เกร็ดธรรมชวนยิ้มของ “หลวงพ่อพุธ ฐานิโย”

ในห้อง 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 8 สิงหาคม 2018.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,703
    กระทู้เรื่องเด่น:
    161
    ค่าพลัง:
    +26,133
    LpPutPawanaAnywhere.jpg
    เกร็ดธรรมชวนยิ้มของ “หลวงพ่อพุธ ฐานิโย”


    กรุณาจับเก้าอี้ไว้ดีๆ ครับ
    ใครไม่รู้เห็นว่าศึกษาธรรมะจนบ้าไปแล้ว เอิ๊กๆ อ๊ากๆ อยู่คนเดียว
    คงคิดกันไม่ถึงว่า มุขครูบาฯ เข้าขั้นเทพ
    คนโพสต์โพสต์ไปก็เจ็บกระบังลมไป ขอเตือนไว้ก่อน เอาละครับ
    ----------------
    เจิมรถ
    งานหนึ่งซึ่งมีผู้มาขอความกรุณาให้หลวงพ่อทำให้อยู่เนืองๆ คือ การเจิมรถ
    มีทั้งรถเก่านำมาเจิมใหม่ รถออกจากอู่ใหม่ๆ รถส่วนตัว รถโดยสาร
    หลวงพ่อท่านก็เมตตาทำให้ทุกครั้ง
    แต่ท่านมักจะพูดเสมอว่า
    "มาให้หลวงพ่อเจิมให้น่ะ คนเจิมก็รถคว่ำมาหลายครั้งแล้ว"
    หวัง "เจิมรถน่ะมันไม่ถูกหรอก ต้องเจิมคนจึงจะถูก" (ฮาาาา)
    ----------------
    เหล็กไหล

    มีโยมผู้หญิงคนหนึ่งเป็นลูกศิษย์อาจารย์องค์หนึ่งอยู่แถวชลบุรี
    มานั่งเฝ้านอนเฝ้าหลวงพ่ออยู่หลายวัน
    หลวงพ่อก็ไม่เข้าใจว่าเขาต้องการอะไร
    จนวันหนึ่งเขาบอกว่าที่เขามาเฝ้าอยู่นี่
    เพราะมีคนบอกว่าหลวงพ่อมีเหล็กไหลอยากจะมาขอ
    หลวงพ่อจึงบอกว่าท่านไม่มีหรอก
    "แต่มีอยู่แห่งหนึ่ง ทราบว่ามีเหล็กไหลมากมาย
    ถ้าคุณอยากได้จะบอกที่ให้ อยากรู้ไหมล่ะ"

    เมื่อโยมต้องการจะรู้แหล่ง ท่านจึงบอกว่า..
    "ไปที่หัวรถไฟแน่ะ
    ทุกวันจะมีเหล็กไหลจากโคราชไปกรุงเทพฯ วันละหลายๆ เที่ยว"
    ไม่ทราบว่าพอโยมได้คำตอบอย่างนี้แล้วมีปฏิกิริยาอย่างไร

    อีกครั้งหนึ่ง มีโยมมาจากศรีสะเกษ
    มาเสนอขายเหล็กไหลให้หลวงพ่อในราคา ๖๐,๐๐๐ บาท
    โดยบรรยายสรรพคุณว่ามีแล้วจะทำให้ร่ำรวย หลวงพ่อตอบข้อเสนอว่า
    "ก่อนคุณจะมา ทำไมไม่สืบประวัติฉันก่อนว่า
    ฉันเป็นพระนักค้าหรือเปล่า คุณไปรวยคนเดียวซะ
    ถ้าฉันอยากจะรวย ฉันไม่มาห่มผ้าเหลืองอยู่อย่างนี้หรอก"
    ----------------
    ถ้าศาสนาพุทธเสื่อมจากประเทศไทย

    มีข่าวคราวเกี่ยวกับความวุ่นวายในคณะสงฆ์ไทยหลายกรณี
    อีกทั้งยังมีแผนทำลายพุทธศาสนาจากศาสนาอื่นๆ
    จนทำให้ลูกศิษย์หลายคนเป็นห่วงกลัวว่า
    พุทธศาสนาจะเสื่อมจากประเทศไทย

