เจาะลึกวลี “เคมีตรงกัน” รู้ให้ทันรับ “วาเลนไทน์”

ในห้อง 'จิตวิทยา & สุขภาพ' ตั้งกระทู้โดย ✿ⓈⓘⓉⓐ✿, 9 กุมภาพันธ์ 2011.

  1. ✿ⓈⓘⓉⓐ✿

    ✿ⓈⓘⓉⓐ✿ ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 มิถุนายน 2006
    โพสต์:
    10,205
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,231
    ค่าพลัง:
    +34,696
    <TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%"><TBODY><TR><TD class=headline vAlign=baseline align=left>เจาะลึกวลี “เคมีตรงกัน” รู้ให้ทันรับ “วาเลนไทน์”</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD bgColor=#cccccc height=1>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=center><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=4><TBODY><TR><TD class=body vAlign=center align=left>โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์</TD><TD class=date vAlign=center align=left>9 กุมภาพันธ์ 2554 01:21 น.</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD><IFRAME style="BORDER-BOTTOM: medium none; BORDER-LEFT: medium none; WIDTH: 450px; HEIGHT: 35px; OVERFLOW: hidden; BORDER-TOP: medium none; BORDER-RIGHT: medium none" src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9540000017253&layout=standard&show_faces=false&width=450&action=like&colorscheme=light&height=35" frameBorder=0 allowTransparency scrolling=no></IFRAME></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>
    <TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0><TBODY><TR><TD height=1 vAlign=bottom width=1 align=right>[​IMG]</TD><TD height=1 vAlign=bottom background=/images/linedot_hori.gif align=middle>[​IMG]</TD><TD height=1 vAlign=bottom width=1 align=left>[​IMG]</TD></TR><TR><TD vAlign=center background=/images/linedot_vert.gif width=1 align=middle>[​IMG]</TD><TD><TABLE border=0 cellSpacing=5 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD vAlign=center background=/images/linedot_vert.gif width=1 align=middle>[​IMG]</TD></TR><TR><TD height=1 vAlign=top width=1 align=right>[​IMG]</TD><TD height=1 vAlign=top background=/images/linedot_hori.gif align=middle>[​IMG]</TD><TD height=1 vAlign=top width=1 align=left>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>

    </TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD height=12 vAlign=bottom align=left>[​IMG]</TD></TR><TR><TD bgColor=#cccccc><TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=top width=160 align=middle><TABLE border=0 cellSpacing=4 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD class=body vAlign=baseline align=middle>คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>[​IMG]</TD></TR><TR><TD vAlign=baseline align=middle>นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD height=1 vAlign=center width=165 align=middle>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=/images/linedot_vert3.gif width=4>[​IMG]</TD><TD vAlign=top align=middle><TABLE border=0 cellSpacing=7 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left>“ก็เคมีมันตรงกันน่ะ” วลีนี้อาจจะออกจากวัยรุ่นหลายคน เมื่อถูกถามถึงสาเหตุที่ปิ๊งปั๊ง หรือรู้สึกดีต่อเพศตรงข้าม และมันอาจจะเป็นวลีที่โดนใจคนที่กำลังมีความรักอีกนับร้อยนับพัน จนถูกใช้บ่อยๆ และทำให้เป็นอีกวลีคุ้นหูของเราๆ ท่านๆ ในยุคนี้ ทำให้พ่อแม่หลายคนอาจจะถึงกับปวดเศียรเวียนเกล้าเมื่อเจ้าลูกวัยโจ๋บอกเล่าถึงแฟนหนุ่มหรือแฟนสาวก่อนจะสรุปให้ฟังง่ายๆ ว่า เขาหรือเธอทั้งคู่เกิดความรู้สึกดีๆ ต่อการด้วยเหตุผลง่ายๆ แต่ชวนเข้าใจยากอย่าง “เพราะเคมีตรงกัน”

    แต่ในความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์นั้น คำว่า “เคมีตรงกัน” ไม่ใช่แค่คำพูดสุดกวนในความคิดของพ่อแม่ เพราะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาชื่อดัง ยืนยันแล้วว่ามันมีจริงๆ !

