างนะคุณมันเป็นอนัตตานี่ คือว่าเป็นอนิจจัง มันหาความเที่ยงไม่ได้ มันจะดำเราก็ห้ามมันไม่ให้ดำไม่ได้ มันจะขาวเราก็ห้ามไม่ให้มันขาวไม่ได้มันจะผอมเราก็ห้ามไม่ได้ มันจะอ้วนเราก็ห้ามไม่ได้ มันไม่มีอะไรจะห้ามได้เลยนี่คุณ พระพุทธเจ้าท่านทรงกล่าวว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมันเป็นอนิจจัง

    หลวงพ่อปานบอกว่าตอนนี้จะเริ่มสอนกรรมฐาน อธิบายไพเราะจับใจ ฟังง่ายจริง ๆ พูดได้ซึ้งใจทุกอย่าง เวลาท่านพูดคล้าย ๆ ว่าจะบรรลุอรหันตผลไปพร้อม ๆ ท่าน ท่านสอนได้ดีมาก พอสอนเสร็จเรียบร้อยแล้วก็บอกให้ไปพักที่กุฏิอีกหลังหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กับกุฏิของท่าน แล้วเวลาทำกรรมฐานกลางคืน หลวงพ่อปานวางอารมณ์ผิด ท่านจะร้องบอกไปทันที บอก

    คุณปานเอ๊ย คุณปาน นั่นคุณวางอารมณ์ผิดแล้วนี่หว่า ตั้งอารมณ์เสียใหม่มันถึงจะใช้ได้

    นี่ หลวงพ่อปานบอกว่า ท่านมีเจโตปริยญาณแจ่มใสมาก ท่านเรียนพระกรรมฐานอยู่กับหลวงพ่อเนียม 3 เดือนแล้วจึงกลับ ก่อนหลวงพ่อปานจะกลับ หลวงพ่อเนียมก็บอกว่า ถ้าข้าตายนะ หลวงพ่อโหน่งวัดคลองมะดันเขาแทนข้าได้ ถ้ามีอะไรสงสัยก็ไปถามหลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน นะ

    a8a8a8a8a8a8a8a8a8a

    วิชาเกร็ดก็มีอีกอย่างหนึ่ง

    หลวงพ่อเนียมบอกกับหลวงพ่อปานว่า เมื่อก่อนหน้าแกมานะ แหมข้าเกือบน่ะว่ะ

    หลวงพ่อปานถามว่า เป็นยังไงครับ

    หลวงพ่อเนียมบอกว่า ที่ไหนได้ ข้าถูกงูกัด ข้าเดินไปกลางลานวัด ข้าถูกงูกัด ๆ แล้วก็เห็นมันเป็นงูเห่า ข้าก็เลยมากุฏิ นั่งเป่า ๆ ๆ พักเดียวมันก็หาย

    หลวงพ่อปานก็เลยอยากได้คาถาแก้งูเห่าบ้าง ถามว่า หลวงพ่อครับหลวงพ่อใช้คาถาอะไรเป่าพิษงูเห่าหาย

    ท่านก็บอกว่า ไอ้คาถาที่เข้าเป่านี่น่ะมันมีเยอะว่ะ ในเจ็ดตำนานทั้งหัวมันใช้ได้ทั้งนั้นแหละ แกเอาตรงไหนก็ได้

    หลวงพ่อปานบอกว่า หมดท่าเลย พ่อเล่นบอกว่าเจ็ดตำนานทั้งเล่มเอาตรงไหนก็ได้ นี่แสดงว่าจิตเข้าถึงแท้นะ มีพลังจิตสูง

    แล้วอีกตอนหนึ่งท่านบอกว่า

    ไอ้พวกผีนี่น่ะมันจะเอาคนแถวนี้ ข้าไม่ยอมให้มัน มันบอกมันจะเอาคนตั้ง 200 คน มันขอข้า ข้าไม่ให้มัน ๆ เอาไปตั้ง 200 คน ข้าก็ตายน่ะซี พระก็ตายไม่มีใครเลี้ยง คนน่ะมากกว่าแต่คนตายตั้ง 200 คน บ้านมันก็หนาวหมด เขาก็ยกบ้านหนีหมด ข้าไม่ยอมให้มัน มันโกรธข้าแฮะ ข้าจะไปไหนก็ตาม มันถึงไม้แหลมอันหนึ่งเดินตามไป ไม่ว่ากลางวันกลางคืน ข้าก็ไม่ยอมเผลอให้มัน

    แต่วันหนึ่งข้าไปส้วมว่ะ ข้าเผลอไป แหมพอไปส้วม เผลอไป มันย่องเข้าไปข้างหลังเอาไม้พุ่งปั๋งเข้าที่ท้อง ข้าขี้แตกพรวดเลย โอ้โฮมันขี้เสียหมดท้อง ชักไม่มีแรง เวลาออกมาจากส้วมต้องใช้ไม้เท้ายันมากุฏิ ข้าก็นอนแผ่ นึกเป่าตัวเองครึ่งวัน สักครึ่งวันมีกำลังปกติ

    หลวงพ่อปานก็ถามว่า หลวงพ่อใช้คาถาอะไรเป่าขอรับ

    ท่านบอกว่า ข้าเอาตามเจ็ดตำนานที่ไหนก็ได้ บทไหนก็ได้ ชอบบทไหนแกก็เอาบทนั้นเป่าส่งไปเถอะหายเองแหละ คนถ้ายังไม่ถึงเวลาจะตายน่ะ หายเอง

    หลวงพ่อปานอยู่กับหลวงพ่อเนียม 3 เดือนก็ลากลับ ก่อนจะกลับหลวงพ่อเนียมก็ลูบศีรษะแล้วว่า ปานเอ๊ย เอ็งมันปรารถนาพุทธภูมินะ จะหวังอรหันต์ในชาตินี้น่ะไม่ได้ แต่ทำไปเถอะ เพื่อบารมีของเอ็งจะได้เต็ม เวลาข้าตายแล้ว ถ้าเอ็งสงสัยอะไรก็ถามท่านโหน่งเขานะ ท่านโหน่งน่ะ เขาพอจะแทนข้าได้

    หลวงพ่อปานกับหลวงพ่อโหน่ง

    หลวงพ่อฤๅษีฯ ได้เล่าถึงเรื่องนี้ไว้ว่า

    ...ในกาลต่อมา เมื่อหลวงพ่อเนียมมรณภาพแล้ว หลวงพ่อปานก็มีความสงสัยในหลวงพ่อโหน่ง

    คำว่าสงสัยน่ะ ไม่ใช่สงสัยอะไรหรอก หมายความว่าอยากจะพบ อยากจะรู้ถึงคุณสมบัติของหลวงพ่อโหน่ง อยากจะเรียนต่อกันนั่นเอง พระสมัยนั้นน่ะท่านไม่ใช่แข่งดีกันนะ ท่านพยายามขอดีกัน หมายความว่าถ้ารู้ว่าใครเขามีดีแล้วก็ไปขอดีจากเขา ไม่ใช่เอาดีไปแข่งหรือเอาดีไปอวด

    หลวงพ่อปานก็ธุดงค์ไปเพื่อจะไปหาหลวงพ่อโหน่ง ตอนไปก่อนจะถึงท่านบอกว่า แดดมันร้อนจัด ท่านก็พักอยู่โคนต้นพุทรา อยู่ไม่ไกลจากกุฏิของหลวงพ่อโหน่งนัก ท่านก็เปิดหน้าต่างออกมาร้องว่า

    แหม พ่อคุณ มาแล้วยังดันมาสั่งเสียอีกนะ ไอ้เราน่ะคอยมาตั้งแต่เช้า คิดว่าจะมาถึงแต่เช้า มาโอ้เอ้ ๆ อยู่ได้ เข้ามาให้ถึงนี่ซี มาพักผ่อนที่นี่ มานั่งคุยกัน เราคอยมาตั้งนานแล้ว

    ผลที่สุดหลวงพ่อปานก็เข้าไปหาท่าน แล้วคุยกันถึงเรื่องพระกรรมฐาน สอบกันไปสอบกันมา สอบกันมาสอบกันไป เอาใครดีกว่าใครไม่ได้ เรียกว่าไม่มีใครกล้าดีกว่ากัน จนแต้มด้วยกัน ท่านบอกว่าไล่ไปตามลำดับ เมื่อถึงที่สุดหลวงพ่อโหน่งก็บอกว่าผมก็หมดแค่นี้แหละไปไม่รอดอีก ก็เป็นอันว่าหลวงพ่อปานกับหลวงพ่อโหน่งเวลานั้นยันกัน เรียกว่ายันกันได้

    ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. เท่าไร ฉันก็จำไม่ได้ แต่ฉันบวชแล้ว ปรากฏว่าหลวงพ่อโหน่งตาย พระที่วัดหลวงพ่อโหน่งก็มาบอกหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานติดธุระไปไม่ได้ วันที่จะเผาหลวงพ่อโหน่ง ท่านติดกำหนดยกช่อฟ้าวัดช่องลม อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เพราะท่านไปสร้างศาลาไว้ที่นั่น ท่านสั่งพระไปบอกว่า ถ้าหากว่าศพหลวงพ่อโหน่งไม่เน่าละก็ อย่างเพิ่งเผานะ ให้รอท่านก่อน ถ้าหากว่าศพหลวงพ่อโหน่งแห้งหรือว่าเน่า ก็จงเผาเถิด เพระเก็บศพไว้ 13 เดือนแล้ว


    ปรากฏว่าเวลาเขานำศพออกมา มีสภาพเหมือนคนนอนหลับ เวลาท่านจะตาย ท่านนอนตะแคงขวา พนมมือเหมือนกันคนนอนหลับ สภาพการเน่าเหม็นอะไรก็ไม่มี สมัยนั้นไม่มีการฉีดยา แต่ทว่ากรรมการวัดส่วนใหญ่เขาพากันเผาเสีย

    ต่อมาหลวงพ่อปานรู้เข้า ไปที่วัดนั้น ฉันก็ไปด้วย ท่านเรียกกรรมการวัดบ้างพระบ้างมาเทศน์เสียเยอะ เรียกว่าเทศน์ให้ฟัง เพราะไม่รู้ค่าของความดีว่าหลวงพ่อโหน่งนี่เป็นพระอรหันต์

    พวกแกนี่อยู่กับพระอรหันต์นะ ไม่รู้ค่าของความดีของพระอรหันต์ นี่ท่านอธิษฐานตัวทิ้งเข้าไว้นะ วันนั้นฉันมาไม่ได้ ฉันก็สั่งแล้วว่าถ้าศพไม่เน่าไม่ควรจะเผา

    เขาก็ไม่เถียง ท่านพูดแล้วเขาไม่เถียง ท่านก็แพ้เขาน่ะซิ ทีนี้คุณสมบัติหลวงพ่อโหน่งมีพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง หลวงพ่อปานบอกว่า เวลาใครเขานิมนต์ท่านละก็ ท่านต้องถามพระเสียก่อน เพราะว่าท่านไม่เคยเรียนนี่ เวลานิมนต์ไปเทศน์ ท่านบอกว่า ต้องถามพระก่อน แล้วท่านก็จุดธูปถามพระขอท่าน ถ้าพระบอกว่าไม่ควรไป ท่านไม่ไปใครจะนิมนต์ก็ตามท่านไม่ไป

    แล้วปฏิปทาพิเศษของท่านมีอีกอย่างหนึ่งก็คือ ท่านเอาแม่ของท่านไปเลี้ยงไว้ โยมผู้หญิงนะ เรียกภาษาธรรมดาว่าแม่ มันชัดดีไม่แปลกไม่เปลิกหรอก เรียกแม่ก็ได้ เวลาท่านบิณฑบาตมาแล้วท่านก็เอาข้าวไปให้แม่ของท่านกิน แล้วท่านก็ฉัน แบบนี้ไม่ผิดนะเคยฟังมาแล้ว เมื่อเวลาแม่กินข้าวแล้วท่านก็เทศน์ให้แม่ของท่านฟังกัณฑ์หนึ่งทุกวัน ท่านทำอย่างนี้เป็นปกติจนกระทั่งแม่ของท่านตาย
    ประวัติหลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ
    http://www.itti-patihan.com/ประวัติ-หลวงพ่อโหน่ง-วัดคลองมะดัน-วัดอัมพวัน.html


    หลวงพ่อปานได้คาถาพระปัจเจกะโพธิ์โปรดสัตว์จากครูผึ้ง

    พระคาถาพระปัจเจกะโพธิ์โปรดสัตว์นี้ หลวงพ่อปาน ได้เรียนมาจากครูผึ้ง จ.นครศรีธรรมราช (ท่านทำทานให้ขอทานครั้งละ ๑ บาท สมัยนั้นก๋วยเตี๋ยวข้าวแกงจานละห้าสตางค์เอง)

    เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒ หลวงพ่อปาน พร้อมด้วยคณะ ได้เดินทางไปทุกภาคของประเทศไทย ทิศเหนือได้ไปถึงเชียงตุงของพม่า ทิศตะวันออกไปสุดภาคอีสาน และได้ขออนุญาตข้ามเขต ไปในอินโดจีนของฝรั่งเศส ถึงประเทศญวน ทิศใต้ได้ไปถึงปีนังของอังกฤษ

    พบท่านครูผึ้ง
    เมื่อไปถึงนครศรีธรรมราช ในเย็นวันที่ได้ไปถึงนั่นเอง ขณะที่หลวงพ่อปานเข้าห้องจำวัดพักผ่อน โดยมีพระภิกษุอุปฐากกับทายก คอยเฝ้าอยู่หน้าห้องพักนั้น ประมาณเวลา ๑๗.๐๐ น. ได้มีท่านผู้มีอายุท่านหนึ่ง รูปร่างเพรียว ท่าทางสง่า ผิวขาว นุ่งห่มผ้าม่วงสีน้ำเงิน สวมเสื้อนอกราชปะแตน กระดุมห้าเม็ด ถุงเท้าขาว รองเท้าคัชชูสีเทา สวมหมวกสักหลาด ถือไม้เท้าเลี่ยมทอง ได้มาหาพระอุปัฏฐาก ถามว่า

    "หลวงพ่อตื่นแล้วหรือยัง?"

    ก็พอดีได้ยินเสียงหลวงพ่อพูดออกมาจากห้องว่า

    "ไม่หลับหรอก แหมนอนคอยอยู่ คิดว่าผิดนัดเสียแล้ว"

    แล้วหลวงพ่อก็เดินออกมาจากห้องพัก เมื่อนั่งลงแล้ว ผู้เฒ่าผู้มาหาพูดว่า

    "ผมไม่ผิดนัดหรอกครับ เห็นว่าท่านเพิ่งมาถึงใหม่ๆ กำลังเหนื่อย และมีคนมาคอยต้อนรับกันมาก ก็เลยรอเวลาไว้ก่อน ตอนเย็นนี้คิดว่าว่างจึงเลือกเวลามา"

    ขณะที่ทั้งสองพูดคุยกันอยู่นั้น สร้างความสงสัยให้แก่คณะที่ได้ไปด้วยกันเป็นอันมาก เพราะไม่เคยเห็นว่าคนทั้งสองพบกันที่ไหนเลย ทำไมจึงพูดกันถึงเรื่องนัดหมาย ขณะที่คณะเกิดสงสัยนั่นเอง หลวงพ่อได้พูดว่า

    "พวกเราสงสัยหรือ ? ไม่ต้องสงสัยอะไรอีกต่อไป โยมผู้เฒ่านี้ได้ทางใน ฉันพบกับโยมตั้งแต่เดินทางมาถึง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และได้นัดหมายกันไว้ว่า จะมาพบกันที่นี่ ต่อไปนี้พวกเราจะพ้นความยากจนแล้ว เพราะโยมผู้นี้มีของดี"

    แล้วหลวงพ่อก็พูดกับผู้เฒ่านั้นว่า

    “โยมมีของดี ก็เอาของดีออกมาอวดพวกนี้หน่อยซิ หรือมีอะไรขัดข้อง?

    ท่านผู้เฒ่าได้บอกว่า ท่านชื่อผึ้ง อายุ ๙๙ ปี

    ท่านครูผึ้งเล่าประวัติพระคาถา
    (มองดูแล้วคนในคณะที่ไปกับหลวงพ่อ อายุ ๕๐ เศษ เหมือนจะแก่กว่าเท่าๆ กับท่าน) เมื่ออายุท่านได้ประมาณ ๕๐ ปี ได้มีพระธุดงค์เดินธุดงค์มารูปเดียว ท่านเห็นพระรูปนั้นแล้วรู้สึกเลื่อมใสมาก จึงได้นิมนต์ให้พักอยู่เพื่อบำเพ็ญกุศล ๔ วัน ได้ปฏิบัติท่านอย่างดีเท่าที่จะทำได้ ได้เรียนกรรมฐานจากท่าน ท่านได้สอนให้เป็นอย่างดี เมื่อจะกลับท่านพูดว่า

    "โยมฉันจะลากลับ ต่อไปจะไม่ได้มีโอกาสผ่านมาอีก หากโยมอยากพบอาตมา ก็ขอให้จุดธูปอาราธนาพระ แล้วอาตมาจะมาพบทางใน"

    แล้วท่านได้มอบพระคาถา พระปัจเจกะโพธิ์โปรดสัตว์บทนี้ให้ พร้อมทั้งอธิบายวิธีปฏิบัติ ท่านว่า

    “ทำเพียงเท่านี้พอเลี้ยงตัวรอด เงินทองของใช้ไม่ขาดมือ ถ้าปฏิบัติเป็นกรรมฐานทำให้ถึงฌานแล้ว จะร่ำรวยเป็นเศรษฐี โยมเอาพระคาถาบทนี้ภาวนาเป็นกรรมฐานเถิดนะ ไม่เกิน ๒ ปี โยมจะร่ำรวยใหญ่ เงินทองจะหลั่งไหลมาเอง พระคาถาบทนี้ของปัจเจกะพุทธเจ้า ตระกูลอาตมาได้เรียนสืบต่อกันมาทุกคน ไม่มีใครจน อย่างจนก็พอเลี้ยงตัวรอด”

    ให้หลวงพ่อปานเรียนพระคาถา
    เมื่อพูดจบ ได้มอบพระคาถาให้หลวงพ่อเรียน แล้วบอกว่า”ได้โปรดอย่าปิดบังพระคาถาบทนี้เลย ขอได้กรุณาแจกเป็นธรรมทานด้วย” แล้วหลวงพ่อก็หลับตาเข้าสมาธิ ท่านครูผึ้งก็หลับตาเข้าสมาธิ ต่างคนต่างหลับตา ประมาณ ๕ นาที ก็ลืมตาขึ้นพร้อมกัน ต่างคนต่างยิ้ม เสียงท่านครูผึ้งพูดว่า "ผมดีใจด้วยที่ต่อไปเบื้องหน้า ท่านจะได้ศิษย์คู่ใจ" หลวงพ่อก็หัวเราะ

    ตอบคำถามหลวงพ่อ
    หลวงพ่อถามว่า ท่านอาจารย์ทำนานนักไหมจึงจะรู้ผล อาจารย์ตอบว่า ไม่นานครับ ประมาณเดือนแรกผ่านไปเริ่มรู้ผล ผลระยะแรกให้ผลในทางกินก่อน เช่นหุงข้าวตามธรรมดา คนกินในบ้านก็กินเท่าเดิม เพิ่มการใส่บาตร แต่ข้าวเหลือ ผมเคยได้ว่าคนหุง ทำไมหุงมากนัก เขาบอกว่าหุงเท่าเดิม ผมจึงสั่งให้ลด จนเหลือครึ่งจำนวนพอดี

    เงินเริ่มเพิ่ม
    เมื่ออาหารเริ่มลดความหมดเปลือง รายได้ก็เพิ่มขึ้นในระยะ ๑ปี ผ่านไปเรื่องการเงินเริ่มไหวตัว เงินในที่เก็บเริ่มเกินบัญชี เงินจากร้านค้ารับมานับว่าพอดี พอรุ่งขึ้นมาตรวจ เงินมากกว่าจำนวนทุกที ดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะทำอะไรเป็นเงินเป็นทองไปหมด เดี๋ยวนี้ผมทำอะไรไม่ไหว แต่ผมก็มีรายได้ทุกวัน ใครไปใครมา ขากลับคนนี้ให้บ้าง คนนั้นให้บ้าง คิดเฉลี่ยผมมีรายได้วันละประมาณเกือบร้อยบาท พระคาถาบทนี้ศักดิ์สิทธิ์มากครับ

    ทำเป็นกรรมฐาน
    หลวงพ่อได้ถามว่า ท่านอาจารย์ทำอย่างไร อาจารย์ตอบว่า ผมทำเป็นกรรมฐานเลยครับ ทำจนสว่าง หลับตาลง แล้วเกิดความสว่างขึ้น ได้เห็นพระพุทธรูปบ้าง พระสงฆ์บ้าง มีอยู่องค์หนึ่งครับจีวรสวยมาก ไม่เหมือนจีวรพระธรรมดา แล้วเริ่มเห็นเงิน คราวแรกๆ เป็นจำนวนน้อยๆ ต่อมาก็เห็นจำนวนมากตามลำดับ จนถึงกองใหญ่เหลือที่จะนับ ตอนนี้เองครับ เงินทองไหลมากันใหญ่ ทำอะไรนิดทำอะไรหน่อยก็ดีไปหมด คนอื่นเขาทำขาดทุน ผมลองไปบ้างก็มีกำไรดีเสียด้วย

    ของเพิ่ม
    มีเรื่องแปลกอีกครับ นอกจากเงินเพิ่มแล้ว ของก็เพิ่มอีกด้วย ข้าวของที่มีอยู่หรือหามาใหม่ มีบัญชีจดไว้ครบถ้วน ครั้นไปตรวจคราวใดของเกินบัญชีทุกที

    เคล็ดลับ
    หลวงพ่อถามว่า มีเคล็ดลับอะไรบ้างในการนำของเข้าออก และการเก็บเงินใช้เงิน

    อาจารย์ตอบว่า มีครับ แหม ผมเกือบลืมบอก ดีแล้วครับ ถามดีมาก เรื่องนำข้าวของไม่ว่าเป็นอะไร จะเป็นของกิน ของใช้ ของขายก็ดี ผมทำน้ำมนต์ด้วยพระคาถาบทนี้ไว้ เมื่อนำข้าวของเข้าบ้าน ผมเอาใบพลู ๓ ใบ จุ่มน้ำมนต์พรมของนั้น ๓หน พรม ๑ หน ว่าพระคาถาหนึ่งจบ

    การนำเงินเข้าเก็บและนำออกใช้
    เมื่อนำเงินเข้าเก็บ และนำออกมาใช้ ให้ว่าพระคาถานี้ เท่ากับจำนวนที่สวดบูชาพระ เช่น ปกติสวด ๗ จบ เมื่อนำเงินเข้าเก็บก็ว่าพระคาถานี้ ๗ จบ เมื่อนำออกใช้ก็ว่า ๗ จบ แต่อย่านับเงินก่อนให้จับเงิน แล้วว่าพระคาถาครบจำนวน จึงนำเงินออกมานับนอกที่เก็บ

    อานิสงส์พระคาถา
    พระคาถา นอกจากจะให้ผลในเรื่องความเป็นอยู่อย่างมีความสุขสบาย เงินทองเหลือใช้สอย ของที่ต้องการปริมาณก็เพิ่มขึ้น ของที่ต้องการน้ำหนักก็เพิ่มน้ำหนัก ของกินของใช้ก็ไม่สิ้นเปลือง เมื่อผมได้ภาวนาเรื่อยไป จนได้สมาธิสูง เลยเห็นเหตุการณ์ของโลกอื่น ผมหมดสงสัยเรื่องโลกอื่นแล้วครับ

    หลวงพ่อได้ศิษย์คนแรก
    เมื่อได้เดินทางจากนครศรีธรรมราชไปแล้ว เป็นเวลา ๑ เดือน คณะชุดนั้นก็ได้เดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ หลวงพ่อได้พักที่คณะ ๙ วัดสระเกศ พอรุ่งขึ้นมีศิษย์พากันเอาอาหารไปถวาย ขณะฉันอาหาร หลวงพ่อได้พูดกับท่านเจ้าคณะ ๙ ชื่อจีน ว่า

    ผมไปปักษ์ใต้มา ได้พระคาถาดีมาบทหนึ่ง

    ว่าแล้วท่านก็พูดถึงพระคาถา ตามที่ท่านครูผึ้งได้บอก เป็นที่น่าแปลกอยู่อย่างหนึ่ง คนที่ไปนั่งอยู่ที่นั่นด้วยกัน เกือบร้อยคนไม่มีใครสนใจ ต่างคนต่างฟังกันเฉย มีแต่นายประยงค์ ตั้งตรงจิตร เพียงคนเดียวเท่านั้น ที่ควักสมุดพกขึ้นมาจดพระคาถาทันที เมื่อเสร็จภัตรกิจแล้ว ต่างคนต่างกลับ นอกจากนายประยงค์ รอพบว่างคนก็เข้าไป กราบหลวงพ่อขอเรียนพระคาถา หลวงพ่อหัวเราะชอบใจแล้วว่า

    เอออ้ายลูกหัวปี เอาเถอะพ่อให้อีก ๒ ปีลูกเอ๋ย เอ็งจะรวยใหญ่ ไปทำเป็นกรรมฐานเลยนะลูกนะ

    แล้วต่อมาประมาณ ๒ ปีเศษ นายประยงค์เล่าให้หลวงพ่อเล็ก เจ้าอาวาสวัดบางนมโคฟัง มีอาการเหมือนท่านครูผึ้งทุกประการ ท่านเล่าว่า

    เมื่อก่อนทำพระคาถานี้ ผมยากจน ขายของก็ยาก เดือนไหนมีกำไรถึง ๒๐๐ บาท เดี๋ยวนี้สบายแล้วครับ หลวงพ่อจะเอาเท่าไร ผมถวายทั้งนั้นขอให้บอกมาเถอะ หลวงพ่อออกปากผมไม่หนักใจเลย หลวงพ่อเรียกเอาเงิน ดูเหมือนผมยิ่งได้มากขึ้นแปลกครับ

    นี่เป็นถ้อยคำของนายประยงค์ ศิษย์คนแรกในการเรียนพระคาถาพระปัจเจกะโพธิ์ โปรดสัตว์ของหลวงพ่อปาน ซึ่งเรียนมาจากท่านพระครูผึ้งดังกล่าว

    อภินิหารพระคาถาและเงินงอก
    นายประยงค์เล่าว่า เรื่องอาหารรับประทาน ไม่เปลืองเหมือนเมื่อท่านครูผึ้งเล่า ยังเล่าต่อไปอีกว่า

