เข้าสู่แดนนิพพาน : หลวงตาพระมหาบัว

ในห้อง 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' ตั้งกระทู้โดย HONGTAY, 17 พฤษภาคม 2011.

  1. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    ภูมิใจทุกข์เพราะความเพียร

    เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด
    <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:eek:ffice:eek:ffice" /><o:p></o:p>
    เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๒๔

    <o:p></o:p>
    ภูมิใจทุกข์เพราะความเพียร

    <o:p></o:p>
    <o:p></o:p>
    การเริ่มปฏิบัติฝึกหัดภาวนาเบื้องต้น ย่อมเต็มไปด้วยความลำบากล้มลุกคลุกคลาน จะเรียกว่ามันมืดมิดปิดตาจนหาทางออกทางเข้าหาทางเดินไม่ได้ก็ถูก เพราะเป็นงานที่เราไม่เคยทำ ไม่ว่าซอกใดมุมใดรอบกายรอบใจของเรา มีแต่สิ่งเป็นพิษเป็นภัยซึ่งคอยทำลายใจและธรรมของเราทั้งสิ้น และมีอำนาจมากด้วย ถ้าเป็นวัวก็วัวที่อยู่ปากคอกตลอดเวลา พอแย้มประตูออกนิดมันก็ออกก่อนเพื่อนๆ เลย หลวมตัวมันก็ออกทันทีไม่รีรอชักช้า พอแย้มปั๊บมันก็ออกได้ปุ๊บเพราะมันคล่องตัว นี่เป็นหลักธรรมชาติของสิ่งที่เป็นข้าศึกต่อใจต่อธรรมที่ฝังอยู่ภายในใจ ท่านเรียกว่ากิเลสมาร คือสิ่งที่รังควานอรรถธรรมทำลายอรรถธรรม มันมีอยู่ภายในจิตใจของสัตว์ของเราด้วยกัน
    <o:p></o:p>
    เพราะฉะนั้น เราจึงไม่เคยคิดเคยคาดฝันกันว่าธรรมจะมีอยู่ภายในใจ เพราะใจทั้งดวงในขณะที่ยังไม่ได้เรื่องได้ราวเกี่ยวกับธรรมมันเป็นกิเลสเสียทั้งสิ้น จึงลำบากในการประพฤติปฏิบัติในเบื้องต้น เช่น จะทำให้จิตสงบร่มเย็นบ้าง โดยปราศจากความคิดความยุ่งเหยิงอันเกิดจากความคิดของตนเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องของใจเป็นผู้ปรุงขึ้นมาแต่งขึ้นมา ก็ทั้งยากลำบากทรมาน เพราะมีสิ่งบังคับให้ปรุง ให้คิดเรื่องนั้นๆ ไม่ใช่เป็นขันธ์ล้วนๆ ดังขันธ์ของพระอรหันต์ผู้มีใจบริสุทธิ์ล้วนๆ แล้วที่คิดปรุงเป็นธรรมดาของตน ไม่เกิดเรื่องเกิดราวอะไรกับเจ้าของ แต่จิตสามัญชนเรามันเต็มไปด้วยพิษด้วยภัยในขณะที่คิดออกแต่ละเรื่องละราว เพราะตัวพิษบังคับให้คิดให้ปรุง มันจึงลำบากแก่การดัดแปลงแก้ไขและถอดถอน
    <o:p></o:p>
    การปฏิบัติเบื้องต้นจึงต้องถอยหน้าถอยหลังตั้งตัวไม่ติด เพราะยังไม่มีหลักยึดทางใจ การถอยหน้าถอยหลังก็คืออำนาจของสิ่งเหล่านี้แลพาให้เป็นไป คำว่าถอยนั้นคือด้อยทางความพากเพียรลงไป มีความสงสัยเป็นกำลัง ความด้อยกำลังทางความเพียรลงก็ดี ความสงสัยทำให้เกิดความด้อยกำลังลงไปก็ดี มันเป็นเรื่องของกิเลสมารรังควานอยู่ภายในใจทั้งนั้น จะคิดแยกออกตรงไหนที่สิ่งนี้ไม่แทรกไม่แซงไม่เจอสิ่งนี้ อยากจะพูดว่าร้อยทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์เจอแต่สิ่งเหล่านี้ มันปิดมันล้อมมันอุดมันตันอยู่ทุกแง่ทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นความคิดปรุงในแง่ใดมุมใด ในเบื้องต้นเป็นอย่างนี้ด้วยกันเพราะเรายังหาทางออกไม่ได้ หาทางสู้มันไม่ได้ เนื่องจากสติปัญญาอันเป็นฝ่ายธรรมเพื่อต่อสู้ยังไม่มีหรือมีไม่พอ ความเพียรก็ไม่ทราบว่าจะเพียรอย่างไรถึงจะถูก จิตซึ่งเป็นเหมือนกังหันก็หมุนไม่หยุดเพราะผู้บังคับให้หมุนมีอยู่ มันยากที่ตรงนี้ในขั้นเริ่มแรกฝึกอบรม
    <o:p></o:p>
    แต่อย่างไรก็ตามการกล่าวทั้งนี้ ไม่ได้กล่าวให้ผู้ฟังและผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายเกิดความท้อถอยน้อยเนื้อต่ำใจ เราพูดถึงเรื่องกลอุบายของสิ่งเป็นมารที่เกิดหรือปรากฏอยู่ภายในใจ มันปิดมันกั้นมันอุดมันตันไว้หมด ท่านจึงเรียกว่ากิเลสมาร เพื่อท่านผู้ฟังทั้งหลายได้ทราบไว้ พร้อมทั้งอุบายต่างๆ ในการต่อสู้ปราบปราม ซึ่งได้อธิบายไปพร้อมๆ กันนี้ เพื่อรู้วิธีรับวิธีรบวิธีลุกวิธีหลบวิธีปราบปรามมันอย่างคล่องแคล่วแกล้วกล้าหน้านักรบแบบมีลวดลาย<o:p></o:p>
     
  2. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    ภูมิใจทุกข์เพราะความเพียร

    ความเพียรพยายามนั่นแลเป็นทางที่จะบุกเบิกสิ่งที่เป็นข้าศึกทั้งหลายออกได้ทีละเล็กละน้อย เช่น ใจไม่เคยสงบ เมื่อพยายามหลายครั้งหลายหนต่อสู้กันไม่หยุดไม่ถอยด้วยจิตตภาวนา ก็ต้องปรากฏเป็นความสงบขึ้นมาในขณะหรือเวลาหนึ่งจนได้พอให้เห็นช่องทาง หรือพอเป็นเครื่องส่งเสริมใจให้มีกำลังขึ้นเรื่อยๆ
    <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:eek:ffice:eek:ffice" /><o:p></o:p>
    ในเบื้องต้นเราไม่ทราบจริงๆ ว่าอาการของจิตแต่ละอาการที่แสดงออกนั้น มีอะไรเป็นฉากหลังบังคับอยู่ ไม่มีทางทราบได้ จึงถือเอาความคิดความปรุงทั้งหลายเหล่านั้นว่าเป็นของจริง เป็นความเชื่อความดูดดื่มไปเสียทั้งมวล โดยไม่ได้คำนึงว่าเป็นสิ่งที่ผิดหรือถูกประการใดบ้าง เพราะใจกลมกลืนกันไปด้วยธรรมชาตินั้น จนมองหาสิ่งที่จะแทรก สิ่งที่จะแข่ง สิ่งที่จะวัดตวงสิ่งที่จะต้านทานกันไม่เจอ ต่อเมื่อได้ฝึกฝนอบรมอยู่ไม่หยุดไม่ถอย จิตใจที่ได้รับการบำรุงรักษาก็ค่อยเปิดเผยตัวออกให้เห็นเป็นความสงบบ้างเล็กน้อย และความสงบละเอียดเข้าไป เพราะเวลาจิตสงบนั้นสิ่งกวนใจทั้งหลายได้แก่ความคิดปรุงต่างๆ มันสงบตัวลง จิตก็สงบเย็นสบาย ยิ่งผู้ไม่เคยพบเคยเห็นไม่เคยปรากฏมาเลยด้วยแล้ว ก็ยิ่งเห็นเป็นความอัศจรรย์ภายในใจอย่างยิ่งในขณะที่จิตสงบนั้น ราวกับจะเหาะจะบินเพราะความตื่นเต้นเพราะความปีติมีกำลังมาก
    <o:p></o:p>
    ฉะนั้น การภาวนาขั้นเริ่มแรก ท่านจึงสอนให้มีธรรมเป็นเครื่องยึด เช่น คำบริกรรม พุทโธเป็นต้น บทใดก็ได้ตามแต่จริตชอบ ถ้าไม่มีธรรมเป็นเครื่องยึดจิตก็คว้าอะไรไม่ติด เพราะมีแต่เรื่องของกิเลสทั้งมวลอยู่ภายในใจ จึงต้องอาศัยธรรมบทใดก็ตามเป็นที่ยึดของจิตในขั้นเริ่มต้น เช่น ท่านสอนให้บริกรรมภาวนาธรรมที่ตนชอบกับจริตนิสัยเป็นเครื่องกำกับใจ มีสติคอยกำกับอยู่กับคำบริกรรมนั้นๆ ให้สืบต่อเนื่องกันเป็นลำดับๆ ไม่ให้เผลอ แต่ไม่ถึงกับต้องเกร็งเนื้อเกร็งตัวจนเกินไปซึ่งเลยความปกติ ให้มีความรู้สึกอยู่กับคำบริกรรมภาวนาเท่านั้น
    <o:p></o:p>
    ในขณะที่ทำบริกรรมภาวนา ภาระทั้งหลายที่จิตมันคิดมันซ่านแผ่รัศมีออกไปกว้างแคบด้วยความหลอกลวงต่างๆ นั้นให้ปลดเปลื้องทั้งมวลอย่ายุ่งเกี่ยว ประหนึ่งว่าโลกธาตุนี้ไม่มีอะไรเลย ในจิตให้มีเฉพาะคำบริกรรมกับความรู้ที่กลมกลืนกันอยู่เท่านั้น ไม่ต้องคาดต้องหมายถึงมรรคถึงผล จะเป็นผลของสมาธิขั้นใดภูมิใด จะเป็นความรู้แปลกประหลาดเห็นเปรตเห็นผีเห็นนรกอเวจี เห็นเทวบุตรเทวธิดาใดๆ ก็ตามไม่สนใจ คิดคาดทั้งมวล นอกจากคำบริกรรมที่กำลังทำอยู่ในเวลานั้นเท่านั้น นี่วิธีภาวนาที่จะให้จิตสงบ ต้องปล่อยอารมณ์ภายนอกให้หมด โลกธาตุเหมือนไม่มีในเวลานั้น ไม่เอนความรู้สึกนี้ไปเกี่ยวข้องกับสิ่งใด นอกจากคำบริกรรมที่กำลังทำอยู่เท่านั้น ให้รู้กันอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยด้วยเจตนา นี่แหละอุบายที่จะทำจิตให้สงบต้องสงบได้ไม่สงสัย
    <o:p></o:p>
    ผู้กำหนดลมก็ตาม สติเป็นของสำคัญมาก ใครจะภาวนาธรรมบทใดหรือวิธีการใดก็ตาม สตินี้เป็นพื้นฐานที่จะยึดเหนี่ยวจิตใจให้ติดแนบสนิทกับธรรมที่ตนพิจารณานั้นได้เป็นอย่างดี ถ้าปราศจากสติเสียเมื่อไรงานก็ขาดวรรคขาดตอน ผลก็ย่อมเป็นไปตามนั้น แล้วไม่ค่อยได้ผลเท่าที่ควรหรือไม่ได้ผล เพราะความพลั้งเผลอเข้าทำลาย เราจะเอาแต่ผลอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงเหตุ คือการกระทำว่าสืบต่อกันมากน้อยเพียงไรหรือไม่ย่อมไม่ถูก เพราะฉะนั้น นักภาวนาที่ไม่ค่อยได้ผลหรือไม่ได้ผลในการภาวนานั้น ส่วนมากมุ่งแต่ผลที่ต้องการอย่างเดียว ไม่คำนึงเหตุอันเป็นแดนเกิดแห่งผลทุกขั้นทุกภูมิ จึงไม่สมหวัง<o:p></o:p>
     
  3. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    ภูมิใจทุกข์เพราะความเพียร