    “ถ้าเด็กๆ รู้จักใช้คำนี้ ถือเป็นเรื่องที่ดีนะครับ นั่นคือ เขามีความรู้ระดับหนึ่งละ เพราะความรักมันก็เป็นเป็นเรื่องของสารเคมีในสมองเหมือนกัน มีทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ไม่น้อยที่ระบุว่า ความรู้สึกรักนั้นเชื่อมโยงกับสารเคมีในสมอง 7-8 ตัว”

    นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็ก และวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต อธิบายต่อไปอีกว่า ระดับความสัมพันธ์ของความรัก สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วง ซึ่งล้วนแล้วเกี่ยวกับเคมีในร่างกายทั้งสิ้น โดยในระดับแรกคือระดับ “ดึงดูด”

    “คำว่าเคมีตรงกันมันอาจจะเป็นคำอธิบายที่ดี ของความรู้สึกที่เราไปปิ๊งคนๆ หนึ่ง แต่เพื่อนที่มากับเรารู้สึกเฉยๆ หรือว่าทำไมผู้ชายคนหนึ่งเห็นผู้หญิงคนนี้แล้วถูกใจ รู้สึกชอบ แต่ผู้ชายอีกคนเมื่อมองผ้หญิงคนนี้ กลับไม่รู้สึกอะไร มีการวิจัยในสัตว์ว่า สัตว์มีฟีโรโมนที่ดึงดูดสัตว์เพศตรงข้ามให้สนใจได้ มนุษย์เองก็มี ซึ่งเมื่อเราพบคนที่เรารู้สึกดึงดูดแล้ว ร่างกายจะบอกเราทันที เพราะจะมีการหลั่งเคมีที่ชื่อว่าฮอร์โมน Dopamine และ Norepinephrine ซึ่งจะส่งผลต่อประสาทอัตโนมัติกระตุ้นให้ใจเต้นเร็ว”

    ในสเต็ปต่อมา หลังจากผ่านภาวะการดึงดูดซึ่งกันและกันแล้ว หากความสัมพันธ์พัฒนาต่อมาเป็น “ผูกพัน” โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาวัยรุ่นรายนี้ กล่าวว่า เมื่อหญิงชายที่รู้สึกดึงดูดกันและกัน ตกลงคบหาเรียนรู้ ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น ก็จะเกิดความรู้สึกผูกพัน โดยในระดับนี้ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่ชื่อว่า Oxytonin และ Vasopressin ซึ่งมีผลต่ออารมณ์ของคู่รัก ทำให้อยากทนุถนอมอีกฝ่าย

    “ระดับสุดท้ายคือ ระดับที่คู่รักเกิดความรู้สึกทางเพศ ซึ่งเกิดจาก Testosterone ในผู้ชาย และ Estrogen ในผู้หญิง อันนี้ที่น่าเป็นห่วง เพราะทุกวันนี้การสื่อสารเร็วกว่าเดิมมาก ความสัมพันธ์ระดับนี้อาจจะเกิดเร็วซึ่งน่ากังวล โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นในเยาวชน โบราณเรามักจะสอนลูกหลานให้ดูกันนานๆ หมั้นไว้ก่อน 2-3 ปี หรืออย่าชิงสุกก่อนห่าม อันนี้น่าสนใจ เพราะฮอร์โมน Vasopressin ที่เกิดในระดับความสัมพันธ์ที่ 2 นั้นเป็นฮอร์โมนที่มีเทอมของมัน ในระดับคู่รักมันจะหลั่งอยู่ประมาณ 2 ปี แล้วก็จะหายไป แล้วจะกลับมาอีกทีในช่วงที่แม่ให้นมลูก อันนั้นจะเป็นการหลั่งแบบระยะยาว”

    นพ.ทวีศิลป์ ให้รายละเอียดต่อไปอีกว่า การสอนให้รักนวลสงวนตัวของผู้ใหญ่ สอดคล้องกันกับเรื่องเคมีในร่างกายอย่างน่าสนใจ เพราะหากทำตามที่ผู้ใหญ่สอนแล้ว บางครั้งวัยรุ่นอาจจะพบว่า คนที่คบอยู่อาจจะเกิดภาวะ “เคมีไม่ตรงกัน” หลังจากดูใจผ่านไปแล้ว 2-3 ปี เพราะเคมีดังกล่าวเกิดไม่หลั่งขึ้นมา ถึงตอนนั้นถ้ายังทำอะไรที่อยู่ในกรอบที่ดีงามแบบไทยๆ การเลิกรากันอาจจะไม่เสียใจและเสียดายมากนัก เพราะไม่ได้ทำอะไรที่ไม่ดีไม่งามที่ทำให้พ่อแม่เสียใจ ดังนั้นช่วงระยะที่ดีที่สุด ที่อยากฝากถึงวัยรุ่นและทุกๆ วัยที่มีความรัก ที่ควรยืดระยะเวลาให้อยู่ในช่วงนั้นได้นานๆ คือ ช่วงที่ 2 ที่เป็นช่วงของความผูกพันและการทนุถนอมซึ่งกันและกัน