    เรื่องยาไทยที่ห้างก็แปลก เมื่อทำยาเสร็จแล้วก็ได้ลงบัญชีไว้ครบ ครั้นเมื่อขายไปครบตามจำนวนเงิน ก็ได้ตามจำนวนบัญชี แต่ยานั้นยังเหลืออีก ในตอนแรกผมคิดว่าเจ้าหน้าที่นับไม่ถ้วน ต่อมาผมตรวจเอง ก็เป็นอย่างนั้นเสมอ

    นายห้างเล่าต่อว่า

    ปกติขายยาได้เงินมาแล้ว นำเข้าธนาคารทุกวัน เมื่อเบิกเงินเพื่อใช้จ่าย ผมยังไม่ยอมนับเงินนั้น และไม่ใช้ในวันนั้น ผมเอาเข้าที่เก็บก่อนหนึ่งคืนตามวิธี พอรุ่งขึ้นออกตามวิธี ตามที่ได้สังเกตและจำได้ เงินหนึ่งหมื่น เมื่อเก็บแล้วคืนหนึ่ง เมื่อเอาออกมานับในวันรุ่งขึ้น จะได้เกินกว่าหนึ่งพันเสมอ นี่ก็เป็นอภินิหารอีกอย่างหนึ่ง ยังเป็นเมตตามหานิยมในตัวอีกด้วย ผมสบายใจแล้วครับ เงินก็มีใช้ บุญก็ได้ทำอย่างชนิดไม่ต้องอั้นเลย

    นายประยงค์บอกว่า

    ผมสู้คุณย่าผมไม่ได้ ท่านเป็นผู้ภาวนาพระคาถานี้วันยังค่ำ เว้นไว้แต่เมื่อมีผู้ไปคุยกับท่านเท่านั้น ท่านภาวนา ไม่ว่าท่านจะยืน เดิน นั่ง นอน ท่านไม่ยอมให้ว่างเลยครับ ผลที่ได้หรือครับ เซฟที่อยู่หน้าที่บูชา ๓ เซฟ เป็นเซฟเปล่าทั้งสิ้น วันหนึ่งท่านเรียกพวกเราไปหา ท่านให้ไขเซฟดู ปรากฏว่าเต็มไปด้วยธนบัตรใบละร้อย เมื่อถามท่าน ท่านเล่าให้ฟังว่า

    เงินมาเอง มาด้วยอำนาจพระคาถานี้

    เราถามท่านว่ารู้ได้อย่างไร ท่านบอกว่า

    เมื่อคืนนี้ย่ากำลังภาวนาพระคาถานี้อยู่ เกิดอาการสบายเคลิ้มไปอย่างไม่รู้ตัวสักครู่ พอรู้สึกตัวเห็นแสงสว่าง พุ่งเป็นลำเข้าไปในเซฟ มีเสียงบอกว่า "เงินมา เงินเข้าเซฟ ทำใจให้สบายไว้" ย่าเลยทำใจให้สบาย คุมสมาธิไว้ครู่หนึ่ง ต่อไปแสงนั้นก็หายไป ย่าก็เลยหลับไปเท่านี้แหละลูก พระคาถานี้ท่านดีจริงๆ อย่าทิ้งนะลูก พวกเอ็งเอาเงินไป จะทำอะไรก็ทำเถิด แต่อย่าลืมทำบุญด้วยนะ ทำมากเท่าไรยิ่งดี
    พระคาถาพระปัจเจกะโพธิ์
    ว่า ๓ จบ หรือ ๕ จบ หรือ ๗ จบ หรือ ๙ จบ ก็ได้ แต่ต้องสม่ำเสมอ จึงจะเกิดผล
    “วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ มาณี มามะ พุทธัสสะ สวาโหม”
    อุปนิสัยและปฏิปทาของหลวงพ่อปาน


    จากปากคำของผู้ทราบเคยอยู่ใกล้ชิดกับท่าน และเรื่องเล่าสืบต่อกันมาพอจะอนุมานได้ดังนี้

    จากบันทึกของท่านหลวงพ่อฤาษีลิงดำ บันทึกไว้ว่า

    “ปกติท่านเป็นคนขยัน เวลาพวกเราทำงาน ท่านไม่หยุดเหมือนกัน เป็นคนขยันจริง ๆ ขยันงานภายนอก ขยันงานภายในทุกอย่าง จุกจิก หมายความจุกจิกรอบ ๆ ดูของรอบ ๆ ตรวจตราของรอบ ๆ แล้วคำว่าไม่มีไม่ได้ ของท่านมีสั่งให้ไปหาอะไร ถ้าไม่มีให้เลย ไปเลย ห้ามกลับ ถ้าวันหลังไปพบเขา ถามว่า ทำไมไม่เอามาให้ บอกว่าไม่มีนี่ครับ ถ้าไม่มีจัดซื้อทันที ของท่านต้องมีทุกอย่าง”

    "หลวงพ่อปานท่านมีลักษณะของชายชาตรีที่มีผิวพรรณขาวละเอียด ลักษณะสมส่วนเสียงดังกังวานไพเราะมีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสชวนให้ศรัทธาปสาทะเป็นอย่างยิ่ง ดวงตาบ่งบอกถึงความเมตตาปรานีในสัตว์โลกทั้งหลาย ต้อนรับผู้คนที่มาหาไม่เลือกเศรษฐี ผู้ดี ไพร่ ใครไปก็ไต่ถาม ว่ากันว่าถ้าหลวงพ่อพูดจากับผู้ใดแล้วนั้น มักจะจับจิตจับใจ ที่ใจชั่วมั่วเมามาก็กลับตัว แม้แต่ผู้นับถือคริสต์ศาสนาก็ยังหันมานับถือพระพุทธศาสนา"

    ตลอดเวลาท่านจะไม่แสดงทีท่าว่าเหน็ดเหนื่อยหรือทำให้ผู้ที่มาหาเสื่อมศรัทธาเลย วันหนึ่งๆ จะมีคนมาหาท่าน เพื่อขอความช่วยเหลือนับเป็นจำนวนร้อยๆ คน ไหนจะให้รดน้ำมนต์ไหนจะต้องพ่น ไหนจะขอยา ไหนจะมาปรึกษาถึงเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ บางคนก็เรียกว่า หลวงพ่อบางคนเรียกว่าหลวงปู่บ้าง เป็นเราๆ ท่านๆน่ากลัวจะนั่งไม่ทน เพราะตั้งแต่เพลจนกระทั่งถึงเวลาประมาณ 4 หรือ 5 ทุ่ม นั่นแหละท่านถึงจะพักผ่อน และเป็นอย่างนี้อยู่ประจำทุกวัน จนกระทั่งท่านมรณภาพ

    "ท่านไม่ยินดียินร้ายในทางโลกธรรมแต่ประการใด คงปฏิบัติธรรมเหมือนพระแก่ๆ รูปหนึ่งที่ไม่ต้องการยศบรรดาศักดิ์หรือชื่อเสียงดีเด่นแต่อย่างใด ท่านคงหวังแต่ทำหน้าที่ให้ความสุขสบายแก่พระสงฆ์และชาวบ้านทั่วไปตามกำลังความสามารถเท่านั้น

    ปฏิปทาในการประชุมและการอบรมพระเณรในวัดบางนมโค

    หลวงพ่อฤๅษีฯ ได้เล่าถึงปฏิปทาในการสั่งสอนอบรมพระเณรลูกศิษย์ของท่านไว้ในหนังสือ ประวัติหลวงพ่อปาน ไว้พอสรุปได้ ดังนี้

    หลวงพ่อปานท่านมีกำหนดการประชุมพระเณรในวัดบางนมโคไว้เป็นการแน่นอน คือ ในทุกวันโกน เป็นวันประชุมใหญ่ พระทุกองค์ในวัดจะต้องมาประชุม ขาดไม่ได้ ถ้าขาด ถ้าป่วยจะต้องแจ้งมา ไม่ว่าพระเล็ก พระใหญ่ จะกี่พรรษาก็ตาม ถ้าป่วยจะต้องมีหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรมา ว่า ผมขอลาการประชุม

    เวลาท่านประชุม ก็เริ่มกัน 2 ทุ่ม ไปเลิกกัน 4 ทุ่ม 5 ทุ่ม บางทีมีเรื่องคุยกันมากก็ 6 ทุ่ม แต่ว่าถ้าหากว่าท่านพูดเรื่องสำคัญหมด ท่านก็อนุญาตว่า ต่อแต่นี้ไปใครจะคุยกับท่านก็คุย ใครไม่อยากคุย อยากจะนอนหรือมีธุระที่ไหนก็ไป ถ้าอยากจะคุยกับท่าน ก็อยู่คุยกัน นี่เป็นกรณีพิเศษ

    พอท่านสั่งงาน เสร็จประชุมแล้ว ท่านก็แนะนำสั่งสอน พร่ำสอนเสร็จ แต่คำสอนของท่านก็ไม่ผิดไปจาก เรื่องศีลธรรมและวินัย การปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา และในสำนักของท่าน พระที่ไม่เอาถ่านก็เยอะ อย่าเข้าใจว่าดีทุกองค์นะ พระที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนานี่ แม้แต่ในสมัยของพระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน วินัยปรากฏว่ามีตั้งหลายร้อยข้อก็เพราะความชั่วที่พระทำขึ้น ถ้ายังไม่มีใครทำความชั่วเพียงใด พระพุทธเจ้าก็ยังไม่ประกาศพระวินัย ไม่ประกาศเป็นกฎบังคับ แต่กฎบังคับแต่ละข้อ ๆ ที่มันปรากฏตั้ง 200 กว่าข้อ นี่แสดงว่าหลวงพี่สมัยนั้นแกก็ทำความเลวตั้ง 200 กว่าข้อเหมือนกัน นี่แม้แต่สมัยพระพุทธเจ้ายังเป็นอย่างนั้น แล้วสมัยของหลวงพ่อปานอย่าไปคิดนะว่าพระจะดีทุกองค์ พระประเภทที่ต่ำกว่าดีก็มาก

    แต่ว่าท่านแบ่งประเภทของพระไว้ ท่านแบ่งไว้ว่าพระองค์ไหนขี้เกียจเจริญพระกรรมฐาน พระพวกนี้อยู่กองโยธาธิการทำงานก่อสร้าง องค์ไหนขยันเรียนหนังสือ ขยันเจริญกรรมฐาน พระประเภทนี้ไม่เรียกทำงาน ใครจะสมัครไปทำก็ได้ ถ้ามีงานเกี่ยวกับหนังสือท่านก็เรียกใช้ นี่เป็นปฏิปทาของท่าน ถ้าพระอะไรก็ตาม เป็นพระประเภทไม่เอาถ่าน อยู่ไม่ได้นาน ขี้เกียจ นอนกินอืด แล้วก็เป็นนักเบ่งแต่งตัวสวย ๆ อย่างนี้ไม่มีหวัง อยู่สำนักนั้นไม่ได้นาน ถูกขับ ไม่ใช่ว่าท่านจะมายิ้มกับคนดีคนชั่วทุกอย่างนั้น

    เป็นอันว่าทราบกันแล้วนะ ว่าพระของท่านไม่ใช่ว่าดีเสมอไป ที่เลวก็มี ที่ท่านด่าพระของท่าน ทีนี้พระของหลวงพ่อปานเป็นพระประเภทนั้น ท่านด่าของท่านด่าดี เวลาท่านจะรู้พระดีพระชั่ว ท่านย่องไปฟังตามหลังกุฏิ ใต้ถุนกุฏิ บางทีท่านก็นั่งที่หลังกุฏิของท่านก็มีเทวดาบ้าง มีพระบ้างบอกท่าน

    คำว่าพระ ไม่ใช่พระคน พระผี ใครทำอะไรไม่ดีตรงไหน ถูกฟ้อง มีนางตะเคียนอยู่ 2 ต้น คอยฟ้องท่านเสมอ อันนี้ ฉันก็เคยถูกนางตะเคียนฟ้องเหมือนกัน ถ้าทำไม่ดี ไม่ได้ คนนี้แกเคร่งมาก ถ้าใครไม่ดีไม่ช้าถูกขับ วิธีด่าพระ ท่านใช้ความเป็นคนแก่ของท่านเป็นเครื่องมือด่าพระ หมายความว่าท่านไปที่วัดนู้น วัดทางเหนือก็ตาม วัดทางใต้ก็ตาม ท่านไปเห็นพระร้องเพลง พระทำไม่ดี แต่ว่าตาของท่านไม่ดี ท่านอ่านไม่ออกว่าวัดอะไร นี่เรียกว่าท่านเอาความแก่ของท่านมาสู้ เอาความแก่เข้ามาชนเอา แล้วท่านก็ใช้วิธีด่า จะเล่าให้ฟังวิธีด่าพระ

    ปราบพระเลว

    วันหนึ่ง ท่านไปพบพระของท่านไปนอนร้องเพลงกันที่ศาลาปรก

    ศาลาปรกน่ะรู้จักไหม รู้จักศัพท์ภาษาเก่าภาษาวัดไหม คือศาลาที่เขาเอาไว้ผีน่ะ เขาปลูกไว้ในป่าช้า สมัยก่อนยังไม่มีกุดัง ใครมีใครตายก็เอามาไว้ป่าช้าที่ศาลา วาง ๆ ไว้กับศาลา ใครเดินมาก็เห็นหีบศพเป็นแถว เขาเรียกศาลาปรก มันแปลว่าอะไรไม่รู้

    แล้วก็ที่ศาลานี้ไม่มีศพเอาไว้ พระ 2 องค์ไปนอนร้องเพลงกันอยู่ที่นั่น บังเอิญท่านเดินเข้าไปในป่าช้าไปเห็นเข้าได้ยินเข้า เมื่อท่านได้ยินเข้าแล้วท่านก็จำหน้าพระไว้ พอเวลาวันโกน ท่านเข้าประชุม เวลาท่านประชุมท่านก็ชม

    คำว่า สัมโมทนียกถา นี่หมายความว่า ท่านพูดจาไพเราะสรรเสริญความดีของบรรดาพระที่สร้างความดี พระองค์ไหนทำความดีท่านสรรเสริญ ๆ เสียจนเรียกว่าพอใจ แล้วก็กล่าวถึงอานิสงส์ความดีต่าง ๆ อย่างนี้ งานก่อสร้างก็ดี สมถวิปัสสนาก็ตาม หรือว่าสร้างความดีอะไรก็ตาม มีอานิสงส์อย่างไรท่านพูดให้ฟังหมด พูดให้ฟังแล้วท่านบอกว่าเวลาพวกเธอสร้างความดี ฉันติดตามความดีของเธอ เวลาฉันนั่งพระกรรมฐานฉันก็ขึ้นไปบนสวรรค์ ไปบนพรหมโลกบ้าง หรือว่าไปนิพพานบ้าง และไปดูว่าคุณความดีของใครจะปรากฏ

    แล้วท่านก็ชี้แจงว่าผลความดีของคนนี้ปรากฏอยู่ที่นั่น ผลความดีของคนนั้นปรากฏอยู่ที่โน่น เรียกว่าท่านไปพบดีมาแล้ว ท่านมาเล่าให้ฟัง ทำให้พระที่ทำความดีปลื้มใจอยากสร้างความดีต่อไป เรียกว่าไม่ยับยั้งในการสร้างความดี คือพยายามดิ้นรนหาความดีอยู่เสมอ

    ทีนี้สำหรับพระที่สร้างความชั่ว ท่านก็บอกว่าวัดของท่านไม่มีพระชั่ว ไม่มีหรอก ฉันดีใจเหลือเกินที่ลูกของฉันเป็น ลูกดีทุกคน ลูกของฉันไม่มีเลว ฉันไม่มีพระเลวในสำนักของฉัน แต่ถ้าบังเอิญในสำนักของฉันมีคนเลว มีพระเลว มีลูกเลว ฉันจะเสียใจมาก พระเลว ๆ มี ฉันจะยกตัวอย่างให้ฟัง ท่านว่าอย่างนั้นนะ ท่านก็พูดให้ฟัง ยกตัวอย่างพระเลวว่า

    เมื่อ 2-3 วันนี่นะ ฉันนั่งเรือไป ท่านมีเรือนั่งสำหรับคนแจว ท่านไม่ชอบนั่งเรือยนต์บอกว่ามันกระเทือนแล้วก็เสียงดัง ท่านบอกว่าให้คนแจวไปทางใต้ ไปได้ยินเสียงคนร้องเพลง คนร้องเพลงนี่เขาร้องเพลงไทยเป็น 2 เสียง หมายความว่าคน 2 คน ก็ถามคนแจวเรือเขาว่านั่นใครร้องเพลง คนแจวเรือก็บอกว่าพระขอรับ ถามว่าร้องที่ไหน คนแจวเรือก็บอกว่าร้องที่ศาลาปรก ก็เลยถามวัด ท่านว่าอย่างนั้น คำว่าศาลาปรกมันก็บอกยี่ห้อว่าเป็นวัด แต่ฉันก็มองดูป้ายวัด ตาฉันมันไม่ดี อ่านป้ายวัดไม่ออกไม่ทราบว่าเป็นวัดอะไร

    นี่วิธีด่าพระของท่าน แล้วท่านก็พูดต่อไปว่า

    ลูกของฉันไม่มีใครเลวอย่างนั้น ฉันได้ยินเสียงร้องเพลงเขาบอกว่าเป็นเสียงพระ ฉันคิดว่าถ้าฉันได้ยินเสียงหมาหอนจะชอบใจมากกว่าเสียงพระร้องเพลง เสียงพระร้องเพลงนี่มันไพเราะสู้เสียงหมาหอนไม่ได้ เพราะว่าพระองค์นั้นมีความเลว ๆ ยิ่งกว่าหมา หมา ไม่มีสภาพหลอกลวงใคร คือว่าหมามันเป็นหมา มันก็ประกาศความเป็นหมาของมันตลอดกาลตลอดสมัย มันไม่ให้ใครมายกมือไหว้มัน แต่พระที่ไปร้องเพลงนี่มีสภาพเลวกว่าหมามาก เพราะว่าพระไปร้องเพลง

    การร้องเพลงนี่เป็นภาวะของฆราวาสเขา พระถ้าทำตนอย่างฆราวาสเรียกว่าเลวกว่าฆราวาสเขา เพราะพระเป็นปูชนียบุคคล เป็นบุคคลที่เขาจะต้องไหว้เขาจะต้องบูชา เวลาเขาให้ของขอทาน ๆ ไหว้เขา แต่นี่เวลาเขาให้ของพระ คนให้ไหว้พระ พระเป็นบุคคลที่ชาวบ้านควรบูชา ทำตนแบบนั้นเป็นคนเลวมาก

    ฉันได้ยินพระร้องเพลงฉันสลดใจมาก รู้สึกดีใจว่าพระของฉันไม่มีอย่างนั้น ถ้าหากว่าพระของฉันมีอย่างนั้น ฉันคิดว่าชาวบ้านเขาให้ข้าวมานี่ฉันไม่ให้กิน ฉันให้หมากินดีกว่า เพราะพระแบบนี้เลวกว่าหมามาก นี่อย่างนี้เวลาตายตกอบายภูมิเป็นสัตว์นรก พระหลอกลวงชาวบ้าน ตัวมีความเลวยิ่งกว่าหมาแล้วทำตนเป็นพระให้ ชาวบ้านเขาไหว้ นี่มันเลวยิ่งกว่าหมามาก นี่ดีนะที่ไม่ได้อยู่ในสำนักของฉัน ในบ้านของฉันไม่มี ในวัดของฉันไม่มี ถ้าในวัดของฉันมีฉันจะเสียใจไม่น้อย ฉันจะสลดใจมาก

    นี่ท่านว่าต่อไปว่า

    พระประเภทนี้เวลาตายมันตกอเวจีนรกทั้งหลายหมด ไม่เหลือหรอก เพราะมันหลอกลวงชาวบ้านเขา เวลาจะกินข้าวก็ให้เขาประเคนและเขาไหว้ เวลาเป็นพระเข้าร่วมสังฆกรรม ๆ นั้นเสียหมด เวลาเขาจะบวช พระจะบวชเจ้าจะลงอุโบสถทำปาติโมกข์สังฆกรรมนั้น ไม่มีเหลือเลยเสียหมด เมื่อสังฆกรรมเสียแล้วตัวจะไปอยู่ไหนก็ไปอบายภูมิ คนประเภทนี้บวชแล้วลงนรก นี่ฉันดีใจนะที่ฉันไม่มีพระเลวอย่างนั้น มีลูกเลวอย่างนั้นฉันเสียใจมาก เอาล่ะ พวกเธอทั้งหลาย มีความดีจงรักษาความดีของเธอเหมือนเกลือรักษาความเค็ม ความดีของเธอแม้แต่นิดหน่อย การสงเคราะห์สัตว์ วัดไหนหมาผอมอย่าไปอยู่นะ วัดไหนตีฆ้องกลองระฆังถ้าสุนัขไม่หอนอย่าไปอยู่ แสดงว่าขาดความเมตตา หมาก็ดีแมวก็ดีมันมาอยู่ในวัดให้ทานมันนะ เพราะเอามันเป็นเกราะป้องกันภัย หมายความว่าเป็นด่านป้องกันนรกเป็นด่านแรก

    ปฏิปทาในด้านการเอาใจใส่ต่อผู้น้อย

    ในฐานะท่านเป็นผู้ใหญ่ เวลาอยู่กับท่านน่ะ เวลาจะฉันข้าว ท่านเดินตรวจกับข้าวก่อน วงไหนถ้าพร่องไปท่านจัดแบ่งให้ครบถ้วน แม้แต่ ลูกเด็กเล็กแดงก็เหมือนกัน

    คนในวัดทั้งหมด คนงานทั้งหมด ท่านสนใจเป็นพิเศษ คนไข้ทั้งหมด คนที่มารักษาโรคกับท่าน จะมีกินหรือไม่มีกินท่านตรวจหมด ถ้าไม่มีกินให้ข้าวสุกกับข้าวสารไปเลย ถ้าไม่มีใครหุงหาให้เป็นเรื่องเดือดร้อนของพระ พระกับเด็กจะต้องจัดให้ นี่ท่านมีทานบารมีสูง เป็นบุพการีอย่างสูงเป็นสาธารณประโยชน์หายาก

    เรื่องการเสียสละ
    คือว่าปฏิปทาในการปกครองพระของหลวงพ่อปานท่านทำอย่างนี้ คือ

    1. เวลาตอนเช้า ก่อนจะกินข้าว เวลาเขาตีระฆังแป๊งลงไป ภายใน 5 นาที พระเจ้าต้องนั่งรวมพร้อมกันที่วงข้าว ฉันวงเดียวกัน แล้วหลวงพ่อปานจะมาทีหลัง เรียกว่าพอ 5 นาทีนี่ตีระฆัง 5 นาที ท่านลุกจากกุฏิทันที มาถึงก็เดินดูรอบ ๆ วงกับข้าว รอบวงพระ ถ้าเห็นว่ากับข้าววงไหนพร่องไป ท่านก็นั่งลงในที่ของท่านจัดแจงแบ่งกันข้าวให้สม่ำเสมอกัน

    แม้เด็กวัดก็เหมือนกัน เวลาจะกินข้าวท่านต้องคอยตรวจดู ต้องให้กันข้าวสม่ำเสมอกัน กินกันด้วยความยุติธรรม ขนมถ้ามีน้อยท่านตักแบ่งให้เองเท่า ๆ กัน เป็นชิ้นเป็นอันเท่า ๆ กัน นี่ว่ากันถึงเรื่องกินข้าวนะ แล้วเวลากินข้าวนี่พระของท่านไม่มีคุยกัน อยู่ในอาการสำรวมทั้งหมด นี่เรื่องการกิน

    ทีนี้มาถึงเรื่องการแจกภัตร คำว่าแจกภัตรในที่นี้หมายถึงลาภจะพึงเกิดแก่พระ มีการสวดผีสวดสางก็ตาม จะไปสวดมนต์เย็นตามบ้านตามช่องก็ตามที่เขานิมนต์ อันนี้ท่านแจกภัตรพระสม่ำเสมอกัน ให้เรียงลำดับกัน ถ้ารายแรกมานิมนต์ 5 องค์ ให้พระจัดไป 5 องค์ ถ้ารายที่สองมาท่านให้จัดต่อไปอีก รายที่ 3 มาให้จัดต่อไปอีก ใครจะมาเลือกพระองค์นั้นองค์นี้ไม่ได้ ท่านบอกว่าต้องได้เสมอกัน ท่านไม่กีดไม่กันว่าหนึ่งต้องฉัน แบบต้องฉัน หนึ่งต้องหัวหน้านี่ เจอะเสียเยอะ แบบนี้มันแย่เหมือนกัน หัวหน้ามั่งคั่ง หลังกินเกลือ อย่างนี้ไม่ไหว นี่ของท่านจัดเป็นระเบียบจริง ๆ ต้องไล่ 1-2-3-4 ไปถึงสุดท้าย แล้วกลับวนมาถึงต้นใหม่ นี่พูดกันถึงกิจนิมนต์นะประการต่อไป ว่าถึงการเสียสละ หลวงพ่อปานมีการเสียสละดีมาก สมกับที่ท่านปรารถนาพุทธภูมิ แต่ว่าเวลาถึง วันเดือน 8 แรม 14 ค่ำ แหมนี่มันตรงกับวันตายของท่านพอดีน่ะ เดือน 8 แรม 14 ค่ำทุกปี หลวงพ่อปานมีทรัพย์สินอยู่เท่าไร ของที่เขาถวายมาเท่าไรในปีนั้นยังเหลืออยู่ ไม่ใช่สตางค์นะของใช้เป็นจีวร สบง เก้าอี้ มุ้ง เตียง อะไรก็ตาม ของใช้มาก ๆ นี่แหละ ของใช้เป็นอดิเรกนี้แหละพระมีกี่องค์ก็ตาม ท่านก็มาจัดไว้เป็นกอง ๆ เท่าจำนวนกับพระที่มีอยู่ในวัด แล้วท่านก็ให้พระจับสลากใครได้หมายเลข 1 – 2 – 3 – 4 – 5 ตามลำดับ