    เรื่องจะรู้จะเห็นสิ่งใดนั้นไม่ต้องไปคาด นั่นเป็นเรื่องก่อกวนจิตใจให้ทำงานไม่สะดวกและไม่เห็นผลเท่าที่ตนต้องการ ให้มีความรู้อยู่กับงานที่ทำเท่านั้น ไม่มีสิ่งใดเข้ามาเกี่ยวข้องในเวลานั้น เรื่องความอยากรู้อยากเห็นไม่มีประมาณนั้นมันผลักดันขึ้นมาตลอด ต้องระวังด้วยสติอยู่เสมอ และจงทราบว่าความอยากนั้นคือตัวกิเลส ตัวฉุดลากจิตออกนอกลู่นอกทางโดยแท้ อยากคิดอยากปรุงเรื่องนั้นเรื่องนี้เกี่ยวโยงไปครอบโลกธาตุ ล้วนแล้วแต่เรื่องของกิเลสมันผลักดันความคิดออกมาวาดภาพหลอกตัวเราเองให้ตื่นเงา ตื่นมโนภาพที่มันหลอกออกมาไม่มีวันจืดจางอิ่มพอเลย นี่เป็นนิสัยหรืองานของกิเลสที่หลอกลวงสัตว์โลกเฉพาะอย่างยิ่งผู้ภาวนา มันเอาให้เขวจากหลักของภาวนาจนได้ จึงไม่เกิดผลอะไรขึ้นมาดังที่หวัง
    <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:eek:ffice:eek:ffice" /><o:p></o:p>
    เพราะฉะนั้น เราจึงควรทราบเล่ห์เหลี่ยมแง่งอนของมัน ดังที่กล่าวมาโดยย่นย่อนี้ไว้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป การภาวนาจะเป็นไปเพื่อความสงบร่มเย็น วิธีการที่กล่าวมานี้ท่านเรียกว่า สมถะ เพื่อความสงบ สมถภาวนาต้องเป็นไปตามนี้ไม่สงสัย ถ้าดำเนินดังที่ได้อธิบายมานี้จะเข้าสู่ความสงบได้ จิตจะไม่เหนือกำลังความพากเพียรของเราไปได้เลย จงเอาให้จิตได้รับความสงบเย็นด้วยอุบายดังกล่าวมาจนได้
    <o:p></o:p>
    อิริยาบถต่างๆ ซึ่งเหมาะสมกับตนในกาลใดเวลาใดก็ให้ทราบภายในตัวเองและปฏิบัติต่อตัวเองให้เหมาะ เช่น นั่งภาวนาสัปหงกงกงันก็ลงเดินจงกรมเปลี่ยนท่าทีเสียใหม่ อุบายที่จะแก้สิ่งขัดข้องต่อธรรมนั้นแลเรียกว่าธรรม หรือเรียกว่ามรรค กิเลสเกิดขึ้นจากใจ มรรคคือธรรมที่เกิดขึ้นจากใจ ผลิตขึ้นมาได้ สังขารประเภทหนึ่งเป็นสมุทัยคือเครื่องผูกมัดจิตใจ สังขารประเภทหนึ่งเป็นมรรคเป็นฝ่ายแก้สมุทัย เป็นสังขารเหมือนกันแต่แยกความหมายต่างกัน ความรู้สึกต่างกันไป ความรู้สึกของความคิดปรุงอันหนึ่งเป็นกิเลส ความรู้สึกอันหนึ่งที่คิดปรุงขึ้นมาเป็นฝ่ายแก้กิเลส เกิดขึ้นมาจากใจอันเดียวกันตามแต่จะคิดจะปรุงฝ่ายใดขึ้นมา
    <o:p></o:p>
    เบื้องต้นการจะตั้งหลักจิตใจให้มีความสงบแน่วแน่ ให้เป็นพื้นเป็นฐานหรือเป็นต้นทุน เป็นสิ่งที่ลำบากอยู่เป็นธรรมดา แต่อย่าเอาความลำบากเข้ามาเป็นอุปสรรคกีดขวางทางดำเนินของตน นั่นไม่ใช่ทาง นั่นเป็นเรื่องของกิเลสสมุทัยฝ่ายผูกมัด ความอุตส่าห์พยายามจะเอาให้ได้ให้ถึงตามที่ตนต้องการ นั่นเป็นความต้องการหรือเป็นความอยากที่เป็นฝ่ายมรรคซึ่งเป็นฝ่ายแก้ ที่จะให้ถึงจุดหมายปลายทางได้ เพราะฉะนั้น ความอยากจึงมีทั้งเป็นฝ่ายกิเลส มีทั้งเป็นฝ่ายมรรค ถ้าเป็นความอยากที่จะสั่งสมกองทุกข์ขึ้นมาด้วยอำนาจของกิเลส ความอยากประเภทนั้นเป็นกิเลสเป็นสมุทัย เช่น อยากได้เห็น ได้ฟัง ดมกลิ่น ลิ้มรส แบบโลกทั่วๆ ไป เป็นเรื่องของกิเลสสมุทัยฝ่ายผูกมัด แต่ความอยากรู้เท่าทันอยากถอดอยากถอนสิ่งเหล่านี้ออกจากใจ ความอยากนี้เป็นมรรคเป็นฝ่ายแก้ฝ่ายปราบปรามถอดถอนกิเลสสมุทัย
    <o:p></o:p>
    การพิจารณาคลี่คลายให้เห็นเหตุเห็นผลด้วยสติปัญญา เพื่อจิตจะถอดถอนตนออกมาจากความยึดมั่นถือมั่นสิ่งที่กิเลสเสกสรรปั้นยอนั้นเรียกว่ามรรค ผลิตขึ้นได้ภายในใจของเรา เพราะธรรมมีอยู่ที่ใจเกิดขึ้นได้ที่ใจสถิตอยู่ที่ใจ ไม่มีที่อื่นใดเป็นที่เกิดขึ้นของธรรม เป็นที่สถิตอยู่ของธรรม นับแต่ธรรมขั้นหยาบจนถึงขั้นสูงสุดคือวิมุตติพระนิพพาน ไม่นอกเหนือไปจากใจดวงที่รับสัมผัสสัมพันธ์ และเป็นภาชนะอันเหมาะสมแห่งธรรมขั้นนั้น ๆ ได้เลย มีจิตดวงเดียวเท่านั้นเป็นธรรมชาติที่เหมาะสมอย่างยิ่งกับธรรมทั้งหลาย<o:p></o:p>
     
  4. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    ภูมิใจทุกข์เพราะความเพียร

    ธรรมจึงเกิดได้ทั้งฝ่ายมรรคทั้งฝ่ายผลถ้าเราทำให้เกิด ถ้าไม่ทำให้เกิดจิตดวงนี้ก็เป็นภาชนะใส่มูตรใส่คูถไปดังที่เคยเป็นมา คำว่ามูตรคูถได้แก่อะไร ก็ได้แก่ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง ของต่ำช้าเลวทรามอะไรจะไปเกินกิเลสไม่มี สิ่งที่สะอาดหมดจดอัศจรรย์อย่างยิ่งเกินโลกเกินสงสารก็ไม่มีอะไรยิ่งกว่าธรรม เพราะฉะนั้น ทั้งสองประเภทนี้จึงเป็นข้าศึกขัดแย้งกันอยู่เสมอ ไม่เคยลงรอยกันเลยแต่กาลไหนมาจะตลอดไปด้วย และสิ่งทั้งสองนี้มีอะไรเป็นสถานที่อยู่เป็นสนามรบกัน ก็คือใจ ถ้าไม่มีธรรมมาขัดมาแย้งมาต้านทาน กิเลสซึ่งกำอำนาจภายในใจมานาน ก็อยู่อย่างเรืองอำนาจสนุกเพลิดเพลิน ดังคนที่ไม่เคยสนใจอรรถธรรมเลยนั้น จิตดวงนั้นก็คือคลังของกิเลสเต็มดวงนั่นแล
    <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:eek:ffice:eek:ffice" /><o:p></o:p>
    ผู้มีความสนใจในอรรถในธรรม หวังบุญหวังกุศล มีความรักใคร่ใฝ่อรรถใฝ่ธรรมใฝ่บุญใฝ่กุศลอยู่ ก็ยังพอมีการขัดการแย้งกัน ยังมีการต่อสู้กันระหว่างกิเลสกับธรรม กิเลสก็ไม่ได้อยู่อย่างสะดวกสบายเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะถูกขัดถูกแย้ง ถูกทำลายจากธรรมอยู่เสมอ ดังที่เราเป็นนักปฏิบัตินี้เรียกว่าขึ้นเวทีแล้ว เพื่อต่อกรกับกิเลส ไม่ว่ากิเลสประเภทใดจะต้องแสดงออกเต็มลวดลายของมัน เรามีเครื่องต่อสู้มากน้อยเพียงไรก็จะต้องแสดงออกอย่างเต็มลวดลายของตน ไม่เช่นนั้นก็แพ้มันจนได้ แล้วจะมีใครประสงค์อยากแพ้กิเลสเพราะการต่อสู้กัน นอกจากหวังเอาชนะถ่ายเดียว ฉะนั้นจำต้องฝึกเชิงรบให้เกรียงไกรเพื่อหวังตายเอาดาบหน้า
    <o:p></o:p>
    ในเบื้องต้นยอมแพ้ไปก่อน แต่ไม่ใช่ยอมแพ้แบบถอยหลังกรูดๆ ไปอย่างนั้น แต่ยอมแพ้เพราะยังสู้มันไม่ได้ ยอมตามเหตุการณ์ที่กำลังยังไม่พอกับมัน ด้วยความเคียดแค้นแสนอาฆาตแบบนักธรรมะ (อาฆาตชนิดนี้จัดเป็นมรรค)ส่วนกำลังทุกด้านจะต้องผลิตขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่มีถอย ให้พอกับกิเลสประเภทนั้นๆ ไปโดยลำดับ จนถึงกิเลสประเภทละเอียดสุดยอด ธรรมเครื่องลบล้างถากถางกิเลสก็ผลิตขึ้นมาเป็นธรรมสุดยอดเหมือนกัน ดังที่กล่าวไว้ว่า มหาสติ-มหาปัญญา นั่นแหละยอดเครื่องมือธรรมฝ่ายเหตุก็คือยอดธรรม ผ่านจากนั้นไปแล้วก็เป็นผลเต็มตัว
    <o:p></o:p>
    ที่กล่าวมาทั้งมวลนี้อยู่ที่ใจดวงเดียวนี้ อย่าเข้าใจว่าธรรมก็ดี กิเลสก็ดี อยู่ในสถานที่อื่นใดนอกจากใจดวงนี้ น้ำเป็นน้ำ ลมเป็นลม ไฟเป็นไฟ ดินเป็นดิน อากาศธาตุเป็นอากาศธาตุ ทุกสิ่งทุกอย่างที่นอกจากใจไปแล้วย่อมเป็นด้านวัตถุหรือนามธรรมไปตามธรรมชาติของตนๆ ไม่ใช่กิเลสไม่ใช่มรรคไม่ใช่ผลไม่ใช่สถานที่อยู่ของกิเลสและมรรคผลนิพพาน มีใจนี้เท่านั้นเป็นที่เกิดที่อยู่อันเหมาะสมของทั้งสองอย่างคือฝ่ายกิเลสและฝ่ายธรรม กิเลสทุกประเภทอยู่กับใจได้สนิท ธรรมทุกประเภทเกิดกับใจและอยู่กับใจได้อย่างสนิท เพราะฉะนั้นจึงต้องได้แก้กันที่ตรงนี้ เอาให้ดี ต่อสู้อย่างมีเล่ห์เหลี่ยมแบบร้อยเล่ห์พันนัย ไม่งั้นไม่ทันมันและปราบมันไม่อยู่ ตรงข้ามมันจะปราบเราให้อยู่หมัดบนหมอน นอนแบบขี้เกียจไม่ยอมตื่น<o:p></o:p>
     
  5. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    ภูมิใจทุกข์เพราะความเพียร

    สติปัญญาพิจารณาอย่างไรเป็นธรรม พิจารณาอย่างไรเป็นเครื่องถอดถอนก็เคยได้อธิบายให้ฟังแล้วหลายครั้งหลายหนจนนับไม่ถ้วน ขณะจะทำสมาธิภาวนาให้ตั้งหน้าตั้งตาทำเพื่อความสงบที่เรียกว่าสมถะ ถ้ามันหาความสงบไม่ได้ด้วยอารมณ์ของสมถะ จะพิจารณาทางด้านปัญญาเพื่อสกัดลัดต้อนกันอย่างรุนแรงแหลกเหลว ก็ทุ่มกันลงด้วยกำลังปัญญา ตั้งใจทำหน้าที่ปัญญากันอย่างเผ็ดร้อนจริงๆ ก็ต้องทำ ตามแต่จังหวะของการต่อสู้ที่จะให้ใช้แบบใดวิธีใดที่กิเลสจะหมอบลงไป จนเห็นความสงบเย็นหรือความสว่างกระจ่างแจ้งด้วยอำนาจของปัญญา อันเป็นผลเกิดขึ้นจากอุบายวิธีเช่นนั้น…เราก็ทำ อย่าไปเลือกกาลเลือกเวล่ำเวลา ให้สังเกตดูความเหมาะสมที่จะต่อสู้กันด้วยวิธีการใด นี้เป็นอุบายของผู้ฉลาดเพื่อแก้ความโง่ของตนออกจากใจไปได้โดยลำดับ