    หลวงพ่อบอกว่า
    "ถ้าพุทธศาสนาเสื่อมจากประเทศไทยจะไปเจริญที่รัสเซีย
    ตอนนี้รัสเซียเขาก็เริ่มค้นคว้าทางจิตกันมาก
    แม้ว่าจะมีจุดประสงค์ไว้ใช้ประโยชน์ในทางโลก
    แต่การทำสมาธิพอถึงจุดหนึ่งจะถึงจุดสันติเหมือนกัน
    เขาจะมีความศรัทธาในพุทธศาสนา

    และเนื่องจากรัสเซียเป็นประเทศมหาอำนาจ
    เขาจะสามารถเผยแพร่พุทธศาสนาได้กว้างไกลมาก
    คอยดูกัน ถ้าใครอยู่ได้ถึง ๒๐๐ ปีข้างหน้า
    ถ้าไม่เป็นไปตามนี้ ศพหลวงพ่ออยู่ที่ไหนเยี่ยวรดได้เลย"
    ----------------
    อริยเจ้า

    ที่กุฏิวัดป่าสาลวัน มีผู้นำจดหมายฉบับหนึ่งมาถวายหลวงพ่อ
    ท่านหยิบเปิดดู เป็นซองถวายในปวารณาจ่าหน้าซองว่า
    "ขอถวายแด่พระอริยเจ้า"

    จึงพูดขึ้นมาว่า.."เราไม่ใช่พระอริยเจ้าก็บริโภคของเขาไม่ได้ซิ"
    ----------------
    ไม่ใช่ความผิดของขโมย มันเป็นความผิดของเรา

    เด็กสาวคนหนึ่งของมีค่าเค้าถูกขโมยไป จึงมาปรับทุกข์กับหลวงพ่อ
    ขอให้หลวงพ่อเมตตาช่วยเหลือ

    หลวงพ่อจึงเล่าเรื่องให้เป็นอุทาหรณ์ว่า
    พระองค์หนึ่งมาปรึกษาหลวงพ่อเรื่องไปแจ้งความ
    นาฬิกาโอเมก้าราคาแพงถูกขโมยไป..หลวงพ่อจึงแกล้งนั่งหลับตา..

    พอลืมตามาก็บอกท่านว่า..

    "หลวงพ่อรู้แล้วว่ามันไม่ใช่ความผิดของขโมยหรอก
    มันเป็นความผิดของเราเอง ที่อยากมีของแพงไว้ช่วยให้ขโมยมันอยากได้"

    พระองค์นั้นฟังแล้วได้คิดก็เลยล้มเลิกความตั้งใจว่าจะไปแจ้งความ

    ส่วนอีกเรื่ององค์หนึ่งมาโวยวายว่าถูกขโมยวิทยุทรานซิสเตอร์
    หลวงพ่อเลยบอกว่า ดีแล้ว มันช่วยลดการสร้างบาปของท่าน
    เพราะเมื่อท่านมีวิทยุอยู่เปิดฟังไป เพลินเข้ามันก็เผลอไปฟังเพลง
    ----------------
    อยู่ยงคงกระพัน

    ปกติเวลาหลวงพ่อว่างๆ หรือนั่งคุยกับญาติโยมในกุฏิ
    บางทีท่านก็นำด้ายมาถักเป็นสายสิญจน์