    เมื่อใครได้หมายเลขแล้ว กองที่กองไว้ท่านไม่ได้เขียนว่าเลข 1 – 2 – 3 ของที่กองน่ะไม่เขียนเลข ใครได้หมายเลข 1 ไปเลือกเอาตามชอบใจใครอยากได้อะไรเอาอย่างนั้น แล้วหมายเลข 2 หมายเลข 3 ก็ไปเลือกกันตามลำดับ ยังงี้ท่านเสียสละทุกปี เรียกว่าทุกปีของท่านทำอย่างนี้ ของท่านไม่ค้างปี นี่เป็นการเสียสละจริง ๆ บางทีของดี ๆ มีราคามาก ๆ ฉันเห็นว่าของอย่างนี้หลวงพ่อควรจะกันไว้ใช้เอง แต่ถึงเวลาวันแจกพระคืนวันแรม 14 ค่ำเดือน8 ท่านกลับสั่งให้ขนมากอง ๆ กันให้หมด ขนกองเข้าไว้ แล้วท่านก็จัดเป็นลำดับเข้าไว้ นี่ก็แจกแก่พระ

    หลวงพ่อปานทอดกฐิน

    มาพูดกันถึงการปฏิบัติประจำอีกอย่างหนึ่ง

    หลวงพ่อปานนี่มีอุปนิสัยอย่างหนึ่งชอบทอดกฐินทุกปี เรื่องกฐินนี่ท่านทอดของท่านทุกปี ปีละหลายๆ วัด ปีหนึ่งที่จังหวัดสุพรรณบุรี รู้สึกว่าข้าวยากหมากแพง ชาวบ้านต้องกินขุยไผ่ ในเขตอำเภอเดิมบางนางบวชโน่น เลยจังหวัดสุพรรณขึ้นไปมาก ตอนนั้นไม่ได้ข้าวไม่ได้ปลา ต้องไปขุดขุยไผ่กิน หลวงพ่อปานก็ไปทอดกฐิน ๗-๘ วัด

    แต่การทอดกฐินคราวนั้น ท่านประกาศกับบรรดาพุทธบริษัทของท่านว่า จะต้องการเอาอาหารไปช่วยเขา เขาอดข้าวอดอาหาร นี่ ท่านเป็นนักสังคมสงเคราะห์ แต่ไม่มีใครเขาช่วยท่านหรอก รัฐบาลไม่ได้ร่วมมือ แต่ว่าชาวบ้านช่วย

    ท่านไปคราวนั้น ปรากฏว่านำข้าวเปลือกบ้าง ข้าวสารบ้างไป ๗ ลำเรือ เรือลำหนึ่งจุประมาณ ๑๐ เกวียนบ้าง จุประมาณ ๒๐ เกวียนบ้าง เอาไป ๗ ลำ ที่ท่านได้มายังงั้นเพราะอะไร เพราะใครมาหาท่านก็บอกท่านจะไปทอดกฐิน แล้วว่าการทอดกฐินคราวนี้ต้องเอาข้าวเอาอาหารไปสงเคราะห์คนที่อดข้าว คนนั้นก็ให้ คนนี้ก็ให้ บางคนก็ให้เงิน บางคนก็ให้ข้าว บางคนก็ให้กับ

    พวกกรุงเทพฯ ก็ให้ทั้งเงินให้ทั้งของทะเล ผ้าผ่อนท่อนสไบ พวกจังหวัดสมุทรสาคร โยมพ่วง อยู่ที่นั่นก็เอาของทะเลมาเป็นลำๆ เรือ น้ำปลาอย่างดี ของทะเลต่างๆ แล้วก็เงินทองด้วย ผลที่สุดนำไป ๗ ลำเรือ แจกกันขนาดหนัก บรรดาประชาชนสาธุไปทั่วกัน

    ปฏิปทาในด้านกตัญญูกตเวที

    หลวงพ่อฤๅษีฯ ได้เล่าว่า

    หลวงพ่อปานท่านมีความกตัญญูกตเวทีกับแม่ท่านมาก ทั้งพ่อ ทั้งแม่นั่นแหละ พ่อก็ดีแม่ก็ดี เวลาป่วยท่านไม่ยอมให้อยู่ที่บ้าน ท่านเอามารักษาตัวที่วัดให้นอนในกุฏิท่าน ผ้านุ่งแม่ของท่าน ๆ ซักเอง ท่านเอาผ้านุ่งแม่ของท่านไปตากไว้บนขื่อ ไอ้ขื่อบ้านนี่มันสูงนะลูกหลานนะ มันสูงกว่าหัวคนนะ เวลาเดินไปเดินมาหัวคนก็ต้องลอดขื่อ แต่ผ้านุ่งแม่ของท่าน ท่านไปตากไว้บนขื่อ เวลาแม่ท่านลุกไม่ถนัดท่านก็อุ้มลุกอุ้มนั่ง

    ถึงได้บอกว่าแม่ท่านเป็นผู้หญิง แต่ว่าเวลานั้นท่านเป็นพระ มีคนหลายคนเขามาตำหนิท่าน ผู้หญิงเขาติว่า คุณปาน โยมของคุณน่ะเป็นผู้หญิง ผ้านุ่งเอาไปตากบนขื่อ ซักผ้านุ่งแม่เอง อุ้มลุกอุ้มนั่งเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวเองอย่างนี้แม่จะบาป

    ท่านก็เลยบอกว่า พระพุทธเจ้าท่านว่าไม่บาปนี่ พระพุทธเจ้าท่านว่าดีนี่

    ท่านก็ตอบกับคนพูดว่า เวลานี้ไม่ใช่คนแล้ว ฉันเป็นพระ พอฉันมาเป็นพระ ฉันเป็นลูกของพระพุทธเจ้า ในเมื่อพระพุทธเจ้าผู้เป็นพ่อว่าไม่บาปเป็นความดี ฉันก็เลยทำตามท่านน่ะซิ หากว่าฉันจะทำตามคนอื่นพูดก็ชื่อว่าฉันไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ฉันทำตามคำของพระพุทธเจ้าชื่อว่าฉันไม่เชื่อคนอื่น หากว่าฉันเป็นฆราวาสฉันจะเชื่อชาวบ้าน แต่ว่าเวลานี้ฉันเป็นพระ ฉันต้องเชื่อพระพุทธเจ้า

    เมื่อเขาสงสัยก็ถามว่าพระพุทธเจ้าเทศน์ไว้ที่ไหน ว่าอย่างไร

    ท่านก็บอกว่า พระพุทธเจ้าเทศน์ไว้ในพระไตรปิฎกมีอยู่ แล้วก็นำเรื่องราวของพระลูกเศรษฐีที่ปรากฏมาในธรรมบทมาเล่าให้ฟัง

    (เป็นเรื่องพระลูกเศรษฐีที่นำพ่อมแม่ที่ตกยากจนเป็นขอทานมาอุปการะเลี้ยงดู ได้ข้าวมาก็ให้กินก่อน ตนกินทีหลัง ได้ผ้าใหม่มาก็เอาไปให้นุ่งก่อน ตนเองเอาผ้าเก่ามานุ่งแทน จนมีผู้นำเรื่องไปฟ้องพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเมื่อทรงทราบเรื่องก็ทรงประทานสาธุการ และชมเชยภิกษุนั้น)

    หลวงพ่อปานท่านบอกว่า เมื่อเอาเรื่องขึ้นมาโต้ คนคัดค้านก็ถอยหลังกรูด เท่าที่ท่านประคบประหงมพ่อแม่ของท่านนั้น หาว่าทำผิด ไปซักผ้าขี้ผ้าเยี่ยวผู้หญิง เอาผ้าผู้หญิงไปตากบนขื่อ อุ้มผู้หญิงลุก อุ้มผู้หญิงนั่ง เช็ดขี้เช็ดเยี่ยวเอง ป้อนข้าวเอง หาว่าทำผิด พระทำผิดประเพณี พอโดนเรื่องนี้เข้า หลวงพ่อปานบอกว่า ถอยหลังกรูดยอมแพ้ ยกมือขอขมาท่าน

    ท่านเลยบอกเรื่องขอขมาท่านไม่ถูกหรอก ธรรมะนี่เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า เรื่องส่วนตัวของท่านไม่มีหรอก ท่านทำตามแบบฉบับของพระพุทธเจ้า แล้วคนที่คัดค้านนั่นเป็นการค้านธรรมะของพระพุทธเจ้า การขอขมาต้องไปขอขมาต่อพระพุทธรูปในโบสถ์โน่นมันถึงจะพ้น ขอขมากับท่านไม่พ้น

    อีตานั่นกลัว ลงนรกก็เลยต้องไปขอขมากับพระพุทธรูปในโบสถ์

    ปฏิบัติของท่านน่ะ ท่านมีความกตัญญูกตเวทีจริง ๆ แล้วก็มีความห่วงใยในด้านบุพการีของท่านดีมาก

    แล้วท่านก็บอกว่า ตอนที่ฉันโตขึ้นมาแล้วฉันก็ไปเทศน์ให้แม่ฉันฟัง พ่อฉันฟัง ถึงเรื่องอรหังและพุทโธ ว่าไม่ใช่เรื่องของคนตายจะพูดคนเดียว ต้องพูดกันก่อนตาย ภาวนากันก่อนตาย พ่อแม่ของท่านก็รับฟัง แล้วท่านก็ลงท้ายเรื่อง ท่านบอกว่า ตอนท้ายเมื่อตอนพ่อแม่ฉันตายนะ ฉันดีใจ ไม่ใช่ดีใจเพราะพ่อแม่ตายจะรับทรัพย์มรดก ไม่ใช่ยังงั้น ท่านบอกว่า พ่อแม่ฉันตาย ฉันดีใจมาก

    แล้วท่านก็ว่าไป บอกว่า

    ที่ฉันดีใจน่ะมันยังงี้ คือว่าทั้งพ่อแม่ฉันก่อนที่ท่านจะตายได้ญาณทั้งหมดนะ ท่านทรงญาณละเอียด แล้วก็ได้วิปัสสนาญาณละเอียด แต่ว่าท่านทั้งสองก็ต้องมาเกิดอีกวาระหนึ่ง แล้วฉันต้องเป็นลูกท่านอีกทีหนึ่ง แล้วต่อจากนั้นไปท่านก็ไม่มีโอกาสจะเกิดอีก
     
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,803
    กระทู้เรื่องเด่น:
    164
    ค่าพลัง:
    +27,057
    (ต่อ)
    หลวงพ่อปานพาคณะศิษย์ออกธุดงค์ walking14.jpg

    พบโขลงช้างที่สระบุรี

    หลวงพ่อฤๅษีฯ ได้เล่าเรื่องหลวงพ่อปานนำคณะศิษย์ อันมี หลวงพ่อฤๅษีฯ พระเขียน และพระเพื่อนของหลวงพ่อฤๅษีฯ ที่ท่านเรียกว่า “จ้าลิงขาว และ “เจ้าลิงเล็ก” รวมเป็น 4 รูป ออกธุดงค์ไว้ว่า

    หลวงพ่อปานท่านสมาทานกับหลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา พระอุปัชฌาย์ของท่าน เมื่อสมาทานแล้ว (คำว่าสมาทานคือ ขอเรียนวิธีปฏิบัติตนเมื่อขณะไปธุดงค์) ท่านก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปพระพุทธบาท สมัยนั้นหารถยนต์เรือยนต์ได้ที่ไหน ต้องใช้รถเท้าหรือถ่อกันทั้งนั้น

    เมื่อเข้าเขตสระบุรี ท่านเห็นป่าแห่งหนึ่งว่าทุ่งว่างประมาณร้อยไร่ เห็นหมู่บ้านไกลจากทุ่งประมาณ 2 กม. ท่านเป็นหัวหน้า มีพระติดตามมาอีก 4 องค์ รวมเป็น 5 องค์ทั้งท่าน สมัยนั้นพระออกธุดงค์อย่างมากไม่เกินชุดละ 5 องค์ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ลำบากชาวบ้านที่จะสงเคราะห์ เมื่อท่านเห็นเหมาะ ท่านสั่งพลพรรคปักกลดตามระเบียบของธุดงค์ เมื่อปักกลดแล้วจะมีอันตรายขนาดไหนก็ตามจะถอนกลดหนีไม่ได้ ต้องยอมตายเพื่อธรรมเสมอ

    เมื่อท่านจะปักกลด ท่านเลือกชัยภูมิที่ท่านเห็นว่าเหมาะสม คือ เลือกเอาปากทางที่ออกมาจากป่า มีทางเดินออกจากป่าทางเดียว ตรงนั้นมีแอ่งน้ำแต่แห้ง แล้วท่านปักกลดตรงแอ่ง กลดของท่านคลุมปากแอ่งน้ำ ทุกองค์ต่างปักกลดเสร็จ พอเรียบร้อย ชาวบ้านที่เป็นเจ้าของที่ในป่าที่มองเห็นมีบ้านประมาณ 4 หลังคาเรือน เมื่อเขามองเห็นสีเหลืองก็ทราบว่าเป็นพระมาปักกลด ต่างก็พากันออกมา นำน้ำตาลน้ำดื่มมาถวาย เมื่อพระฉันครบแล้ว เขาก็บอกว่าที่ทุ่งนี้มีโขลงช้างอยู่ 1 โขลง มันอาศัยอยู่ในป่านี้ มันออกมาอาละวาดเสมอ พระที่มาปักกลดทุ่งนี้ตายเพราะช้างหลายองค์แล้ว เขาขอให้ถอนกลดไปปักใกล้บ้านเขาจะได้ไม่มีภัย ถ้าหากมีก็จะได้ช่วยทัน

    หลวงพ่อท่านรักธรรมวินัยยิ่งกว่าชีวิต ท่านบอกว่า เมื่อปักกลดแล้วถอนไม่ได้ ถ้าจะมีอันตรายถึงตายก็ยอม เพราะมาเพื่อตายกับธรรม ไม่ใช่มาแสวงหาความสุขทางกาย ชาวบ้านจะอ้อนวอนเท่าไรท่านก็ยืนยันระเบียบ พวกเขาก็จนปัญญา เมื่อเขาหวังดีแต่ไม่มีผล ต่างก็สั่งว่าถ้าบังเอิญช้างออกมาให้เคาะฝาบาตรเขาจะรีบมาช่วย

    เมื่อเวลาใกล้ค่ำ เขาก็พากันกลับ ก่อนกลับแสดงความห่วงใยมาก เมื่อชาวบ้านกลับ พระก็ต่างเข้าเจริญกรรมฐานตามความสามารถของตน

    เวลาผ่านไปประมาณ 22 น. ปรากฏว่าฝูงช้างออกมาจากป่าจริง ๆ เมื่อพระจะเจริญกรรมฐาน หลวงพ่อปานท่านก็สั่งให้พวกพระทั้งหมดตั้งอยู่ในพรหมวิหาร 4 ทำให้เป็นฌาน ให้แผ่เมตตาไปทั่วจักรวาลแล้วจึงพิจารณาตามอารมณ์วิปัสสนาหรือภาวนาตามแบบสมถะ ท่านมีอาวุธของท่านครบทุกองค์ พระต่างใช้พรหมวิหารเป็นหลัก เมื่ออารมณ์สบายก็ทรงฌานตามปกติ มันเป็นเรื่องง่าย ๆ สำหรับพระธุดงค์สมัยนั้น

    เมื่อฝูงช้างปรากฏ มีช้างตัวใหญ่ประเภทสีดอ ช้างงาสั้น ตัวใหญ่มาก ออกมาก่อนช้างตัวอื่น มายืนคร่อมกลดหลวงพ่อปานไว้ ด้วยท่านปักกลดปากทางออกพอดี ช้างตัวอื่นเมื่อจะออกมาต่างก็ต้องเบียดช้างตัวใหญ่ออกมาแล้วเดินไปตามทางเฉย ๆ ไม่มีใครสนใจกลดพระเลย เมื่อโขลงช้างตัวปกติออกไปหมดแล้ว ช้างตัวเอกจอมเกเรมาล่าสุด

    ชาวบ้านเรียกมันว่าไอ้เก เพราะงามันบิดเกไม่ตรงอยู่ข้างหนึ่ง พ่อเก พระเอกของโขลงออกมาแล้ว แกเดินแบบคนเก ตอนนั้นเป็นตอนข้างขึ้น เดือนสว่างมากเพราะใกล้กลางเดือน พระเห็นช้างถนัดทุกเชือก นายเกเมื่อเดินมาถึงทุ่งกว้างแทนที่แกจะเดินเข้าป่าตรงข้ามอย่างเชือกอื่น แกก็เริ่มวางท่าทางเกของแกออกมา เมื่อแกเหลียวซ้ายแลขวามองเห็นกลดพระธุดงค์ที่ปักอยู่เป็นระยะ แกมองด้วยใจที่ไม่เป็นมิตร แล้วก็วิ่งเข้าใส่กลดหลวงพ่อปานทันที

    หลวงพ่อฤๅษีฯ เขียนไว้ว่า

    “ท่านบอกว่าตอนนั้นฉันมีอารมณ์เป็นปกติ ฉันคิดถึงพระโพธิญาณเป็นอารมณ์ คิดว่าตายเมื่อไรฉันก็จะสบาย คือไปนอนรอเวลาที่ชั้นดุสิต ท่านบอกว่า ท่านไปของท่านเป็นปกติ จนมีอารมณ์รักชั้นดุสิตเป็นกำลังใหญ่ และพอใจพระโพธิญาณยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

    เมื่อเจ้าเกวิ่งเข้ามา ท่านบอกว่า ท่านไปนอนดูมันอยู่ชั้นดุสิต แบบนี้จะหวาดหวั่นอะไร สำหรับพระที่ไปด้วยท่านบอกว่า ฉันมองดูใจเขาทุกองค์ เขาเอาใจจดจ่อพระนิพพานทุกองค์ ฉันเลยสบายใจที่ฉันมีเพื่อน ไม่เสียทีที่ร่วมทางกันมา”

    เมื่อเจ้าเกวิ่งมาใกล้กลดหลวงพ่อปาน พอได้ระยะงวงของเจ้าสีดอที่ยืนคร่อมกลดหลวงพ่อปานอยู่ เจ้าสีดอก็เอางวงเหวี่ยงเจ้าเกเข้า 3 ปับ ฟาดแต่ละทีเจ้าเกหัวซุนเกือบทิ่มดิน เมื่อหวดเข้า 3 ทีแล้วก็จับงาเจ้าเกบิด หลวงพ่อปานท่านว่า ที่งามันเกคงจะเป็นเพราะอานิสงส์เกเรของมันที่ถูกนายของมันจับงาบิดนั่นเอง เมื่อถูกบิดงา เจ้าเกก็เสียหลักล้มลงอย่างแรง เมื่อนายมันปล่อย ปรากฏว่าหมดแรง เดินอย่างช้างสิ้นกำลังเข้าป่าตรงข้ามไป

    เมื่อเจ้าเกไปแล้วสักครู่ นายมันเดินวนเวียนสักพักใหญ่ เห็นพระไม่มีอันตราย ไม่มีใครมารบกวน แล้วก็หันมาทางกลดพระคุกเข่าลงชูงวงขึ้น ทำท่าเหมือนจะไหว้ แล้วก็ตามโขลงช้างลูกน้องไป

    แม้เมื่อช้างไปแล้ว แต่พระธุดงค์ก็ยังไม่ปลอดภัย คราวนี้ไม่ใช่เสือมารบกวน แต่เป็นเรื่องของ ธรรมชาติ ขณะนั้นพระจันทร์ที่กำลังส่องสว่างอยู่บนท้องฟ้าดี ๆ มีดาวล้อมดูสวยสดงดงามในราตรีนั้น เพียงชั่วเวลาที่ช้างไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง อากาศก็มืดเอาเฉย ๆ มืดจนมองไม่เห็นแสงเดือนและดาว ท้องฟ้าเริ่มต่ำ หยาดน้ำเริ่มไหลลงจากฟากฟ้า มันมาแบบไม่คอยใคร ต่างคนต่างแย่งกันมา

    พระธุดงค์มีระเบียบว่าปักกลดแล้วถอนไม่ได้ยอมตายกับธรรม เมื่อช้างไป ฝนมา คราวนี้เจ้าสีดอยอดเมตตาไม่มาช่วยแล้ว ด้วยตัวเองก็อาจจะกำลังหนีฝน ฝนกระหน่ำชนิดลืมหูลืมตาไม่ขึ้น พระนั่งไม่ได้ต้องยืนในกลด ออกก็ไม่ได้ ขณะที่ยืนปรากฏว่าพระลูกน้องปักกลดบนพื้นดินปกติ น้ำท่วมขึ้นมาถึงเข่า ส่วนหลวงพ่อปานเองท่านว่า แอ่งมันลึกกว่าพื้นดินประมาณ 1 ศอก น้ำขึ้นมาถึงโคนขา

    กว่าฝนจะหายก็ผ่านไปเกือบ 2 ชม. โดยประมาณ เมื่อฝนหายแล้วพื้นแผ่นดินไม่แห้ง พระทุกองค์ต่างก็เอาบาตรมารองนั่งตาม ๆ กัน

    รุ่งเช้าชาวบ้านมาแต่เช้า เห็นพระไม่ตายเพราะอ้ายเก ต่างพากันเลื่อมใสมาก เมื่อเห็นพระเปียกไม่มีผ้าแทน ก็เอาผ้าพื้นผ้านุ่งผู้ชายนุ่งแทนจนกว่าผ้าเดิมจะแห้ง

    ชาวบ้าน 5 หลังคาเรือนเลื่อมใสท่าน ขอให้อยู่โปรด 3 วัน เมื่อจะจากไปเขาขอของป้องกันเจ้าเก ท่านให้คาถาบทใหญ่และสำคัญที่สุดไว้ คาถาบทนั้นคือ “พุทโธ” โดยก่อนภาวนาขอให้นึกถึงบารมีพระพุทธเจ้าก่อน และแผ่เมตตาถึงเจ้าเกประกาศเป็นสัมพันธมิตรกัน ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน แล้วจึงภาวนาคาถา

    ปีต่อไป เมื่อหลวงพ่อปานท่านผ่านไปแถวนั้น ต้องปักกลดที่นั่นทุกปี ด้วยชาวบ้านเขาขอร้อง ปรากฏว่าคาถาของท่านได้ผล เขาพากันบอกว่านับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเจ้าเกไม่เคยอาละวาดเลย ในกาลก่อนเคยทำลายฟ่อนข้าวและทรัพย์สิน เห็นคนก็ไล่แทง เมื่อได้คาถาแล้ว มันมามันก็ไม่อยากมอง เดินก้มหน้าก้มตาไปเฉย ๆ

    หลวงพ่อปานไหว้พระพุทธบาท

    เมื่อหลวงพ่อปานและคณะของท่านอำลาชาวบ้านหมู่นั้นแล้ว ท่านก็มุ่งเข้าเขตพระพุทธบาท สมัยนั้นทางเข้าพระพุทธบาทไม่มีทางรถ ใช้ทางเกวียนหรือทางเดินเท้าของชาวบ้าน เมื่อเข้าพระพุทธบาทแล้วต่างก็นมัสการ เวลาที่เข้านมัสการไม่ตรงกับเทศกาลนมัสการพระพุทธบาท

    หลวงพ่อปานท่านให้ความเห็นว่า การมานมัสการในงานเทศกาลนั้น คนแย่งกันไหว้ อารมณ์ตั้งมั่นน้อย มาไหว้แบบนี้เงียบสงัด อารมณ์เยือกเย็น มีปีติโสมนัสดีกว่าไหว้ในงานเทศกาลมาก

    เมื่อไปถึงนั้น เวลายังไม่ใกล้ค่ำ เมื่อมีเวลาเหลือมาก ท่านก็คุยเรื่องพระพุทธบาทให้คณะที่ร่วมทางไปด้วยฟัง เพื่อเป็นการฝึกคณะธุดงค์ที่ไปกับท่านด้วย ท่านจึงสั่งว่า

    “ประวัติที่เขาเขียนจะเขียนว่าอย่างไรอย่าคำนึงถึง ทุกองค์จงใช้หลักวิชชา 3 ใช้ให้เป็นประโยชน์ (คำว่าวิชา 3 หมายถึงอภิญญาเล็ก คือมีทิพยจักษุญาณและปุพเพนิวาสานุสสติญาณ) ท่านให้เวลาคนละ 3 นาที แล้วต่างคนต่างให้เขียนตอบท่านว่ามีอะไรสำคัญ”

    ทุกองค์เมื่อรับบัญชา ต่างก็หยิบกระดานที่ติดตัวไปออกมา ซึ่งทุกองค์ต่างก็เขียนตรงกัน ว่า

    “ที่นี่มีความสำคัญทางพุทธศาสนาจริง นอกจากมีรอยพระพุทธบาทที่ไม่ปลอม ซ่อนอยู่ใต้รอยพระพุทธบาทเทียมที่มีผู้สร้างคลุมของเก่าไว้แล้ว ยังมีพระบรมสารีริกธาตุที่พระอรหันต์ท่านนำมาบรรจุไว้อีก 3 องค์”

    เมื่อทุกองค์ส่งหนังสือถวายหลวงพ่อปาน ท่านอ่านแล้วก็ยิ้ม กล่าวว่า

    “พวกเธอพอใช้ได้ แต่ยังไม่ดีแท้ เอาเท่านี้พอคุ้มตัวได้ คืนนี้มาพิสูจน์ความจริงกัน ที่พวกเธอว่ามีพระบรมสารีริกธาตุ พระบรมธาตุมีที่ไหนต้องมีปาฏิหาริย์ที่นั่น

    เรื่องปาฏิหาริย์ของพระบรมธาตุเป็นภาระของฉัน พวกเธอยังมีกำลังอ่อน เชิญท่านอาจไม่ปรากฏ ขอให้เธอจงปล่อยให้เป็นภาระของฉัน โน่นต้นไม้ใบไม้ที่กำลังร่วงโรยหรือสดใส จงไปพิจารณาให้เป็นวิปัสสนาญาณ วิปัสสนาไม่ใช่เกาะแต่ตำรา จงหาของจริงมาใคร่ครวญ วิปัสสนาท่านให้ดูของจริง ไม่ใช่มัวถ่างตาดูแต่ตำราแล้วก็ติดตำราแจ ของจริงไม่ใช้จะได้อะไรเป็นที่พึ่ง”

    ท่านว่าแล้วท่านก็ให้คณะของท่านให้หาที่พักตามสบาย แต่ต่างคนต่างอยู่ ห้ามรวมกันตั้งแต่ 2 องค์ขึ้นไป

    ปาฏิหาริย์พระบรมธาตุ

    เมื่อเวลาใกล้ค่ำ คณะห้าธุดงค์มีหลวงพ่อปานเป็นประมุข ต่างก็หาที่ปักกลดตามที่ตนเห็นสมควร เมื่อปักกลดเสร็จ ทำวัตรสวดมนต์ตามระเบียบ