    จิตที่หาความสงบไม่ได้ไม่มีโลกอยู่นะ จะว่าไม่บอกไม่เตือน เพราะเราอยู่ด้วยจิตหวังพึ่งเป็นพึ่งตายกับจิตกับธรรม ไม่ได้หวังเอาความสุขจากสิ่งใด รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส วัตถุสิ่งของต่างๆ นั้นเป็นเพียงเครื่องอาศัย ท่านเรียกว่าปัจจัย เป็นเครื่องสนับสนุนให้เป็นไปในวันหนึ่งคืนหนึ่งเดือนหนึ่งปีหนึ่งเป็นระยะๆ ไปเท่านั้น ส่วนจะเอาดีเอาความวิเศษวิโสจากสิ่งเหล่านี้นั้นจริงๆ ไม่มีทางเป็นไปได้ตามใจหวัง เพราะเป็นเพียงเครื่องอาศัยเท่านั้น ไม่ใช่เป็นของจริงจังอะไรพอที่จะไว้วางใจได้ ฝากเป็นฝากตายได้กับสิ่งเหล่านั้น แต่สิ่งที่เราจะฝากเป็นฝากตายได้ตลอดไปนั้นได้แก่ธรรม จึงต้องอาศัยกุศลธรรม ได้แก่ ความฉลาด ฝึกฝนอบรม เริ่มตั้งแต่วิริยธรรมคือความพากเพียร ขันติธรรม ต้องอดต้องทนนักปฏิบัติ

    ไม่มีใครเกินพระพุทธเจ้า ขึ้นชื่อว่าความอดความทนความพากเพียร ศาสดาของเราท่านเดินอย่างไร เราพยายามเดินตามร่องรอยของท่าน อย่าให้กิเลสมายั่วมายุมาหลอกมาหลอนให้ท้อถอยน้อยใจ ในการตามเสด็จพระพุทธเจ้าด้วยความพากเพียรอันจะเกิดผลแก่ตน แล้วให้กิเลสเอาไปกินเลี้ยงกันเสีย อย่างนั้นใช้ไม่ได้ นักปฏิบัติที่เสียเล่ห์เหลี่ยมให้กิเลส น่าอับอายขายหน้าตลอดอนันตกาล ไม่มีวันกิเลสจะให้อภัย และปลดปล่อยจากที่คุมขังคือวัฏจักรนั่นเลย

    ความฉลาดพระพุทธเจ้าทรงสอนแล้วทุกแง่ทุกมุม ซึ่งเป็นผลเกิดจากพระองค์ทรงปราบกิเลสจนอยู่หมัดมาแลัวจึงได้นำมาสอนโลก ทำไมธรรมเปล่านั้นในเมื่อเรานำมาปราบกิเลส จะกลายเป็นเรื่องของกิเลสปราบเราและปราบธรรมไปเสียล่ะ มันก็ขัดกับการดำเนินเพื่อตามเสด็จพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย เพราะฉะนั้น อุบายวิธีที่จะเป็นไปเพื่อการถอดถอนกิเลส จงนำมาใช้เต็มความสามารถ ให้จิตเราได้มีความผาสุกเย็นใจเพราะมีธรรมะอารักขา สติอารักขา ปัญญาเป็นเครื่องรักษาเป็นเครื่องทำลายสิ่งที่เป็นข้าศึกต่อจิตใจ การเพียรก็เพียรเพื่อรักษาใจ เพียรเพื่อถอดถอนกิเลส อดทนก็อดทนเพื่อการต่อสู้กับกิเลสซึ่งเป็นความถูกต้องชอบธรรมด้วยกัน ไม่มีความเสียหายอะไร
     
  6. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    ภูมิใจทุกข์เพราะความเพียร

    ทุกข์เราก็เคยทุกข์มาแล้วตั้งแต่วันเกิดจนถึงบัดนี้ ทำไมเวลาทุกข์เพราะการประกอบความเพียร เราจะถือว่าเป็นการกระเทือนกายกระเทือนใจ และเกิดความท้อถอย นั่นไม่ถูก ทุกข์อย่างอื่นเรายังยอมรับได้ ทุกข์เพราะความเพียรอันเป็นประโยคพยายามที่ยอดเยี่ยม และเป็นยอดแห่งการต่อสู้ ทำไมเราจะไม่ยอมรับ ทำไมจะเห็นว่าเป็นทุกข์แปลกประหลาด และเป็นพิษภัยยิ่งกว่าทุกข์ทั้งหลายที่เคยได้รับสัมผัสสัมพันธ์มา ความทุกข์เพราะความเพียรนี่แล ที่จะเป็นเครื่องหนุนให้เกิดความสงบสุขเย็นใจ จนกระทั่งถึงความสุขสุดยอด ไม่พ้นจากความทุกข์อันนี้เป็นเครื่องสนับสนุนไปได้เลย

    ความทุกข์อย่างอื่นจะหวังเอาความดิบความดีกับมันไม่ได้ แต่ความทุกข์เพราะการพยายามต่อสู้กับกิเลสประเภทต่างๆ นี้ เป็นความทุกข์ที่จะยังผลอันเป็นที่พึงใจให้เกิดขึ้นแก่จิตใจของเราโดยลำดับ จนเป็นที่พึงใจอย่างเต็มที่ได้ จึงควรภูมิใจกับทุกข์ประเภทนี้ แม้ทุกข์ก็ยอมรับว่าทุกข์ไปตามเหตุการณ์ ผู้ปฏิบัติเพื่อจะก้าวให้พ้นจากทุกข์ต้องผ่านทุกข์ในการต่อสู้ไปด้วยกัน ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบกัน เพราะธรรมไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ นอกจากกิเลสอย่างเดียวที่คอยเอาเปรียบเราอยู่เสมอ เผลอไม่ได้ต้องเสียเปรียบให้มัน

    โลกสมมุตินี้ไม่มีสิ่งใดที่จะน่าสงสัยแล้ว การเกิดก็เคยเกิดมานาน อยู่กับโลกอันนี้มานาน ทุกข์ก็เคยทุกข์มานาน สิ่งที่เราเคยสัมผัสสัมพันธ์นี้เราเคยสัมผัสสัมพันธ์มามากต่อมากแล้ว มีอะไรเป็นสารคุณพอให้เป็นที่ระลึกเป็นที่วางจิตวางใจ มอบชีวิตจิตใจได้ด้วยความตายใจ ไม่เห็นมีพอจะให้ได้รับความสุขแบบตายใจได้เลย นอกจากทุกข์มีมาก สุขมีน้อยประจำความสัมผัสและภพชาตินั้นๆ เป็นเจ้าเรือน มีธรรมเท่านั้นจะนำสัตว์ออกนอกทุกข์ นอกสมมุติ ถึงวิมุตติหลุดพ้นอย่างภาคภูมิใจและตายใจได้ไม่สงสัยถ้าปฏิบัติตาม

    พระพุทธเจ้าก็เคยผ่านโลกมาเช่นเดียวกับพวกเรา ผ่านวัฏวน วนเวียนเกิดตายแบกหามกองทุกข์มากน้อยมาด้วยกันกับสัตว์โลก พระองค์ไม่เคยประกาศพระองค์ว่าเป็นผู้วิเศษ และไม่ปรากฏว่าพระองค์วิเศษเพราะทุกข์หนักเบาขนาดใด เพราะภพใดชาติใดในการท่องเที่ยว แต่พอจิตหลุดพ้นจากกิเลสอันเป็นสาเหตุให้เกิดแก่เจ็บตายเสียได้เท่านั้น พระองค์ก็ทรงเปล่งอุทานขึ้นมาทันทีว่า วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ, กตํ กรณียํ เสร็จแล้วกิจการงานที่หนักหน่วงทั้งหลายซึ่งเป็นงานใหญ่โตมากในไตรภพ ได้แก่การต่อสู้กับกิเลสทุกประเภท งานชั้นยอดเยี่ยมงานใหญ่โตคืองานปราบไตรภพภายในใจได้จบสิ้นลงแล้ว เพราะกิเลสตายเรียบ ไม่มีกิเลสตัวใดเหลืออยู่แล้ว กตํ กรณียํ กิจที่ควรได้ทำเสร็จแล้ว ที่ควรจะทำให้ยิ่งกว่านี้ไปอีกไม่มีแล้ว นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว บัดนี้ความเกิดความตายซ้ำๆ ซากๆ วกเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่ไม่หยุดไม่ถอย จนหาที่สิ้นสุดยุติไม่ได้นั้นได้สิ้นสุดลงแล้วในขณะที่กิเลสสิ้นไปจากใจ อคฺโคหมสฺมิ โลกสฺส เราเป็นผู้ประเสริฐเหนือโลกแล้วบัดนี้ นี่พระองค์ประเสริฐตอนที่กิเลสหลุดลอยออกไปจากใจ หลังจากปราบกิเลสให้เรียบราบไปหมดแล้ว จึงได้ทรงอุทานขึ้นมาว่าวิเศษ แต่ก่อนไม่เห็นพระองค์ประกาศว่าพระองค์วิเศษ

    เราทั้งหลายก็ได้เคยสัมผัสสัมพันธ์ คลุกเคล้ากับเรื่องดังกล่าวมามากมายอยู่แล้ว ไม่อาจสงสัยจนไม่มีใครจะนำมาแข่งใครได้ ในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดที่เต็มไปด้วยกองทุกข์นั้นๆ แล้วยังจะสงสัยอะไรกันอยู่อีกไม่เลิกแล้วสักที ถ้าไม่ใช่ถูกกิเลสกล่อมเสียจนหลับสนิท ด้วยบทเพลงอันนุ่มนวลชวนให้เคลิบเคลิ้มและหลับสนิท ว่าสิ่งนั้นดี อันนี้วิเศษ สิ่งนั้นหยดย้อยไปต่างๆ นานาเรื่อยมา มีแต่กิเลสมันพาเห่อ พาเห่อเสียจนลืมเนื้อลืมตัวลืมตาย ตายไปแล้วยังตั้งความหวังว่าจะได้รับความสุขความสบายในที่นั้นๆ อีก ทั้งๆ ที่หัวใจร้อนเหมือนฟืนเหมือนไฟหาสิ่งพึงใจไม่มีในนั้นเลย แล้วจะเอาอะไรมาเป็นความสุขในภพนี้ภพหน้า
     
  7. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    ภูมิใจทุกข์เพราะความเพียร

    ถ้าใจดวงเป็นตัวเหตุตัวการตัวแกนอันสำคัญนี้หาความสุขไม่ได้ มีแต่ฟืนแต่ไฟอยู่แล้ว เราจะไปเอาความสุขมาจากอะไร จะเอาความสุขมาจากดินมันก็เป็นดิน มันเป็นความสุขที่ไหน จากน้ำก็เป็นน้ำ จากลมเป็นลม จากไฟเป็นไฟ จากวัตถุหรือแร่ธาตุต่างๆ ตลอดดินฟ้าอากาศ มันก็เป็นธรรมธาตุ ธรรมฐิติของมันอยู่อย่างนั้นๆ มาดั้งเดิม จะเอาความสุขความเจริญอะไรมาให้เราได้ชื่นชมบ้างพอหวานใจ


    ฉะนั้น ความถูกต้องเพื่อสมหวังจึงต้องแก้ลงที่จิตอันเต็มไปด้วยยาพิษ ที่เผาผลาญใจให้หมดไปโดยลำดับ จนหมดไปโดยสิ้นเชิงภายในใจแล้วนั้นแล จะไม่ต้องถามหาความสุข สถานที่ใด กาลใด เวลาใดไม่ถาม ภพใดชาติใดภพหน้าชาติหลังอะไรไม่ถามต่อไปให้เพิ่มความรำคาญ หมดปัญหาที่จะถามเพราะพอตัวแล้วทุกอย่าง ภายในจิตไม่มีความหิวโหยโวยวายแล้ว จะไปถามหาอะไร จะไปสงสัยอะไรว่าอันนั้นน่าจะดีอันนี้น่าจะดี เพราะมีเต็มหัวใจแล้วในบรรดาความดีความสุขอันพึงใจ พอกับความต้องการ ไม่บกพร่องที่จะต้องการต่อไปอีกแล้ว นั่นแหละคือความพอของจิตของธรรม พออยู่ที่จิตอิ่มตัวอิ่มธรรมนั่นแล


    ขอแต่กิเลสตัวหิวโหยโวยวาย กระเด็นออกไปจากใจเสียอย่างเดียวเท่านั้น ความหิวโหยยุ่งกวนจะไม่มีเลย อยู่ไหนอยู่ได้ ตายไหนตายได้ เพราะความสลายของธาตุขันธ์ที่เคยสลายมาแล้วตั้งแต่เรายังมืดมนอนธการ มันก็เคยสลายเคยตายมาแล้ว เราก็รู้แจ้งเห็นจริงประจักษ์ใจแล้วว่ามันเป็นเพียงธาตุขันธ์ เช่น ธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟผสมกัน มีจิตตัวหลงเข้าไปสอดแทรกเป็นตัวการให้ก่อกำเนิดเกิดขึ้นมา แล้วก็แบกหามสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นตนเป็นของตน เป็นเราเป็นของเราของเขาอย่างไม่ละอาย เพราะกิเลสมันพาให้หน้าด้านเท่านั้น เราจึงไม่รู้ว่าจะทนอายหรือไม่ทนอายอย่างไรดี เพราะความยอมจำนนต่อมันโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยงนั่นแล พาให้ทนอายเอา อะไรๆ ก็จำทนเอา