    “ไม่อยากให้วลีนี้เป็นคำโก้ๆ อยากให้เด็กๆ พูดแบบเข้าใจและรู้เท่าทัน เพราะถ้าไม่รู้เท่าทัน เคมีตรงกันอาจจะกลายเป็นเคมีอันตรายก็ได้ ผมอยากให้บทสัมภาษณ์นี้เป็นสื่อกลางทำความเข้าใจกับเยาวชน ให้เข้าใจว่า ที่เรามีอารมณ์ความรู้สึกระหว่างมีความรัก มันเป็นเรื่องของเคมีในร่างกาย เป็นเรื่องของฮอร์โมน ซึ่งหากวัยรุ่นเรียนรู้ เข้าใจ และรู้เท่าทันแล้ว ก็จะเกิดความระมัดระวัง และวางแผนการปฏิบัติตัวในความสัมพันธ์ได้” นพ.ทวีศิลป์ ทิ้งท้าย
    </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
    Quality of Life - Manager Online
     
  2. ยศวดี

    ยศวดี ยายแก่แล้ว*_*

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 เมษายน 2010
    โพสต์:
    4,255
    กระทู้เรื่องเด่น:
    11
    ค่าพลัง:
    +5,796
    เหตุและผล อีก อันหนึ่ง คือ น้ำหอม ทำให้เราหาตัวตนของแต่ละคนผิดพลาด เมื่อหมดกลิ่นน้ำหอม ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เพราะมันปลอมแปลงไม่ใช่ลักษณ ที่แท้จริงของบุคคลนั้นๆ สรุปคือ น้ำหอม ทำให้เป้าหมายผิดพลาด และ ทำให้เสียเวลา ในการหาคู่ของแต่ละบุคคล เพราะคนแต่ละบุคคล จะมีกลิ่นเฉพาะตัว ที่ถูกใจเฉพาะบุคคล และเมื่อ เขามาเจอกันเค้าจะรู้ด้วยตัวของเขาเอง ว่าใช่หรือไม่ใช่
    แต่กลิ่นที่เป็นธรรมชาติเป็นกลิ่นที่หอมที่สุด กลิ่นหญ้าแห้ง กลิ่นไอดิน กลิ่นที่ใช่ของจริง ก็จะคงอยู่อย่างนั้น
     
  3. Mr.Lawrence

    Mr.Lawrence เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 พฤศจิกายน 2009
    โพสต์:
    1,520
    ค่าพลัง:
    +3,543
    ขอบคุณสำหรับสาระความรู้ดีดีนะค่ะ

    :z1
     
  4. Mr.Lawrence

    Mr.Lawrence เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 พฤศจิกายน 2009
    โพสต์:
    1,520
    ค่าพลัง:
    +3,543
    คนมากมายค้นหาคำตอบว่ารักคืออะไร
    นักวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่งจึงช่วยหาคำตอบได้ว่า ปัจจัยหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความรัก
    คือ ระบบประสาท และ สารเคมีในร่างกาย ครับ



    [​IMG]

    พวกเขาแบ่งความรักง่ายๆออกเป็น 3 stages ซึ่งสัมพันธ์กับสารเคมีที่แตกต่างกันครับ
    1) lust - เมื่อผมหื่นกระหาย(?) : เทสโทสเตอโรน และอะดรีนาลีน
    2) attraction - เมื่อผมกระวนกระวาย คิดถึงเธอจะตาย : โดปามีน อะดรีนาลีน และฟีนีลเอธีลามีน (PEA)
    3) attachment - เมื่อผมจะรักคุณจนฟ้าดินสลาย : ออกซีโทซิน และวาโสเพรซซิน