    เมื่อยามค่ำมาถึงเวลาประมาณ 20 น. อากาศกำลังสบาย หลวงพ่อปานท่านก็เรียกพระเข้าประชุม ให้ทุกองค์ทรงพุทธานุสสติกรรมฐาน จนอารมณ์ทรงฌานตามความพอใจของท่าน

    เมื่อทุกองค์ทรงฌานอยู่ในระดับที่ท่านพอใจแล้ว ท่านสั่งให้ทุกคนถอนออกจากฌาน ตั้งอารมณ์อยู่อุปจารสมาธิ เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติของพระชุดนั้น เมื่อทุกองค์ทรงอุปจารสมาธิพร้อมแล้ว หลวงพ่อปานท่านก็เปล่งวาจาดัง ๆ ว่า

    “ด้วยข้าฯ เคยบำเพ็ญบารมีมาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน ถ้าการบำเพ็ญบารมีนี้จะเป็นปัจจัยให้ข้าฯ ได้บรรลุพระโพธิญาณในอนาคตแล้ว ขอสมเด็จองค์พระประทีปแก้วสัมมาสัมพุทธเจ้า โปรดแสดงปาฏิหาริย์ให้เป็นมหัศจรรย์ จะเป็นปาฏิหาริย์อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ตามแต่พระพุทธองค์จะทรงเมตตา เพื่อปลูกฝังศรัทธาของพระที่ร่วมเดินทางมา ณ บัดนี้เถิดพระพุทธเจ้าข้า”

    แล้วท่านก็เข้าสมาธิ บรรดาคณะศิษย์ทั้งหลายก็เข้าสมาธิบ้าง เวลาผ่านไปไม่ถึง 2 นาที ก็ปรากฏเป็นดวงดาวดวงใหญ่ ประมาณว่าผ่าศูนย์กลางสัก 200 เซนต์กว่า ใหญ่เหลือเกิน ขึ้นมาจากยอดเขาที่พระพุทธบาท มี 3 ดวงด้วยกัน มีแสงสว่างมาก

    หลวงพ่อปานมีคำสั่งให้บรรดาศิษย์ทั้งหลายลืมตาชมพระพุทธบารมี

    ดวงดาวดวงนั้นตั้งอยู่ที่ยอดเขานานประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วก็ลอยวนรอบเขา 3 รอบ แล้วมาตั้งอยู่ที่พระพุทธบาทนานประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วค่อย ๆ เลื่อนไปที่เดิมอย่างช้า ๆ

    หลวงพ่อปานท่านกราบ พวกศิษย์ทั้งหลายก็กราบตามด้วยอารมณ์ปีติชุ่มชื่น เมื่อดวงดาวหายเข้าที่เดิม หลวงพ่อสั่งเจริญพุทธานุสสติตลอดเวลาที่ตื่นอยู่

    คณะศิษย์ทั้งหมดเกิดธรรมปีติอย่างบอกไม่ถูก ตลอดคืนไม่มีใครหลับ อารมณ์โพลงตลอดคืน อารมณ์สมถะและภาวนาแจ่มใสกว่าที่เคยทำมาแล้วหลายเท่า

    ต่างเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนาอย่างไม่มีอะไรสงสัย

    ต่างเชื่อมั่นในหลวงพ่อปานว่าท่านเป็นพระโพธิสัตว์ที่มีบารมีแก่กล้าจริง

    นมัสการพระพุทธฉาย

    เมื่อคณะธุดงค์ทั้งห้า มีหลวงพ่อปานเป็นประมุข นมัสการพระพุทธฉาย และอยู่ในบริเวณนั้นรวม 3 วัน เมื่อมีความอิ่มในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพอสมควรแก่ความประสงค์แล้ว ปูชนียสถานที่คณะธุดงค์ทั้งห้าต้องการนมัสการอีกก็คือ พระพุทธฉาย เขตสระบุรีเหมือนกัน แต่ต้องเดินทางไปทางตะวันออก และล่องใต้นิดหน่อย เรื่องทางที่จะไปเป็นภาระของหลวงพ่อปาน

    แล้วแต่ละท่านก็ออกเดินทางไปพระพุทธฉาย การเดินทางรอนแรมจากพระพุทธบาทไปพระพุทธฉายระยะทางไม่ไกลนัก แต่คณะธุดงค์ชุดนี้ก็เดินทางอย่างพระธุดงค์ คือเดินประมาณวันละ 5 กิโลเมตร ไปตามสบาย พักตามสบาย ไม่ผ่านตัวเมืองสระบุรีเพราะไม่ต้องการพบบ้าน ไม่อยากรบกวนอาหารจากชาวบ้าน ได้อาศัยอาหารจากต้นไม้เป็นอาหารหลัก

    ด้วยคณะธุดงค์เชื่อว่าเทวดาประจำต้นไม้มี ไม่เป็นเรื่องของพราหมณ์พูดเล่นพล่อย ๆ เมื่อเชื่อว่าต้นไม้มีเทวดา ก็เลยถือโอกาสขอข้าวจากเทวดากิน เมื่อขอจริง เทวดาก็มีอาหารให้จริง เมื่อได้เท่าไรก็ตาม กินแล้วอิ่มตลอดทั้งวัน และอิ่มจนกว่าจะถึงรอบใหม่ ไม่หิว ไม่เพลีย แม้น้ำก็ไม่กระหาย

    เมื่อถึงพระพุทธฉาย เรื่องก็เป็นไปเช่นเดียวกับที่พระพุทธบาท คือ หลวงพ่อปานท่านให้พระทุกองค์เข้าอาโลกกสิณเต็มระดับ เมื่อได้รับบัญชาทุกองค์จึงเข้าอาโลกกสิณเต็มระดับ ต่างก็ทราบว่าหลวงพ่อจะได้พิสูจน์ความจริงเรื่องพระพุทธฉายอีกแล้ว ต่างก็เข้าฌาน 4 ในอาโลกกสิณทันที เมื่อท่านตรวจเห็นว่าทรงฌานดี อารมณ์สะอาด ท่านบอกให้ทดสอบเรื่องพระพุทธฉายว่าพระพุทธเจ้ามาฉายไว้จริงหรือเปล่า มีใครเป็นต้นเหตุให้พระพุทธเจ้ามาฉาย

    คณะศิษย์ทั้งสี่ต่างก็ตรวจตามความสามารถ ผลงานที่เขียนไว้ตรงกัน คือ

    เห็นแถวบริเวณพระพุทธฉายเป็นเขตใกล้ทะเล มีคน 2 คน คนหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่ สูง ผิวขาว หน้ามน ๆ อีกคนหนึ่งผิวดำ สันทัดคน ร่างเล็กกว่าคนก่อน เป็นหัวหน้าสร้างที่พักด้วยไม้เหลือง เสร็จแล้วมีพระนิมนต์พระพุทธเจ้ามาพร้อมด้วยพระสาวกไม่กี่รูป เมื่อพระองค์ทรงเทศน์จบแล้วจะกลับ เขา 2 คน ขอให้พระองค์ทรงทำของที่ระลึก ท่านเลยเนรมิตรูปท่านกับพระอัครสาวกทั้งสองไว้เพื่อให้เขาบูชา

    พอเขียนเสร็จ คณะศิษย์ต่างก็ถวายผลงาน หลวงพ่อปานตรวจแล้วท่านชมว่าดี แต่ยังมีผลน้อยไป ควรรู้มากกว่านี้ แล้วท่านก็ว่า

    “ดีแล้ว พวกแกเอาตัวรอดได้ เดินห่างปากขุมนรกนิ้วเดียว ระวังให้ดีนะ ถ้าเผลออาจลงนรกได้ไม่ยาก”

    เมื่อเสร็จจากการที่ท่านสั่งให้พิสูจน์ความเป็นมาของพระพุทธฉายเพื่อฝึกซ้อมศิษย์ในด้านการใช้ญาณแล้ว ท่านก็บอกว่า

    “พระพุทธเจ้าท่านจะมาฉายไว้ จริงหรือไม่ ค่ำวันนี้ก็รู้กัน ฉันจะพิสูจน์อย่างที่พระพุทธบาท”

    เมื่อยามค่ำปรากฏการพิสูจน์ก็มีขึ้น พิธีอย่างเดียวกัน แต่ผลที่ปรากฏไม่ใช่ดวงดาว ปรากฏเป็นรูปพระพุทธเจ้าอย่างพระสงฆ์ ไม่ใช่แบบเชียงแสนหรือสุโขทัย อู่ทอง เป็นพระสงฆ์แบบมนุษย์เราเอง สวยบอกไม่ถูก พระทุกองค์จำได้ เพราะเห็นเป็นปกติ มีรัศมีช่วงโชติพุ่งออกจากพระวรกาย สวยงามมากดูเหมือนคล้ายเอานีออนไปประดับ แต่สวยกว่าแสงไฟฟ้ามาก มีพระโมคคัลลาน์พระสารีบุตรนั่งองค์ละข้าง ดูแล้วก็เกิดธรรมปีติ

    เมื่อเวลา 24 น. ผ่านไป ต่างก็เข้ามุ้งนอนตามปกติ แต่ไม่มีใครหลับ เพราะเกิดธรรมปีติ พอเวลาผ่านไปประมาณ 2 น. ดวงจันทร์ปรากฏบนท้องฟ้าเริ่มจะหาย มีแสงดาวค่อยสว่างเต็มที่ ต่างก็ได้ยินเสียงหลวงพ่อปานพูดในกลดของท่านว่า

    “นั่นใครมายืนอยู่ข้างกลดพระเขียน”

    ทุกองค์มองไปก็ไม่เห็นมีใคร เห็นแต่ต้นไม้สูงมาก สูงขนาดยอดยาง ต่างก็แปลกใจ เพราะที่ตรงนั้นในขณะปักกลดไม่มีต้นไม้ แล้วต้นไม้นี้มามีขึ้นได้อย่งไร ครั้นเมื่อมองไปด้านบน ก็เห็นกิ่งไม้สองกิ่งแกว่งไปแกว่งมา ดูท่อนล่างเห็นเป็นต้นไม้แฝด มีลำต้นสองต้นเบื้องล่าง แต่พอสูงขึ้นไปต้นไม้กลับรวมเป็นต้นเดียว มีกิ่งสองกิ่งแต่ก็ห้อยลงมา ขาดพับตามต้นแกว่งไปแกว่งมา ปลายกิ่งมีก้านสั้น ๆ กิ่งละ 5 ก้าน มองสูงขึ้นไปบนยอดเห็นมีไฟแดง 2 ดวง

    พระทุกองค์มองดูอยู่ในกลด เมื่อเห็นตลอดทั่วทั้งตัว ต่างก็ทราบว่าไม่ใช่ต้นไม้ แต่เป็นยักษ์ พระทุกองค์ไม่มีใครสะดุ้ง

    เสียงหลวงพ่อปานถามต่อไปว่า “มายืนอยู่ทำไม “

    เจ้าหมอนั่นนิ่งสักครู่หนึ่งแล้วมันพูดว่า “ผมขอพระองค์นี้ได้ไหมครับ”

    พระองค์นั้นคือพระเขียนที่ร่วมทางไปด้วย เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อเหมือนกัน เสียงหลวงพ่อตอบว่า

    “ไม่ได้ ญาติโยมเขาฝากมา จะเอาไปไม่ได้”

    เจ้าตาแดงสูงเหมือนต้นตาลมันยืนนิ่งสักครู่หนึ่ง มันก้มลงมองที่กลดพระเขียน เสียงมันพูดว่า

    “ไม่ให้ก็ไม่เอา ลาละ “

    มันพูดแล้วมันก็เดินหายไปทางทิศตะวันตก

    เมื่อเจ้าต้นไม้ประหลาดหายไปแล้ว ได้ยินเสียงหลวงพ่อปานร้องถามว่า
    “ใครไม่หลับบ้าง นิมนต์มาหาฉัน”

    ทุกองค์ปรากฏว่าไม่มีใครหลับเลยและต่างก็ได้ยินหลวงพ่อปานพูดกับเจ้ายักษ์ดำ เห็นเหตุการณ์ตลอดเหมือนกันทุกองค์ เมื่อพระมาประชุมพร้อมกัน ท่านก็บอกให้พระทุกองค์ทราบว่า

    พระเขียนเข้าสู่เขตกาลมรณะ จะต้องตายตามวาระของอายุขัย แต่ทว่าอาศัยความดีที่ทรงศีลบริสุทธิ์ ทรงสมาธิและวิปัสสนาญาณ ประกอบกับมาธุดงค์ เป็นการที่ท่านพอจะขอร้องเขาไว้ได้ชั่วขณะเดียว เมื่อกลับถึงวัดแล้วท่านบอกว่า อาจจะประวิงเวลาไม่ได้อีกนานนัก ขอให้พระเขียนและทุกองค์เตรียมตัวพร้อมที่จะตายได้ อะไรที่ไม่เกินวิสัยที่จะทำ นั้นคือวิปัสสนาญาณ ให้ขยันหมั่นเพียรให้มาก ชำระจิตใจให้สะอาดเป็นปกติ มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ จงวางภาระว่าเราของเราเสียให้สิ้น ด้วยไม่มีอะไรเลยเป็นของเรา แม้แต่ร่างกายก็มีเจ้าของคือมรณภัยมันมาทวงคืน

    ทุกองค์รับคำสอนด้วยดี มีท่านหนึ่งในจำนวน 4 ท่านถามท่านว่า

    “หลวงพ่อทราบหรือไม่ว่าพระเขียนจะต้องเข้าระยะมรณะในวันนี้ “

    ท่านบอกว่า ท่านทราบมาก่อน ท่านทราบมาจากนายบัญชี ท่านรู้จักกับเขาดี ที่ชวนมาธุดงค์ด้วยและพระเขียนก็เต็มใจมา ท่านไม่ใช่ชวนมาประวิงเพื่อให้ตายช้า แต่ชวนมาเพื่อให้ทำความดีให้สมควรแก่วาสนาบารมี ถ้าอยู่ที่วัดจะทำความดีไม่เท่ามาธุดงค์

    เมื่อสนทนากันไม่นาน มองไปดูท้องฟ้า เห็นใกล้สว่าง มีท่านหนึ่งถามหลวงพ่อว่า

    “ที่มาทวงชีวิตพระเขียนเป็นใคร “

    ท่านบอกว่า “ยักษ์”

    ถาม “เขามาทวงเพราะเป็นเจ้ากรรมนายเวรหรือ”

    ท่านบอกว่า “ไม่ใช่ เขามาตามหน้าที่ เมื่อเขามีหน้าที่มารับเขาก็ต้องมา”

    ถามท่านว่า “ถ้าพระเขียนตายเวลานี้จะไปทางไหน นรกหรือสวรรค์ หรือพรหมโลกหรือนิพพาน”

    ท่านบอกว่า “สุดแล้วแต่พระเขียนจะชอบใจ ชอบใจอย่างไหนก็ไปได้ตามชอบใจ เมื่อตายแล้วจะไปทางไหนก็ไปได้ตามใจชอบ ท่านโคธิกะท่านเชือดคอตายเพราะเบื่อสังขาร มันป่วยเสมอ ท่านไปนิพพาน พระเขียนจะชอบใจอะไรก็เป็นเรื่องของเธอ”

    พอรุ่งสางท้องฟ้ามีสีทองปรากฏ คณะธุดงค์ก็ออกบิณฑบาตตามปกติ ไม่ได้ไปไกลเพราะเห็นมีต้นไม้ใหญ่มีสาขางามสะพรั่งไว้ตั้งแต่ตอนมาถึง ต่างก็มั่นหมายไว้แล้วว่าต้นนี้แหละเป็นโรงผลิตอาหารในวันพรุ่งนี้ อยู่ห่างจากที่ปักกลดไม่ถึง 20 วา ต่างก็เอาบาตรไปแขวนตามเคย เมื่อได้อาหารมาแล้วก็ฉันกันหมดบาตร ความจริงได้มาประมาณ 3 ทัพพีเท่านั้นเอง

    เมื่อฉันเสร็จทุกองค์ก็เข้าที่พักเพราะตลอดคืนไม่ได้หลับเลย เมื่อทุกองค์พักพอเหยียดกายเรียบร้อยก็เห็นพระเขียนเดินเข้าป่า เมื่อกลับมาไม่ถึง 5 นาทีก็เดินไปอีก ต่างสงสัยถามว่าไปไหนมา ท่านบอกว่าไปถ่ายอุจจาระ

    ตอนนี้หลวงพ่อลุกขึ้นจากที่พัก เรียกพระเขียนเข้าไปใกล้ พระเขียนดูท่าทางเพลียมาก

    ท่านถามว่า “ท้องถ่ายกี่ครั้งแล้ว”

    พระเขียนบอกว่า “2 ครั้งแล้วครับ”

    ท่านบอกว่า “อีกครั้งเดียวก็หยุด ยังไม่ตาย มาเอายาหมู่ไปฉันเสีย”

    เห็นท่านฝนกิ่งไม้กับฝาละมีหม้อดินที่ท่านเตรียมติดตัวไปด้วย เมื่อพระเขียนฉันแล้วก็ไปถ่ายอุจจาระอีกครั้งหนึ่งแล้วก็หยุดถ่าย ท่านบอกว่า

    “ยังไม่ตาย เตรียมตัวไว้ กลับไปวัดแกก็สบายก่อนฉัน ฉันต้องใช้หนี้กรรมอีกหลายปี แกดีกว่าฉัน สบายกว่าฉัน”

    แล้วท่านก็สั่งให้พักผ่อนต่อไป

    ไปเขาวงพระจันทร์

    เมื่อออกจากเขตพระพุทธฉาย ก็มุ่งเข้าเขตลพบุรี เดินกันตามสบาย เดินมาพักแรมกันมา เมื่อถึงเขตที่พัก หลวงพ่อปานท่านไม่ยอมให้พวกคณะศิษย์ได้มีเวลานั่งนอนตามสบาย แต่ให้คอยควบคุมอารมณ์ไว้เสมอ วิธีคุมอารมณ์ของท่านก็โดยสั่งให้คณะธุดงค์ใช้วิชชา 2 ในวิชชา 3

    1. ให้ตรวจตราสถานที่ที่พักและผ่านมาว่า มีสถานที่ใดเคยตั้งบ้านตั้งเมืองบ้างไหม มีอะไรสำคัญ เมื่อตรวจตราแล้วก็ทำรายงานถวายด้วยสมุดปกแข็งที่ชาวบ้านซื้อมาถวาย ทุกท่านต่างคนต่างเขียน แต่ก็มีข้อความที่สำคัญตรงกัน เช่นที่ตรงไหนเคยตั้งบ้านตั้งเมือง บ้านเมืองเขาสร้างด้วยอะไร ใครเป็นคนสำคัญของบ้านเมืองนั้น เขามีจริยาเป็นประการใด ขณะนี้เขาอยู่ในนรก สวรรค์ หรือพรหมโลก หรือเขาหายสาบสูญไปจากอำนาจกิเลสตัณหาแล้ว

    งานที่ทำต่างก็บันทึกกันต่อหน้า หลวงพ่อปานท่านห้ามปรึกษาหารือกัน

    ในบางขณะท่านจะชี้ที่ใดที่หนึ่ง แล้วถามว่าตรงนี้เคยมีความสำคัญอะไรบ้าง เมื่อท่านถามแล้วท่านให้คณะธุดงค์เขียนทันที นั่งห่างกัน ต่างคนต่างเขียน เมื่อเขียนแล้วเอามาถวายท่าน มันเป็นการบังคับการควบคุมฌานและญาณกันตรง ๆ การฝึกอย่างนี้หลวงพ่อปานท่านเรียกว่ากีฬาสมาธิ ต้องอยู่ในฌานตลอดวัน ด้วยเกรงว่าจะมีบัญชาให้ตรวจอะไร เมื่อไรก็ไม่รู้ ถ้าสั่งแล้วทำยืดยาดก็จะโดนตำหนิว่าประมาทเกินไป

    เมื่อออกจากพระพุทธฉายก็มุ่งมาเขาวงพระจันทร์ ระหว่างทางจากพระพุทธฉายมาพระพุทธบาทไม่มีเรื่องอะไรมากนัก

    เมื่อเลยพระพุทธบาทมาเข้าเขตลพบุรี หลวงพ่อปานท่านพาเข้าไปพบพระองค์หนึ่ง อยู่ในถ้ำองค์เดียว สถานที่นี้ไม่มีบ้านเลย แม้เสียงสุนัขชาวบ้านก็ไม่เคยได้ยิน มันไกลบ้านจริง ๆ

    เมื่อแวะเข้าไป ปรากฏว่าพระองค์นั้นท่านต้อนรับหลวงพ่อปานด้วยดี รู้จักกันมานาน หลวงพ่อปานท่านแนะนำพระองค์นั้นแก่พวกคณะศิษย์ว่า ท่านองค์นี้เป็นทรงอภิญญาโลกีย์สมาบัติ ชำนาญในการเนรมิต พวกคณะศิษย์ก็ไหว้ ท่านก็รับไหว้ด้วยดี ท่านคุยกัน 2 องค์สนุกสนาน ในที่สุดหลวงพ่อปานท่านก็บอกพระองค์นั้นว่า

    “ที่พาคณะศิษย์ชุดนี้มาก็เพราะอยากให้เขาเห็นของจริง ของจริงของพระพุทธศาสนานำออกในบ้านในเมืองไม่ได้ เพราะพวกเดียวกันคอยลิดรอน เมื่อพระด้วยกันว่าไม่มี ทำไม่ได้เสียแล้ว ชาวบ้านเขาก็เชื่อ เมื่อเขาเชื่อพระใหญ่หรือพระหมู่มาก พวกเราเป็นพระเล็กที่ไม่มีเครื่องหมายยศให้ชาวบ้านนับถือ ไปทำอะไรเข้าเขาก็พากันประณาม

    คณะศิษย์ผมเขาอยากเห็นของจริงชอบค้นคว้า ชอบนึกทุกอย่างที่มีในหลักสูตร เมื่ออยู่ในวัดก็ได้แต่บอก หรืออย่างมากก็ใช้เจโตปริยญาณเป็นคราวๆ เพื่อให้สนใจเป็นอัศจรรย์บ้าง แต่พอออกป่าก็ออกท่าได้เต็มที่ เขาจะได้ทราบว่าความรู้ทุกอย่างในพระพุทธศาสนาแม้แต่อรหัตผลก็ยังไม่คลายตัว นักปราชญ์ท่านเขียนไว้อย่างนั้นเองว่าพระอรหันต์ไม่มีแล้ว ท่านกลัวคนจะตกใจว่าเมื่อพระอรหันต์ยังมี คนที่มีเมียแล้วถ้าจะบวชเกรงว่าเมียจะคิดว่าถ้าผัวเป็นพระอรหันต์แล้วตัวจะเป็นม่าย จะไม่อนุญาตให้ผัวบวช ท่านเลยเขียนเสือหลอกวัวไว้ให้”

    ท่านพูดแล้วท่านก็ชวนกันหัวเราะ ต่อมาท่านเจ้าของถิ่นหันมาคุยว่า

    “ผมเองไม่ได้เป็นพระอรหันต์ เพียงแต่ได้ฌานโลกีย์ ที่ออกจากหมู่คนก็เพราะยังไม่แน่ใจตนเองและประสงค์อรหัตผล”

    พอตกค่ำก็นอนในห้องของท่าน ถ้ำนั้นกว้างขวางมาก พอรุ่งเช้าท่านทั้งสองนั่งคุยกันอีก วันนี้หลวงพ่อปานไม่สั่งให้บิณฑบาต เมื่อท่านไม่สั่ง คณะธุดงค์ก็ไม่เตรียมตัว เมื่อท่านคุยกันสักครู่ ท่านเจ้าของถิ่นถามหลวงพ่อว่า

    “ที่นี่กับข้าวก็หายากแต่บอนใกล้ถ้ำในบึงเล็ก ๆ มีมาก”

    ท่านถามว่า “ฉันแกงบอนไหม”

    หลวงพ่อบอกว่า “ฉัน”

    เมื่อถามกันแล้วท่านเจ้าของถิ่นก็ไปตัดบอนมา 1 ต้น มาถึงก็ไม่ปอกเปลือก หั่นตามแบบแกง แล้วก็เอาหม้อดินใหม่เอี่ยมมา 1 ลูก หั่นบอนใส่ แล้วก็เอาน้ำใส่หน่อยหนึ่ง เอาฝาหม้อปิด แล้วเอาข้าวสารหยิบมือหนึ่งใส่ในหม้อดินอีกลูกหนึ่ง เอาน้ำใส่หน่อยหนึ่ง เอาฝาปิด เอาหม้อทั้งสองลูกวางไว้ข้างหน้า ไม่เห็นตั้งเตา วางไว้กับพื้นเฉย ๆ นั่งคุยกันไปสักครู่หนึ่ง

    เวลาประมาณ 8 น. ท่านเจ้าของถิ่นถามว่า “หิวหรือยัง”

    หลวงพ่อท่านตอบว่า “หิวแล้ว”

    ท่านเจ้าของถิ่นท่านตอบว่า “หิวก็ฉันได้แล้วนี่ ข้าวแกงสุกนานแล้ว”

    ว่าแล้วท่านก็เปิดฝาหม้อข้าวหม้อแกง ปรากฏว่าข้าวสุกเต็มหม้อถึงฝาละมี มีควันคลุ้งเหมือนเอาลงจากเตาใหม่ ๆ แกงก็เต็มหม้อ มีควันขึ้น กลิ่นหอมเหมือนแกงบอนปกติ แถมมีเนื้อปลาในแกง หม้อทั้งสองลูกดูแล้วเห็นว่าจุข้าวไม่ถึงจาน เพราะมันลูกเล็กนิดเดียว ท่านให้ล้อมวงกันฉัน แต่ตัวท่านเองไม่ฉัน ท่านบอกว่า ท่านไม่ได้ฉันมาหลายปีแล้ว

    พวกคณะศิษย์สงสัย ถามท่านว่า ท่านไม่หิวหรือ

    ท่านบอกว่า อยู่ด้วยธรรมปีติ ไม่หิวและมีกำลังเป็นปกติ

    คณะห้าธุดงค์มีหลวงพ่อปานเป็นประมุขต่างก็ล้อมวงกันฉัน แต่ละองค์ฉันจนเต็มอิ่ม ข้าวสุกกับแกงที่คิดว่าแม้องค์เดียวก็ฉันพอ มันแปลกที่เมื่อยังไม่มีใครอิ่ม ตักออกมาเท่าไรก็ไม่หมด รสก็อร่อยดีกว่าพ่อครัวแม่ครัวชั้นเลิศแกงกว่าไหน ๆ แต่พอทั้งหมดอิ่มพร้อมกันแล้ว หาข้าวสุกสักเม็ด น้ำแกงสักหยดก็ไม่มี