    เมื่อสติปัญญาทำได้เพียงพอและทำลายสิ่งเหล่านี้ลงแล้ว เราจึงได้เห็นความลามกของมัน ความหยาบช้าความร้อยเล่ห์พันเหลี่ยมร้อยสันพันคมของมันประจักษ์ใจไม่ต้องถามใครแม้ศาสดายังทรงพระชนม์อยู่ ทีนี้แม้จะยกเอาสามโลกธาตุมาเปรียบเทียบมาเป็นคู่แข่งกับจิตดวงที่บริสุทธิ์ล้วนๆ นี้ สิ่งเหล่านั้นก็สักแต่ว่าแร่ธาตุสมมุติอันหนึ่งๆ เท่านั้น หาเป็นวิมุตติดังจิตและธรรมที่บริสุทธิ์นั้นไม่ เพราะสิ่งเหล่านั้นมันเป็นโลกที่เราเคยเกิดเคยตาย เคยทุกข์ทรมานมามากต่อมากนานแสนนานมาแล้ว จะมีสงสัยอะไรอยู่อีกเล่า ฉะนั้นระหว่างแห่งรสของธรรมกับรสของโลกามิสในโลกสมมุติ จึงมีคุณค่าและน้ำหนักต่างกันอยู่มาก จนเทียบกันไม่ได้ดังธรรมท่านกล่าวไว้นั่นแล จะมีผิดพลาดที่ตรงไหนในธรรมที่ว่า รสแห่งธรรมชำนะซึ่งรสทั้งปวงน่ะ ฉะนั้นจงฟังให้ถึงใจปฏิบัติให้ถึงธรรม คำว่ารสแห่งธรรมนั้นใจจะเป็นผู้สัมผัสรับทราบเอง ไม่มีสิ่งใดในโลกจะมาสัมผัสแทนได้
     
  8. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    ภูมิใจทุกข์เพราะความเพียร

    นี่ละศาสนธรรมของพระพุทธเจ้า สอนลงถึงเหตุถึงผลถึงความสัตย์ความจริงไม่มีปลอมแม้แต่นิดหนึ่ง คำว่าปลอมให้พึงทราบว่าเป็นกิเลสทั้งมวล เพราะกิเลสมีแต่ปลอมล้วนๆ หาความจริงไม่ได้ ปลอมตลอดมาและเป็นคู่แข่งกับความจริงคือธรรมเรื่อยมา ไม่มีคำว่าเป็นมิตร เพราะฉะนั้นเรื่องของกิเลสจึงปลอมมาเรื่อยๆ ปลอมมาแต่ลูกแต่หลานแต่เหลนแต่ปู่ย่าตายายของมัน ปลอมมาหมด อาการใดแสดงออกมาต้องขัดกับธรรมทั้งนั้น การแก้กิเลสจึงต้องแก้ของปลอม เมื่อแก้ของปลอมออกได้มากน้อยก็เริ่มเห็นของจริงขึ้นมาที่ใจมากน้อยตามลำดับ จนกระทั่งจริงเต็มส่วน



    เมื่อจิตถึงธรรมของจริงเต็มส่วนเพราะกิเลสตัวปลุกเสกเก่งๆ สิ้นไปแล้ว สิ่งภายนอกก็จริง ดิน น้ำ ลม ไฟ ฟ้าอากาศ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าวัตถุไม่ว่านามธรรม เป็นของจริงตามธรรมชาติของตน เมื่อกิเลสไม่มีมาหลอกว่านั้นเป็นอย่างนั้น ว่านี้เป็นอย่างนี้เสียอย่างเดียว ใจที่รู้รอบขอบชิดแล้วใจก็จริงเต็มส่วน เมื่อต่างอันต่างจริงแล้วก็ไม่กระทบกระเทือนกัน ถึงจะร้อนจะหนาวจะหิวจะกระหายก็เป็นธรรมดาของธาตุของขันธ์ ใจจะรับทราบและรับผิดชอบกันอยู่เพียงเท่านั้น ที่จะให้ความหิวความกระหายความทุกข์ความลำบากทางกาย แทรกเข้าสู่ภายในให้ใจเกิดทุกขเวทนาขึ้นมานั้นไม่มี เป็นอันว่าเวทนาทั้งสามขาดสะบั้นไปจากใจ นับแต่ขณะกิเลสแตกกระจายออกจากใจ


    เพราะฉะนั้น พระอรหันต์จึงไม่มีเวทนาภายในจิต นับแต่ขณะบรรลุอรหัตผลจนกระทั่งวันนิพพาน ตลอดอนันตกาล เพราะสุขเวทนา ทุกขเวทนา อุเปกขาเวทนา เหล่านี้เป็นสมมุติทั้งมวล จิตวิมุตติกับสิ่งสมมุติจึงเข้ากันไม่ได้ ต่างอันต่างจริงไปตามธรรมชาติของตน คำที่ว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ นั้นเป็นสุขตามหลักธรรมชาติของความบริสุทธิ์ต่างหาก ไม่ใช่สุขเวทนา เพราะฉะนั้นจึงไม่มีคำว่า อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เข้าไปแทรกจิตที่บริสุทธิ์แล้วได้เลยตลอดไป ฉะนั้น พระอรหันต์ท่านจึงจะมีอิสระทางใจอย่างเต็มตัว ไม่กลัวไม่กล้ากับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องสัมผัส เพียงรับทราบแล้วก็ผ่านไปๆ ตามหลักธรรมชาติไม่บังคับเสกสรร



    ทั้งนี้เหตุ คือ ความอุตส่าห์พยายามเป็นสำคัญ ทุกข์ พระพุทธเจ้าก็ทรงเป็นพยานมาแล้ว ทรงเดินไปท่ามกลางกองทุกข์ก่อนพวกเราให้เห็นประจักษ์อยู่แล้ว พระองค์ทรงสลบสามหนฟังดูซิ ไปอ่านคัมภีร์กี่ครั้งๆ ก็ว่าทรงสลบสามหนอยู่นั่นแล จะไม่เจอคำว่าพระองค์ล้างมือคอยเปิบ การดำเนินและคำสั่งสอนของพระองค์ที่ประทานไว้แก่พวกเรา เป็นธรรมสดๆ ร้อนๆ เหมือนว่าเดี๋ยวนี้ๆ จะไม่ชัดแจ้งยังไง พระสาวกทั้งหลายก็ทุกข์ลำบากเช่นเดียวกัน เพราะไม่ใช่มีเพียงสกุลหนึ่งสกุลเดียว มีหลายสกุล มีหลายชาติชั้นวรรณะ ที่สละความสุขทางโลกออกมาเพื่ออรรถเพื่อธรรม ท่านไม่เห็นแก่ความยากลำบาก


    แม้จะเคยอยู่ในสกุลที่ละเอียดอ่อนเช่นสกุลกษัตริย์มาแล้ว แต่เวลาเสด็จออกมาบวชในพระพุทธศาสนา ท่านปฏิบัติตนแบบลูกศิษย์มีครู ตามรอยพระบาทของพระพุทธเจ้า ย่อมเป็นทุกข์ด้วยกัน ท่านยอมรับ ไม่ได้คำนึง ไม่ได้คิดถึงไม่วุ่นวายกับสมบัติเงินทองที่มีมากน้อยในสกุล สกุลสูงสกุลต่ำสกุลใดเหมือนกัน ท่านยอมรับตามหลักธรรม ท่านจึงเพียรจึงอดทนจึงต้องมีความทุกข์ความลำบากพอๆ กัน การแสวงหาธรรมวิเศษ ถ้าจะไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งภายนอกตามสมมุตินิยมซึ่งมีคุณค่าต่ำกว่าธรรมอยู่แล้ว จะหาความวิเศษเหนือสิ่งเหล่านั้นไปไม่ได้ ต้องเป็นผู้ปฏิบัติด้วยความไม่เกาะเกี่ยวข้องแวะกับสิ่งใดนอกจากธรรม ตั้งหน้าบึกบึนฝืนกระแสของโลกที่มีอยู่ภายในใจของตนตลอดเวลาและอิริยาบถไม่ลดละท้อถอย ใจจึงจะมีกำลังผ่านไปได้
     
  9. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    ภูมิใจทุกข์เพราะความเพียร

    การประพฤติปฏิบัติ เมื่อใจมีกำลังมีศรัทธาความเชื่อมั่นในมรรคในผลแล้ว ความเพียรก็มีมาตามๆ กัน ความอดความทนก็พออดพอทนได้คนเรา มันขึ้นอยู่กับใจดวงเดียวนี้เป็นสำคัญ ถ้าใจท้อถอยอ่อนแอเสียอย่างเดียว อยู่ที่ไหนก็อยู่ไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่สำเร็จเพราะทนไม่ได้ คอยแต่จะตาย อ่อนเปียกไปหมด กระทั่งกระดูกที่เป็นอวัยวะแข็งๆ ภายในร่างกาย ถ้ากำลังใจมี กำลังศรัทธามี มันพออดพอทน ทำไมจะอดทนไม่ได้ โลกเขาทำการทำงานเช่นเดียวกับเราเขาก็ทุกข์เหมือนกัน เขายังทนได้ เราทำความพากเพียรเพื่อถอดถอนกิเลส ซึ่งเป็นเสี้ยนเป็นหนามเป็นหอกเป็นหลาวทิ่มแทงอยู่ภายในใจให้หมดสิ้นไปซึ่งเป็นงานอันหนึ่ง ทำไมจะไม่ยอมรับทุกข์ประเภทที่จะให้ถึงธรรมอันวิเศษ เราต้องยอมรับถ้าเชื่อธรรม ไม่เชื่อกิเลส


    นักปฏิบัติต้องมีความเข้มแข็งและมีความจริงจังต่อทุกสิ่งทุกอย่าง ด้วยความมีสติจดจ่อต่อเนื่องกัน มีเจตนาประจำงานของตนไม่เหลาะแหละ ความเหลาะแหละไม่ใช่นิสัยของผู้จะครองธรรมสมบัติได้ จะกลายเป็นเรื่องกิเลสตัววิบัติไปหมด กิเลสมันจะพาให้เป็นสมบัติได้ยังไง คำว่าสมบัติก็แปลว่าถึงพร้อมหรือสมบูรณ์ในสิ่งพึงหวัง กิเลสมันเป็นที่พึงหวังเมื่อไร และจะเป็นสมบัติอันพึงใจได้ยังไง นอกจากมันเป็นข้าศึกและพาให้วิบัติไปโดยลำดับเท่านั้น


    อย่าลืมคำว่าสติ ผมเห็นคุณค่าของสติมาก ปัญญา สติเป็นสำคัญ เพียรอยู่เสมอ ผู้มีสติอยู่กับตัวชื่อว่าผู้มีความเพียร ยืน เดิน นั่ง นอน ขบฉัน ทำหน้าที่การงานต่างๆ อย่างน้อยให้มีสัมปชัญญะรู้สึกตัว ถ้าไม่มีสติจดจ่ออยู่กับคำภาวนาก็ให้มีความรู้สึกตัวอยู่ภายในตัวเสมอไม่ผิด เวลาจะนำเข้าสู่การสู่งานจริงๆ ย่อมง่าย เหมือนกับสัตว์ที่รักษาเลี้ยงดูมันอยู่ จะไล่ต้อนเข้าคอกเมื่อไรก็ได้ ไม่เหมือนที่ปล่อยไปตามยถากรรมกว่าจะตระเวนหาพบตัวก็ถูกเขานำขึ้นเขียงแล้ว จิตที่ระมัดระวังรักษาอยู่โดยสม่ำเสมอ เวลาจะให้เข้าสู่ความสงบในองค์ภาวนาก็ได้ตามความต้องการ ไม่ดื้อดึงเหมือนที่ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม


    การระมัดระวังสติก็ต้องฝืน ฝืนกิเลสนั่นแหละ เพราะกิเลสเป็นผู้ทำลายสติ เป็นผู้ทำลายปัญญา เป็นผู้ทำลายธรรมะทุกขั้น กิเลสจะต้องกีดต้องขวางต้องทำลายเสมอ เพราะฉะนั้น การประกอบความเพียรทุกท่าจึงเป็นการฝืนกิเลสการต่อสู้กิเลสไปในตัว ถ้าไม่ฝืนก็เท่ากับยอมตามกิเลส ยอมจำนนกิเลส ก็หาทางออกทางพ้นจากกิเลสไม่ได้ ต้องมัดกิเลสเข้าไปตามวิธีดังกล่าวนี่ จึงเรียกว่านักรบด้วยสติปัญญา สติปัญญาต้องให้แหลมคมยิ่งกว่ากิเลสจึงจะปราบกิเลสได้ ถ้ากิเลสยังแหลมคมกว่าก็ไม่มีทางเอาชนะและหลุดพ้นจากอำนาจของมันไปได้ จึงต้องบำรุงสติปัญญาอยู่เสมอไม่ลดละ
     
  10. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    ภูมิใจทุกข์เพราะความเพียร