    ลูกศิษย์อีกคนหนึ่งจึงพูดเล่นว่า "น่าจะเอาสายสิญจน์หลวงพ่อไปขายหาทุน"
    อีกคนเสริมว่า "สายสิญจน์หลวงพ่อนี่ดีนะ ผูกไว้ในรถก็ได้"
    หลวงพ่อแทรกขึ้นมาว่า "ไปคุยว่าดีอะไรก็ดีได้
    แต่อย่าไปคุยว่าอยู่ยงคงกระพันล่ะ
    เดี๋ยวหลวงพ่อจะถูกลองของ"
    จากนั้น ท่านจึงเล่าเรื่องเสริมว่า..
    .."วันหนึ่งมีคนมาหาหลวงพ่อ เขาบอกว่าลูกศิษย์หลวงพ่อที่เป็นพระชื่ออินทร์มีไหม
    หลวงพ่อถามว่า "ถามทำไมหรือ "
    (คนที่มาหา)..."ท่านไปทำเครื่องรางของขลังขาย"
    (หลวงพ่อ)..."แล้วมีอะไรอีก "
    (คนที่มาหา)..."ท่านคุยว่าอยู่ยงคงกะพัน "
    (หลวงพ่อ)... "มีอะไรอีกไหม"
    (คนที่มาหา)..."ย่อหย่อนในพระวินัย"

    (หลวงพ่อ)..."เอาอย่างนี้ ถ้าอยากรู้ว่าเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อหรือไม่
    ให้ลองเอาปืนมาส่องสมอง ถ้าใครสมองกระจาย นั่นแหละลูกศิษย์หลวงพ่อ
    เพราะหลวงพ่อไม่เคยสอนเรื่องอยู่ยงคงกะพัน
    ใครสมองไม่กระจายไม่ใช่ลูกศิษย์หลวงพ่อ…"
    ----------------
    จิตที่เผชิญกับเหตุการณ์ร้ายแรงเฉพาะหน้า

    ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๔ เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่
    คือ เครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่ของสายการบิน Lauda Air ของประเทศออสเตรีย
    ตกที่ อ.ด่านช้าง จ.กาญจนบุรี ผู้โดยสารและพนักงานเสียชีวิตหมดทั้งลำ ๒๓๓ ศพ

    ผู้มีชื่อเสียงในสังคมชั้นสูงของเมืองไทยก็เสียชีวิตในอุบัติเหตุครั้งนี้หลายท่าน
    เช่น รองราชเลขาธิการสำนักพระราชวัง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เจ้านายฝ่ายเหนือ ฯลฯ

    เหตุการณ์ครั้งนั้นก็สร้างความสะเทือนใจและความหวาดหวั่นในมรณภัยที่มาอย่างกระทันหัน
    สำหรับหลายคน ศิษย์ผู้หนึ่งก็เกิดความกลัวภัยเช่นนี้มาก จึงมาเรียนถามจากหลวงพ่อว่า

    "หลวงพ่อครับ ถ้าเรานั่งอยู่ในเครื่องบิน แล้วรู้ว่าเครื่องบินกำลังจะตก
    จะภาวนาให้จิตสงบได้อย่างไร
    เพราะปกติที่ฝึกอยู่ จิตก็ไม่เคยสงบได้อย่างรวดเร็วสักครั้ง
    ต้องใช้เวลาและช่วงเครื่องบินจะตกนี่เรามีเวลาไม่มาก"

    หลวงพ่อตอบว่า
    "จิตที่ฝึกภาวนาอยู่เสมอ เมื่อมีเหตุการณ์เฉพาะหน้าเกิดขึ้น มันจะรวมอย่างรวดเร็ว"
    หลวงพ่อยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดกับท่านเองว่า

    "เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๒๑ ขณะที่เดินทางโดยรถยนต์
    จาก จ.อุบลราชธานี กลับมาโคราช
    พอถึงโค้งด่านเกวียนเกิดพลิกคว่ำไปหลายตลบ
    ขณะรถพลิกไปนั้น จิตได้รวมอย่างรวดเร็วและเกิดเป็นความสว่างลอยเด่นอยู่
    แลเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกอย่าง
    พอเราพลิกไปตลบสุดท้ายก็กลับมาตั้งอยู่ในสภาพปกติ
    แต่หลังคาโป่งแหลมขึ้นไปเป็นจั่วเลย
    ก็ถามตัวเองว่าพวกนี้เขาตายกันหมดหรือเปล่า
    แล้วเราล่ะยังอยู่หรือตายไปแล้ว
    พอดีมีผู้เดินทางไปด้วยคนหนึ่งก็รู้สึกตัวขึ้นมา
    ก็ร้องบอกว่า หลวงพ่อหัวแตก เลือดไหลเต็มไปหมด