    หลวงพ่อปานท่านรู้ใจศิษย์ท่าน ท่านรีบบอกว่าข้าวแกงอย่างนี้เรียกว่าอาหารอภิญญา คือเกิดได้จากการเนรมิต เมื่อฉันเสร็จแล้วก็พักกับท่าน 3 วัน ท่านก็สอนวิชาอภิญญากับคณะธุดงค์ เมื่อครบ 3 วันแล้วก็ลาท่านเดินทางต่อไป

    เขาวงพระจันทร์

    เมื่อเลยเขตวัดเขาสะพานนาคเข้าไปแล้วก็ขึ้นยอดเขา ทางมันค่อนข้างไกล หลวงพ่อปานท่านชี้ให้ดูสถานที่แห่งหนึ่งแล้วบอกว่า

    “ตรงนี้เมื่อฉันมาธุดงค์มาครั้งแรก ขอเห็นสิ่งอัศจรรย์ ฉันพบพระบรมสารีริกธาตุตรงนี้”

    ในกาลต่อมา สถานที่นั้นท่านให้สร้างมณฑปครอบไว้และสร้างบันไดขึ้นเขาไว้ ปรากฏมีอยู่ในปัจจุบัน

    ถึงเวลากลางคืนก็มีการพิสูจน์ตามเดิม ปรากฏเห็นพระพุทธปาฏิหาริย์ในเวลาค่ำ มีแสงดาวปรากฏ 3 ดวงขนาดใหญ่ เห็นทั้งหลับตาและลืมตา

    พอรุ่งเช้า หลวงพ่อปานก็สอนว่า

    “การนับถือพระพุทธศาสนา พวกเธออย่าติดในเนื้อหนังและวัตถุ การที่ฉันพาพวกเธอมาธุดงค์ ไม่ใช่ให้มาติดตามสถานที่ คือเวลาจะเอาบุญก็ต้องไป พระบาท ไปพระฉาย มาเขาวงฯ ไปพระแท่นดงรัง ศิลาอาสน์ เป็นต้น

    บุญจริงอยู่ที่ตัวปฏิบัติ อยู่วัดเราก็ทำได้ดี จงรักพระพุทธศาสนาด้วยการปฏิบัติตาม ทาน ศีล ภาวนา 3 อย่างให้ครบ อารมณ์ซื่อถือความจริง คือไม่คด ไม่โกง ความจริงยอมรับว่าสิ่งที่เกิดมี มันเก่า แก่ คร่ำคร่าจริง มันเปลี่ยนแปลงจริง มันมีอันที่จะสลายตัวในที่สุดจริง เท่านี้พอแล้ว พอดีที่เกิดมาในพระพุทธศาสนา ไม่ต้องตะเกียกตะกายมาก”

    ต่อมาท่านก็พาเดินชมบริเวณ ท่านพาไปด้านตะวันตกของเขา ท่านชี้สถานที่ ๆ หนึ่งให้ดู ท่านบอกว่า

    “ตรงนี้ฉันเคยพบฤาษีคนนุ่งขาวห่มขาว นั่งภาวนาอยู่คนเดียวตรงนี้ แกปลูกศาลาเล็ก ๆ อยู่คนเดียว”

    หลวงพ่อฤๅษีฯ ถามท่านว่า “นานหรือยัง”

    ท่านบอกว่า “ก่อนพวกเธอบวช 20 ปี”

    ถามท่านว่า “ท่านคุยกับฤาษีองค์นั้นหรือเปล่า”

    ท่านบอกว่า “คุย ได้ความว่าเป็นฤาษีผี มานั่งดักทางท่านอยู่ และบอกว่าที่ตรงนี้คือยอดเขา มีพระบรมสารีริกธาตุ ท่านจึงอธิษฐานถาม ก็ปรากฏเป็นพระพุทธปาฏิหาริย์ตามที่พวกเธอเห็นแล้วเมื่อคืนนี้ ฉันจึงสร้างมณฑปทับที่ ๆ เห็นพระบรมธาตุปรากฏขึ้นมา”

    ท่านพาเดินต่อไป ไม่ไกลนัก ท่านบอกว่า

    “ตรงนี้ฉันพบชีในการมาคราวเดียวกัน แม่ชีอยู่คนเดียว มีศาลาเล็ก ๆ หลังหนึ่งเป็นที่อาศัย”

    พระลูกศิษย์องค์หนึ่งถามท่านว่า “แม่ชี ผีหรือคนขอรับ”

    ท่านยิ้มแล้วตอบว่า “ชีผี แต่แกทำเป็นคนเรา ๆ นี้เอง”

    พระอีกองค์หนึ่งถามว่า “นางสาววงพระจันทร์ ใช่ไหมครับ”

    ท่านตอบว่า “ถ้าใช่ ก็คงไม่ใช่ลูกสาวท้าวกกขนาก คงเป็นเทวดาผู้หญิงที่มีอานุภาพมาก เมื่อท่านพบเป็นแม่ชี ประมาณตามรูป เทียบอายุคนปัจจุบัน ประมาณอายุ 30 ปี แกนั่งอยู่คนเดียว ฉันเดินผ่านฤาษีผีมาแล้วก็มาพบแม่ชีผีเข้า แม่ชีมีลีลาไม่เหมือนท่านฤาษี ท่านฤาษีมีแต่แนะนำว่ามีพระบรมธาตุ และแนะนำวิธีปฏิบัติธรรม และทราบว่าท่านปรารถนาพุทธภูมิ แล้วบอกด้วยว่า ท่าน (หมายถึงหลวงพ่อปาน) อายุ 40 ปี กรรมฐานได้เท่าไรจะไม่ได้ดีเกินกว่านั้นอีก”

    ถามท่านว่า “ขณะนั้นหลวงพ่ออายุเท่าไร”

    ท่านบอกว่า “ฉันเกือบ 40 ปีแล้ว ขาดอยู่ปีหรือสองปีเท่านั้น”

    ท่านเล่าต่อไปว่า เมื่อพบแม่ชีแล้ว แม่ชีก็นิมนต์ท่านนั่งบนศาลา ท่านบอกว่าอยากจะเดินชมสถานที่ แม่ชีรับอาสาเป็นมัคคุเทศก์คนนำทาง เดินไปประมาณ 10 วาก็พบบ่อน้ำบ่อหนึ่ง มีน้ำใสสะอาดมาก

    แม่ชีบอกว่าน้ำบ่อนี้เป็นน้ำทิพย์ ใครได้กินแม้แต่อึกเดียวก็จะไม่ตายตลอดกาล ร่างกายจะทรงความหนุ่มสาวขึ้นมาทันที คนที่ตายแล้วไม่นานเกินไป คือ ถ้ายังไม่เน่า เอาน้ำนี้ไปรดจะฟื้นคืนชีพทันที ว่าแล้วแม่ชีก็จับแมวมา 1 ตัว แกเอาหัวแมวฟาดหิน เจ้าแมวตัวนั้นตายสนิท เมื่อพิสูจน์ด้วยกันทั้งสองท่านว่าตายแน่แล้ว ก็เอาแมวโยนลงไปในบ่อ เจ้าแมวตัวนั้นพอตัวกระทบน้ำก็กลับฟื้น วิ่งอ้าว

    แม่ชีถามท่านว่า “ดีไหม”

    ท่านตอบว่า “ดี”

    แล้วแม่ชีก็พาไปพบน้ำอีกบ่อหนึ่ง ใสสะอาดมากเหมือนกัน ห่างกันไม่ไกล ไม่เกิน 10 วา ท่านชี้ให้ดูว่าอยู่ตรงนี้ แม่ชีอธิบายว่า น้ำบ่อนี้เป็นบ่อน้ำตาทิพย์ เมื่อทาตาแล้วเห็นอะไรได้ทุกอย่างตามต้องการ แล้วแม่ชีก็เอาน้ำมานิดหนึ่งให้ท่านทาตา ถามท่านว่าต้องการเห็นอะไร ท่านบอกว่าต้องการเห็นปลาไหลใต้ดิน แม่ชีบอกว่านึกเอา แล้วเอาน้ำแตะตาแบบล้างหน้า ไม่ใช่ต้องหยอดเข้าไปที่ใส่ลูกตา ท่านมองเห็นปลาไหลใต้ดินจริง ๆ และต้องการเห็นอะไรก็ได้

    ดูมาทางวัดก็เห็นหมด ใครทำอะไรเวลานั้น เห็นและจำได้ เมื่อกลับมาวัด ฉันถาม เขารับตามความจริงทุกอย่าง นอกจากตาดีแล้ว เอาทาหู หูก็ดีเสียอีกด้วย

    ถามท่านว่า “หลวงพ่อเก็บไว้บ้างหรือเปล่าครับ”

    ท่านยิ้มแล้วบอกว่า “เรื่องของฉัน พวกเธออย่าสนใจ ตั้งใจทำความดีต่อไปดีกว่า”

    ท่านเล่าต่อไปว่า เมื่อแม่ชีจะให้น้ำทิพย์ ท่านไม่ยอมรับน้ำทิพย์บ่อแรก แม่ชีถามว่า

    “ทำไมไม่เอา มันไม่แก่ ไม่ตายดีนะ”

    ท่านบอกว่าไม่ต้องการตามนั้น และไม่อยากได้น้ำทิพย์แบบไม่แก่ไม่ตาย ตลอดจนตายแล้วทำให้ฟื้นก็ไม่ต้องการ

    แม่ชีพูดว่า “พระบ้าอะไรอย่างนี้ พบของดีแล้วไม่เอา”

    ท่านก็เลยตอบว่า “ชีนั่นแหละบ้า จะพยายามฝืนกฎธรรมดา เป็นการถ่วงคนและสัตว์ให้ทุกข์ตลอดกาล ด้วยไม่รู้จักตาย”

    แม่ชีเมื่อถูกศอกกลับแทนที่แกจะโกรธ แกกลับยิ้มยกมือไหว้หลวงพ่อปาน บอกว่า “เห็นพระมานานแล้วเพิ่งพบพระแท้วันนี้เอง”

    หลวงพ่อปานท่านพูดเรื่องน้ำทิพย์บ่อเดียว อีกบ่อท่านไม่พูด ในพวกพระลูกศิษย์ที่ไปด้วย องค์ที่สนใจมากที่สุดก็คือพระเขียน แม้ว่าท่านใกล้จะตายแล้ว แต่ที่ท่านต้องการไม่ใช่เอาไปแก้ไม่ให้ตาย ท่านอยากได้เอาไปให้ญาติโยมท่านไว้เพื่อเล่นโปก็ไม่ทราบ ด้วยเมื่อมองอะไรก็เห็น โปก็ต้องมองเห็นตัวที่จะแทงให้ได้เงิน ท่านอาจจะคิดอย่างนั้น

    หลวงพ่อปานท่านพูดลอย ๆ ว่า “เขียนเอ๋ย เรื่องเล่นโปเป็นกรรมชั่วนะลูกนะ เราควรช่วยพ่อแม่ด้วยให้ทำความดี ไม่ใช่จะมาขอน้ำทิพย์เทวดาไปให้พ่อแม่เล่นโป จะลงนรกนะลูก เพราะเป็นการปล้นทรัพย์สินชาวบ้านโดยเจตนา เป็นอทินนาทานตรงเผงทีเดียว”

    หลวงพ่อฤๅษีฯ เล่าสรุปท้ายเรื่องนี้ไว้ว่า “พระเขียนอายเกือบตาย เรื่องกิเลสมันไม่ย่อย ตัวจะตายอยู่แล้วไม่ห่วงตัว มันแกล้งสอนให้ห่วงพ่อห่วงแม่ มันแน่จริง ๆ”

    อยากเห็นฤาษีและแม่ชี

    พระในคณะธุดงค์เมื่อทราบเรื่องต่างก็อยากพบฤาษีและแม่ชี

    หลวงพ่อบอกว่า “เดี๋ยวก่อน ถามเขาก่อน”

    ท่านยืนก้มหน้าแต่ไม่ได้หลับตา สัก 2 นาที ท่านบอกว่า “เขาให้พบได้ แต่พวกแกอย่าโลภนะ ถ้าโลภจะมีอันตราย”

    คณะธุดงค์ต่างก็รับคำ และกำหนดอารมณ์ไม่อยากได้ไว้

    หลวงพ่อท่านสวดอะไรเบา ๆ พอเสร็จก็ปรากฏศาลาแม่ชี ห่างไปอีกหน่อยหนึ่งมีศาลาฤาษี แม่ชีและฤาษีเห็นบรรดาคณะธุดงค์ต่างก็ยิ้มให้ เฉพาะท่านฤาษีนั้นเมื่อพบบรรดาคณะธุดงค์ทั้งหลายเข้า ท่านก็วิ่งเข้ามากอดทันที

    ท่านถามว่า “จำกันได้ไหมเพื่อน”

    เล่นเอาบรรดาคณะธุดงค์ทำหน้าแปลกใจไปตาม ๆ กัน

    เสียงหลวงพ่อปานร้องมาว่า “ใช้อตีตังสญาณซิลูก”

    ทุกท่านต่างองค์ต่างก็ใช้ญาณทันที ความจริงก็ปรากฏว่า ท่านฤาษีองค์นั้นก็คือเพื่อนเก่าของบรรดาคณะธุดงค์ในชาติอดีตนั่นเอง ขณะนี้เป็นพรหมอยู่ชั้นที่ 8 เมื่อรู้เรื่องแล้ว คราวนี้เอง คณะธุดงค์กับพรหม ต่างก็คุยกันจ้อเลย ไม่ได้คิดว่าเพื่อนเป็นผี

    เมื่อมองมาดูแม่ชี ต่างก็ทราบว่าแม่ชีคืออดีตญาติผู้ใหญ่ที่น่าเคารพ หรือผู้ใหญ่ที่เคยอุปถัมภ์มาก่อนนั่นเอง เมื่อคุยกันพอควรก็ถามถึงภาวะพรหม เมื่อคุยเสร็จ หลวงพ่อท่านเตือนว่าจะค่ำแล้ว เลิกคุยกันเสียที เมื่ออยากคุยก็เข้าฌานไปคุยกัน ท่านเพื่อนก่อนจะลา ก็ตักเตือนเรื่องข้อวัตรปฏิบัติหลายอย่าง แล้วก็ชี้มาที่หลวงพ่อปานว่า องค์นี้มีบุญมาก จะหมดเขตปฏิบัติอยู่แล้ว ต่อไปจะได้พักรอเป็นพระพุทธเจ้า ต่อไป

    แกพูดแล้วแกก็ยกมือไหว้หลวงพ่ออย่างนอบน้อม พวกคณะธุดงค์ก็พลอยกราบหลวงพ่อกันอีก

    ฝ่ายแม่ชีก็บอกว่า “เสียใจนะคุณที่ถวายน้ำทิพย์ไม่ได้ เพราะว่ายังไม่ถึงเวลา”

    ถามว่า “เมื่อไรจะถึง อีกกี่ปี”

    แกตอบว่า “ชีวิตนี้ทั้งชีวิตทุกองค์ไม่ต้องหวัง เพราะเป็นของเฉพาะพระโพธิสัตว์ผู้มีบารมี สมบูรณ์ในการฝึกฝน คนอื่นเอาไปจะลำบากชาวบ้านชาวเมือง”

    แต่ทว่าแกเมตตา ทาตาให้ทุกองค์ บอกว่า ระยะเดินทางธุดงค์จนถึงกลับวัด จะได้ผลตลอดเวลา เมื่อกลับถึงวัดแล้วจะหมดอำนาจความเป็นทิพย์ แต่จะแบ่งโอกาสใช้ได้คือ เวลาไหนจะใช้ญาณ เวลาไหนจะใช้น้ำทิพย์ จงอย่าใช้น้ำทิพย์เสมอไป ญาณจะเสื่อม ถ้าสงสัยญาณจงนึกถึงน้ำทิพย์ น้ำทิพย์จะช่วยบอกให้หายสงสัย

    เป็นอันว่าคณะศิษย์ธุดงค์มีโชคมาก ในระยะธุดงค์มีกำลังการเห็นได้ดี ใช้คู่ไปเสมอ พยายามใช้ญาณให้มาก แล้วสอบด้วยการระลึกถึงน้ำทิพย์ ถ้าเมื่อใช้น้ำทิพย์เห็นว่าญาณพลาดเป้าหมาย ก็ใช้สมาธิในอาโลกกสิณให้หนัก ใช้อารมณ์วิปัสสนาญาณช่วยให้หนัก เป็นอันว่ามีเครื่องมือทดสอบดีมาก อะไรก็ได้ ใกล้หรือไกล ตายแล้วหรือยังไม่เกิด เรื่องของตนเองหรือคนอื่น คน สัตว์หรือสถานที่ นรก สวรรค์ พรหม หรืออะไรที่อารมณ์วิปัสสนาช่วยไปไม่ได้ ก็ดูได้หมด ดีจริง ๆ ทำให้คณะศิษย์มีกำลังฌานและญาณแก่กล้าขึ้นไม่น้อยเลย

    เมื่อสั่งเสียกันเสร็จ สองท่านก็หายไป คณะธุดงค์ต่างก็กลับเข้ากลด

    คณะธุดงค์ออกเดินดง

    เมื่อออกจากเขาวงพระจันทร์แล้วก็มุ่งไป พระแท่นศิลาอาสน์ พระธาตุหริภุญชัย พระธาตุแช่แห้ง แล้วก็เข้าป่าชัฏมุ่งไปเชียงตุง หลวงพ่อปานท่านพาเข้าป่าตลอดเวลา ออกจากเขาวงพระจันทร์ไม่เคยเห็นหลังคาบ้านเลย แม้พรานป่าก็ไม่พบ เสียงหมาชาวบ้านเห่าก็ไม่ได้ยิน มันป่าชัฏจริง ๆ ขณะเดินทางหรือพัก ท่านให้สมาทานตายตลอดเวลา

    เสือ ช้าง และสัตว์ป่าทุกประเภทเท่าที่พบ พวกมันไม่เคยสนใจคณะธุดงค์ ต่างคนต่างเดิน หลีกกันไป หลีกกันมา

    คณะธุดงค์ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งพบช้างโขลงประมาณ 50 เชือก กำลังดึงใบไม้กิน เห็นเจ้าสีดอยืนมองอยู่ เมื่อเข้าไปใกล้ ช้างเชือกนั้นก็คุกเข่าชูงวงขึ้นเหนือหัว ช้างบริวารเห็นหัวหน้าทำอย่างนั้นก็ทำตามเหมือนกันหมด

    หลวงพ่อปานท่านถามว่า “พ่อปู่ ที่นี่มีที่ไหนร่มรื่นพอที่พระจะพักสบายบ้าง”

    พอหลวงพ่อปานพูดจบ ช้างเชือกนั้นก็ลุกขึ้นและเดินนำทาง เดินไปได้ประมาณ 300 เมตร ก็พบต้นไม้ใหญ่ สาขามาก ร่มรื่น มีบ่อน้ำใสสะอาดมาก ช้างเชือกนั้นเอางวงชี้แล้วก็คุกเข่าชูงวงไว้เหนือหัว เสร็จแล้วช้างนั้นก็กลับ

    คณะพระธุดงค์สงสัยว่า ช้างเชือกนั้นทำไมรู้มากนัก และแสดงความเคารพตลอดเวลา

    หลวงพ่อปานท่านบอกว่าช้างเชือกนี้เป็นพระโพธิสัตว์

    เมื่อสงสัย หลวงพ่อปานท่านเลยให้สอบสวนด้วยอำนาจอตีตังสญาณทันที เป็นอันว่าถึงที่ใดที่มีความสำคัญ ท่านให้คณะของท่านตรวจสอบด้วยอำนาจญาณ ดูสถานที่ว่ามีบ้านเมืองไหนสำคัญอย่างไร คนและสัตว์สมัยนั้นไปไหนกันหมด เป็นการฝึกการใช้ญาณและวิปัสสนาญาณกันตรง ๆ

    คณะสหายเก่าติดตามตลอดเวลา

    คำว่าสหายเก่าก็คือลิง มีลิงป่าฝูงหนึ่ง ประมาณ 30 ตัว ติดตามตั้งแต่พระพุทธบาทเป็นต้นไป ตลอดจนกระทั่งคณะธุดงค์กลับวัด เมื่อเข้าเขตสระบุรีลิงฝูงนั้นจึงแยกกลับที่เดิม ลิงฝูงนี้มีลิงค่อนข้างเผือกคือ ไม่ขาวจัด อยู่ตัวหนึ่ง ใหญ่กว่าลิงตัวอื่น เป็นนายฝูง ติดตามตลอดเวลา และลิงฝูงนี้แปลก มีความเป็นห่วงคณะธุดงค์มาก ถ้าพวกมันไปหาผลไม้มาได้มักจะเอามาแบ่ง เพียงมะม่วงผลเดียวมันเอามาแบ่งออกไปเป็น 6 ชิ้น แบ่งให้พระองค์ละชิ้น ตัวเองเอา 1 ชิ้น

    หลวงพ่อฤๅษีฯ เล่าว่า

    “สิ่งที่เจ้าลิงเล็กชอบใจมากก็คือหัวพระ พวกพระหัวโล้น เมื่อพระนอนตอนกลางวันและลิงใหญ่เผลอ เจ้าตัวเล็ก ๆ มันจะแอบมาด้านหัว เอามือจับหัวพระแล้วแกก็จะจับหัวแก ลูบ ๆ หัวพระ แล้วลูบหัวตัวเอง แกคงจะสงสัยว่าเจ้าลิงพวกนี้ทำไมหัวล้านหมด”

    พบพระอภิญญาในป่าลึก

    ในระหว่างที่รอนแรมกันไปกลางป่า มีสิ่งที่น่าประหลาดอย่างหนึ่งก็คือ เสียงดนตรี ไม่ทราบว่ามีมาจากไหน มันเป็นเสียงเพลงไทยธรรมดานี่เอง มีให้ฟังทุกวัน ฟังชัดมากเหมือนกับเรานั่งอยู่ติดวงดนตรี คณะธุดงค์ทุกท่านได้ยินเหมือนกันหมด บางวันแอบมีกลองยาว เสียงโห่ เสียงยั่ว บางขณะก็เป็นเครื่องสายมโหรีปี่พาทย์ใหญ่วงใหญ่ เสียงร้องส่งเป็นเสียงผู้หญิง

    หลวงพ่อปานท่านบอกว่า ท่านตรวจแล้วพบว่าเป็นเครื่องดนตรีคณะเดิมของท่านเองที่ท่านสร้างสมบารมีไว้เดิม คณะดนตรียังเป็นนางฟ้าเทวดากันอยู่ เขาเห็นเจ้านายเก่าเข้าอยู่ในป่าเกรงว่าจะเหงาเลยเอามาบรรเลงให้ฟัง

    เรื่องเสียงดนตรีนี้ หลวงพ่อท่านเตือนว่า ฟังแล้วอย่าติดเสียง จงจำเสียงที่เกิดขึ้นและขาดไปให้ทราบว่ามันเป็นอนิจจัง เขาตีมันดัง พอหยุดตี มันไม่ดัง เมื่อหยุดตีแล้วไปคลำหาเสียงคิดว่ามันหล่นอยู่ตรงไหนก็หาไม่พบ ท่านว่าตรงนี้มันเป็นอนัตตา

    หลวงพ่อปานวัดบางนมโคนี่ ปกติท่านมีความปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า เวลาบำเพ็ญกุศลแต่ละครั้งท่านประกาศท่ามกลางประชาชนว่า ขอผลบุญนี้ที่ข้าพเจ้าทำแล้วจงสำเร็จแก่พระโพธิญาณในอนาคตกาลเถิด

    ไปธุดงค์คราวนั้นคณะธุดงค์ออกเดินทางกันตั้งแต่ข้างแรมเดือนอ้าย แล้วกลับวัดเอาใกล้จะเข้าพรรษาเดือน 8 ไปดงกันจริง ๆ กินข้าวชาวบ้านไม่กี่วัน นอกนั้นกินข้าวในป่า

    เมื่อเข้าถึงเขตเชียงตุง ไปตามถ้ำต่าง ๆ จึงพบพระ เพื่อนของหลวงพ่อปานที่ได้อภิญญา เรื่องก็มีมาว่าเข้าไปพบพระองค์หนึ่ง พอเข้าไปถึงเขาลูกหนึ่ง แล้วก็มีพระองค์หนึ่งแก่ ๆ ผอม ๆ ผมยาวใกล้ถึงเอว เสื้อผ้าที่ท่านใส่เป็นสีที่บอกไม่ถูก พอเข้าไปแล้วพอเห็นกันเข้า หลวงพ่อปานท่านถาม

    “เออ นี่พระหรือคน”

    พระองค์นั้นหันมาทำตาขวาง ๆ แล้วพูดว่า “ไอ้พระมันอยู่ที่ไหน ท่านพูดแบบนี้นะว่า เฮ้ย พระมันอยู่ที่ไหนวะ"

    หลวงพ่อปานท่านว่า ”เอ้า เห็นผมยาว ผ้าอีหรุปุปะ สีเหลืองไม่มี จะรู้หรือว่าพระหรือคน”

    ท่านก็ถามว่า “พระมันอยู่ที่ผมหรือวะ”

    หลวงพ่อป่านท่านบอก “ไม่ใช่”

    ท่านถามต่อไปว่า “พระมันอยู่ที่ผ้านุ่งหรือวะ”

    หลวงพ่อปานท่านบอกว่า “ไม่ใช่”

    ท่านก็ถามหลวงพ่อปานว่า “พระอยู่ที่ไหน”

    หลวงพ่อปานบอกว่า “พระน่ะอยู่ที่ใจสะอาด”

    แล้วท่านก็เลยหันมาบอกว่า “ถ้าอย่างนั้นละก็เสือกมาถามทำไมว่าพระหรือคน”

    หลวงพ่อปานบอกว่า “เห็นผมยาว เห็นผ้ารุงรัง”

    “ก็ในเมื่อพระไม่ได้อยู่ที่ผม พระไม่ได้อยู่ที่ผ้า แล้วเสือกมาถามทำไม ทำไมไม่ดูใจคน”

    ตอนนี้ท่านทำท่าโมโหจัดแล้วบอกว่า “ไอ้พระบ้าน พระเมือง พระกินข้าวชาวบ้านแบบนี้อวดดี มันจะต้องเห็นดีกัน”