    นักบวชเรานับว่าสะดวกมากในการประกอบสมณกิจสมณธรรม เพื่อความสงบเย็นใจ เราทำได้สะดวกทุกเวลาเพราะไม่มีงานอื่นๆ มายุ่งกวนเหมือนทางโลก มีศรัทธาญาติโยมมากมายที่คอยสนับสนุนด้วยปัจจัยสี่ และคอยอนุโมทนากับท่านผู้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ ไม่ตายไม่อด นอกจากเราจะอดเพื่อฆ่ากิเลส ที่จะอดตายเพราะไม่มีผู้มาทำบุญให้ทานนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะคนบุญยังมีอยู่มาก ในเมืองไทยเราเป็นเมืองพุทธด้วย คอยสนับสนุนและอนุโมทนาอยู่เสมอ อยากได้บุญได้กุศลด้วย เราผู้จะเสาะแสวงหาบุญเพื่อตนและเพื่อผู้อื่นในอันดับต่อไปนั้น ต้องตั้งหน้าตั้งตาประพฤติปฏิบัติอย่าลดละท้อถอย เพื่อให้เห็นสมบัติอันพึงใจเกิดขึ้นที่ใจ


    ใจเป็นมหาสมบัติ ธรรมสมบัติอยู่ที่ใจ มหาสมบัติทั้งมวลอยู่ที่ใจ ลงใจกับธรรมได้กลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว นั้นแหละคือมหาสมบัติ เวลานี้มีแต่กิเลสมันพันหัวใจ จึงต้องได้แก้ได้ถอนฟัดเหวี่ยงกันอยู่ตลอดเวลา จะยากลำบากก็ทนเอา จึงจะสมนามศิษย์มีครูคือศาสดาองค์เอกเป็นครูสอน


    อะไรจะฝึกฝนอบรมยาก ยิ่งกว่าฝึกฝนอบรมพระให้เป็นพระอย่างสมบูรณ์แบบให้เป็นคนอย่างสมบูรณ์แบบไม่มี และไม่มีการฝึกอะไรยากยิ่งกว่าฝึกคนให้ดีสมภูมิของคน คำว่าคนก็ต้องหมายเอาตัวของเราเป็นอันดับแรก และการสอนก็ไม่มีอะไรสอนยากยิ่งกว่าสอนคน นี่ก็หมายถึงเราเป็นคนแรก เราสอนเรานั่นแหละคือสอนคน เราฝึกเรานั่นแลคือฝึกคน จึงต้องยากทุกระยะๆ ไม่มีอะไรที่จะยากยิ่งกว่าการฝึกคน การทรมานคน การทำคนให้เป็นคนดีจนถึงขั้นวิเศษวิโส หมายเอาตัวของเราเป็นคนๆ หนึ่ง คนอื่นนั้นไม่มีปัญหายุ่งยากยิ่งกว่าเราฝึกเราให้เป็นคนอย่างเต็มภูมิ เมื่อคนนี้สมบูรณ์แล้วเรื่องประโยชน์ทางโลกนั้นแยกกันไม่ออก เพราะโลกกับธรรมอาศัยกันอยู่ ชาวบ้านกับชาววัดก็แยกกันไม่ออก ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน มันหากเป็นไปเอง ดังพระพุทธเจ้า พระสาวก ตลอดครูอาจารย์ทั้งหลายเป็นตัวอย่างในการทำประโยชน์แก่โลก เพราะโลกกับธรรมเป็นสิ่งเกี่ยงโยงกันแต่ไหนแต่ไรมาแยกกันไม่ออก
     
  11. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    ภูมิใจทุกข์เพราะความเพียร

    พระพุทธเจ้าเมื่อตรัสรู้แล้วเรื่องประโยชน์ของโลกก็ตามมาเอง ในขณะที่ทรงบำเพ็ญไม่สนพระทัยกับผู้หนึ่งผู้ใดเลย มีแต่ตั้งหน้าประพฤติปฏิบัติกำจัดสิ่งที่มืดมนอนธการอยู่ภายในจิต ซึ่งไม่มีอะไรที่จะมืดยิ่งกว่ากิเลสครอบหัวใจ สิ่งที่มีอยู่มันก็ไม่เห็นก็ไม่รู้ เพราะกิเลสไม่ให้เห็นกิเลสไม่ให้รู้ กิเลสไม่ให้เชื่อ กิเลสไม่ให้ทำ นี่แหละมันจึงลำบาก กิเลสเป็นผู้คัดผู้ค้านผู้ขัดผู้ขวางอยู่ในหัวใจนี้แหละ จึงรู้ไม่ได้เห็นไม่ได้ในสิ่งที่มี ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้แล้วทุกแง่ทุกมุม บาปก็ไม่ทราบว่าเป็นยังไง บุญก็ไม่ทราบว่าเป็นยังไง นรกไม่ทราบว่าเป็นยังไง สวรรค์ไม่ทราบว่าเป็นยังไง พรหมโลกไม่ทราบเป็นยังไง นิพพานไม่ทราบเป็นยังไง ทั้งๆ ที่ใจนี้แหละจะเป็นผู้รู้ แต่มันรู้ไม่ได้ในขณะที่ถูกกิเลสปิดไว้อย่างมิดตัว


    การประพฤติปฏิบัติด้วยความพากเพียร เป็นการเปิดการเพิกถอนสิ่งที่หุ้มห่อให้มืดมิดปิดตาภายในใจนี้ออกไปเป็นลำดับ ให้ได้เห็นสิ่งที่มีอยู่ทั้งหลายดังกล่าวแล้วตามเป็นจริง ความสงบก็ให้เห็น สมาธิก็จะได้รู้ได้เห็นขึ้นที่ใจ เมื่อความวุ่นวายอันเป็นตัวกิเลสจางลงไปๆ ปัญญาความสอดส่องก็มีทางออกและก้าวเดินได้ เพราะกิเลสไม่กีดขวางปิดกั้นไว้เต็มที่เหมือนแต่ก่อนที่ยังไม่ได้ปฏิบัติ ปัญญาก็พอจะก้าวเดินได้หรือก้าวเดินได้ และก้าวเดินได้อย่างเต็มภูมิเมื่อจิตมีความสงบพอเป็นบาทเป็นฐานแล้ว ฉะนั้น คำว่าสมาธิคือความสงบใจจึงเป็นธรรมจำเป็น ที่จะหนุนปัญญาให้ก้าวเดินได้อย่างสะดวกคล่องตัว ทั้งขั้นเริ่มแรกและขั้นต่อไปของปัญญา ผู้ปฏิบัติจึงไม่ควรมองข้ามสมาธิ อันเป็นธรรมสั่งสมกำลังเพื่อปัญญาทุกขั้นไป จนถึงความบริสุทธิ์หลุดพ้นโดยชอบธรรม ดังท่านกล่าวไว้ในอนุศาสน์ตอนปลายว่า ปัญญาที่ได้รับการหนุนจากสมาธิแล้วย่อมหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงโดยชอบดังนี้



    เมื่อปัญญาได้เริ่มไหวตัวออกพิจารณาแล้ว ความรู้ความเห็นความเป็นต่างๆ ที่ไม่เคยปรากฏขึ้นภายในใจ ย่อมปรากฏขึ้นเรื่อยๆ อุบายวิธีการต่างๆ ปรากฏขึ้นเรื่อยๆ ความจริงที่เคยมีอยู่ที่ไหนๆ มาดั้งเดิมแต่เราไม่รู้ไม่เห็น ก็กลับให้รู้ให้เห็นขึ้นมาชัดขึ้นมาภายในใจ สุดท้ายใจก็เปิดตัวเองขึ้นมาอย่างเต็มที่เพราะไม่มีอะไรปิด เนื่องจากกิเลสสลายตัวลงไปหมดแล้ว เหลือแต่ความรู้อันเป็นธรรมล้วนๆ ทำไมจะมองไม่เห็นสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง
     
  12. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    ภูมิใจทุกข์เพราะความเพียร

    โลกวิทู รู้แจ้งโลกก็รู้แจ้งที่ใจนี้ก่อนซิ เมื่อรู้แจ้งที่ใจแล้วสิ่งต่างๆ ก็รู้แจ้งไปเอง ปิดใจนี้ปิดไม่อยู่ มีแต่กิเลสเท่านั้นแหละปิดใจ พอกิเลสสิ้นซากลงไปแล้ว อะไรจะปิดใจไม่อยู่เลย จะรู้อย่างประจักษ์ เรารู้ประจักษ์เพียงคนเดียวเท่านั้นสามารถพูดได้อย่างเต็มปาก เพราะพูดด้วยความรู้จริงเห็นจริงในสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่กับตนและเกี่ยวโยงกันทั่วไตรภพ ไม่ได้พูดด้วยความด้นเดาเกาหมัด คำว่าโลกวิทู รู้แจ้งโลกอันเป็นคุณสมบัติของสาวก ก็คือรู้แจ้งในธาตุขันธ์และจิตใจของตนนี้ก่อนอื่น จากนั้นก็กระจายออกไปสู่โลกและธาตุขันธ์ภายนอกไม่มีประมาณ และประมวลมาเป็นความจริงอย่างเดียวกัน


    เราทราบแล้วว่าพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น สามารถเป็นศาสดาสอนโลกทั้งสามได้ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ ฟังซิ..ธรรมบทย่อท่านแสดงไว้ ไม่เพียงแต่เป็นครูของมนุษย์เท่านั้น ยังเป็นครูของอินทร์พรหมเทวดาทั้งหลายอีกด้วย นั่นแหละความรู้จริงสามารถพูดได้สอนได้ไม่มีอัดมีอั้น นำออกมาพูดได้ทั้งนั้นเพราะออกมาจากความรู้จริงเห็นจริง ไม่งกๆงันๆ ไม่ลูบไม่คลำ นี่เราพยายามสอนเราเพียงคนเดียว ทั้งที่มีเครื่องมือหรือแนวทางคือโอวาทของพระพุทธเจ้า ตลอดอุบายต่างๆ ทรงสอนไว้หมดแล้วก็ยังเป็นไปไม่ได้ แล้วจะหวังเอาผลเอาประโยชน์จากอะไร


    ตายเกิดตายทุกข์ตายยากตายลำบากวกเวียนกันอยู่ไม่หยุดไม่ถอย มันได้ผลประโยชน์อะไร ได้ความวิเศษวิโสที่ตรงไหน ภพใดภพนั้นกับภพนี้มันต่างกันตรงไหน ก็คือภพแห่งความเกิดความตายความทุกข์ความทรมานเหมือนกัน ถ้าจะเอาความวิเศษวิโสจากการเกิดการตายนี้ได้จริง โลกวิเศษวิโสกันไปหมดแล้วในโลกธาตุนี้ไม่มีใครยิ่งหย่อนกว่ากัน ความหลุดพ้นจากสิ่งเหล่านี้เพราะทำลายเชื้อมันหมดแล้วเท่านั้น เป็นความประเสริฐเป็นผู้ประเสริฐ หมดกังวลกันเพราะกิเลสขาดสะบั้นลงไปแล้ว นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว บัดนี้ความเกิดความตายซ้ำๆ ซากๆ ดังที่เคยเป็นมาของเราไม่มีแล้ว หมดแล้ว



    นี่แหละการปฏิบัติ ถ้าลงได้จริงจังกับธรรมปฏิบัติแล้ว ผลจะต้องปรากฏขึ้นไปตั้งแต่ขั้นของความสงบเย็นใจ ปัญญาก็จะก้าวออกเรื่อยๆ สิ่งที่ไม่เคยรู้ก็จะรู้ขึ้นมาภายในจิตใจ สิ่งที่ไม่เคยละได้ก็ละได้เป็นลำดับ กิเลสประเภทต่างๆ ขาดหลุดลอยไปและขาดที่หัวใจอย่าเข้าใจว่าขาดที่ไหนนะ เมื่อรู้แจ้งชัดเจนแล้วกิเลสก็ขาดไปๆ เป็นลำดับลำดา ไม่ใช่ขาดไปทีเดียวเรียบวุธไปเลยนะ นอกจาก ขิปปาภิญญา ที่บรรลุธรรมได้อย่างรวดเร็วเท่านั้น จำพวก เนยยะ ซึ่งต้องฝึกทรมานตนด้วยวิธีการต่างๆ กิเลสต้องขาดไปโดยลำดับลำดาตั้งแต่ขั้นหยาบ ขั้นกลาง ขั้นละเอียด ค่อยขาดไปๆ บทสุดท้ายที่อวิชชาขาดจากใจนั้นจึงเป็นขาดสะบั้น จุดนั้นขาดสะบั้นเหมือนกันหมด พอถึงจุดนั้นแล้วก็เหมือนกับถอนรากแก้วพรวดขึ้นมาพรวดเดียวเท่านั้นก็หมด
     
  13. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    ภูมิใจทุกข์เพราะความเพียร