    [​IMG]

    lust stage

    ขณะเราอินเลิฟช่วงแรกเป็นผลโดยตรงของฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอโรนครับ
    จากเดิมเธอเป็นเพียงใครก็ไม่รู้ที่เดินผ่านไปผ่านมาทุกวัน เมื่อเราอินเลิฟความรู้สึกนั้นมันจะแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นครับ
    ชื่อว่าฮอร์โมนเพศชาย แต่ในผู้หญิงก็ผลิตได้เหมือนกันนะ
    คุณหมอบางท่านจึงเสริมยาที่คล้ายฮอร์โมนเพศชายให้กับคุณป้าหลังวัยหมดประจำเดือนเพื่อเพิ่มความรู้สึกทางเพศครับ

    นอกจากนี้ ในช่วงนี้อะดรีนาลีน ซึ่งเป็นทั้งฮอร์โมนและสารสื่อประสาท จะพาเหรดหลั่งออกมามากมาย
    เป็นผลให้เรารู้สึกดีกันเมื่ออยู่ใกล้กับคนที่เรารัก โดยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ หายใจแรงถี่ (+ฟืดฟาดๆ)
    เสริมฤทธิ์ของฮอร์โมนหื่นด้วยการทำให้เกิด ejaculation
    และเพิ่มความดันจนเหงื่อซึมออกมาเวลาได้จับมือกันครับ


    [​IMG]

    attraction stage

    ช่วงนี้เป็นช่วงมีอาการเหมือนติดยา (high)
    สารตัวแรกที่เกี่ยวข้องคือซีโรโทนินครับ
    ปกติสารตัวนี้เป็นสารสื่อประสาทในสมอง มีหน้าที่หลายอย่าง โดยเฉพาะเป็นยานอนหลับ
    ขณะกำลังอินเลิฟพบว่าปริมาณของซีโรโทนิน และวงจรประสาทของมันทำงานลดลงด้วย
    เป็นผลคล้ายๆกับผู้ป่วยจิตเวชโรคย้ำคิดย้ำทำครับ (OCD)
    คนอินเลิฟเลยมักมีอาการหมกมุ่น คิดถึงแต่แฟนใช่มั้ยครับ?
    วันนี้จะกินอะไรกันดี ดูหนังเรื่องไหนดีล่ะ ฉีดน้ำหอมกลิ่นแบบนี้ได้มั้ยนะ
    หรือว่าผมเป็นคนเดียวเปล่าหว่า?
    มีบางรายงานพบว่า ผู้หญิงคนหนึ่งจะหย่ากับสามีอยู่จะรอมร่อ
    แล้วช่วงนั้นก็หยุดยาที่ตัวเองใช้รักษา OCD อยู่พอดี
    ผลปรากฏว่าความสัมพันธ์ดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อเลยครับ แฮปปี้เอนดิ้งเลย~

    PEA หรือ love molecule (งั้นผมเรียกว่าสารรักละกันนะครับ)

    เป็นสารที่คล้ายกับยาบ้า หรือแอมเฟตามีน
    จะถูกกระตุ้นได้เพียงแค่สบตากัน และจับมือกันเอาไว้
    ผลของสารรักตัวนี้คล้ายกับอะดรีนาลีนครับ
    และมีหน้าที่สำคัญในการเพิ่มความเร็วในการสื่อสารของเซลล์ประสาท
    แถมเค้ายังพบว่าเมื่อกินชอกโกแล็ต จะพบสารรักในกระแสเลือดมากขึ้นด้วยนะครับ
    (บางเปเป้อร์บอก กลิ่นกุหลาบก็มีด้วย..แต่มันไม่น่าจะดูดซึมนะ?)
    อาจจะเป็นเหตุผลนึงที่คนให้ชอกโกแล็ตวันวาเลนไทน์ก็ได้นะ
    ปีไหนผมได้ชอกโกแล๊ตน้อยนี่ต้องซื้อมาปลอบใจตัวเองทุกทีเลย แหะๆ
    นอกจากนี้สารรักยังสามารถกระตุ้นการหลั่งสารตัวถัดไป คือโดปามีนได้ด้วยครับ

