อ่านแล้วอาจได้กำลังใจ

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย ผ่อนกรรม, 8 มิถุนายน 2013.

  1. ผ่อนกรรม

    ผ่อนกรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กุมภาพันธ์ 2011
    โพสต์:
    63
    ค่าพลัง:
    +400
    นี่เป็นคำนำจากหนังสือ “ทางพ้นทุกข์” โดย ปิยพงศ์ ปิยพงศ์วิวัฒน์ ที่อ่านแล้วได้กำลังใจดีค่ะ
    “หยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า เมื่ออาทิตย์ขึ้นมา
    ย่อมแห้งหายไปได้เร็ว ไม่ตั้งอยู่นาน แม้ฉันใด
    ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนหยาดน้ำค้าง ฉันนั้นเหมือนกัน
    นิดหน่อย รวดเร็ว มีทุกข์มาก
    มีความคับแค้นมาก จะพึงถูกต้องได้ด้วยปัญญา
    ควรกระทำกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์
    เพราะสัตว์ที่เกิดมาแล้ว จะไม่ตาย ไม่มี”
    จากพระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตกนิบาต (๗๑)

    เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นแสนยากนัก (กิจโฉมนุสสะปฏิลาโภ) ประดุจหนึ่งเอามือล้วงลงไปในผืนทรายติดมือเพียงน้อยนิดฉันใด เกิดมาแล้วมีเวลาเสวยสุข เสวยทุกข์อย่างน้อยนิดฉันนั้น ชีวิตของมนุษย์นั้นสั้นนัก
    ขอท่านอย่าได้ตั้งอยู่ในความประมาท ตั้งสติกำหนดลมหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ ทำจิตให้สงบ จงเข้าใจว่า
    ทุกเวลานาที ที่มีลมหายใจเข้าออกพร้อมกับเข็มวินาทีที่หมุนไปนั้น เรากำลังเข้าไปใกล้ความตายทุกขณะ
    เบื้องหน้าอันใกล้นั้นคือ พญามัจจุราชกำลังคอยเราอยู่ ท่านอย่าได้หลงมัวเมาเพลิดเพลินเจริญใจกับความสุขทางโลกิยะเลย ความสุขเช่นนี้มันเป็นความสุขที่ไม่จีรังยั่งยืน ความสุขที่ว่านั้น มันเคลือบด้วยยาพิษ เมื่อมีสุขก็ติดในสุข เรียกว่าติดในกาม เมื่อสุขนั้นหมดไปทุกข์ก็เกิดขึ้นทันที เพราะยังยึดมั่นในอุปาทาน มนุษย์ที่เกิดมาในโลกนี้ก็เพราะกิเลส และกรรม
    เมื่อมีกรรมก็มีวิบากกรรม การเกิดเป็นทุกข์ ไม่ว่าคนยากจนหรือคนร่ำรวยต่างก็ประสบกับความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น กล่าวเช่นนี้อาจมีผู้คัดค้านว่าคนรวยที่มีเงิน มีทรัพย์สินเป็นร้อยล้านพันล้าน หมื่นล้าน เขาไม่มีความทุกข์หรอก ใช่...คนรวยมีความสุขแน่นอน แต่นั้นเป็นความสุขที่แฝงไว้ด้วยความทุกข์ ที่ละเอียดมากจนไม่รู้ว่านั่นเป็นความทุกข์ที่แฝงอยู่เพราะต้องคอยระแวดระวังภัยอยู่ตลอดเวลา เราจะถูกโกงไหม..? ลูกน้องบริวารนับร้อย นับพันคน จะมีใครคิดโกง คิดทุจริตบ้างไหม เหตุการณ์ทางการเมืองที่รุนแรง จะกระทบต่อธุรกิจของตนไหม...? แต่ที่เป็นทุกข์หนักของคนรวยก็คือ ทุกข์ที่เกิดจากอุปาทานในทรัพย์สิน ทำอย่างไรเราจะรักษาอาณาจักรธุรกิจที่มีอยู่ ให้ดำรงคงอยู่ตลอดไป จนถึงรุ่นลูก รุ่นหลาน เพราะมนุษย์ปุถุชนทั่วไป มันมี “ความโลภ” ฝังแน่นอยู่ในสันดาน คิดจะเอามากๆ กว่าพี่กว่าน้อง เกิดความหวาดระแวงต่อกัน สุดท้ายเกิดศึกแย่งชิงสมบัติ ฆ่ากันตายคำสอนของพ่อแม่ที่พร่ำสอน ให้ลูกรักกันสามัคคีต่อกัน เมื่อถูกกิเลสเข้าครอบงำลืมพี่ลืมน้อง ลืมคำสั่งสอนของพ่อแม่ ดังที่เป็นข่าวครึกโครมตามหน้าหนังสือพิมพ์ นี่แหละทุกข์ของคนรวยเป็นทุกข์หนัก เพราะอะไรหรือ ที่เป็นเช่นนี้เพราะแต่ละคนยึดมั่นในตัวกู ของกู ทรัพย์สินเหล่านี้เป็นของกู
    ถ้าจะแบ่งกัน กูอยากได้มากๆกว่าคนอื่น นี่เป็นทุกข์ของคนรวย