    นั่นแหละการถอนรากแก้วของอวิชชาพรวดขึ้นจากใจหนเดียวเท่านั้น ไม่ต้องได้ถอนอีกแล้วที่นี่ นี้เป็น อกุปปธรรมขั้นสุดยอด อกุปปธรรมขั้นโสดาฯ นั้นเป็นขั้นหนึ่ง ขั้นสกิทาคาฯ เป็นขั้นหนึ่ง ขั้นพระอนาคาฯ เป็นขั้นหนึ่ง ขั้นอรหัตอรหันต์เป็นขั้นหนึ่ง คำว่าโสดาฯ เป็นอกุปปธรรมหมายความว่า ไม่เสื่อมจากขั้นโสดาฯ นี้ลงไปอีกแล้ว แต่ยังมีความเจริญความเสื่อมในขั้นที่ตนกำลังก้าวกำลังปีนขึ้นไปอยู่ยังไม่ได้ที่ยึดที่เกาะอย่างเต็มที่ ปีนขึ้นตกลงๆ อันนั้นยังมีการกำเริบ ส่วนขั้นภูมิที่ได้แล้วนั้นเป็นอกุปปธรรมไม่กำเริบ คือหมายความว่าไม่เป็นอื่น พอก้าวขึ้นอีกพักหนึ่งเป็นที่แน่ใจแล้ว นั่นเป็นอกุปปะและก้าวต่อไป เช่น พระสกิทาคาฯ จะก้าวสู่ขั้นพระอนาคาฯ ก็ต้องก้าวแล้วตกลงๆ เรียกว่า เจริญแล้วเสื่อมๆ เพราะยังไม่ชำนาญ จนกระทั่งชำนาญถึงขั้นที่ว่าเกาะติดปั๊บแล้วก็เป็นอกุปปะในขั้นนั้นๆ พอถึงขั้นอรหัตภูมิเต็มตัวแล้ว หมดละที่นี่ ไม่มีก้าวไปไหนอีก จึงไม่มีคำว่าตกลง ไม่มีคำว่าเจริญแล้วเสื่อมเพราะเจริญเต็มที่ถ้าว่าเจริญ เจริญเต็มที่แล้ว ถึงหลักธรรมชาติเป็นอกุปปะขั้นสุดยอดแล้ว


    ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ใช่อันใดสิ่งใดจะเป็นผู้สัมผัส จะเป็นผู้รับรู้จะเป็นเจ้าของสมบัติดังกล่าว นอกจากใจดวงเดียวนี้ ธรรมทั้งมวลมีใจดวงเดียวนี้เท่านั้นจะเป็นผู้รับสัมผัสสัมพันธ์ จะเป็นผู้รับและบรรจุไว้ในตนเป็นมหาสมบัติ ขอให้ทุกท่านพยายามให้เห็นของวิเศษภายในใจของตน จะหายกังวลในสิ่งทั้งหลายโดยไม่ต้องสงสัย ขอแต่การปฏิบัติเอาจริงเอาจังตามแนวสวากขาตธรรมเถิด ผู้นี้แลจะเป็นเจ้าของมหาสมบัติคือมรรคผลนิพพาน โดยไม่มีกาลสถานที่หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดผู้หนึ่งผู้ใดมามีอำนาจกีดขวางได้เลย มีทุกข์กับสมุทัยเท่านั้นทำการกีดขวาง และมีนิโรธกับมรรคเท่านั้นเป็นธรรมบุกเบิกเพิกถอนให้เตียนโล่งภายในใจของผู้ปฏิบัติ


    ฉะนั้น จงเป็นที่แน่ใจในสัจธรรมทั้งฝ่ายละและฝ่ายบำเพ็ญ และปฏิบัติให้เต็มตามหน้าที่ทั้งสองฝ่าย คำว่ามรรคผลนิพพานจะเป็นหนองอ้อขึ้นที่ใจดวงเป็นภาชนะอันเหมาะสมแห่งธรรมทุกขั้นไม่สงสัย จะปรากฏหนองอ้อว่า อ้อ ธรรมอยู่ที่นี่เองหรืออยู่ที่ใจนี้เองเหรอ ในวันเวลาหนึ่งแน่นอนไม่สงสัย




    จึงขอยุติ
     
  14. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    อุบายพ้นทุกข์

    [FONT=&quot]
    เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด
    [/FONT]


    [FONT=&quot]เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๒๔[/FONT]


    [FONT=&quot]อุบายพ้นทุกข์[/FONT]


    [FONT=&quot]หลักธรรมของพระพุทธเจ้ามีหลายขั้นหลายตอน นับแต่ขั้นพื้นๆ จนถึงขั้นสูงสุดแห่งธรรม ถ้าเป็นร้านค้าก็เป็นร้านสรรพสินค้า ไม่มีอัดมีอั้นในการจำหน่ายต่อลูกค้า หาเลือกได้ตามความชอบใจ ผู้มีทุนทรัพย์มากน้อยเลือกซื้อได้ในห้างสรรพสินค้านั้น เพราะมีพร้อมสมบูรณ์ทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่เครื่องเล่นของเด็กจนกระทั่งสินค้าที่มีค่าอันสูงส่ง ศาสนธรรมก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเด็กเป็นผู้ใหญ่ ฆราวาส นักบวชที่จะนำธรรมะประเภทต่างๆ มาประพฤติปฏิบัติต่อตัวเอง มีอย่างพร้อมมูลอยู่แล้วในศาสนธรรมของพระพุทธเจ้า [/FONT]

    [FONT=&quot]ธรรมะพร้อมจะเป็นสิริมงคล และเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจใคร่ธรรมนำไปปฏิบัติอยู่ตลอดเวลา ธรรมะมีหลากรสเกี่ยวกับคนหลายเพศหลายวัยไม่บกพร่อง เพราะฉะนั้น ธรรมจึงเป็นหลักปกครองโลกได้เป็นอย่างดีไม่มีที่ต้องติ นับแต่เด็กขึ้นไปถึงผู้ใหญ่ นับแต่รายบุคคลไปถึงส่วนรวมและทั่วโลกดินแดน ถ้าต่างคนต่างมีความสนใจดังที่ต่างคนต่างมีความมุ่งหวังความสุขความเจริญอยู่แล้วนั้น ธรรมะจะเป็นเครื่องสนองความสมหวังของคนให้สมความมุ่งหมายโดยไม่มีทางสงสัย เพราะธรรมะเคยเป็นที่ฝากจิตฝากใจพึ่งเป็นพึ่งตายของโลกมานานแสนนานแล้ว จึงไม่สงสัยว่าผู้นับถือธรรมปฏิบัติธรรมจะเป็นผู้หงอยเหงาเศร้าใจและฉิบหายล่มจม จนกระทั่งไม่มีใครนับหน้าถือตาและสมาคมด้วย แต่ธรรมะเป็นจุดรวมแห่งความดีและคนดีทั้งหลาย ให้สนิทติดใจกันอย่างจีรังถาวร[/FONT]

    [FONT=&quot]โลกที่หาความสงบร่มเย็นไม่ได้ เพราะอำนาจแห่งฝ่ายต่ำซึ่งเป็นข้าศึกกับธรรมเข้าย่ำยีตีแหลกภายในจิตใจ โลกจึงมีความโลภมากเป็นภัยมาก มีความโกรธมากเป็นภัยมาก มีความหลงมากเป็นภัยมากต่อตนและผู้เกี่ยวข้องไม่มีประมาณ ยิ่งเป็นผู้มีอำนาจราชศักดิ์มากและนำข้าศึกทั้งสามอย่างนี้ออกใช้ด้วยแล้ว ก็ยิ่งจะเพิ่มความเป็นฟืนเป็นไฟให้แก่ส่วนรวมได้มาก อันสมบัติต่างๆ ในแผ่นดินนั้น ยังมีอยู่มากพอกับความจำเป็นของมนุษย์ เช่นเมืองไทยเรานับว่ายังอุดมสมบูรณ์ ที่คนไทยเราเดือดร้อนนั้นเพราะความโลภมาก ความเห็นแก่ตัวมาก ความเอารัดเอาเปรียบมากเพราะความกอบโกยมากของคนส่วนย่อยเป็นผู้ทำลาย ความจำเป็นจึงหายหน้าไปเพราะความโลภมากเป็นต้น เข้าทำลาย เนื่องจากความโลภมากไม่มีคำว่าอะไรจำเป็นอะไรไม่จำเป็น แต่จะถือว่าจำเป็นทั้งสิ้นถ้าความโลภจะมีส่วนด้วย ดังนั้นความโลภมากจึงพาไปในทางทุจริต เอารัดเอาเปรียบผู้อื่นไม่มีประมาณ [/FONT]
     
  15. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    อุบายพ้นทุกข์

    เวลานี้มีแต่สิ่งที่เป็นข้าศึกต่อความสงบสุขของบ้านเมืองออกเพ่นพ่าน และแผ่อำนาจทำหน้าที่ทุกแห่งทุกหน ไม่หยุดหย่อนผ่อนคลายลงบ้างเลย ดูนับวันจะห่างเหินจากศีลธรรมอันเป็นความร่มเย็นออกไปทุกวัน ถ้าขืนเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ตัวบุคคลและส่วนรวมก็นับวันจะเดือดร้อนจนไม่อาจคำนวณได้ ไม่ว่าสถานที่ใดดูรุ่มร้อนกันไปหมดทั่วโลกดินแดน นับแต่คนมั่งมี คนฉลาด ลงมาถึงคนจน คนโง่ ตาสีตาสา ความรุ่มร้อนภายในนั้นรู้สึกจะพอๆ กัน ดีไม่ดีคนที่สังคมยกย่องว่ามั่งมีว่าฉลาด ว่ามีอำนาจราชศักดิ์ ยังอาจจะมีทุกข์ทางใจมากกว่านายสานายมาอยู่ตามกระท่อมนา ใครก็ไม่อาจทราบได้ ถ้าคนนั้นไม่สนใจทราบตัวเอง ทั้งนี้เพราะความหลงตัวเองตื่นตัวเองและความโลภเป็นต้นไม่เคยทำผู้ใดให้ร่มเย็นเป็นสุข จะสามารถทำโลกให้เป็นสุขร่มเย็นได้อย่างไร โลกจำต้องยอมรับกันในเรื่องความทุกข์ความลำบาก ทั้งๆ ที่มีความรู้และสมบัติบริวารมาก แต่ก็หาความสุขไม่ได้ เพราะความรู้ความฉลาดนั้น ได้กลายไปเป็นเครื่องมือของสิ่งที่เป็นข้าศึกต่อความสงบสุขของโลกไปเสีย
    <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:eek:ffice:eek:ffice" /><o:p></o:p>
    นี่แลการส่งเสริมสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ตัวและสังคมทั่วๆ ไป จึงเป็นเหมือนกับการส่งเสริมไฟให้ลุกลามใหญ่โตมากขึ้นโดยลำดับ จนหาขอบเขตหาประมาณไม่ได้ ถ้ายังฝืนให้เป็นอย่างนั้นโดยไม่เห็นโทษของมัน ว่าเป็นข้าศึกต่อความสงบสุขของโลกอยู่แล้ว โลกย่อมจะบรรลัยเพราะสิ่งเหล่านี้โดยไม่ต้องสงสัย
    <o:p></o:p>
    นี่เราพูดถึงภาคทั่วไปแห่งธรรมที่เป็นเครื่องปกครองโลกได้เป็นอย่างดี ถ้านำไปปฏิบัติ แต่ถ้าไม่สนใจในธรรมเครื่องปกครองให้เกิดความสงบร่มเย็นนี้แล้ว ก็ไม่พ้นที่จะเจอฟืนเจอไฟ เจอความเดือดร้อนอยู่ร่ำไป ทุกชาติชั้นวรรณะแห่งมนุษย์เราฐานะใดไม่สำคัญ อันนี้สำคัญกว่า มีอำนาจกว่าทุกอย่าง เมื่อสิ่งนี้บงการลงไปแล้วย่อมเป็นไปตามความบงการของสิ่งนี้ โดยหาทางคัดค้านต้านทานไม่ได้ เพราะความรู้ความฉลาด สิ่งนี้เหนือกว่าอยู่แล้ว
    <o:p></o:p>
    ที่นี่ย่นเข้ามาจากส่วนใหญ่คือโลก เข้ามาสู่สังคม เข้ามาสู่ครอบครัว เข้ามาสู่ตัวของเรา เมื่อโลกเป็นเรื่องใหญ่โต ธรรมไม่สามารถจะเข้าถึง และไม่มีผู้สามารถแนะนำสั่งสอนโลกให้เห็นคุณค่าแห่งธรรม ยิ่งกว่าคุณค่าแห่งฟืนไฟที่เป็นอยู่ภายในจิตใจแล้ว ก็ต้องย้อนเข้ามาสู่วงแคบโดยลำดับจนกระทั่งถึงตัวเรา โลกไม่สามารถที่จะปกครองตนปกครองกันได้ด้วยความเป็นธรรม แต่เราต้องพยายามให้ผิดแปลกจากโลกที่เขาไม่สามารถ กลายเป็นผู้สามารถขึ้นมาปกครองตนด้วยธรรม เพื่อความหลบซ่อนผ่อนคลายความทุกข์ร้อนได้พอประมาณ ไม่รุ่มร้อนไปทั้งเขาทั้งเราโดยถ่ายเดียว
    <o:p></o:p>
    เฉพาะอย่างยิ่งคือนักบวช เป็นผู้พร้อมแล้วในการปฏิบัติธรรม ทุกอาการที่เคลื่อนไหวไปมาและทุกอิริยาบถ ทุกสถานที่ เป็นสถานที่อิริยาบถที่เหมาะสมตลอดเวลาอยู่แล้ว วันหนึ่งคืนหนึ่ง เจตนาของเราเองก็ทราบชัดภายในตัวว่าเรามีความมุ่งหวังต่อสิ่งใด เราจึงได้ยอมตนเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา คือเรามุ่งต่อธรรมแดนแห่งความสงบสุขภายในจิตใจด้วยการปฏิบัติธรรม จึงได้สละตนออกมาบวช ไม่ใช่สักแต่ว่าบวชโดยไม่คิดสารคุณใดๆ ในการบวช<o:p></o:p>
     