    โดปามีน หรือ feel-good chemical,pleasure chemical : สารรู้สึกดีจัง
    นักวิทยาศาสตร์ลองเอาเด็กๆมหาลัยมาทำ functional MRI ขณะพวกเขาดูรูปแฟนครับ
    พบว่าสมองส่วนที่เรียกว่า ventral tegmental area (VTA) และ caudate nucleus มีการทำงานมากขึ้นครับ
    ตามปกติแล้วที่แรก จะส่งโดปามีนไปให้อีกที่นึง
    นั่นแปลว่าขณะเรารักใครซักคน สมองส่วน caudate จะอาบไปด้วยโดปามีนครับ
    เป็นอาการเดียวกันกับหลังได้รับยาเสพติดประเภท นิโคตีน หรือโคเคน
    เพราะสมองส่วนนี้เกี่ยวข้องกับความอิ่มเอิบ (euphoria) ปรารถนา (craving) และการติด (addiction) ครับ
    โดปามีนจะช่วยสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ในสมองและเปลี่ยนความหื่นจากขั้นแรก
    เป็นความสเน่หาที่ลึกซึ้งขึ้นนะครับ
    เมื่อโดปามีนทำงานควบคู่กับอะดรีนาลีนจะยิ่งอินเลิฟไปกันใหญ่เลยครับ
    จะทำให้เราร่าเริง เปี่ยมล้นด้วยพลังงาน นอนไม่หลับกระสับกระส่าย เบื่ออาหาร
    ทำอะไรอย่างมีเป้าหมาย และไม่สนใจอะไร ใคร ใดๆ เลยครับ
    มีอาการน่ารักที่เรียกว่า pink lens effect คือโลกนี้สีชมพูมีแต่สองคนครับ
    เธอทำแบบนี้น่ารักดีออก คนอื่นมาว่าได้ไง
    คุณโดนที่ทำงานว่ามาหรอ แสดงว่าเจ้านายคุณนี่แย่ที่สุดเลยสินะ - -a
    เป็นอาการแบบว่า love is blind หรือ รักทำให้คนตาบอด นั่นแหละครับ

    ยาตัวหนึ่งครับชื่อ deprenyl เป็นยาเพิ่มระดับโดปามีนและ PEA ในร่างกาย
    ใช้รักษาโรคพากินสันครับ (ซึ่งเกิดจากระดับโดปามีนในสมองลดลง)
    คนบางคนกินแล้วบอกว่า "ผมรู้สึกอยากรักสาวๆทุกคนที่เดินผ่านผมจัง !!"
    หรือบางเว็บก็เขียนเอาไว้ว่า deprenyl for better sex ด้วยอะครับ

    อายจัง 55
    สุดท้ายโดปามีนยังช่วยกระตุ้นการหลั่งสารตัวท้ายสุด คือ ออกซิโทซิน ด้วยครับ


    <CENTER></CENTER>
    [​IMG]

    attachment stage

    ออกซิโทซิน เป็นสารตัวสำคัญในการสร้างความผูกพันระยะยาวครับ
    จริงๆแล้วมันเป็นฮอร์โมนที่พบมากในผู้หญิง ช่วยคลอดลูก หลั่งน้ำนม
    สร้างความผูกพันระหว่างแม่ลูก สร้างพฤติกรรมความเป็นแม่ของมนุษย์
    โดยเค้าลองบล๊อกการหลั่งออกซิโทซินในสัตว์ครับ ปรากฏว่าคุณแม่ก็ไม่สนใจลูกเลย
    แล้วลองฉีดเข้าไปในสัตว์เพศเมียที่ยังโสดอยู่ ก็เอาลูกชาวบ้านเขามาเลี้ยงเลยอะ น่ารักดีครับ
    นอกจากนี้ยังเกี่ยวกับพฤติกรรมฉันจะมีแต่เธอ (monogamy) ในมนุษย์ด้วย
    ด้วยเหตุว่าออกซิโทซินจะพบมากหลังจากถึงจุดสุดยอด และหลั่งแบบมีการเรียนรู้ได้
    แปลว่า ถ้าเกิดเรามีเซ็กส์กับคู่ของเราไปนานๆ ร่างกายจะตอบสนองต่อการหลั่งได้ดีขึ้นครับ
    แค่มองตากัน มันก็หลั่งแล้ว ถือว่าธรรมชาติช่วยตัดชอยส์อื่นๆสำหรับการมีเซ็กส์ออกไปในยามที่เรามีคู่ครับ เย้ !

    [​IMG]
     

แชร์หน้านี้

Loading...