    หันไปคว้าไม้แบบหวายยาวประมาณวาหนึ่ง ขว้างตกไปข้างหน้าหลวงพ่อปาน ไม้นั้นกลายเป็นงูใหญ่ ยาวหลายวา ใหญ่มาก เลื้อยเข้ามาทำท่าจะกัด บรรดาศิษย์ธุดงค์ทั้งหลายหลบไปอยู่หลังหลวงพ่อปานกันหมด ต่างแปลกใจเห็นไม้เป็นงู

    หลวงพ่อปานเห็นงูเผ่นเข้ามา ท่านก็เลยบอก เฉย ๆ เสีย แล้วก็หยิบใบไม้ขว้างลงไป ใบไม้กลายเป็นนก เฉี่ยวเอางูติดเล็บขึ้นไปบนยอดไม้ แล้วก็เล่นกันอยู่อย่างนั้นล่ะ ทำเป็นเสือเป็นสางเป็นอะไรต่ออะไรของท่าน ไม่เห็นท่านเสก หรือว่าคาถาอะไร คว้าอะไรได้ก็ขว้างลงไป มันก็เป็นขึ้นมา อีกองค์ก็คว้าขึ้นมาได้ ก็ขว้างลงไป เป็นตัวอะไรมาได้ แล้วก็รบกัน

    เมื่อกันเหนื่อยแล้วต่างคนต่างนั่งหัวเราะกัน แล้วก็คุยให้ฟังว่า นี่ข้าเพื่อนกัน หลวงพ่อปานพยักหน้า ศิษย์คณะธุดงค์ก็เลยเข้าไปกราบท่าน ท่านเอามือมาลูบหัว หลวงพ่อปานก็บอก

    “พระพวกนี้เขาอยากเห็นของจริง แล้วเขาเป็นคนเอาจริง นี่พวก 3-4 องค์นี่เขาเอาจริง ก็เลยอยากจะพามาให้พบ อยากจะให้สอน 2 องค์นี่ในด้านอภิญญา”

    ท่านชี้ไปที่พระเพื่อนหลวงพ่อฤาษีฯ 2 องค์ ส่วนหลวงพ่อฤๅษี หลวงพ่อปานท่านไม่ได้ชี้ แล้วท่านก็บอก

    “องค์นี้ไม่ได้ เล่นอภิญญาไม่ได้ คือว่าต้องอยู่บ้านอยู่เมือง เป็นหนี้เขาอยู่มาก ต้องใช้หนี้เขา ลูกหลานมาก บริวารมาก บริษัทมาก ให้เล่นอภิญญาไม่ได้ ถ้าขืนเล่นอภิญญาเดือดร้อน ดีไม่ดีพระเขาจะหาว่าอวดอุตริมนุสธรรม แล้วพากันจับสึกเข้า อะไรเข้า จะพากันลงนรก

    พระพวกได้อภิญญานี่ดีไม่ดี ถ้าเป็นอภิญญาโลกียวิสัย ถ้าละกิเลสไม่ได้หมด ก็จะล่อพระหรือชาวบ้านที่มาว่า มากลั่นแกล้ง อานไปตาม ๆ กัน ดีไม่ดีก็ชี้ให้ง่อยไปเสียบ้าง ขาเป๋ไปบ้าง ตาบอดไปบ้าง เดี๋ยวก็เอาปากทำตูด เอาตูดทำปาก ให้ขี้ออกทางปาก กินทางตูด อะไรอย่างนี้ อย่างนี้เรียนไม่ได้ เรียนอภิญญาไม่ได้ สอนไม่ได้ องค์นี้ให้มันได้วิชชา 3 ช่วยให้มันทรงมโนมยิทธิเท่านั้นพอแล้ว”

    พอหลวงพ่อปานบอกเท่านั้น ไม่เห็นว่าท่านตั้งท่าอะไร ท่านหันมายิ้มฟันขาว บอกว่า

    “เฮอะ จะสอนอะไร ไอ้พวกนี้มันได้หมดแล้ว ไอ้นี่ มโนมยิทธิมันก็ได้แล้ว ไอ้เจ้าเขียนนี่มันก็ได้แล้ว”

    แล้วหันไปพูดกับพระเขียนว่า

    “เออ เขียนเอ๊ย เอ็งน่ะมันรีบตายนะ ตั้งใจวิปัสสนาญาณนะโว้ย มุ่งเอาพระนิพพานเป็นที่ไป อย่าไปยุ่งกับใครนะ เอานิพพานอย่างเดียวนะเอ็งนะ กลับไปนี่ตายแน่ เอาเข้านั่น มันตายดีวะ ตายดีกว่าอยู่ อยู่นานเท่าไรลำบากเท่านั้น ตายเร็วเท่าไรสบายเท่านั้น “

    แล้วก็หันมาพูดกับพระเพื่อนหลวงพ่อฤๅษีฯ ทั้งสององค์ว่า

    “เออ เอ็งได้แล้วนี่หว่าอภิญญา เอ็งจะมาเอาอะไรกับข้า เอาละ ถ้ามันมีอะไรสงสัยถามข้าได้ แต่ข้าไม่มีอะไรบอกวะ อาจารย์แกเขาเก่งอยู่แล้ว ข้าน่ะไม่ได้เก่งกว่าเขาหรอก ไอ้เขาน่ะทำถ่อมตัวเพราะเขาอยู่ในบ้านในเมือง นี่เขาหายใจไม่ออก เรียกว่าเขาอดกลั้นไม่ไหว เขาก็ออกมาหาข้าเสียที นี่เขาทำแบบนี้มานานแล้ว เออ ข้ามันเป็นชาวดงชาวป่า จะเอาได้แต่วิชาป่าอย่างเดียว ต่อไปนี้ 2 องค์ เราไม่มีหนี้กับเขา เออ ไอ้เจ้านี่…

    แล้วท่านก็หันมาหาหลวงพ่อฤๅษีฯ

    “เอ็งนี่ลูกมากหลานมาก เป็นหนี้เขามากนะลูกนะ เอามันแค่วิชชา 3 ก็พอฮิ ลูกฮิ เอ็งจะเข้าป่าเข้าดงกับเขาได้ ก็เข้าได้ไม่นานหรอก ต้องไปใช้หนี้เขา ไอ้เด็ก ๆ เล็ก ๆ มันยังไม่เกิดก็มีอีกมาก สงเคราะห์เขาไปนะ เรามันพวกพ้องมากนี่ เรามีพวกมีพ้องมาก มีอะไรก็แบ่งปันเขาไปช่วยสงเคราะห์เขาไป เป็นการช่วยสงเคราะห์ตัวเองนั่นแหละ”

    ท่านว่าอย่างนั้น ว่าเสร็จก็คุยกัน หลวงพ่อปานกับคณะพักอยู่กับท่านประมาณครึ่งเดือน

    หลวงพ่อฤาษีฯ เล่าถึงท่านไว้ว่า

    “ท่านสอนวิปัสสนาญาณสวยงามมาก ว่าถึงลีลาที่ท่านสอนไพเราะเหลือเกินบรรดาผู้ฟัง แต่ลูกหลานที่รัก เวลาพูดจริง ๆ นี่นะ เวลาท่านสอนพระกรรมฐาน วิปัสสนาญาณ เห็นชัดพูดแจ่มใส พูดช้า ๆ และพูดสั้น ๆ การพูดแบบน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง พูดชั่วโมงเอาเรื่องไม่ได้ ท่านพูดไม่กี่คำ ประโยคสั้น ๆ เข้าใจง่ายเห็นชัด นี่ท่านเป็นพระอรหันต์เสียเยอะแยะ”

    องค์หนึ่งแล้ว ต่อไปองค์ที่ 2

    องค์ที่ 2 นี้ท่านเอาไม้มาถากทำเป็นรูปปืนไว้มากมาย พิง ๆ ไว้ในถ้ำ เมื่อคณะธุดงค์ไปถึง ก็เห็นท่าน ซึ่งแต่งตัวแบบฆราวาส

    หลวงพ่อปานถามว่า “ทำปืนทำไม”

    บอกว่า “ต่อไปประเทศชาติเกิดสงครามก็เอาไม้นี่แหละแบกไปที่ตักศิลา ไปชุบ ๆ เข้าแล้วมันจะเป็นเหล็กแล้วเอามายิงข้าศึก”

    หลวงพ่อปานถามว่า “ไม่บาปรึ”

    บอกว่า “ไม่เกี่ยว บาป ไม่บาปไม่เกี่ยว พระชาวบ้านไม่เกี่ยวนี่ มันเรื่องของพระป่า”

    หลวงพ่อปานบอกว่า “พระป่านี่ขี้โกหก มันจะมีแบบมีแผนอะไร เอาไม้มาถากเป็นปืนแล้วมาชุบเป็นเหล็ก แล้วเอายิงชาวบ้านได้ แบบแผนประเภทนี้มันไม่มี มันหาตัวอย่างไม่ได้ หาแบบฉบับที่ไหนไม่ได้ โกหกพกลม พระในป่าหาสัจจะความจริงอะไรไม่ได้”

    เป็นอันว่าทะเลาะกัน หลวงพ่อปานก็เลยบอก

    “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน มาแสดงกันให้ปรากฏ เอากันให้เห็นชัด เอากันให้ชัดเถอะ จะว่าปืนกระบอกไหนให้เป็นเหล็ก ไหนทำให้ดูซิ แล้วมันจะยิงได้อย่างไร ไอ้กระบอกก็ไม่มีรู”

    ท่านเลยบอก “เอา มาไปด้วยกัน ไปเมืองตักศิลา ที่นั่นมีบ่อน้ำทิพย์สำหรับชุบเป็นเหล็ก ได้เป็นเหล็กกล้า ถ้าต้องการเป็นเหล็กกล้าไปชุบที่นั่นชุบได้ถ้าเหล็กไม่ดีนะ”

    ท่านก็แบกปืน ท่านแบกไปกระบอกหนึ่งไม่ยักเอาไปหมด

    หลวงพ่อปานบอก “ทำไมไม่เอาไปให้หมด”

    ท่านบอกว่า “ไม่ได้ เวลาเกิดสงครามเอาไว้ใช้”

    ท่านบอกว่า “มา เดินตามข้ามา ไปเมืองตักศิลา”

    แล้วท่านก็ออกเดิน คณะพระธุดงค์ก็เดินตาม เดินประเดี๋ยวเดียวไม่ถึง 15 นาที ถึงแล้ว และเห็นบ่อน้ำบ่อหนึ่ง ก็เอาปืนชุบลงไป มันกลายเป็นเหล็กออกมา ยิงไปก็ดัง ปัง ปัง แต่ไม่มีลูกกระสุนออกมา

    ถามว่า “ไหนเมืองตักศิลา”

    ท่านบอกว่า “นี่แหละ”

    หลวงพ่อฤๅษีฯ เล่าว่า “มองไปมองมาเอ๊ะ มันแดนเมืองกำแพงเพชร”

    ท่านบอกว่า “นี่แหละเมืองตักศิลาสมัยพระพุทธเจ้า มันคือกำแพงเพชรนี่แหละ”

    หลวงพ่อฤๅษีฯ เล่าว่า “ความจริงประเทศไทยก็มีความเกี่ยวข้องกับสมัยพระพุทธเจ้าเหมือนกัน สมัยโบราณโน้นนะ ที่เขาไปเรียนศิลปศาสตร์เมืองตักศิลา ท่านบอกว่าเมืองกำแพงเพชรนี่แหละ”

    เป็นอันว่าสิ่งที่ท่านทำก็เป็นเรื่องของอภิญญา ทำให้ดู ไม่ใช่จะไปรบกับใคร แล้วเวลาที่คณะพระธุดงค์พักอยู่กับท่าน ๆ ก็สอนกรรมฐานให้ดี

    ต่อมาพบกับอีกองค์ ๆ นี้หลวงพ่อปานเรียก พระทั้งขี้ค้างคาว ท่านนั่งกรรมฐาน นั่งสมาธิจนกระทั่งขี้ค้างคาวท่วมขึ้นมาถึงเอว ขี้ค้างคาวมันท่วมเต็มถ้ำตลอดถ้ำ ไม่ใช่ท่วมนิดท่วมหน่อย มันท่วมตลอดถ้ำขึ้นมาถึงเอวเลย มันท่วมเอวขึ้นมาเลย แต่ว่าพระองค์นั้นท่านไม่ลืมตาเลย เนื้อเหลืองอ้วน อยู่ในถ้ำ ต้องคลานเข้าไป เหม็นขี้ค้างคาวเกือบแย่ เข้าไปหลวงพ่อปานไปสะกิด ๆ เรียกท่าน ๆ ลืมตาขึ้นมาดูที แล้วก็หลับตาไปอีก เป็นอันว่าไม่ยอมพูดด้วยเลย นี่เป็นอันว่าองค์นี้ใช้ไม่ได้เลย อาศัยไม่ได้ ได้แต่หลับตาอย่างเดียว

    หลวงพ่อปานบอก “มาหลายหนแล้ว นี่ตั้งแต่ฉันธุดงค์มาตั้งแต่หนุ่ม ๆ มาเห็นทีไรก็นั่งหลับตาแบบนี้”

    ถามหลวงพ่อปานว่า “แบบนี้ไม่ตายหรือครับ”

    หลวงพ่อปานท่านบอกว่า “ท่านอยู่ด้วยอำนาจธรรมปีติ”

    “เรื่องของพระอริยเจ้านี่เป็นเรื่องลำบากนะลูกนะ ว่าอย่างนั้น เรื่องของพระอริยเจ้าเป็นสิ่งเกินวิสัยที่เราจะเข้าใจได้ พวกเธอจงอย่าเอาจิตใจเข้าไปวัดกับพระอริยเจ้า สิ่งใดที่ยังสงสัยยังไม่รู้อย่าคัดค้านเข้านะมันจะเป็นบาปเพราะเราเองไม่ใช่สัพพัญญูวิสัย มีพระพุทธเจ้าองค์เดียวเท่านั้นที่เป็นสัพพญูวิสัย สามารถจะรู้อะไรได้หมด พวกเธอจงจำไว้นะ”

    หลังจากนั้นคณะพระธุดงค์ก็พากันกลับวัด แล้วบรรดาลิงป่าทั้งหลาย 30 ตัวที่ตามมา ก็มาแยกกันที่สระบุรี กลับวัดคราวนั้นก็ปรากฏเข้ามาถึงวัดวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 8 ออกจากวัดตั้งแต่แรม เดือนอ้าย กลับถึงวัดขึ้น 8 ค่ำ เดือน 8 หัวไม่ได้โกน ผมขึ้นยาวเหลือเกิน พอเข้าวัดเท่านั้น หมาที่เคยให้ข้าวกินมันจำไม่ได้ มันวิ่งไล่โฮกฮากทีเดียว แต่หมามันจำกลิ่นเก่ง พอใกล้มันได้กลิ่นมันกระดิกหางเข้าหาหลวงพ่อปาน

    ท่านก็เลยบอกว่า “เราไปธุดงค์กันแค่หมาแปลกใช้ได้นะ ไอ้การธุดงค์นี่ต้องไปกันให้หมาแปลก ถ้าหมายังไม่แปลกก็ไม่ควรจะกลับวัด”
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 30 เมษายน 2017
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,803
    กระทู้เรื่องเด่น:
    164
    ค่าพลัง:
    +27,057
    (ต่อ) LpPanround.jpg
    ด้วยความไม่ติดอยู่ในยศถาบรรดาศักดิ์ ท่านจึงได้ปฏิเสธตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบางนมโค กล่าวคือ เมื่อหลวงปู่คล้ายเจ้าอาวาสวัดบางนมโครูปก่อนมรณภาพลง ทายกทายิกาพระภิกษุสงฆ์ได้พร้อมใจกันอาราธนาท่านขึ้นครองวัดบางนมโคแทน ท่านก็ไม่รับท่านให้เหตุผลว่า ท่านหน่ายเสียแล้วจากกิเลสอันจะมาเป็นเครื่องขวางกั้นทางพระนิพพาน กลับแนะนำท่านสมภารเย็น ซึ่งเวลานั้นเป็นพระลูกวัดธรรมดาขึ้นรับตำแหน่งแทน ส่วนท่านขอเป็นพระลูกวัดต่อไปอย่างเดิม

    ด้วยความที่ท่านได้เสริมสร้างความเจริญให้แก่ท้องถิ่นบางนมโคและสถานที่อื่นๆ มากมาย โดยไม่ได้หวังจะได้รับยศฐาบรรดาศักดิ์ตอบแทนแม้ว่าจะมีเชื่อพระวงศ์ชั้นสูง จะมาเป็นลูกศิษย์ของท่านอยู่มากมายก็ตาม

    ในที่สุดความดีของท่าน ทางฝ่ายบ้านเมืองจึงตอบแทนความเป็นผู้เสียสละของท่านด้วยการมอบถวายสมณศักดิ์ให้แก่ท่านเป็นที่ "พระครูวิหารกิจจานุการ" ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2474 โดยมี

    1. พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัติ

    2. พระวรวงศ์เธอ กรมพระนครสวรรค์ศักดิ์พินิจ

    3. หม่อมเจ้าโฆษิต

    4. หม่อมเจ้านภากาศ

    5. ท้าววรจันทร์

    ข้าราชการและบรรดาสานุศิษย์ของท่านได้นำพัดยศพระราชทานมาให้ท่านถึงที่วัด โดยนำไปมอบให้ท่านในพระอุโบสถ ตามพระบรมราชโองการท่ามกลางคณะสงฆ์และชาวบ้านต่างแซ่ซ้องสาธุการกันถ้วนหน้า

    แต่หลวงพ่อปานเองท่านก็วางเฉยด้วยอุเบกขา และแม้จะได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นที่พระครูวิหารกิจจานุการแล้ว ท่านเองก็ยังคงเป็นหลวงพ่อปานรูปเดิม ปฏิบัติกิจวัตรอย่างที่แล้วๆ มา แต่ผู้ที่ยินดีที่สุดกลับเป็นบรรดาศิษยานุศิษย์

    หลวงพ่อปานรักษาโรค

    ในเรื่องการรักษาโรคช่วยชีวิตคนของหลวงพ่อปาน เป็นที่เลื่องลือมากในสมัยนั้น ผู้คนต่างแห่กันมาที่วัดจนแน่นขนัด จนไม่มีที่รับรองแขกเพียงพอ

    วิชาการรักษาโรคและวิชาการบางอย่างที่หลวงพ่อปานสำเร็จและนำมาช่วยเหลือผู้ได้รับทุกข์ เท่าที่เกิดปาฏิหาริย์และได้รับการบันทึกไว้มีมากมาย ตัวอย่างเช่น รักษาโรคด้วยน้ำมนต์ โรคที่ท่านรักษาด้วยน้ำมนต์ เรียกว่าโรคภายใน เช่น บางคนถูกของ ถูกคุณ ถูกเขากระทำมา โรคที่เกิดจากกรรมเวร ถูกผีสิง เป็นต้น บางครั้งก็ต้องแป้งเสกควบคู่ด้วย

    ในตอนเพล ขณะที่ท่านพักผ่อนท่านจะทำการเสกน้ำมนต์เตรียมไว้ล่วงหน้า เพื่อเวลาอาบจะได้สะดวก และท่านได้ใช้เวลาในการอาบนั้นบริกรรมเสกเป่าเฉพาะรายอีกด้วย

    น้ำมนต์ของท่านนี้ศักดิ์สิทธิ์นักและกรรมวิธีในการรักษาโรคด้วยน้ำมนต์ แบ่งออกเป็น 3 ช่วงระยะ คือ

    ช่วงแรก ท่านจะเรียกคนไข้มาหาแล้วถามชื่อเสียงเรียงนาม ถามอาการแล้วยื่นหมากให้คำหนึ่ง คาถาที่ใช้เสกหมากนี้ท่านบอกผู้ใกล้ชิดว่า ใช้ดังนี้จะขลังหรือไม่อยู่ที่จิตของผู้ทำ

    "ตั้ง นะโม 3 จบ แล้วว่า โสทาย นะโม พุทธายะ ลัมอิทังโล นันโทเทติ ยาทาโลเทตีติ"

    เมื่อคนไข้ได้รับหมากเสกแล้วให้เคี้ยวให้แหลก บ้วนน้ำหมากทิ้งเสียสามที กลืนลงคอไป ให้คนไข้สังเกตดูว่าหมากนั้นมีรสอะไร แล้วบอกหลวงพ่อปาน จากนั้นก็จะทำการรักษาตามวิธีของท่าน

    หลวงพ่อปานท่านบอกว่า รสหมากนั้นบอกโรคได้ดังนี้

    รสเปรี้ยว แสดงว่าต้องเสนียดที่อยู่อาศัย เข้ามาเกี่ยวข้อง คือมีของต้องห้ามอยู่กับบ้าน เช่น มีไม้ไผ่ผูกส่วนต้นส่วนปลายอยู่ในบ้าน มีตออยู่ใต้ถุนบ้าน ที่เรียกว่า ปลูกเรือนคร่อมตอ หรืออย่างอื่น ต้องจัดการเรื่องนี้เสียก่อนแล้วจึงรักษาหาย ส่วนมากแล้วหลวงพ่อปานจะใช้ญาณดูแล้วบอกว่ามีอย่างไหนบ้าง ให้แก้เสียก่อน

    รสหวาน แสดงว่าต้องแรงสินบนอย่างใดอย่างหนึ่ง คนไข้หรือคนในบ้านบนไว้ ต้องนึกให้ออกว่า ตนเคยบนบานศาลกล่าวอะไรบ้าง ถ้านึกได้ ผู้ป่วยไข้จะต้องเอาดอกไม้ธูปเทียนไปจุดบูชากลางแจ้ง ขอทำการแก้บนให้ถูกต้องในภายหน้าต่อไป

    เมื่อกลับมาหาท่าน ท่านจะรดน้ำมนต์ให้ รดแล้วจะต้องให้กินหมากเสกอีกว่า หมดสิ้นหรือยัง ถ้าไม่มีรสหวานก็หมดแล้ว ถ้ายังหวานอยู่ก็ต้องนึกดู ก็ต้องแก้บนอีก แล้วจึงรักษาหาย

    รสขม แสดงว่าต้องคุณคน คือถูกของที่มีผู้ใช้เดียรัจฉานวิชานำมาไว้ในตัว เช่น ในท้องมีตะปูบ้าง มีเข็มเย็บผ้าบ้าง ไม้กลัดผูกกากบาทบ้าง ด้ายตราสังข์มัดศพ เปลวหมูบ้าง หนังสัตว์บ้าง

    ของเหล่านี้จะทำให้คนไข้เจ็บปวดเสียดแทงในร่างกายเป็นที่ทรมานนัก คนไข้ประเภทนี้ส่วนใหญ่เป็นหญิง ที่เป็นชายมีน้อย โดยมากพวกนี้มักจะรับจ้างทำร้ายผู้อื่น หรือไม่ก็ปล่อยไปตามยถากรรม ถูกใครก็เจ็บไป ทำร้ายใครไม่ได้ก็กลับมาเข้าตัวเอง เคยมีแขกผู้หนึ่งถูกของของตัวเอง หลวงพ่อปานท่านแก้ให้แล้วขอสัญญา ให้เลิกอาชีพนี้เสีย

    คนไข้ประเภทนี้ หลวงพ่อท่านจะเสกน้ำมนต์พิเศษใส่กระป๋องน้ำ เพื่อให้คนที่แช่เท้าทั้งสองข้างไว้ เพื่อเวลารดน้ำมนต์ ของที่อยู่ในตัวจะได้หลุดออกมาทางเท้าอยู่ในกระป๋องน้ำมนต์

    มีอาการยันหมาก มึนงงศีรษะเวียนศีรษะ อย่างนี้หลวงพ่อท่านว่าถูกคุณผี คือมีอาการใช้ผีมาเข้าสิง คนไข้นั้นจะสำแดงอาการกิริยาผิดปกติ ถ้าผียังสิงอยู่ จะไม่ยอมกินหมากเสกหลวงพ่อ ต้องใช้อำนาจจิตบังคับให้กิน ถ้าผีแกล้งออกไปชั่วระยะ คนไข้จะยอมกินหมากแล้วมีอาการยันหมาก ผีประเภทนี้ เป็นผีตายโหง ที่มีผู้มีวิชานำวิญญาณมาใช้ทำอันตรายคนทำให้เสียสติเพ้อคลั่ง เสียคน เป็นต้น

    คนไข้ประเภทนี้ หลวงพ่อปานท่านจะทำน้ำมนต์พิเศษจากพระดินเผาของท่านเอง ซึ่งท่านมักจะใส่ในกระเป๋าอังสะของท่านอยู่เสมอ เพื่อทำน้ำมนต์ให้คนไข้อาบ และใช้มีดหมอของท่านกดกลางศีรษะ และรดน้ำมนต์คนไข้นั้นเรื่อยไปจนกว่าผีจะออก ถ้าดิ้นรนก็ต้องมีคนมาช่วยจับและรดน้ำมนต์ในระหว่างที่ท่านกดมีดหมอและบริกรรมอยู่

    คนไข้ประเภทนี้เมื่อหายแล้วจะจำอะไรไม่ได้เลย และท่านมักจะให้สายสิญจน์มงคล ไว้คล้องคอกันถูกกระทำซ้ำอีกทุกราย

    มีอาการร้อนหูร้อนหน้า แสดงว่าร้ายแรงมาก ถึงขนาดที่ถูกน้ำมันผีพราย ประเภทนี้จะอาการป้ำๆ เป๋อๆ ๆ คุ้มดีคุ้มร้าย ชาวบ้านเรียกว่า ลมเพลมพัด ขาดสติ ปวดศีรษะบ่อยๆ

    คนไข้ชนิดนี้ท่านจะให้แช่เท้าในกระป๋องด้วย เหมือนกับที่ถูกคุณคน เมื่อเวลารดน้ำมนต์นั้น น้ำมันพรายจะซึมออกมา เป็นฝ้าน้ำมันลอยอยู่ในน้ำให้เห็น

    หลวงพ่อบอกว่า คนไข้ประเภทนี้หายยาก เพราะว่าน้ำมันซึมอยู่ในร่างกาย ต้องมารักษาบ่อยๆ เป็นเวลาติดต่อกันนานๆ จนกว่าจะหมดน้ำมันพรายและท่านมักจะสั่งห้ามกินน้ำมันสัตว์ เพราะจะไปเพิ่มน้ำมันให้กับน้ำมันพราย

    หมากเสกของท่านนี้ ถ้ากินแล้วร้อนลึกเข้าไปในทรวงอก ท่านว่าเป็นโรคฝีในท้อง วัณโรค ประเภทนี้นอกจากรดน้ำมนต์แล้ว ยังต้องกินยาคุณพระควบไปด้วยอีกทางหนึ่ง เป็นการขับถ่ายพิษร้าย ออกจากร่างกาย