  16. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    อุบายพ้นทุกข์

    การบวชเป็นการประกาศเพศของตนให้โลกทราบทั่วๆ ไป ว่าเป็นผู้พร้อมแล้วที่จะเป็นคนดี ที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมอันเป็นของดีให้ดียิ่งขึ้นโดยลำดับ จนถึงขั้นดีเลิศ เป็นบุคคลดีเลิศ เป็นพระดีเลิศ โดยไม่ต้องอาศัยผู้หนึ่งผู้ใดมาเสกสรรปั้นยอว่าดี แต่เป็นความดีและเป็นความดีเลิศอยู่ด้วยการกระทำของตน นี่เราทราบอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น จงนำความที่ตนทราบนี้ออกทำหน้าที่ให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย อย่าได้ลดละท้อถอย คุณงามความดีอันจะพึงได้จากศาสนธรรมของพระพุทธเจ้า ขอให้เป็นสมบัติหรือมหาสมบัติของเรา ไม่ให้หลุดมือของพระปฏิบัติคือเราไปได้ จะเป็นที่ภาคภูมิใจตัวเองตลอดกาลสถานที่ไม่เคลือบแคลงสงสัย
    <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:eek:ffice:eek:ffice" /><o:p></o:p>
    ธรรมทุกขั้นทุกภูมิไม่มีข้อสงสัยแล้ว ว่าจะนำผู้ปฏิบัติตามให้ตกทุกข์ได้ยากลำบากเข็ญใจ หรือตกนรกหมกไหม้ได้รับความทุกข์ทรมานล่มจม เพราะการประพฤติปฏิบัติธรรม ไม่มีข้อสงสัยแม้นิดหนึ่งเพราะเป็น สวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบทุกแง่ทุกมุมแล้ว ในบรรดาธรรมทั้งหลายที่พระองค์นำมาสั่งสอนโลก ทรงค้นอยู่ถึงหกพระพรรษาจึงได้ตรัสรู้ เมื่อได้ผลเป็นที่แน่พระทัยสุดส่วนแล้ว จึงนำธรรมนั้นออกมาสั่งสอนโลก ธรรมนั้นจึงเรียกว่า สวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้วไม่มีข้อบกพร่อง และเป็น นิยยานิกธรรม นำผู้ประพฤติปฏิบัติให้หลุดพ้นจากสิ่งที่กีดขวางปิดบัง สิ่งที่เป็นพิษเป็นภัยออกได้โดยลำดับ ตามกำลังความสามารถของตน นี่ธรรมเป็นอย่างนี้ไม่เป็นอย่างอื่น พระองค์ทรงรับรองยืนยันเต็มพระทัยแล้ว โดยถือพระองค์เป็นองค์ประกันในคุณภาพแห่งธรรมทั้งหลาย ที่นำมาประกาศสอนโลกนี้ว่าไม่เป็นอื่น นอกเหนือจากเป็นธรรมล้วนๆ และเป็นของประเสริฐเลิศยิ่งกว่าโลกใดๆ สิ่งใดๆ
    <o:p></o:p>
    เราจึงไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดความล่มจม เพราะการทุ่มเทกำลังความสามารถลงในการประพฤติปฏิบัติธรรม เพื่อการต่อสู้กิเลสอันเป็นตัวพิษตัวภัยหรือเป็นข้าศึกอยู่ภายในจิตใจมานาน ด้วยอรรถธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องกำราบปราบปราม เพราะธรรมเป็นที่รับรองผลมาแล้วจากพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลาย ถ้าเป็นยาก็เรียกว่าได้ทำการทดลองมาเต็มที่แล้ว เห็นผลเป็นที่พอใจแล้ว จึงนำมารักษาโรคแต่ละประเภทๆ โรคเมื่อต้านทานยาชนิดนี้ หมอต้องได้พลิกแพลงเปลี่ยนแปลงหายาขนานใหม่มาแก้ จนกระทั่งโรคไม่สามารถต้านทานยาได้แล้วคนไข้ก็หายจากโรค โรคภายในจิตย่อมมีการต้านทานยาคือธรรมเหมือนกัน ถ้าเราทำด้วยอุบายนี้เป็นความชินชา ก็แสดงว่ากิเลสนั้นมีความต้านทานธรรม ต้องพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงอุบายวิธีต่างๆ จนสามารถระงับดับกิเลสประเภทนั้นๆ ลงได้ด้วยวิธีการนั้นๆ เช่นเดียวกับหมอพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงหายาขนานใหม่ มาแก้โรคที่ต้านทานยาจนหายไปได้ฉะนั้น
    <o:p></o:p>
    อุบายวิธีประพฤติปฏิบัติตน จึงขึ้นอยู่กับความฉลาดแหลมคมของผู้จะปราบกิเลสตัวฉลาดจอมไตรภพเช่นเดียวกัน ไม่เช่นนั้นแก้กันไม่ลง แก้กันไม่ตก ต้องได้ใช้อุบายพลิกแพลงอยู่เสมอ อย่าติดความสุขความสบายอันเป็นนิสัยนอนเนื่องของกิเลสฝังอยู่อย่างลึกลับ เราไม่อาจทราบได้ว่าความนอนใจหรือความสบายอันนี้เป็นภัยต่อตัวเราเอง เราเห็นว่าความทุกข์เพราะการประกอบความพากเพียรเพื่อจะแก้กิเลสเหล่านี้ว่าเป็นภัยเสียอีก จึงไม่อยากทำด้วยความสนิทติดใจในความเพียร ถ้าอย่างนั้นก็หาทางรอดไม่ได้ เพราะขัดจากความมุ่งหมายของธรรมว่า วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ คนจะหลุดพ้นจากทุกข์ไปได้เพราะอำนาจแห่งความเพียร ธรรมท่านว่าอย่างนี้ แต่กิเลสว่าขี้เกียจนั่นแลดี มันไม่ว่าคนจะจมอยู่ในกองทุกข์เพราะความขี้เกียจนี่<o:p></o:p>
     
  17. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    อุบายพ้นทุกข์

    ในระหว่างการประกอบความเพียรอยู่นั้น ความทุกข์ก็ต้องเป็นไปตามๆ กัน เป็นเกลียวเดียวกันเหมือนเชือกนั่นเอง จะไม่ได้รับทุกข์ได้อย่างไร ผู้มุ่งต่ออรรถต่อธรรมย่อมไม่คำนึงถึงความทุกข์ที่เป็นไปด้วยการประกอบความพากเพียร ยิ่งกว่าการเห็นภัยของกิเลสซึ่งเป็นข้าศึกอันใหญ่หลวงภายในจิตใจ นี่เป็นสิ่งสำคัญมากที่จะควรคำนึงสำหรับผู้ปฏิบัติเรา เผลอตัวเมื่อไรเป็นถูกความขี้เกียจอ่อนแอลากลงให้กิเลสสับยำไม่สงสัย
    <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:eek:ffice:eek:ffice" /><o:p></o:p>
    เขาเข้าร่ำเรียนในมหาวิทยาลัยหรือโรงร่ำโรงเรียนต่างๆ ได้ความรู้วิชาออกมาแจก แบ่งกระจัดกระจายไปทุกแห่งทุกหน จนกลายเป็นผู้มีความรู้ทั่วๆ ไป เพราะความรู้ที่เขาเรียนมาจากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยนั้นๆ เราเป็นผู้มาศึกษาหาอรรถธรรมจากครูจากอาจารย์ในสำนักต่างๆ ก็เช่นเดียวกับเข้าศึกษาเล่าเรียนหาความรู้วิชาจากโรงเรียนต่างๆ ของเด็กและของคนทั้งหลายนั่นแล เขาได้ประพฤติปฏิบัติ เขาได้ความรู้วิชาไปแจกจ่ายตลอดทั่วถึง เราทำไมแม้จะแจกเรายังไม่ได้ มันไม่เลวไปมากแล้วเหรอ ถามตัวเองซิถ้าอยากทราบ
    <o:p></o:p>
    วิชานี้เป็นวิชาที่สำคัญ ซึ่งเรามุ่งสละฆราวาสเหย้าเรือนชีวิตจิตใจสมบัติเงินทองทุกสิ่งทุกอย่าง บรรดาที่โลกเห็นว่าเป็นของมีคุณค่าน่าชอบใจ ออกมาสู่ความเป็นพระเพื่ออรรถเพื่อธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากยิ่งกว่านั้นเป็นไหนๆ ทำไมจะไม่มีกำลังใจที่จะประพฤติปฏิบัติ ทำไมจะฝ่าฝืนความทุกข์ความยากความลำบากด้วยความพากเพียรนี้ไปไม่ได้ พระพุทธเจ้าเป็นคนเช่นไร ก็เป็นคนเหมือนกันกับเรา สาวกเป็นคนเช่นเดียวกับเรา ท่านผู้ผ่านไปแล้วไม่มีภัยมีเวรไม่มีทุกข์ทั้งหลายติดตัวติดองค์ท่านไปเลย ท่านก็เคยผ่านทุกข์มาแล้วด้วยความพากเพียรเช่นเดียวกัน เหตุใดเราจะผ่านความทุกข์เหล่านี้ไปกับความเพียรไม่ได้ ทำไมเราจะสนิทสนมกับความทุกข์ที่เคยทุกข์เพื่อความเพียรไม่ได้ ทำไมเราจะเห็นว่าความทุกข์เหล่านี้เป็นพิษภัยต่อเรายิ่งกว่ากิเลสเป็นภัยต่อเรา เราต้องย้อนหน้าย้อนหลังพินิจพิจารณาและถามตัวเองเสมอ อันเป็นการฝึกซ้อมปัญญาให้ก้าวเดินไปในตัว
    <o:p></o:p>
    ผู้ปฏิบัติเพื่อแก้กิเลส ต้องแทรกต้องซ้อนอุบายวิธีการต่างๆ อยู่เสมอ เพื่อจะปลดเปลื้องตนให้หลุดพ้นจากกิเลสไปโดยลำดับ จึงจัดว่าเป็นผู้หาความรู้ความฉลาดจากครูจากอาจารย์จากอรรถจากธรรม ไม่เช่นนั้นจะไม่มีวันฉลาดผิดกับที่เป็นอยู่นี้เลย การคิดให้เป็นอรรถเป็นธรรมเพื่อเปลื้องตน คนเราย่อมมีทางคิดได้ถ้าสนใจคิด ท่านว่าธรรมมีอยู่ทั่วไปตลอดกาลสถานที่ อะไรเล่าจะสัมผัสธรรมเหล่านั้นถ้าไม่ใช่จิตไม่ใช่สติปัญญา กิเลสมันยังคิดให้เป็นกิเลสขึ้นมาจากใจของเราได้ เราคิดธรรมขึ้นมาในใจทำไมจะไม่ได้เล่า อุบายวิธีต่างๆ ต้องผลิตขึ้นมาเรื่อยๆ อย่ารอให้เสียเวล่ำเวลา<o:p></o:p>
     