    ส่วนคนยากจนก็มีทุกข์อีกแบบหนึ่ง ทุกข์จากความอดอยากยากจนคับแค้น หาเช้ากินค่ำ ต้องดินรนขวนขวายหาเลี้ยงชีพอย่างยากลำบากท่ามกลางสังคมที่โหดร้าย มีแต่การเอารัดเอาเปรียบขาดเมตตาธรรม เพราะอะไรหรือ..? เพราะในอดีตชาติเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว ไม่มีการให้ทานรักษาศีล เมื่อเกิดมาชาตินี้ต้องมาเสวยวิบากกรรม อย่าได้น้อยใจหรือท้อแท้ต่อชีวิต จงสร้างความดีต่อไป
    ทีนี้ต้องมาถามท่านว่า ท่านเห็นทุกข์หรือยัง เมื่อเห็นทุกข์ที่แท้จริงแล้ว ก็ต้องแสวงหาหนทางพ้นทุกข์ให้ได้
    เกิดมาทั้งทีอย่าให้เสียชาติเกิด อย่าทำตัวเองเป็นผู้อาภัพ อย่าไปประชดตัวเองว่าเกิดมาชาตินี้ช่างอาภัพอับจน
    ไม่มีบุญวาสนา บารมี ทำดีไม่ขึ้น เรื่องในอดีตให้ดีดทิ้งหมดอย่าไปนึกถึง อนาคตซึ่งยังมาไม่ถึงก็อย่าไปคิดถึง ให้นึกถึงปัจจุบันนี้เท่านั้น เอาเลย...ลงมือ ทำความดี ตั้งแต่วินาทีนี้ด้วยการให้ทาน รักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ ไม่เบียดเบียนคนอื่น ผู้ยากไร้อาจจะเถียงว่า จะเงินซื้ออาหารกรอกท้องยังไม่มีเลย อย่าเพิ่งตัดพ้ออย่างนั้นเลยนะ การทำทานมิได้หมายถึงการทำด้วยเงิน ด้วยทรัพย์อย่างเดียวการให้อภัยทานก็ได้อานิสงส์
    การรักษาศีลก็เช่นเดียวกัน ท่านก็ไม่ได้ลงทุนด้วยเงินทอง มันอยู่ที่ตัวท่านเองว่าจะทำทานชนิดไหน มันอยู่ที่กายกับใจ วันพระก็หาโอกาสเข้าไปสวดมนต์ ไหว้พระ ฟังพระเทศน์ ถ้ามีใครถวายอาหารและเงินปัจจัยแด่พระภิกษุให้เราตั้งจิตอธิฐานเลย ประนมมือยกขึ้น และกล่าวว่า “ข้าพเจ้าขออนุโมทนาความดีกับท่านที่ถวายอาหารและทรัพย์นี้ด้วยเถิด ขอให้ข้าพเจ้าได้มีส่วนร่วมในบุญกุศลความดีกับท่านในครั้งนี้ด้วยเถิด” นี่สำเร็จแล้ว เราได้บุญได้อานิสงส์เต็มเพราะก่อนจะโมทนาบุญ ใจเราก็มีความสุข ขณะที่ท่านกำลังถวายเราก็ปลื้มใจ หลังจากท่านให้ทานแล้ว เราก็พลอยอิ่มบุญ อิ่มเอมใจด้วย
    ชาวต่างประเทศเขามองคนไทยว่า เมืองไทยเป็นเมืองพุทธศาสนา คนไทยพอได้ยินคำเยินยออย่างนี้ ก็เห็นดี เห็นชอบไปกับคำกล่าวชม เออ...ออ ไปกับเขาด้วย ผู้เขียนยังไม่ยอมรับในประเด็นนี้ถ้าจะพูดว่าคนไทยเป็นชาวพุทธโดยระบุหลักฐานไว้ในบัตรประชาชนนั้น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งถ้าคนไทยเป็นชาวพุทธจริงๆ คนไทยทุกคนต้องรักษาศีล ๕ อันเป็นศีลเบื้องต้น บ้านเมืองของเราต้องสับสนวุ่นวายอยู่ในขณะนี้ ก็เพราะคนไทยขาดเมตตาธรรม ขาดพรหมวิหารสี่ คนไทยไม่ได้ยึดหลักคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ให้ความรักความเมตตาต่อกัน
    อย่าลืมนะ ท่านผู้ที่ยังมีความทุกข์อยู่ ให้หันมาพิจารณาดูตัวเอง ด้วยการสร้างกุศลให้เกิด ท่านไม่ต้องไปแสวงหาเงินเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น อย่าไปเบียดเบียนตัวเอง เพราะการสะสมบุญบารมีมันอยู่ที่กายของเรา คือกายและจิต ธรรมมิได้อยู่ที่วัด มิได้อยู่ที่หอพระไตรปิฎกมิได้อยู่ที่พิธีกรรมต่างๆ หนังสือธรรมะที่ท่านกำลังอ่านอยู่ในขณะนี้ ผู้เขียนคาดหวังว่าจะเป็นแนวทางหนึ่ง ที่จะช่วยให้ท่านที่กำลังประสบกับความทุกข์อยู่ในขณะนี้ หรือท่านที่กำลังกระหายธรรมและเริ่มลงมือปฏิบัติแนวทางนี้เป็นทาง มัชฌิมาปฏิปทา คือทางสายกลาง ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสสอนไว้ ผู้เขียนพยามศึกษา และใช้ภาษาที่ง่ายๆ เมื่ออ่านแล้วจะได้เข้าใจ
    หากหนังสือธรรมะเล่มนี้ มีผลให้ท่านผู้ปฏิบัติธรรมมีความเจริญก้าวหน้าทางธรรม จนเกิด “ดวงตาเห็นธรรม” ข้าพเจ้าขอน้อมจิตอุทิศผลบุญนี้ ให้แก่บิดามารดา ครูบาอาจารย์ที่ได้อบรมสั่งสอนมา ตลอดถึงท่านผู้มีพระคุณทุกท่านที่อุปการ ตลอดจนเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายด้วยเทอญ.