    รักษาโรคด้วยยาพระพุทธคุณ

    นอกจากน้ำมนต์แล้ว ท่านยังมียาคุณพระพุทธคุณให้กินอีกด้วย ยานี้มีสรรพคุณแก้โรคได้ทุกชนิด แล้วแต่ชนิดของโรค คือยานี้เป็นยาอธิษฐานของหลวงพ่อปาน นอกจากจะรักษาโรคแล้ว ยังเป็นยาที่หลวงพ่อปานให้กินเวลาท่านรดน้ำมนต์แก้ถูกกระทำไปแล้ว ยาของท่าน ท่านจะบอกกับผู้ใกล้ชิดว่า ตำรับยานี้เป็นของหลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ องค์อุปัชฌาย์ของท่านมอบให้ท่านเป็นทายาทแทนเมื่อหลวงพ่อสุ่นล่วงลับไปแล้ว มี 2 ขนาน (คัดมาจากหนังสืออนุสรณ์ 100 ปี หลวงพ่อปาน)

    พระคาถา

    (ว่า "นะโม ฯลฯ " ๓ จบ )

    พระคาถาบทนำ ว่าครั้งเดียว

    " พุทธะ มะอะอุ นะโมพุทธายะ "

    พระคาถาพระปัจเจกะโพธิ์

    ว่า ๓ จบ หรือ ๕ จบ หรือ ๗ จบ หรือ ๙ จบ ก็ได้ แต่ต้องสม่ำเสมอ จึงจะเกิดผล

    " วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ มาณี มามะ พุทธัสสะ สวาโหม "

    คาถามหาพิทักษ์

    " จิตติ วิตัง นะกรึง คะรัง "

    ใช้ภาวนาขณะใส่กุญแจ ปิดหีบ ปิดตู้ ปิดประตูหน้าต่างฯ

    คาถา มหาลาภ

    " นะมามีมา มะหาลาภา อิติพุทธัสสะ สุวัณณังวา ระชะตังวา ธะนังวา พึซังวา อัตถังวา ปัตถังวาเอหิ เอหิ อาคัจเฉยยะ อิติมึมา นะมามิหัง "

    ใช้สวดภาวนาก่อนนอน ๓ จบ และตื่นนอนเช้า ๓ จบ เป็นการเรียกทรัพย์เรียกลาภ

    พระคาถา ๓ บทนี้ เป็นคาถาที่ศักดิ์สิทธิ์มาก หากผู้ใดนำไปใช้จะเกิดโชคลาภมั่งมีเงินทองอย่างมหัศจรรย์

    ปัจฉิมวาร

    หลวงพ่อฤๅษีฯ ได้เล่าเรื่องช่วงปลายชีวิตของหลวงพ่อปานไว้ว่า

    ตอนท้ายชีวิตของหลวงพ่อปาน

    ต่อมาเมื่อหลวงพ่อปานวัดบางนมโคอายุล่วงเข้า ๖๑ ปี ตอนนี้ท่านป่วยครั้งแรก ความจริงเรื่องของการป่วย ก็ป่วยกันอยู่เป็นปกติ แต่ทว่าอาการป่วยที่จะตายคราวนี้ท่านป่วยมาก เมื่อป่วยมาก คณะศิษยานุศิษย์ในกรุงเทพฯ ก็รับไปรักษาที่บ้านหลวงประธานถ่องวิจัย ที่บ้านหม้อ รักษาอยู่ประมาณ ๑ เดือนท่านก็กลับ เป็นอันว่าหาย

    หลังจากการป่วยคราวนี้แล้ว ท่านแจ้งให้แก่บรรดาคณะศิษยานุศิษย์ แล้วก็ท่านพระครูรัตนาภิรมย์เจ้าอาวาสวัดบ้านแพนอีกองค์หนึ่ง ทราบว่า นับตั้งแต่นี้อีกเป็นต้นไปอีก ๓ ปีท่านจะตาย ท่านบอกไว้ว่ายังงั้นนะ ท่านบอกว่าอีก ๓ ปีจะตาย ท่านจะตายวันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๘ เวลาประมาณ ๖ โมงเย็น นี่ท่านประกาศไว้ก่อนนะ ว่าท่านจะตาย

    ตอนนั้นฉันก็กำลังเป็นลิงหน้าพลับพลา ท่านสั่งให้ฉันเขียนจดหมายถึงหัวหน้าลูกศิษย์ของท่านแต่ละจังหวัด แต่ละสถานที่ ส่งไปเฉพาะหัวหน้าลูกศิษย์นะ ว่าท่านให้บอกไปว่าท่านจะตาย อีก ๓ ปีท่านจะตาย คณะศิษยานุศิษย์ทุกคนมีความประสงค์ต้องการอะไรจากท่านก็ขอให้พากันมา

    ข่าวลือว่าท่านจะตายนี่แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วที่สุด ก็ปรากฏว่ามีคณะศิษยานุศิษย์บ้าง แล้วก็ที่ไม่ใช่บ้าง คือว่าเป็นลูกศิษย์ใหม่บ้าง ก็พากันมาหาท่าน ตอนนี้ท่านสงเคราะห์ทุกอย่าง คำว่าสงเคราะห์ทุกอย่างก็หมายความว่า สงเคราะห์ทั้งด้านการรักษาโรค คาถาอาคมที่เป็นประโยชน์ คำว่าคาถาอาคมที่เป็นประโยชน์นะ ที่เป็นโทษท่านไม่ให้กับใครแล้ว นอกจากนั้นท่านก็สอน เวลาคนเขามาหาท่าน ท่านก็พูดเฉพาะศีล สมาธิ ปัญญา เป็นสำคัญ ให้คนทุกคนรู้ตัวว่าตัวเองจะต้องตาย แล้วก็จงอย่าประมาท ให้สร้างแต่ความดี

    ในระหว่างที่หลวงพ่อสั่งให้ฉันเขียนจดหมายไปหาบรรดาศิษยานุศิษย์ คนที่รับฟังหรือรับข่าว บางทีก็รับข่าวไม่ครบ คนที่รับข่าวหลายคนเขาเข้าใจว่าหลวงพ่อปานตายแล้ว ไอ้นี่ซิยุ่ง มันชักจะยุ่งกันใหญ่ ทุกคนโผล่ขึ้นมาหา เห็นหลวงพ่อปานนั่งคุยกับชาวบ้านแขกมาหาท่านแต่ละวันเป็นร้อย ตอนนี้นับร้อยกันละ

    ๓ ปีก่อนจะตายนี่แขกไม่ใช่มาเป็นสิบ ตั้งแต่เวลาบ่ายโมงถึง ๕ โมงเย็น หลวงพ่อต้องรับแขกหนัก บริเวณที่ท่านรับแขกมีความกว้าง ๒ วา คือ ๔ เมตร แล้วก็ยาว ๑๒ เมตร ที่เต็มตลอดเวลา หมายความว่าคนที่มาทีหลังยังเข้าไม่ได้ก็คอยกันอยู่ข้างนอกก่อน แล้วใครเข้าไปถึงก็ไปคุยกับท่าน

    บรรดาคนที่มาที่ยังไม่เข้าไปพบท่าน เห็นท่านกำลังคุยอ้าวอยู่เพราะตอนนี้ท่านไม่ได้เป็นอะไร เขาถามกันว่า ไอ้เจ้าลิงดำมันองค์ไหน บางคนไปถามชนฉันเข้าเลย ถามเขาว่า ทำไมล่ะ

    เขาเลยบอกว่า ไอ้เจ้านี่มันบ้า มันเขียนจดหมายไปได้บอกว่าหลวงพ่อตายแล้ว เอาเข้านั่น หลวงพ่อกำลังนั่งคุยอ้าวอยู่ มันบอกว่าหลวงพ่อตาย แปลก ไอ้พระองค์นี้น่ากลัวจะไม่ใช่พระนา ดีไม่ดีถ้าเป็นพระก็พระบ้า หรือไม่ยังงั้นก็มีนิสัยหมาติดมาด้วย ส่งข่าวไม่ตรงตามความเป็นจริง หลวงพ่อยังดีอยู่ยังคุยกับคนอ้าวๆ มันส่งจดหมายส่งข่าวไปได้ว่าหลวงพ่อตาย

    เออ ลูกหลานเอ๋ย ฟังแล้วก็จำไว้ด้วยนะ ความจริงหนังสือทุกฉบับฉันเขียนไปน่ะ เขียนตามคำสั่งของหลวงพ่อท่าน หลวงพ่อท่านบอกว่าท่านจะตาย หลังจากนั้น ๓ ปี ท่านจะตาย ลูกศิษย์ทุกคนต้องการอะไรให้มาเอาจากท่าน ท่านจะให้ตามความประสงค์แต่สิ่งที่ไม่เป็นโทษ ถ้าส่วนใดที่เป็นโทษท่านไม่ให้ใคร

    ฉันเข้าใจเอาเองนะ เข้าใจว่าหลวงพ่อจะตักเตือนบรรดาคณะศิษยานุศิษย์ว่า ๑ ท่านจะตายแล้ว ประการที่ ๒ ท่านตั้งใจจะสั่งสอนคณะศิษยานุศิษย์ของท่านว่า ทุกคนจะต้องตาย และให้ทุกคนปฏิบัติอยู่ในความดี แต่ว่าเจ้าคนรับข่าวหรือคนส่งข่าวต่อนี่ซิ มันคงจะส่งข่าวกันไม่ถูกหรือว่าส่งข่าวไม่ครบ หนังสือของฉันส่งข่าวไปชัดเจนว่า หลวงพ่อท่านสั่งไปยังงั้น แล้วท่านให้ฉันเซ็นชื่อของฉัน ท่านไม่เซ็นชื่อของท่านเอง นี่ก็แปลกดีเหมือนกัน เจ้าพวกนั้นมันมา มันเกิดอยากจะเตะฉันขึ้นมา มันหาว่าแช่งหลวงพ่อ

    ฮือ ดีเหมือนกันนะ ตามใจเขา ในที่สุด เมื่อเข้าไปพบหลวงพ่อ เขาก็ถามข้อความนี้ หลวงพ่อท่านบอกว่า ฉันเองเป็นคนสั่งเขาให้เขียนว่า ฉันจะตายในอีก ๓ ปีข้างหน้า แล้วเขาอ่านให้ฉันฟัง เขาเขียนตามนั้น แต่ว่าพวกแกละมั้งที่รับข่าวผิด เรื่องนี้ก็เป็นอันว่าพับไป

    แล้วเขาทั้งหลายเหล่านั้นก็ถามหลวงพ่อว่า ก็หลวงพ่อยังดีๆ นี่ขอรับ ทำไมหลวงพ่อจึงจะบอกว่าหลวงพ่อจะตาย
     
  7. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,803
    กระทู้เรื่องเด่น:
    164
    ค่าพลัง:
    +27,057
    (ต่อ) LpPanSilluette.jpg
    หลวงพ่อท่านบอกว่า ฉันรู้ตัวว่าฉันจะตายนะ แต่ความจริงฉันรู้ตัวว่าฉันจะตายมาหลายหนแล้ว คราวป่วยหนักคราวนี้ฉันก็รู้ตัวฉันว่าจะตาย แต่พอดีท่านท้าวมหาราชเขามาต่อชีวิตฉันให้ เขาต่อให้ฉันอยู่อีก ๓ ปี แล้วเขาก็บอกฉันด้วยว่า อีก ๓ ปีข้างหน้า ถ้าพ้นไปแล้วอยูไม่ได้ แต่ความจริงชีวิตของฉันนี่น่ะ เขาต่อให้หลายครั้งแล้ว

    คำว่าฉันในที่นี้หมายถึง หลวงพ่อปาน เรื่องนี้ก็เป็นอันว่าพับกันไป

    ตอนนี้ท่านก็สอนศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อใครเข้าไปก็ตาม ท่านก็พูดให้ฟังง่ายๆ พูดย่อฟังชัด ให้เข้าใจว่าคนทุกคนจะต้องตาย ถ้าตายแล้วส่วนที่ต้องไปก็มีอบายภูมิ เกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็นสัตว์ เกิดเป็นเทวดา เกิดเป็นพรหม ไปนิพพาน แล้วส่วนใหญ่ท่านสอนด้านวิปัสสนาญาณ ใครจะเรียนอะไรกับท่านก็ตาม ท่านสอนแนวนั้นแล้ว ท่านก็โน้มเข้ามาว่า ถึงแม้ว่าเราจะมีคาถาอาคมของดียังไงก็ตาม เราก็ต้องตาย แล้วก่อนที่จะตาย นั้นควรจะเลือกทางเดินเอา อย่างน้อยที่สุด เราควรไปสวรรค์ชั้นกามาวจรให้ได้

    แล้วท่านก็อธิบายว่า การที่ท่านสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ วัดวาอารามต่างๆ เรียกว่าไม่มีขอบเขต สร้างกันถึง ๔๐ วัด เฉพาะรื้อวัด สร้างวัดของเขาจริงๆ นะ แล้วก็สร้างโบสถ์วิหารการเปรียญ ทำบุญสุนทร์ทานต่างๆ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ว่าท่านห่วงตัวท่าน ท่านห่วงบรรดาประชาชนทั้งหลายว่า ทุกคนจะได้ร่วมกันทำบุญ มากบ้าง น้อยบ้าง ด้วยทรัพย์สินบ้าง ด้วยกำลังกายบ้าง ทุกคนที่ได้ช่วยงานท่านอย่างนี้ อย่างน้อยทุกคนจะต้องไปเกิดบนสวรรค์ ขอให้ทุกคนน่ะ เวลาก่อนจะหลับนึกถึงความดีที่ตนเคยทำไว้ คือว่า นึกถึงทรัพย์สินที่สละออกมาเป็นทานในการก่อสร้างก็ดี เลี้ยงพระก็ดี ส่วนสาธารณประโยชน์ก็ตาม นอกจากนั้นให้นึกถึงศีลที่ตนเคยรักษา นึกถึงเทศน์ที่ตนเคยฟัง แล้วหมั่นภาวนาถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ พระพุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นต้น

    นี่หลวงพ่อปานท่านมีความประสงค์อย่างนี้ในการก่อสร้างของท่าน ท่านยอมตัวของท่านลำบาก เพราะปรารถนาในการสงเคราะห์พุทธบริษัทของท่าน

    ฉันก็เหมือนกันซี ตอนนี้ฉันสร้างเปื่อยไปยังงั้นแหละ เล่นเอาลูกหลานย่ำแย่ไปตามกัน เล่นเอาลูกหลานเหน็ดเหนื่อยไปตามๆ กัน แต่ฉันคิดว่าถ้าลูกหลานของฉันจะเหน็ดเหนื่อยบ้างลำบากบ้างในตอนนี้ คิดว่าตอนสิ้นลมปราณนี่ทุกคนจะเห็นว่าดี แล้วตอนนั้นน่ะแหละ ลูกหลานทุกคนจะรู้ว่าฉันมีความหวังดีกับลูกหลานเพียงใด ที่พูดอย่างนี้น่ะนะไม่ใช่พูดป้อยอหวังจะให้หาเงินทองมาช่วยกันสร้าง มาช่วยกันชำระหนี้ ไม่ใช่ยังงั้น นี่มันเป็นความหวังจริงๆ

    ในตอนที่หลวงพ่อปานท่านใกล้จะตาย ท่านเปิดศักราชเป็นการใหญ่ ท่านพูดหมด หมายความว่า ธรรมะส่วนใดที่ท่านได้ กรรมฐานใดที่ท่านได้ ภาวนาสถานใดที่ท่านจะไปอยู่ ท่านพูดหมด ท่านอธิบายถึงสถานที่ท่านจะไปอยู่ว่ามันสวยสดงดงามเพียงใด แล้วคนที่ร่วมบำเพ็ญกุศลกับท่านน่ะเขาจะไปอยู่สถานที่ไหนบ้าง อะไรบ้าง อย่างนี้เป็นต้น ท่านอธิบายให้เขาฟัง ทุกคนบอกว่าชื่นใจเหลือเกิน ได้ยินหลวงพ่อพูดอย่างนี้

    ดีไม่ดีท่านจี้ตัวเอานะ จี้เอาว่าคนนี้วิมานเป็นอย่างนั้น คนนั้นวิมานเป็นอย่างนี้ ท่านกล้าพูดเต็มที่ ท่านบอกว่าท่านจะตายแล้ว ใครจะจับท่านสึกท่านก็ยอม จะสึกยังไงไม่เป็นอันสึก คราวนี้ฉันจะเป็นพระสัก ๓ ปี ท่านว่ายังงั้น ท่านบอกว่าท่านจะเป็นพระสัก ๓ ปี หมายความว่า ท่านจะพูดอย่างพระ ความรู้ของพระมีเท่าไรท่านงัดออกมาพูดกันหมด

    ระหว่างที่ท่านจะยังไม่ตายนี่นะ ก่อนหน้าที่ท่านจะตาย ๑ ปี ปรากฏว่าอาจารย์ไสยศาสตร์ของท่านมาหา

    อาจารย์แจง อาจารย์ไสยศาสตร์ของท่าน ก่อนหน้าท่านจะตาย ๑ ปี แกก็ลงมาที่วัดมาเยี่ยมหลวงพ่อ คุยกันอย่างดี ท่านก็แนะนำว่าคนนี้นาอาจารย์ไสยศาสตร์ของฉัน ตั้งแต่การสอนวิชา อาจารย์องค์นี้ต้องให้เข้าสมาบัติ ๘ อยู่ตลอดเวลา

    ท่านมาอยู่กับหลวงพ่อประมาณ ๑ เดือน ท่านก็เรียกฉันบ้าง ไอ้ลิง ๒ ตัวบ้าง แล้วก็พระที่มีความสนใจในวิชาอาคมบ้าง ก็มาแนะนำถึงว่า วิชาการในตำราของท่านที่ให้หลวงพ่อปานไว้แนะนำพอสมควร

    ต่อมาอาจารย์แจงจะกลับบ้านก็ขอยืมตำราเล่มสำคัญไป ตำราเล่มนี้มีธงมหาพิชัยสงคราม เล่มนี้ท่านอาจารย์แจงขอยืมหลวงพ่อไป บอกว่าผมขอยืมไปดูสักปีครับ แล้วผมจะมาคืนให้ ผมลืมอะไรบางอย่างต้องการของในนี้เอาไปทำ หลวงพ่อท่านก็ถอดเขี้ยวถอดเล็บแล้ว ท่านอนุญาต อนุญาตแล้วท่านอาจารย์แจงก็ไป

    ต่อมาพอครบปีที่ ๓ เดือน ๘ พอขึ้นเดือน ๘ ปรากฏว่าหลวงพ่อปานไปธุระที่ตลาดบ้านแพน บ้านนายเฉลิม นามสกุลว่ายังไงไม่ทราบ เขาค้าวัตถุก่อสร้าง หลวงพ่อเคยไปสั่งเหล็กสั่งปูนที่นั่นเสมอ ไปถึงก็ขึ้นสะพาน สะพานมันลาดๆ มันลื่นด้วยตะไคร่น้ำ ท่านล้มลงไป วันนั้นฉันได้ไปด้วยนะ อาจารย์เจิมไป ท่านล้มลงไปปรากฏว่าป่วย ป่วยตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ท่านบอกเลยว่าการป่วยคราวนี้ฉันตายแน่ เอาเข้ายังงั้น

    พอคณะลูกศิษย์ลูกหาในกรุงเทพฯ เขาทราบข่าวกัน เขาแห่โบสถ์กันมาใหญ่ ฉันจำใครไม่ได้นักหรอก เขาเป็นอะไรต่อเป็นอะไรกันเยอะแยะ จำได้คนที่รู้จักกันชัด คือ นายประยงค์ ตั้งตรงจิตร เจ้าของห้างขายยาตราใบโพธิ์ พลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี แล้วก็พระยาประเสริฐ หลวงพินิจมาตรา แล้วก็หลวงพินิจโลหะกิจ แล้วใครต่อใครอีกไม่ทราบเยอะแยะเต็มไปหมด ฉันไม่รู้ว่าใครบ้าง ทุกคนเขาบอกว่าหลวงพ่อจะต้องไปรักษาที่กรุงเทพฯ

    ท่านก็บอกว่าฉันจะไปรักษาที่กรุงเทพฯ หรือฉันจะรักษาที่บ้านนอกนี่ฉันก็ตาย แต่ว่าทุกคนเขาคิดว่าหลวงพ่อพูดเล่น เขาจะเอาไปให้ได้ ท่านก็ยอมไป บอก เอ้า จะเอาไปก็เอาไป

    พอไปแล้วปรากฏว่าอยู่ประมาณสักกี่วันก็ไม่ทราบละ จำไม่ได้ ไปอยู่ที่บ้านหลวงประธานถ่องวิจัยนั่นแหละ ที่ตรงนั้นมันเหมาะ ท่านชอบใจ แล้วไม่ช้าก็กลับมาที่วัด มาถึงวัดก่อนหน้าวันตาย ๓ วัน คือว่าท่านตายวันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๘ ก็ถอยหลังไปซี ๑๔, ๑๓, ๑๒ คงจะมาถึงวันแรม ๑๒ ค่ำ

    เวลาท่านป่วย ท่านจะตายนี่ ท่านพูดจ้อ เวลาที่ไปอยู่บ้านหลวงประธานก็เหมือนกัน ตอนนี้ท่านลุกไม่ค่อยไหว ใครจะมาท่านก็คุยจ้อ ใครมาให้ท่านลงยา เอาหม้อยามาให้ ยาใบมะกากับข่า ยาใบมะกากับหญ้าแพรก มาถึงเขาบอก

    หลวงพ่อเจ้าคะ ลงหม้อยาอิฉันทีเจ้าค่ะ นี่เป็นผู้หญิง

    หลวงพ่อยิ้มบอกว่า อีหนูเอ๊ย หม้อมันเล็กนี่ พ่อจะลงไปยังไง

    นี่แสดงว่าท่านป่วยจนลุกไม่ค่อยขึ้นท่านยังพูดตลก พูดสนุก อารมณ์ของท่านไม่ได้เศร้าหมองเลย บรรดาลูกศิษย์นั่นแหละ ลูกศิษย์ที่เป็นฆราวาสฟังข่าวท่านจะตายทีไร ก็รู้สึกว่าหน้าสลดไปตามๆ กัน แต่ว่าสำหรับฉันไม่มีความรู้สึกอย่างนั้นนะ เพราะอะไร เพราะฉันรู้ว่าหลวงพ่อปานท่านตายจะไปไหน ฉันย่องๆ ไปดูบ้านท่านทุกวัน ไอ้ ๒ ลิงเหมือนกัน แล้วอาจารย์ฉัตรด้วย ท่านเก่ง หลวงพ่อเล็กด้วยอีกองค์ท่านเก่ง

    ท่านบอกว่าคราวนี้ท่านใหญ่ตายแน่ แต่ว่าท่านตายแล้ว ท่านสบาย สำคัญพวกเรานี่ซี พวกเราถ้ายังไม่ตายมันหาความสบายไม่ได้ ยังจะแย่กันไปอีกหลายวัน ท่านว่ายังงั้น ถ้าตายเสียได้อย่างท่านก็มีความสุข นี่ พระประเภทนี้เขามีอยู่เหมือนกันนะ

    แล้วในขณะที่มาถึงนั่นเอง ท่านมีคำสั่งบอกว่าลิงดำเอ๊ย พ่อมีความผิดอยู่นะ พรุ่งนี้จัดเครื่องบวงสรวงให้พ่อ ชุดใหญ่นะ ลิงดำช่วยจัดด้วยนะ

    เมื่อฉันได้รับคำสั่งแล้วก็ไปสั่งเขาซื้อหัวหมูมา ๓ หัว ไก่ ๑ ตัว ต้มเสร็จ จัดเครื่องสังเวยเสร็จ พอวันรุ่งขึ้นประมาณสัก ๓ โมงเศษๆ ๙ นาฬิกาเศษๆ ๓ โมงเช้าท่านบอกให้ตั้งพิธีบวงสรวง พอจัดของครบท่านก็เริ่มพิธีบวงสรวง

    ท่านบวงสรวงแล้วท่านบอกว่า เอ้า วันนี้ใครจะคุยอะไรกับฉันก็คุยนะ นับตั้งแต่หลังเที่ยงไปแล้วน่ะ ฉันจะไม่คุย ฉันจะไม่คุยละนะ นับตั้งแต่หลังเที่ยงไปแล้ว

    ใครเขาสงสัยอะไรเขาก็มาคุยกับท่าน ท่านก็คุยอย่างคนสบายๆ แต่ว่านอนคุย ไม่ได้ลุกขึ้นมานั่งคุย ลุกไม่ค่อยจะไหว รู้สึกว่าแรงท่านไม่มี ท่านคุยไป พอนาฬิกาตีเที่ยง ท่านมีคำสั่งบอก

    ลิงดำเอ๊ย นับตั้งแต่นี้ต่อไปนะ ใครเขามีธุระอะไรละเอ็งจดไว้นะ ใครเขาต้องการอะไรจากพ่อละก็จดไว้ พ่อจะพูดเป็นคราวๆ แต่ว่าอย่าให้ใครเขามากวนใจพ่อนะ วันนี้พ่อยังไม่ตาย พรุ่งนี้พ่อถึงจะตาย วันนี้ยังมีเวลาพูด แต่ว่าปล่อยให้พ่อได้สบายๆ บ้าง

    ฉันก็รับคำ พระทุกองค์ พระปีนั้นเอาพรรษากันบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ มีพระมาประมาณสัก ๒๐๐ องค์ เขารู้ว่าท่านจะตาย ชาวบ้านน่ะหรือมาเท่าไหร่ ชาวบ้านที่มาน่ะ จะพูดให้ฟัง ฉันตั้งกระทะหุงข้าว ๘ กระทะ สั่งตาเชด กะตาเผือดเป็นพ่อครัวใหญ่ กับผู้ใหญ่ยง บอกให้ดูแลคนไปมาให้ดี ปรากฏว่าข้าว ๘ กระทะนี่ไม่ทันคนกิน ดูเถอะ ไม่ทันคนกินนะ อาหารประจำก็แกงคั่วส้มผักบุ้ง นี่พวกคนตำบลรางจรเข้ขนผักบุ้งเข้ามาเป็นลำๆ สำหรับหัวตาลต้มปลาร้านั่นไม่แน่ มีก็ใช้ไม่มีก็ไม่ใช้ กับแกงจืด ต้มจืดน่ะนะ นี่เป็นอาหารที่ฉันสั่ง มันทำง่าย แล้วก็ผสมกับน้ำปลากินสบายๆ ข้าวปลาอาหารกับข้าวกับปลาบริบูรณ์ ใครไปใครมาก็ขนกันมา คนเต็มวัด คนเต็มวัดจริงๆ นะ ลานวัดนี่เด็กเดินไม่ค่อยได้หรอก คนเต็มจริงๆ เขามาเรือกัน ต้องนอนเรือ เรือจอดเรียงเต็มแม่น้ำเลยเหนือวัดใต้ไปตั้งเยอะ
     