  18. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    อุบายพ้นทุกข์

    ในขณะที่จะทำความสงบแก่จิตใจด้วยสมถธรรม ก็ให้เป็นความจริงความจังต่องานนั้นจริงๆ อย่าทำเหลาะแหละ ถือเป็นกิจเป็นการเป็นงานอันเดียวเท่านั้นในโลกนี้ ไม่มีงานใดเข้ามาเจือปน ไม่มีความคิดไม่มีอารมณ์ใดเข้ามาเจือปน มีแต่อารมณ์ที่เกี่ยวกับธรรมซึ่งทำอยู่โดยเฉพาะในวงปัจจุบันนี้เท่านั้นเป็นอารมณ์ของจิต โลกเป็นเหมือนไม่มี นั่นแหละชื่อว่าเป็นผู้ตั้งหน้าตั้งตาเพื่อความสงบใจด้วยสมถธรรมนั้นจริงๆ ผลจะเป็นขึ้นมาได้โดยไม่ต้องสงสัย เพราะท่านที่เป็นสรณะของพวกเรานั้น ท่านได้ผ่านไปแล้วด้วยอุบายวิธีนี้ จึงได้สอนพวกเราไว้โดยถูกต้อง
    <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:eek:ffice:eek:ffice" /><o:p></o:p>
    ในขณะที่จะพิจารณาแยกแยะดูสภาวธรรมทั้งหลาย นับแต่ขันธ์ทั้งห้าคือกองรูป ได้แก่ร่างกายของเรา เวทนา สุข ทุกข์ เฉยๆ ซึ่งมีอยู่ทั้งทางร่างกายและจิตใจ สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่ละอย่างๆ ก็แยกแยะพินิจพิจารณาประสับประสานกันด้วยปัญญา เพื่อความแจ่มแจ้งชัดเจนภายในใจ ความจริงซึ่งเป็นของมีอยู่แล้วในขันธ์นี้จะไม่ประกาศ จะไม่เปิดเผยขึ้นมาให้สติปัญญาของเรารับทราบกันอย่างถึงใจได้อย่างไร เพราะเป็นสิ่งที่รอรับกันอยู่แล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นของจริงเปิดเผยอยู่ด้วยความจริงของตนไม่ได้มีอะไรลี้ลับ นอกจากกิเลสเป็นผู้ปิดบังจึงกลายเป็นของลี้ลับไปเท่านั้น
    <o:p></o:p>
    ที่เราไม่เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นภัย ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอนิจฺจํ เป็นทุกฺขํ เป็นอนตฺตา เป็นอสุภะอสุภัง เป็นของปฏิกูลโสโครก ก็เพราะกิเลสตัวเดียวเท่านั้นเป็นผู้ปิดบังความจริงนี้ไว้ เอาความจอมปลอมเข้ามาฉาบทา และเสกสรรปั้นยอหลอกลวงใจให้หลงตามเท่านั้น เราจึงได้หลงงุ่มง่ามต้วมเตี้ยมไปกับมัน และเคยหลงกลหลอกลวงของมันมามากน้อยเพียงไรแล้ว
    <o:p></o:p>
    อุบายวิธีที่กล่าวมาเหล่านี้ ก็เพื่อจะให้เห็นเรื่องความจอมปลอมของกิเลสที่ปิดหูปิดตาปิดจมูกปิดลิ้นปิดกายของเราอยู่ทุกเวล่ำเวลา มีแต่มันเป็นผู้เดินหน้าอย่างกล้าหาญชาญชัย ไม่สะทกสะท้านใครโดยถ่ายเดียว ตาสัมผัสรูป จะเป็นรูปชนิดใดก็ตาม มีแต่กิเลสเป็นผู้ทำการทำงานเสียเอง เสียงกระทบหูจะเป็นเสียงประเภทใดก็มีแต่กิเลสออกทำงานเสียเอง กลิ่น รส เครื่องสัมผัสเข้ามาสัมผัสสัมพันธ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็มีแต่เรื่องของกิเลสเป็นผู้ทำงานก่อนหน้าเราทั้งสิ้น ธรรมออกหน้าออกตาไม่ได้ แสดงตัวไม่ได้ ถูกกิเลสเหยียบย่ำทำลายหรือปิดบังหุ้มห่อไว้หมด เมื่อเป็นเช่นนั้นความจริงจะเห็นได้ที่ไหน มันก็มีแต่ของปลอมทั้งนั้นรุมล้อมจิตใจเรา เพราะกิเลสตัวจอมปลอมเป็นผู้ทำหน้าที่ของตนโดยตลอด ผลรายได้ก็ต้องเป็นเรื่องของกิเลส คือให้ความรุ่มร้อนแก่จิตใจอยู่โดยดี
    <o:p></o:p>
    เพื่อเปิดของจอมปลอมนี้ออกด้วยสติปัญญา จึงต้องพินิจพิจารณาให้เห็นตามความจริงด้วยธรรม โดยความตั้งสติให้ดีในจุดที่ตนพิจารณา เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ปิดบังตัวเอง เป็นของเปิดเผยความมีอยู่ด้วยความจริงของตน สติปัญญาก็เป็นความจริงประเภทหนึ่ง ที่มีอยู่แล้วภายในใจของผู้ชอบการค้นคว้าการพินิจพิจารณา สติปัญญาจะเกิดเฉพาะบุคคลที่ชอบใคร่ครวญพินิจพิจารณา แต่ไม่เกิดสำหรับคนขี้เกียจไม่ชอบคิดอ่านไตร่ตรองอะไร
     
  19. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    อุบายพ้นทุกข์

    เวลาจะพิจารณาทางด้านปัญญาก็ให้พิจารณาอย่างที่กล่าวนี้ ร่างกายไม่ว่าข้างนอกข้างใน พิจารณาให้เป็นมรรค เพื่อความราบรื่นเพื่อความปลดเปลื้องได้เหมือนกันหมด เพราะจิตติดได้ทั้งข้างนอกข้างใน รักได้ ชังได้ เกลียดได้ โกรธได้ทั้งภายนอกภายใน เป็นกิเลสได้ทั้งข้างนอกข้างใน จึงพิจารณาได้ทั้งภายนอกภายใน ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงสอนสาวกให้ไปเยี่ยมป่าช้า เพราะยังไม่สามารถมองเห็นป่าช้าซึ่งมีอยู่กับตัวทุกคนได้ ขั้นเริ่มแรกการประพฤติปฏิบัติ จึงทรงสอนให้ไปเยี่ยมป่าช้า ไปดูศพหญิงชายทั้งตายเก่าตายใหม่ในป่าช้าผีดิบ เพราะสมัยก่อนไม่มีการเผาการฝังกัน ใครตายก็นำไปทิ้งเกลื่อนอยู่ตามป่าช้าที่เป็นแดนป่า ให้พระท่านไปพิจารณากรรมฐานให้เห็นเป็นเรื่องสลดสังเวช เพื่อลบล้างคำว่าสวยว่างาม เพราะคนตายแล้วส่วนมากไม่น่าจะมีความกำหนัดยินดี ไม่น่าเพลิดเพลินรื่นเริงพอจะให้เกิดความรักชอบกำหนัดยินดี ท่านจึงสอนให้ไปเยี่ยมป่าช้า
    <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:eek:ffice:eek:ffice" /><o:p></o:p>
    ท่านสอนกำชับในการปฏิบัติต่อซากศพประเภทนั้น เช่นศพหญิงที่ตายใหม่อย่าด่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง ให้ไปพิจารณาดูผู้ตายเก่าไปโดยลำดับที่เป็นอสุภะอสุภัง ซึ่งเวลาพบแล้วเห็นแล้วให้เกิดความสลดสังเวชเกิดความเบื่อหน่าย อันเป็นการปลดเปลื้องความผูกพันในรูปและหายความรักใคร่กังวล การพิจารณาซากศพก็เพื่อน้อมเข้ามาเทียบเคียงกับตัวและโลกทั่วไป ว่ามีสภาพเป็นเช่นนี้ด้วยกัน ไม่มีอะไรวิเศษวิโสในแดนป่าช้า นอกจากเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความสลดสังเวชหาคุณค่ามิได้ และปลงอนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตาโดยถ่ายเดียว แม้ตัวเองที่กำลังพิจารณาซากศพอยู่ในขณะนี้ ก็จะมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันตลอดโลกสงสาร ไม่มีใครจะล่วงพ้นไปได้ มัวเพลินอะไรอยู่กับกองหนังห่อกระดูกเพียงเท่านี้ ถ้าไม่โง่จนเกินไป
    <o:p></o:p>
    เมื่อสติปัญญามีกำลังพอที่จะก้าวเข้าพิจารณาอสุภะอสุภังในซากศพที่ตายใหม่ ก็ให้พิจารณาคลี่คลายเช่นเดียวกับศพที่ตายเก่า เพราะเป็นสภาพเหมือนกัน เป็นแต่เพียงยังไม่แตกไม่สลายยังไม่เน่าไม่พองขึ้นเต็มตัวของมันในขณะนั้นเท่านั้น แต่มันก็ทำงานของมันไปด้วยความเน่าพองหนองไหลและเปื่อยแตกกระจัดกระจายไป เช่นเดียวกับซากศพทั้งหลายที่แตกเรี่ยราดกระจัดกระจายตามบริเวณป่าช้านั้นอยู่แล้ว ท่านสอนให้พิจารณาเพื่อให้เห็นสิ่งเหล่านั้นว่าเป็นของไม่จีรังยั่งยืน แล้วน้อมเข้ามาสู่ตัวของเราเองซึ่งจะต้องเป็นเช่นนั้น แม้ปกติภายในตัวก็เป็นอยู่แล้ว คือเป็นของปฏิกูลโสโครกอยู่แล้ว จิตย่อมได้คติเครื่องเตือนใจจากการเยี่ยมป่าช้านั้น
     
  20. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,527
    อุบายพ้นทุกข์

    ท่านจึงสอนให้ไปเยี่ยมป่าช้า ในขั้นเริ่มแรกที่ยังไม่ได้หลักเกณฑ์ในการพิจารณากายตัวเอง เมื่อได้หลักเกณฑ์แล้ว การไปเยี่ยมป่าช้าก็ค่อยหมดปัญหาไป เพราะฉะนั้นจึงมีในธุดงค์ข้อหนึ่งว่าด้วยธุดงค์ข้อเยี่ยมป่าช้า ป่าช้านอกแล้วก็เทียบเข้ามาสู่ป่าช้าในคือตัวเราเอง พอได้หลักได้เกณฑ์จากป่าช้าภายนอกแล้วก็ย้อนเข้ามาสู่ภายใน พิจารณาป่าช้าภายในนี้ได้หลักได้เกณฑ์แล้ว เป็นอันว่าหายสงสัยทั้งป่าช้านอกทั้งป่าช้าใน วิธีที่กล่าวมานี้เป็นวิธีสอน เป็นวิธีปฏิบัติเพื่อเปิดของจริงขึ้นมาให้เห็นความจริงตามสภาพของสิ่งนั้นๆ ที่เป็นอยู่ จนลงถึงธาตุ ธาตุกลายเป็นธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไป คำว่า อสุภะอสุภังก็หมดไป อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ก็ค่อยๆ หมดไปตามขั้นของจิตของธรรมที่ได้รู้ได้เห็น คำว่า อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ก็ละเอียดไปตามปัญญาตามขั้นภูมิของสติปัญญาที่พิจารณาได้ และกลายเป็นขั้นธรรมละเอียดเข้าไปโดยลำดับ จนถึงวิมุตติหลุดพ้นแล้ว คำว่า อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ก็หมดปัญหาไปเช่นเดียวกับทางเดินของเราที่ไปสู่จุดต่างๆ เมื่อไปถึงที่แล้ว ทางก็หมดปัญหาไปในขณะที่ก้าวเข้าถึงสถานที่ที่ตนต้องการ
    <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:eek:ffice:eek:ffice" /><o:p></o:p>
    จิตใจเมื่อก้าวเข้าสู่แดนแห่งความหลุดพ้นโดยประการทั้งปวงแล้ว คำว่า อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ซึ่งเป็นทางเดินเพื่อความหลุดพ้น ก็หมดปัญหากันไปเองโดยไม่ต้องสลัดต้องปัดต้องทิ้ง หากเป็นไปด้วยความเหมาะสมของจิตดวงนั้นเอง เช่นเดียวกับเราเดินทางเข้ามาสู่จุดที่ต้องการแล้ว ทางกับเราก็ไม่ต้องไปปลดไปเปลื้องซึ่งกันและกัน หากหมดปัญหากันไปในตัวนั่นแล
    <o:p></o:p>
    การพิจารณาไม่เพียงครั้งหนึ่งครั้งเดียว อย่าเอาเวล่ำเวลาเอาการกำหนดนับเท่านั้นเท่านี้ไปเป็นกฎเป็นเกณฑ์ ยิ่งกว่าการพิจารณาเห็นแจ้งเห็นจริงในสิ่งนั้นๆ พิจารณาหลายครั้งหลายหนหากค่อยเข้าใจไปเองและชัดขึ้นโดยลำดับจนพอตัว เมื่อพอแล้วการปล่อยวางก็ไม่ต้องบอก อุปาทานความยึดมั่นนั้นเป็นผลของความลุ่มหลงของจิต เมื่อพิจารณารู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริงแล้ว ความยึดมั่นถือมั่นก็ถอนตัวเข้ามาเอง ไม่ต้องไปแยกไปถอนมันแหละ มันถอนของมันเอง การถอดถอนความยึดมั่นถือมั่นอันเป็นเรื่องของกิเลสปักปันเขตแดน หรือตีหัวตะปูย้ำเอาไว้นั้น ย่อมถอนตัวเป็นอิสระขึ้นมาโดยลำดับ พ้นจากความกดขี่บังคับของกิเลสมาเป็นขั้นเป็นตอน จนกระทั่งพ้นไปโดยสิ้นเชิง
    <o:p></o:p>
    ความอยู่ใต้อำนาจบังคับบัญชากดขี่ข่มเหงของใครก็ตามมันดีเมื่อไร จะเป็นผู้ใดก็ตามถูกกดขี่บังคับทรมาน ทั้งการอยู่การกินการไปการมา การหลับการนอน การใช้การสอย ตลอดอิริยาบถต่างๆ อยู่ใต้อำนาจแห่งความบังคับบัญชา ความทรมานทั้งนั้น จะหาอิสระหาความสุขได้ที่ไหน เช่น เขาติดคุกติดตะราง เป็นคนที่เสียอิสระ หมดสง่าราศี และถูกกดขี่บังคับตลอดกาลสถานที่ หาความสุขสบายได้ที่ไหน คนธรรมดาทั่วๆ ไปจึงไม่มีใครต้องการอยากเป็นคนคุกคนตะราง เพราะไม่อยากอยู่ในความกดขี่บังคับทรมานจากผู้หนึ่งผู้ใดนั่นเอง เพียงเท่านี้ก็พอทราบโทษแห่งการอยู่ใต้อำนาจของใครหรืออะไรก็ตาม ว่าเป็นสิ่งไม่พึงปรารถนากัน<o:p></o:p>
     

แชร์หน้านี้

Loading...