    หลวงพ่อจึงเอามือลูบคลำศีรษะดู มือแดงฉานไปหมด
    นึกเอะใจลองดมดู จึงได้หัวเราะกันลั่นเพราะคิดว่าเลือด นั้นที่แท้คือน้ำหมาก
    เพราะในรถที่นั่งไปมีกระโถนหมากวางขนาบหลวงพ่อข้างหน้าใบหนึ่ง
    ข้างหลังใบหนึ่ง พอรถพลิกคว่ำน้ำหมากก็หกรดศีรษะพอดี"
    ----------------

    พูดตรงๆ ก็ได้

    หลวงพ่อพุธเผชิญ ๑๘ มงกุฎ

    หลวงพ่อเล่าเรื่องเกี่ยวกับเครื่องราชอิศริยาภรณ์ที่จะได้รับจากการบริจาคเงินทำบุญ
    มีรายหนึ่ง มาติดต่อเรื่องเครื่องราช มีญาติมีโยมที่ทำบุญที่จะขอเครื่องราช
    "ผมรับจะเป็นการติดต่อให้ก็ได้ แต่ว่าผมขอรายละ ๔ หมื่น"

    เรา(หลวงพ่อ)ก็ย้อนถามว่าในเมื่อได้แล้วไปรับที่ไหน..
    "ไม่ต้องลำบากหรอกครับ ผมเอามาถวายท่านเอง แล้วท่านก็แจกให้ญาติให้โยมที่ทำบุญ"

    เรา(หลวงพ่อ)ก็บอกว่า "เครื่องราชนี่มันก็เหมือนกับพัดยศของพระ
    มันต้องไปรับจากพระหัตถ์ของในหลวงหรือตัวแทนในหลวง
    แล้วจะให้ราษฎรอย่างคุณนี่เอามาแจก มันไม่สมศักดิ์ศรี
    ไม่มีใครเขาทำกันหรอก เชิญคุณไปซะ
    ถ้าขืนชักช้าเดี๋ยวฉันจะเรียกตำรวจมาคุยกับคุณ มันก็เลยรีบไปเลย"

    อีกเรื่องหนึ่ง.."ตอนที่ขอสมณศักดิ์นี่ เจ้านี่วิ่งไปเที่ยวหาติดต่อที่นี่ไปๆ มาๆ
    มาหาเรา ๒ หน ๓ หน มันก็ไม่ได้เรื่อง ลงหนสุดท้ายมันก็บอกว่า

    (นักต้ม) "โอ๊ย ผมไม่มีตังค์ใช้ขอหลวงพ่อหน่อย"

    (หลวงพ่อ) "เออ ! ถ้าพูดกันตรงๆ อย่างนี้ก็ได้
    ฉันนี่เดินท่องมาจนทั่วประเทศไทยแล้วจะมาเสียท่าคนขนาดคุณนี่
    ไอ้ขีดข้าราชการขั้นเอกที่อยู่บนบ่าคุณนี่ มันจะทำให้คุณเข้าตะรางนะ เอาออกซะ
    ถ้าคุณขืนพูดอย่างนี้อีกทีหลังฉันจะเรียกตำรวจมาคุยกับคุณ
    ว่าคุณเป็นขั้นราชการขั้นเอกจริงหรือเปล่า"

    "มันรู้หมดนะคนในกรมการศาสนานี่มันระบุชื่อปั๊บๆ
    คนไหนมีตำแหน่งหน้าที่อะไรมันรู้หมด พวกนี้มันเรียนมาเพื่อต้ม"