  8. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,803
    กระทู้เรื่องเด่น:
    164
    ค่าพลัง:
    +27,057
    (ต่อ) LpPanLor.jpg
    อวสาน

    ต่อมาถึงวันแรม ๑๔ ค่ำ ตอนเช้าท่านพูดว่า นับตั้งแต่เที่ยงวันนี้ไปฉันจะไม่พูดกับใครเลยนะ ใครมีอะไรจะพูดกับฉันเชิญพูดเสียเลย เมื่อไม่มีใครพูดก็เลยถามว่า หลวงพ่อขอรับ หลวงพ่อจะสั่งอะไรศิษย์เป็นครั้งสุดท้ายบ้างขอรับ วันนี้เป็นวันสุดท้ายของหลวงพ่อแล้ว ถือว่าเป็นปัจฉิมวาจา

    ท่านบอกว่า ขอให้สั่งพระกับสั่งชาวบ้านทั้งหมดนะ ขอให้ทุกคนตั้งใจทำความดี คนไหนที่ทำความดีอย่างอื่นมากนักไม่ได้ ก็ให้สร้างความดีทั้งสองอย่างที่ฉันต้องการ ความดีทั้งสองคือ

    ๑ อย่าดื่มสุราเมรัย และประการที่ ๒ อย่าลักอย่าขโมย อย่าประพฤติตนเป็นโจร นี่เป็นปัจฉิมวาจา

    แล้วท่านก็เงียบ ฉันก็ไม่มีเรื่องจะพูด เพราะกลัวจะรบกวนท่าน หลังจากนั้นมา หลังจากเที่ยงไปแล้ว มีฉันคนหนึ่งไอ้ ๒ ลิงนั่นด้วย กับท่านผู้ใหญ่ยง ฉันนั่งอยู่ด้านขวามือของท่าน เอามือจับชีพจรท่านไว้ ผู้ใหญ่ยงนั่งอยู่ทางเท้าข้างขวา เอามือจับชีพจรไว้ ไอ้ลิงเล็ก ไอ้ลิงเล็กนั่งเท้าข้างซ้ายจับชีพจรซ้าย ไอ้ลิงขาวจับมือซ้าย จับชีพจรซ้าย ตรวจดูว่าเมื่อไหร่หลวงพ่อจะตาย

    ดูชีพจรของท่านเต้นเป็นปกติ ชีพจรเต้นแบบนั้นมันไม่ใช่อาการของคนตายนี่ แต่บางครั้งก็รู้สึกว่าชีพจรอ่อนมาก สังเกตดูอาการของหลวงพ่อท่านเข้าฌานอยู่ตลอดเวลา แล้วก็มีพระอีกองค์หนึ่ง พระครูอุดมสมาจารย์ เจ้าอาวาสวัดน้ำเต้า เป็นเจ้าคณะอำเภอบางบาลเป็นลูกศิษย์ องค์นี้เข้าฌานอยู่ปลายเท้า นั่งหลับตาปี๋ บางครั้งก็ปรากฏว่าชีพจรของท่านไม่เต้น ตอนนี้เป็นเข้าสมาธิ ๘ ตอนเข้าสมาธิ ๘ น่ะมีอาการเหมือนคนตาย

    ท่านนอนแบบสงบ นิ่งสงัด เวลาจะปรากฏลมหายใจก็ระรวยน้อยๆ แต่บางครั้งดูเหมือนว่าไม่มีลมหายใจ เมื่อนานๆ เข้าฉันสงสัย ฉันนึกว่าหลวงพ่อตายซี ก็หันไปถามพระครูอุดมสมาจารย์ มองดูนาฬิกามันยังไม่ถึง ๖ โมงเย็น ถามว่า หลวงพี่ หลวงพ่อไปไหน

    ท่านก็บอกว่าเวลานี้ยังอยู่ในสมาบัติ ๕ เวลานี้ยังอยู่ใน ฌาน ๔ ฌาน ๓ ฌาน ๒ ฌาน ๑ ท่านก็ว่าไปตามลำดับ ทีหลังท่านเห็นฉันสงสัย เวลาหลวงพ่อไปพักอยู่ในฌานไหนละก็ ท่านก็บอกฉัน ท่านลืมตาบอกว่า เอ้อ เวลานี้หลวงพ่อพักอยู่ฌานชั้นโน้นฌานชั้นนี้นะ ในที่สุดบางครั้งท่านก็บอกว่าหลวงพ่อย่องไปดูบ้าน แล้วท่านบอกว่าเวลานี้เทวดากับพรหมมามาก พระมามาก

    ฉันเลยสงสัยขึ้นมามั่งซี กับไอ้ลิง ๒ ลิงนะ

    พอเวลาใกล้จะ ๖ โมง เหลืออีกประมาณสัก ๕ นาที พระนั่งประชุมกันเต็มวัด ข้างในมีแต่พระ ก็มีผู้ใหญ่อยู่ ๒-๓ คน คือมี พระยาประเสริฐ พระยาศรยุทธเสนี มีนายประยงค์ ตั้งตรงจิตร หลวงพินิจมาตรา ก็นั่งอยู่ข้างๆ แล้วนอกจากนั้นฆราวาสก็อยู่ข้างนอกกันเต็มอัดหมด คอยฟังเครื่องขยายเสียงว่าพวกเราจะให้สัญญาณอะไรบ้าง เวลาเหลือประมาณสัก ๑๐ นาที ท่านลืมตาขึ้นมา ท่านถามว่า ใคร

    ท่านมองหน้าฉันนะ ถามว่าใคร

    บอกว่า ผมครับหลวงพ่อ เจ้าลิงดำขอรับ

    ลิงดำเรอะ เออ ดีแล้วนะลูกนะ ถ้าพ่อตายละก็ เอ๊งช่วยไปสร้างโบสถ์วัดเสาธง ตำบลสารี อำเภอบางปลาม้า ให้เสร็จด้วยนะ

    ก็ตอนนั้นอายุฉันนิดเดียว ฉันก็ตอบว่า ถ้าหากว่าเขามาขอร้องนะขอรับหลวงพ่อ เพราะผมเป็นเด็กอยู่ จะไปรับอาสาเขาทำจะไม่มีใครเขาเชื่อ

    ท่านบอกเออ ถูกแล้วๆ ลูก

    เลยถามท่านว่า หลวงพ่อขอรับ เวลานี้พระมานั่งกันอยู่เต็มประมาณ ๒๐๐ รูป แล้วหลวงพ่อจะต้องการให้พระสงเคราะห์อะไรบ้างครับ

    ท่านเลยบอกว่า ถ้าพระจะสงเคราะห์นะลูกนะ ให้ท่านสวด อิติปิโสนะ แล้วลูกจุดธูปหอมๆ ให้พ่อได้กลิ่นด้วยนะ

    ฉันก็ลุกไปจุดธูป ให้สัญญาณพระสวดอิติปิโส

    เจ้าลิงขาวลงไปกระซิบที่ข้างหูท่าน บอกว่าหลวงพ่อขอรับ เวลานี้พระสวดอิติปิโสแล้วครับ ท่านทำหัวผงกนิดๆ แสดงความเคารพในพระรัตนตรัย

    พอพระสวดไปได้พักหนึ่ง เวลาเหลืออีกนิดจะ ๖ โมง ท่านลืมตาขึ้นมา ท่านบอกว่า

    ลิงดำเอ๋ย บอกพระกับพวกชาวบ้านนะ บอกพ่อลานะ แล้วขอให้ทุกคนเขามีความสุขนะ ทุกคนตายแล้วจงไปสวรรค์ จงไปพรหมโลก จงไปนิพพาน

    ก็รับคำท่านว่าผมจะบอกให้ ท่านก็หลับตา พอหลับตาอีกทีนาฬิกาตีเป๋งแรก ๖ โมง เอากันเป๋งแรกนะ ท่านลืมตาแล้วก็หลับปั๊บ ปรากฏว่าชีพจรดับพร้อมกัน พระครูอุดมสมาจารย์ที่นั่งหลับตาอยู่ห่างๆ ลืมตาขึ้นมาบอกว่าหลวงพ่อไปแล้ว หลวงพ่อไปแล้วอย่างสบาย ออกไปสวยเหลือเกิน บอกว่ารูปร่างท่านสวยเหลือเกิน ไปชั้นดุสิต ท่านบอกว่าเทวดาพรหมห้อมล้อมไปส่งถึงชั้นดุสิต

    ฉันก็ส่งข่าวให้สัญญาณกับพระ พระท่านสวดอยู่ท่านไม่รู้ว่าหลวงพ่อปานไปแล้ว ฉันยกมือขึ้น บอกว่าเวลานี้หลวงพ่อมรณภาพแล้ว

    พระหลายองค์แกเลิกสวดอิติปิโส แต่แกสวดใหม่ สวดร้องไห้โฮขึ้นมาเลย พ่อเจ้าประคุณ พระแกนี่สำคัญ มีพระแก่หลายองค์ เลิกสวดอิติปิโสกัน สวดร้องไห้ขึ้นมา เมื่อพระร้องไห้นี่ ชาวบ้านที่อยากจะร้องอยู่ก็เยอะ แล้วเลยช่วยกันเป็นการใหญ่ ล่อกันเสียพัก ฉันกับไอ้ ๒ ลิงนั่งยิ้มๆ ท่านพระครูอุดมสมาจารย์ หลวงพ่อเล็ก อาจารย์ฉัตร พวกนี้กรรมฐานหนักทั้งนั้นนะที่ออกชื่อมา แต่ก็นั่งยิ้มๆ ว่าเจ้าพวกนี้มันโห่อะไรกันนะ

    หลวงพ่อเล็กบอก เอ๊ะ นี่เขาโห่แปลกนะ พอท่านใหญ่ไปสวรรค์เขาโห่ส่งท้าย แต่ไอ้โห่แบบนี้ขี้มูกขี้ลายมันโป่งเต็มหน้าไปหมด มันโห่อะไรของมัน

    ท่านพูดยิ้มๆ พวกเราไม่ใคร่ตกใจก็เฉยๆ เพราะรู้อยู่แล้วว่าหลวงพ่อไปสบายกว่าเรา

    ท่านตายในกุฏิของท่าน คนจะเข้ามาเยี่ยมศพก็แสนจะลำบาก เลยต้องเคลื่อนศพมาไว้ที่ศาลา ทีแรกดำริกันว่าจะใส่หีบศพ จะใส่โลงผีน่ะ เอาว่ากันอย่างนั้นนะ ก็มาปรึกษากันว่าถ้าใส่หีบศพเข้าแล้ว คนเขามาไหว้ก็ลำบาก เพราะลูกศิษย์ลูกหาท่านมาก เอาไว้ข้างนอกสัก ๓ วันเป็นยังไง ก็เลยปรึกษากันว่า ๓ วัน หลวงพ่อคงยังไม่เป็นไร ก็ช่างเถอะ ถ้าเป็น ก็ค่อยเอาใส่หีบศพกัน ก็ทำเตียงเข้าไว้ เอาท่านนอนลงไป คนทุกคนที่มาก็ให้มีโอกาสสรงน้ำ สรงน้ำก็อนุญาตให้รดแต่เพียงแค่เท้า ไม่มีอะไรเป็นเครื่องประทังความเหม็นและความเน่า

    ท่านนอนอยู่ ๓ วันบนที่นั้น ก็ปรากฏว่ามีอาการเหมือนคนหลับ กลิ่นสางสักนิดหนึ่งก็ไม่มี เนื้อหนังที่จะผิดปกติอย่างคนตายก็ไม่มี เขาก็เกิดสงสัยว่า คนเราถ้าตายเอาไว้ในที่แจ้งๆ นี่มันไม่ค่อยเน่า เขาก็ว่ายังงั้นนะ เขาไม่ว่าเป็นเหตุอัศจรรย์หรอก เขาลือกันว่ายังงั้น วันนั้นเป็นวันที่ ๓

    หลังจากวันที่ ๓ ไปแล้วเป็นวันที่ ๔ ตาเก๊าที่ตลาดบ้านแพนตาย เขาเห็นหลวงพ่อปานเอาไว้ยังงั้นไม่เน่า พวกลูกหลานเขาก็ดีใจ ว่ายังงั้นเราก็เอาไว้อย่างหลวงพ่อปานบ้าง พวกนี้พยายามขี้ตามช้างเขาเอาไว้บ้าง พอวันที่ ๓ นะลูกหลานที่รัก พระไปฉันไม่ได้ สวดก็ไม่ได้ พระบอกว่าอ้าปากไม่ขึ้น ถามว่าทำไม บอกว่าหูตามันปลิ้นไปหมด ลิ้นจุกมือกางแขนขากางไปเต็มที่เน่าเฟะ

    แล้วทีนี้มาดูหลวงพ่อปาน ครบวันที่ ๖ แล้วยังไม่เป็นไร เป็นปกติ ร่างกายของท่านน่ะเป็นปกติ เอาไว้กันอย่างนี้ตั้งแต่วันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๘ จนกระทั่งถึงวันขึ้น ๘ ค่ำเดือน ๙ กี่วันนับไปก็แล้วกัน ร่างกายของท่านไม่ผิดปกติเลย เมื่อถึงเวลาก็เก็บศพ


    มันมีอยู่คราวหนึ่งที่ท่านเจ้าคุณพิมลธรรมวัดมหาธาตุ สมัยนั้นยังดำรงตำแหน่งพระศรีสุธรรมมุนี เป็นเจ้าคณะจังหวัดอยุธยากำลังเทศน์ กลางวันนะ ก็มีแสงขึ้นไปจับอยู่ที่เพดานตรงกับหลวงพ่อปาน แล้ววนไปวนมาตลอดเวลาเทศน์ แสงสว่างมากเป็นจุดคล้ายๆ กับแสงไฟฉายขนาดใหญ่ กลางวันนี่ ใครจะฉายไฟขึ้นไป เราก็เห็น แต่ว่าเขาไม่ได้ฉายกันเราก็เลยไม่เห็นคนฉาย อันนี้อย่างหนึ่ง

    แล้วมีนกกลุ่มหนึ่งมาจับ เข้ามาหาท่านอยู่เสมอ อันนี้ก็ไม่แปลก

    อีกอย่างหนึ่งคือเต่า
    เต่าตัวนี้หลวงพ่อท่านปล่อยที่จังหวัดสิงห์บุรี ท่านเขียนชื่อท่านไว้ แม่สุ่นแล้วก็ตาเซ่งหลีหรือไงก็ไม่ทราบที่ตลาดบ้านแพนเขาไปซื้อมาจากคนเมามันจะแกง แล้วเขาก็มาถวายท่าน ท่านเขียนไว้ที่อกว่า พระปานปล่อยที่จังหวัดสิงห์บุรี แม่สุ่นแล้วก็พ่ออะไร ซุ่นหลีอะไรก็ไม่ทราบ ท่านเขียนไว้ที่หน้าอกด้วยตะปู รอยยังอยู่ แต่ว่าปล่อยหลายปีมาแล้วประมาณว่าสัก ๑๐ ปี

    เจ้าเต่าตัวนี้มันโตมาก ขนาดเด็กขี่ได้ ไปกับผักชวา พอไปถึงหน้าวัดก็ไต่ขึ้นมาบนเขื่อน คนเดินดูกัน ก็ไต่ไปตามถนนของเขื่อน พอถึงถนนหน้าศาลาแล้วมันก็เลี้ยว เลี้ยวขึ้นไปจะขึ้นบันไดศาลา คนก็เลยจับขึ้นบันได แล้วไปไหน ก็ปรากฏว่าไปนอนอยู่ใต้ศพหลวงพ่อปาน ต่อมาเจ้าของชื่อที่เขาเอามาถวายท่านปล่อย เมื่อเขานำศพไปเก็บแล้วก็เอาไปเลี้ยงไว้จนกระทั่งเต่าตัวนั้นตาย สงเคราะห์ตลอดไป

    นี่เรื่องก็มีเท่านี้นะ เรื่องอัศจรรย์ก็ไม่มีมาก

    เรื่องเผานี่เป็นเรื่องอัศจรรย์เหมือนกัน
    เวลาหลวงพ่อปานตายปรากฏว่ามีเงินอยู่ในกระเป๋า ในย่ามของท่าน ๒๐ บาท แล้วก็ค้นไปค้นมาพบอีก ๖๐ บาท รวมเป็นเงิน ๘๐ บาทด้วยกัน นี่เงินสดนะรวยมาก หลวงพ่อมีเงินตั้งชั่ง แต่ปรากฏว่าค้นไปค้นมาไปพบหนี้เข้าอีก ๔,๐๐๐ บาท พวกเราทำยังไงเล่า ไม่ได้ เรื่องหนี้ของหลวงพ่อนี่มันต้องว่ากันละ ต้องชำระกัน

    ก็เชิญเจ้าหนี้เขามา บอกให้เผาเสร็จเรียบร้อยเถอะจะใช้หนี้ ไม่เป็นไร ใครเขาไม่รับฉันรับคนเดียว ฉันรับจะเทศน์ชำระหนี้หลวงพ่อจนกว่าจะครบ ทุกคนเขาโมทนา เขาไม่บอกว่ายังไง เขาก็ดีใจว่าฉันรับหนี้ พระองค์อื่นเขานั่งทำตาปริบๆกันเงียบ พูดถึงเรื่องหนี้หลวงพ่อละก็ เขานั่งทำตาปริบๆ เขาไม่พูด ไม่มีใครรับชำระ ฉันก็นึกว่า เอ ท่านเป็นพ่อฉันนี่ ฉันก็รับชำระน่ะซี หันมาปรึกษาไอ้ลิง ๒ ตัว บอกเฮ้ย ถ้าเผาหลวงพ่อแล้วเงินไม่พอทำไงเว้ย ไอ้เจ้านั่นเขาบอกว่า เอ็งรับชำระก็เทศน์ใช้หนี้เขาไปซิหว่า เลยถามว่าเอ็ง ๒ ตัวล่ะ บอกข้าไม่ได้รับปากเขานี่ แต่ว่าข้าจะช่วย เท่าไรเท่ากันซีวะ มันว่ายังงั้น หลวงพ่อให้ของเราได้ดีกว่าเงินเสียอีก เรื่องเงิน ๔ พันบาทเป็นเรื่องเล็ก เจ้า ๒ ตัวเขาว่ายังงั้น พอเจ้า ๒ คนว่ายังงั้นฉันก็ดีใจเพราะมันเก่ง ไอ้เจ้านี่มันหาได้แน่ ยังไงๆมันก็หาได้แน่ มันเป็นพระอภิญญานี่ ไอ้ฉันน่ะไม่ไหวแล้ว นอกจากจะเทศน์เอาลมไปขายแล้วไม่มีอย่างอื่น เป็นอันว่าเลิกกันไป

    ก็ทำบุญกัน ๗ วัน หรือ ๘-๙ วันนั่นแหละ แล้วมาทำบุญ ๕๐ วัน ทำบุญ ๑๐๐ วัน นี่ไม่ต้องว่ากัน เงินของท่านเวลาใช้จริง เมื่อตายแล้วเงินมันหลั่งไหลมาบอกไม่ถูก โอ๊ย บอกไม่ถูกเลย เงินเต็มหีบเรื่อย ทำบุญ ๕๐ วันก็เยอะ ทำบุญ ๑๐๐ วันก็เยอะ มาพอถึงเวลาจะเผา ได้เยอะตอนนั้น ฉันและบรรดาคณะกรรมการทั้งหมดก็ถวายพระกันหมด ไม่มีใครเขาเก็บ ถึงเวลาเผาเข้าจริงๆ ก็สั่งบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลาย บอกว่าขอให้มารับหนี้พร้อมๆ กันนะในวันเผา แต่ทว่าทุกคนก็ขอให้เตรียมสตางค์ใส่กระเป๋ากันมาอีกคนละพันบาทด้วย หากว่าในงานของหลวงพ่อเกิดเงินไม่พอจะได้เป็นหนี้ต่อน่ะซี ไม่ชำระ ให้เขาเอามาอีกคนละพันบาท จะได้ขอยืมต่อเอาเป็นทุน

    เห็นไหมล่ะคนชั้นดี นี่อาจารย์เจิมท่านก็มีคนรู้จักมาก เพราะติดตามหลวงพ่อปานนานก็สั่งไว้เหมือนกัน สั่งคนไว้หลายคน แต่รายที่ถูกสั่งเขาเตรียมกันมาคนละพันบาท รวมเงินแล้วประมาณสัก ๒ หมื่นได้มั้ง แล้วทุกคนเขามาบอกว่า เงินเอามาแล้วนะขอรับ เอาหรือยัง พวกเราบอกว่าถ้าหากยังไม่ขาดยังไม่เรียก ถ้าขาดเท่าไรจะขอเท่านั้น เขาก็เตรียมเอาไว้ ในที่สุดงานหลวงพ่อปานเผาเสร็จไปแล้ว เจ้าหนี้ทั้งหมดในวันจะเผา เวลาเทศน์จบลุกขึ้นประกาศถวายหนี้ เอาเข้านั่นไหมล่ะ ถวายว่าหนี้ทั้งหมดที่เป็นอยู่กับเขานั้นเขาไม่รับ เขาขอถวายหลวงพ่อปานหมด สบายไป ๔ พัน แล้วนอกจากนั้นสตางค์ในกระเป๋า คนละพันๆ ก็งัดเอาออกมาอีก อันนี้ขอช่วยถวายในงานศพ จะใช้อะไรก็ตาม เอาเสียอีก ๒ หมื่นกว่า นี่เจ้าหนี้น่ะคนละพัน เข้าไป ๔ พันนะไม่ได้ ๔ พันก็ควักมาคนละพัน แล้วคนอื่นอีกคนละพันๆๆ รวมแล้ว ๒ หมื่นกว่าๆ นั่นเงินพิเศษ แต่ว่าเงินจำนวนนี้ไม่ได้ใช้งานเลย งานของท่านเลี้ยงตัวได้ดีที่สุด เลยดี ตั้งโรงครัวกันขนาดหนัก เลี้ยงกันขนาดหนัก คนมากที่สุด ไม่เคยมีงานครั้งใดคนมากเท่านั้นเลย

    สำหรับเวลายกศพลงจากศาลาเอาไปลานวัด เจ้าพระคุณพระมหาโพธิวงศาจารย์ วัดอนงคาราม สมัยนั้นเป็นพระมงคลเทพมุนี ท่านมีจริยาอ่อนช้อยเหลือเกิน ท่านอาราธนา ยืนพนมมือตลอดเวลา เวลาจะบอกพระท่านพนมมือ เดินพนมมือแต้บอก ขอรับขอนิมนต์ พระทุกองค์ยืน ๒ แถวจากบนศาลาลงไปแล้วก็ยืนล้อมเมรุไว้ ฆราวาสให้อยู่ข้างนอก เขาแห่ศพก็นำศพไม่กี่คน นำไปในระหว่างภายในแถวของพระ พระยืนกั้นเป็นรั้ว ๒ แถวติดๆกันแล้วเข้าไปถึงเมรุ แล้วพระที่เหลือจากนั้นก็ยืนล้อมเมรุไว้เป็นวงกลม นี่เขากลัวแย่งศพเหมือนกัน แล้วปรากฏว่าพระเหลือแหล่เลยเป็นรั้วกั้นเมรุ พระเป็นรั้ว ๒ แถว เหลือแหล่จากศาลาลงไปหาลานวัด พระมากเหลือเกิน บรรดาประชาชนก็ขนาดเดินชนกัน

    ปี่พาทย์ ไม่ได้หามานะ มากัน ๘ วง พ่อประชันกันขนาดหนัก ล่อกันเต็มที่ ปี่พาทย์ไม่ได้หาเลย ลิเก ละครไม่ได้หากัน มากันจนกระทั่งไม่มีที่ตั้ง ปี่พาทย์ลาดตะโพนตั้งกันที่ศาลาน้ำบ้าง ที่หอฉันบ้าง ที่ไหนต่อไปไหนบ้าง บนศาลาไม่มีที่ตั้ง ลิเกละครมากันจนถึงต้องรวมวงกันเล่น ไป เล่นกันคนละวงไม่ได้ นี้เป็นยังงั้น

    นี่เป็นบารมีของท่าน เมื่อท่านตายแล้วก็ได้เอาเงินที่เหลือจากนั้นสร้างมณฑปของท่าน แล้วก็สร้างโรงเรียนประชาบาลให้ท่าน เงินก็ยังเหลืออยู่บ้าง ปรากฏว่าท่านอาจารย์เจิมฝากใครไว้ที่กรุงเทพฯ ก็ไม่ทราบ แล้วต่อจากนั้นไปเงินจำนวนนั้นไปไหนก็ไม่รู้เหมือนกันไม่ได้ติดตาม เรื่องเงินส่วนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องก็ปล่อยไป เรื่องของใครก็เรื่องของใคร

    ตานี้มาว่ากันตอนหลัง เมื่อหลวงพ่อปานตายแล้วพวกฉันก็แตกกระสานซ่านกระเซ็นกันไป ฉันก็เข้ากรุงเทพฯ ไอ้ที่เข้ากรุงเทพฯ ไม่ได้ไปไหนหรอก นึกว่าจะไปดูพระในกรุงเทพฯ เขาเป็นเจ้าคุณ เขาเป็นสมเด็จ เขาเป็นอะไรต่ออะไรกันนี่ ว่าจะมีจริยาเหมือนหลวงพ่อฉันไหม หลวงพ่อปานท่านเป็นพระบ้านนอก แล้วก็คนอื่นน่ะ ที่เป็นอะไรต่ออะไรน่ะ จะเป็นนักเสียสละมีจริยาเหมือนกันไหม ก็มีโอกาสย่อง ๆ ๆ ไปดูมาตั้งเยอะ ท่านจะเป็นยังไงบ้างไม่มาเล่าให้ฟังละ ไม่ขอเล่าให้ฟังมันเป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน แต่พอครบ ๑๐ พรรษา เจ้า ๒ ลิงก็เข้าป่าไป
    *********************************จบบริบูรณ์***********************************
    ขอบพระคุณที่มาhttp://www.dharma-gateway.com/monk/monk_biography/lp-parn/lp-parn-wat-bang-nom-kho-hist-01.htm
     

แชร์หน้านี้

Loading...