    ผู้นำหนังสือเล่มนี้มาให้ข้าพเจ้าเราไม่รู้จักกันมาก่อน และอยู่ไกลกันคนละมุมของประเทศแต่มาเจอกัน
    ได้แลกหนังสือธรรมกัน
    ข้าพเจ้าในนามผ่อนกรรม ขอน้อมจิตอนุโมทนาสาธุ สาธุ สาธุ ในการศึกษาธรรมของผู้เขียนและจัดเรียงมาให้อ่านง่ายเข้าใจง่ายสำหรับข้าพเจ้าเพราะความรู้น้อย ในเล่มเป็นหลักปฏิบัติทั่วไป ไว้จะมาโพสให้อ่านอีกนะค่ะ
    อยากฝากไว้...
    ข้าพเจ้าเชื่อว่า พระอาจารย์ทุกท่าน ล้วนอยากให้เราพ้นทุกข์ ท่านอุทิศชีวิตตน เพื่อค้นหาอุบายวิธีต่างๆมาอบรมสั่งสอนเรา ดับทุกข์ให้เราท่านไม่เคยเอาทุกข์มาให้เรา มีแต่เราเอาทุกข์เข้าไปหา ท่านเมตตา ยืน เดิน นั่ง นอน สอนเราอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ได้โปรดรับและปฏิบัติตามที่ท่านสอนบ้าง ไม่ได้ผลมาก ได้ผลน้อยก็ยังดี อย่าเห็นพระภิกษุสงฆ์ เป็นโดราเอม่อนไว้คอยขอของวิเศษเลย (แม้จะมีอยู่จริง แต่ไม่ใช่หนทางทีแท้จริง)
    ปฏิตามในสิ่งที่ท่านสอนให้ท่านชื่นใจบ้าง เป็นการกตัญญู และบูชาคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
    ส่วนตัวข้าพเจ้าเคยหัวเราะจนหน้าตึงเพราะหลงสุข เคยร้องไห้จนน้ำตาไม่ไหลออกมาเพราะเจอทุกข์
    ลำพังปัญญาแค่ ตูดมด + กรรมเก่า + กรรมใหม่ ถ้าไม่ได้ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อริยะบุคคล กัลยาณมิตร คอยชี้ทาง บอกได้คำเดียวว่า “มืด”
    สาธุ สาธุ สาธุ
     

แชร์หน้านี้

Loading...