    "รายหนึ่งมาขอยืมเงิน มาอ้างว่าเป็นญาติอย่างโน้นอย่างนี้
    โอ๊ย เจ้าไปสืบมาจากไหนน้อ ญาติข้าไม่มีหรอกคนแบบนี้
    คนไปเที่ยวหาต้มหาแกงพระนี่ ญาติฉันไม่เคยมี
    เอากันอย่างนี้ดีกว่า ถ้าอยากได้ตังค์ไปใช้ก็ขอกันดีๆ เราไม่เคยเสียท่าให้ใคร
    ถ้ามีใครเขาจะมายืมตังค์ เราบอกว่า "ให้ลดทิฐิมานะลงซะ
    แล้วใช้คำว่า ขอ แล้วคุณจะได้ทันที
    คำว่ายืมนี่ พระสงฆ์ทำนิติกรรมทางกฎหมายไม่ขึ้น คุณจะมาเซ็นสัญญาให้ฉัน
    ฉันก็ไม่มีสิทธิฟ้องร้องคุณ เพราะฉะนั้นใช้คำว่าขอเอาดีกว่า"
    ----------------
    ไม่บังอาจดอก..ถ้า..

    ไปงานหลวงปู่บุดดา เขาเอาพานมาวางไว้หน้าพระแต่ละองค์
    มีคนมาถวายปัจจัยกันมากมาย
    เรานั่งไม่ถึงชั่วโมงได้ซองปัจจัยตั้งใหญ่ขนาด ๔-๕ ถุง
    พอชักรู้สึกเมื่อยเลยลุกขึ้นมาถามหาว่าลูกศิษย์วัดอยู่ไหน
    บอกให้เขาเอาเงินทั้งหมดไปมอบไว้ให้
    เขาถามว่า "ท่านไม่เอาไว้ใช้หรือ"
    หลวงพ่อ "ฝากไว้ให้หลวงปู่สร้างวัด"
    เขาถามว่า "พระไม่เอาเงินแล้วเอาอะไรใช้ นั่งรถเก๋งมา เอาค่าน้ำมันที่ไหน"
    หลวงพ่อ "ถ้าไม่มีเงินค่าน้ำมันก็ไม่บังอาจนั่งรถเก๋งหรอก
    หลวงพ่อน่ะไม่มีวันอดหรอก ขอแค่ให้มีคนให้เท่านั้นแหละ"
    ----------------
    ทำไมหลวงพ่อจึงฉันหมาก
    เมื่อมีกิจนิมนต์ที่ กทม. หลวงพ่อมักจะไปพักที่วัดสระปทุม (วัดปทุมวนาราม)
    คณะศรัทธาที่ กทม. มักจะกราบขอฟังธรรมอยู่เสมอ
    บางรายก็มาขออย่างอื่นเช่น สายสิญจน์ ชานหมาก

    วันหนึ่งมีชายคนหนึ่งมากราบขอ ชานหมาก ไว้บูชา
    เมื่อได้รับแล้วก็ถามหลวงพ่อว่า
    "หลวงพ่อครับ ทำไมหลวงพ่อถึงฉันหมาก"

    หลวงพ่อก็ตอบด้วยปฏิภาณทันทีว่า
    "ก็เพราะคุณมาคอยขอหมากจากฉันน่ะซี"
    ----------------
    ค่าปรับ

    วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๓๔
    หลวงพ่อเดินทางจากที่พักวัดสระปทุม (วัดปทุมวนาราม)
    เพื่อไปแสดงธรรมให้ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการฟัง
    ขณะเลี้ยวรถทางแยกเชิงสะพานยศเส เลียบคลองผดุงกรุงเกษม
    น้องที่ขับรถให้หลวงพ่อสังเกตว่า ตำรวจกำลังเรียกจับแท็กซี่คันหนึ่ง
    เกิดความสงสารแท็กซี่จึงพูดขึ้นว่า "มันไม่ยุติธรรมเลยนะ จับแต่แท็กซี่
    ทีรถเบนซ์ รถวอลโว ทำไมตำรวจไม่ไปจับบ้าง"
    หลวงพ่อจึงเปรยว่า
    "เราก็ไม่ได้รับความยุติธรรมเหมือนกัน คนอื่นเขาถูกจับแล้วปรับ
    ของเราก็ถูกจับเหมือนกัน ตำรวจไม่ปรับแต่ขอเหรียญแทนค่าปรับ"
    ----------------
    ขอบคุณที่มา :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=90&t=55933
     

แชร์หน้านี้

Loading...